ตะลอนเที่ยว : อยากเห็นเมืองไทยไร้หมา-แมวจรจัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277255

ตะลอนเที่ยว : อยากเห็นเมืองไทยไร้หมา-แมวจรจัด

ตะลอนเที่ยว : อยากเห็นเมืองไทยไร้หมา-แมวจรจัด

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คุณเคยเลี้ยงหมาหรือแมวหรือไม่ ถ้าไม่เคย ก็คงไม่จำเป็นต้องตอบคำถามนี้ แต่ถ้าเคย ผมมีคำถามต่อไปว่า เมื่อคุณเลี้ยงเขาเหล่านั้นแล้ว คุณรู้สึกผูกพันกับเขาหรือไม่ แล้วคุณเชื่อไหมว่า คนบางชนิดสามารถนำสัตว์เลี้ยงของตนเองไปปล่อยทิ้งได้

คำถามต่อมา คุณเคยเห็นคนบางกลุ่มพยายามทุ่มเทเพื่อช่วยหมาและแมวจรจัดไหม คุณเคยคิดไหมว่า เขาเหล่านั้นช่วยเพราะอะไร

คุณรู้สึกเช่นไรเมื่อพบเห็นหมา-แมวถูกทำร้าย ถูกรถยนต์ชนหรือทับเป็นเหตุให้เสียชีวิต หรือบางตัวก็บาดเจ็บสาหัสจนพิการ

มีอีกหลายคำถามที่อยากจะถามคุณเกี่ยวกับเรื่องหมา-แมวจรจัด แล้วก็มีคำถามว่า ทำไมผู้มีอำนาจรัฐจึงไม่เอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาหมา-แมวจรจัด

แต่แล้วก็พบว่าเสียเวลาที่จะถามเรื่องเหล่านี้ เพราะมีคำตอบจากคนรักและช่วยหมา-แมวจรจัดว่า อย่าไปถามใครๆ ให้เสียเวลาเลย ถ้าเราตั้งใจจะช่วยเขา เราก็ช่วยกันลงมือทำตั้งแต่บัดนี้เลย

เมื่อคิดได้เช่นนี้ โครงการทำหมันหมา-แมวจรจัดจึงได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยความริเริ่มร่วมกันของอาจารย์กลุ่มหนึ่งจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยได้การสนับสนุนอย่างดีในช่วงเริ่มโครงการจากสายการบินนกแอร์ และเครือบริษัท SCC (เครือปูนซิเมนต์ไทย) รวมถึงกลุ่มเสม็ดรีสอร์ต และห้างสรรพสินค้า UD Center อุดรธานี และบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง

สิ่งที่ผู้ทำโครงการได้รับคือ ความปลื้มใจที่พบว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยรักและเมตตาสัตว์ แม้จะยังพบว่าสัตว์อีกจำนวนไม่น้อยยังถูกรังแก และถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ผู้ร่วมโครงการทุกคนมีความหวังเดียวกันคือ อยากให้สังคมไทยปราศจากหมา-แมวจรจัด และอยากให้สัตว์เหล่านั้นมีสุขภาพดี

ล่าสุดกลุ่มของเราเพิ่งออกไปให้บริการทำหมัน ตรวจสุขภาพ และรักษาโรคให้สัตว์เลี้ยงที่อำเภอบ้านเพ และเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง โดยครั้งนี้ได้ให้บริการกับสัตว์ 150 ชีวิต

ภาพความจริงภาพหนึ่งที่ได้รับโดยตรงจากออกไปทำโครงการนี้คือ ยังมีสัตว์เลี้ยงอีกมากในสังคมไทยถูกทอดทิ้งให้ได้รับความทรมาน แต่ก็มีอีกภาพหนึ่งที่ช่วยทำให้มีความหวังเพิ่มขึ้นคือ การได้พบเห็นว่ายังคงมีคนอีกมากมายที่รักและเมตตาต่อสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมโลกของเรา แม้บางคนอาจจะมีเศรษฐสถานะที่อาจไม่ดีมากนัก แต่เขาก็ให้ความรักและให้การดูแลสัตว์เป็นอย่างดี

ตะลอนเที่ยวประจำสัปดาห์นี้จึงขอนำเสนอภาพการทำโครงการทำหมัน ตรวจสุขภาพ รักษาโรค และฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำให้กับหมาและแมวทั้งชนิดมีเจ้าของและจรจัดในเขตตัวเมืองบ้านเพ และบนเกาะเสม็ด

เมื่อดูจากภาพแล้วจะเห็นได้ว่ากลุ่มผู้ทำงานจากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ ทุกคนต่างทุ่มเทและเอาจริงเอาจังกับการให้บริการกับสัตว์ และให้คำแนะนำกับเจ้าของสัตว์อย่างใกล้ชิด จนโครงการนี้กลายเป็นสิ่งที่ชาวเมืองบ้านเพ และชาวเกาะเสม็ดต่างเฝ้ารอที่จะให้สัตวแพทย์ จากจุฬาฯ กลับไปให้บริการอีกอย่างต่อเนื่อง

ชาวบ้านที่นำสัตว์ไปรับบริการบอกว่า เหตุผลที่ชอบและชื่นชมโครงการนี้คือ การได้เห็นว่ากลุ่มหมอสัตว์ทุกคนให้ความเป็นกันเองกับชาวบ้าน และให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการดูแลสัตว์ ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยบอกว่า อันที่จริงแล้วก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย แต่เหตุผลสำคัญที่เลี้ยงหมาและแมวไว้หลายตัวก็เพราะทนเห็นเขาถูกทอดทิ้งให้อดๆ อยากๆ ไม่ได้ แม้จะไม่ได้เลี้ยงเขาให้อยู่ภายในรั้วบ้าน เพราะบ้านไม่มีรั้วรอบขอบชิด แต่ก็รักเขา ไม่อยากให้เขาถูกใครทำร้าย

ยังมีอีกหลายเหตุผลที่ชาวบ้านบอกถึงสาเหตุที่ต้องเลี้ยงหมาและแมวไว้ ขอบอกได้เลยว่าถ้าหากคุณผู้อ่านได้ฟังจากปากของชาวบ้านที่คุณเห็นว่าเขามีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ค่อยจะดีมากนัก แต่รับรองได้ว่าคุณจะประทับใจในความมีเมตตาของเขาเหล่านี้ ขอย้ำว่าสิ่งหนึ่งที่เขาทุกคนมีเหมือนกันคือความเมตตาและความรักต่อเพื่อนร่วมโลก

คุยให้ฟังมานาน เกือบลืมบอกไปว่า โครงการล่าสุดนี้ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มสิงห์อาสาที่ช่วยออกแรงจับสุนัขจรจัดตัวจริงไปให้คุณหมอทำหมันและตรวจสุขภาพด้วย กลุ่มสิงห์อาสายืนยันหนักแน่นว่าจะช่วยจับหมาและแมวจรจัดเพื่อให้โครงการนี้ทำหมัน เพราะมั่นใจว่านี่คือหนทางหนึ่งที่จะช่วยลดจำนวนประชากรหมาและแมวจรจัดได้อย่างมีคุณภาพ


คุณหมอรอผ่าตัดให้น้องหมา


ชั่งนํ้าหนักก่อนเข้ารับการผ่าตัด


ลูกค้ามากมายมารอรับบริการ


สิงห์อาสาช่วยจับน้องหมาจรจัดให้คุณหมอ

ทีมสัตวแพทย์ จุฬาฯ และตัวแทนสิงห์อาสา กับตัวแทนเสม็ดกรุ๊ป

ตะลอนเที่ยว : ก้าวไปด้วยกัน แบ่งปันความเจริญรุ่งเรือง : CLMVT

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/275998

ตะลอนเที่ยว : ก้าวไปด้วยกัน แบ่งปันความเจริญรุ่งเรือง : CLMVT

ตะลอนเที่ยว : ก้าวไปด้วยกัน แบ่งปันความเจริญรุ่งเรือง : CLMVT

วันอาทิตย์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มิติใหม่ของธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงเสริมสร้างมิตรภาพได้บังเกิดขึ้นแล้วในกลุ่มประเทศ CLMVT หรือ Cambodia(กัมพูชา) Lao PRD (ลาว) Myanmar (เมียนมา) Vietnam (เวียดนาม) Thailand (ไทย) โดยมิติใหม่ที่ว่านี้จะมุ่งเน้นให้ประเทศเพื่อนบ้านของไทยทั้ง 4 ประเทศ ได้มีโอกาสนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยว อาหารการกิน ศิลปวัฒนธรรม ให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทย แล้วท่องเที่ยวต่อไปยังประเทศรอบๆ บ้านของไทย

สาเหตุสำคัญที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชูประเด็นการท่องเที่ยวในกลุ่ม CLMVT ขึ้นมา ก็เพราะตระหนักดีว่าเมื่อนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยแล้ว ก็อยากจะให้นักท่องเที่ยวได้ไปชมความงดงามของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศเพื่อนบ้านของไทยด้วย

มีคำถามว่า การทำโครงการเช่นนี้จะไม่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหนีไปเที่ยวประเทศอื่น แล้วไม่สนใจท่องเที่ยวในประเทศไทยหรือ คำตอบที่ได้จากผู้บริหารหลายคนของททท.คือ “ไม่อย่างแน่นอน” แต่การส่งเสริมเช่นนี้จะทำให้ประเทศไทยได้รับการชมเชยว่าเป็นประเทศที่ไม่เห็นแก่ตัว เพราะไทยคิดถึงเพื่อนบ้าน และพยายามส่งเสริมให้เพื่อนบ้านได้รับผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวด้วย ซึ่งนับเป็นการส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวแบบแบ่งปัน แล้วก้าวเดินไปด้วยกัน (Moving Towards Shared Prosperity)


จากซ้ายไปขวา ยุทธศักดิ์ สุภสร (ผู้ว่าฯททท.) กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร (รมว.การท่องเที่ยวฯ)
พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร (รองนายกรัฐมนตรี) กลินท์ สารสิน (ประธานบอร์ด ททท.) พงษ์ภาณุ
เศวตรุนทร์ (ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ)

นานาชาติได้ประจักษ์แล้วว่าการท่องเที่ยวคือกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างรายได้และความมั่งคั่งอย่างเป็นรูปธรรมให้กับประเทศต่างๆ ในกลุ่ม CLMVT และเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่ารายได้จากการท่องเที่ยวช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งในเขตเมืองและในชนบท

ธนาคารโลกรายงานว่า กลุ่ม CLMVT มีรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 62 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2015 โดยประเทศไทยทำรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2015 เป็นจำนวน 78 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมดในกลุ่ม CLMVT เมื่อคิดรายได้โดยเฉลี่ยแล้ว จะพบว่าทุกประเทศในกลุ่มนี้สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็น 15 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้จากการส่งสินค้าออกของแต่ละประเทศ แต่สำหรับกัมพูชาแล้วจะพบว่ามีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงมากถึง 28.5 เปอร์เซ็นต์ โดยกัมพูชามีรายได้จากการท่องเที่ยว 3.41 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยว 48.53 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 17.6 เปอร์เซ็นต์

ยกตัวอย่างจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปท่องเที่ยวในกลุ่ม CLMVT ในปี 2016 รวมทั้งหมดประมาณ 13 ล้านคน พบว่าเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยประมาณ 9 ล้านคน เข้าไปเที่ยวเวียดนามประมาณ 3 ล้านคน เข้าไปเที่ยวกัมพูชา 8 แสนกว่าคน เข้าไปเที่ยวลาว 5 แสนคน และเข้าไปเที่ยวพม่า 1 แสน 5 หมื่นคน


จากซ้ายไปขวา สีลา ฮุล (รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยว กัมพูชา) วงเดือน แก้วสุลีวง (กระทรวงข่าวสาร วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ลาว) ไน ไน โอ (กระทรวงการโรงแรมและการท่องเที่ยว เมียนมา) วู่ นาม (รองปลัดกระทรวงการจัดการการการท่องเที่ยว เวียดนาม) และ ฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา รองผู้ว่าการด้านการสื่อสาร การตลาด ททท.) ร่วมเสวนาหัวข้อ “CLMVT: Moving towards Shared Prosperity”

ถ้าหากดูจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยภาพร่วมที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในกลุ่ม CLMVT ในปี 2016 จะพบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในไทยมากกว่า32 ล้านคน เข้าไปในเวียดนาม 10 ล้านคน เข้าพม่า 3 ล้านคน เข้าลาวกว่า 4 ล้าน เข้ากัมพูชา 5 ล้านคน หรือกล่าวโดยภาพรวมจะพบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในประเทศกลุ่ม CLMVT มากกว่า 54 ล้านคน

มีคำถามว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปเที่ยวชมอะไรใน CLMVT คำตอบคือ มีหลายสิ่งหลายอย่างให้ชม ให้กิน และให้ซื้อ เช่น ให้ชมก็ได้แก่สถานที่ท่องเที่ยวทั้งเชิงธรรมชาติ เชิงศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และสถานที่ท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น อย่างเช่นสวนสนุก เป็นต้น ส่วนให้กิน ก็มีหลากหลายทั้งอาหารนานาชนิด และผลไม้อีกสารพัดอย่างซึ่งมีให้กินได้ตลอดปี ส่วนให้ซื้อก็ได้แก่สินค้าพื้นเมืองของแต่ละชนชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นอกจากนี้ใน CLMVT ยังถือเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยโบราณสถานสำคัญ ซึ่ง UNESCO เลือกสรรให้เป็นสถานที่มรดกโลก (World Heritage Sites) ล่าสุด UNESCO คัดเลือกแหล่งโบราณสถานและแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในกลุ่มประเทศ CLMVT ให้อยู่ในทำเนียบมรดกโลกแล้ว 18 แห่ง และยังมีโบราณสถานและแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ
ที่น่าจะมีโอกาสได้รับคัดเลือกเป็นมรดกโลกอีก 39 แห่ง ขอยกตัวอย่างในไทย เช่น จ.เชียงใหม่ วัดพระมหาธาตุ,จ.นครศรีธรรมราช ปราสาทหินพิมาย จ.นครราชสีมา, ปราสาทพนมรุ้ง และปราสาทเมืองต่ำ จ.บุรีรัมย์, แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และพระธาตุพนม จ.นครพนม เป็นต้น

การท่องเที่ยวแบบแบ่งปัน เพื่อความก้าวหน้าร่วมกันของสมาชิกกลุ่ม CLMVT ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากรัฐบาลไทย และมีการย้ำเจตนารมณ์เรื่องนี้ภายในงาน Thailand Travel Mart Plus 2017 (TTM+2017) ซึ่งจัดขึ้นในจังหวัด
เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 14-16 มิถุนายน 2560 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของไทยทั้ง 4 คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม

ตะลอนเที่ยว : ชมตึกยุคอาณานิคมอังกฤษในย่างกุ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/274861

ตะลอนเที่ยว : ชมตึกยุคอาณานิคมอังกฤษในย่างกุ้ง

ตะลอนเที่ยว : ชมตึกยุคอาณานิคมอังกฤษในย่างกุ้ง

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เจดีย์สุเหล่มหาเจดีย์กลางชุมชนในย่างกุ้ง

ในยุคอาณานิคมที่อังกฤษเข้ามาครอบครองอินเดียเมื่อกว่า 200 ปีมาแล้ว (ศตวรรษที่ 19) ต่อจากนั้นอังกฤษก็เข้าครอบครองพม่าเมื่อประมาณกว่าหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา โดยพม่าในบางเขต เช่น ยะไข่ ตะนาวศรี มีสถานะเป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย (British India) หลังยุคสงครามอังกฤษกับพม่าในครั้งที่ 1 ครั้นต่อมาหลังสงครามอังกฤษกับพม่าครั้งที่สอง พม่าตอนใต้ก็ถูกผนวกเป็น British Burmaโดยอังกฤษถือว่า British Burma คือส่วนหนึ่งของ British India แล้วจากนั้นก็ได้เกิดสงครามอังกฤษกับพม่าครั้งที่สาม ซึ่งผลของสงครามครั้งนี้ทำให้พม่าทั้งหมดตกเป็นของอังกฤษอย่างเด็ดขาด โดยมีนามเรียกว่า British India ผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ยุคดังกล่าวจะเรียกว่ายุคจักรวรรดินิยมในเอเชีย ดังนั้นพม่า (ในอดีต) จึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ (British rule in Burma) ในช่วงพ.ศ.2367-2491

ผลพวงทางด้านสถาปัตยกรรมในยุคที่พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษยังคงปรากฏเด่นชัดมาจนถึงทุกวันนี้ จนทำให้ย่างกุ้ง (เมืองหลวงเก่าของพม่า) ได้รับการยอมรับว่าเป็นดินแดนอาณานิคมของอังกฤษในทวีปเอเชียที่มีตึกรามตามแบบยุคโคโลเนียลหลงเหลืออยู่มากมายที่สุด ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะถ้าหากจะเปรียบเทียบอาคารยุคโคโลเนียลในย่างกุ้งกับอาคารยุคโคโลเนียลในประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชียแล้ว รับรองว่าในย่างกุ้งมีอาคารยุคโคโลเนียลมากที่สุด


โบสถ์เซนต์แมรี

กาลเวลาที่ผ่านพ้นไปกว่าร้อยปี ประกอบกับการเกิดเหตุไม่สงบภายในประเทศเมียนมาหลายต่อหลายครั้ง ส่งผลให้อาคารเก่าแก่ที่ทรงคุณค่าในด้านศิลปะถูกปล่อยให้เสื่อมโทรมอย่างน่าเสียดาย แต่ก็ยังดีที่ประชาชนเมียนมาและรัฐบาลตระหนักถึงคุณค่าของอาคารเหล่านี้ จึงได้พยายามฟื้นฟูบูรณะอย่างจริงจัง เพื่อหวังจะให้อาคารยุคโคโลเนียลเหล่านี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ในอดีตอาคารเหล่านี้คือที่ทำการของรัฐบาลอังกฤษที่เข้ามาปกครองพม่า บางอาคารเป็นโรงเรียน โรงพยาบาล รวมถึงอาคารที่พักอาศัย แต่ที่สำคัญคือในย่างกุ้งมีโบสถ์คริสต์ที่สวยงามหลงเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก อาทิ โบสถ์เซนต์แมรี โบสถ์เซนต์ออกุสติน โบสถ์เซนต์ฟรานซิส โบสถ์โฮลี ทรินิตี เป็นต้น

ปัจจุบันนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์จากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากย่านประเทศตะวันตกได้เข้าไปเจรจากับรัฐบาลเมียนมาเพื่อขอเช่าอาคารเก่าเหล่านี้ โดยจะบูรณะซ่อมแซมให้อาคารที่ถูกปล่อยร้างมานานหลายสิบปีกลับมาอยู่ในสภาพที่ดีดังเดิมและสามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้นจึงพบว่าอาคารเก่าจำนวนไม่น้อยได้ถูกปรับปรุงเพื่อทำเป็นอาคารสำนักงาน และทำเป็นโรงแรมที่มีสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่งดงาม


โมเดลอาคารที่ทำการรัฐบาลอังกฤษ ยุคโคโลเนียลในย่างกุ้ง (เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ย่างกุ้ง)


อาคารรัฐสภาเก่า

(นายพลอองซาน ถูกสังหารในอาคารแห่งนี้)

กลุ่มนักกิจกรรมสังคม (NGO) ที่ทำงานด้านการอนุรักษ์โบราณสถานของย่างกุ้ง ที่มีชื่อว่า ย่างกุ้งเฮอริเทจ (Yangon Heritage) พยายามเรียกร้องและเชิญชวนให้ภาคประชาสังคม และภาครัฐของเมียนมาช่วยกันอนุรักษ์และบูรณะอาคารเก่าเหล่านี้ ด้วยวัตถุประสงค์ที่ว่าเพื่อให้ความงดงามของโบราณสถานเหล่านี้กลับคืนมาอีกครั้ง

นักวิชาการด้านสถาปัตยกรรมของย่างกุ้งบอกกับ Mr.Flower ว่า อังกฤษได้เข้ามาจัดผังเมืองให้ย่างกุ้งในยุคอาณานิคม ผังเมืองจึงเป็นตารางตามแบบอังกฤษ ส่วนถนนสแตรนด์ที่อยู่ริมแม่น้ำอิระวดี ก็ทำเลียนแบบถนนในกรุงลอนดอนที่เลียบแม่น้ำเทมส์ เพราะฉะนั้นอาคารต่างๆ บนถนนสแตรนด์ช่วงที่อยู่ใกล้กับท่าเรือย่างกุ้งจึงเป็นที่ทำการต่างๆ ของหน่วยงานรัฐตั้งแต่ยุคอาณานิคม เช่น ธนาคารกลาง อาคารกรมเจ้าท่า อาคารกรมศุลกากร กรมภาษีอากรที่ทำหน้าที่เก็บภาษีไม้สัก เกลือ และฝิ่น เมื่อไปเยือนอาคารต่างๆ บนถนนแห่งนี้แล้ว นักท่องเที่ยวที่กระเป๋าหนักก็มักจะแวะเวียนเข้าไปนั่งดื่มกาแฟในโรงแรมเดอะสแตรนด์(The Strand) โรงแรมเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี สร้างในรูปแบบวิคตอเรียน (สร้างค.ศ.1896) ที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ให้มีสภาพดีดังเดิม หรือหากนักท่องเที่ยวบางรายที่ต้องการสัมผัสความขลังของอาคารเก่าแห่งนี้ ก็จะต้องเข้าพักในโรงแรมสแตรนด์ ซึ่งค่าพักคืนหนึ่งก็ตกเป็นเงินหลายพันบาท ตามประวัติระบุว่าโรงแรมนี้สร้างโดยพี่น้องตระกูล Sarkie ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงมาในการสร้างโรงแรมหรูหราในภูมิภาคอุษาคเนย์ ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ คือโรงแรมโอเรียลเต็ล มาเลเซีย และโรงแรมราฟเฟิล สิงคโปร์

ต้องบอกตรงๆ ว่าในย่างกุ้งมีอาคารสไตล์โคโลเนียลให้คุณชมอีกมากมายนับไม่ถ้วน ถ้าหากคุณสนใจจะไปสัมผัสความงามของอาคารเหล่านี้ด้วยสายตาของคุณเอง โดยการเดินไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเร่งรีบ แล้วละเลียดชมความวิจิตรของสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมในย่างกุ้ง โปรดติดต่อทัวร์คุณแหน แล้วผม Mr.Flower จะพาคุณไปเที่ยวชม โปรดติดต่อ 091-7233615


อาคารเก่ายุคโคโลเนียลมีให้เห็นมากมายในย่างกุ้ง


ตึกสูงระฟ้าเริ่มแผ่กระจายให้เห็นมากมายในย่างกุ้ง

ตะลอนเที่ยว : Qavam House (Naranjestan-e Ghavam) สถานพำนักของชนชั้นสูงแห่งชีราซ (Shiraz)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/273523

ตะลอนเที่ยว : Qavam House (Naranjestan-e Ghavam) สถานพำนักของชนชั้นสูงแห่งชีราซ (Shiraz)

ตะลอนเที่ยว : Qavam House (Naranjestan-e Ghavam) สถานพำนักของชนชั้นสูงแห่งชีราซ (Shiraz)

วันอาทิตย์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ชีราซคือเมืองสำคัญแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอิหร่าน เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าของอาณาจักรเปอร์เซียที่มีความเป็นมายาวนานกว่า 2,000 ปี และเคยเป็นเมืองหลวงของอิหร่านในยุคราชวงศ์แซนด์ (ค.ศ. 1749-1779)

เมืองชีราซได้รับการขนามนามว่าเป็นเมืองกวี (เป็นบ้านเกิดของกวีนามอุโฆษชื่อว่าซาดี และฮาเฟซ) เมืองศิลปะ เมืองการศึกษา เมืองวรรณกรรณ เมืองแห่งดอกไม้ และยังเคยเป็นเมืองที่มีไวน์องุ่นขึ้นชื่อของโลก ในนามไวน์ชีราซ และที่สำคัญอีกประการคือเป็นเมืองที่มีนครโบราณชื่อว่า เปอร์เซโปลิส (Persepolis) ตั้งอยู่ (วันหน้าจะพาคุณไปชมความมหัศจรรย์ของเมืองโบราณแห่งนี้ด้วยกัน)

ทริปนี้ Mr. Flower จะพาคุณไปชมความงดงามของ Qavam Houseสถานพำนักของชนชั้นสูงในเมืองชีราซ ที่มีสถาปัตยกรรมอันเป็นแบบฉบับของชีราซ คนอิหร่านมักจะเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า นารานเจสถาน อี กาแวม เพราะสถานที่แห่งนี้คือสวนส้ม (ส้ม (orange) ในภาษาฟาร์ซีคือ Naranj, Narenj

Qavam House ก่อสร้างในปี ค.ศ. 1257 แล้วเสร็จในปี 1267 เริ่มสร้างโดย อาลี โมฮัมหมัด ข่าน กาแวม โอล โมล์ค แล้วมาเสร็จสมบูรณ์ในยุคมีร์ซา โมฮัมหมัด เรซา ข่าน (หลานปู่ของอาลี โมฮัมหมัด ข่าน) และได้รับการตกแต่งเพิ่มเติมมาอีกหลายครั้ง

ตระกูลกาแวมมีพื้นฐานมาจากการค้าขาย แต่ในท้ายที่สุดก็ได้เข้าไปมีอำนาจรัฐในยุคราชวงศ์แซนด์ ต่อเนื่องไปถึงราชวงศ์กาจาร์ และสืบต่อไปจนถึงราชวงศ์ปาห์เลวี

จุดเด่นของบ้าน (คฤหาสน์) หลังนี้คือการใช้กระจกเงาทั้งสีขาวและสีต่างๆ เป็นเครื่องประดับ รวมถึงยังมีภาพเขียนด้วยสี ผสมกับกระเบื้องปูพื้นและติดผนังที่ให้ลวดลายและสีสันสุดวิจิตร อันบ่งบอกถึงสถาปัตยกรรมของยุคราชวงศ์กาจาร์ได้อย่างชัดเจนที่สุด

คฤหาสน์แห่งนี้เป็นเครื่องบ่งบอกและแสดงถึงความหรูหราวิจิตรอลังการของชนชั้นสูงในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในประเทศอิหร่านได้เป็นอย่างดี โดยแบ่งอาคารเป็นสองปีก ตรงกลางด้านหน้าเป็นห้องโถงเปิดขนาดใหญ่ ภายในโถงประดับด้วยกระจกเงาที่ตัดเป็นรูปทรงขนาดต่างๆ แล้วประดิดประดอยเป็นรูปทรงเรขาคณิต พื้นปูด้วยกระเบื้องสีขาวและน้ำเงิน ด้านหน้าคฤหาสน์มีน้ำพุใหญ่ และมีสวนแบบเปอร์เซียขนาดใหญ่ที่ให้ความรื่นรมย์กับผู้ไปเยือน ส่วนจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งที่สามารถดึงดูดสายตาของผู้มาเยือนคฤหาสน์หลังนี้ทุกคนคือ ลายปูนปั้นสีสันสวยงามที่ประดับอยู่บนเพดานและฝาผนัง และที่ขาดไม่ได้สำหรับคฤหาสน์แห่งนี้คือ ผนังที่ทำเป็นหน้าต่างประดับกระจกสีสดสวย

ภาพที่ Mr. Flower นำมาให้คุณชมในสัปดาห์นี้นับได้ว่าเป็นแค่เพียงน้ำจิ้มเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงยังมีภาพสวยๆ อีกมากมายในคฤหาสน์ และในสวนหน้าคฤหาสน์ รวมถึงประตูทางเข้าก่อนจะถึงบริเวณสวนสวยที่รอให้คุณไปสัมผัสด้วยสายตาของคุณเอง

ทัวร์คุณแหนโดย Mr. Flower จะพาคุณไปสัมผัสความวิจิตรของเมืองชีราซ ในช่วงต้นเดือนตุลาคมปีนี้ หากคุณสนใจร่วมทริปสุดพิเศษนี้ไปกับคณะเล็กๆ ของเรา โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกัมโพชธานี แห่งกรุงหงสาวดี เมืองของผู้ชนะสิบทิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/272396

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกัมโพชธานี แห่งกรุงหงสาวดี เมืองของผู้ชนะสิบทิศ

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกัมโพชธานี แห่งกรุงหงสาวดี เมืองของผู้ชนะสิบทิศ

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คนไทยจำนวนไม่น้อยรู้จักชื่อกรุงหงสาวดีมาจากหนังสือเรื่อง “ผู้ชนะสิบทิศ” ที่ประพันธ์โดย “ยาขอบ” และรู้จักพระนามของ “บุเรงนอง ก-ยอดินนรธา” พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งกรุงหงสาวดี

วันนี้ Mr.Flower จะพาคุณไปเยือนกรุงหงสาวดี ราชธานีของชนชาติมอญเมื่อครั้งอดีตด้วยกัน (ขอเรียนให้ทราบว่า พระเจ้าบุเรงนอง มิได้ทรงเป็นชนชาติมอญ แต่สุดท้ายได้ทรงเข้าไปครอบครองดินแดนของมอญไว้ในพระราชอำนาจ)

กรุงหงสาวดี หรือเมืองพะโค (Bago, Pegu) ในยุคปัจจุบัน แต่ย้อนไปเมื่อยุคกรุงหงสาวดีเป็นราชธานี มีพระราชวังชื่อ กัมโพชธานี (Kanbawza Thadi) ตั้งอยู่ทิศใต้ของพระมหาเจดีย์ชเวมอดอ หรือพระมหาธาตุมุเตา พระเจ้าบุเรงนองทรงให้สร้างพระราชวังแห่งนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2109 แต่สุดท้ายก็ทรงให้เผาพระราชวังแห่งนี้ทิ้ง เนื่องจากมีปัญหากบฏยะไข่ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์พม่าระบุว่า พระราชวังแห่งนี้มีประตูเมืองถึง 20 แห่ง โดยใช้ชื่อเมืองประเทศราชต่างๆ เป็นชื่อประตู แล้วหลังจาก
พระองค์เสด็จสวรรคต เมืองหงสาวดีก็ล่มสลายลงพร้อมๆ กับการล่มสลายของอาณาจักรตองอู (แต่นักประวัติศาสตร์บางสำนักก็บอกว่า พระราชวังกัมโพชธานีถูกเผาโดยกบฏยะไข่ในยุคพระเจ้านันทบุเรง) หลังจากนั้นศูนย์กลางแห่งอำนาจของพม่าก็ย้ายไปอยู่ในเมืองอังวะ อมรปุระ มัณฑะเลย์ จนกระทั่งสุดท้ายเสียเอกราชให้กับอังกฤษในยุคล่าอาณานิคม)

จนกระทั่งพ.ศ. 2533 รัฐบาลพม่าได้สั่งให้มีการขุดค้นสำรวจเขตพระราชวังเก่าแห่งนี้ จึงได้พบซากของฐานพระราชวังที่เหลือเพียงเสาไม้สักขนาดใหญ่ที่โผล่พ้นดินจำนวนหลายร้อยต้น ปัจจุบันซากเสาไม้สักจำนวนมากมายเหล่านี้ยังคงถูกฝังไว้ดังเดิม แต่หลายต้นก็ถูกนำขึ้นมาแสดงเป็นประจักษ์พยานทางประวัติศาสตร์ แล้วได้ก่อสร้างพระราชวังจำลองขึ้นมาโดยอาศัยเค้าโครงของประวัติศาสตร์เป็นต้นแบบ

แม้พระราชวังจำลองแห่งนี้จะเป็นสิ่งปลูกสร้างใหม่ แต่ทว่าปลูกสร้างอยู่บนเขตของพระราชวังกัมโพชธานีเดิม ซึ่งยังคงอุดมไปด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อาทิ รากฐานเดิมของพระราชวัง และพระตำหนักต่างๆ ดังจะสืบค้นได้จากเสาไม้สักขนาดใหญ่ทุกต้นที่จารึกชื่อของเจ้าผู้ครองรัฐ และชื่อเมือง ไว้ที่เบื้องล่างของเสา เพื่อแสดงให้รู้ว่าเสาแต่ละต้นนั้นส่งมาจากใครและเมืองใดเพื่อเป็นเครื่องราชบรรณาการแด่พระเจ้าบุเรงนอง (โปรดดูภาพประกอบ)

พระราชวังกัมโพชธานีจำลองมีพระราชวังสองแห่ง คือ ท้องพระโรงหลวง (Royal Audience Hall) ตั้งอยู่กึ่งกลางเขตพระราชวัง และมีอีกหนึ่งพระราชวังเป็นที่ตั้งของภุมรินทรราชบัลลังก์ (Bumble Bee Throne Hall) ซึ่งเชื่อกันว่าพระราชวังแห่งนี้คือห้องพระบรรทมของพระเจ้าบุเรงนอง

ยังมีพุทธสถานสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงหงสาวดีคือ พระมหาเจดีย์ชเวมอดอ หรือพระมหาธาตุมุเตา พระมหาธาตุแห่งนี้มีความสูงที่สุดในประเทศเมียนมา สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์ของพม่าจะทราบดีว่าพระมหาธาตุมุเตาคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่พระมหากษัตริย์พม่าในครั้งอดีตจะต้องเสด็จพระราชดำเนินไปทรงกระทำพระราชพิธีต่างๆ เช่น พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ เสด็จไปเจาะพระกรรณ และมีตำนานว่า ก่อนพระเจ้าบุเรงนองจะเสด็จไปทำศึกสงครามก็จะเสด็จไปกราบนมัสการพระมหาธาตุองค์นี้ และว่ากันว่าเมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จไปทำศึกกับหงสาวดี ก็เสด็จไปถวายนมัสการพระมหาธาตุมุเตา เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในทริปนี้ Mr.Flower ยังพาคุณไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติย่างกุ้ง เพื่อไปชมพระราชสีหบัลลังก์ หรือบัลลังก์สิงห์ ซึ่งมีอายุ 150 ปี พระราชบัลลังก์นี้เคยเป็นที่ประทับเพื่อแสดงออกว่าราชการโดยพระเจ้าธีบอ หรือสีป่อ พระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์อลองพญา กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของพม่า ก่อนจะเสียเมืองให้กับอังกฤษ

ถ้าหากคุณสนใจไปชมและศึกษาแหล่งโบราณคดี และแหล่งประวัติศาสตร์ของพม่าแบบเจาะลึก ในคณะเล็กๆ ที่มีสมาชิกประมาณ 12-14 คน โปรดติดต่อ Mr.Flower ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

สีหบัลลังก์ (เก็บรักษาไว้ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติย่างกุ้ง)

 

พระราชวังจำลองยุคกรุงหงสาวดี

 เสาไม้สักเดิมที่ถูกค้นพบ แล้วนำมาแสดงในพระราชวังจำลอง

 

 สัญลักษณ์ของกรุงหงสาวดี คือรูปหงส์ซ้อนกัน

ตะลอนเที่ยว : ดอกไม้จันทน์จากดวงใจพสกนิกรไทย ทูลเกล้าฯ ถวายความอาลัยรักแด่พ่อของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/271178

ตะลอนเที่ยว : ดอกไม้จันทน์จากดวงใจพสกนิกรไทย ทูลเกล้าฯ  ถวายความอาลัยรักแด่พ่อของแผ่นดิน

ตะลอนเที่ยว : ดอกไม้จันทน์จากดวงใจพสกนิกรไทย ทูลเกล้าฯ ถวายความอาลัยรักแด่พ่อของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตั้งแต่จำความได้ Mr.Flower ได้ประจักษ์กับความจริงอย่างหนึ่งคือ คนไทยมากมายมหาศาลมีความผูกพันแน่นแฟ้นกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 อย่างสุดจะพรรณนา เหตุผลสำคัญที่คนไทยผูกพันกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพราะตระหนักดีว่าพระองค์ทรงรักประชาชน และทรงกระทำทุกสิ่งทุกอย่างโดยมิได้ทรงคำนึงถึงความเหนื่อยยากของพระองค์เพื่อความผาสุกของประชาชนทุกคน

ในวันที่พระเจ้าแผ่นดิน รัชกาลที่ 9 เสด็จสู่สวรรคาลัย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 คือวันที่ดวงใจของคนไทยทั้งแผ่นดินหลุดลอยออกจากร่าง ทุกคนโศกเศร้าจนสุดบรรยาย รอยยิ้มที่เคยใสสว่างจางหายไปจากใบหน้า มองไปทิศทางไหนก็ล้วนแล้วแต่พบภาพคนไทยมีใบหน้าที่อาบนองด้วยน้ำตาแห่งความระลึกถึงพระผู้เป็นพ่อของแผ่นดิน จากวันนั้นจวบจนถึงวันนี้ คนไทยเกือบทั้งแผ่นดินยังคงสวมใส่เสื้อผ้าด้วยชุดสีดำเพื่อถวายความอาลัยแด่พระองค์ท่าน คนไทยจำนวนไม่น้อยเดินทางไปกราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นประจำทุกสัปดาห์โดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ เพราะต้องการเพียงได้เข้าไปอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์ให้มากที่สุด

เวลา 22.00 นาฬิกา วันที่ 26 ตุลาคม 2560 คือวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระเมรุมาศ บนทุ่งพระเมรุ ถึงแม้คนไทยจะไม่อยากให้มีวันดังกล่าว แต่ก็ไม่สามารถฝืนความจริงได้

ในยามนี้ คนไทยทุกคนคิดตรงกันว่าหากสามารถทำสิ่งใดเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระผู้เป็นพ่อของแผ่นดินได้ ทุกคนก็จะพร้อมเพรียงร่วมมือร่วมใจทำตามความถนัดและความสามารถของแต่ละคน สิ่งหนึ่งที่คนไทยร่วมใจกันทำในยามนี้คือการเข้าร่วมโครงการจิตอาสาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์พระราชทาน

โครงการจิตอาสาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์พระราชทาน มีปฐมบทเนื่องมาจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระราชอนุสรณ์คำนึงถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และทรงเข้าพระทัยถึงความรู้สึกของประชาชนชาวไทยว่ายังคงรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยมิเสื่อมคลาย และมีความประสงค์ที่จะกระทำสิ่งที่แสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดกิจกรรม “โครงการจิตอาสาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์พระราชทาน” เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยฝีมือการสร้างสรรค์และถ่ายทอดโดยข้าราชบริพารโรงเรียนช่างฝีมือในวัง (หญิง) โรงเรียนช่างฝีมือในวัง (ชาย) และหน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ตลอดจนพสกนิกรทุกหมู่เหล่าเพื่อแสดงถึงความสามัคคี และการมีส่วนร่วมทั้งกำลังกาย กำลังความคิด และสติปัญญา ด้วยจิตอาสาในการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์พระราชทานเพื่อเป็นพระราชกุศลอุทิศถวายครั้งสุดท้าย อีกทั้งเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ และฝึกทักษะการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถนำแนวคิดไปสร้างสรรค์ต่อยอดสร้างอาชีพให้ตนเองและชุมชนอย่างยั่งยืน

การนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์เพื่อประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ และพระราชทานเลี้ยงอาหารสองมื้อสำหรับจิตอาสาที่ไปร่วมกิจกรรมนี้ ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นไป ณ อาคารรับรอง 606 สนามเสือป่า สำนักพระราชวัง ระหว่างเวลา 10.00-17.00 น. และบริเวณลานพระราชวังดุสิต ระหว่างเวลา 17.00-20.00 น. โดยในทุกวันเสาร์จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดการแสดงดนตรี ณ บริเวณลานพระราชวังดุสิตเพื่อพระราชทานความสุขแก่พสกนิกรด้วย

ประชาชนผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมโครงการจิตอาสาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์พระราชทาน ตามลำดับขั้นตอนดังนี้

1.ลงทะเบียนบริเวณด้านหน้าเพื่อรับสติ๊กเกอร์ที่ระบุหมายเลขลำดับสำหรับติดอกเสื้อ

2.รอให้เจ้าหน้าที่เรียกตามลำดับหมายเลขเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์

3.เนื่องจากมีประชาชนมาลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก ระหว่างรอให้เจ้าหน้าที่เรียกตามลำดับหมายเลขให้ประชาชนที่รอประดิษฐ์ริบบิ้นสำหรับติดก้านดอกไม้จันทน์

ความหมายของดอกไม้จันทน์ชนิดต่างๆ ทั้ง 7 แบบมีความหมายพิเศษ ดังนี้

ดอกดารารัตน์ ดอกดารารัตน์ หรือดอก Daffodil เป็นดอกไม้ทรงโปรดของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระราชทานแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อยู่เสมอ เมื่อครั้งยังทรงศึกษาและประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และนิยมมอบดอกไม้นี้ให้บุคคลผู้เป็นที่รัก เพื่อบอกว่าไม่เคยหวังสิ่งใดตอบแทน และหมายถึง เกียรติยศ ความกล้าหาญ รวมถึงเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง ชื่อดอกดารารัตน์มีความหมายลึกซึ้ง คำว่า ดารา หมายถึงดวงดาว คือสิ่งที่อยู่สูงสุด คำว่า รัตน์ หมายถึงแก้ว คือสิ่งมีค่า

ดอกกุหลาบ ดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักบริสุทธิ์ ด้วยอานุภาพแห่งความจงรักภักดีของทวยราษฎร์ที่ระลึกถึง
พระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 และเพื่อถวายความอาลัยรักเป็นครั้งสุดท้ายแด่พระองค์ ผู้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่รักยิ่งของชาวไทย

ดอกพุดตาน ดอกพุดตานเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคง ความอุดมสมบูรณ์ ชาวจีนเชื่อว่าเป็นไม้มงคล ดอกพุดตานเปลี่ยนสีได้ถึงสามสีภายในวันเดียวกัน เปรียบเสมือนวัฏจักรของชีวิตมนุษย์ที่เริ่มต้นด้วยการเป็นเด็กที่เป็นผ้าขาว แล้วเติบโตขึ้นพร้อมกับสีสันที่แต่งแต้ม จนกระทั่งสูงอายุ เปลี่ยนสีเข้มขึ้น แล้วก็ร่วงโรยลาไป ทิ้งไว้แต่คุณงามความดีที่ได้สร้างสรรค์ไว้

ดอกลิลลี่ ดอกลิลลี่แสดงออกถึงความรักบริสุทธิ์ ดอกลิลลี่สีขาวยังแสดงออกถึงความซื่อสัตย์และความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทยที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9

ดอกกล้วยไม้ ดอกกล้วยไม้เป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคง ความรัก และความสง่างาม สมดังพระมหากรุณาธิคุณในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อปวงชนชาวไทยของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9

ดอกชบาทิพย์ ดอกชบาทิพย์เป็นดอกไม้ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อสื่อถึงการดับสูญ และความเป็นทิพย์ เพื่อเป็นการถวายความอาลัยรักเป็นครั้งสุดท้ายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระผู้ทรงสถิตในดวงใจของประชาราษฎร์ชั่วนิจนิรันดร์

ดอกชบาหนู ดอกชบาหนู เปรียบเสมือนความอาลัยในการสูญเสียของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า เป็นสัญลักษณ์แทนดวงใจไทยทุกดวงเพื่อน้อมส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

ขอเชิญชวนชาวไทยทุกท่านที่สะดวกโปรดเข้าร่วม โครงการจิตอาสาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์พระราชทาน ณ อาคารรับรอง 606 สนามเสือป่า


มาร่วมตัวกันด้วยใจภักดี และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ตะลอนเที่ยว : บุญพาเที่ยว เที่ยวแบบอิ่มบุญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/270025

ตะลอนเที่ยว : บุญพาเที่ยว เที่ยวแบบอิ่มบุญ

ตะลอนเที่ยว : บุญพาเที่ยว เที่ยวแบบอิ่มบุญ

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การที่คนเราสามารถรวมกลุ่มกันจนกลายเป็นกลุ่มใหญ่ แล้วได้มีโอกาสร่วมกันทำบุญทำกุศลโดยพร้อมเพรียงกัน ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง บางคนเชื่อว่าการที่เราทั้งหลายได้ไปรวมตัวกันเพื่อทำความดีเช่นนี้ เป็นผลมาจากการมีจิตอันเป็นกุศลร่วมกัน

ผลที่เราจะได้รับโดยทันทีเมื่อทำบุญทำกุศล คือความอิ่มเอิบ เบิกบาน อิ่มเอมใจ และความปราโมทย์ปีติยินดี และที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุดอีกอย่างหนึ่งคือ รอยยิ้มบนใบหน้าของผู้ที่ได้ร่วมทำบุญ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะผู้อ่านแนวหน้า (กลุ่มหนึ่ง) ที่ร่วมโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ แล้วนำไปมอบให้เกษตรกรเลี้ยงดูจนกว่าโคกระบือจะสิ้นอายุขัย ได้ไปทำบุญเลี้ยงภัตตาหารพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 120 รูป รวมถึงเลี้ยง
อาหารเด็กๆ อีกกว่า 30 คน ที่กำลังจะบวชเณร แล้วถวายปัจจัยจำนวนหนึ่งให้กับวัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อใช้สำหรับค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารักษาพยาบาลพระสงฆ์และเณรอาพาธ ค่าเล่าเรียนของพระสงฆ์และเณร

ภัตตาหารที่คณะของเราได้น้อมนำไปถวายพระและเณรในครั้งนี้คือ ก๋วยเตี๋ยว และเย็นตาโฟ และไอศกรีมกะทิสด และน้ำส้มคั้น (คณะของเราสั่งไอศกรีมถังใหญ่ 4 ถัง ไปถวาย แต่ทั้งๆ ที่เราพยายามจะขอร้องให้เณร และเด็กๆ ช่วยกันฉันและทานไอศกรีมให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถ แต่ถึงกระนั้นไอศกรีมก็ยังคงมีเหลืออยู่อีกเกือบ 2 ถังเต็ม ดังนั้นคณะของเราจึงนำไอศกรีมไปมอบให้กับผู้คุม และผู้ต้องขังในเรือนจำแห่งหนึ่ง)

ภาพที่ผู้ร่วมทำบุญได้พบเห็นแล้วต่างก็รู้สึกอิ่มเอมใจเป็นอย่างมากคือภาพที่สามเณรทุกรูปฉันก๋วยเตี๋ยวกันอย่างมีความสุข เณรทุกรูปฉันกันหลายๆ ชาม และฉันไอศกรีมกันอย่างมีความสุขด้วย ส่วนเด็กๆ หลายสิบคนที่กำลังจะบวชสามเณร ซึ่งได้ร่วมรับประทานก๋วยเตี๋ยวและไอศกรีมในครั้งนี้ก็บอกว่า มีความสุขมาก เด็กหลายคนมีฐานะยากจน เดินทางมาจากต่างจังหวัด เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ มุกดาหาร และอีกหลายคนก็มาจากจังหวัดที่อยู่รอบๆ กรุงเทพฯ แต่ทุกคนบอกตรงกันว่า นาน ๆ จึงจะได้ทานของอร่อยที่ถูกใจเช่นนี้

ส่วนคณะผู้ร่วมบุญก็บอกตรงกันว่า ปลื้มใจที่เห็นเณรและเด็กมีความสุข และบอกร่วมกันว่า จะไปถวายภัตตาหารอีกในเร็วๆ นี้

สำหรับทริปนี้ นอกจากคณะของเราได้ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์และสามเณรแล้ว เราทุกคนยังได้ไปกราบนมัสการ พระพุทธนฤมลธรรโมภาส พระประธานในพระอุโบสถวัดนิเวศธรรมประวัติฯ และร่วมชมความวิจิตรงดงามของพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหารแห่งนี้ (พระอารามหลวงแห่งนี้ได้รับการสถาปนาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5)

นอกจากกราบนมัสการพระพุทธรูปในพระอุโบสถวัดนิเวศธรรมประวัติฯ แล้วคณะของเราก็ยังได้ไปชมความวิจิตรอลังการของพระราชวังบางปะอิน พระราชวังฤดูร้อน ที่มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แล้วพระราชวังแห่งนี้ก็ได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งในรัชสมัยของสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยได้ชมพระที่นั่งสำคัญๆ ในพระราชวังบางปะอิน คือ หอเหมมณเฑียรเทวราช ไอศวรรย์ทิพยอาสน์ วโรภาษพิมาน สภาคารราชประยูร พระที่นั่งเรือนแพ (เหล่านี้ล้วนอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอก) ส่วนในเขตพระราชฐานชั้นในก็คือ พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร เวหาสน์จำรูญ วิฑูรทัศนา บุปผาประพาส และพระตำหนักของเจ้านายฝ่ายใน รวมถึงพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และพระอนุสาวรีย์ราชานุสรณ์ที่รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกแด่พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธำรง ซึ่งทั้งหมดนี้สิ้นพระชนม์ภายในปีเดียวกัน

พระราชวังบางปะอิน

จากนั้นคณะของเราก็ได้ไปชมพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ที่อ.เมือง จ.ลพบุรี (แต่เนื่องจากมีเวลาจำกัด คณะของเราจึงได้ชมพระราชวังแห่งนี้ด้วยเวลาที่ไม่มากนัก เพราะคณะไปถึงจวนใกล้เวลาปิดทำการ)

พระนารายณ์ราชนิเวศน์แห่งนี้คือพระราชวังที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้น หลังจากพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว พระราชวังแห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้างไป จวบจนรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จึงได้มีการเริ่มบูรณะพระราชวังแห่งนี้ แล้วพระราชทานนามว่า พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ภายในมีพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ จันทรพิศาล ดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท พิมานมงกุฎ วิสุทธิวินิจฉัย ไชยศาสตรากร อักษรศาสตราคมปัจจุบันพระราชวังแห่งนี้ถูกปรับใช้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

ทริปนี้ ผู้ร่วมคณะทุกคนมีแต่รอยยิ้ม เพราะทุกคนอิ่มเอมใจที่ได้ร่วมบุญด้วยกัน และได้หวนรำลึกถึงประวัติศาสตร์ที่น่าภาคภูมิใจของชนชาติไทย

หมายเหตุ โครงการร่วมไถ่ชีวิตโคกระบือกับหนังสือพิมพ์แนวหน้ายังคงดำเนินการต่อไป แต่เนื่องจากระยะนี้โครงการยังไม่สามารถสรรหาผู้เหมาะสมที่สามารถรับโคกระบือไปเลี้ยงดูได้ ดังนั้นจึงขอเรียนแจ้งคุณผู้อ่านที่มีความประสงค์จะร่วมบริจาคเงินเพื่อสมทบโครงการนี้ว่า ขณะนี้ของดรับบริจาคเป็นการชั่วคราว แต่หากคุณผู้อ่านรายใดที่มีความสามารถรับโคกระบือไปเลี้ยงดูได้ หรือมีผู้ที่คุณมั่นใจว่าสามารถรับโคกระบือไปเลี้ยงดูได้เป็นอย่างดี โปรดกรุณาติดต่อหมายเลข 091-7233615 ขอขอบพระคุณในความมีเมตตาต่อสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมโลกของเรา

พระพุทธนฤมลธรรโมภาส พระประธานในพระอุโบสถ

พระนารายณ์ราชนิเวศน์

คณะผู้อ่านแนวหน้าร่วมถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์และสามเณร

ส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้อ่านแนวหน้าที่ร่วมโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือ

ตะลอนเที่ยว : อิหร่าน:ความทรงจำที่มีชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/268957

ตะลอนเที่ยว : อิหร่าน:ความทรงจำที่มีชีวิต

ตะลอนเที่ยว : อิหร่าน:ความทรงจำที่มีชีวิต

วันอาทิตย์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หลังจากที่นำเสนอเรื่องราวของทริปอิหร่านให้คุณผู้อ่านได้รับทราบมาระยะหนึ่ง ก็มีเสียงซักถามกันอย่างมากมายจากผู้ที่หลงใหลในอารยธรรมเปอร์เซียว่า “เมื่อไรจะได้ไปสัมผัสความวิจิตรของอู่อารยธรรมแห่งนี้”

ขอเรียนแจ้งว่า ได้ข้อสรุปเบื้องต้นแล้วว่า ทัวร์คุณแหนจะนำคุณๆ ไปชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในกรุงเตหะราน และเมืองอิสฟาฮานในเดือนสิงหาคมปีนี้ โดยจะใช้เวลาท่องเที่ยว 6 คืน 7 วัน

สถานที่แรกที่คณะของเราจะไปชมคือกรุงเตหะราน โดยจะไปชมพิพิธภัณฑ์เครื่องเพชร และเครื่องประดับที่ทำจากอัญมณีที่ประมาณค่ามิได้ ซึ่งเป็นสมบัติของพระราชวงศ์ต่างๆ ของเปอร์เซีย และอิหร่าน สถานที่แห่งนี้เปิดให้เข้าชมสัปดาห์ละ 4 วัน
คือ วันเสาร์ถึงวันอังคาร เวลา 14.00-16.00 น. เท่านั้น

พระราชวังโกเลสตาน

สถานที่ต่อมาคือ พระราชวังโกเลสตาน (Golestan) ขอบอกเพียงสั้นๆ ว่า ภายในพระราชวังแห่งนี้มีความวิจิตรบรรจงจนเกินบรรยาย โดยเฉพาะในท้องพระโรงที่ประดับด้วยกระจกแผ่นเล็กๆ ตามแบบฉบับเปอร์เซีย ต่อมาคือพิพิธภัณฑ์พรม (Carpet Museum) สถานที่แห่งนี้เป็นที่เก็บรักษาและแสดงพรมซึ่งเป็นงานชิ้นเอกอุของเมืองต่างๆ ของอิหร่านตั้งแต่ยุคอาณาจักรเปอร์เซีย และพรมจากมิตรประเทศที่มีสัมพันธไมตรีกับเปอร์เซีย ตามมาด้วยพิพิธภัณฑ์โมกาดาม (Moghadam) สถานที่แห่งนี้มีสวนสวยงามมากจนหลายคนยกย่องว่าเป็นเสมือนสวนอีเดน

พระราชวังเนียวาราน (Nirvaran) พระราชวังแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่โต แต่สามารถแสดงให้เห็นถึงพระราชนิยมของสมเด็จพระจักรพรรดินีฟาราห์ ปาห์เลวี (Empress Farah (Queen of Mohammad Reza Pahlavi, Shah of Iran) ได้อย่างแจ่มชัด และที่พลาดไม่ได้คือการเดินชมตลาดเตหะราน(Tehran Bazaar) เพราะสถานที่แห่งนี้จะทำให้คุณได้สัมผัสความเป็นอยู่ที่แท้จริงของชาวอิหร่าน ได้เห็นว่าคนอิหร่านกินและใช้อะไรในชีวิตประจำวัน ขอย้ำว่าการได้ชมตลาดแห่งนี้จะทำให้คุณได้สัมผัสคนอิหร่านอย่างใกล้ชิดอย่างที่สุด

จากกรุงเตหะราน คณะของเราก็จะไปชมเมืองอิสฟาฮาน (Esfahan) จุดแรกที่คณะของเราต้องไปชมก็คือ Shah Mosque Masjed-e-Imam ขอยืนยันว่า เพียงแค่คุณได้มองเห็นโบราณสถานแห่งนี้เพียงครั้งแรก คุณที่หลงใหลและชื่นชมกับศิลปะแบบโมเสกก็อาจจะละลายได้ภายในพริบตา โมเสกในมัสยิดที่ใหญ่โตมโหฬารแห่งนี้ทำให้โลกทั้งโลกในสายตาของคุณกลายเป็นสีฟ้าไปโดยปริยาย ขอบอกเลยว่าถ้าหากคุณต้องการจะเสพความวิจิตรและสัมผัสความอลังการของสถานที่แห่งนี้แล้ว คุณต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งวันเต็ม

ในจัตุรัสแห่งนี้ยังมีบาซาร์หรือตลาดที่มีอายุนับพันปีตั้งอยู่ด้วย แต่ถึงแม้ตลาดแห่งนี้จะมีอายุยาวนานมาก แต่ทว่าตลาดนี้ก็ยังคงมีชีวิตชีวา เพราะมีการค้าการขายสินค้านานาชนิดตลอดเวลา

นอกจากจัตุรัสแล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์อีกมากมายให้คุณเข้าไปชม และมีพระราชวังโบราณ และที่พลาดไม่ได้คือการชมสะพานที่เป็นเอกลักษณ์ของอิสฟาฮาน เช่น สะพานคาจู สะพานมาร์นัน สะพานชาห์เรสตาน สะพานซีโอเซโพล เป็นต้น

Imam Square, Esfahan

ขอเรียนให้ทราบตามตรงว่า ต่อให้จะพยายามบรรยายความงามและความวิจิตรของอิสฟาฮานให้คุณได้รับทราบมากสักเพียงใด ก็คงไม่ทำให้คุณซาบซึ้งเหมือนกับการได้ไปสัมผัสความวิจิตรด้วยตาและด้วยตัวของคุณเอง

คุณพร้อมที่จะไปสัมผัสความวิจิตรแบบมหัศจรรย์ล้ำลึกของเตหะรานและอิสฟาฮานแล้วใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นเดือนสิงหาคมนี้ เราจะไปชมความงามของเมืองเหล่านี้ด้วยกัน สำหรับคุณที่สนใจร่วมทริปกับทัวร์คุณแหน โปรดติดต่อ 091-7233615 ขอบคุณครับ สวัสดีครับ

รอคิวเข้าชมพิพิธภัณฑ์เครื่องเพชร

สะพานคาจู

สัสันแห่งบาซาร์ในเปอร์เซีย

ตะลอนเที่ยว : เชื่อมคน เชื่อมโลก เพิ่มรายได้ประเทศด้วยการท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/267852

ตะลอนเที่ยว : เชื่อมคน เชื่อมโลก เพิ่มรายได้ประเทศด้วยการท่องเที่ยว

ตะลอนเที่ยว : เชื่อมคน เชื่อมโลก เพิ่มรายได้ประเทศด้วยการท่องเที่ยว

วันอาทิตย์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แหล่งรายได้หลักที่ทุกประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างมากในยุคปัจจุบันคือ รายได้จากการท่องเที่ยว เพราะเป็นแหล่งรายได้ที่ทำเงินอย่างงดงามและมหาศาลให้กับแต่ละประเทศอย่างเป็นรูปธรรม อ้างอิงตัวเลขของ World Bank ที่ระบุถึงรายได้จากการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วโลกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995-2015 จะพบว่ามูลค่ารายได้จากการท่องเที่ยวของโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขของปี 1995 อยู่ที่ 486.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แล้วตัวเลขรายได้เพิ่มขึ้นทุกปีจนกระทั่งปี 2008 มีรายได้ 1.12 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่พอปี 2009 ตัวเลขรายได้ลดลงอยู่ที่ระดับ 1.00 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่หลังจากนั้นจนถึงปี 2014 ตัวเลขรายได้สูงถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในปี 2015 รายได้ลดลงเหลือ 1.44 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศไทยที่ได้มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งอ้างอิงจากสถิติของ World Bank ตั้งแต่ ค.ศ. 1995-2015 พบว่าในปี 1995 มีรายได้ 9.26 พันล้านดอลลาร์สหรัฐแล้วเพิ่มขึ้นทีละน้อย จนกระทั่งปี 2008 มีรายได้เพิ่มเป็น 22.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนในปี 2015 มีรายได้เพิ่มเป็น 48.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อรายได้จากการท่องเที่ยวสามารถทำเงินให้กับประเทศต่างๆ ได้อย่างงดงามและมากมายอย่างเป็นรูปธรรมเช่นนี้ จึงทำให้ทุกประเทศหันมาสนับสนุนและส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวและภาคบริการกันอย่างเอาจริงเอาจัง โดยต่างพยายามพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ รวมถึงปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวเดิมให้คงความน่าสนใจ เพื่อให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปกลับเยือนได้ตลอดเวลา

เมื่อการท่องเที่ยวเติบโตอย่างมาก ก็ส่งผลให้ธุรกิจการบิน ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง การค้าขาย สวนสนุก สปา การแพทย์ และการกีฬาของแต่ละประเทศเติบโตตามขึ้นไปโดยปริยาย ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าทุกประเทศได้พยายามพัฒนารูปแบบการให้บริการด้านการท่องเที่ยวแบบครบวงจรให้พร้อมสรรพเพื่อหวังให้ตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศของตนอย่างเป็นกอบเป็นกำ

ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวในงาน Arabian Travel Market 2017 (ATM 2017) ซึ่งจัดในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 24-27 เมษายนว่า ต้องการทำให้ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนปรารถนาจะไปเยือน (preferred destination) เพราะประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวทุกชนิดครบครัน และมีอารยธรรม ขนบประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงยังมีอาหารการกินที่สมบูรณ์ที่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกได้ตามความต้องการ และถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องทำตัวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ ซึ่งต้องการประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สามารถสร้างความประทับใจให้ตลอดไป โดยเฉพาะการสร้างประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวด้วยการได้สัมผัสวิถีชีวิตและความเป็นไทยแบบแท้จริง (unique and local experiences) โดยในปี 2016 ไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ
47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 13 เปอร์เซ็นต์ มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 9 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน และที่สำคัญอีกประการคือ จะต้องพยายามนำนักท่องเที่ยวจากประเทศใหม่ๆ ที่มีศักยภาพและมีคุณภาพด้านการท่องเที่ยว แต่ทว่ายังไม่ค่อยได้เดินทางมาท่องเที่ยวในไทย ให้เข้ามาเที่ยวเพิ่มมากขึ้น

ธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา บอกว่าการมางาน ATM 2017 ครั้งนี้ ททท.ได้ลงนามกับพันธมิตรต่างชาติเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการได้พบปะเจรจาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวกับสายการบินนานาชาติ อาทิ Emirates Airlines, FlyDubai, Etihad Airways, Mahan Airways และลงนามสัญญากับ Qatar Airways รวมถึงได้พบปะเจรจากับ H.E. Maitha Al Mahrouqi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวของประเทศโอมาน โดยจุดประสงค์สำคัญในการเจรจาและลงนามในสัญญากับสายการบินต่าง ๆ ก็คือเพื่อให้สายการบินเหล่านั้นนำนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ามาประเทศไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากเมืองรองที่กระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งมีความประสงค์จะเดินทางเข้ามาเที่ยวเมืองไทย อย่างเช่นนักท่องเที่ยวจากรัสเซีย ยุโรป และตะวันออกกลาง รวมถึงจากเมืองอื่นๆ ของอิหร่าน นอกจากนี้ในอนาคตอันใกล้ ททท. จะเร่งเข้าไปทำตลาดเพื่อดึงนักท่องเที่ยวระดับคุณภาพจากย่านละตินอเมริกาเข้ามาไทยให้มากขึ้นด้วย

โครงการหนึ่งที่ททท. พยายามจะเปิดโอกาสด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคของไทยให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติคือ โครงการ The Link โดยเป็นการร่วมมือช่วยเหลือกันระหว่างสำนักงานททท. ในยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลางกับสำนักงานททท. ในประเทศไทย โดยเบื้องต้นมี 10 คู่ คือ ลอนดอนกับแม่ฮ่องสอน ปารีสกับเลย เยอรมนีกับพังงา มอสโควกับเพชรบุรี โรมกับสุโขทัย สตอกโฮมกับนครศรีธรรมราช ปรากกับตรัง ดูไบกับสมุทรสงคราม นิวยอร์กกับตราด และลอสแองเจลิสกับชุมพร โดยสำนักงานททท. ต่างประเทศต้องพยายามนำนักท่องเที่ยวของตนให้เข้าไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นคู่ของตนให้ได้ ซึ่งนับเป็นการท่องเที่ยวแบบ local experiences ที่ชัดเจน

และเพื่อให้รูปประกอบคอลัมน์เข้ากับเนื้อหาที่นำเสนอในสัปดาห์นี้ Mr.Flower จึงเลือกนำภาพบรรยากาศภายในงาน ATM 2017 มาให้คุณๆ ได้ชมกัน ขอบอกว่าคูหาประเทศไทยที่จัดงานในครั้งนี้ได้รับความสนอกสนใจจากผู้ประกอบการด้านการ
ท่องเที่ยวและบริการซึ่งเป็นชาวต่างชาติอย่างคับคั่ง หลายคนปลื้มกับนวดไทย และหลายคนปลื้มกับการลงสี
บนหน้ากากโขน และถ้วยชาม ส่วนคูหาจัดงานของประเทศอื่นๆ ก็คึกคักไม่แพ้กัน เชื่อว่าเมื่อคุณๆ ได้ดูรูปแล้วคงจะเข้าใจได้โดยทันทีว่า ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวของโลกเรานั้นนับวันยิ่งมีความน่าสนใจอย่างมากมาย เพราะนี่คือแหล่งรายได้มหาศาล

(หมายเหตุ ขออนุญาตปิดท้ายด้วยการเรียนย้ำสมาชิกที่จะไปทำบุญเลี้ยงภัตตาหารพระและเณรจำนวน 100 กว่ารูป และไปชมพระราชวังบางปะอิน และพระนารายณ์ราชนิเวศน์กับ Mr.Flower ในวันที่ 7 พฤษภาคม ขอให้สมาชิกไปพบกันที่สำนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้า ถนนวิภาวดีรังสิต เวลา 06.45 น. นะครับ)

ตะลอนเที่ยว : เมืองไทยยังเนื้อหอมในตลาดนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและเปอร์เซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/266656

ตะลอนเที่ยว : เมืองไทยยังเนื้อหอมในตลาดนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและเปอร์เซีย

ตะลอนเที่ยว : เมืองไทยยังเนื้อหอมในตลาดนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและเปอร์เซีย

วันอาทิตย์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มัสยิดนัสเซอร์ โอล์ มอล์ค หรือ Pink Mosque เมืองชีราซ

คนไทยบางกลุ่มอาจจะมีทัศนคติในเชิงไม่ค่อยเป็นบวกมากนักกับผู้คนในย่านตะวันออกกลางและอิหร่าน (เปอร์เซีย) ซึ่งก็คงเนื่องมาจากการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่มาจากฝั่งของฝ่ายที่ค่อนข้างจะเป็นปรปักษ์กับคนอาหรับและอิหร่าน แต่ในมุมกลับกันแล้ว คนอาหรับ และอิหร่านจำนวนมิใช่น้อยมีทัศนคติที่ดีมากกับประเทศไทย

โปรดพิจารณาตัวเลขต่อไปนี้ แล้วคุณจะทราบได้ชัดเจนขึ้นว่า เมืองไทยเป็นที่สนใจของพวกเขาเหล่านี้มากเพียงใด

(จากขวา) ธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าฯททท. เหงียน ฮอง เอกอัครราชทูตเวียดนาม ณ กรุงโดฮา สุนทร ชัยยินดีภูมิ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโดฮาร์ และภรรยา และภรรยาเอกอัครราชทูตเวียดนาม

ปี 2016 มีนักท่องเที่ยวจากบาห์เรน อียิปต์ อิหร่าน จอร์แดน คูเวต เลบานอน โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เยเมน และจากอิรัก ลิเบีย ปาเลสไตน์ ซีเรีย เข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยรวม 585,633 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2015 ประมาณ 13.2 เปอร์เซ็นต์ ทำรายได้ให้ประเทศไทย 40,831.64 ล้านบาท ทำรายได้เพิ่มขึ้นจากปี 2015 ประมาณ 15.06 เปอร์เซ็นต์

นักท่องเที่ยวจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เข้ามาเที่ยวเมืองไทยมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งคือ 130,940 คน ตามมาด้วยอิหร่าน 119,594 คน และโอมาน 105,229 คน และคูเวตประมาณ 62,000 คน

คนไทยจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดคิดว่า ชาวอาหรับและชาวอิหร่านไม่ชอบเมืองไทย แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนเหล่านี้
ชอบเมืองไทย และไปเที่ยวเมืองไทยเป็นประจำทุกปี สิ่งที่เขาชื่นชอบเมืองไทยมากที่สุดคือ ความมีน้ำใจของคนไทย ทะเลของเมืองไทย และวัฒนธรรมของไทย รวมถึงอาหารไทย

นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพชรสุวรรณ ด้านตลาดยุโรป แอฟริกาและตะวันออกกลาง บอกว่า ตลาดนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและอิหร่านเติบโตในระดับที่น่าพอใจ และยังมีศักยภาพที่ดีอย่างต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อวันในประเทศไทยประมาณ 150-160 ดอลลาร์สหรัฐ และพักอยู่ในไทยค่อนข้างยาวนาน โดยเฉลี่ยประมาณ 11 วันต่อคน เพราะฉะนั้นตลาดตะวันออกกลาง และอิหร่านจึงเป็นตลาดที่ททท. ยังต้องเข้าไปดูแลและสร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด อย่างต่อเนื่อง เพราะยังมีกำลังซื้อที่สูงมาก และคนในกลุ่มประเทศเหล่านี้ยังให้ความสนใจเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยมากขึ้นในแต่ละปี

เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเตหะราน กัลยาณะ วิภัติภูมิประเทศ (คนซ้าย)
ซาราห์ ผู้บริหารกาตาร์แอร์เวย์ส ในอิหร่าน และ เฉลิมศักดิ์ สุรนันท์
ผู้อำนวยการททท. สำนักงานดูไบ

ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวของไทยจำนวนประมาณ 40 รายที่ไปร่วมงาน Amazing Thailand Pre-ATM Road Show 2017 in Iran and Qatar ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเตหะราน และเมืองชีราซ และกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ และมีบริษัทเอกชนจากประเทศไทยไปร่วมงาน Arabian Travel Market (ATM) 2017 อีกกว่า 50 บริษัท โดยงาน ATM 2017 จัดในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้มีโอกาสพบปะเจรจาการค้ากับคู่ค้ากว่า 100 ราย ซึ่งในโอกาสนี้ฝ่ายเอกชนของไทยสามารถสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าในด้านธุรกิจการบริการและการท่องเที่ยวได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดการขายห้องพักโรงแรม และรีสอร์ท สวนสนุก สวนสัตว์ การแสดงด้านศิลปวัฒนธรรมของไทย สปา และการดูแลสุขภาพแบบครบองค์รวม รวมถึงบัตรโดยสารสายการบินให้กับคู่เจรจาทางการค้าได้เป็นจำนวนมาก

ด้านคู่เจรจาทางการค้าชาวตะวันออกกลางและอิหร่านก็ยืนยันกับ Mr.Flower ว่า มีลูกค้าในกลุ่มตะวันออกกลางและอิหร่านสนใจเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศไทยมากขึ้นเป็นลำดับ ตัวอย่างเช่น มีการขอวีซ่าท่องเที่ยวจากสถานทูตไทย ประจำกรุงเตหะรานโดยเฉลี่ยวันละ 400-500 คน

โฮซเซน โฮซซินี ผู้อำนวยการการตลาด ภูมิภาคยุโรป มาฮานแอร์

ส่วนสายการบินมาฮานแอร์ ของอิหร่าน บอกว่ากำลังเพิ่มเที่ยวบินเข้าประเทศไทยให้มากขึ้น จากปัจจุบันที่บินตรงเข้าภูเก็ตทุกวัน ทางด้านสายการบินกาตาร์บอกว่าบินเข้าประเทศไทยเฉลี่ยสัปดาห์ละ 48 เที่ยวบิน และกำลังจะเพิ่มเที่ยวบินตรงไปยังเชียงใหม่ กระบี่ ภูเก็ต ในอนาคตอันใกล้

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ให้ข้อมูลด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวระหว่างตะวันออกกลาง และอิหร่านกับไทยจนหมดพื้นที่ ทำให้ไม่มีพื้นที่สำหรับนำภาพสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ ในอิหร่านและกรุงโดฮา และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มาฝาก

เอาเป็นว่าสัปดาห์หน้าจะนำภาพสวยๆ ในเมืองชีราซ และกรุงเตหะราน รวมถึงกรุงโดฮา และเมืองดูไบมาฝากนะครับ

แล้วถ้าคุณต้องการจะไปเที่ยวชมความงามของเมืองชีราซ อิสฟาน เตหะราน โดฮา กรุณาติดต่อ Mr.Flower ที่หมายเลข 091-72336165 นะครับ สวัสดีครับ

ห้องกระจกในพระราชวังโกเลสตาน กรุงเตหะราน

มัสยิดกลางประจำกรุงโดฮาร์ ประเทศกาตาร์

บรรยากาศการพบปะเจรจาการค้าระหว่างผู้ขายของไทยกับผู้ซื้อชาวกาตาร์

บรรยากาศการพบปะเจรจาการค้าระหว่างผู้ขายของไทยกับผู้ซื้อชาวกาตาร์

การเจรจาการค้าระหว่างภาคเอกชนไทยกับคู่ค้าในเมืองชีราช อิหร่าน

การเจรจาการค้าระหว่างภาคเอกชนไทยกับคู่ค้าในกรุงเตหะราน อิหร่าน