ตะลอนเที่ยว : กิน อยู่ เที่ยว แบบ Clean & Green ที่ไต้หวัน (ตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/305263

ตะลอนเที่ยว : กิน อยู่ เที่ยว แบบ Clean & Green ที่ไต้หวัน (ตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ)

ตะลอนเที่ยว : กิน อยู่ เที่ยว แบบ Clean & Green ที่ไต้หวัน (ตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ)

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บ่อออนเซนส่วนตัวในห้องโรงแรมหยางหมิงซาน เทียน หลาย ไทเป

มีข้อมูลเชิงวิชาการระบุว่า คนไต้หวัน (ซึ่งคนไต้หวันไม่ชอบให้เรียกเขาว่าคนจีน) มีอายุเฉลี่ย 80 ปี (อ้างอิงจาก Radio Taiwan International) สาเหตุที่ทำให้คนไต้หวันมีอายุค่อนข้างยืนเมื่อเทียบกับคนชาติอื่นๆ ในเอเชีย (ยกเว้นคนญี่ปุ่น) ก็เพราะว่ามีคุณภาพชีวิตที่ดี กินดี อยู่ดี มีสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่สะอาดบริสุทธิ์ และมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เจริญก้าวหน้าทันสมัย

ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่เมื่อเวลาไปเที่ยวไต้หวัน โดยเฉพาะเมื่อออกไปในเขตนอกเมือง เช่นทางตอนเหนือของไต้หวัน ซึ่งเป็นเขตป่าเขาที่อุดมไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย เหล่าสรรพสัตว์ น้ำตกน้อยใหญ่ และทะเล แล้วเราจะพบเห็นว่ามีผู้สูงอายุของไต้หวันเดินขึ้นเขากันแบบชนิดที่เรียกได้ว่า “ตัวปลิว” เพราะแม้อายุอายุเกือบจะ 80 ปี แล้วก็ตาม แต่ผู้สูงอายุเหล่านั้นก็ยังเดินขึ้นเนินเขา เพื่อออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน แถมยังมีการพบปะสังสรรค์กับหมู่เพื่อนฝูง อันทำให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีต่อกันอีกด้วย

นอกจากนั้น ในเขตทางตอนเหนือ และทางตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวัน ยังอุดมไปด้วยแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติชนิดน้ำแร่ร้อน ที่เหมาะสำหรับการนอนแช่แบบออนเซน แถมสภาพของบ้านเรือน และสภาพแวดล้อมก็ยังดูละม้ายคล้ายคลึงกับบ้านและสิ่งแวดล้อมของชาวญี่ปุ่นในชนบทเป็นอย่างมาก ดังนั้นหลายคนที่ไปเที่ยวในเขตตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวันจึงหลงใหลกับการได้ลงแช่ออนเซนเป็นอย่างมาก ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นออนเซนแบบญี่ปุ่นโดยแท้ เพราะเวลาลงแช่นั้น ร่างกายต้องเปลือยเปล่าร้อยเปอร์เซนต์ แต่บ่อออนเซนแยกเป็นบ่อของชายและหญิง (เมืองที่ผู้คนนิยมไปแช่ออนเซนมีหลายเมือง แต่ที่ขึ้นชื่อมากๆ ก็คือเมืองเป่ยโถว ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากไทเปมากนัก นั่งรถยนต์ไปเพียง 40 นาทีก็ถึงแล้ว)

นอกจากแช่ออนเซนแล้ว ผมก็ขับรถต่อไปเพื่อไปปีนภูเขาขึ้นไปดูปากปล่องภูเขาไฟเสี่ยวโหย่วคัง ซึ่งยังคงพ่นควันบางๆ ออกจากปากปล่อยตลอดเวลา แถมในบริเวณใกล้ปากปล่องก็ยังมีความร้อนจากใต้พิภพปรากฏให้เห็น เช่น บ่อน้ำร้อนที่ยังคงเดือด และแอ่งดินที่ยังคงร้อนจนควันลอยขึ้นตลอดเวลา ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของบริเวณนี้คือ ได้ออกกำลังกายด้วยการเดินแล้วได้สูดอากาศบริสุทธิ์ เพราะอยู่บนยอดเขาที่มีลมสะอาดพัดเวียนอยู่ตลอดเวลา บางคนอาจสงสัยว่าไม่มีกลิ่นกำมะถันหรือก๊าซอื่นๆ ผสมด้วยหรือ ก็ต้องตอบว่ามีบ้าง แต่ได้กลิ่นน้อยมาก ส่วนบางคนถามว่าไม่กลัวภูเขาไฟระเบิดหรือ ก็ต้องบอกว่า ไม่กลัว เพราะเขามีการ monitor การไหวตัวของเปลือกโลกอยู่ตลอดเวลา

นอกจากการเดินเที่ยว ขึ้นเขาลงห้วย ดูปากปล่องภูเขาไฟ แล้วก็ยังไปดูน้ำตก ดูทะเล (จากมุมสูง) ดูนก ดูผีเสื้อ ดูต้นไม้แล้ว ผมก็ได้กินอาหารอร่อยแบบ Clean & Green โดยเลือกเฉพาะอาหารทะเลเป็นหลัก ซึ่งรูปลักษณ์ของการจัดอาหารก็ดูละม้ายคล้ายกับแบบของญี่ปุ่นมาก ซึ่งถ้าหากนำเสนอแค่เพียงรูป แล้วไม่บอกว่าถ่ายจากที่แห่งใด ผู้ชมภาพก็อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าถ่ายจากญี่ปุ่นได้ (ซึ่งก็ไม่ประหลาด เพราะญี่ปุ่นเข้าไปมีอิทธิพลเหนือไต้หวันในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อยู่ระยะเวลาหนึ่ง)

หลายคนอาจจะถามว่าไปไต้หวันแล้วทำไมกินอาหารแบบญี่ปุ่น ทำไมไม่กินอาหารไต้หวัน ก็ต้องบอกว่า กินด้วยครับ โดยขึ้นไปกินอาหารไต้หวันสไตล์ญี่ปุ่นบนตึกไทเป 101 (ตึกที่สูงที่สุดของไต้หวัน) แล้วก็ยังไปกินอาหารไต้หวันแบบไต้หวันแท้ๆ ตามร้านอาหารซึ่งตั้งอยู่ในชุมชน ซึ่งบางคนอาจเรียกว่าร้านริมถนน แต่รสชาติถูกปากมาก แม้บางอย่างอาจจะไม่เผ็ดจัดจ้านเท่าอาหารรสชาติแบบไทย แต่เราก็มีพริกขี้หนูไว้เพิ่มความเผ็ดด้วย แถมบางโรงแรมยังมีน้ำจิ้มแจ่วไว้บริการอีกด้วย แซ่บ! หลายเด้อ ครับ

เขียนเรื่องอาหารมากไปนิดหนึ่ง พื้นที่สำหรับเขียนบรรยายก็หมดเสียแล้ว จึงยังไม่ได้พูดถึงการพาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งจูหมิง และหมู่บ้านแสดงงานศิลปวัฒนธรรมอี้หลาน แต่ชมภาพไปก่อนนะครับ ส่วนคำถามที่ว่าแล้วจะได้นอนในไทเป และได้เที่ยวในไทเปด้วยไหม รับรองว่าได้นอนและได้เที่ยว แน่นอนครับ

สำหรับทริปเที่ยวไต้หวันแบบ Clean & Green กับแนวหน้า by Mr.Flower จะเกิดขึ้นในวันที่ 9-14 มกราคม (นอนที่ไต้หวัน 4 คืนเต็ม ไม่นับการนอนบนเครื่องบินเหมือนทัวร์อื่นๆ ที่ชอบนับกันจัง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะนับไปเพื่ออะไร) ทัวร์กับ Mr.Flower เน้นเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ ไม่เกิน 14 คน ไม่เที่ยวแบบเร่งร้อนเพียงแค่ดมๆ แต่ไม่ได้สาระอะไรเลย ไม่ต้องเก็บกระเป๋าย้ายโรงแรมทุกวัน ไม่เน้นตื่นเช้า กลับดึก แต่เน้นเที่ยวแบบอ่อนละไมนุ่มละมุน กินดี นอนดี เที่ยวกับกลุ่มคนน่ารัก อัธยาศัยดี ถ้าหากคุณสนใจไปเที่ยวละไมกับเรา โปรดติดต่อ 09-1723-3615

กินดี สุขภาพดี

กินดี สุขภาพดี

ปากปล่องภูเขาไฟเสี่ยวโหย่วคัง

ปากปล่องภูเขาไฟเสี่ยวโหย่วคัง

หมู่บ้านแสดงงานศิลปวัฒนธรรมอี้หลาน

หมู่บ้านแสดงงานศิลปวัฒนธรรมอี้หลาน

ตะลอนเที่ยว : ไต้หวัน : หลากหลายรูปลักษณ์ สารพันสีสัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303972

ตะลอนเที่ยว : ไต้หวัน : หลากหลายรูปลักษณ์ สารพันสีสัน

ตะลอนเที่ยว : ไต้หวัน : หลากหลายรูปลักษณ์ สารพันสีสัน

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“ไปเที่ยวไต้หวัน กันไหม”

“ไปไต้หวันเหรอ มีอะไรให้เที่ยว ไม่เห็นจะมีใครไปเลย ห้องน้ำน่ากลัวเหมือนในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ไหม”

คำตอบนี้อาจจะออกมาจากคนที่ไม่รู้จักไต้หวันดีมากพอ แต่สำหรับคนที่รู้จักไต้หวันมากพอประมาณ และเคยสัมผัสไต้หวันมาบ้างแล้ว จะรู้ว่าไต้หวันมีความน่าสนใจมากมาย

สำหรับคนที่รู้เรื่องการเมืองระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจระหว่างประเทศมาบ้างพอประมาณ ก็จะรู้ดีว่า ไต้หวันเป็นเมืองที่เศรษฐกิจดีติดอันดับโลกมานานแสนนาน และเป็นเมืองที่มีอัตราการออมของผู้คนสูงติดอันดับโลกมาหลายทศวรรษ และเป็นเมืองที่มีร้านค้าแบบเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเป็นกิจการส่วนตัวของประชาชนกระจายอยู่เต็มไปหมด แต่ทว่าร้านค้าเล็กๆ ในไต้หวัน โดยเฉพาะในกรุงไทเปนั้น มีเสน่ห์ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก มีผู้ยกย่องว่าคนไต้หวันจำนวนไม่น้อยเป็นคนอารมณ์สุนทรีย์ รักศิลปะ รักธรรมชาติ และรักเสียงดนตรี แถมยังมีความเป็นศิลปินอีกด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อได้เข้าไปดูในร้านเล็กร้านน้อยที่กระจายอยู่ตามถนนหนทางทั่วไปในกรุงไทเป แล้วจะพบว่าสิ่งที่พูดมาทั้งหมดนั้นเป็นความจริง

พูดมาถึงตรงนี้ ก็ต้องถามคุณอีกครั้งหนึ่งว่า “ไปเที่ยวไต้หวันกันไหม”

คุณสามารถเลือกเที่ยวไต้หวันแบบหลากหลายรูปแบบ ทั้งเที่ยวเพื่อตระเวนกินอาหารอร่อย ทั้งกินแบบริมถนน หรือเลือกกินแบบหรูหราห้า-หกดาว หรือจะเลือกไปนอนแช่ออนเซนแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ในแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ ที่แวดล้อมไปด้วยขุนเขา โขดหิน และต้นไม้นานาพันธุ์ (หมายความว่าแช่โดยไม่ต้องมีอะไรห่อหุ้มร่างกายแม้แต่ชิ้นเดียว) เดินเขา ล่องแพ ดูนก ดูผีเสื้อ ดูน้ำตก ดูปล่องภูเขาไฟที่ยังคงพ่นควันขาวๆ บางๆ ออกมาตลอดเวลา หรือไปนั่งวิปัสสนากรรมฐาน หรือเข้าไปชมความมหัศจรรย์ของโบราณวัตถุซึ่งบางชิ้นมีอายุมากกว่า 1 หมื่นปี ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงไทเป หรือเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ในเมืองต่างๆ หรืออาจไปเที่ยวชมศูนย์ศิลปวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน และตามดูแหล่งประวัติศาสตร์การเมืองที่เกี่ยวข้องกับเจียง ไค เช็ก ผู้สถาปนาไต้หวันขึ้นเป็นประเทศ ส่วนคนที่สนใจการช็อปปิ้ง หรือสนใจด้านเทคโนโลยีก็มีที่ให้ไปเยี่ยมชมอีกมากมาย

จะอย่างไรก็ตาม เมื่อไปถึงกรุงไทเปแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกสำหรับคนที่รักงานศิลปะ และสนใจโบราณวัตถุ (แต่ต่อให้ไม่สนใจก็ควรจะต้องไปดูให้ได้) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงไทเป หรือ National Palace Museum ซึ่งเรียกว่าพระราชวังต้องห้าม บางคนเรียกว่า กู่กงไทเป ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีโบราณวัตถุมากมายถึง 7 แสนชิ้น โดยโบราณวัตถุทั้งหมดนี้ถูกนำมาจากพระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่ง ในยุคที่เจียง ไค เช็ก อพยพผู้คนออกจากจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อ ค.ศ.1949 หลังพ่ายแพ้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของจีนแผ่นดินใหญ่ แต่เป็นการอพยพไปพร้อมกับโบราณวัตถุล้ำค่าจากจีนแผ่นดินใหญ่

ผู้เขียนของบอกตามตรงว่า ไปชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่เคยชมได้หมดทุกห้องแม้แต่ครั้งเดียว แต่ทุกครั้งที่ไปก็ต้องไปชมหยกที่แกะสลักเป็นต้นผักกาดขาวซึ่งมีตั๊กแตนเกาะอยู่บนใบผัก และหยกย้อมสีที่แกะสลักเป็นชิ้นหมูสามชั้นต้มพะโล้ บอกได้คำเดียวว่า สุดบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ เพราะทึ่งในความอุตสาหะและความสามารถของผู้แกะสลัก

สถานที่อีกหนึ่งแห่งซึ่งอยากพาคุณไปชมคืออุทยานแห่งชาติหยางหมิงซัน โดยมุ่งหน้าไปชมหยางหมิงซูอู บ้านพักในช่วงฤดูร้อนของเจียง ไค เช็ก และมาดามซ่ง เหม่ย หลิง นอกจากที่แห่งนี้จะเป็นที่พักในหน้าร้อนแล้ว ยังเป็นสถานที่ต้อนรับอาคันตุกะของผู้นำไต้หวันและมาดามซ่งอีกด้วย คฤหาสน์หลังนี้ไม่ใหญ่โตมากนัก เป็นอาคารสองชั้น แต่มีชั้นใต้ดินซึ่งเป็นห้องนิรภัยเพื่อใช้หลบระเบิด แต่ที่น่าสนใจคือคฤหาสน์นี้จะแวดล้อมไปด้วยอุทยานแสนสวย

และอีกสถานที่หนึ่งที่ขอพาคุณไปเที่ยวชมคือสถานปฏิบัติธรรม ณ ภูเขาหลิงจิว ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวัน ตั้งอยู่บนภูเขา มีรูปปั้นของเจ้าแม่กวนอิม และมีหอวิปัสสนากรรมฐาน แต่ที่น่าสนใจคือ ณ ที่แห่งนี้มีพระพุทธรูปปางสมาธิซึ่งสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระสังฆราชองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่พระราชทานให้กับสถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ เพื่อเป็นเครื่องช่วยบำรุงขวัญกับผู้ที่ประสบภัยจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกว่า ธรรมะจะรักษาให้มนุษย์ประสบแต่ความสงบ แม้จะมีภัยอันตรายร้ายแรงใดเกิดขึ้นก็ตาม

วันนี้ขอพาคุณไปเที่ยวไต้หวันเพียง 3 แห่งก่อน วันหน้าจะพาคุณไปเที่ยวที่อื่นๆ อีก โดยเฉพาะแหล่งออนเซนธรรมชาติ และจะพาคุณไปกินอาหารรสชาติแสนอร่อยบนตึกไทเป 101 ด้วย แต่หากคุณสนใจจะไปสัมผัสไต้หวันในมุมมองที่หลากหลายกับ Mr.Flower โปรดติดต่อที่ 091-7233615 เราจะไปเที่ยวไต้หวันด้วยกัน และเหมือนเดิมกับการเที่ยวสไตล์ Mr.Flower คือ กินดี นอนดี ไม่ต้องย้ายโรงแรมทุกวัน เที่ยวแบบเจาะลึก ไม่นิยมการรีบร้อนเที่ยว แต่เน้นเที่ยวแบบยิ้มละไม สบายๆ

ขอบคุณ ดร. ถง เจิ้น หยวน ผู้แทนรัฐบาลไต้หวัน สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไต้หวัน ประจำประเทศไทย และสายการบิน EVA AIR

ตะลอนเที่ยว : สีสัน รสชาติ อาหารไทย (แท้ๆ) บนโลกใบนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/302567

ตะลอนเที่ยว : สีสัน รสชาติ อาหารไทย (แท้ๆ) บนโลกใบนี้

ตะลอนเที่ยว : สีสัน รสชาติ อาหารไทย (แท้ๆ) บนโลกใบนี้

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“การกินอาหารของชนชาติใดๆ คือการได้สัมผัสความเป็นตัวตนของคนชนชาตินั้นๆ” นักท่องเที่ยวตัวจริงเกือบทุกคนเชื่อเช่นนั้น

อาหารถูกใช้เป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ของมนุษย์บนโลกใบนี้ด้วย เพราะอาหารที่แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นถิ่น คือเครื่องเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่มาจากท้องถิ่นและวัฒนธรรมที่ต่างกัน

หลายต่อหลายคนเชื่อว่า อาหารของชนชาติ คือตัวสะท้อนวัฒนธรรม ด้านความเป็นอยู่ และการกินของคนแต่ละชนชาติ เพราะอาหารคือตัวบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า ในชุมชนนั้นๆ มีเครื่องประกอบเป็นอาหารอะไรบ้าง อาทิ เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ เครื่องเทศ และมีเครื่องปรุงรสอาหารคืออะไรบ้าง แต่ที่สำคัญคือ ยังมีเสน่ห์ของการทำอาหารที่แตกต่างหลากหลายกันไปตามแต่ละพื้นถิ่น เป็นตัวบ่งบอกเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนั้นๆ

แต่สำหรับในโลกยุคใหม่ อาหารคือแหล่งรายได้สำคัญอีกตัวหนึ่ง ที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้กับประเทศเจ้าของต้นตำรับอาหารได้อย่างมีนัยสำคัญ

ด้วยเหตุนี้เอง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงได้ใช้กลยุทธ์การตลาดด้านอาหารไทยแท้ๆ เป็นตัวเสริมการท่องเที่ยวของไทย เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนไม่น้อยชื่นชอบอาหารไทยอย่างมากจนเกินบรรยาย

นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนไม่น้อยบอกว่า เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่เลือกไปเที่ยวประเทศไทยก็เพราะติดใจในรสชาติอาหารไทย และหลายคนก็บอกตรงกันว่า อาหารในประเทศไทยมีให้เลือกหลากหลายทั้งรสชาติ รูปแบบ สถานที่จำหน่ายและราคา หรือพูดแบบง่ายๆ เพื่อให้เข้าใจตรงกันก็คือ ในเมืองไทยนั้นมีอาหารไทยให้เลือกกินได้ตั้งแต่อาหารริมถนน จนถึงอาหารหรูระดับเลิศหรูอลังการ

นอกจากอาหารไทยในประเทศไทยจะเป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้แล้ว อาหารไทยในต่างแดนก็ยังเป็นตัวช่วยโฆษณาความน่าสนใจของประเทศไทยได้อย่างสำคัญ

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตระหนักดีถึงอิทธิพลของอาหารไทยในสายตาและการรับรู้ของชาวต่างชาติ ดังนั้นจึงชูอาหารไทยที่ได้มาตรฐานทั้งด้านรสชาติ คุณภาพ ความสะอาด และรูปลักษณ์การนำเสนอที่มาพร้อมกับเรื่องราวที่น่าสนใจของตัวอาหารให้เป็นที่รับรู้ของชาวโลก และต้องการจะบอกกับชาวโลกว่า ที่ประเทศไทยมีอาหารคุณภาพดีให้ทุกคนได้ลิ้มรส และทุกคนสามารถเลือกกินอาหารไทยได้ตามความต้องการ และตามกำลังซื้อ

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า อาหารไทยแบบไทยแท้ๆ (ถึงแม้รสชาติจะยังไม่จัดจ้านเทียบเท่ากับอาหารไทยในประเทศไทยก็ตาม) ได้รับความนิยมอย่างมากมายในสหราชอาณาจักร เพราะเมื่อดูจากจำนวนร้านอาหารไทยที่เปิดอย่างมากมายในสหราชอาณาจักรแล้ว ก็คงจะเป็นเครื่องยืนยันได้เบื้องต้นว่า อาหารไทยเป็นที่ถูกปากและชื่นชอบของกลุ่มคนในประเทศนี้เป็นอย่างดี

ร้านอาหารไทยบางร้านมีที่นั่งสำหรับลูกค้ามากถึง 500 ที่ การจะเข้าไปกินอาหารไทยในร้านที่ดังๆ และมีคุณภาพจะต้องจองล่วงหน้าก่อน เพราะการเดินเข้าไปในร้านโดยไม่จองที่ อาจทำให้ไม่มีที่นั่ง

นอกจากนี้ Pub ชื่อดังในกรุงลอนดอน อย่างเช่น The Churchill Arms ก็กลายเป็นแหล่งสำหรับรับประทานอาหารไทยที่ขึ้นชื่อไปเรียบร้อยแล้ว หรืออย่างร้านชื่อ KILN ในกรุงลอนดอน ที่ทำอาหารไทยโดยใช้เตาอั้งโล่ หรือเตาถ่านที่นำเข้าจากประเทศไทย โดยทำครัวเปิดโชว์ไว้กลางร้าน เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสด้วยตาว่าเตาถ่านของไทยนั้นนอกจากจะปรุงอาหารได้อร่อยแล้ว ยังให้ความอบอุ่นกับผู้เข้าไปกินอาหารได้อีกด้วย หรืออย่างเช่นร้านอาหารไทยชื่อ เจ้าพระยา ในกรุงเอดินเบอระ สกอตแลนด์ ก็เป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก เพราะสามารถคงรสชาติของอาหารไทยไว้ได้อย่างน่าประทับใจ

เพราะฉะนั้นคงจะไม่เกินเลยไป หากจะบอกว่าอาหารไทยคือทูตสันถวไมตรีตัวสำคัญของความเป็นไทยที่สามารถเชื่อมต่อและบอกเล่าเรื่องราวของความเป็นไทยด้านอาหารการกินกับนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

ขอเพียงอย่างเดียวคือ คนทำอาหารไทยต้องใส่ใจกับคุณภาพของอาหาร รสชาติ ความสะอาด และถ้าหากสามารถบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของอาหารไทยให้กับนักท่องเที่ยวได้รับรู้ด้วยแล้ว ก็จะยิ่งเพิ่มมนต์เสน่ห์ของอาหารไทย และมนต์เสน่ห์ของเมืองไทยให้กับนักท่องเที่ยวได้อย่างน่าประทับใจ

ตะลอนเที่ยว : วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร และสุสานหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/301151

ตะลอนเที่ยว : วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร และสุสานหลวง

ตะลอนเที่ยว : วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร และสุสานหลวง

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร วัดประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นับเป็นวัดสุดท้ายที่มีการสร้างวัดประจำรัชกาลตามแบบโบราณราชประเพณี

วัดราชบพิธฯ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2412 โดยมีพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ และเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (ม.ร.ว.ปุ้ม มาลากุล) ทรงเป็นและเป็นผู้อำนวยการก่อสร้าง ลักษณะเด่นของพระอารามหลวงแห่งนี้คือการผสมผสานกันระหว่างสถาปัตยกรรมไทยและตะวันตก (ยุโรป) โดยภายนอกเป็นสถาปัตยกรรมไทย ส่วนภายในพระอุโบสถออกแบบและตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมยุโรป พระพุทธรูปประธานในพระอุโบสถมีนามว่า พระพุทธอังคีรส หล่อขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทำด้วยกระไหล่ทองคำหนัก 80 บาท ซึ่งเป็นทองคำที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงใช้เมื่อทรงพระเยาว์ แต่เดิมนั้น รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำริจะอัญเชิญพระพุทธอังคีรสไปประดิษฐาน ณ พระปฐมเจดีย์ แต่สิ้นรัชกาลก่อน ดังนั้นรัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญไปประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดราชบพิธฯ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2415

ที่ฐานบัลลังก์พระประธานบรรจุพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระราชสรีรางคารสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 และ พระอัฐิสมเด็จพระศรีสุลาไลย และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าละม่อม กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร

วัดราชบพิธฯ คือที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อัมมพโร)

และพระอารามหลวงแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของสุสานหลวงแห่งจุฬาลงกรณราชสันตติวงศ์ อันเป็นเขตเฉพาะที่นับเนื่องด้วยราชสกุลและสายสัมพันธ์แห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สุสานหลวงแห่งนี้ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นด้วยมีพระราชประสงค์ให้ผู้ที่ทรงรักใคร่ห่วงใยใกล้ชิด คือ พระมเหสี พระบรมราชเทวี พระราชเทวี เจ้าจอมมารดา พระราชโอรส พระราชธิดา และพระประยูรญาติได้ทรงอยู่ร่วมกันหลังจากสวรรคต ทิวงคต สิ้นพระชนม์แล้ว โดยทั่วไปจะสร้างพระอนุสาวรีย์ของพระมเหสีและเจ้าจอมมารดาก่อนเพื่อให้พระราชโอรส พระราชธิดาที่ทิวงคต และสิ้นพระชนม์แล้วได้อยู่ร่วมกับพระราชชนนี และพระราชมารดา ซึ่งเปรียบเสมือนได้ทรงอยู่ในบ้านของแม่ เว้นแต่ในกรณีที่พระราชโอรสและพระราชธิดาทิวงคต สิ้นพระชนม์ก่อน ก็จะสร้างพระอนุสาวรีย์ของพระองค์นั้นๆ ไปก่อน

พระอนุสาวรีย์ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในสุสานหลวง เพื่อบรรจุพระอัฐิ และพระสรีรางคารจะมีรูปแบบสถาปัตยกรรมต่างๆ กัน เช่น พระเจดีย์ พระปรางค์ พระวิหาร ซึ่งมีทั้งแบบไทยแท้ แบบโกธิค (ยุโรป) และแบบขอม พระอนุสาวรีย์สำคัญในสุสานหลวงคือ เจดีย์สี่องค์โดยองค์หนึ่งมีสีทอง พระอนุสาวรีย์นี้มีพระนามว่า สุนันทานุสาวรีย์ รังษีวัฒนา เสาวภาประดิษฐาน สุขุมาลนฤมิตร์ นอกจากนี้ยังมีพระอนุสาวรีย์อื่นๆ อาทิ ของเจ้าจอมมารดาแส สร้างแบบโกธิค พระอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรองค์อรรคยุพา สร้างทรงพระปรางค์ พระอนุสาวรีย์พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏปิยมหาราชปดิวรัดา เป็นแบบพระปรางค์สามยอดแบบลพบุรี พระอนุสาวรีย์พระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระอนุสาวรีย์เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าคุณจอมมารดาแพ) เป็นต้น

สุสานหลวงมีพระอนุสาวรีย์ทั้งหมด 34 องค์ สุสานหลวงแห่งนี้เปิดให้ประชาชนเข้าถวายพระสักการะได้ แต่ขอให้แต่งกายสุภาพ และแสดงกิริยาสุภาพเมื่อเข้าในเขตสุสานหลวง

วัดราชพิพิธฯ ตั้งอยู่ใกล้กับกระทรวงมหาดไทย ถนนเฟื่องนคร เขตพระนคร กรุงเทพฯ

ตะลอนเที่ยว : กราบถวายบังคม‘พ่อ’ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/299888

ตะลอนเที่ยว : กราบถวายบังคม‘พ่อ’ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

ตะลอนเที่ยว : กราบถวายบังคม‘พ่อ’ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.


ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอัญเชิญพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปยังพระเมรุมาศ ณ ทุ่งพระเมรุ สนามหลวง


สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอัญเชิญพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอัญเชิญพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร


พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ทรงร่วมพระดำเนินในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศขบวนพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมศพ


พระเมรุมาศ ณ ทุ่งพระเมรุ สนามหลวง


สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร นั่งพระเสลี่ยงกลีบบัว อ่านพระอภิธรรมนำในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ


ทหารปืนใหญ่ยิงปืนใหญ่สลุต 21 นัด เพื่อถวายพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

คนไทยโชคดี เพราะมี “พ่อ”

“พ่อ” ผู้ทรงสานก่อ ความสุขศรี

“พ่อ” ทรงทำทุกอย่างเพื่อลูกนี้

เพราะ “พ่อ” หวังให้ลูกมีความสุขใจ

สองพระบาท “พ่อ” เสด็จไปในทุกที่

เพราะ “พ่อ” มีความฝันอันผ่องใส

“พ่อ” บุกป่าฝ่าเขา ลำเนาไพร

“พ่อ” เสด็จไปใกล้ ลูกไทยทุกคน

“พ่อ” ทรงเหนื่อย เพื่อให้ลูกได้อยู่สุข

แห่งไหนทุกข์ “พ่อ” เสด็จไปทุกหน

เหงื่อ “พ่อ” อาบหลั่งไหลในใจชน

ยิ้มของ “พ่อ” หล่อกมล คนทุกแดน

เจ็ดสิบปี “พ่อ” พระองค์นี้มีแต่ให้

“พ่อ” รักลูกปวงไทย อย่างเหลือแสน

ลูกของ “พ่อ” ทั่วไทยในทุกแคว้น

ถวายรัก “พ่อ” ตอบแทน ทั้งแผ่นดิน

แม้ยามนี้ลูกไทย จะไร้ “พ่อ”

แต่ลูกไทยยังรัก “พ่อ” ไม่สูญสิ้น

กราบถวายบังคม “พ่อ” น้ำตาคลอ ไหลริน

ขอตั้งจินตน์ เป็นลูก “พ่อ” ต่อทุกกาล

ตะลอนเที่ยว : พระเสด็จสู่ทิพยสถานวิมานแมน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/298777

ตะลอนเที่ยว : พระเสด็จสู่ทิพยสถานวิมานแมน

ตะลอนเที่ยว : พระเสด็จสู่ทิพยสถานวิมานแมน

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ในยามนี้ เมื่อมองไปทิศทางใดบนถนนราชดำเนินใน โดยเฉพาะในบริเวณที่ใกล้กับทุ่งพระเมรุ ก็จะพบว่าใบหน้าของพสกนิกรไทยล้วนอาบนองไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความจงรักภักดี และความอาลัยรักอย่างสุดที่จะหาถ้อยคำใดมาพรรณนาได้

น้ำตาแห่งความภักดีของพสกนิกรหลั่งรินออกมาเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย

ทุกยามที่พสกนิกรมองเห็นพระเมรุมาศทรงบุษบก ซึ่งเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ อันเป็นแกนกลางของจักรวาลตามคติไตรภูมิที่ว่าไว้ในคัมภีร์พุทธศาสนา ทุกครั้งที่เห็นพระเมรุมาศ หัวใจของพสกนิกรก็ราวจะแตกสลายลงโดยพลัน ยิ่งมองเห็น น้ำตาก็ยิ่งไหล แม้ทุกคนจะรู้ดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 จะเสด็จสู่สรวงสวรรค์ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถหักห้ามความอาลัย และความจงรักภักดีที่มีต่อพระองค์ได้ แม้แต่น้อย

น้ำตาไทย หลั่งรินไหลร่วง ส่งเสด็จ พระสู่สรวงวิมานแมน

วิปโยคสุดโศก ทั่วทั้งแดน หนาวยะเยือก ไปทั่วแคว้นปฐพี

พระทรงธรรม เสด็จกลับสรวงสวรรค์ ดั่งตะวัน ลับหล้า สิ้นสุริย์ศรี

ใจจะขาด ก้มกราบบาท พระภูมี ปวงข้านี้ แสนคำนึง ถึงพระองค์

ขอพระองค์ เสวยสวรรค์ ณ ชั้นฟ้า ปวงผองข้า จะสืบสาน พระราชประสงค์

จะรักษา แผ่นดินไทย ให้ธำรง ขอพระทรง สถิตใน ดวงใจนิรันดร์

ตะลอนเที่ยว : จิตอาสาเฉพาะกิจ ทำความดีถวาย‘พ่อของแผ่นดินไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/297502

ตะลอนเที่ยว : จิตอาสาเฉพาะกิจ ทำความดีถวาย‘พ่อของแผ่นดินไทย’

ตะลอนเที่ยว : จิตอาสาเฉพาะกิจ ทำความดีถวาย‘พ่อของแผ่นดินไทย’

วันอาทิตย์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พลังน้ำใจของคนไทยเป็นพลังที่สุดแสนมหัศจรรย์เกินบรรยาย ยามเมื่อคนไทยรวมตัวแสดงพลังเพื่อกระทำกิจการสาธารณประโยชน์ใดๆ แล้ว กิจการงานทั้งปวงก็จะสำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดีได้โดยพลัน

ในยามนี้ คนไทยจำนวนมากมายหลายล้านคนได้รวมตัวเป็นสมาชิกจิตอาสาเฉพาะกิจ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยได้รับพระราชานุญาตจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 โดยการรวมตัวครั้งนี้เป็นการแสดงพลังความจงรักภักดี และความเคารพอย่างสูงสุดที่พสกนิกรไทยมีต่อพระเจ้าแผ่นดินของพวกเขา และเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่านที่ได้พระราชทานไว้กับแผ่นดินไทยเสมอมา

เมื่อวันพุธที่ 11 ตุลาคม 2560 Mr.Flower ได้เข้าไปอยู่ร่วมในงานรับพระราชทานเสื้อ ผ้าพันคอ หมวก และปลอกแขน จิตอาสาเฉพาะกิจ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งจัดขึ้น ณ สนามเสือป่า พระราชวังดุสิต

ภาพประทับใจที่ได้พบเห็นคือ ประชาชนทุกเพศ ทุกวัย (ตั้งแต่เด็กนักเรียนชั้นประถม นักเรียนมัธยม นักเรียนอาชีวะ และนิสิตนักศึกษา รวมถึงประชาชนทั้งวัยรุ่น วัยกลางคน และผู้สูงอายุ) รวมถึงข้าราชการ เจ้าหน้าที่และลูกจ้างของภาครัฐ ทหาร ตำรวจ แม้กระทั่งคนพิการ รวมถึงประชาชนจากหลากหลายสาขาอาชีพ จำนวนหลายพันคนไปรวมตัวกันเพื่อรอรับเครื่องแบบพระราชทาน แม้ในช่วงเวลาเช้าวันนั้นจะมีฝนตกลงมาอย่างหนักเป็นเวลานาน แต่สมาชิกจิตอาสาเฉพาะกิจทุกคนก็ยังคงมุ่งมั่นและตั้งใจจะเข้าไปรอรับเครื่องแบบพระราชทาน โดยไม่ย่อท้อกับสายฝนที่ตกหนักเป็นเวลานาน

นักเรียนชั้นมัธยมต้นหลายคนเปียกปอนไปทั้งตัว ครั้นเมื่อสอบถามพวกเขาว่า ไม่กลัวเป็นหวัดหรือ คำตอบที่ได้รับคือ ไม่กลัวครับ สายฝนที่ตกลงมาไม่สามารถทำให้ผมล้มเลิกความตั้งใจทำความดีเพื่อถวายในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้ครับ พ่อของผมบอกว่าในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงทำงานหนักเพื่อคนไทยมาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ทรงบุกป่าฝ่าเขาไปในแดนทุรกันดาร เพื่อเสด็จฯทรงเยี่ยมเยียนประชาชนของพระองค์โดยมิได้คำนึงถึงภัยอันตรายใดๆ ดังนั้นฝนตกเพียงแค่นี้ไม่สามารถทำให้ผมล้มเลิกความตั้งใจได้ครับ

“ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตผู้ฝึกสอนนักฟุตบอลทีมชาติไทย จิตอาสาเฉพาะกิจฯ บอกว่า ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงทำทุกอย่างเพื่อความอยู่ดีกินดีของคนไทยทั้งแผ่นดินมาตลอดรัชสมัยของพระองค์ท่าน ดังนั้นเราทุกคนในฐานะลูกของพ่อของแผ่นดิน ก็จึงต้องช่วยกันทำความดีเพื่อทดแทนด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพ่อของแผ่นดินไทย และต้องช่วยกันสานต่อแนวทางทั้งหลายที่พ่อได้ทรงวางไว้ให้กับประเทศชาติของเรา เราต้องไม่ปล่อยให้พระเจ้าอยู่หัวของเราทรงเหน็ดเหนื่อยเพียงลำพัง

และที่น่าปลื้มใจอีกประการหนึ่งคือ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังทุกคนที่ให้บริการประชาชนจิตอาสา ก็ตั้งอกตั้งใจให้บริการอย่างดีที่สุด เมื่อประชาชนรายใดมีข้อสงสัยก็จะได้รับคำอธิบายเป็นอย่างดี ประชาชนจากต่างจังหวัดหลายรายพลัดหลงกันเนื่องจากมีผู้คนมากมายจนหากันไม่เจอ เจ้าหน้าที่ก็รับเป็นธุระประกาศตามหาญาติพี่น้องให้จนได้พบกัน

ภาพประทับใจอีกอย่างหนึ่งที่ได้ประสบด้วยตาของ Mr.Flower ในวันนั้นคือ หลังจากฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้น้ำระบายไม่ทัน จนท่วมขังเป็นจุดๆ แต่ผู้ที่เป็นสมาชิกจิตอาสาเฉพาะกิจฯ ซึ่งหลายคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดทำงาน และสวมรองเท้าราคาแพง แต่จิตอาสาเหล่านี้ก็ยินดีจะเดินลุยน้ำโดยไม่ลังเล โดยบอกว่า เสื้อผ้าเปียกน้ำฝน เดี๋ยวก็แห้ง รองเท้าเปียกก็ช่างมัน เดี๋ยวก็เอาไปตากแล้วทำความสะอาดได้ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง และไม่สามารถล้มเลิกความตั้งใจเป็นสมาชิกจิตอาสาได้ เพราะการได้เป็นสมาชิกจิตอาสาเฉพาะกิจ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ถือได้ว่าเป็นเกียรติประวัติสำคัญของชีวิตและครอบครัว

ในงานวันดังกล่าวนั้น มีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ร่วมงานต่างรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 คือ อาหารและน้ำดื่มพระราชทาน ผู้ร่วมงานบอกตรงกันว่า ไม่คิดเลยว่าจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณถึงเพียงนี้ เพราะอันที่จริงแค่มารับชุดพระราชทานโดยใช้เวลาเพียงไม่นานนัก แต่พระองค์ท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานอาหารและน้ำให้กับประชาชนทุกคนที่อยู่ร่วมในงาน

จิตอาสาเฉพาะกิจ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ แบ่งประเภทของงานออกเป็นดังนี้ งานดอกไม้จันทน์งานประชาสัมพันธ์ งานโยธา งานขนส่ง งานบริการประชาชน งานแพทย์ งานรักษาความปลอดภัย และงานจราจร

ตัวอย่างงานที่จิตอาสาเฉพาะกิจ ได้กระทำไปแล้ว มีตัวอย่างดังนี้ เช่น ทำความสะอาด (big cleaning) พื้นที่ลานพระปฐมบรมราชานุสรณ์ รัชกาลที่ 1 ปลูกต้นดาวเรือง 13,000 ต้น ที่อนุสารีย์ประชาธิปไตย ปลูกไม้ดอกและผักสวนครัว บริเวณทับเกษตร ทุ่งพระเมรุ ทำความสะอาดบริเวณรอบพระเมรุมาศ ทำความสะอาดและจัดสวนรอบพระเมรุมาศจำลอง ณ พระลานพระราชวังดุสิต ปลูกต้นดาวเรืองบนถนนราชดำเนินนอก (ตั้งแต่พระลานพระราชวังดุสิตถึงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ) เป็นต้น

สิ่งหนึ่งที่สมาชิกจิตอาสาเฉพาะกิจบอกตรงกันคือ ภาคภูมิใจมากที่ได้บำเพ็ญประโยชน์ให้กับสังคม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 และแสดงความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

 

ตะลอนเที่ยว : งานของ’พ่อ’ก่อสุขให้แผ่นดิน ‘ดวงใจราษฎร์ ปราชญ์แห่งป่าและดิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/296319

ตะลอนเที่ยว : งานของ'พ่อ'ก่อสุขให้แผ่นดิน  'ดวงใจราษฎร์ ปราชญ์แห่งป่าและดิน'

ตะลอนเที่ยว : งานของ’พ่อ’ก่อสุขให้แผ่นดิน ‘ดวงใจราษฎร์ ปราชญ์แห่งป่าและดิน’

วันอาทิตย์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ความมหัศจรรย์ที่สุดจะบรรยายได้โดยง่ายอย่างหนึ่งของสังคมไทยคือ คนไทยเทิดทูน เคารพ บูชา และรักพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อย่างมากมายล้นเหลือ มากจนขนาดที่ว่าคนไทยพร้อมใจกันถวายพระนามแด่พระองค์ท่านว่า “พ่อของแผ่นดินไทย”

“พ่อ” พระองค์นี้ได้พระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเพื่อความอยู่ดีมีสุขของพสกนิกรของพระองค์รวมทั้งหมด 4,447 โครงการ โดยโครงการเหล่านั้นได้กระจายอยู่ทั่วทุกจังหวัดของประเทศไทย ซึ่งสามารถแก้ไขและบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้กับคนไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมมาหลายทศวรรษ อาทิ ปัญหาเกี่ยวกับน้ำ ดิน ป่าไม้ การเกษตร พลังงานทดแทน และการจราจร เป็นต้น

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีเป้าประสงค์สำคัญคือการให้ความรู้ และสติปัญญากับพสกนิกร เพื่อใช้เป็นแนวทางและเป็นเครื่องมือเพื่อแก้ไขและขจัดปัญหาของประชาชน เพราะพระองค์ท่านทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า การให้ความรู้และให้ปัญญากับประชาชนคือการให้อย่างยั่งยืน เพราะความรู้และปัญญาสามารถใช้แก้ปัญหาในชีวิตได้อย่างแท้จริง ให้แล้วความรู้นั้นไม่สูญหาย แล้วถ้ายิ่งปฏิบัติอย่างจริงจังตลอดเวลาก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มพูนต่อยอดความรู้ได้อย่างไม่รู้จบ

ความจริงเชิงประจักษ์ที่สาธารณชนและประชาคมทั่วโลกต่างรับรู้เป็นอย่างดีคือ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์ท่าน ถือได้ว่าเป็นรากฐานที่มั่นคงของการดำเนินชีวิตประชาชนผู้ซึ่งปฏิบัติตามแนวพระราชดำริ และเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมไทยสามารถฝ่าฟันเอาชนะอุปสรรคต่างๆ นานาได้เสมอมา และที่สำคัญคือทำให้ประเทศไทยก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคงท่ามกลางความผันผวนอย่างรวดเร็วรุนแรงและวิกฤติของกระแสโลก

ตะลอนเที่ยววันนี้จะขอพาคุณๆ ไปชม “งานของพ่อ” ที่พระราชทานให้กับคนไทย โดยเราจะไปชมนิทรรศการ “ดวงใจราษฎร์ ปราชญ์แห่งป่าและดิน” ซึ่งจัดขึ้น ณ พระลานพระราชวังดุสิต (ฝั่งเดียวกับเวทีใหม่สวนอัมพร) นิทรรศการนี้จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติและเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้น โดยนิทรรศการนี้สืบเนื่องต่อมาจากนิทรรศการ “เย็นศิระ เพราะพระบริบาล” และ “ดวงในราษฎร์ ปราชญ์แห่งน้ำ”

สำหรับนิทรรศการ “ดวงใจราษฎร์ ปราชญ์แห่งป่าและดิน” แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่ป่าและผืนดินของประเทศไทย ซึ่งเคยประสบปัญหาขั้นวิกฤติมาหลายทศวรรษ แต่สุดท้ายก็สามารถพลิกฟื้นแก้วิกฤติได้ด้วยโครงการในพระราชดำริของพระผู้ทรงเป็นพ่อของแผ่นดินไทย

เนื้อหาสาระของนิทรรศการนี้มิได้แค่เพียงมุ่งเน้นการเฉลิมพระเกียรติเท่านั้น แต่ยังมีวัตถุประสงค์สำคัญอีกประการคือ เพื่อให้ผู้ที่เข้าชมสามารถได้รับความรู้อย่างแท้จริง และสร้างแรงบันดาลใจ จนสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลจริงได้ในชีวิตประจำวัน

เมื่อเข้าชมนิทรรศการนี้แล้วจะได้ทราบอย่างชัดเจนว่า “พ่อ” ได้ทรงฟื้นฟูพัฒนาป่าและดินของไทยมาอย่างยาวนานโดยพระราชทานแนวพระราชดำริการปลูกป่าในใจคน ฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมด้วยวัฏจักรของธรรมชาติ การปลูกป่าทดแทน ป่าสามอย่าง-ประโยชน์สี่อย่าง การแก้ปัญหาดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินเสื่อมสภาพขาดสารอาหารสำหรับพืช เรื่องป่าพลุ และป่าชายเลน เป็นต้น

นิทรรศการนี้เปิดให้ชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. และขอเรียนให้ทราบว่า เมื่อคุณไปชมนิทรรศการ “ดวงใจราษฎร์ ปราชญ์แห่งป่าและดิน” แล้ว คุณก็ควรไปกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระลานพระราชวังดุสิต ซึ่งทั้งนี้ คุณสามารถขอรับพวงมาลัยพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เพื่อนำไปกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ตะลอนเที่ยว : น้องหมา mid road หาบ้านอบอุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/293759

ตะลอนเที่ยว : น้องหมา mid road หาบ้านอบอุ่น

ตะลอนเที่ยว : น้องหมา mid road หาบ้านอบอุ่น

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หมา (สุนัข) ริมถนน หรือหมาข้างถนน ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ผู้คนบางกลุ่มอาจจะไม่รักใคร่ไม่ไยดีกับพวกเขา มิหนำซ้ำ บางคนอาจรังเกียจพวกเขาด้วยซ้ำไป เพราะด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าพวกเขาเป็นหมาไร้ชาติไร้ตระกูล แต่ Mr.Flower ขอยืนยันว่า ถ้าหากคุณได้นำหมาข้างถนนที่หลายคนรังเกียจไปเลี้ยงดูด้วยความรัก แล้วฝึกสอนเขาให้รู้กินรู้อยู่แล้ว รับรองว่าเขาจะจงรักภักดีและรักคุณจนสุดจะพรรณนา แล้วที่สำคัญคือคุณก็จะรักและคิดถึงเขามากเช่นกัน

ขออนุญาตยกตัวอย่างเรื่อง คุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาเพื่อเป็นอุทาหรณ์

เรื่องราวเกี่ยวกับความ “รู้ภาษา” ของคุณทองแดง และพระเมตตาจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อสุนัขพันทาง ซึ่งเจ้าสัววัลลภ เจียรวนนท์ เคยเปิดเผยผ่านทาง ผู้จัดการรายวัน ในหัวข้อ “มุมมอง พันทาง จากเจ้าสัววัลลภ เจียรวนนท์” ว่า

“ตอนที่คุณทองแดงเพิ่งคลอดลูกใหม่ๆ วันรุ่งขึ้นพระองค์ท่านเสด็จฯทรงเยี่ยม พอทรงเยี่ยมเสร็จ พระองค์ท่านก็เสด็จฯกลับ ทรงออกเดินไปได้ไม่กี่ก้าว คุณทองแดงก็ลุกตามไป ทั้งที่ปกติแล้ว สุนัขที่เพิ่งคลอดลูกจะหวงลูกมาก แต่คุณทองแดงก็วิ่งตามไป พระองค์ท่านก็ทรงหยุดแล้วทรงหันไปมอง คุณทองแดงก็หันมามองพระองค์ท่านเหมือนกัน ตอนนั้นพระองค์ท่านยังไม่ได้ทรงนึกอะไร และเสด็จพระราชดำเนินต่อไปไม่กี่ก้าว คุณทองแดงก็เดินตาม นอกจากเดินตามแล้ว ยังมองหน้าพระองค์ท่าน แล้วก็มองกลับไปที่ลูกของเขา พอเป็นอย่างนี้ พระองค์ท่านก็ทรงคิดว่า สงสัยใจหนึ่ง คุณทองแดงจะคิดว่าเขามีหน้าที่ที่จะคอยดูแล ให้ความปลอดภัยแก่พระองค์ท่าน แต่อีกใจหนึ่งก็คือความเป็นแม่ที่จะต้องคอยดูแลลูก

พอทรงนึกได้อย่างนี้ พระองค์ท่านก็ทรงนึกอยากจะทดลองว่าใช่อย่างที่ทรงคิดไว้หรือไม่ จึงเสด็จพระราชดำเนินออกไปใหม่เป็นครั้งที่สาม คุณทองแดงก็เดินตามอีกแล้วก็ทำเหมือนเดิม มองดู
พระองค์ท่านแล้วก็หันกลับไปมองดูลูกของตัวเอง ครั้งนี้พระองค์ท่านจึงทรงมีรับสั่งว่า ไม่ต้องตามมาแล้วนะ ไปดูแลลูกได้แล้ว ไม่ต้องห่วงเรา พอพระองค์ท่านทรงมีรับสั่งแค่นี้ คุณทองแดงก็วิ่งหันหลังกลับไปเลย ไม่หันมาดูพระองค์ท่านอีกเลย นี่แหละครับคือสิ่งที่พระองค์ท่านทรงมีรับสั่งให้ผมฟัง และนี่แหละคือสุนัขพันทางหรือมิดโร้ดอย่างที่พระองค์ท่านทรงเรียก ถ้าให้โอกาสเขา สอนเขา เขาก็กตัญญูอย่างคุณทองแดงนี่แหละ”

นอกจากนี้ เจ้าสัววัลลภยังได้อัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาบอกเล่าอีกด้วยว่า

“พระองค์ท่านทรงมีรับสั่งว่า หมาพันทางบ้านเรา จริงๆ แล้วเป็นหมาที่ฉลาดมาก ถ้าเผื่อเราให้โอกาส เลี้ยงดูเขาดี สอนเขา เขาก็สามารถทำตามได้ เหมือนอย่างคุณทองแดงเอง เขาก็ไม่ใช่พันธุ์ดี ไม่ได้มีเพ็ดดีกรีอะไรสูงส่ง ในหลวงท่านเสด็จฯทรงพบแล้วชมว่าสวย ประชาชนก็ถวายแด่พระองค์ท่าน และพระองค์ท่านก็ทรงเลี้ยงดูมาจนถึงทุกวันนี้ และพระองค์ท่านก็ทรงรักมากเลย ผมเคยเอาสุนัขพันธุ์บางแก้วไปถวายพระองค์ท่าน พระองค์ท่านก็ทรงจูงของพระองค์ลงมาเหมือนกัน ตรัสว่า คุณวัลลภมีบางแก้ว ฉันก็มีมิดโร้ด (พระองค์ท่านทรงหมายถึงสุนัขกลางถนน) เหมือนกัน” (แล้วทรงแย้มพระพักตร์) (อ้างอิงจาก http://www.tnews.co.th/contents/210514)

เหตุผลสำคัญที่ Mr.Flower ยกอุทาหรณ์เรื่องคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยงมาเป็นอารัมภบทในบทความประจำวันนี้ก็เพราะจะยืนยันกับคุณๆ ว่า หมาข้างถนน หรือบางคนเรียกหมาริมถนน หมาพันทาง หรือหมาจรจัด หรือจะเรียกอะไรก็สุดแล้วแต่ แต่เป็นความจริงที่ว่าหมาเหล่านี้เขาต้องการความรักจากผู้คน และเมื่อเขาได้รับการดูแลเป็นอย่างดีตามอัตภาพแล้ว เขาจะจงรักภักดีและรักใคร่คนดูแลเขาอย่างมาก เรียกได้ว่ายอมตายแทนเจ้าของได้เลยทีเดียว

คอลัมน์ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้จึงขอเชิญชวนคุณผู้อ่านที่มีความพร้อมได้โปรดกรุณาช่วยรับลูกสุนัขเหล่านี้ไปอุปการะด้วย โดยลูกสุนัขมาจากแม่สุนัข 4 ตัว ซึ่งมีอยู่ครอกหนึ่งออกลูกมาถึง 12 ตัว ดังนั้นรวมๆ แล้วทั้ง 4 ครอกจึงมีลูกเกือบ 40 ตัว ลูกสุนัขเหล่านี้อยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี (ผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าส่งข่าวนี้มาบอก) ล่าสุดกลุ่มผู้รักสัตว์กลุ่มนี้พยายามจะนำแม่สุนัขไปทำหมัน แต่ก็เป็นเรื่องยากลำบากมากที่จะจับตัวแม่สุนัข เพราะเขาหวาดระแวงคนมาก ทั้งๆ ที่ให้อาหารกินมาระยะหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ยอมให้เข้าใกล้ คงเป็นเพราะว่าเขาถูกตีถูกทำร้ายมามากจึงหวาดระแวง ส่วนลูกสุนัขมีอายุประมาณ 1 เดือนก็กำลังซุกซนมาก จึงต้องนำเขาไปขังไว้ในกรงชั่วคราว เพื่อป้องกันมิให้เดินเพ่นพ่านแล้วถูกรถเหยียบ และป้องกันมิให้ถูกตะกวดที่อยู่ใน
หนองน้ำใกล้ๆ มาลากลูกสุนัขไปกิน

Mr.Flower และผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มนี้กำลังหาบ้านที่อบอุ่นให้ลูกสุนัข ล่าสุดมีผู้รับไปอุปการะแล้ว 7 ตัว แต่ยังเหลืออีกเกือบ 30 ตัว ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่า หากผู้อ่านรายได้ต้องการอุปการะพวกเขา Mr.Flower และผู้อ่านกลุ่มนี้ยินดีนำไปส่งให้ถึงบ้าน (ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล) และเมื่อเขามีอายุครบ 5 เดือน ก็ยินดีจ่ายค่าทำหมันให้ด้วย สนใจรับไปอุปการะ โปรดติดต่อ 091-7233615 ขอบคุณครับ

ส่วนโครงการทำหมัน ตรวจโรค และฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำให้สุนัจจรจัดในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศโดยไม่คิดค่าบริการ ซึ่งหนังสือพิมพ์แนวหน้าทำโครงการนี้ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือบริษัท SCC (ซิเมนต์ไทย) ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป หากชุมชนใดต้องการรับบริการ โปรดติดต่อเพื่อหารือร่วมกันที่หมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ‘เรียมเหลือทนแล้วนั่น ขวัญของเรียม’ 72 กะรัต นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/292444

ตะลอนเที่ยว : 'เรียมเหลือทนแล้วนั่น ขวัญของเรียม'  72 กะรัต นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ

ตะลอนเที่ยว : ‘เรียมเหลือทนแล้วนั่น ขวัญของเรียม’ 72 กะรัต นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เรียมเหลือทนแล้วนั่น ขวัญของเรียม

หวนคิดๆ แล้วขมขื่น ฝืนใจเจียม

เคยโลมเรียม เลียบฝั่ง มาแต่หลังยังจำ

คำที่ขวัญเคยพรอดเคยพร่ำ

ถ้วนทุกคำยังเรียกยังร่ำเร่าร้องก้องอยู่

แว่วๆ แจ้วหู ว่าขวัญชู้เจ้ายังคอย

เรียมเหลือลืมแล้วนั่น ขวัญคงหงอย

หวนคิดๆ แล้วยิ่งเศร้า เหงาใจคอย

อกเรียมพลอยนึกหน่าย คิดถึงสายน้ำนอง

คลองที่เรียมเคยเที่ยวเคยท่อง

เมื่อเราสองต่างว่ายต่างว่องล่องไล่ไม่เว้น

เช้าสายบ่ายเย็น ขวัญลงเล่นกับเรียม

(เพลงขวัญของเรียม เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง แผลเก่า ประพันธ์คำร้องและทำนองโดย พรานบูรณ์ (จวงจันทร์ จันทร์คณา)

เวลาเมื่อได้ยินเสียงเพลง ขวัญของเรียม ที่ขับร้อง โดยนันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ คงทำให้ผู้ที่มีความประทับใจในอดีตที่แสนหวานหวนคิดถึงวันวาน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจีและลำคลองที่มีน้ำใสสะอาดไหลเรื่อยตลอดเวลา

อันที่จริงเพลงขวัญของเรียมนั้น ผู้ขับร้องและบันทึกเสียงคนแรกคือส่งศรี จันทรประภา เมื่อ พ.ศ. 2483 ส่วนนันทวันได้ขับร้องและบันทึกเสียงเพลงนี้ในปี พ.ศ. 2511 เพื่อประกอบละครทีวีเรื่องขวัญเรียม ที่นำเสนอทางไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม

ส่วนเพลงที่นันทวันบอกว่าทำให้คนไทยรู้จักเธอมากขึ้นคือเพลง ดอกนกยูง (ประพันธ์คำร้องโดย ล้วน ควันธรรม ทำนอง เพลงญี่ปุ่น)

เมื่อเวลาที่ลมร้อนกำลัง จะพัด จะพัดมา ต้นดอกนกยูงก็พากันพลัดใบ

ใบแก่ก็ร่วงหล่นไป เหลือเพียงดอกไว้ งามเหลือแสน

เจ้ายืนต้น อาบแดด อาบลม ให้คนชม งามคล้ายวิมานแมน

ใบอ่อนเกิดมีมาแทน งามใดไหนจะแม้นเหมือนดอกนกยูง

ดูซิ งามน้อยหรือไร ถูกใจแต่ว่าอยู่สูง งามแท้หนอดอกนกยูง แม้ว่าอยู่สูง ก็ยังได้ชม

ฉันพอใจในสีแสนสวย แม้บุญช่วยคงสิ้นขื่นขม

ขอให้ร่วงลงมากับลม ให้ฉันได้ชมนะ ดอกนกยูง

นันทวันได้ชื่อว่าเป็นนักร้อง นักแสดง และพิธีกรที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพคนหนึ่งของวงการบันเทิงไทย คนไทยที่ติดตามผลงานต่างๆ ของเธอมาโดยตลอดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 เป็นต้นมาจะทราบได้ดีว่าเธอคือผู้ที่มีพรสวรรค์ในด้านการขับร้องและการแสดงอย่างยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือนได้ นันทวันได้รับรางวัลเกียรติยศต่างๆ มากมาย อาทิ โทรทัศน์ทองคำ รางวัลเกียรติยศคนทีวี รางวัลเมขลาผู้แสดงหญิงดีเด่นจากละครโทรทัศน์เรื่องสี่แผ่นดิน รางวัลเชิดชูผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น และรางวัลแม่ดีเด่น

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2560 ซึ่งตรงกับวันเกิดของเธอ เธอได้จัดงานคอนเสิร์ต 72 กะรัต นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ (นันทวัน สมรสกับ กำธร สุวรรณปิยะศิริ) ณ ศาลาเฉลิมกรุง โดยได้นำบทเพลงไพเราะมากมายมาขับกล่อม บรรเลงเพลงโดยวงดนตรีกระชับมิตร พร้อมกับนักร้องรับเชิญที่ไปร่วมงานอย่างคับคั่งในบรรยากาศคล้ายวิกบางขุนพรหมเมื่อหลายสิบปีก่อน อาทิ ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) วงจันทร์ ไพโรจน์, สุประวัติ-นีรนุช ปัทมสูต, นฤพนธ์ ดุริยประณีต, ปกรณ์ พรพิสุทธิ์, สุดา ชื่นบาน, อุมาพร บัวพึ่ง, สมา สวยสด, เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ (อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร) จารุทัศ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, จารุวรี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และ นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ (นายแพทย์ลูกชายของกำธร-นันทวัน)

นันทวันในวัย 72 ปี ยังคงงามสมวัย แล้วยังคงมีผลงานด้านการบันเทิงมาฝากมิตรรักแฟนเพลงเป็นประจำ คือรายการที่นี่มีดาวประดับใจ

ในโอกาส 72 ปี 72 กะรัตของ นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ คอลัมน์ตะลอนเที่ยวขอนำภาพการแสดงคอนเสิร์ต 72 กะรัต นันทวัน ณ ศาลาเฉลิมกรุง มาฝากแฟนคอลัมน์ และขออนุญาตอวยพรให้คุณนันทวันมีสุขภาพแข็งแรง มีความสุขทั้งกายและใจตลอดไป