ตะลอนเที่ยว : วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร และสุสานหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/301151

ตะลอนเที่ยว : วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร และสุสานหลวง

ตะลอนเที่ยว : วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร และสุสานหลวง

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร วัดประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นับเป็นวัดสุดท้ายที่มีการสร้างวัดประจำรัชกาลตามแบบโบราณราชประเพณี

วัดราชบพิธฯ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2412 โดยมีพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ และเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (ม.ร.ว.ปุ้ม มาลากุล) ทรงเป็นและเป็นผู้อำนวยการก่อสร้าง ลักษณะเด่นของพระอารามหลวงแห่งนี้คือการผสมผสานกันระหว่างสถาปัตยกรรมไทยและตะวันตก (ยุโรป) โดยภายนอกเป็นสถาปัตยกรรมไทย ส่วนภายในพระอุโบสถออกแบบและตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมยุโรป พระพุทธรูปประธานในพระอุโบสถมีนามว่า พระพุทธอังคีรส หล่อขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทำด้วยกระไหล่ทองคำหนัก 80 บาท ซึ่งเป็นทองคำที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงใช้เมื่อทรงพระเยาว์ แต่เดิมนั้น รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำริจะอัญเชิญพระพุทธอังคีรสไปประดิษฐาน ณ พระปฐมเจดีย์ แต่สิ้นรัชกาลก่อน ดังนั้นรัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญไปประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดราชบพิธฯ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2415

ที่ฐานบัลลังก์พระประธานบรรจุพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระราชสรีรางคารสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 และ พระอัฐิสมเด็จพระศรีสุลาไลย และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าละม่อม กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร

วัดราชบพิธฯ คือที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อัมมพโร)

และพระอารามหลวงแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของสุสานหลวงแห่งจุฬาลงกรณราชสันตติวงศ์ อันเป็นเขตเฉพาะที่นับเนื่องด้วยราชสกุลและสายสัมพันธ์แห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สุสานหลวงแห่งนี้ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นด้วยมีพระราชประสงค์ให้ผู้ที่ทรงรักใคร่ห่วงใยใกล้ชิด คือ พระมเหสี พระบรมราชเทวี พระราชเทวี เจ้าจอมมารดา พระราชโอรส พระราชธิดา และพระประยูรญาติได้ทรงอยู่ร่วมกันหลังจากสวรรคต ทิวงคต สิ้นพระชนม์แล้ว โดยทั่วไปจะสร้างพระอนุสาวรีย์ของพระมเหสีและเจ้าจอมมารดาก่อนเพื่อให้พระราชโอรส พระราชธิดาที่ทิวงคต และสิ้นพระชนม์แล้วได้อยู่ร่วมกับพระราชชนนี และพระราชมารดา ซึ่งเปรียบเสมือนได้ทรงอยู่ในบ้านของแม่ เว้นแต่ในกรณีที่พระราชโอรสและพระราชธิดาทิวงคต สิ้นพระชนม์ก่อน ก็จะสร้างพระอนุสาวรีย์ของพระองค์นั้นๆ ไปก่อน

พระอนุสาวรีย์ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในสุสานหลวง เพื่อบรรจุพระอัฐิ และพระสรีรางคารจะมีรูปแบบสถาปัตยกรรมต่างๆ กัน เช่น พระเจดีย์ พระปรางค์ พระวิหาร ซึ่งมีทั้งแบบไทยแท้ แบบโกธิค (ยุโรป) และแบบขอม พระอนุสาวรีย์สำคัญในสุสานหลวงคือ เจดีย์สี่องค์โดยองค์หนึ่งมีสีทอง พระอนุสาวรีย์นี้มีพระนามว่า สุนันทานุสาวรีย์ รังษีวัฒนา เสาวภาประดิษฐาน สุขุมาลนฤมิตร์ นอกจากนี้ยังมีพระอนุสาวรีย์อื่นๆ อาทิ ของเจ้าจอมมารดาแส สร้างแบบโกธิค พระอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรองค์อรรคยุพา สร้างทรงพระปรางค์ พระอนุสาวรีย์พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏปิยมหาราชปดิวรัดา เป็นแบบพระปรางค์สามยอดแบบลพบุรี พระอนุสาวรีย์พระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระอนุสาวรีย์เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าคุณจอมมารดาแพ) เป็นต้น

สุสานหลวงมีพระอนุสาวรีย์ทั้งหมด 34 องค์ สุสานหลวงแห่งนี้เปิดให้ประชาชนเข้าถวายพระสักการะได้ แต่ขอให้แต่งกายสุภาพ และแสดงกิริยาสุภาพเมื่อเข้าในเขตสุสานหลวง

วัดราชพิพิธฯ ตั้งอยู่ใกล้กับกระทรวงมหาดไทย ถนนเฟื่องนคร เขตพระนคร กรุงเทพฯ

ตะลอนเที่ยว : กราบถวายบังคม‘พ่อ’ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/299888

ตะลอนเที่ยว : กราบถวายบังคม‘พ่อ’ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

ตะลอนเที่ยว : กราบถวายบังคม‘พ่อ’ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.


ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอัญเชิญพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปยังพระเมรุมาศ ณ ทุ่งพระเมรุ สนามหลวง


สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอัญเชิญพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอัญเชิญพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร


พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ทรงร่วมพระดำเนินในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศขบวนพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมศพ


พระเมรุมาศ ณ ทุ่งพระเมรุ สนามหลวง


สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร นั่งพระเสลี่ยงกลีบบัว อ่านพระอภิธรรมนำในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ


ทหารปืนใหญ่ยิงปืนใหญ่สลุต 21 นัด เพื่อถวายพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

คนไทยโชคดี เพราะมี “พ่อ”

“พ่อ” ผู้ทรงสานก่อ ความสุขศรี

“พ่อ” ทรงทำทุกอย่างเพื่อลูกนี้

เพราะ “พ่อ” หวังให้ลูกมีความสุขใจ

สองพระบาท “พ่อ” เสด็จไปในทุกที่

เพราะ “พ่อ” มีความฝันอันผ่องใส

“พ่อ” บุกป่าฝ่าเขา ลำเนาไพร

“พ่อ” เสด็จไปใกล้ ลูกไทยทุกคน

“พ่อ” ทรงเหนื่อย เพื่อให้ลูกได้อยู่สุข

แห่งไหนทุกข์ “พ่อ” เสด็จไปทุกหน

เหงื่อ “พ่อ” อาบหลั่งไหลในใจชน

ยิ้มของ “พ่อ” หล่อกมล คนทุกแดน

เจ็ดสิบปี “พ่อ” พระองค์นี้มีแต่ให้

“พ่อ” รักลูกปวงไทย อย่างเหลือแสน

ลูกของ “พ่อ” ทั่วไทยในทุกแคว้น

ถวายรัก “พ่อ” ตอบแทน ทั้งแผ่นดิน

แม้ยามนี้ลูกไทย จะไร้ “พ่อ”

แต่ลูกไทยยังรัก “พ่อ” ไม่สูญสิ้น

กราบถวายบังคม “พ่อ” น้ำตาคลอ ไหลริน

ขอตั้งจินตน์ เป็นลูก “พ่อ” ต่อทุกกาล

ตะลอนเที่ยว : พระเสด็จสู่ทิพยสถานวิมานแมน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/298777

ตะลอนเที่ยว : พระเสด็จสู่ทิพยสถานวิมานแมน

ตะลอนเที่ยว : พระเสด็จสู่ทิพยสถานวิมานแมน

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ในยามนี้ เมื่อมองไปทิศทางใดบนถนนราชดำเนินใน โดยเฉพาะในบริเวณที่ใกล้กับทุ่งพระเมรุ ก็จะพบว่าใบหน้าของพสกนิกรไทยล้วนอาบนองไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความจงรักภักดี และความอาลัยรักอย่างสุดที่จะหาถ้อยคำใดมาพรรณนาได้

น้ำตาแห่งความภักดีของพสกนิกรหลั่งรินออกมาเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย

ทุกยามที่พสกนิกรมองเห็นพระเมรุมาศทรงบุษบก ซึ่งเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ อันเป็นแกนกลางของจักรวาลตามคติไตรภูมิที่ว่าไว้ในคัมภีร์พุทธศาสนา ทุกครั้งที่เห็นพระเมรุมาศ หัวใจของพสกนิกรก็ราวจะแตกสลายลงโดยพลัน ยิ่งมองเห็น น้ำตาก็ยิ่งไหล แม้ทุกคนจะรู้ดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 จะเสด็จสู่สรวงสวรรค์ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถหักห้ามความอาลัย และความจงรักภักดีที่มีต่อพระองค์ได้ แม้แต่น้อย

น้ำตาไทย หลั่งรินไหลร่วง ส่งเสด็จ พระสู่สรวงวิมานแมน

วิปโยคสุดโศก ทั่วทั้งแดน หนาวยะเยือก ไปทั่วแคว้นปฐพี

พระทรงธรรม เสด็จกลับสรวงสวรรค์ ดั่งตะวัน ลับหล้า สิ้นสุริย์ศรี

ใจจะขาด ก้มกราบบาท พระภูมี ปวงข้านี้ แสนคำนึง ถึงพระองค์

ขอพระองค์ เสวยสวรรค์ ณ ชั้นฟ้า ปวงผองข้า จะสืบสาน พระราชประสงค์

จะรักษา แผ่นดินไทย ให้ธำรง ขอพระทรง สถิตใน ดวงใจนิรันดร์

ตะลอนเที่ยว : จิตอาสาเฉพาะกิจ ทำความดีถวาย‘พ่อของแผ่นดินไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/297502

ตะลอนเที่ยว : จิตอาสาเฉพาะกิจ ทำความดีถวาย‘พ่อของแผ่นดินไทย’

ตะลอนเที่ยว : จิตอาสาเฉพาะกิจ ทำความดีถวาย‘พ่อของแผ่นดินไทย’

วันอาทิตย์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พลังน้ำใจของคนไทยเป็นพลังที่สุดแสนมหัศจรรย์เกินบรรยาย ยามเมื่อคนไทยรวมตัวแสดงพลังเพื่อกระทำกิจการสาธารณประโยชน์ใดๆ แล้ว กิจการงานทั้งปวงก็จะสำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดีได้โดยพลัน

ในยามนี้ คนไทยจำนวนมากมายหลายล้านคนได้รวมตัวเป็นสมาชิกจิตอาสาเฉพาะกิจ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยได้รับพระราชานุญาตจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 โดยการรวมตัวครั้งนี้เป็นการแสดงพลังความจงรักภักดี และความเคารพอย่างสูงสุดที่พสกนิกรไทยมีต่อพระเจ้าแผ่นดินของพวกเขา และเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่านที่ได้พระราชทานไว้กับแผ่นดินไทยเสมอมา

เมื่อวันพุธที่ 11 ตุลาคม 2560 Mr.Flower ได้เข้าไปอยู่ร่วมในงานรับพระราชทานเสื้อ ผ้าพันคอ หมวก และปลอกแขน จิตอาสาเฉพาะกิจ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งจัดขึ้น ณ สนามเสือป่า พระราชวังดุสิต

ภาพประทับใจที่ได้พบเห็นคือ ประชาชนทุกเพศ ทุกวัย (ตั้งแต่เด็กนักเรียนชั้นประถม นักเรียนมัธยม นักเรียนอาชีวะ และนิสิตนักศึกษา รวมถึงประชาชนทั้งวัยรุ่น วัยกลางคน และผู้สูงอายุ) รวมถึงข้าราชการ เจ้าหน้าที่และลูกจ้างของภาครัฐ ทหาร ตำรวจ แม้กระทั่งคนพิการ รวมถึงประชาชนจากหลากหลายสาขาอาชีพ จำนวนหลายพันคนไปรวมตัวกันเพื่อรอรับเครื่องแบบพระราชทาน แม้ในช่วงเวลาเช้าวันนั้นจะมีฝนตกลงมาอย่างหนักเป็นเวลานาน แต่สมาชิกจิตอาสาเฉพาะกิจทุกคนก็ยังคงมุ่งมั่นและตั้งใจจะเข้าไปรอรับเครื่องแบบพระราชทาน โดยไม่ย่อท้อกับสายฝนที่ตกหนักเป็นเวลานาน

นักเรียนชั้นมัธยมต้นหลายคนเปียกปอนไปทั้งตัว ครั้นเมื่อสอบถามพวกเขาว่า ไม่กลัวเป็นหวัดหรือ คำตอบที่ได้รับคือ ไม่กลัวครับ สายฝนที่ตกลงมาไม่สามารถทำให้ผมล้มเลิกความตั้งใจทำความดีเพื่อถวายในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้ครับ พ่อของผมบอกว่าในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงทำงานหนักเพื่อคนไทยมาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ทรงบุกป่าฝ่าเขาไปในแดนทุรกันดาร เพื่อเสด็จฯทรงเยี่ยมเยียนประชาชนของพระองค์โดยมิได้คำนึงถึงภัยอันตรายใดๆ ดังนั้นฝนตกเพียงแค่นี้ไม่สามารถทำให้ผมล้มเลิกความตั้งใจได้ครับ

“ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตผู้ฝึกสอนนักฟุตบอลทีมชาติไทย จิตอาสาเฉพาะกิจฯ บอกว่า ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงทำทุกอย่างเพื่อความอยู่ดีกินดีของคนไทยทั้งแผ่นดินมาตลอดรัชสมัยของพระองค์ท่าน ดังนั้นเราทุกคนในฐานะลูกของพ่อของแผ่นดิน ก็จึงต้องช่วยกันทำความดีเพื่อทดแทนด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพ่อของแผ่นดินไทย และต้องช่วยกันสานต่อแนวทางทั้งหลายที่พ่อได้ทรงวางไว้ให้กับประเทศชาติของเรา เราต้องไม่ปล่อยให้พระเจ้าอยู่หัวของเราทรงเหน็ดเหนื่อยเพียงลำพัง

และที่น่าปลื้มใจอีกประการหนึ่งคือ เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังทุกคนที่ให้บริการประชาชนจิตอาสา ก็ตั้งอกตั้งใจให้บริการอย่างดีที่สุด เมื่อประชาชนรายใดมีข้อสงสัยก็จะได้รับคำอธิบายเป็นอย่างดี ประชาชนจากต่างจังหวัดหลายรายพลัดหลงกันเนื่องจากมีผู้คนมากมายจนหากันไม่เจอ เจ้าหน้าที่ก็รับเป็นธุระประกาศตามหาญาติพี่น้องให้จนได้พบกัน

ภาพประทับใจอีกอย่างหนึ่งที่ได้ประสบด้วยตาของ Mr.Flower ในวันนั้นคือ หลังจากฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้น้ำระบายไม่ทัน จนท่วมขังเป็นจุดๆ แต่ผู้ที่เป็นสมาชิกจิตอาสาเฉพาะกิจฯ ซึ่งหลายคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดทำงาน และสวมรองเท้าราคาแพง แต่จิตอาสาเหล่านี้ก็ยินดีจะเดินลุยน้ำโดยไม่ลังเล โดยบอกว่า เสื้อผ้าเปียกน้ำฝน เดี๋ยวก็แห้ง รองเท้าเปียกก็ช่างมัน เดี๋ยวก็เอาไปตากแล้วทำความสะอาดได้ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง และไม่สามารถล้มเลิกความตั้งใจเป็นสมาชิกจิตอาสาได้ เพราะการได้เป็นสมาชิกจิตอาสาเฉพาะกิจ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ถือได้ว่าเป็นเกียรติประวัติสำคัญของชีวิตและครอบครัว

ในงานวันดังกล่าวนั้น มีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ร่วมงานต่างรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 คือ อาหารและน้ำดื่มพระราชทาน ผู้ร่วมงานบอกตรงกันว่า ไม่คิดเลยว่าจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณถึงเพียงนี้ เพราะอันที่จริงแค่มารับชุดพระราชทานโดยใช้เวลาเพียงไม่นานนัก แต่พระองค์ท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานอาหารและน้ำให้กับประชาชนทุกคนที่อยู่ร่วมในงาน

จิตอาสาเฉพาะกิจ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ แบ่งประเภทของงานออกเป็นดังนี้ งานดอกไม้จันทน์งานประชาสัมพันธ์ งานโยธา งานขนส่ง งานบริการประชาชน งานแพทย์ งานรักษาความปลอดภัย และงานจราจร

ตัวอย่างงานที่จิตอาสาเฉพาะกิจ ได้กระทำไปแล้ว มีตัวอย่างดังนี้ เช่น ทำความสะอาด (big cleaning) พื้นที่ลานพระปฐมบรมราชานุสรณ์ รัชกาลที่ 1 ปลูกต้นดาวเรือง 13,000 ต้น ที่อนุสารีย์ประชาธิปไตย ปลูกไม้ดอกและผักสวนครัว บริเวณทับเกษตร ทุ่งพระเมรุ ทำความสะอาดบริเวณรอบพระเมรุมาศ ทำความสะอาดและจัดสวนรอบพระเมรุมาศจำลอง ณ พระลานพระราชวังดุสิต ปลูกต้นดาวเรืองบนถนนราชดำเนินนอก (ตั้งแต่พระลานพระราชวังดุสิตถึงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ) เป็นต้น

สิ่งหนึ่งที่สมาชิกจิตอาสาเฉพาะกิจบอกตรงกันคือ ภาคภูมิใจมากที่ได้บำเพ็ญประโยชน์ให้กับสังคม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 และแสดงความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

 

ตะลอนเที่ยว : งานของ’พ่อ’ก่อสุขให้แผ่นดิน ‘ดวงใจราษฎร์ ปราชญ์แห่งป่าและดิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/296319

ตะลอนเที่ยว : งานของ'พ่อ'ก่อสุขให้แผ่นดิน  'ดวงใจราษฎร์ ปราชญ์แห่งป่าและดิน'

ตะลอนเที่ยว : งานของ’พ่อ’ก่อสุขให้แผ่นดิน ‘ดวงใจราษฎร์ ปราชญ์แห่งป่าและดิน’

วันอาทิตย์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ความมหัศจรรย์ที่สุดจะบรรยายได้โดยง่ายอย่างหนึ่งของสังคมไทยคือ คนไทยเทิดทูน เคารพ บูชา และรักพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อย่างมากมายล้นเหลือ มากจนขนาดที่ว่าคนไทยพร้อมใจกันถวายพระนามแด่พระองค์ท่านว่า “พ่อของแผ่นดินไทย”

“พ่อ” พระองค์นี้ได้พระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเพื่อความอยู่ดีมีสุขของพสกนิกรของพระองค์รวมทั้งหมด 4,447 โครงการ โดยโครงการเหล่านั้นได้กระจายอยู่ทั่วทุกจังหวัดของประเทศไทย ซึ่งสามารถแก้ไขและบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้กับคนไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมมาหลายทศวรรษ อาทิ ปัญหาเกี่ยวกับน้ำ ดิน ป่าไม้ การเกษตร พลังงานทดแทน และการจราจร เป็นต้น

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีเป้าประสงค์สำคัญคือการให้ความรู้ และสติปัญญากับพสกนิกร เพื่อใช้เป็นแนวทางและเป็นเครื่องมือเพื่อแก้ไขและขจัดปัญหาของประชาชน เพราะพระองค์ท่านทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า การให้ความรู้และให้ปัญญากับประชาชนคือการให้อย่างยั่งยืน เพราะความรู้และปัญญาสามารถใช้แก้ปัญหาในชีวิตได้อย่างแท้จริง ให้แล้วความรู้นั้นไม่สูญหาย แล้วถ้ายิ่งปฏิบัติอย่างจริงจังตลอดเวลาก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มพูนต่อยอดความรู้ได้อย่างไม่รู้จบ

ความจริงเชิงประจักษ์ที่สาธารณชนและประชาคมทั่วโลกต่างรับรู้เป็นอย่างดีคือ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์ท่าน ถือได้ว่าเป็นรากฐานที่มั่นคงของการดำเนินชีวิตประชาชนผู้ซึ่งปฏิบัติตามแนวพระราชดำริ และเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมไทยสามารถฝ่าฟันเอาชนะอุปสรรคต่างๆ นานาได้เสมอมา และที่สำคัญคือทำให้ประเทศไทยก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคงท่ามกลางความผันผวนอย่างรวดเร็วรุนแรงและวิกฤติของกระแสโลก

ตะลอนเที่ยววันนี้จะขอพาคุณๆ ไปชม “งานของพ่อ” ที่พระราชทานให้กับคนไทย โดยเราจะไปชมนิทรรศการ “ดวงใจราษฎร์ ปราชญ์แห่งป่าและดิน” ซึ่งจัดขึ้น ณ พระลานพระราชวังดุสิต (ฝั่งเดียวกับเวทีใหม่สวนอัมพร) นิทรรศการนี้จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติและเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้น โดยนิทรรศการนี้สืบเนื่องต่อมาจากนิทรรศการ “เย็นศิระ เพราะพระบริบาล” และ “ดวงในราษฎร์ ปราชญ์แห่งน้ำ”

สำหรับนิทรรศการ “ดวงใจราษฎร์ ปราชญ์แห่งป่าและดิน” แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่ป่าและผืนดินของประเทศไทย ซึ่งเคยประสบปัญหาขั้นวิกฤติมาหลายทศวรรษ แต่สุดท้ายก็สามารถพลิกฟื้นแก้วิกฤติได้ด้วยโครงการในพระราชดำริของพระผู้ทรงเป็นพ่อของแผ่นดินไทย

เนื้อหาสาระของนิทรรศการนี้มิได้แค่เพียงมุ่งเน้นการเฉลิมพระเกียรติเท่านั้น แต่ยังมีวัตถุประสงค์สำคัญอีกประการคือ เพื่อให้ผู้ที่เข้าชมสามารถได้รับความรู้อย่างแท้จริง และสร้างแรงบันดาลใจ จนสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลจริงได้ในชีวิตประจำวัน

เมื่อเข้าชมนิทรรศการนี้แล้วจะได้ทราบอย่างชัดเจนว่า “พ่อ” ได้ทรงฟื้นฟูพัฒนาป่าและดินของไทยมาอย่างยาวนานโดยพระราชทานแนวพระราชดำริการปลูกป่าในใจคน ฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมด้วยวัฏจักรของธรรมชาติ การปลูกป่าทดแทน ป่าสามอย่าง-ประโยชน์สี่อย่าง การแก้ปัญหาดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินเสื่อมสภาพขาดสารอาหารสำหรับพืช เรื่องป่าพลุ และป่าชายเลน เป็นต้น

นิทรรศการนี้เปิดให้ชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. และขอเรียนให้ทราบว่า เมื่อคุณไปชมนิทรรศการ “ดวงใจราษฎร์ ปราชญ์แห่งป่าและดิน” แล้ว คุณก็ควรไปกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระลานพระราชวังดุสิต ซึ่งทั้งนี้ คุณสามารถขอรับพวงมาลัยพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เพื่อนำไปกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ตะลอนเที่ยว : น้องหมา mid road หาบ้านอบอุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/293759

ตะลอนเที่ยว : น้องหมา mid road หาบ้านอบอุ่น

ตะลอนเที่ยว : น้องหมา mid road หาบ้านอบอุ่น

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หมา (สุนัข) ริมถนน หรือหมาข้างถนน ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ผู้คนบางกลุ่มอาจจะไม่รักใคร่ไม่ไยดีกับพวกเขา มิหนำซ้ำ บางคนอาจรังเกียจพวกเขาด้วยซ้ำไป เพราะด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าพวกเขาเป็นหมาไร้ชาติไร้ตระกูล แต่ Mr.Flower ขอยืนยันว่า ถ้าหากคุณได้นำหมาข้างถนนที่หลายคนรังเกียจไปเลี้ยงดูด้วยความรัก แล้วฝึกสอนเขาให้รู้กินรู้อยู่แล้ว รับรองว่าเขาจะจงรักภักดีและรักคุณจนสุดจะพรรณนา แล้วที่สำคัญคือคุณก็จะรักและคิดถึงเขามากเช่นกัน

ขออนุญาตยกตัวอย่างเรื่อง คุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาเพื่อเป็นอุทาหรณ์

เรื่องราวเกี่ยวกับความ “รู้ภาษา” ของคุณทองแดง และพระเมตตาจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อสุนัขพันทาง ซึ่งเจ้าสัววัลลภ เจียรวนนท์ เคยเปิดเผยผ่านทาง ผู้จัดการรายวัน ในหัวข้อ “มุมมอง พันทาง จากเจ้าสัววัลลภ เจียรวนนท์” ว่า

“ตอนที่คุณทองแดงเพิ่งคลอดลูกใหม่ๆ วันรุ่งขึ้นพระองค์ท่านเสด็จฯทรงเยี่ยม พอทรงเยี่ยมเสร็จ พระองค์ท่านก็เสด็จฯกลับ ทรงออกเดินไปได้ไม่กี่ก้าว คุณทองแดงก็ลุกตามไป ทั้งที่ปกติแล้ว สุนัขที่เพิ่งคลอดลูกจะหวงลูกมาก แต่คุณทองแดงก็วิ่งตามไป พระองค์ท่านก็ทรงหยุดแล้วทรงหันไปมอง คุณทองแดงก็หันมามองพระองค์ท่านเหมือนกัน ตอนนั้นพระองค์ท่านยังไม่ได้ทรงนึกอะไร และเสด็จพระราชดำเนินต่อไปไม่กี่ก้าว คุณทองแดงก็เดินตาม นอกจากเดินตามแล้ว ยังมองหน้าพระองค์ท่าน แล้วก็มองกลับไปที่ลูกของเขา พอเป็นอย่างนี้ พระองค์ท่านก็ทรงคิดว่า สงสัยใจหนึ่ง คุณทองแดงจะคิดว่าเขามีหน้าที่ที่จะคอยดูแล ให้ความปลอดภัยแก่พระองค์ท่าน แต่อีกใจหนึ่งก็คือความเป็นแม่ที่จะต้องคอยดูแลลูก

พอทรงนึกได้อย่างนี้ พระองค์ท่านก็ทรงนึกอยากจะทดลองว่าใช่อย่างที่ทรงคิดไว้หรือไม่ จึงเสด็จพระราชดำเนินออกไปใหม่เป็นครั้งที่สาม คุณทองแดงก็เดินตามอีกแล้วก็ทำเหมือนเดิม มองดู
พระองค์ท่านแล้วก็หันกลับไปมองดูลูกของตัวเอง ครั้งนี้พระองค์ท่านจึงทรงมีรับสั่งว่า ไม่ต้องตามมาแล้วนะ ไปดูแลลูกได้แล้ว ไม่ต้องห่วงเรา พอพระองค์ท่านทรงมีรับสั่งแค่นี้ คุณทองแดงก็วิ่งหันหลังกลับไปเลย ไม่หันมาดูพระองค์ท่านอีกเลย นี่แหละครับคือสิ่งที่พระองค์ท่านทรงมีรับสั่งให้ผมฟัง และนี่แหละคือสุนัขพันทางหรือมิดโร้ดอย่างที่พระองค์ท่านทรงเรียก ถ้าให้โอกาสเขา สอนเขา เขาก็กตัญญูอย่างคุณทองแดงนี่แหละ”

นอกจากนี้ เจ้าสัววัลลภยังได้อัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาบอกเล่าอีกด้วยว่า

“พระองค์ท่านทรงมีรับสั่งว่า หมาพันทางบ้านเรา จริงๆ แล้วเป็นหมาที่ฉลาดมาก ถ้าเผื่อเราให้โอกาส เลี้ยงดูเขาดี สอนเขา เขาก็สามารถทำตามได้ เหมือนอย่างคุณทองแดงเอง เขาก็ไม่ใช่พันธุ์ดี ไม่ได้มีเพ็ดดีกรีอะไรสูงส่ง ในหลวงท่านเสด็จฯทรงพบแล้วชมว่าสวย ประชาชนก็ถวายแด่พระองค์ท่าน และพระองค์ท่านก็ทรงเลี้ยงดูมาจนถึงทุกวันนี้ และพระองค์ท่านก็ทรงรักมากเลย ผมเคยเอาสุนัขพันธุ์บางแก้วไปถวายพระองค์ท่าน พระองค์ท่านก็ทรงจูงของพระองค์ลงมาเหมือนกัน ตรัสว่า คุณวัลลภมีบางแก้ว ฉันก็มีมิดโร้ด (พระองค์ท่านทรงหมายถึงสุนัขกลางถนน) เหมือนกัน” (แล้วทรงแย้มพระพักตร์) (อ้างอิงจาก http://www.tnews.co.th/contents/210514)

เหตุผลสำคัญที่ Mr.Flower ยกอุทาหรณ์เรื่องคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยงมาเป็นอารัมภบทในบทความประจำวันนี้ก็เพราะจะยืนยันกับคุณๆ ว่า หมาข้างถนน หรือบางคนเรียกหมาริมถนน หมาพันทาง หรือหมาจรจัด หรือจะเรียกอะไรก็สุดแล้วแต่ แต่เป็นความจริงที่ว่าหมาเหล่านี้เขาต้องการความรักจากผู้คน และเมื่อเขาได้รับการดูแลเป็นอย่างดีตามอัตภาพแล้ว เขาจะจงรักภักดีและรักใคร่คนดูแลเขาอย่างมาก เรียกได้ว่ายอมตายแทนเจ้าของได้เลยทีเดียว

คอลัมน์ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้จึงขอเชิญชวนคุณผู้อ่านที่มีความพร้อมได้โปรดกรุณาช่วยรับลูกสุนัขเหล่านี้ไปอุปการะด้วย โดยลูกสุนัขมาจากแม่สุนัข 4 ตัว ซึ่งมีอยู่ครอกหนึ่งออกลูกมาถึง 12 ตัว ดังนั้นรวมๆ แล้วทั้ง 4 ครอกจึงมีลูกเกือบ 40 ตัว ลูกสุนัขเหล่านี้อยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี (ผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าส่งข่าวนี้มาบอก) ล่าสุดกลุ่มผู้รักสัตว์กลุ่มนี้พยายามจะนำแม่สุนัขไปทำหมัน แต่ก็เป็นเรื่องยากลำบากมากที่จะจับตัวแม่สุนัข เพราะเขาหวาดระแวงคนมาก ทั้งๆ ที่ให้อาหารกินมาระยะหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ยอมให้เข้าใกล้ คงเป็นเพราะว่าเขาถูกตีถูกทำร้ายมามากจึงหวาดระแวง ส่วนลูกสุนัขมีอายุประมาณ 1 เดือนก็กำลังซุกซนมาก จึงต้องนำเขาไปขังไว้ในกรงชั่วคราว เพื่อป้องกันมิให้เดินเพ่นพ่านแล้วถูกรถเหยียบ และป้องกันมิให้ถูกตะกวดที่อยู่ใน
หนองน้ำใกล้ๆ มาลากลูกสุนัขไปกิน

Mr.Flower และผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มนี้กำลังหาบ้านที่อบอุ่นให้ลูกสุนัข ล่าสุดมีผู้รับไปอุปการะแล้ว 7 ตัว แต่ยังเหลืออีกเกือบ 30 ตัว ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่า หากผู้อ่านรายได้ต้องการอุปการะพวกเขา Mr.Flower และผู้อ่านกลุ่มนี้ยินดีนำไปส่งให้ถึงบ้าน (ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล) และเมื่อเขามีอายุครบ 5 เดือน ก็ยินดีจ่ายค่าทำหมันให้ด้วย สนใจรับไปอุปการะ โปรดติดต่อ 091-7233615 ขอบคุณครับ

ส่วนโครงการทำหมัน ตรวจโรค และฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำให้สุนัจจรจัดในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศโดยไม่คิดค่าบริการ ซึ่งหนังสือพิมพ์แนวหน้าทำโครงการนี้ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือบริษัท SCC (ซิเมนต์ไทย) ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป หากชุมชนใดต้องการรับบริการ โปรดติดต่อเพื่อหารือร่วมกันที่หมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ‘เรียมเหลือทนแล้วนั่น ขวัญของเรียม’ 72 กะรัต นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/292444

ตะลอนเที่ยว : 'เรียมเหลือทนแล้วนั่น ขวัญของเรียม'  72 กะรัต นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ

ตะลอนเที่ยว : ‘เรียมเหลือทนแล้วนั่น ขวัญของเรียม’ 72 กะรัต นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เรียมเหลือทนแล้วนั่น ขวัญของเรียม

หวนคิดๆ แล้วขมขื่น ฝืนใจเจียม

เคยโลมเรียม เลียบฝั่ง มาแต่หลังยังจำ

คำที่ขวัญเคยพรอดเคยพร่ำ

ถ้วนทุกคำยังเรียกยังร่ำเร่าร้องก้องอยู่

แว่วๆ แจ้วหู ว่าขวัญชู้เจ้ายังคอย

เรียมเหลือลืมแล้วนั่น ขวัญคงหงอย

หวนคิดๆ แล้วยิ่งเศร้า เหงาใจคอย

อกเรียมพลอยนึกหน่าย คิดถึงสายน้ำนอง

คลองที่เรียมเคยเที่ยวเคยท่อง

เมื่อเราสองต่างว่ายต่างว่องล่องไล่ไม่เว้น

เช้าสายบ่ายเย็น ขวัญลงเล่นกับเรียม

(เพลงขวัญของเรียม เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง แผลเก่า ประพันธ์คำร้องและทำนองโดย พรานบูรณ์ (จวงจันทร์ จันทร์คณา)

เวลาเมื่อได้ยินเสียงเพลง ขวัญของเรียม ที่ขับร้อง โดยนันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ คงทำให้ผู้ที่มีความประทับใจในอดีตที่แสนหวานหวนคิดถึงวันวาน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจีและลำคลองที่มีน้ำใสสะอาดไหลเรื่อยตลอดเวลา

อันที่จริงเพลงขวัญของเรียมนั้น ผู้ขับร้องและบันทึกเสียงคนแรกคือส่งศรี จันทรประภา เมื่อ พ.ศ. 2483 ส่วนนันทวันได้ขับร้องและบันทึกเสียงเพลงนี้ในปี พ.ศ. 2511 เพื่อประกอบละครทีวีเรื่องขวัญเรียม ที่นำเสนอทางไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม

ส่วนเพลงที่นันทวันบอกว่าทำให้คนไทยรู้จักเธอมากขึ้นคือเพลง ดอกนกยูง (ประพันธ์คำร้องโดย ล้วน ควันธรรม ทำนอง เพลงญี่ปุ่น)

เมื่อเวลาที่ลมร้อนกำลัง จะพัด จะพัดมา ต้นดอกนกยูงก็พากันพลัดใบ

ใบแก่ก็ร่วงหล่นไป เหลือเพียงดอกไว้ งามเหลือแสน

เจ้ายืนต้น อาบแดด อาบลม ให้คนชม งามคล้ายวิมานแมน

ใบอ่อนเกิดมีมาแทน งามใดไหนจะแม้นเหมือนดอกนกยูง

ดูซิ งามน้อยหรือไร ถูกใจแต่ว่าอยู่สูง งามแท้หนอดอกนกยูง แม้ว่าอยู่สูง ก็ยังได้ชม

ฉันพอใจในสีแสนสวย แม้บุญช่วยคงสิ้นขื่นขม

ขอให้ร่วงลงมากับลม ให้ฉันได้ชมนะ ดอกนกยูง

นันทวันได้ชื่อว่าเป็นนักร้อง นักแสดง และพิธีกรที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพคนหนึ่งของวงการบันเทิงไทย คนไทยที่ติดตามผลงานต่างๆ ของเธอมาโดยตลอดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 เป็นต้นมาจะทราบได้ดีว่าเธอคือผู้ที่มีพรสวรรค์ในด้านการขับร้องและการแสดงอย่างยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือนได้ นันทวันได้รับรางวัลเกียรติยศต่างๆ มากมาย อาทิ โทรทัศน์ทองคำ รางวัลเกียรติยศคนทีวี รางวัลเมขลาผู้แสดงหญิงดีเด่นจากละครโทรทัศน์เรื่องสี่แผ่นดิน รางวัลเชิดชูผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น และรางวัลแม่ดีเด่น

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2560 ซึ่งตรงกับวันเกิดของเธอ เธอได้จัดงานคอนเสิร์ต 72 กะรัต นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ (นันทวัน สมรสกับ กำธร สุวรรณปิยะศิริ) ณ ศาลาเฉลิมกรุง โดยได้นำบทเพลงไพเราะมากมายมาขับกล่อม บรรเลงเพลงโดยวงดนตรีกระชับมิตร พร้อมกับนักร้องรับเชิญที่ไปร่วมงานอย่างคับคั่งในบรรยากาศคล้ายวิกบางขุนพรหมเมื่อหลายสิบปีก่อน อาทิ ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) วงจันทร์ ไพโรจน์, สุประวัติ-นีรนุช ปัทมสูต, นฤพนธ์ ดุริยประณีต, ปกรณ์ พรพิสุทธิ์, สุดา ชื่นบาน, อุมาพร บัวพึ่ง, สมา สวยสด, เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ (อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร) จารุทัศ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, จารุวรี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และ นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ (นายแพทย์ลูกชายของกำธร-นันทวัน)

นันทวันในวัย 72 ปี ยังคงงามสมวัย แล้วยังคงมีผลงานด้านการบันเทิงมาฝากมิตรรักแฟนเพลงเป็นประจำ คือรายการที่นี่มีดาวประดับใจ

ในโอกาส 72 ปี 72 กะรัตของ นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ คอลัมน์ตะลอนเที่ยวขอนำภาพการแสดงคอนเสิร์ต 72 กะรัต นันทวัน ณ ศาลาเฉลิมกรุง มาฝากแฟนคอลัมน์ และขออนุญาตอวยพรให้คุณนันทวันมีสุขภาพแข็งแรง มีความสุขทั้งกายและใจตลอดไป

 

ตะลอนเที่ยว : หมาวัด สัตว์เลี้ยงที่ไร้ผู้เหลียวแล แม้จะมีกิน แต่ชีวิตก็เต็มไปด้วยโรคภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/289534

ตะลอนเที่ยว : หมาวัด สัตว์เลี้ยงที่ไร้ผู้เหลียวแล แม้จะมีกิน แต่ชีวิตก็เต็มไปด้วยโรคภัย

ตะลอนเที่ยว : หมาวัด สัตว์เลี้ยงที่ไร้ผู้เหลียวแล แม้จะมีกิน แต่ชีวิตก็เต็มไปด้วยโรคภัย

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กระเช้าไฟฟ้าข้ามฟากไปวัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร

ขอถามตรงๆ นะครับ “คุณเคยนำหมาหรือแมวไปปล่อยทิ้งที่วัดหรือไม่” และขอถามต่ออีกคำถามหนึ่ง “คุณเคยคิดจะช่วยนำหมาวัดไปทำหมันหรือไม่” ส่วนคำตอบจะเป็นเช่นไร ขอให้คุณตอบในใจ

สำหรับคนที่เคยไปวัดอยู่บ่อยๆ คงจะเห็นภาพชินตาคือ หมาวัดจำนวนมากที่เป็นขี้เรื้อนทั้งตัวชนิดที่ว่าเป็นจนไม่มีขนสักเส้น แถมบางตัวยังมีแผลเน่าเฟะอีกด้วย นอกจากภาพหมาขี้เรื้อนในวัดทั่วไปแล้ว คุณอาจคุ้นชินกับภาพลูกหมาจำนวนมากที่วิ่งกันยั้วเยี้ย บางตัวก็ถูกรถยนต์ทับจนตาย บางตัวก็พิการ บางตัวก็ถูกหมาใหญ่กันจนเลือดอาบท่วมตัว เป็นภาพที่น่าสังเวชยิ่งนัก

ภาพเหล่านี้เป็นภาพแห่งความจริง แต่น่าประหลาดใจมากที่ทั้งพระสงฆ์และญาติโยมจำนวนมากต่างดูดายแล้วปล่อยให้เกิดภาพเช่นนี้มานานหลายสิบปี โดยบางรายอ้างว่า เป็นเวรเป็นกรรมของหมา มันเกิดมาเป็นหมาวัด มันก็ต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้ แต่ที่สุดประหลาดคือ พระสงฆ์ที่บวชมานานจนมียศถาบรรดาศักดิ์ชั้นสูงบางรายยังบอกว่า อย่าไปทำหมันหมา เพราะมันบาปกรรม ไปทำเขา เดี๋ยวก็ทำให้คนทำหมันหมาวัดกลายเป็นหมันไม่มีลูก แต่พอถามกลับไปว่า แล้วจะปล่อยให้เขาออกลูกออกหลานมาโดยไม่มีคนดูแล ถูกรถทับตาย ถูกกัดจนตายจนพิการแบบนี้เป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วหรือ พระพรรค์อย่างว่าก็บอกว่า มันเป็นกรรมของเขาต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามกรรม (ขออภัยที่ต้องบอกตรงๆ ว่า พระแบบนี้บวชแล้วเสียข้าวสุก อยู่ไปก็รกวัด เปล่าประโยชน์)

อย่างไรก็ตาม ความคิดดังกล่าวไม่ใช่ความคิดของกลุ่มจิตอาสาที่ร่วมกันทำโครงการดูแลสุขภาพสัตว์ป่วยอนาถา โรงพยาบาลสัตว์เล็ก และโรงพยาบาลปศุสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงกลุ่มอาสาสมัครสัตวแพทย์ติดปีก และกองบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้าอย่างแน่นอน เพราะคนที่อยู่ในกลุ่มนี้ต่างมองตรงกันว่า เราทุกคนสามารถช่วยเหลือสัตว์จรจัด สัตว์ป่วยอนาถา และสัตว์พิการได้ด้วยความร่วมไม้ร่วมมือของกันและกัน แล้วพยายามส่งทอดความคิดเช่นนี้ให้กระจายไปในสังคมวงกว้าง

ดังนั้น กลุ่มจิตอาสาจึงได้ร่วมกันทำโครงการทำหมัน ตรวจสุขภาพ และรักษาโรคให้หมาวัด ซึ่งล่าสุดได้ไปทำโครงการที่วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร อำเภอบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 สิงหาคม 2560 โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากเทศบาลบางปะอิน พระและเณรวัดนิเวศฯ ที่กรุณาช่วยกันจับหมาวัดเพื่อให้หมอได้ทำหมัน ฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำ ฉีดยารักษาโรคเรื้อน และตรวจสุขภาพ

การทำโครงการครั้งนี้ กลุ่มของเราสามารถทำหมันหมาได้ร่วมทั้งหมด 42 ตัว แต่ยังมีหมาอีกหลายสิบตัวที่หลบหนีการจับ ดังนั้นในวันข้างหน้าเราจึงจะต้องกลับไปทำหมันพวกเขาที่ยังเหลืออยู่

หมาวัดจำนวนมากที่ได้รับการผ่าตัดทำหมันในครั้งนี้มีสุขภาพที่ไม่สู้จะดีนัก ส่วนมากจะเป็นโรคเรื้อน แต่ถึงแม้ว่าเนื้อตัวของหมาเหล่านั้นจะไม่สะอาดสะอ้าน ไม่น่าจับต้องสัมผัส แต่ทว่ากลุ่มอาจารย์สัตวแพทย์จิตอาสา สัตวแพทย์ และนิสิตสัตวแพทย์จิตอาสาก็ยังคงให้การดูแลพวกเขาทุกตัวเป็นอย่างดี และทำงานอย่างใจเย็นและเต็มความสามารถ และถึงแม้สถานที่ผ่าตัดจะไม่สะดวกสบาย และมีเครื่องมือไม่ครบครันเพรียบพร้อมเหมือนในโรงพยาบาลสัตว์ แต่หมอและนิสิตทุกคนก็สามารถดัดแปลงสถานที่ให้เข้ากับภาระงานได้อย่างน่าประทับใจ


สามเณรช่วยจับสุนัขให้สัตวแพทย์ทำหมัน

นอกจากภาพการทำงานอย่างขมีขมันและทุ่มเทของเหล่าอาจารย์สัตวแพทย์ สัตวแพทย์ และนิสิตจิตอาสาแล้ว เรายังได้พบเห็นภาพของเจ้าหน้าที่เทศบาลที่ให้ความร่วมมือในการทำงานครั้งนี้ และประทับใจกับพระและเณรจำนวนไม่น้อย รวมถึงเจ้าหน้าที่บางรายของวัดที่ให้ความช่วยเหลือสัตวแพทย์เป็นอย่างดี จนงานลุล่วงไปอย่างน่าพอใจ แม้จะไม่สามารถนำหมาทั้งหมดไปทำหมันได้ก็ตาม

สำหรับคุณผู้อ่านที่ประสงค์จะให้กลุ่มของเราออกไปทำหมันให้หมาแมวจรจัด และหมาแมววัด โปรดติดต่อประสานงานที่หมายเลขโทรฯ 091- 7233615 และหากคุณผู้อ่านประสงค์จะร่วมสนับสนุนโครงการนี้ โปรดติดต่อโดยตรงที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

ขอขอบคุณผู้สนับสนุนโครงการนี้ อาทิ คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ (ศ.นสพ.ดร. รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช) และคณาจารย์สัตวแพทย์อีกหลายท่าน รวมถึงสัตวแพทย์โรงพยาบาลสัตว์เล็ก และโรงพยาบาลปศุสัตว์ จุฬาฯ กลุ่มนิสิตอาสาจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ พระและสามเณรรวมถึงเจ้าหน้าที่วัดนิเวศฯ เทศบาลบางปะอิน และหนังสือพิมพ์แนวหน้า

ขอขอบคุณบริษัทเวอร์แบค (Verbac) ผู้สนับสนุนยาและเวชภัณฑ์ และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) สนับสนุนยานพาหนะและค่าน้ำมันในการเดินทาง


คุณหมอครับ ขอบคุณครับที่ช่วยทำหมันให้ผม


เณรบอกน้องหมาว่า รอหมอก่อนนะ


ห้องผ่าตัดสนาม

ตะลอนเที่ยว : เปอร์เซีย อู่อารยธรรมแห่งหนึ่งของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/288281

ตะลอนเที่ยว : เปอร์เซีย อู่อารยธรรมแห่งหนึ่งของโลก

ตะลอนเที่ยว : เปอร์เซีย อู่อารยธรรมแห่งหนึ่งของโลก

วันอาทิตย์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อิหร่านอาจจะเป็นเมืองที่คนผู้ซึ่งไม่รู้แจ้ง และไม่หลงใหลในอารยธรรมเปอร์เซียมองข้าม แล้วมองผ่านเลยไป เพราะอาจเข้าใจว่าอิหร่านไม่ใช่ประเทศไม่น่าสนใจ ไม่พัฒนา หรือไม่ปลอดภัย บ้างก็ยังเข้าใจเอาเองว่าอิหร่านกำลังมีศึกสงคราม มีการรบพุ่งกัน

ขอบอกตรงๆ ใครที่เข้าใจเช่นนั้น เข้าใจผิดทั้งหมด เพราะความเป็นจริงอิหร่านมีเสน่ห์มาก ปลอดภัยมาก ส่วนคนที่อาจจะดูข่าวต่างประเทศแบบผ่านๆ ไม่เจาะลึก และไม่เข้าใจสถานการณ์การเมืองโลกโดยแท้ ก็อาจเข้าใจไขว้เขวว่าอิหร่านยังมีการสู้รบกัน ซึ่งไม่ใช่เลย แต่ดินแดนนี้ถูกยกย่องให้เป็นอู่อารยธรรมแห่งหนึ่งของโลกมนุษย์ในยุคประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว

อิหร่านหรือเปอร์เซียในอดีตมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดระดับหนึ่งกับราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา เพราะในยุคนั้นมีชาวเปอร์เซียชื่อ “เชคอะหมัด” ตามประวัติศาสตร์ระบุว่าชาวเปอร์เซียผู้นี้เข้ามาในกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แรกเริ่มก็เข้ามาทำมาค้าขาย จนกระทั่งล่วงเข้าสู่รัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เชคอะหมัด ก็ได้เข้าไปมีส่วนปรับปรุงงานราชการของกรมท่า จนได้ความดีความชอบเป็นถึง “พระยาเชคอะหมัดรัตนราชเศรษฐี เจ้ากรมท่าขวา” (หมายเหตุ เชคอะหมัด คือต้นตระกูลของสายสกุลบุนนาค)

ขอกลับไปเล่าเรื่องความน่าสนใจของดินแดนเปอร์เซีย หรืออิหร่านในยุคปัจจุบันให้คุณได้รับทราบโดยสังเขป ก่อนที่คณะของเราจะเดินทางไปเยือนกรุงเตหะราน และเมืองอิสฟาฮาน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านด้วยกัน ในช่วงวันที่ 17-24 กันยายน นี้

กรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลากหลาย อาทิ พระราชวังโกเลสตาน (วังสวนกุหลาบ) พระราชวังของอาณาจักรเปอร์เซียตั้งแต่ยุคราชวงศ์ซาฟาวิด (คริสต์ศตวรรษที่ 16) และใช้เป็นพระราชวังของราชวงศ์กอญัร (ช่วงปลายของอาณาจักรเปอร์เซีย ประมาณ 200 กว่าปีมาแล้ว) จุดเด่นของพระราชวังแห่งนี้คืออุทยานสวนกุหลาบและไม้ดอกอื่นๆ ที่แสนงดงาม ตัวพระราชวังภายในตกแต่งด้วยศิลปะกระจกตัดเหลี่ยม ภายนอกตัวอาคารประดับตกแต่งด้วยโมเสคสีสันจัดจ้านสดใสมาก และสิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องการไปชมในพระราชวังแห่งนี้คือพระราชบัลลังก์นกยูง

ส่วนพระราชวังอีกแห่งในกรุงเตหะรานคือเนียวาราน หรือเนอวาราน เป็นที่ประทับของพระราชวงศ์ปาห์เลวี พระราชวงศ์สุดท้ายของอิหร่านก่อนจะถูกเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองเมื่อ ค.ศ. 1979 และที่พลาดไม่ได้อีกแห่งหนึ่งคือวังเขียว วังขาว ในกรุงเตหะราน

ในกรุงเตหะรานยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก นักท่องเที่ยวทุกคนต้องการไปชมที่แห่งนี้ คือพิพิธภัณฑ์เพชรและอัญมณี (Treasury of National Jewels) เพียงแค่ได้ชื่นชมมงกุฎเพชรของพระเจ้าชาห์ปาห์เลวี และพระราชินีฟาราห์ ปาห์เลวี ก็ถือว่าคุ้มค่ามากจนเกินบรรยายแล้ว

นอกจากนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์อีกมากมาย แต่คณะของเราเลือกจะไปชมพิพิธภัณฑ์พรม ของกรุงเตหะราน ผู้ที่ชื่นชมลวดลายบนผืนพรมเปอร์เซียจะต้องตื่นตะลึงไปกับความวิจิตรของพรมโบราณนับพันผืน แต่ที่พลาดไม่ได้เป็นอันขาดคือการเข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศในตลาดโบราณ (Grand Bazaar) อายุกว่าพันปี แต่ยังคงมีชีวิตชีวา ลมหายใจ และเต็มไปด้วยสีสัน ซึ่งคนไทยได้ยืมคำว่า บาซาร์ (Bazaar) ซึ่งแปลว่าตลาดมาจากภาษาเปอร์เซีย

นอกจากเที่ยวชมสถานีสำคัญในกรุงเตหะรานจนครบถ้วนแบบเจาะลึกแล้ว คณะของเราก็จะบินไปเยือนเมืองอิสฟาฮาน เมืองนี้อยู่ทางตอนใต้ของกรุงเตหะราน ใช้เวลาบินประมาณ 50 นาที

อิสฟาฮานได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดของอิหร่าน จนถึงกับมีคำขวัญว่า “ครึ่งหนึ่งของโลกอยู่ที่อิสฟาฮาน” สถานที่สำคัญที่สุดของอิสฟาฮานที่ต้องไปเยือนก็คือ อิหม่ามสแควร์ ซึ่งมีจุดเด่นคือมัสยิดเชคลอทฟาลาห์ มิสยิดสีฟ้าแห่งเมืองอิสฟาฮาน และยังมีอาคารที่ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์ซาฟาวิด รวมถึงตลาดบาซาร์โบราณอายุกว่าพันปี และพระราชวังอาลีคาปูที่สุดแสนวิจิตร

อิสฟาฮานมีวังโบราณอีกมากมาย เรียกได้ว่าหากจะชมให้ครบทุกวัง และดูให้ครบทุกซอกทุกมุมคงจะต้องพักอยู่ในเมืองแห่งนี้อย่างน้อยสัก 10 คืน นอกจากวังแล้วยังมีพิพิธภัณฑ์อีกหลายแห่งให้เลือกชมกันอย่างจุใจ แต่ที่พลาดไม่ได้เมื่อไปเยือนอิสฟาฮานคือต้องไปเดินที่สะพานคาจู (Khajou Bridge) จุดเด่นของสะพานนี้คือสถาปัตยกรรมเปอร์เซียที่เน้นซุ้มประตูทรงโค้ง

อันที่จริงยังมีที่เที่ยวอื่นๆ อีกมากมายซึ่งจาระไนไม่ครบไม่ถ้วนในอิสฟาฮาน แต่สำหรับทริปที่คณะของเราจะไปเยือนกรุงเตหะราน และเมืองอิสฟาฮาน ระหว่างวันที่ 17-24 กันยายน 2560 เราจะเลือกไปชมเฉพาะสถานที่สำคัญสุดยอดของเมืองเท่านั้น โดยจะใช้เวลาซึมซับความงามของแต่ละสถานที่จนอิ่มอกอิ่มใจ ไม่ใช่เที่ยวแบบชะโงกทัวร์ ไม่เน้นการนั่งรถนานๆ เรานอนในโรงแรมกลางเมือง และเน้นเที่ยวแบบกินดีนอนดี และมิตรภาพอันแสนอบอุ่น

สำหรับคุณๆ ที่สนใจจะร่วมทริปพิเศษกับทัวร์คุณแหน โปรดติดต่อด่วนที่โทรฯ 091-7233615 ขอเรียนที่นั่งเหลือจำกัดมาก (รับสมาชิกเพียง 12 ท่านเท่านั้น)


อิหม่ามสแควร์


พิพิธภัณฑ์เพชร


พิพิธภัณฑ์พรม


พระราชวังเนียวาราน ในฤดูหนาว


สะพานคาจู


พระราชวังกุหลาบ


สีสันของเมืองเปอร์เซีย

ตะลอนเที่ยว : น้อมเกล้าฯ ถวายสักการะมหาราชสยาม Homage to The Great Thai Kings

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/286952

ตะลอนเที่ยว : น้อมเกล้าฯ ถวายสักการะมหาราชสยาม  Homage to The Great Thai Kings

ตะลอนเที่ยว : น้อมเกล้าฯ ถวายสักการะมหาราชสยาม Homage to The Great Thai Kings

วันอาทิตย์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การแสดงความไว้อาลัยถวาย แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทย

“คนไทยจงรักภักดีและเทิดทูนพระเจ้าอยู่หัวของเขาอย่างที่สุด รักมานานแสนนาน จะจงรักภักดีและเทิดทูนพระเจ้าอยู่หัวของเขาตลอดไป ตราบจนกว่าชีวิตจะหาไม่”

นี่คือคำประกาศของคนไทยในกรุงมานามา ราชอาณาจักรบาห์เรน ที่ตั้งใจบอกให้ชาวต่างประเทศที่ไปรวมตัวเพื่อชมการแสดงเพื่อเทิดพระเกียรติ น้อมเกล้าฯ ถวายสักการะมหาราชสยาม ณ หอวัฒนธรรมบาห์เรน เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2560 ในงานเทศกาลการแสดงศิลปะประจำฤดูร้อน 2017 ในกรุงมานามา

การแสดงที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เข้าร่วมงานครั้งนี้เป็นผลงานการนำเสนอบทเพลงผ่านเปียโนโดย ณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินรางวัลศิลปาธร สาขาคีตศิลป์ พ.ศ.2552 ร่วมกับคณะนักแสดงจากสถาบันคริสเตียนนิเทศสัมพันธ์ (Christian Communications Institute) มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่


มหาเศรษฐีชาวบาห์เรน MR.Mohamed yateem เข้าชมการแสดง ณ ศาลาไทย

การแสดงครั้งนี้ นอกจากเพื่อเทิดพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินของราชอาณาจักรไทยแล้ว ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรบาห์เรน ซึ่งได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 40 ปี ในปี พ.ศ. 2560

นายชยพันธ์ บำรุงพงศ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมานามา กล่าวกับผู้ชมว่า การแสดงรอบพิเศษครั้งนี้จะทำให้ผู้ชมทุกท่านดื่มด่ำและซาบซึ้งกับการแสดงประกอบบทประพันธ์เพลงอันแสนไพเราะและทรงคุณค่าจากการบรรเลงของนายณัฐ ยนตรรักษ์  ที่ตั้งใจประพันธ์บทเพลงเพื่อเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทยให้โลกได้ประจักษ์ และในโอกาสนี้ก็ขอให้ทุกท่านร่วมน้อมจิตถวายความอาลัย และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2560


เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมานามา นายชยพันธ์ บำรุงพงศ์ (แถวยืน คนที่ 7 จากซ้าย) พร้อมด้วยเอกอัครราชทูตและภริยาจากนานาประเทศร่วมชมการแสดง

บทประพันธ์ที่ประเทศไทยโดยนายณัฐได้นำเสนอในเทศกาลการแสดงศิลปะครั้งนี้ ประกอบด้วยเพลง หาที่สุดมิได้ (Sine “Quo” Non) และได้เชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ ลมหนาว (Love in Spring) กับ Oh I Say ไปแสดงด้วย และยังมีเพลง กุหลาบแห่งรัก (Rose of Love) และ Siam Sonata

สำหรับคำว่า Sine “Quo” Non แปลความหมายได้ว่า “อันใดมิอาจเกิด หากปราศจากพระองค์ท่าน” เป็นบทประพันธ์เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

บทเพลง กุหลาบแห่งรัก (Rose of Love) ประพันธ์ขึ้นเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ พ.ศ. 2536 กุหลาบแห่งรักเปรียบเสมือนความรักที่ทรงมีในพระราชหฤทัยของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อพสกนิกรไทยทุกคนบนแผ่นดินไทย ความรักจากพระองค์ประสานให้แผ่นดินไทยชุ่มชื่น สดใส เพื่อให้คนไทยทุกคนมีแต่ความผาสุกสดใส แผ่นดินไทยไพบูลย์

เพลง Siam Sonata ประพันธ์ขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 75 พรรษา พ.ศ. 2545 โดยบทเพลงได้นำเสนอเอกลักษณ์ของประเทศไทยครบถ้วนทั้งสี่ภาค คือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ ซึ่งบ่งบอกเอกลักษณ์และจิตวิญญาณของคนไทยในแต่ละภาค แต่ในความแตกต่างกันนั้น คนไทยทุกคนจากทุกภาคก็สามารถอยู่รวมกันเป็นชาติเดียวกันอย่างผาสุกสงบได้ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมชาติไทย

สำหรับคนไทยที่อยู่ต่างบ้านต่างเมืองนั้น เมื่อได้รับฟังบทเพลง หาที่สุดมิได้ และได้ชมการแสดงประกอบ โดยเฉพาะในฉากที่อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชออกมาไว้เหนือศีรษะของนักแสดง แค่เพียงเท่านี้ก็มีเสียงร้องไห้และเสียงสะอื้นดังขึ้นภายในหอประชุม


พ-วงเดือน ยนตรรักษ์ รับหน้าที่พิธีกรของงาน