ตะลอนเที่ยว : โตเกียว ไปกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ : Tokyo Again and Again

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/342652

ตะลอนเที่ยว : โตเกียว ไปกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ : Tokyo Again and Again

ตะลอนเที่ยว : โตเกียว ไปกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ : Tokyo Again and Again

วันอาทิตย์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ไปโตเกียวอีกแล้ว ไม่เบื่อหรือ มีอะไรดีนักหนาเชียว อยากรู้จัง ไปทำไมบ่อยๆ มีอะไรดีหรือ”

นี่คือคำถามทั่วไปจากคนที่ไม่รู้จักโตเกียวดีพอ แต่หากเป็นคนที่รู้จักโตเกียวดีแล้ว จะไม่ถามคำถามเช่นนี้ แต่จะบ่นว่า

“อยากไปโตเกียวอีก แต่ของแพงจัง เสียดายเงิน ค่าที่นอนในโรงแรมดีๆ ก็แพงมาก ค่าอาหารการกินก็แพงกว่าบ้านเราหลายเท่า แต่ถึงจะแพงก็ยังอยากไปอีก เพราะติดใจสภาพบ้านเรือน ความสะอาดสะอ้าน ความเป็นระเบียบเรียบร้อยชอบสวนสาธารณะ ชอบพิพิธภัณฑ์และชอบสิ่งแวดล้อมของเขามาก เพราะว่าเขารักษาได้ดีตลอดเวลา และชอบการเดินทางด้วยรถไฟของเขามากที่สุด ไปไหนมาไหนแสนสะดวกสบาย สะอาด ปลอดภัย ไม่ต้องหวาดระแวงมากจนเกินไปเมื่อเดินเที่ยวในกรุงโตเกียว ถึงแม้คนของเขาจะพูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง แต่ส่วนใหญ่คนของเขาก็มีจิตใจดี ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวด้วยความเต็มใจ”

คุณล่ะ เวลาเมื่อพูดถึงกรุงโตเกียว เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น คุณตั้งคำถามแบบไหน

สัปดาห์ก่อน ผมชวนคุณๆ ไปเที่ยวกรุงโตเกียวกับผม(ขอเน้นว่าไปกันเพียงกลุ่มเล็กๆ 12-14 คน เท่านั้น) โดยกำหนดการคร่าวๆ คือเดินทางช่วงปลายสัปดาห์ที่ 1 ของเดือนกรกฎาคม อาจจะเป็นวันที่ 5-11 กรกฎาคม 2561 (นอนห้าคืนที่โตเกียว) หรือไม่ก็วันที่ 5-10 กรกฎาคม (นอนสี่คืนที่โตเกียว) โดยจะนอนที่ย่านอาซากูสะ หรือไม่ก็ที่ย่านอูเอโนะ โดยพักในโรงแรมแห่งเดียวไม่ต้องย้ายข้าวย้ายของไปไหนเลย เพราะเบื่อกับการย้ายโรงแรมทุกวัน ซึ่งเสียเวลาและเหนื่อยโดยเปล่าประโยชน์

โดยคณะของเราจะออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในคืนวันที่5 กรกฎาคม แล้วไปถึงกรุงโตเกียวเช้าตรู่วันที่ 6 กรกฎาคม แล้วก็กลับสู่กรุงเทพฯ ในช่วงบ่ายวันที่ 10 หรือ 11 กรกฎาคม ซึ่งก็จะถึงกรุงเทพฯ ช่วงประมาณ 4 ทุ่มของคืนนั้น นับว่าเป็นเวลาที่ดีพอประมาณ เพราะถึงเมืองไทยไม่ดึกจนเกินไป แล้วที่สำคัญคือเรายังสามารถเที่ยวโตเกียวในช่วงเช้าถึงบ่ายโมงของวันจะเดินทางกลับได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเที่ยวกันแบบเต็มอิ่มตั้งแต่วันไปจนยันวันกลับ

โรงแรมที่คณะของเราจะเลือกนอน ก็ต้องเป็นโรงแรมที่อยู่ไม่ห่างไกลจากสถานีรถไฟมากจนเดินไม่ไหว ซึ่งตามปกติเราจะพักที่โรงแรมซึ่งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟไม่เกิน 200-300 เมตร สาเหตุที่เลือกเช่นนี้ก็เพราะทริปของเราจะไม่มีการใช้รถโค้ช แต่จะใช้รถไฟฟ้าเท่านั้น โดยเริ่มใช้จากสนามบินนาริตะไปจนถึงที่พัก แล้วก็จะใช้รถไฟในการเดินทางท่องเที่ยว และกินทุกวัน และสาเหตุสำคัญอีกประการที่เลือกนอนใกล้สถานีรถไฟฟ้าก็เพราะ ถ้าหากสมาชิกรายใดเดินเที่ยวแล้วเหนื่อยล้า หรือเบื่อหน่ายไม่อยากเดินต่อ ก็สามารถนั่งรถไฟกลับไปนอนพักเอาแรงก่อนได้ เมื่องีบสักพักแล้วเรียกแรงกลับคืนมาได้ก็จึงค่อยเดินเที่ยวต่อกันใหม่

ส่วนเรื่องอาหารการกินนั้น ทริปของเราไม่ได้คิดค่าอาหารรวมไว้ แต่เราจะมีร้านอาหารต่าง ๆ นานาให้คุณเลือกกินตามความพอใจ ใครใคร่กินอะไรก็เชิญตามสบาย กินเท่าไรกินถูกกินแพงก็จ่าย
เท่านั้น กินมากกินน้อยก็จ่ายตามจริง แต่มีข้อตกลงร่วมกันว่าเราจะกินในย่านเดียวกัน โดยใช้เวลากินแต่ละมื้อประมาณ 1 ชั่วโมง (ยกเว้นมื้อเย็นที่ต้องใช้เวลามากสัก 2 ชั่วโมง เพราะลูกค้าจะมาก และไม่ต้องรีบร้อนจะกินไม่สนุก) สาเหตุที่ไม่รวมราคาค่าอาหารไว้ในทริปเพราะทุกคนจะได้มีอิสระในการเลือกรับประทานของที่แต่ละคนชอบ แล้วที่สำคัญคือร้านอาหารดีๆ ในโตเกียว (และทั่วทั้งญี่ปุ่น) ที่ชาวเมืองเขารับประทานกันนั้นจะมีขนาดเล็ก ให้บริการลูกค้าได้เพียงไม่กี่รายเท่านั้น

ถ้าเช่นนั้นก็จะมีคำถามว่า แล้วคิดค่าบริการสำหรับทริปนี้อย่างไร ก็ตอบว่าคิดจากค่าตั๋วเครื่องบิน (ซึ่งไม่ใช่แบบโลว์คอสต์)ค่าโรงแรมระดับ 3 ดาว ค่าประกันภัยกลุ่ม ค่าตั๋วรถไฟ ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์และวัง รวมถึงค่าขึ้นชม Tokyo Sky Tree แต่คุณๆไม่ต้องให้ทิปผม โปรดเก็บทิปไว้สำหรับร่วมโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์เพื่อนำไปมอบให้ชาวไร่ชาวนา ซึ่งเป็นโครงการที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า และผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า และกระผมเองได้ร่วมทำโครงการนี้มาตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว

สำหรับโปรแกรมคร่าวๆ คือ เมื่อเดินทางถึงกรุงโตเกียววันแรก เราก็จะนำข้าวของไปฝากไว้ที่โรงแรมก่อน เพราะยังcheck in ไม่ได้ จนกว่าจะถึงบ่ายสามโมง แล้วเราก็จะไปเที่ยววัดอาซากูสะ หรือหากต้องการนั่งรถลากด้วยแรงหนุ่มๆ ญี่ปุ่นเพื่อชมบริเวณรอบๆ อาซากูสะ ก็สามารถทำได้ แล้วก็ไปเที่ยวชม Tokyo Sky Tree หากจะขึ้นชมกันทุกคนก็ซื้อบัตรด้วยกัน จากนั้นก็กลับเข้าไปล้างหน้าล้างตา refreshmentที่โรงแรม ก่อนจะออกมาตะลุยราตรีโตเกียว (จบคืนที่ 1)

วันรุ่งขึ้นเราจะออกเที่ยวกันสายๆ โดยเริ่มที่อูเอโนะ เข้าไปเดินชมสวน แล้วแวะชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ โตเกียว และพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ชมวัดในสวนอูเอโนะ ชมสวนสัตว์เดินเล่นให้เย็นใจที่ตลาด Ameyoko แล้วก็แวะไปละลายทรัพย์ที่ตึกม่วง Takeya เพียงแค่นี้ก็หมดไปแล้วหนึ่งวัน (คืนที่สอง)

วันต่อมาก็ไปเที่ยวนอกเมืองสักหน่อย โดยไปที่คามากูระ ไปไหว้พระใหญ่ไดบุทสึ ไปดูบ้านเมืองเก่า ดูตลาดเก่ากินอาหารอร่อย ๆ แล้วก็กลับเข้าโตเกียว เพื่อเข้าไปเที่ยวย่านชินจูกุ ฮาราจูกุ ยามค่ำ แต่หากเหนื่อยก็กลับเข้าโรงแรมเลย (คืนที่สาม)

วันต่อมา ไปเที่ยวชมรอบๆ พระราชวังอิมพีเรียล ไปเที่ยวย่านกินซา ย่านอากิฮาบารา ย่านชิบูยา ย่านรปปงหงิและแวะไปดูวังและวัดที่อากาซากะ แล้วก็ต้องไม่พลาดการชมสวนเมจิ ซึ่งเป็นสวนที่ร่มรื่นกลางกรุงโตเกียว ซึ่งนี่ก็หมดไปแล้วสี่คืน หากจะอยู่ต่ออีกหนึ่งคืนก็ได้ วันรุ่งขึ้นเราก็ไปเที่ยวตลาดปลาซึกิจิ เที่ยวชมเกาะโอไดบะ (เกาะที่มนุษย์สร้างขึ้น) จากนั้นก็กลับเข้าใจกลางโตเกียว แล้วเปิดโอกาสให้คุณๆ ได้ซื้อข้าวซื้อของตามสบาย จนถึงเวลากลางค่ำกลางคืน (คืนที่ห้า) ซึ่งถ้าหากยังซื้อไม่จบไม่สิ้นก็สามารถต่อได้อีกครึ่งวันในวันรุ่งขึ้น จากนั้นพอถึงเวลาบ่ายโมงตรง เราก็ขึ้นรถไฟไปสนามบินนาริตะ เพื่อรอขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ

ถ้าหากคุณสนใจจะร่วมทริปเล็กๆ ไปกับ Mr. Flowerโปรดติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 ด่วนครับผม


ศาสนสถานในกรุงโตเกียว


วัดชินโต อากาซากะ กรุงโตเกียว


สีสันของโตเกียว

ตะลอนเที่ยว : Ogenkidesuka Tokyo : สบายดีใช่ไหม โตเกียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/341209

ตะลอนเที่ยว : Ogenkidesuka Tokyo : สบายดีใช่ไหม โตเกียว

ตะลอนเที่ยว : Ogenkidesuka Tokyo : สบายดีใช่ไหม โตเกียว

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หน้าร้อนในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ถือได้ว่ามีเสน่ห์ชวนให้หลงใหล น่าไปสัมผัสไม่แพ้ฤดูอื่นๆ

อากาศช่วงหน้าร้อนในโตเกียวไม่ร้อนจัด (แต่บางวันอาจมีฝนโปรยปรายลงมาบ้าง) มีลมพัดเย็นสบายโชยมาเป็นระยะๆ แต่พอตกค่ำลมที่โชยมาก็อาจจะทำให้คนที่ค่อนข้างขี้หนาวสักหน่อยถึงกับเกิดอาการหนาวขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นสรุปเบื้องต้นได้ว่าหน้าร้อนในโตเกียวไม่ร้อนจัด จึงเหมาะกับการเดินเที่ยวไปเรื่อยๆ ชมสวน ชมวัด ชมวัง ชมร้านรวง และชมชีวิตของผู้คน

กรุงโตเกียวยังคงมีมนต์เสน่ห์เสมอสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย พูดมาถึงตรงนี้แล้ว ก็ขอชวนคุณไปร่วมทริปสบายๆ ชิลๆ เดินเรื่อยๆ เอื่อยๆ ชมนก ชมไม้ ชมบ้านเมือง และผู้คนในกรุงโตเกียวด้วยกัน

“ไปเที่ยวที่ไหนกันดีในกรุงโตเกียว” คำถามนี้คือคำถามยอดนิยมสำหรับคนที่ยังเที่ยวโตเกียวไม่ทะลุปรุโปร่ง

ขอตอบว่า ทริปสำหรับกลุ่มเล็กๆ (12 คน) ที่เราจะไปตะลอนเที่ยวโตเกียวกันในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมปีนี้ เราจะเที่ยวโตเกียวแบบเจาะลึก (ซึ่งก็หมายความว่าเราต้องเดิน เดิน แล้วก็เดิน) ไม่รีบร้อน ไม่เร่งรัด ไม่ฉาบฉวย เพื่อให้ได้สัมผัสวิถีของโตเกียวแบบละมุนละไม แล้วเราก็จะนั่งรถไฟเที่ยวไปตามจุดสำคัญต่างๆ ของกรุงโตเกียว เช่น พระราชอุทยานด้านนอกของพระราชวังอิมพีเรียล ศาลเจ้าเมจิย่านฮาราจูกุ วัดเซนโซจิที่อาซากูสะ ตลาดปลาทซึกิจิสวนอูเอโนะ ย่านกินซา ย่านชิบูยา ย่านอากิฮาบารา แล้วก็ออกไปนอกเมืองสักนิดเพื่อไปไหว้พระใหญ่ไดบุทสึ ที่คามากูระ

ทริปนี้เราไปนอนในโตเกียวสักสี่คืน นอนที่ย่านอาซากูสะ(นอนโรงแรมเดียว)ไม่ต้องย้ายสัมภาระไปไหนมาไหนให้ลำบาก หรืออาจจะนอนย่านอูเอโนะก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าต้องการบรรยากาศแบบไหน แบบวัด หรือแบบย่านธุรกิจ

การเที่ยวโตเกียว (จริงๆ แล้วก็ทุกที่แหละ) เพื่อให้ได้อรรถรสการท่องเที่ยวโดยสมบูรณ์แบบต้องเที่ยวด้วยการเดิน และนั่งรถไฟฟ้า รวมถึงรถบัสประจำทาง เพราะจะได้สัมผัสความเป็นอยู่ของคนโตเกียวอย่างใกล้ชิด อีกทั้งเมื่อจะกินอาหารก็ต้องกินตามร้านที่ชาวโตเกียวเขากินกัน ไม่จำเป็นต้องกินร้านใหญ่โตหรูหราที่จัดเตรียมไว้เพื่อนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ๆ ที่ไปกันเป็นขบวนมหึมา ร้านอาหารที่ชาวโตเกียวกินกันมักมีขนาดไม่ใหญ่โตมากนัก บางร้านมีโต๊ะเก้าอีกเพียง 4-5 โต๊ะ นั่งกินได้ไม่เกิน 14-15 คนเท่านั้น แต่รสชาติน่าประทับใจจริง ๆ

สำหรับทริปที่คณะเล็กๆ ของเราจะเดินทางไปเที่ยวโตเกียวในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้จะเน้นการย่ำเดินไปเรื่อยๆเมื่อยล้าก็กลับไปนอนพักเอาแรงก่อน แล้วเมื่อหายเหนื่อยก็ออกตะลอนเที่ยวกันต่อ ใครใคร่กินอะไรก็เลือกตามความพอใจ (โดยมีเวลาให้เลือกร้านที่อยากกิน แล้วกินให้อร่อยไปเลย กินเสร็จแล้วก็ไปพบกัน รับรองไม่หลงแน่นอน ถ้าไม่ออกนอกเส้นทางที่กำหนดไว้)

ทริปของเราจะเที่ยวกันแบบสบายๆ ไม่ออกเที่ยวตั้งแต่เช้าตรู่ แม้เราจะตื่นเช้าก็ตาม แต่เราจะเริ่มออกเที่ยวในช่วง 9 โมง หรือ 10 โมงเช้า แล้วก็ไม่กลับดึก (ยกเว้นสำหรับผู้ที่อยากจะออกไปท่องราตรีด้วยตนเอง)

ผู้ที่สนใจร่วมคณะไปกับเราในทริปที่จะถึงนี้ โปรดโทรศัพท์ติดต่อสอบถามที่หมายเลข 0917233615


ศาลเจ้าเมจิ ฮาราจูกุ


วัดเซนโซจิ อาซากูสะ ยามบ่ายและยามคํ่า

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวสนุกสุขสันต์แบบอิ่มเอมในเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/339856

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวสนุกสุขสันต์แบบอิ่มเอมในเมืองไทย

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวสนุกสุขสันต์แบบอิ่มเอมในเมืองไทย

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อาหารการกินรวมถึงผลหมากรากไม้ที่อุดมสมบูรณ์ตลอดปีและมีรสชาติแสนอร่อย อีกทั้งยังมีราคาหลากหลายระดับ คือมนต์เสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากนานาประเทศทั่วโลกให้เดินทางเข้ามาเยือนประเทศไทย

ประมาณกันคร่าวๆ ว่านักท่องเที่ยวจะใช้เงินสำหรับเรื่องอาหารการกินในแต่ละทริปที่เดินทางท่องเที่ยวในไทย ตกอยู่ที่ร้อยละ 20 ของค่าใช้จ่ายทั้งทริป ซึ่งนั่นก็หมายความว่ารายได้จากการท่องเที่ยวของไทยนั้น 1 ใน 5 ก็คือรายได้อันเกิดมาจากการใช้จ่ายด้านการกินของนักท่องเที่ยว

เมื่ออาหารการกินและการท่องเที่ยวเป็นสิ่งช่วยเสริมซึ่งกันและกัน ดังนั้นอาหารและผลไม้จึงเป็นจุดขายที่สำคัญอย่างหนึ่งของการท่องเที่ยว

เมื่อปลายปี 2560 ประเทศไทยได้มีหนังสือแนะนำแหล่งอาหารอร่อยระดับโลกอีกฉบับหนึ่งคือ มิชลินไกด์ กรุงเทพ 2561 ซึ่งได้บรรจุรายชื่อร้านอาหารแสนอร่อยในเขตกรุงเทพฯตามแบบฉบับความอร่อยของมิชลินไว้ในไกด์บุ๊คเล่มที่หนึ่ง

ล่าสุด มิชลินไกด์บุ๊คเล่มที่สองกำลังจะออกมาประกาศความอร่อยของอาหารสุดยอดในเขตจังหวัดภูเก็ตและพังงาแล้วยังจะบรรจุรายชื่ออาหารแสนอร่อยในเขตจังหวัดรอบๆ กรุงเทพฯ เข้าไปด้วย อาทิ จังหวัดนนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร

แน่นอนว่าอาหารการกินคือความรื่นรมย์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเดินทางท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารการกินของเมืองที่เลือกเดินทางไปเยือนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการตัดสินใจเลือกสถานที่ท่องเที่ยว บางรายบอกว่าสาเหตุที่ตัดสินใจเลือกไปเที่ยวเมืองนั้นๆ ก็เพราะติดใจรสชาติของอาหารและผลไม้ประจำเมืองนั้นๆ

พูดถึงภูเก็ตและพังงาแล้ว นอกจากจุดเด่นในเรื่องหาดทรายทะเล เกาะแก่งที่สวยงามติดอันดับโลกแล้ว ยังรวมถึงความงดงามของบ้านเรือนเก่าตามสไตล์ชิโนโปรตุกีส (ในเมืองภูเก็ต)แต่ยังมีอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์เป็นเครื่องช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกด้วย อาทิ อาหารทะเลสดๆ รสชาติอร่อย และอาหารพื้นถิ่น เช่น เส่วโบ๋ย หรือติ่มซำ ขนมจีนกินกับผักสดนานาชนิด และโรตี อาหารกลุ่มนี้จะกินกันในยามเช้าถึงสายๆ ประมาณใกล้เวลา 11 โมง

จบมื้อเช้าก็เข้ามื้อเที่ยง ซึ่งคนภูเก็ตและพังงามักนิยมกินอาหารที่ทำจากแป้งในรูปแบบเส้นก๋วยเตี๋ยว อาทิ เส้นหมี่ฮกเกี้ยน เส้นบะหมี่ โดยจะเป็นอาหารจำพวกก๋วยเตี๋ยวสารพัดชนิด และผัดหมี่ฮกเกี้ยน แล้วตามด้วยของหวานล้างปากคือโอวเอ๋วที่หวานหอมและเย็นชื่นใจ

ตกบ่ายก็จะกินบี้หุ้นหรือหมี่หุ้นปาฉ่ายซุปกระดูกหมูโลบะ เปาะเปี๊ยะสด และเกี้ยน เต้าหู้ทอด พร้อมน้ำจิ้มสุดอร่อย

ส่วนมื้อเย็นก็จะเป็นมื้อหนักสุดที่สมาชิกในครอบครัวจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน อาหารเย็นก็จะมีหมูฮ้อง แกงส้มรสจัดจ้าน น้ำชุบหยำ หรือน้ำพริกขยำด้วยมือกินคู่กับผักสดสารพัดชนิดพร้อมกับข้าวสวยหอมกรุ่น

ก่อนนอนหลับฝันดี คนภูเก็ตและพังงาก็จะตบท้ายด้วยโอวต๊าว ซึ่งคล้ายๆ หอยทอดของภาคกลาง

นี่เป็นเพียงตัวอย่างของอาหารพื้นเมืองแสนอร่อยของภูเก็ตและพังงาที่ใครไปเยือนก็ต้องทาน เมื่อทานแบ้วก็ติดใจเมื่อติดใจแล้วก็กลับไปเที่ยวและไปทานอีก

อ้อ! เกือบลืมไป ภูเก็ตได้รับเลือกให้เป็น City of Gastronomy โดย UNESCO เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องประหลาดใจกับอาหารการกินที่สุดแสนสมบูรณ์เช่นนี้

เราคงยังไม่สามารถรู้ล่วงหน้าว่าอาหารชนิดใดหรือจากร้านไหนของเมืองภูเก็ตและพังงาจะได้รับเลือกจากมิชลิน แต่เรารู้ชัดว่าภูเก็ตและพังงา และที่อื่นๆ ของเมืองไทยมีอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์และแสนอร่อย

คุณคงไม่ปฏิเสธ ใช่หรือไม่

ตะลอนเที่ยว : อาคิลเลออน ณ คอร์ฟู พระตำหนักฤดูร้อนของจักรพรรดินีอลิซาเบธแห่งอาณาจักรออสเตรีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/338439

ตะลอนเที่ยว : อาคิลเลออน ณ คอร์ฟู พระตำหนักฤดูร้อนของจักรพรรดินีอลิซาเบธแห่งอาณาจักรออสเตรีย

ตะลอนเที่ยว : อาคิลเลออน ณ คอร์ฟู พระตำหนักฤดูร้อนของจักรพรรดินีอลิซาเบธแห่งอาณาจักรออสเตรีย

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อเอ่ยพระนามสมเด็จพระจักรพรรดินีอลิซาเบธแห่งอาณาจักรออสเตรีย หรือที่รู้จักในพระนามซิซี (Sisi) สำหรับผู้ที่ทราบพระราชประวัติของพระองค์ จะเข้าใจดีว่าพระนางทรงมีพระราชประวัติที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะทรงดำรงพระราชอิสริยยศสำคัญมากมาย อาทิ สมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งอาณาจักรออสเตรีย สมเด็จพระราชินีแห่งฮังการี และดัชเชสแห่งบาวาเรีย พระนางทรงเป็นอัครราชมเหสีในสมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ ที่ 1 แห่งอาณาจักรออสเตรีย พระนางทรงมีพระชนม์ชีพในช่วงศตวรรษที่ 19 ตอนกลางถึงตอนปลาย

บันทึกประวัติศาสตร์ระบุว่าพระนางทรงถูกกลั่นแกล้งอย่างมากมายจากเหล่าเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง แต่พระนางก็ทรงเป็นที่รักยิ่งของพระราชสวามี

พระนางทรงได้รับยกย่องว่าทรงพระสิริโฉมมาก แต่พระนางไม่ทรงโปรดการเสด็จไปทรงร่วมงานสังคมใดๆเพราะทรงโปรดที่จะประทับเป็นการส่วนพระองค์ในพระราชวังอิมพีเรียลแห่งฮัฟส์บรูกส์มากกว่า

ด้วยความที่พระนางทรงรู้พระองค์ดีว่าทรงไม่เป็นที่รักใคร่ของเหล่าพระราชวงศ์บางพระองค์ พระนางจึงทรงโปรดการปลีกวิเวก ทรงชื่นชอบการออกกำลังพระวรกายเป็นประจำ และโปรดการแปรพระราชฐานเป็นอย่างยิ่ง เพราะการแปรพระราชฐานคือการที่จะทรงหลีกหนีความวุ่นวายในราชสำนักได้ดีที่สุด

หนึ่งในสถานที่ที่ทรงโปรดแปรพระราชฐานของพระนางคือพระตำหนักอาคิลเลออน ณ คอร์ฟู ประเทศกรีซ ซึ่งผมจะชวนคุณไปเที่ยวชมความงามของพระตำหนักองค์นี้ด้วยกัน

พระตำหนักองค์นี้ตั้งอยู่ที่เกาะคอร์ฟู ประเทศกรีซ บนเนินเขาที่สามารถมองเห็นความงดงามของทะเลไอออนเนียนได้ชัดเจน

สถาปัตยกรรมของพระตำหนักองค์นี้เป็นแบบคล้ายๆพระราชวังฟาเอเซียของกรีก พระนางทรงมีพระราชปรารภว่าทรงต้องการพระราชวังที่มีเสามากมาย และมีพระราชอุทยานคล้ายสวนลอยฟ้า ที่ไม่มีสายตาสอดรู้สอดเห็นจากผู้ใดมองเข้าไปถึง และเป็นเสมือนพระราชวังของเทพอาคิลลีส(อคิลลีสคือเทพองค์หนึ่งในตำนานกรีกโบราณ มีชื่อปรากฏในสงครามแห่งทรอย เป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ในมหากาพย์อีเลียดของโฮเมอร์)

แม้พระตำหนักฤดูร้อนองค์นี้จะไม่ได้ใหญ่โตมโหฬารมากนักเมื่อเทียบกับพระราชวังองค์อื่นๆ ในยุโรป แต่ต้องบอกเลยว่าเป็นพระตำหนักที่งดงาม และที่สำคัญคือมีพระราชอุทยานที่งดงามมาก แม้สภาพปัจจุบันจะทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลาและอาจจะไม่ได้รับการดูแลให้ดีเท่าที่ควรก็ตาม แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงความงดงามให้ปรากฏชัด

หลังจากพระนางถูกลอบปลงพระชนม์ พระตำหนักองค์นี้ได้ถูกปล่อยทิ้งไว้ แล้วในที่สุดก็ถูกขายทอดต่อไปยังพระเจ้าไกเซอร์ วิลเลียม ที่ 2 แห่งอาณาจักรเยอรมนี เมื่อปี 1907 จากนั้นพระตำหนักองค์นี้ก็ได้ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการทูตเป็นประจำ จนได้รับการขนานนามว่าศูนย์กลางด้านการทูตของยุโรป

Mr. Flower ขอชวนคุณผู้อ่านไปชมความงามของพระตำหนักองค์นี้ และชมความงามของพระราชอุทยานในพระตำหนักนี้ด้วยกัน โดยเราจะเดินทางในทริปอิตาลีและกรีซ จะพักที่อิตาลี 3 คืน กรีซ 2 คืน เดินทางช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2561

คุณๆ ที่สนใจร่วมทริปกลุ่มเล็กๆ (10-12 คน) กับเราโปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : มอลตา (Malta) เมืองป้อมปราการแห่งเมดิเตอร์เรเนียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/337052

ตะลอนเที่ยว : มอลตา (Malta) เมืองป้อมปราการแห่งเมดิเตอร์เรเนียน

ตะลอนเที่ยว : มอลตา (Malta) เมืองป้อมปราการแห่งเมดิเตอร์เรเนียน

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

: ไปเที่ยวมอลตากันไหม

: มอลตา เหรอ เมืองนี้อยู่ที่ไหน มีอะไรน่าเที่ยวฉันนึกไม่ออกเลยว่ามีประเทศนี้ด้วย

หลายต่อหลายคนอาจจะนึกได้ว่ามอลตาคือประเทศ แต่หลายคนก็คงนึกไม่ออกว่ามอลตาอยู่ที่ไหน แล้วจะไปเที่ยวชมดูอะไรในมอลตา

ก่อนอื่นก็ต้องบอกว่า มอลตาคือประเทศเกาะเล็กๆ(มีสองเกาะ เกาะใหญ่คือมอลตา ส่วนเกาะเล็กอยู่ทางเหนือคือเกาะโกโซ) อยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อยู่ตอนใต้ของอิตาลี (หลับตาแล้วนึกถึงแผนที่อิตาลีนะครับ) มอลตาอยู่ใกล้กับบริเวณหัวรองเท้าบู๊ต แต่อยู่ใต้ลงมา ด้วยความที่มอลตาเป็นเกาะอยู่ในเมดิเตอร์เรเนียน โดยเกาะนี้เป็นเสมือนเมืองหน้าด่านของทวีปยุโรปในเขตเมดิเตอร์เรเนียน ดังนั้นถ้าหากจะมีการสู้รบทางทะเลโดยมีข้าศึกมาจากทวีปแอฟริกาแล้ว มอลตาจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทะเลของยุโรป และแม้กระทั่งในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 มอลตายังถูกถล่มด้วยระเบิดอย่างหนักจนราบเป็นหน้ากลองจากเยอรมนี และอิตาลี

แต่นอกจากเป็นจุดยุทธศาสตร์แล้ว ยังเป็นแหล่งของการผสมกลมกลืนของอารยธรรมและวัฒนธรรมของยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลางด้วย ดังนั้นจึงพบความกลมกลืนของชาวฟินิเซียน โรมัน กรีก อาหรับ นอร์มัน ซิซิเลียน สวาเบียน อารากอน แอฟริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษ บนเกาะแห่งนี้

ปัจจุบันมอลตามีความน่าสนใจตรงที่ว่าเป็นเสมือนแหล่งหลอมรวมอารยธรรมของชนชาติต่างๆ และมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ควรแก่การไปเยี่ยมชมหลายแห่ง อาทิ กรุงวาเลตตาซึ่งมีสวนบาร์รากา และถนนพ่อค้า อาสนวิหารเซนต์จอห์น โบสถ์ฮาการ์คิม, ถนนบูลกรอตโต หมู่บ้านประมงมาร์ซักซ์โลกก์และหมู่บ้านมดินา ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ยังคงเอกลักษณ์ของยุโรปยุคกลางไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์

สิ่งที่นิยมทำเมื่อไปเยือนกรุงวาเลตตาคือ การเดินชมป้อมปราการที่สูงตระหง่านอยู่ริมชายทะเล และการเดินไปเที่ยวชม Triq Repubblika ซึ่งเป็นแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญของเมืองที่สร้างในยุคอัศวินแห่งเซนต์จอห์น

เมื่อเที่ยวชมในตัวเมืองหลวงเรียบร้อยแล้ว ก็จะลงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ โดยมีจุดหมายสำคัญที่ โบสถ์ฮาการ์คิม ตามประวัติบอกว่าโบสถ์นี้เริ่มสร้างมาเมื่อกว่า 5 พันปีก่อน เมื่อครั้งยุคนิโอลิธิก เราจะพบว่าหินแต่ละก้อนที่นำมาสร้างโบสถ์นั้นใหญ่โตมโหฬารหนักหลายร้อยตัน ส่วนแผ่นหินที่วางระเกะระกะแต่ละแผ่นก็น่าจะหนักกว่า 20 ตัน

ส่วนที่พลาดชมไม่ได้คือ Blue Grotto Arch ซึ่งเป็นปฏิมากรรมหินซึ่งเกิดโดยธรรมชาติอันเนื่องมาจากการกัดกร่อนของกระแสลมและกระแสน้ำ แล้วยังมีถ้ำต่างๆ ที่อยู่ตามหน้าผาริมทะเลอีกมากมาย และที่บริเวณริมทะเลนี้เองก็มีจุดน่าสนใจอีกแห่งหนึ่งคือหมู่บ้านประมงมาร์ซักซ์โลกก์ที่เต็มไปด้วยเรือประมงพื้นบ้านขนาดเล็กที่มีสีสันสวยสะดุดตาที่มีชื่อตามภาษาท้องถิ่นว่า ลุกซ์ซา แล้วที่สำคัญคือหมู่บ้านประมงแห่งนี้จะมีร้านขนาดเล็กมากมายที่เสิร์ฟอาหารสดๆ จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ส่วนสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้เช่นกันคือเมืองโบราณชื่อมดินา เมืองนี้อยู่บนที่ราบสูงกลางเกาะ บ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างเป็นแบบบาร็อค (Baroque) ยังคงมีโบสถ์วิหารและป้อมปราการที่มีกำแพงสูง มดินาเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของมอลตามาก่อน เสน่ห์ของมดินาคือความเงียบสงบเรียบง่าย จนหลายคนขนานนามว่าเมืองแห่งความสงบเงียบ ดังนั้นการชมเมืองนี้ที่ดีที่สุดคือการเดินด้วยเท้าแล้วสัมผัสเมืองแบบละมุนละไมไปแบบช้าๆ แช่มช้อยค่อยๆ ชม เดินลัดเลาะไปตามถนนสายแคบๆ ที่ขนาบไปด้วยกำแพงสูงของป้อมปราการต่างๆ

หากคุณผู้อ่านสนใจจะไปเที่ยวชมความน่ารักและสัมผัสมนต์เสน่ห์ของมอลตาด้วยกัน โดยเน้นการเที่ยวแบบละมุนละไม ไปเที่ยวแบบอ้อยอิ่งแช่มช้า ไม่รีบไม่ร้อนรน ไปกันเพียงกลุ่มเล็กๆ ไม่เกิน 12 คน โปรดติดต่อMr. Flower ที่ 091 7233615

(หมายเหตุ สำหรับคุณๆ ที่สนใจไปเที่ยวเวนิส ซึ่งเขียนไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ก็ยังสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์เดียวกันครับ)

ตะลอนเที่ยว : เวนิส นครแห่งการสัญจรทางน้ำที่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/335692

ตะลอนเที่ยว : เวนิส นครแห่งการสัญจรทางน้ำที่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์

ตะลอนเที่ยว : เวนิส นครแห่งการสัญจรทางน้ำที่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์

วันอาทิตย์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลายร้อยปีมาแล้วที่นครเวนิส (Veniceหรือ Venezia) แห่งประเทศอิตาลี ยังสามารถคงมนต์เสน่ห์แห่งการสัญจรด้วยเรือกอนโดลา (Gondola) และเรือชนิดอื่นๆ ไว้ได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนั้นนครเวนิสจึงมีแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เดินทางไปเยือนได้โดยไม่ขาดสายตลอดเวลา

อาจจะกล่าวได้ว่าเวนิสมีเสน่ห์ตรงที่ความเป็นเมืองน้ำ การไปไหนมาไหนจึงต้องอาศัยน้ำเป็นเส้นทางสัญจรส่วนตัวเมืองเก่าก็ยังคงมีชีวิตชีวา และอาคารเก่ากว่าอายุกว่า 300 ปีเศษ แต่สภาพยังดีและสมบูรณ์มาก ส่วนโบสถ์วิหารโบราณของเวนิสนั้นก็ยังคงมีมนต์ขลังที่สามารถสะกดผู้ไปเยือนได้โดยไม่เสื่อมคลาย

จุดท่องเที่ยวสำคัญของเวนิสคือจัตุรัสซาน มาร์โค หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า จัตุรัส St. Mark ซึ่งเป็นจุดที่สามารถเดินเที่ยวชมเมืองได้โดยไม่ต้องเร่งรีบ ส่วนสถานที่สำคัญโดยรอบๆ จัตุรัสที่ผู้คนมักไปเที่ยวชมคือPiazza San Marco, Basillica di San Marco, Chiesa di San Zaccaria, Torre dell’Orologio, Campo San Lorenzo. Campo Bandiera e Moro ode la Bragora, Ca di Dio เป็นต้น

และที่แน่นอนที่สุดก็คือ เมื่อไปถึงนครเวนิสแล้ว หลายคนก็มักจะต้องนั่งเรือกอนโดลาลัดเลาะไปตามCanal Grande เพื่อชมอาคารบ้านเรือนริมคลอง โดยบางคนก็เลือกนั่งเรือกอนโดลาที่มีการขับร้องและบรรเลงดนตรีไปด้วย ซึ่งเรียกว่า Gondola Serenade

นอกจากเที่ยวชมรอบๆ จัตุรัสซาน มาร์โค แล้ว หลายคนยังนั่งเรือข้ามไปยัง Lido และ Murano ด้วย โดยเฉพาะที่ Murano นั้นมีความน่าสนใจอยู่ตรงที่เครื่องแก้ว ที่เรียกว่าเครื่องแก้วมูราโน

อันที่จริงแล้ว การเที่ยวชมนครเวนิสนั้นควรจะค่อยๆ เดินละเลียดชมความงามของเมืองไปด้วยอาการแช่มช้อยค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ (ซึ่งอันที่จริงแล้วการจะเที่ยวให้ได้อรรถรสกับทุกเมืองก็ควรจะต้องเที่ยวแบบแช่มช้อยค่อยๆ เดิน เพื่อจะได้ซึมซับกับความงามและวิถีชีวิตของเมือง) เพราะจะได้ค่อยๆ ซึมซับกับความงดงามของตัวอาคาร และสถาปัตยกรรมของเมือง

หากจะว่าไปแล้ว นครเวนิสกับกรุงเทพมหานคร และพระนครศรีอยุธยาก็มีความคล้ายคลึงกันอย่างมากตรงที่เป็นเมืองที่มีแม่น้ำลำคลองมากมายไหลผ่าน ผู้คนในอดีตของกรุงเทพฯ และอยุธยาต่างก็สัญจรด้วยเรือแต่ทว่าน่าเสียดายที่กรุงเทพฯ และอยุธยาไม่สามารถคงสภาพการเดินทางด้วยเรือไว้ได้เหมือนเช่นเวนิส

ขอกลับไปพูดถึงมนต์เสน่ห์แห่งนครเวนิสอีกสักหน่อย โดยเฉพาะการที่ยังสามารถคงเอกลักษณ์การเดินทางสัญจรด้วยเรือเอาไว้ได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ความเป็นเวนิสในวันนี้ดูไม่ค่อยแตกต่างไปจากเมื่อหลายร้อยปีก่อนมากนัก แม้การแต่งเนื้อแต่งตัว และการกินการอยู่ของผู้คนจะแตกต่างไปจากอดีต แต่ทว่าสายน้ำและเรือกอนโดลาก็ยังคงตราตรึงอดีตของเวนิสไว้ได้อย่างเหนียวแน่นไม่เสื่อมคลาย

สุดแสนน่าเสียดายที่กรุงเทพฯ และอยุธยาของเราไม่สามารถคงเสน่ห์แห่งสายน้ำไว้ได้เหมือนอย่างเช่นเวนิส หากมิเช่นนั้นแล้วนครเวนิสจะต้องเจอกับคู่แข่งที่น่ากลัวเป็นอย่างมาก

หากคุณ ๆ สนใจจะเดินทางไปเที่ยวนครเวนิสแบบแช่มช้อยเชื่องช้าไม่เร่งไม่รีบ เพื่อให้สามารถสัมผัสมนต์เสน่ห์ของเวนิสได้อย่างจุใจแล้ว โปรดติดต่อ Mr. Flower091-7233615 ขอเน้นว่าเราไปเที่ยวกันแบบ exclusiveไปแบบกลุ่มเล็กๆ ไม่เกิน 10 คนเท่านั้น

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไทยด้วยความภาคภูมิความเป็นไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/334292

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไทยด้วยความภาคภูมิความเป็นไทย

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไทยด้วยความภาคภูมิความเป็นไทย

วันอาทิตย์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กระแสความเป็นไทยได้ถูกปลุกขึ้นมาแล้วในปัจจุบัน แม้กระแสดังกล่าวจะถูกแสดงออกแค่เพียงการแต่งกายก็ตาม แต่ก็ถือว่านี่คือการกระตุ้นจิตสำนึกความเป็นไทยโดยเบื้องต้น

ดังนั้น เมื่อกระแสความเป็นไทยได้ปรากฏชัดขึ้นบ้างแล้ว ก็นับเป็นเรื่องสมควรที่เราทุกคนซึ่งภาคภูมิใจในความเป็นไทยจะต้องช่วยกันประคับประคองให้ค่านิยมความเป็นไทยดำเนินต่อไปด้วยการให้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และขนบประเพณีของไทยกับคนไทยทุกคน

สิ่งหนึ่งที่จะช่วยสร้างให้คนไทยเกิดความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมคือ การได้ไปสัมผัสแหล่งโบราณสถานที่แสดงให้เห็นชัดถึงรากเหง้าความเป็นมาของความเป็นชนชาติไทย เพราะการได้สัมผัสแหล่งประวัติศาสตร์จะช่วยให้เราสามารถมองเห็นภาพในอดีตและความเป็นมาของความเป็นไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

วันนี้เราจะไปสัมผัสโบราณสถานสำคัญของไทยสองแห่งด้วยกัน คือ พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี

อันที่จริงแล้วพระราชวังบางปะอินมีประวัติความเป็นมาย้อนหลังไปถึงยุคกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เพราะมีหลักฐานปรากฏชัดว่าเกี่ยวเนื่องกับพระเจ้าปราสาททอง (ดังมีหอเหมมณเฑียรเทวราชปรากฏอยู่) แต่สิ่งปลูกสร้างทั้งปวงที่ปรากฏอยู่ในพระราชวังบางปะอินในปัจจุบันล้วนก่อสร้างในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยทรงเห็นว่าสถานที่ประวัติศาสตร์ดังกล่าวคือสถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์นับแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา

ทั้งนี้ รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์ให้พระราชวังบางปะอินเป็นเสมือนพระราชวังฤดูร้อน ที่จะทรงแปรพระราชฐานไปประทับในยามเสด็จประพาส ณ หัวเมืองนอกเขตพระนคร

พระราชวังบางปะอินมีพระที่นั่ง ดังนี้ เหมมณเฑียรเทวราช ไอศวรรย์ทิพยอาสน์ วโรภาษพิมาน สภาคารราชประยูร อุทยานภูมิเสถียร วิฑูบุปผาประพาส เวหาศน์จำรูญ วิฑูรทัศนา และบริเวณอนุสาวรีย์ราชานุสรณ์

ส่วนพระนารายณ์ราชนิเวศน์ คือพระราชวังที่สร้างในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่ถูกปล่อยทิ้งร้างไป จนกระทั่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะพระราชวังแห่งนี้

สำหรับอาคารและพระที่นั่งในพระนารายณ์ราชนิเวศน์มีดังนี้ จันทรพิศาล ดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท พิมานมงกุฎ วิสุทธิวินิจฉัย ไชยศาสตรากร อักษรศาตราคม และหมู่ตึกพระคลังศุภรัตน์ หอพระเจ้าเหาตึกเลี้ยงรับรอง เป็นต้น

ขอย้ำว่าการที่ได้ไปเที่ยวชมโบราณสถาน และได้เรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยจะช่วยให้ผู้ที่ซาบซึ้งในความเป็นมาของตนเองมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทยมากยิ่งขึ้น


มุมต่างๆ ในพระราชวังบางปะอิน


พระนารายณ์ราชนิเวศน์

ตะลอนเที่ยว : เถลิงศก สุขสันต์ มหาสงกรานต์ ปีใหม่ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/332989

ตะลอนเที่ยว : เถลิงศก สุขสันต์ มหาสงกรานต์ ปีใหม่ไทย

ตะลอนเที่ยว : เถลิงศก สุขสันต์ มหาสงกรานต์ ปีใหม่ไทย

วันอาทิตย์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันสงกรานต์ในอดีตคือวันขึ้นปีใหม่ของสยามประเทศ หรือประเทศไทย โดยถือตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งถือว่าจักรราศี โดยเฉพาะดวงอาทิตย์ได้เคลื่อนย้ายจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ ดังนั้นตามประเพณีไทยจึงเรียกวันเวลาดังกล่าวว่าตรุษสงกรานต์ ซึ่งก็คือวันส่งท้ายปีเก่าเพื่อเข้าสู่ปีใหม่ ประเทศไทยใช้วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่มาจนถึงพ.ศ. 2483 หลังจากนั้นก็ได้เปลี่ยนไปใช้วันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม ตามแบบปฏิทินสุริยคติ หรือตามแบบตะวันตก

นับเป็นความชาญฉลาดของบรรพบุรุษในดินแดนอุษาคเนย์ที่ใช้น้ำเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในช่วงวันสงกรานต์ เพราะแต่เดิมน้ำก็ถูกใช้เป็นเครื่องสักการะอย่างหนึ่งในพิธีกรรมตลอดมา เพราะน้ำเป็นทั้งสิ่งที่ช่วยชำระล้างสิ่งสกปรก และยังให้ความฉ่ำเย็นต่อผู้ที่ได้สัมผัสน้ำเย็น น้ำจึงถูกใช้ในการรดน้ำเพื่อขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และสิ่งที่ผู้คนเคารพนับถือบูชา

ตามปกติในช่วงเดือน 5 ตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งก็เป็นช่วงหน้าแล้งของดินแดนในแถบอุษาคเนย์ น้ำจึงเป็นเครื่องคลายความร้อนและความแล้งได้อย่างดีที่สุด ดังนั้นจึงมีการใช้น้ำเพื่อเป็นเครื่องประกอบในเทศกาลสงกรานต์ด้วย โดยเฉพาะการสรงน้ำพระพุทธรูป และสรงน้ำพระภิกษุสงฆ์ การรดน้ำขอพรจากพ่อแม่ปู่ยาตายายและผู้หลักผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือ

วันสงกรานต์จึงเป็นวันที่มีความหมายสำหรับคนไทยและคนในอุษาคเนย์มาก เพราะเป็นโอกาสที่สมาชิกของครอบครัวจะได้กลับไปยังบ้านเกิด ณ ภูมิลำเนาเดิม ได้พบหน้าค่าตา ได้อยู่ร่วมพร้อมหน้าพร้อมตาด้วยกัน ได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้ว ได้ทำบุญทำทาน และได้ปล่อยนกปล่อยปลาให้มีอิสรภาพ

และที่พิเศษมากคือในปีนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานเถลิงศกสุขสันต์ มหาสงกรานต์ ตำนานไทย ณ พระลานพระราชวังดุสิต และบริเวณสนามเสือป่า เมื่อวันที่ 6-8 เมษายน 2561เวลา 14.00-21.00 น. โดยในวันที่ 6 เมษายน เวลา 18.00 น. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีมหามงคลบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ และเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9และถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระชัย (หลังช้าง) ไปประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปประธานในพิธี โดยมี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์ และมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์โดยพระสงฆ์ 239 รูป

และเมื่อวันที่ 7-9 เมษายน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธกำเนิดกาสาวพัตร์ พระพุทธรูปที่หล่อขึ้นเมื่อครั้งทรงผนวช เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2521 ไปประดิษฐานให้ประชาชนได้กราบสักการะและสรงน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคล และทรงให้จัดสถานที่สำหรับให้ประชาชนได้รดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ของครอบครัว และทรงให้จัดนิทรรศการตำนานประเพณีวันสงกรานต์ และการแข่งขันก่อพระเจดีย์ทราย ชิงโล่พระราชทาน และจัดการแสดงทางวัฒนธรรม การละเล่นของหลวง เมื่อครั้งโบราณ อาทิ กุลาตีไม้ และโมงครุ่ม การแสดงโขนตอนหนุมานชาญกำแหง การแสดงดนตรีไทย การปรุงเครื่องหอม การทำอาหารและขนมไทย และการออกร้าน

ซึ่งงานนี้มีประชาชนจำนวนมากไปร่วมงาน โดยส่วนใหญ่แต่งกายด้วยชุดไทย และมีการร่วมรำวงเพื่อความรื่นเริงตามประเพณีปีใหม่ของไทย

เนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยแต่โบราณ Mr. Flowerในนามตัวแทนหนังสือพิมพ์แนวหน้า ขอนำภาพประวัติศาสตร์เนื่องในวันเถลิงศกของไทย ณ พระลานพระราชวังดุสิต มาเป็นเครื่องกำนัลแด่คุณผู้อ่านที่รัก และขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และพระบุญญาบารมีของสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ของไทย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก โปรดคุ้มครองอภิบาลคุณผู้อ่านทุกคนให้ประสบแต่ความสุข ความเจริญ ตลอดกาล

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไป กินไป กระจายรายได้สู่ชุมชน และร่วมรักษาชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/331811

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไป กินไป กระจายรายได้สู่ชุมชน และร่วมรักษาชุมชน

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไป กินไป กระจายรายได้สู่ชุมชน และร่วมรักษาชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รายได้จากการท่องเที่ยวถือได้ว่าเป็นรายได้สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย ดังนั้นยิ่งประเทศใดมีรายได้จากการท่องเที่ยวมากขึ้น ก็ย่อมหมายความว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นย่อมดีขึ้นตามไปด้วย

ธุรกิจการท่องเที่ยวนำมาซึ่งการดึงเงินตราจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว แล้วถ้าหากมีแหล่งท่องเที่ยวกระจายอยู่ในชุมชนต่างๆ ของประเทศแล้ว ก็หมายถึงชุมชนจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวตามไปด้วย เพราะคนในชุมชนจะมีรายได้และมีงานทำ อีกทั้งผลผลิตของชุมชนก็จะถูกซื้อขายได้มากขึ้น เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวเข้าไปซื้อหา

การท่องเที่ยวในแหล่งชุมชนได้รับการยอมรับมาหลายทศวรรษแล้วว่าเป็นตัวสร้างรายได้ที่สำคัญชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะถ้าหากชุมชนใดที่มีการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวที่ดีซึ่งสามารถรักษาสภาพแวดล้อม และแหล่งท่องเที่ยวไว้ให้อยู่ในสภาพที่ดีได้โดยตลอดแล้ว ชุมชนนั้นก็จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางไปเยือนได้ตลอดเวลา

ขออ้างอิงแนวคิดของ David Fennell จากภาควิชานันทนาการและการพักผ่อนศึกษา มหาวิทยาลัยร็อก ประเทศแคนาดา ที่ทำวิจัยเรื่องคุณสมบัติสำคัญของการท่องเที่ยวชุมชน ที่เน้นว่าต้องไม่ทำลายสภาพแวดล้อม และวัฒนธรรมของชุมชน แต่จะต้องตอบสนองความต้องการของคนในชุมชนและท้องถิ่นให้มากที่สุด โดยสมาชิกของชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการวางแผนการท่องเที่ยวของชุมชนอย่างเท่าเทียมกัน และต้องช่วยกันพัฒนาการท่องเที่ยวของชุมชนด้วย ซึ่งอาจพูดโดยสรุปคือสมาชิกของชุมชนต้องให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิการจัดการชุมชนเป็นอันดับแรก

สิทธิการจัดการชุมชนของสมาชิกชุมชนคือการวางแผนจัดการการท่องเที่ยว การสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้านการจัดการท่องเที่ยว การกระจายรายได้อันเกิดจากธุรกิจการท่องเที่ยว เป็นต้น

การท่องเที่ยวชุมชนที่ดีต้องทำให้สมาชิกในชุมชนมีรายได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านนายหน้าใดๆ และการท่องเที่ยวนั้นๆ ก็ต้องนำมาซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชุมชน เช่นมีระบบสาธารณูปโภคที่ดีขึ้นเพื่อคนในชุมชนเป็นสำคัญ มิใช่การเน้นให้บริการเฉพาะนักท่องเที่ยว แต่คนในชุมชนกลับไม่สามารถได้รับบริการที่ดีขึ้นได้ และการท่องเที่ยวชุมชนที่ดีต้องไม่นำมาซึ่งความตึงเครียด หรือความเปลี่ยนแปลงในด้านลบกับวิถีชีวิต และขนบประเพณี และวัฒนธรรมของสมาชิกในชุมชน ต้องเป็นการท่องเที่ยวที่มีจิตสำนึก และต้องเคารพวัฒนธรรมชุมชน และรักษาสิ่งแวดล้อมชุมชน และที่สำคัญคือต้องเป็นการท่องเที่ยวที่เน้นให้เกิดความสัมพันธ์ และความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างนักท่องเที่ยวต่างถิ่นกับคนในชุมชน โดยนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนชุมชนต้องเคารพวัฒนธรรมที่แตกต่างและหลากหลาย ต้องไม่แสดงอาการดูแคลนวัฒนธรรมของชุมชนที่แตกต่างไปจากวัฒนธรรมของตนเอง

ตะลอนเที่ยววันนี้ดูออกจะเน้นวิชาการมากไปสักหน่อย แต่ต้องขอย้ำว่า อยากให้ผู้ไปเยี่ยมไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวใดๆก็ตามได้โปรดช่วยรักษาชุมชนนั้นๆ ให้ยั่งยืน และขอให้ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนด้วย

ขอบอกตรงๆ ว่าค่อนข้างหงุดหงิดใจพอประมาณเมื่อเห็นนักท่องเที่ยวบางรายที่เข้าไปเที่ยวในชุมชนแล้วทำให้วิถีของชุมชนเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อม เช่น ไม่เคารพประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน แล้วที่รู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นคือเห็นนักท่องเที่ยวที่ดูเสมือนมีฐานะทางเศรษฐกิจดี แต่เวลาซื้อของจากคนในชุมชนแต่ละครั้งกลับต่อราคาแบบกดราคาสินค้าของชุมชนอย่างน่ารังเกียจ ราวกับว่าค่าของเงินของตัวเองใหญ่เหลือประมาณ แต่ทีเวลาไปเที่ยวต่างประเทศที่เจริญกว่าไทย นักท่องเที่ยวที่ชอบต่อราคาสินค้าของชุมชนในไทย กลับไม่กล้าต่อรองราคาสินค้าในแหล่งท่องเที่ยวต่างประเทศ แต่ควักเงินจ่ายโดยไม่ลังเล

ขอร้องเถอะ เวลาซื้อของจากชุมชนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของไทย ขออย่าได้กดราคาจนน่าเกลียดเลย ขอให้ถือว่าเป็นการช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน และกระจายรายได้ในประเทศของเราเถอะนะ ขอได้โปรด


สดจากไร่และสวน ขอชวนเชิญชิม


อาหารคาว-หวาน พรั่งพร้อม

ตะลอนเที่ยว : สงกรานต์บานฉ่ำ แต่งไทยสวยล้ำ สุขสันต์วันปีใหม่ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/330357

ตะลอนเที่ยว : สงกรานต์บานฉ่ำ แต่งไทยสวยล้ำ สุขสันต์วันปีใหม่ไทย

ตะลอนเที่ยว : สงกรานต์บานฉ่ำ แต่งไทยสวยล้ำ สุขสันต์วันปีใหม่ไทย

วันอาทิตย์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เทศกาลสงกรานต์ปีนี้กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันนี้ ถือเป็นโอกาสดีที่คุณจะได้ทำบุญทำทาน และทำความดีความงามต่างๆ เพื่อชีวิตที่ดีงามและสดใสตลอดไป นอกจากนี้ก็มีคำถามว่า คุณได้เตรียมชุดไทยในแบบที่คุณชื่นชอบไว้แล้วใช่หรือไม่ ถ้าตอบว่าใช่แล้วละก็จะรอช้าอยู่ไย เราทุกคนจะแต่งกายด้วยชุดไทยไปเริงรื่นเบิกบานในวันสงกรานต์ด้วยกัน

หากคุณจะไปเฉลิมฉลองสงกรานต์ปีใหม่เมืองแบบล้านนาในเขตภาคเหนือของประเทศไทย ออกเสียงแบบคนเมืองว่า “ป๋าเวณีปี๋ใหม่” ก็อย่าลืมแต่งกายตามแบบฉบับของชาวล้านนานะเจ้า โดยแม่ญิง หรือสุภาพสตรีจะสวมซิ่นเมือง ห่มผ้ามัดอก หรือมัดนม ห่มผ้าสไบ หรือผ้าสะหว้ายแล่ง หรือสวมเสื้อแขนกระบอก เกล้าผมมวยทัดแซมด้วยดอกเอื้องสด หรือดอกไม้สด ส่วนป่อจาย หรือสุภาพบุรุษจะนุ่งผ้าต้อยหรือโจงกระเบน สวมเสื้อแขนยาวคอจีน พันผ้ารอบเอวที่ผ้าต้อย และพันผ้าอีกผืนที่บริเวณเอวของเสื้อตัวนอก หรือหากจะนุ่งเตี่ยวสะดอ สวมเสื้อม่อฮ่อม ก็จะงามไปอีกแบบ

หรือถ้าหากจะไปเที่ยวสงกรานต์ในเขตภาคกลางก็ควรจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบสมัยนิยมของคนภาคกลาง โดยผู้ชายแต่งกายด้วยโจงกระเบน หรือนุ่งผ้าม่วง สวมเสื้อราชปะแตน กระดุมห้าเม็ด สวมถุงน่องขาวยาวเกินหัวเข่า สวมรองเท้าคัทชูหนังสีดำ แต่แต่งกายแบบนี้คงจะเล่นน้ำสงกรานต์ไม่สะดวกเท่าไรนัก เพราะรองเท้าหนังจะเสียหายได้ เพราะฉะนั้นขอแนะนำว่าแต่งเพื่อให้ดูหล่อเหลาเอาการเท่านั้น แต่หากจะเล่นน้ำสงกรานต์จริงๆ ก็ต้องเปลี่ยนรองเท้าหนังออกเสียก่อน

ส่วนผู้หญิงจะสวมซิ่นของภาคกลางหรือผ้าถุง สวมเสื้อแขนกระบอก ห่มผ้าสไบให้สีจับคู่พอเหมาะกับสีของเสื้อผ้า หรือหากจะทำตามแบบฉบับของกุลสตรีชาววังก็จะห่มสไบและแต่งกายด้วยสีตามวัน เช่น วันจันทร์ นุ่งเหลืองอ่อน ห่มน้ำเงินอ่อน หรือบานเย็น หากนุ่งน้ำเงินนกพิราบ ห่มสีจำปาแดง วันอังคาร นุ่งสีปูนหรือม่วงเม็ดมะปราง ห่มสีโศก หรือนุ่งโศก เขียวอ่อน ห่มม่วงอ่อน วันพุธ นุ่งสีถั่ว สีเหล็ก ห่มสีจำปา วันพฤหัสบดี นุ่งเขียวใบไม้ ห่มแดงเลือดนก หรือนุ่งแสด ห่มเขียวอ่อน วันศุกร์ นุ่งน้ำเงินแก่ ห่มเหลือง วันเสาร์ นุ่งสีเม็ดมะปราง ห่มสีโศก หรือนุ่งผ้าลายพื้นม่วง ห่มสีโศก วันอาทิตย์ แต่งกายเหมือนวันพฤหัสบดี หรือนุ่งผ้าลายพื้นสีลิ้นจี่ สีเลือดหมู แล้วห่มสีโศก (อ้างอิงจากหนังสือสี่แผ่นดิน ของม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช)

ถ้าหากจะไปเที่ยวสงกรานต์ในภาคอีสาน ก็ขอแนะนำให้แต่งกายแบบชาวอีสาน โดยใช้ผ้าทอมือ ผ้าขิดยกดอก โดยสุภาพสตรีจะสวมผ้าซิ่นความยาวคุมเข่าเล็กน้อย สวมเสื้อแขนสั้น หรือแขนกุด พาดผ้าสไบที่ไหลซ้าย หรือไม่ก็แต่งกายตามแบบชนเผ่า เช่น ภูไท ส่วนสุภาพบุรุษมักสวมกางเกงผ้าฝ้ายทอขายาวครึ่งน่อง หรือไม่ก็สวมโสร่งผ้าไหม สวมเสื้อกุยเฮงสีขาวแขนสั้น

แล้วถ้าจะไปเที่ยวสงกรานต์ในภาคใต้ ก็ขอแนะนำให้แต่งกายตามแบบฉบับของคนใต้ ซึ่งมีหลากหลายเชื้อชาติ เช่น แต่งแบบจีนมลายู หรือแบบมุสลิม ซึ่งแบบจีนจะเรียกว่ายะหยา หรือยอนย่า เป็นกลุ่มจีนฮกเกี้ยนที่ผสมผสานกับมลายู โดยสุภาพสตรีสวมเสื้อลูกไม้แขนยาวฉลุลายงดงาม สวมซิ่นปาเต๊ะ สีสดสวย ส่วนสุภาพบุรุษก็จะสวมกางเกง และสวมเสื้อคอจีนแขนยาว หากจะแต่งแบบไทยมุสลิม สุภาพสตรีจะสวมเสื้อผ้ามัสลิน หรือผ้าลูกไม้แบบมลายู นุ่งซิ่นปาเต๊ะ มีผ้าคลุมศีรษะ สุภาพบุรุษสวมกางเกงขายาว แล้วนุ่งโสร่งผืนสั้นทับพันรอบเอวยาวถึงโค่นขา เรียกว่าผ้าซองเก็ต หรือหากแต่งกายแบบชีวิตประจำวันก็จะสวมโสร่งผ้าฝ้ายลายตาราง สวมเสื้อคอตั้งหรือคอจีนแขนสั้นหรือยาวก็ได้ตามสะดวก ส่วนคนไทยภาคใต้ที่นับถือศาสนาพุทธก็จะนิยมแต่งกายไม่ต่างไปจากคนภาคกลาง คือสตรีสวมซิ่นทอด้วยผ้ายก สวมเสื้อคอกลมแขนสามส่วน ผู้ชายนิยมสวมกางเกงขาสามส่วนแบบหลวมๆ หรือนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อผ้าฝ้าย มีผ้าขาวม้าเคียนเอว หรือพาดบ่า เป็นต้น

คุณเลือกแล้วหรือยังว่าปีใหม่ไทยปีนี้คุณจะไปเฉลิมฉลองวันสงกรานต์ที่ไหน และจะเลือกสวมชุดไทยของชนภาคไหน แต่ที่สำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใดคือ สงกรานต์ปีนี้ไม่ว่าคุณจะไปเที่ยวที่ไหนก็ตาม จะแต่งกายด้วยชุดสวยๆ แบบใดก็ตาม คุณต้องไม่ลืมไปกราบพ่อกราบแม่ กราบบรรพบุรุษของคุณในวันเทศกาลสงกรานต์ และอย่าลืมทำบุญทำทานในวันปีใหม่แบบไทย เพื่อความเจริญก้าวหน้า และความสุขใจในชีวิตของคุณ