ตะลอนเที่ยว : The Christmas Time, The Happy Moment. เวลาดีๆ ในช่วงคริสต์มาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/310558

ตะลอนเที่ยว : The Christmas Time, The Happy Moment.  เวลาดีๆ ในช่วงคริสต์มาส

ตะลอนเที่ยว : The Christmas Time, The Happy Moment. เวลาดีๆ ในช่วงคริสต์มาส

วันอาทิตย์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

oh holy night the stars are brightly shining.
It is the night of our dear Savior’s birth.

Long lay the world in sin and error pining.
Till He appeared and the soul felt its worth.

A thrill of hope the weary world rejoices.
For yonder breaks a new glorious morn.

Fall on your knees. Oh hear the angels’ voices. Oh night divine. Oh night when Christ
was born.

Oh night divine Oh night. Oh night divine…….

(เพลง Oh Holy Night)

ช่วงเวลาแห่งเทศกาลคริสต์มาส นับเป็นช่วงเวลาที่มนุษยชาติโดยทั่วไปมีความสุข แจ่มใส ร่าเริง เพราะว่าบรรยากาศอันเนื่องมาจากความหนาวเย็นและสีสัน รวมถึงเสียงเพลงแห่งเทศกาลนี้ ต่างมีส่วนทำให้มนุษย์ทุกคนยิ้มและหัวเราะได้ ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะนับถือศาสนาใดก็ตาม

เมื่อพูดถึงเทศกาลคริสต์มาสแล้ว คริสตศาสนิกชนส่วนมากก็จะนึกถึงวันประสูติของพระเยซู และพร้อมๆ ไปนั้น ก็จะนึกถึงการเฉลิมฉลอง ความสนุกสนาน และที่ขาดไม่ได้คือ ตลาดคริสต์มาส

ตลาดคริสต์มาสที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีสีสัน สวยงาม สนุกสนาน และครึกครื้นมากที่สุดของโลกใบนี้อยู่ในประเทศเยอรมนี โดยเฉพาะที่นูเรมเบิร์ก (Nuremberg) แต่ชาวเยอรมันออกเสียงว่าเนิร์นแบร์ก (Nürnberg)

รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยที่ต่างคนต่างพยายามบอกเล่าความสุขเพื่อแลกเปลี่ยนระหว่างกัน กลิ่นไวน์อุ่น (Glühwine) และ Rum Punch ที่หอมกรุ่นตลบอบอวลไปทั้งตลาด กลิ่นหอมจากไส้กรอกนานาชนิดที่ย่างบนเตาไฟที่ร้อนฉ่า รสหวานมันจากเกาลัด (Maroni) อบทรายร้อนที่กินแล้วเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย ผสมกับกลิ่นหอมจากขนมปังอัลมอนด์ และขนมปังขิง รวมถึงสีสันและรสชาติของขนมหวานอีกสารพัดเกินกว่าจะบรรยายได้หมด และที่ขาดไม่ได้คือสายไหมบางเบาหวานหอมสุดแสนอร่อย รวมถึงตังเมสีสันสวยจับใจ แล้วที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือต้นคริสต์มาสประดับไฟสวยงามที่มีความสูงเท่าตึก 4-5 ชั้น รวมถึงร้านขายตุ๊กตาสารพัดสารพันรูปลักษณ์ที่แสนจะน่ารัก

นอกจากนั้น ตลาดคริสต์มาสในเนิร์นแบร์กยังโอบล้อมไปด้วยโบสถ์ อาสนวิหารที่สร้างมาตั้งแต่ยุคกลางของยุโรป ศาลาว่าการประจำเมือง ดังนั้นจึงได้ยินเสียงระฆังตีบอกเวลาเป็นประจำทุกโมงยาม และยังมีเสียงร้องเพลงแบบประสานเสียง รวมถึงการบรรเลงดนตรีสด ทั้งแบบซิมโฟนีครบวง และแบบชนิดบรรเลงด้วยเครื่องเป่าลมเท่านั้น โดยเลือกสรรบทเพลงประจำเทศกาลคริสต์มาสมาร้องและบรรเลงตลอดเวลา ทำให้เมื่อเวลาได้อยู่ในบรรยากาศเช่นนี้แล้ว ก็อดที่จะมีรอยยิ้มปรากฏอยู่บนใบหน้าได้ตลอดทุกวินาที มองไปทางไหนก็เห็นแต่รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ นอกจากนี้ ถ้าหากได้มีโอกาสเข้าไปในโบสถ์ประจำเมืองแล้ว ก็ยังจะได้ฟังการเล่นคอนเสิร์ตที่บรรเลงโดยออร์แกนยักษ์ประจำโบสถ์อีกด้วย

เท่าที่บรรยายมานี้เป็นเพียงบรรยากาศคร่าวๆของเทศกาลคริสต์มาสในเมืองเนิร์นแบร์ก เยอรมนี เท่านั้น แต่ขณะเดียวกัน Mr.Flower ก็ได้นำภาพบรรยากาศของตลาดคริสต์มาสในเมืองมิวนิค และเมืองแฟรงค์เฟิร์ต เยอรมนี รวมถึงเมืองซาลซ์บูร์ก ออสเตรีย มาฝากคุณด้วย

ทริปนี้พาคุณๆ ที่เป็นแฟนหนังสือพิมพ์แนวหน้าตระเวนเที่ยวตลาดคริสต์มาสในยุโรปเพียง 3 เมืองก่อน สัปดาห์หน้าจะพาคุณไปเที่ยวชมตลาดคริสต์มาสในเมืองอื่นๆ อีก

สำหรับคุณๆ สนใจจะร่วมทริปท่องตลาดคริสต์มาสในยุโรปตะวันตกกับ Mr.Flower ในปี 2018 โปรดติดต่อจองการร่วมทริปแต่เนิ่นๆ นะครับ คณะของเราเดินทางกันเพียง 10 คนเท่านั้น เรา
เดินทางท่องยุโรปด้วยรถไฟ และนอนที่โรงแรมกลางเมืองซึ่งใกล้กับบริเวณจัดตลาดคริสต์มาส เพราะฉะนั้นเราจึงสามารถเที่ยวชมตลาดได้อย่างจุใจ หากเกิดอาการเบื่อหรือไม่อยากเดินก็กลับไปนอนพักเอาแรง เมื่อหายเหนื่อยแล้วก็ลงไปเดินชมตลาดต่อ เราเที่ยวกันสบายๆ แบบนี้ครับ สนใจร่วมทริปโปรดติดต่อ 091-7233615

ตลาดคริสต์มาส มิวนิก เยอรมนี

ตลาดคริสต์มาส มิวนิก เยอรมนี

ตลาดคริสต์มาส ที่นูเรมเบิร์ก เยอรมนี

ตลาดคริสต์มาส ที่นูเรมเบิร์ก เยอรมนี

ตลาดคริสต์มาส ที่แฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี

ตลาดคริสต์มาส ที่แฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี

ตลาดคริสต์มาส ซาลซ์บูร์ก ออสเตรีย

ตลาดคริสต์มาส ซาลซ์บูร์ก ออสเตรีย

ตะลอนเที่ยว : เรากินนมแม่ เราจึงไม่กินเนื้อแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/309188

ตะลอนเที่ยว : เรากินนมแม่ เราจึงไม่กินเนื้อแม่

ตะลอนเที่ยว : เรากินนมแม่ เราจึงไม่กินเนื้อแม่

วันอาทิตย์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“เรากินนมแม่แล้ว ดังนั้นเราจึงไม่กินเนื้อแม่” พระพิฆเนศกล่าวไว้เช่นนี้ (อ้างอิงตามตำนานพระพิฆเนศ) แม่ที่พระพิฆเนศพูดถึงในที่นี้คือ “โค” คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความมีกตัญญุตาต่อผู้มีพระคุณ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เจริญแล้วประพฤติปฏิบัติกันโดยทั่วหน้า

ด้วยความคิดร่วมกันของผู้บริหาร-พนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้า และผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าที่เห็นชอบในการร่วมสร้างโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์เพื่อนำไปมอบให้เกษตรกรรายย่อยเลี้ยงดูจนกว่าโคกระบือที่รับบริจาคไปจะถึงอายุขัย ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินมาเป็นเวลา 3 ปีกว่าๆ

จากการร่วมสมทบทุนกันคนละเล็กละน้อย แต่ก็มีแฟนหนังสือพิมพ์แนวหน้าหลายรายที่บริจาคไถ่ชีวิตโคกระบือทั้งตัว ในที่สุดโครงการของเราได้สามารถไถ่ชีวิตโคกระบือรวม 50 ตัว และเขาเหล่านี้ก็ได้ออกลูกสืบพันธุ์มาแล้ว 8 ตัว

ทุกครั้งที่คณะของเราไปเยี่ยมโคกระบือที่บริจาคให้เกษตรกรรายย่อย เราทุกคนก็จะได้รับความอิ่มใจเป็นเครื่องตอบแทนเสมอ เมื่อเราพบว่าพวกเขามีชีวิตที่ดี ดูเขามีความสุข ยิ่งเวลาเห็นเขามีลูกน้อยอยู่คลอเคลีย ก็ยิ่งทำให้อิ่มใจมากขึ้น

จากอดีตที่พวกเขากำลังรอความตายในคอกของโรงฆ่าสัตว์ แต่วันนี้เขาสามารถเดินเล่นเละเล็มกินหญ้าได้อย่างสบายใจ เมื่อเห็นพวกเขาอารมณ์ดี มีความสุข ได้อยู่ในท้องทุ่งกว้าง ได้ลงเล่นและนอนแช่น้ำในปลัก (สำหรับฝูงโคกระบือ) ภาพเหล่านี้ทำให้คนที่รักโคและกระบือ รวมถึงรักสัตว์อื่นๆ ด้วย สามารถยิ้มได้เต็มหน้า

โคกระบือเกือบทุกตัวที่คณะของเราบริจาคคงจะมีสัมผัสวิเศษบางอย่าง เพราะเมื่อคณะของเราไปเยี่ยมพวกเขา เขาไม่มีความแตกตื่น แม้บางตัวอาจจะไม่เข้ามาหาคณะของเรา แต่เมื่อพวกเราพยายามบอกกับเขาว่า มาเยี่ยมเขานะ ขอให้เขามีความสุขมากๆ มีสุขภาพแข็งแรง และขอให้ลูกๆ ของเขาเติบโตแข็งแรง พวกเขาก็ดูเสมือนเข้าใจในสิ่งที่เราพยายามสื่อสารด้วย

มีโคและกระบือบางตัวที่เชื่องมาก และเดินเข้าหาคณะของเรา บางตัวนั้น เมื่อพวกเรายื่นมือไปแตะที่หัว เขาก็นิ่งให้เราแตะได้ตามสบาย บางตัวก็ใช้หัวถูๆ กับมือและแขนของพวกเรา ซึ่งผมเชื่อว่าเขาคงแสดงความขอบคุณที่เราทุกคนได้ร่วมกันช่วยชีวิตเขาไว้

สำหรับภาพโคกระบือที่นำมาฝากคุณๆ ในสัปดาห์นี้ คือโคกระบือที่เราบริจาคให้เกษตรที่อำเภอเดิมบางนางบวช สุพรรณบุรี เรามอบโคกระบือชุดนี้ให้เขาเมื่อสองปีก่อน มอบให้ทั้งหมด 14 ตัว บัดนี้เขามีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้น 3 ตัว ส่วนกระบืออารมณ์ดีสามตัวที่ผมนำภาพมาฝากนั้น ก็แสนจะเชื่อง พูดจารู้ภาษาคนด้วย ชอบใช้จมูกดมและไซ้มือและแขนของผู้ไปเยี่ยม ส่วนโค
ก็เชื่อง ไม่ตื่นคน เวลาคนเข้าไปใกล้ พวกเขาก็จะหยุดดูสักครู่ เมื่อมั่นใจว่าไม่มีอันตรายใดๆ กับเขา เขาก็จะยอมให้เราเดินเข้าไปใกล้และแตะต้องตัวเขาได้

สำหรับทริปไปเยี่ยมโคครั้งหน้า คงจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม ช่วงหลังวันปีใหม่ และอาจจะหลังวันตรุษจีน (หากกำหนดวันแน่นอนแล้วจะแจ้งให้ทราบผ่านคอลัมน์นี้) ส่วนวันนี้ก็ขอนำภาพที่ทีมงามของแนวหน้าเดินทางไปเก็บภาพน่ารักๆ มาฝากกับคุณๆ ผู้อ่าน ไม่ว่าคุณจะมีส่วนร่วมบริจาคหรือไม่ก็ตาม และหวังว่าเมื่อคุณได้อ่านคอลัมน์นี้แล้ว คุณคงอยากจะร่วมโครงการกับพวกเรา

สำหรับช่วงนี้ของดรับการบริจาคชั่วคราว เพราะยังหาผู้รับเลี้ยงที่เหมาะสมไม่ได้ ส่วนผู้ที่สนใจจะได้โคกระบือไปเลี้ยงดูนั้น ขอให้เป็นเกษตรรายย่อยตัวจริง หรือหากมิใช่เกษตรกรรายย่อย แต่ถ้าคุณมีที่ดิน และมีผู้เลี้ยงดูพวกเขาได้ คณะของเราก็ยินดีจะพิจารณา แต่ขอสงวนสิทธิ์ไม่มอบโคกระบือให้กับผู้ที่มีที่ดินมากมายมหาศาล ที่ประสงค์จะได้โคกระบือไปปล่อยทิ้งไว้ในที่ดินของตน โดยอ้างว่ามีหญ้าให้เขากิน แต่ไม่มีคนดูแลเลี้ยงดูเขา หากเป็นเช่นนี้แล้ว คณะของเราไม่มอบให้เด็ดขาด

โปรดอย่าลืมว่า โคกระบือเป็นสิ่งมีชีวิต เขาต้องการคนดูแล และโปรดอย่าคิดว่าคณะของเราให้ของฟรี เพราะเงินแต่ละบาทแต่ละสตางค์ที่เรารวบรวมไปไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ ล้วนมาจากการบริจาคของผู้มีจิตใจเป็นกุศลทั้งสิ้น ผู้สนใจร่วมโครงการโปรดติดต่อ 091-7233615 (กรุณาติดต่อหมายเลขนี้หลังปีใหม่นะครับ)

ตะลอนเที่ยว : อาหารติดดาว รสชาติอาหารติดใจ เสน่ห์ของเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307884

ตะลอนเที่ยว : อาหารติดดาว รสชาติอาหารติดใจ เสน่ห์ของเมืองไทย

ตะลอนเที่ยว : อาหารติดดาว รสชาติอาหารติดใจ เสน่ห์ของเมืองไทย

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

(จากขวา) ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าฯการททท., วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวฯ, กลินท์ สารสิน ประธานบอร์ดททท.,พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ, ธเนศวร์ เพ็ชรสุวรรณ รองผู้ว่าฯการททท.

อาหารที่รสชาติอร่อยหรือไม่อร่อย ใช้อะไรเป็นตัววัด แล้วใครจะเป็นผู้การันตีว่าอาหารชนิดไหนอร่อย

คำถามโลกแตกข้อนี้ยังคงเกิดขึ้นตลอดเวลา แล้วก็คงจะเกิดขึ้นไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่ลิ้นและจมูกของคนกินแต่ละรายยังมีความแตกต่างกัน

อาหารอร่อยมีองค์ประกอบมากมาย อาทิ วัตถุดิบและส่วนประกอบทุกชนิดในการทำอาหาร เครื่องปรุงรส ความสดใหม่ของวัตถุดิบ ความสะอาดของเครื่องครัว ภาชนะ สถานที่ และความสะอาดของตัวผู้ปรุง และรสมือในการปรุงอาหารของพ่อครัว-แม่ครัว (ในยุคนี้ หากจะเรียกให้หรู ต้องใช้คำว่าเชฟ) สิ่งเหล่านี้คือองค์ประกอบสำคัญในการพิจารณาตัดสินว่าอาหารหรือขนมจานไหนอร่อย แต่ในบางครั้ง เราก็อาจจะเห็นว่า อาหารอร่อยสุดๆ บางร้านนั้น บรรยากาศไม่น่ากินเอาเสียเลย เพราะแมลงวันบินขวักไขว่ในร้าน คนทำอาหารมีใบหน้ามันเยิ้ม ผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่เมื่อหลายคนได้ลิ้มรสอาหารแล้ว กลับบอกว่า อร่อยสุดๆ แถมราคาไม่แพงบ้าเลือด ก็ขอบอกไว้ ณ ตรงนี้ว่า เมืองไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ มีอาหารอร่อยสุดอร่อยให้คุณทุกคนได้เลือกกินตามรสนิยม ตามอัตภาพ ตามความพึงพอใจ และตามจำนวนเงินในกระเป๋าของแต่ละคน

(จากขวา) คุณหญิงขวัญตา เทวกุล ณ อยุธยา ผู้จัดการภาคมิชลิน,เสกสรรค์-ม.ล.อาภาวดี ไตรอุโฆษ, กานต์ ตระกูลฮุน และภรรยา

แน่นอนว่า อาหารไทย หรือหากจะเรียกให้ถูกต้องก็คือ อาหารในเมืองไทย (เพราะหลายชนิดก็ไม่ใช่อาหารไทยแท้ แต่ทว่าถูกผสมผสานดัดแปลงให้กลายเป็นอาหารไทยไปแล้ว) มีความน่าสนใจมากโดยเฉพาะรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย กลิ่นเครื่องเทศ ความหวานหอมจากผลไม้นานาชนิด ควันจากเตาถ่าน กลิ่นไหม้เกรียมแต่หอมกรุ่นที่ก้นกระทะ รวมถึงการหาของกินได้ตลอดเวลา และเกือบทุกหนแห่ง สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้เมืองไทย และกรุงเทพฯ คือสวรรค์ของนักกินจากทั่วโลก

แม่ลูกครอบครัวเทวกุล (จากซ้าย) ม.ล.อาภาวดี ไตรอุโฆษ, คุณหญิงขวัญตา เทวกุล ณ อยุธยา, ม.ล.รดีเทพ เทวกุล

ด้วยความที่เมืองไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ คือสวรรค์ของนักกินอาหารจากทั่วโลก ทำให้มิชลินต้องหันมามองอาหารของเมืองไทยด้วยสายตาแห่งความชื่นชม และเมื่อวันพุธที่ 6 ธันวาคม 2560 มิชลินก็ได้มอบดาว (1 และ 2 ดาว) ให้กับร้านอาหารในกรุงเทพฯ รวมทั้งหมด 17 ร้าน โดย 14 ร้านได้ 1 ดาว และที่เหลือได้ 3 ดาว โดยร้านที่ได้ดาวจากมิชลินในครั้งนี้มีทั้งร้านในโรงแรมหรูห้าดาว และร้านที่ตั้งอยู่ริมถนนด้วย

สำหรับร้านอาหารที่ได้ดาว 1 ดวงจากมิชลิน ได้แก่ เสน่ห์จันทร์ (อาคารสาทร) Paste (เกษรพลาซา) Nahm (โรงแรมโคโม สาทรใต้) Savelberg (โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ ถ.วิทยุ) สระบัว By KIIN KIIN (โรงแรมสยาม เคมปินสกี) Suhring (ซ.เย็นอากาศ 3) Upstairs at Mikkeller (ซ. เอกมัย 10) โบ.ลาน (ซ.สุขุมวิท 53) ชิม บาย สยาม วิสดอม (ซ.สุขุมวิท 31) Elements (โรงแรมดิโอคูระ) Kinza Sushi Ichi (ศูนย์การค้าเอราวัณ บางกอก) J’Aime by Jean-Michel Lorain (โรงแรม U สาทร) และL’Atelier De Joel Robuchon (มหานคร คิวบ์ ชั้น 5)

จิลส์ การาชง เอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย

ส่วนร้านอาหารที่ได้สองดาวคือ Gaggan (ซ.หลังสวน เพลินจิต) Le Normandie (โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล) และ Mezzaluna (ทาวเวอร์คลับ แอท เลอ บัว ชั้น 65)

ส่วนร้านอาหารอร่อยที่ตั้งอยู่ริมทางข้างถนน (สำหรับคนกระเป๋าหนักพอสมควร) เช่น ร้านเจ๊ไฝ (สี่แยกสำราญราษฎร์) ก็ยังได้รับดาวหนึ่งดวงจากมิชลินด้วย

ข้อความสำคัญที่ Mr.Flower ได้จากการพูดคุยกับตัวแทนของมิชลิน และจากททท. คือ การมอบดาวมิชลินใน ครั้งนี้ไม่ได้ต้องการให้คนกินจากทั่วโลกเห็นว่าเมืองไทยมีร้านอาหารคุณภาพที่มีราคาแพงลิบลิ่ว แต่ต้องการบอกว่าในเมืองไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มีร้านอาหารอร่อย คุณภาพดี ได้มาตรฐานโลก ส่วนสนนราคาของอาหารนั้น ขอบอกว่ากรุงเทพฯ และเมืองไทยมีให้เลือกหลากหลายมากมาย ขอบอกตรงๆ ว่าแม้อาหารริมถนนราคาจานละ 40-50 บาท ก็ยังอร่อยจนต้องกลับไปกินอีกบ่อยๆ และสิ่งสำคัญที่จัดงานนี้ขึ้นมาก็คือต้องการจะส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยให้กว้างขวางไปทั่วโลก เพราะอาหารไทย และอาหารต่างๆ ที่อยู่ในเมืองไทยมีรสชาติอร่อยมาก มากจนทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติบอกว่าในชีวิตนี้ต้องไปกินอาหารไทยในเมืองไทยให้ได้สักครั้ง

บอกตรงๆ ว่า ฟังแล้วปลื้มมาก ปลื้มแทนคนไทย แล้วก็ต้องขอย้ำว่า สำหรับร้านอร่อยอีกมากมายก่ายกองในเมืองไทยที่ยังไม่ได้ดาวมิชลินก็ไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ เพราะความอร่อยอยู่ที่คนกิน เพียงแต่ขอให้เน้นคุณภาพของอาหาร และคำนึงถึงสุขอนามัยของการปรุงอาหาร และความสะอาดภายในร้านให้ได้เท่านั้น รับรองว่าลูกค้าไปอุดหนุนกันอย่างล้นหลาม แน่นอน

อาหารติดดาว จากมิชลิน

 

Chef ระดับมิชลิน

Chef ระดับมิชลิน

ตะลอนเที่ยว : ไต้หวัน ส่วนผสมที่ลงตัวของความทันสมัย ความโบราณ และความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/306630

ตะลอนเที่ยว : ไต้หวัน ส่วนผสมที่ลงตัวของความทันสมัย ความโบราณ และความสุข

ตะลอนเที่ยว : ไต้หวัน ส่วนผสมที่ลงตัวของความทันสมัย ความโบราณ และความสุข

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เขียนเล่าเรื่องความน่าสนใจของไต้หวันมาติดต่อกัน 3 สัปดาห์แล้ว หลายคนถามว่า แล้วเมื่อไรจะบอกรายละเอียดว่าจะไปเที่ยวตรงไหน ไปเมื่อไร พักที่ไหน กินอะไร ในไต้หวัน

ถ้าเช่นนั้น วันนี้ก็ขอเล่าให้ฟังโดยสรุปว่า เราจะไปไต้หวันกันในวันที่ 9-14 มกราคม 2561 ไปกันเพียง 14 คนครับ (สรุปคือ เรานอนกันที่ไต้หวัน 4 คืนเต็ม ไม่นับการนอนบนเครื่องบิน เหมือนที่บางทัวร์ชอบนับ เช่น 7 วัน 4 คืน เพราะเป็นการนับที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ยกเว้นดูเหมือนไปหลายวัน แต่ไม่ได้เที่ยวที่ไหนเลย เพราะติดอยู่ที่สนามบินและบนเครื่องบิน) คณะของเราเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่เน้นการเที่ยวแบบละมุนละไม ไม่เร่งไม่ร้อน ไม่รีบไม่รน เน้นกินอาหารอร่อย สะอาด ไม่มีเนื้อสัตว์ใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่กินมังสวิรัติ และที่เน้นมากที่สุดก็คือนอนสบาย ในโรงแรมใจกลางเมือง ไม่มีการต้องตื่นตีห้า แล้วรีบลากกระเป๋าย้ายโรงแรมทุกเช้า ราวกับหนีเจ้าหนี้ แล้วก็ไม่กลับเข้าโรงแรมดึกดื่น ทำให้นอนได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง จนไม่สามารถรู้ว่าโรงแรมมีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรให้บ้าง

แล้วที่สำคัญคือ เราเน้นการเที่ยวชมพิพิธภัณฑสถานแห่งไต้หวัน (กู้กง) เพราะที่นี่มีโบราณวัตถุที่ประมาณราคามิได้จำนวนประมาณ 7 แสนชิ้น (แต่รับรองว่าไม่เคยได้ชมครบหมดทุกชิ้น ไม่ว่าจะไปเที่ยวชมที่นี้กี่สิบครั้งก็ตาม เพราะไม่มีเวลาชมนานพอ แล้วเขาก็ไม่ได้นำออกแสดงทุกชิ้น แต่จะจัดแสดงแบบหมุนเวียน โดยจะคงชิ้นที่สำคัญที่สุดไว้ตลอดเวลา) ซึ่งผู้นำไต้หวันนำโบราณวัตถุเหล่านี้ออกมาจากพระราชวังต้องห้ามจากกรุงปักกิ่ง ของประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อครั้งเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ส่วนถามว่านอนที่ไหนบ้าง ตอบว่านอนคืนแรกที่โรงแรม W Taipei ศูนย์กลางย่านเศรษฐกิจสำคัญของไต้หวัน อยู่เกือบติดกับตึกไทเป 101 ซึ่งเคยเป็นตึกที่สูงที่สุดของโลกมาก่อน ส่วนอีกสามคืนจากนั้น เราจะไปนอนที่โรงแรมหกดาว ที่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ (ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของไทเป) ซึ่งมีออนเซนธรรมชาติไว้บริการ

สำหรับอาหารการกินก็จะเป็นแบบ clean and green ไม่มีเนื้อสัตว์ใหญ่ ไม่มีเนื้อวัวและเนื้อหมู แต่จะเน้นอาหารทะเล ผักสด และผลไม้

ส่วนวันสุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพฯ เราก็จะใช้เวลาประมาณครึ่งวันอยู่ในเมือง โดยจะพาไปดูแหล่งช็อปปิ้งชื่อดังของไทเป (พาดูเท่านั้นครับ ไม่มีการบังคับซื้อ เพราะทัวร์นี้ไม่ใช้วิธีหากินกับสมาชิกด้วยการบังคับซื้อเพื่อหาค่าน้ำ)

พูดแบบชัดๆ คือ ทัวร์นี้เน้นการเที่ยวที่ทำให้คุณๆ ได้เห็นความเป็นไต้หวันให้มากที่สุด ไม่เน้นการเที่ยวแบบนั่งรถนานๆ แต่ไม่ได้สัมผัสสาระของแหล่งท่องเที่ยวอย่างลึกซึ้ง (ซึ่งหลายคนเรียกว่าทัวร์แบบดมๆ) แล้วที่สำคัญคือเน้นการกินดี อยู่ดี ไม่เร่งรีบเหมือนทัวร์หนีไฟ ที่เน้นการพาสมาชิกไปซื้อของ (คุณภาพแย่ๆ) เพื่อหวังได้แค่ค่าน้ำ

หลายคนอาจถามว่าแล้วตั้งราคาไว้เท่าไร คำตอบคือ ไม่แพงครับ แต่ยังตอบในขณะนี้ไม่ได้ เพราะกำลังรอราคาสุดท้ายจากโรงแรม และกำลังรอราคาตั๋วเครื่องบินชั้น Premium Economy จาก EVA Air แต่รับรองว่าไม่แพงแบบไร้เหตุผลแน่นอนครับ เพราะผู้จัดคือหนังสือพิมพ์แนวหน้าไม่ได้เน้นหากำไรจากการทำทัวร์ครั้งนี้ แต่เป็นการตอบแทนที่สมาชิกแนวหน้า และผู้ติดตามคอลัมน์นี้มีจิตกุศลร่วมกันไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์แล้วนำไปมอบให้เกษตรกรเลี้ยงดู และผู้ร่วมโครงการทำหมันสุนัขและแมวจัดจรโดยไม่คิดค่าบริการ ที่แนวหน้าร่วมกับกลุ่มอาจารย์และนิสิตจำนวนหนึ่งจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดังนั้นการเที่ยวครั้งนี้จึงเป็นแบบหารเฉลี่ยค่าใช้จ่ายด้วยกัน ไม่เน้นการหากำไร แต่เน้นให้คุณ ๆ ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้กับโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือ และทำหมันสุนัข-แมวจรจัด

สนใจโปรดติดต่อ 09-17233615 ด่วนครับ แล้วพบกันครับ

ลิ้มรสอาหารอร่อย

 

 

หลากมุม หลายบรรยากาศ ในไต้หวัน

หลากมุม หลายบรรยากาศ ในไต้หวัน

หนึ่งใน 7 แสนชิ้น ของโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์กู้กง

หนึ่งใน 7 แสนชิ้น ของโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์กู้กง

ตะลอนเที่ยว : กิน อยู่ เที่ยว แบบ Clean & Green ที่ไต้หวัน (ตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/305263

ตะลอนเที่ยว : กิน อยู่ เที่ยว แบบ Clean & Green ที่ไต้หวัน (ตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ)

ตะลอนเที่ยว : กิน อยู่ เที่ยว แบบ Clean & Green ที่ไต้หวัน (ตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ)

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บ่อออนเซนส่วนตัวในห้องโรงแรมหยางหมิงซาน เทียน หลาย ไทเป

มีข้อมูลเชิงวิชาการระบุว่า คนไต้หวัน (ซึ่งคนไต้หวันไม่ชอบให้เรียกเขาว่าคนจีน) มีอายุเฉลี่ย 80 ปี (อ้างอิงจาก Radio Taiwan International) สาเหตุที่ทำให้คนไต้หวันมีอายุค่อนข้างยืนเมื่อเทียบกับคนชาติอื่นๆ ในเอเชีย (ยกเว้นคนญี่ปุ่น) ก็เพราะว่ามีคุณภาพชีวิตที่ดี กินดี อยู่ดี มีสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่สะอาดบริสุทธิ์ และมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เจริญก้าวหน้าทันสมัย

ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่เมื่อเวลาไปเที่ยวไต้หวัน โดยเฉพาะเมื่อออกไปในเขตนอกเมือง เช่นทางตอนเหนือของไต้หวัน ซึ่งเป็นเขตป่าเขาที่อุดมไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย เหล่าสรรพสัตว์ น้ำตกน้อยใหญ่ และทะเล แล้วเราจะพบเห็นว่ามีผู้สูงอายุของไต้หวันเดินขึ้นเขากันแบบชนิดที่เรียกได้ว่า “ตัวปลิว” เพราะแม้อายุอายุเกือบจะ 80 ปี แล้วก็ตาม แต่ผู้สูงอายุเหล่านั้นก็ยังเดินขึ้นเนินเขา เพื่อออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน แถมยังมีการพบปะสังสรรค์กับหมู่เพื่อนฝูง อันทำให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีต่อกันอีกด้วย

นอกจากนั้น ในเขตทางตอนเหนือ และทางตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวัน ยังอุดมไปด้วยแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติชนิดน้ำแร่ร้อน ที่เหมาะสำหรับการนอนแช่แบบออนเซน แถมสภาพของบ้านเรือน และสภาพแวดล้อมก็ยังดูละม้ายคล้ายคลึงกับบ้านและสิ่งแวดล้อมของชาวญี่ปุ่นในชนบทเป็นอย่างมาก ดังนั้นหลายคนที่ไปเที่ยวในเขตตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวันจึงหลงใหลกับการได้ลงแช่ออนเซนเป็นอย่างมาก ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นออนเซนแบบญี่ปุ่นโดยแท้ เพราะเวลาลงแช่นั้น ร่างกายต้องเปลือยเปล่าร้อยเปอร์เซนต์ แต่บ่อออนเซนแยกเป็นบ่อของชายและหญิง (เมืองที่ผู้คนนิยมไปแช่ออนเซนมีหลายเมือง แต่ที่ขึ้นชื่อมากๆ ก็คือเมืองเป่ยโถว ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากไทเปมากนัก นั่งรถยนต์ไปเพียง 40 นาทีก็ถึงแล้ว)

นอกจากแช่ออนเซนแล้ว ผมก็ขับรถต่อไปเพื่อไปปีนภูเขาขึ้นไปดูปากปล่องภูเขาไฟเสี่ยวโหย่วคัง ซึ่งยังคงพ่นควันบางๆ ออกจากปากปล่อยตลอดเวลา แถมในบริเวณใกล้ปากปล่องก็ยังมีความร้อนจากใต้พิภพปรากฏให้เห็น เช่น บ่อน้ำร้อนที่ยังคงเดือด และแอ่งดินที่ยังคงร้อนจนควันลอยขึ้นตลอดเวลา ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของบริเวณนี้คือ ได้ออกกำลังกายด้วยการเดินแล้วได้สูดอากาศบริสุทธิ์ เพราะอยู่บนยอดเขาที่มีลมสะอาดพัดเวียนอยู่ตลอดเวลา บางคนอาจสงสัยว่าไม่มีกลิ่นกำมะถันหรือก๊าซอื่นๆ ผสมด้วยหรือ ก็ต้องตอบว่ามีบ้าง แต่ได้กลิ่นน้อยมาก ส่วนบางคนถามว่าไม่กลัวภูเขาไฟระเบิดหรือ ก็ต้องบอกว่า ไม่กลัว เพราะเขามีการ monitor การไหวตัวของเปลือกโลกอยู่ตลอดเวลา

นอกจากการเดินเที่ยว ขึ้นเขาลงห้วย ดูปากปล่องภูเขาไฟ แล้วก็ยังไปดูน้ำตก ดูทะเล (จากมุมสูง) ดูนก ดูผีเสื้อ ดูต้นไม้แล้ว ผมก็ได้กินอาหารอร่อยแบบ Clean & Green โดยเลือกเฉพาะอาหารทะเลเป็นหลัก ซึ่งรูปลักษณ์ของการจัดอาหารก็ดูละม้ายคล้ายกับแบบของญี่ปุ่นมาก ซึ่งถ้าหากนำเสนอแค่เพียงรูป แล้วไม่บอกว่าถ่ายจากที่แห่งใด ผู้ชมภาพก็อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าถ่ายจากญี่ปุ่นได้ (ซึ่งก็ไม่ประหลาด เพราะญี่ปุ่นเข้าไปมีอิทธิพลเหนือไต้หวันในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อยู่ระยะเวลาหนึ่ง)

หลายคนอาจจะถามว่าไปไต้หวันแล้วทำไมกินอาหารแบบญี่ปุ่น ทำไมไม่กินอาหารไต้หวัน ก็ต้องบอกว่า กินด้วยครับ โดยขึ้นไปกินอาหารไต้หวันสไตล์ญี่ปุ่นบนตึกไทเป 101 (ตึกที่สูงที่สุดของไต้หวัน) แล้วก็ยังไปกินอาหารไต้หวันแบบไต้หวันแท้ๆ ตามร้านอาหารซึ่งตั้งอยู่ในชุมชน ซึ่งบางคนอาจเรียกว่าร้านริมถนน แต่รสชาติถูกปากมาก แม้บางอย่างอาจจะไม่เผ็ดจัดจ้านเท่าอาหารรสชาติแบบไทย แต่เราก็มีพริกขี้หนูไว้เพิ่มความเผ็ดด้วย แถมบางโรงแรมยังมีน้ำจิ้มแจ่วไว้บริการอีกด้วย แซ่บ! หลายเด้อ ครับ

เขียนเรื่องอาหารมากไปนิดหนึ่ง พื้นที่สำหรับเขียนบรรยายก็หมดเสียแล้ว จึงยังไม่ได้พูดถึงการพาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งจูหมิง และหมู่บ้านแสดงงานศิลปวัฒนธรรมอี้หลาน แต่ชมภาพไปก่อนนะครับ ส่วนคำถามที่ว่าแล้วจะได้นอนในไทเป และได้เที่ยวในไทเปด้วยไหม รับรองว่าได้นอนและได้เที่ยว แน่นอนครับ

สำหรับทริปเที่ยวไต้หวันแบบ Clean & Green กับแนวหน้า by Mr.Flower จะเกิดขึ้นในวันที่ 9-14 มกราคม (นอนที่ไต้หวัน 4 คืนเต็ม ไม่นับการนอนบนเครื่องบินเหมือนทัวร์อื่นๆ ที่ชอบนับกันจัง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะนับไปเพื่ออะไร) ทัวร์กับ Mr.Flower เน้นเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ ไม่เกิน 14 คน ไม่เที่ยวแบบเร่งร้อนเพียงแค่ดมๆ แต่ไม่ได้สาระอะไรเลย ไม่ต้องเก็บกระเป๋าย้ายโรงแรมทุกวัน ไม่เน้นตื่นเช้า กลับดึก แต่เน้นเที่ยวแบบอ่อนละไมนุ่มละมุน กินดี นอนดี เที่ยวกับกลุ่มคนน่ารัก อัธยาศัยดี ถ้าหากคุณสนใจไปเที่ยวละไมกับเรา โปรดติดต่อ 09-1723-3615

กินดี สุขภาพดี

กินดี สุขภาพดี

ปากปล่องภูเขาไฟเสี่ยวโหย่วคัง

ปากปล่องภูเขาไฟเสี่ยวโหย่วคัง

หมู่บ้านแสดงงานศิลปวัฒนธรรมอี้หลาน

หมู่บ้านแสดงงานศิลปวัฒนธรรมอี้หลาน

ตะลอนเที่ยว : ไต้หวัน : หลากหลายรูปลักษณ์ สารพันสีสัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303972

ตะลอนเที่ยว : ไต้หวัน : หลากหลายรูปลักษณ์ สารพันสีสัน

ตะลอนเที่ยว : ไต้หวัน : หลากหลายรูปลักษณ์ สารพันสีสัน

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“ไปเที่ยวไต้หวัน กันไหม”

“ไปไต้หวันเหรอ มีอะไรให้เที่ยว ไม่เห็นจะมีใครไปเลย ห้องน้ำน่ากลัวเหมือนในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ไหม”

คำตอบนี้อาจจะออกมาจากคนที่ไม่รู้จักไต้หวันดีมากพอ แต่สำหรับคนที่รู้จักไต้หวันมากพอประมาณ และเคยสัมผัสไต้หวันมาบ้างแล้ว จะรู้ว่าไต้หวันมีความน่าสนใจมากมาย

สำหรับคนที่รู้เรื่องการเมืองระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจระหว่างประเทศมาบ้างพอประมาณ ก็จะรู้ดีว่า ไต้หวันเป็นเมืองที่เศรษฐกิจดีติดอันดับโลกมานานแสนนาน และเป็นเมืองที่มีอัตราการออมของผู้คนสูงติดอันดับโลกมาหลายทศวรรษ และเป็นเมืองที่มีร้านค้าแบบเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเป็นกิจการส่วนตัวของประชาชนกระจายอยู่เต็มไปหมด แต่ทว่าร้านค้าเล็กๆ ในไต้หวัน โดยเฉพาะในกรุงไทเปนั้น มีเสน่ห์ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก มีผู้ยกย่องว่าคนไต้หวันจำนวนไม่น้อยเป็นคนอารมณ์สุนทรีย์ รักศิลปะ รักธรรมชาติ และรักเสียงดนตรี แถมยังมีความเป็นศิลปินอีกด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อได้เข้าไปดูในร้านเล็กร้านน้อยที่กระจายอยู่ตามถนนหนทางทั่วไปในกรุงไทเป แล้วจะพบว่าสิ่งที่พูดมาทั้งหมดนั้นเป็นความจริง

พูดมาถึงตรงนี้ ก็ต้องถามคุณอีกครั้งหนึ่งว่า “ไปเที่ยวไต้หวันกันไหม”

คุณสามารถเลือกเที่ยวไต้หวันแบบหลากหลายรูปแบบ ทั้งเที่ยวเพื่อตระเวนกินอาหารอร่อย ทั้งกินแบบริมถนน หรือเลือกกินแบบหรูหราห้า-หกดาว หรือจะเลือกไปนอนแช่ออนเซนแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ในแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ ที่แวดล้อมไปด้วยขุนเขา โขดหิน และต้นไม้นานาพันธุ์ (หมายความว่าแช่โดยไม่ต้องมีอะไรห่อหุ้มร่างกายแม้แต่ชิ้นเดียว) เดินเขา ล่องแพ ดูนก ดูผีเสื้อ ดูน้ำตก ดูปล่องภูเขาไฟที่ยังคงพ่นควันขาวๆ บางๆ ออกมาตลอดเวลา หรือไปนั่งวิปัสสนากรรมฐาน หรือเข้าไปชมความมหัศจรรย์ของโบราณวัตถุซึ่งบางชิ้นมีอายุมากกว่า 1 หมื่นปี ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงไทเป หรือเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ในเมืองต่างๆ หรืออาจไปเที่ยวชมศูนย์ศิลปวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน และตามดูแหล่งประวัติศาสตร์การเมืองที่เกี่ยวข้องกับเจียง ไค เช็ก ผู้สถาปนาไต้หวันขึ้นเป็นประเทศ ส่วนคนที่สนใจการช็อปปิ้ง หรือสนใจด้านเทคโนโลยีก็มีที่ให้ไปเยี่ยมชมอีกมากมาย

จะอย่างไรก็ตาม เมื่อไปถึงกรุงไทเปแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกสำหรับคนที่รักงานศิลปะ และสนใจโบราณวัตถุ (แต่ต่อให้ไม่สนใจก็ควรจะต้องไปดูให้ได้) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงไทเป หรือ National Palace Museum ซึ่งเรียกว่าพระราชวังต้องห้าม บางคนเรียกว่า กู่กงไทเป ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีโบราณวัตถุมากมายถึง 7 แสนชิ้น โดยโบราณวัตถุทั้งหมดนี้ถูกนำมาจากพระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่ง ในยุคที่เจียง ไค เช็ก อพยพผู้คนออกจากจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อ ค.ศ.1949 หลังพ่ายแพ้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของจีนแผ่นดินใหญ่ แต่เป็นการอพยพไปพร้อมกับโบราณวัตถุล้ำค่าจากจีนแผ่นดินใหญ่

ผู้เขียนของบอกตามตรงว่า ไปชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่เคยชมได้หมดทุกห้องแม้แต่ครั้งเดียว แต่ทุกครั้งที่ไปก็ต้องไปชมหยกที่แกะสลักเป็นต้นผักกาดขาวซึ่งมีตั๊กแตนเกาะอยู่บนใบผัก และหยกย้อมสีที่แกะสลักเป็นชิ้นหมูสามชั้นต้มพะโล้ บอกได้คำเดียวว่า สุดบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ เพราะทึ่งในความอุตสาหะและความสามารถของผู้แกะสลัก

สถานที่อีกหนึ่งแห่งซึ่งอยากพาคุณไปชมคืออุทยานแห่งชาติหยางหมิงซัน โดยมุ่งหน้าไปชมหยางหมิงซูอู บ้านพักในช่วงฤดูร้อนของเจียง ไค เช็ก และมาดามซ่ง เหม่ย หลิง นอกจากที่แห่งนี้จะเป็นที่พักในหน้าร้อนแล้ว ยังเป็นสถานที่ต้อนรับอาคันตุกะของผู้นำไต้หวันและมาดามซ่งอีกด้วย คฤหาสน์หลังนี้ไม่ใหญ่โตมากนัก เป็นอาคารสองชั้น แต่มีชั้นใต้ดินซึ่งเป็นห้องนิรภัยเพื่อใช้หลบระเบิด แต่ที่น่าสนใจคือคฤหาสน์นี้จะแวดล้อมไปด้วยอุทยานแสนสวย

และอีกสถานที่หนึ่งที่ขอพาคุณไปเที่ยวชมคือสถานปฏิบัติธรรม ณ ภูเขาหลิงจิว ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวัน ตั้งอยู่บนภูเขา มีรูปปั้นของเจ้าแม่กวนอิม และมีหอวิปัสสนากรรมฐาน แต่ที่น่าสนใจคือ ณ ที่แห่งนี้มีพระพุทธรูปปางสมาธิซึ่งสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระสังฆราชองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่พระราชทานให้กับสถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ เพื่อเป็นเครื่องช่วยบำรุงขวัญกับผู้ที่ประสบภัยจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกว่า ธรรมะจะรักษาให้มนุษย์ประสบแต่ความสงบ แม้จะมีภัยอันตรายร้ายแรงใดเกิดขึ้นก็ตาม

วันนี้ขอพาคุณไปเที่ยวไต้หวันเพียง 3 แห่งก่อน วันหน้าจะพาคุณไปเที่ยวที่อื่นๆ อีก โดยเฉพาะแหล่งออนเซนธรรมชาติ และจะพาคุณไปกินอาหารรสชาติแสนอร่อยบนตึกไทเป 101 ด้วย แต่หากคุณสนใจจะไปสัมผัสไต้หวันในมุมมองที่หลากหลายกับ Mr.Flower โปรดติดต่อที่ 091-7233615 เราจะไปเที่ยวไต้หวันด้วยกัน และเหมือนเดิมกับการเที่ยวสไตล์ Mr.Flower คือ กินดี นอนดี ไม่ต้องย้ายโรงแรมทุกวัน เที่ยวแบบเจาะลึก ไม่นิยมการรีบร้อนเที่ยว แต่เน้นเที่ยวแบบยิ้มละไม สบายๆ

ขอบคุณ ดร. ถง เจิ้น หยวน ผู้แทนรัฐบาลไต้หวัน สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไต้หวัน ประจำประเทศไทย และสายการบิน EVA AIR

ตะลอนเที่ยว : สีสัน รสชาติ อาหารไทย (แท้ๆ) บนโลกใบนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/302567

ตะลอนเที่ยว : สีสัน รสชาติ อาหารไทย (แท้ๆ) บนโลกใบนี้

ตะลอนเที่ยว : สีสัน รสชาติ อาหารไทย (แท้ๆ) บนโลกใบนี้

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“การกินอาหารของชนชาติใดๆ คือการได้สัมผัสความเป็นตัวตนของคนชนชาตินั้นๆ” นักท่องเที่ยวตัวจริงเกือบทุกคนเชื่อเช่นนั้น

อาหารถูกใช้เป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ของมนุษย์บนโลกใบนี้ด้วย เพราะอาหารที่แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นถิ่น คือเครื่องเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่มาจากท้องถิ่นและวัฒนธรรมที่ต่างกัน

หลายต่อหลายคนเชื่อว่า อาหารของชนชาติ คือตัวสะท้อนวัฒนธรรม ด้านความเป็นอยู่ และการกินของคนแต่ละชนชาติ เพราะอาหารคือตัวบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า ในชุมชนนั้นๆ มีเครื่องประกอบเป็นอาหารอะไรบ้าง อาทิ เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ เครื่องเทศ และมีเครื่องปรุงรสอาหารคืออะไรบ้าง แต่ที่สำคัญคือ ยังมีเสน่ห์ของการทำอาหารที่แตกต่างหลากหลายกันไปตามแต่ละพื้นถิ่น เป็นตัวบ่งบอกเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนั้นๆ

แต่สำหรับในโลกยุคใหม่ อาหารคือแหล่งรายได้สำคัญอีกตัวหนึ่ง ที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้กับประเทศเจ้าของต้นตำรับอาหารได้อย่างมีนัยสำคัญ

ด้วยเหตุนี้เอง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงได้ใช้กลยุทธ์การตลาดด้านอาหารไทยแท้ๆ เป็นตัวเสริมการท่องเที่ยวของไทย เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนไม่น้อยชื่นชอบอาหารไทยอย่างมากจนเกินบรรยาย

นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนไม่น้อยบอกว่า เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่เลือกไปเที่ยวประเทศไทยก็เพราะติดใจในรสชาติอาหารไทย และหลายคนก็บอกตรงกันว่า อาหารในประเทศไทยมีให้เลือกหลากหลายทั้งรสชาติ รูปแบบ สถานที่จำหน่ายและราคา หรือพูดแบบง่ายๆ เพื่อให้เข้าใจตรงกันก็คือ ในเมืองไทยนั้นมีอาหารไทยให้เลือกกินได้ตั้งแต่อาหารริมถนน จนถึงอาหารหรูระดับเลิศหรูอลังการ

นอกจากอาหารไทยในประเทศไทยจะเป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้แล้ว อาหารไทยในต่างแดนก็ยังเป็นตัวช่วยโฆษณาความน่าสนใจของประเทศไทยได้อย่างสำคัญ

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตระหนักดีถึงอิทธิพลของอาหารไทยในสายตาและการรับรู้ของชาวต่างชาติ ดังนั้นจึงชูอาหารไทยที่ได้มาตรฐานทั้งด้านรสชาติ คุณภาพ ความสะอาด และรูปลักษณ์การนำเสนอที่มาพร้อมกับเรื่องราวที่น่าสนใจของตัวอาหารให้เป็นที่รับรู้ของชาวโลก และต้องการจะบอกกับชาวโลกว่า ที่ประเทศไทยมีอาหารคุณภาพดีให้ทุกคนได้ลิ้มรส และทุกคนสามารถเลือกกินอาหารไทยได้ตามความต้องการ และตามกำลังซื้อ

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า อาหารไทยแบบไทยแท้ๆ (ถึงแม้รสชาติจะยังไม่จัดจ้านเทียบเท่ากับอาหารไทยในประเทศไทยก็ตาม) ได้รับความนิยมอย่างมากมายในสหราชอาณาจักร เพราะเมื่อดูจากจำนวนร้านอาหารไทยที่เปิดอย่างมากมายในสหราชอาณาจักรแล้ว ก็คงจะเป็นเครื่องยืนยันได้เบื้องต้นว่า อาหารไทยเป็นที่ถูกปากและชื่นชอบของกลุ่มคนในประเทศนี้เป็นอย่างดี

ร้านอาหารไทยบางร้านมีที่นั่งสำหรับลูกค้ามากถึง 500 ที่ การจะเข้าไปกินอาหารไทยในร้านที่ดังๆ และมีคุณภาพจะต้องจองล่วงหน้าก่อน เพราะการเดินเข้าไปในร้านโดยไม่จองที่ อาจทำให้ไม่มีที่นั่ง

นอกจากนี้ Pub ชื่อดังในกรุงลอนดอน อย่างเช่น The Churchill Arms ก็กลายเป็นแหล่งสำหรับรับประทานอาหารไทยที่ขึ้นชื่อไปเรียบร้อยแล้ว หรืออย่างร้านชื่อ KILN ในกรุงลอนดอน ที่ทำอาหารไทยโดยใช้เตาอั้งโล่ หรือเตาถ่านที่นำเข้าจากประเทศไทย โดยทำครัวเปิดโชว์ไว้กลางร้าน เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสด้วยตาว่าเตาถ่านของไทยนั้นนอกจากจะปรุงอาหารได้อร่อยแล้ว ยังให้ความอบอุ่นกับผู้เข้าไปกินอาหารได้อีกด้วย หรืออย่างเช่นร้านอาหารไทยชื่อ เจ้าพระยา ในกรุงเอดินเบอระ สกอตแลนด์ ก็เป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก เพราะสามารถคงรสชาติของอาหารไทยไว้ได้อย่างน่าประทับใจ

เพราะฉะนั้นคงจะไม่เกินเลยไป หากจะบอกว่าอาหารไทยคือทูตสันถวไมตรีตัวสำคัญของความเป็นไทยที่สามารถเชื่อมต่อและบอกเล่าเรื่องราวของความเป็นไทยด้านอาหารการกินกับนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

ขอเพียงอย่างเดียวคือ คนทำอาหารไทยต้องใส่ใจกับคุณภาพของอาหาร รสชาติ ความสะอาด และถ้าหากสามารถบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของอาหารไทยให้กับนักท่องเที่ยวได้รับรู้ด้วยแล้ว ก็จะยิ่งเพิ่มมนต์เสน่ห์ของอาหารไทย และมนต์เสน่ห์ของเมืองไทยให้กับนักท่องเที่ยวได้อย่างน่าประทับใจ

ตะลอนเที่ยว : วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร และสุสานหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/301151

ตะลอนเที่ยว : วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร และสุสานหลวง

ตะลอนเที่ยว : วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร และสุสานหลวง

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร วัดประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นับเป็นวัดสุดท้ายที่มีการสร้างวัดประจำรัชกาลตามแบบโบราณราชประเพณี

วัดราชบพิธฯ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2412 โดยมีพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ และเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (ม.ร.ว.ปุ้ม มาลากุล) ทรงเป็นและเป็นผู้อำนวยการก่อสร้าง ลักษณะเด่นของพระอารามหลวงแห่งนี้คือการผสมผสานกันระหว่างสถาปัตยกรรมไทยและตะวันตก (ยุโรป) โดยภายนอกเป็นสถาปัตยกรรมไทย ส่วนภายในพระอุโบสถออกแบบและตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมยุโรป พระพุทธรูปประธานในพระอุโบสถมีนามว่า พระพุทธอังคีรส หล่อขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทำด้วยกระไหล่ทองคำหนัก 80 บาท ซึ่งเป็นทองคำที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงใช้เมื่อทรงพระเยาว์ แต่เดิมนั้น รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำริจะอัญเชิญพระพุทธอังคีรสไปประดิษฐาน ณ พระปฐมเจดีย์ แต่สิ้นรัชกาลก่อน ดังนั้นรัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญไปประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดราชบพิธฯ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2415

ที่ฐานบัลลังก์พระประธานบรรจุพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระราชสรีรางคารสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 และ พระอัฐิสมเด็จพระศรีสุลาไลย และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าละม่อม กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร

วัดราชบพิธฯ คือที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อัมมพโร)

และพระอารามหลวงแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของสุสานหลวงแห่งจุฬาลงกรณราชสันตติวงศ์ อันเป็นเขตเฉพาะที่นับเนื่องด้วยราชสกุลและสายสัมพันธ์แห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สุสานหลวงแห่งนี้ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นด้วยมีพระราชประสงค์ให้ผู้ที่ทรงรักใคร่ห่วงใยใกล้ชิด คือ พระมเหสี พระบรมราชเทวี พระราชเทวี เจ้าจอมมารดา พระราชโอรส พระราชธิดา และพระประยูรญาติได้ทรงอยู่ร่วมกันหลังจากสวรรคต ทิวงคต สิ้นพระชนม์แล้ว โดยทั่วไปจะสร้างพระอนุสาวรีย์ของพระมเหสีและเจ้าจอมมารดาก่อนเพื่อให้พระราชโอรส พระราชธิดาที่ทิวงคต และสิ้นพระชนม์แล้วได้อยู่ร่วมกับพระราชชนนี และพระราชมารดา ซึ่งเปรียบเสมือนได้ทรงอยู่ในบ้านของแม่ เว้นแต่ในกรณีที่พระราชโอรสและพระราชธิดาทิวงคต สิ้นพระชนม์ก่อน ก็จะสร้างพระอนุสาวรีย์ของพระองค์นั้นๆ ไปก่อน

พระอนุสาวรีย์ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในสุสานหลวง เพื่อบรรจุพระอัฐิ และพระสรีรางคารจะมีรูปแบบสถาปัตยกรรมต่างๆ กัน เช่น พระเจดีย์ พระปรางค์ พระวิหาร ซึ่งมีทั้งแบบไทยแท้ แบบโกธิค (ยุโรป) และแบบขอม พระอนุสาวรีย์สำคัญในสุสานหลวงคือ เจดีย์สี่องค์โดยองค์หนึ่งมีสีทอง พระอนุสาวรีย์นี้มีพระนามว่า สุนันทานุสาวรีย์ รังษีวัฒนา เสาวภาประดิษฐาน สุขุมาลนฤมิตร์ นอกจากนี้ยังมีพระอนุสาวรีย์อื่นๆ อาทิ ของเจ้าจอมมารดาแส สร้างแบบโกธิค พระอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรองค์อรรคยุพา สร้างทรงพระปรางค์ พระอนุสาวรีย์พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏปิยมหาราชปดิวรัดา เป็นแบบพระปรางค์สามยอดแบบลพบุรี พระอนุสาวรีย์พระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระอนุสาวรีย์เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าคุณจอมมารดาแพ) เป็นต้น

สุสานหลวงมีพระอนุสาวรีย์ทั้งหมด 34 องค์ สุสานหลวงแห่งนี้เปิดให้ประชาชนเข้าถวายพระสักการะได้ แต่ขอให้แต่งกายสุภาพ และแสดงกิริยาสุภาพเมื่อเข้าในเขตสุสานหลวง

วัดราชพิพิธฯ ตั้งอยู่ใกล้กับกระทรวงมหาดไทย ถนนเฟื่องนคร เขตพระนคร กรุงเทพฯ

ตะลอนเที่ยว : กราบถวายบังคม‘พ่อ’ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/299888

ตะลอนเที่ยว : กราบถวายบังคม‘พ่อ’ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

ตะลอนเที่ยว : กราบถวายบังคม‘พ่อ’ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.


ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอัญเชิญพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปยังพระเมรุมาศ ณ ทุ่งพระเมรุ สนามหลวง


สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอัญเชิญพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอัญเชิญพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร


พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ทรงร่วมพระดำเนินในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศขบวนพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมศพ


พระเมรุมาศ ณ ทุ่งพระเมรุ สนามหลวง


สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร นั่งพระเสลี่ยงกลีบบัว อ่านพระอภิธรรมนำในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ


ทหารปืนใหญ่ยิงปืนใหญ่สลุต 21 นัด เพื่อถวายพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

คนไทยโชคดี เพราะมี “พ่อ”

“พ่อ” ผู้ทรงสานก่อ ความสุขศรี

“พ่อ” ทรงทำทุกอย่างเพื่อลูกนี้

เพราะ “พ่อ” หวังให้ลูกมีความสุขใจ

สองพระบาท “พ่อ” เสด็จไปในทุกที่

เพราะ “พ่อ” มีความฝันอันผ่องใส

“พ่อ” บุกป่าฝ่าเขา ลำเนาไพร

“พ่อ” เสด็จไปใกล้ ลูกไทยทุกคน

“พ่อ” ทรงเหนื่อย เพื่อให้ลูกได้อยู่สุข

แห่งไหนทุกข์ “พ่อ” เสด็จไปทุกหน

เหงื่อ “พ่อ” อาบหลั่งไหลในใจชน

ยิ้มของ “พ่อ” หล่อกมล คนทุกแดน

เจ็ดสิบปี “พ่อ” พระองค์นี้มีแต่ให้

“พ่อ” รักลูกปวงไทย อย่างเหลือแสน

ลูกของ “พ่อ” ทั่วไทยในทุกแคว้น

ถวายรัก “พ่อ” ตอบแทน ทั้งแผ่นดิน

แม้ยามนี้ลูกไทย จะไร้ “พ่อ”

แต่ลูกไทยยังรัก “พ่อ” ไม่สูญสิ้น

กราบถวายบังคม “พ่อ” น้ำตาคลอ ไหลริน

ขอตั้งจินตน์ เป็นลูก “พ่อ” ต่อทุกกาล

ตะลอนเที่ยว : พระเสด็จสู่ทิพยสถานวิมานแมน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/298777

ตะลอนเที่ยว : พระเสด็จสู่ทิพยสถานวิมานแมน

ตะลอนเที่ยว : พระเสด็จสู่ทิพยสถานวิมานแมน

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ในยามนี้ เมื่อมองไปทิศทางใดบนถนนราชดำเนินใน โดยเฉพาะในบริเวณที่ใกล้กับทุ่งพระเมรุ ก็จะพบว่าใบหน้าของพสกนิกรไทยล้วนอาบนองไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความจงรักภักดี และความอาลัยรักอย่างสุดที่จะหาถ้อยคำใดมาพรรณนาได้

น้ำตาแห่งความภักดีของพสกนิกรหลั่งรินออกมาเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย

ทุกยามที่พสกนิกรมองเห็นพระเมรุมาศทรงบุษบก ซึ่งเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ อันเป็นแกนกลางของจักรวาลตามคติไตรภูมิที่ว่าไว้ในคัมภีร์พุทธศาสนา ทุกครั้งที่เห็นพระเมรุมาศ หัวใจของพสกนิกรก็ราวจะแตกสลายลงโดยพลัน ยิ่งมองเห็น น้ำตาก็ยิ่งไหล แม้ทุกคนจะรู้ดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 จะเสด็จสู่สรวงสวรรค์ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถหักห้ามความอาลัย และความจงรักภักดีที่มีต่อพระองค์ได้ แม้แต่น้อย

น้ำตาไทย หลั่งรินไหลร่วง ส่งเสด็จ พระสู่สรวงวิมานแมน

วิปโยคสุดโศก ทั่วทั้งแดน หนาวยะเยือก ไปทั่วแคว้นปฐพี

พระทรงธรรม เสด็จกลับสรวงสวรรค์ ดั่งตะวัน ลับหล้า สิ้นสุริย์ศรี

ใจจะขาด ก้มกราบบาท พระภูมี ปวงข้านี้ แสนคำนึง ถึงพระองค์

ขอพระองค์ เสวยสวรรค์ ณ ชั้นฟ้า ปวงผองข้า จะสืบสาน พระราชประสงค์

จะรักษา แผ่นดินไทย ให้ธำรง ขอพระทรง สถิตใน ดวงใจนิรันดร์