ตะลอนเที่ยว : น้อมเกล้าฯ ถวายสักการะมหาราชสยาม Homage to The Great Thai Kings

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/286952

ตะลอนเที่ยว : น้อมเกล้าฯ ถวายสักการะมหาราชสยาม  Homage to The Great Thai Kings

ตะลอนเที่ยว : น้อมเกล้าฯ ถวายสักการะมหาราชสยาม Homage to The Great Thai Kings

วันอาทิตย์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การแสดงความไว้อาลัยถวาย แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทย

“คนไทยจงรักภักดีและเทิดทูนพระเจ้าอยู่หัวของเขาอย่างที่สุด รักมานานแสนนาน จะจงรักภักดีและเทิดทูนพระเจ้าอยู่หัวของเขาตลอดไป ตราบจนกว่าชีวิตจะหาไม่”

นี่คือคำประกาศของคนไทยในกรุงมานามา ราชอาณาจักรบาห์เรน ที่ตั้งใจบอกให้ชาวต่างประเทศที่ไปรวมตัวเพื่อชมการแสดงเพื่อเทิดพระเกียรติ น้อมเกล้าฯ ถวายสักการะมหาราชสยาม ณ หอวัฒนธรรมบาห์เรน เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2560 ในงานเทศกาลการแสดงศิลปะประจำฤดูร้อน 2017 ในกรุงมานามา

การแสดงที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เข้าร่วมงานครั้งนี้เป็นผลงานการนำเสนอบทเพลงผ่านเปียโนโดย ณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินรางวัลศิลปาธร สาขาคีตศิลป์ พ.ศ.2552 ร่วมกับคณะนักแสดงจากสถาบันคริสเตียนนิเทศสัมพันธ์ (Christian Communications Institute) มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่


มหาเศรษฐีชาวบาห์เรน MR.Mohamed yateem เข้าชมการแสดง ณ ศาลาไทย

การแสดงครั้งนี้ นอกจากเพื่อเทิดพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินของราชอาณาจักรไทยแล้ว ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรบาห์เรน ซึ่งได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 40 ปี ในปี พ.ศ. 2560

นายชยพันธ์ บำรุงพงศ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมานามา กล่าวกับผู้ชมว่า การแสดงรอบพิเศษครั้งนี้จะทำให้ผู้ชมทุกท่านดื่มด่ำและซาบซึ้งกับการแสดงประกอบบทประพันธ์เพลงอันแสนไพเราะและทรงคุณค่าจากการบรรเลงของนายณัฐ ยนตรรักษ์  ที่ตั้งใจประพันธ์บทเพลงเพื่อเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทยให้โลกได้ประจักษ์ และในโอกาสนี้ก็ขอให้ทุกท่านร่วมน้อมจิตถวายความอาลัย และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2560


เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมานามา นายชยพันธ์ บำรุงพงศ์ (แถวยืน คนที่ 7 จากซ้าย) พร้อมด้วยเอกอัครราชทูตและภริยาจากนานาประเทศร่วมชมการแสดง

บทประพันธ์ที่ประเทศไทยโดยนายณัฐได้นำเสนอในเทศกาลการแสดงศิลปะครั้งนี้ ประกอบด้วยเพลง หาที่สุดมิได้ (Sine “Quo” Non) และได้เชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ ลมหนาว (Love in Spring) กับ Oh I Say ไปแสดงด้วย และยังมีเพลง กุหลาบแห่งรัก (Rose of Love) และ Siam Sonata

สำหรับคำว่า Sine “Quo” Non แปลความหมายได้ว่า “อันใดมิอาจเกิด หากปราศจากพระองค์ท่าน” เป็นบทประพันธ์เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

บทเพลง กุหลาบแห่งรัก (Rose of Love) ประพันธ์ขึ้นเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ พ.ศ. 2536 กุหลาบแห่งรักเปรียบเสมือนความรักที่ทรงมีในพระราชหฤทัยของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อพสกนิกรไทยทุกคนบนแผ่นดินไทย ความรักจากพระองค์ประสานให้แผ่นดินไทยชุ่มชื่น สดใส เพื่อให้คนไทยทุกคนมีแต่ความผาสุกสดใส แผ่นดินไทยไพบูลย์

เพลง Siam Sonata ประพันธ์ขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 75 พรรษา พ.ศ. 2545 โดยบทเพลงได้นำเสนอเอกลักษณ์ของประเทศไทยครบถ้วนทั้งสี่ภาค คือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ ซึ่งบ่งบอกเอกลักษณ์และจิตวิญญาณของคนไทยในแต่ละภาค แต่ในความแตกต่างกันนั้น คนไทยทุกคนจากทุกภาคก็สามารถอยู่รวมกันเป็นชาติเดียวกันอย่างผาสุกสงบได้ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมชาติไทย

สำหรับคนไทยที่อยู่ต่างบ้านต่างเมืองนั้น เมื่อได้รับฟังบทเพลง หาที่สุดมิได้ และได้ชมการแสดงประกอบ โดยเฉพาะในฉากที่อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชออกมาไว้เหนือศีรษะของนักแสดง แค่เพียงเท่านี้ก็มีเสียงร้องไห้และเสียงสะอื้นดังขึ้นภายในหอประชุม


พ-วงเดือน ยนตรรักษ์ รับหน้าที่พิธีกรของงาน

ตะลอนเที่ยว : สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สวนป่ากลางกรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/285854

ตะลอนเที่ยว : สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สวนป่ากลางกรุงเทพฯ

ตะลอนเที่ยว : สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สวนป่ากลางกรุงเทพฯ

วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรุงเทพฯ อาจจะถูกวิจารณ์ว่าเป็นเมืองที่มีต้นไม้ และพื้นที่สีเขียวจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับมหานคร และเมืองหลวงอื่นๆ บนโลกใบนี้ หรือแม้กระทั่งเทียบพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพฯ กับเมืองหลวงของประเทศที่เป็นสมาชิกอาเซียนด้วยกันเองก็ตาม

แต่ถึงกระนั้น กรุงเทพฯ ก็ยังคงมีพื้นที่สีเขียวและมีสวนป่ากลางเมืองขนาดใหญ่ เพื่อให้ผู้คนเข้าไปพักผ่อนหย่อนใจได้ แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าผู้คนส่วนใหญ่ของมหานครแห่งนี้จะเลือกเข้าไปสัมผัสบรรยากาศอันร่มรื่นและเขียวขจีของสวนป่ากลางกรุง หรือว่าสมัครใจจะเข้าไปแออัดอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดมากกว่ากัน ซึ่งเรื่องนี้อยู่ที่ความสมัครใจของผู้คน

หลายต่อหลายคนรู้จักตลาดนัดสวนจตุจักรเป็นอย่างดีและไปจับจ่ายซื้อของหรือเดินเล่นเป็นประจำทุกสัปดาห์ แต่น่าเสียดายที่คนซึ่งไปถึงตลาดนัดจตุจักรกลับไม่รู้จักสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับตลาดนัดสวนจตุจักร

สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ แห่งนี้ถือได้ว่าเป็นสวนป่าพระราชทานจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 สวนสาธารณะแห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนกำแพงเพชร อยู่ติดกับสวนจตุจักรและสวนวชิรเบญจทัศ สร้างขึ้นเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2535 เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2539 มีพื้นที่รวมประมาณ 200 ไร่ จุดเด่นของสวนสาธารณะแห่งนี้คือสระน้ำรูปทรงตัวอักษรสอเสือผสมกับอักษรภาษาอังกฤษตัวเอส (S) ซึ่งก็คืออักษรตัวแรกของพระนามาภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และมีการเปิดน้ำพุประกอบดนตรีเป็นช่วงๆ

ภายในสวนแห่งนี้มีสวนพันธุ์ไม้อันเกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ สวนพระมหากรุณาธิคุณเพื่อผู้พิการทางสายตา สวนกุหลาบนานาพันธุ์ สวนบัวนานาชนิดของประเทศไทยและประเทศต่างๆ สวนไผ่ สวนกล้วยทุกสายพันธุ์ สวนไม้ดอกตามฤดูกาลที่อวดสีสดใสตลอดเวลา สวนปาล์ม สวนไม้หอม สวนลั่นทมหรือลานลั่นทม ลานอโศก สวนสาละ สวนชบา และยังมีสวนสัตว์ขนาดเล็ก แต่ที่น่าสนใจมากคือมีแปลงผักอินทรีย์ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามแนวพระราชดำริ เส้นทางศึกษานิเวศธรรมชาติป่าพรุ แต่สำหรับผู้ที่นิยมการดูนกและผีเสื้อแล้ว รับรองได้ว่าในสวนแห่งนี้มีนกและผีเสื้อเกือบร้อยชนิดให้ชมตลอดปี และเมื่อไปสวนแห่งนี้แล้วก็ไม่ควรพลาดการเข้าชมหอนิทรรศการพระราชกรณียกิจ โครงการพระราชดำริอันเกี่ยวเนื่องกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดแสดง ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา

สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 05.30-18.30 น. ไม่เก็บค่าเข้าชม ไม่อนุญาตให้นำจักรยานและยานพาหนะใดๆ เข้าภายในสวน ส่วนหอนิทรรศการพระราชกรณียกิจ เปิดให้บริการวันอังคารถึงศุกร์ เวลา 09.00-17.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดตามนักขัตฤกษ์ เปิดบริการเวลา 10.00-18.00 น. ปิดบริการวันจันทร์

ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 85 พรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2560 มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ รวมกับองค์กร 25 แห่งที่ดำเนินโครงการสนองพระราชดำริด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันจัดงานสีสันพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 9-14 สิงหาคม 2560 ภายในสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการต่างๆ อาทิ ด้วยน้ำพระราชหฤทัยสู่ไพรพนาที่ยั่งยืน คู่พระบารมีสู่ต้นกำเนิดศิลปาชีพฯ นนทรีทรงปลูก 9 ต้น ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นต้น และยังมีการประกวดพรรณไม้ 10 ชนิด ชิงถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9อาทิ บอนสี โป๊ยเซียน โกสน ลิ้นมังกร แก้วกาญจนา ชวนชม พญามังกร หมากผู้หมากเมีย หน้าวัวใบ และบอนไซ และมีการออกร้านค้าจำหน่ายสินค้านานาชนิดด้วย ผู้เข้าชมงานนี้สามารถขอรับกล้าต้นไม้ อาทิ สัก กาสะลองคำ นนทรี ยางนา ทองอุไร กฤษณา และไม้ยืนต้นอื่นๆ กลับไปปลูกได้

ขอเชิญชวนให้คุณๆ ได้ไปสัมผัสความร่มรื่นของสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สักครั้ง แล้วคุณจะรู้ว่ากลางกรุง ของเรานั้นยังมีแหล่งรมยสถานที่แสนรื่นรมย์

ตะลอนเที่ยว : กาตาร์ เมืองเศรษฐี ไข่มุกแห่งตะวันออกกลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/284635

ตะลอนเที่ยว : กาตาร์ เมืองเศรษฐี ไข่มุกแห่งตะวันออกกลาง

ตะลอนเที่ยว : กาตาร์ เมืองเศรษฐี ไข่มุกแห่งตะวันออกกลาง

วันอาทิตย์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กาตาร์กลายเป็นเมืองที่คนไทยประเภทที่ชอบท่องเที่ยวดินแดนในตะวันออกกลางให้ความสนใจมากขึ้นมาโดยทันที หลังจากประเทศนี้ถูกประกาศคว่ำบาตรโดยประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อไม่กี่เดือนมานี่ ข้อกล่าวหาที่ใช้คว่ำบาตรกาตาร์คือสนับสนุนขบวนการก่อการร้าย IS แต่กาตาร์ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างแข็งขัน

คนที่สนอกสนใจการกีฬาคงทราบดีว่ากาตาร์เคยเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2006 และจะเป็นเจ้าภาพแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 และหลายคนก็อาจรู้ดีว่ากาตาร์คือประเทศผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่และรายสำคัญของโลก ดังนั้นรายได้มหาศาลของกาตาร์จึงมาจากการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ กาตาร์มีแหล่งก๊าซธรรมชาติสำรองเป็นอันดับสามของโลก รองจากรัสเซียและอิหร่าน และเป็นที่ตั้งของสถานีโทรทัศน์อัลจาซีรา

วันนี้ผมจะชวนคุณไปเที่ยวกาตาร์ด้วยกัน ขอบอกก่อนเลยว่าเมืองนี้น่าสนใจมาก

ประเทศนี้มีเจ้าผู้ครองรัฐ หรือเรียกว่า Amir หรือ Emir จากราชวงศ์อัลธานี เจ้าผู้ครองรัฐพระองค์ปัจจุบันคือ ทามิม บิน อาเหม็ด อัล ธานี เมืองหลวงคือกรุงโดฮา พลเมืองชาวกาตาร์มีประมาณ 2 ล้าน 7 แสนคนเท่านั้น แต่ในกาตาร์มีคนงานชาวต่างชาติอาศัยและทำงานเป็นจำนวนหลายแสนคน

มีคำถามแรกว่าจะไปเที่ยวดูอะไรในกรุงโดฮา ตอบได้ทันทีว่าไปดูชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนที่เราเรียกว่ามหาเศรษฐี

สถานที่แรกที่ต้องไปดูคือตลาด (souq) ออกเสียงว่า ซู้ก ตลาดหลักของกรุงโดฮาคือ Souq Waqif เป็นตลาดเก่าแก่กลางเมือง ตั้งอยู่ใกล้กับพระราชวัง เป็นย่านการค้าที่ขึ้นชื่อที่สุดของเมือง สถาปัตยกรรมเป็นแบบพื้นเมือง เป็นอาคารสูงสองชั้น ซึ่งก็คือ Bazaar ทั่วๆ ไปในย่านตะวันออกกลางและเปอร์เซีย ความน่าสนใจของ souq คือ เป็นจุดศูนย์กลางของสินค้าพื้นเมือง เป็นแหล่งพบปะพูดคุย เจรจาธุรกิจ และพูดคุยในเรื่องต่างๆ นานาจิปาถะ และเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนคลายของผู้คน

ในซู้กแห่งนี้ เราสามารถพบเห็นวิถีชีวิตของชาวตะวันออกกลางได้อย่างหลากหลาย สมัยก่อนจะพบเห็นชาวซาอุฯ ชาวยูเออี ชาวบาห์เรน และยังได้พบเห็นวิถีชีวิตของผู้คนชาวต่างชาติที่เข้าไปทำมาหากินในกรุงโดฮา (แต่หลังกาตาร์ถูกเพื่อนบ้านคว่ำบาตร ก็ทำให้ชาวซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และยูเออีลดน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัด แต่อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า ซู้กวากิฟในกรุงโดฮาน่าสนใจและน่าไปเยี่ยมชม พร้อมน่าจับจ่ายซื้อข้าวของเป็นอย่างมาก

สถานที่ต่อมาที่ต้องไม่พลาดคือพิพิธภัณฑ์กรุงโดฮา หรือ Museum of Islamic Art จะเห็นได้ว่าเขาใช้ชื่อว่าพิพิธภัณฑ์แห่งศิลปะอิสลาม นั่นหมายความว่า ที่นี่คือศูนย์รวมของศิลปะอิสลาม มีทั้งพรม เครื่องประดับ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องโลหะ อาวุธ อักษรและตำรา ภาพเขียนและภาพวาด ซึ่งเก็บรวบรวมมาจากที่ต่างๆ อันมิได้เฉพาะของชาวกาตาร์ หรือชาวกาตารันเท่านั้น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน ยกเว้นวันศุกร์และวันหยุดประจำชาติ และขอบอกว่าเขาจะจัดแสดงสิ่งของต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจมาก ดูแล้วไม่น่าเบื่อ แต่ต้องใช้เวลาดูมากสักหน่อย เพราะมีหลายห้องและหลายชั้น

สถานที่ต่อมาคือ Katara Cultural Village หมู่บ้านที่จัดแสดงเรื่องราวทางวัฒนธรรมของชาวกาตาร์หรือกาตารัน ซึ่งทำเป็นสถาปัตยกรรมแบบชนพื้นเมืองที่ผสมผสานความทันสมัยได้อย่างลงตัว แถมมีข้าวของมากมายให้ซื้อหาได้ตามกำลังทรัพย์ แต่ขอบอกว่าราคามิใช่ถูกๆ เลยเชียวแหละ

Imam Muhammad Ibn Abd Al Wahhub Mosque คือสุเหร่าหรือมัสยิดกลางของกรุงโดฮา เป็นศาสนสถานสำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ และถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองหลวงแห่งกาตาร์

อันที่จริงสิ่งที่เป็นจุดดึงดูดสายตานักท่องเที่ยวในกรุงโดฮาอีกอย่างหนึ่งคือ อาคารสูงระฟ้าที่มีสร้างด้วยสถาปัตยกรรมสุดแปลกตา เช่น ตึกกระจกรูปทรงคดไปคดมา ตึกรูปกระเปาะแก้วทรงรี (บางคนเรียกว่าตึกทรงคอนดอม) ตึกทรงแจกันปากบาน ตึกที่ดูเสมือนมีตาข่ายคลุมรอบตึก

ผมเล่าให้คุณฟังอย่างไรก็คงไม่เหมือนคุณได้ไปเห็นด้วยตาของคุณเอง ดังนั้นถ้าคุณต้องการไปเที่ยวกรุงโดฮา ขอให้ติดต่อ ทัวร์คุณแหน แล้ว Mr.Flower จะพาคุณไปครับ ติดต่อที่ 091-7233615

แล้วเราจะไปตะลอนเที่ยวชมโดฮาด้วยกันครับ ไปเที่ยวสักช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม รับรองว่าอากาศดีมากครับ

ตะลอนเที่ยว :หวนคำนึงถึงยุคดิสโก้กระหึ่มเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/283275

ตะลอนเที่ยว :หวนคำนึงถึงยุคดิสโก้กระหึ่มเมือง

ตะลอนเที่ยว :หวนคำนึงถึงยุคดิสโก้กระหึ่มเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดิสโก้เธคในยุคทศวรรษ 70-80 (ค.ศ.1970-1980) ได้รับการยอมรับและชื่นชอบอย่างมากมายจากบรรดาผู้นิยมฟังดนตรีเสียงดังสนั่นลั่นโลก จนเหมือนจะกระชากหัวใจให้หลุดออกจากร่าง รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบแสงสีของไฟวูบวาบ และแสงเลเซอร์สีเขียวสีแดงที่ยิงฉวัดเฉวียนไปมาตลอดเวลา อีกทั้งยังโปรดปรานการลงไปวาดลีลาท่าเต้นสุดสนุกรวมถึงอาจจะสุดพิสดารบนฟลอร์ ถ้าใช้คำสุดเก๋ของเทิ่ง สติเฟื่อง ก็ต้องบอกว่า “สุดสวิงริงโก้ และ เริดสะแมนแตน”

บรรยากาศสนุกสนานในบรรยากาศดิสโก้เธคของกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศไทยได้หายไปจากสังคมไทยมานานเกือบ 20 ปีแล้วเพราะสถานที่ท่องเที่ยวโดยเฉพาะแหล่งบันเทิงยามราตรียุคใหม่ไม่นิยมทำผืนฟลอร์ขนาดยักษ์ให้ผู้คนลงไปวาดลวดลายท่าเต้นเหมือนเช่นครั้งอดีต ถึงแม้เสียงเพลงในสถานบันเทิงจะยังคงดังสนั่น และอาจจะดังยิ่งกว่าเดิมก็ตาม แต่บรรยากาศแบบดิสโก้เธคในอดีตก็ไม่ปรากฏ

แต่ล่าสุด เหล่าบรรดานักเที่ยวยามราตรีที่ชื่นชอบดิสโก้เธคยุคทศวรรษ 70-80 ซึ่งในปัจจุบันก็มีอายุอานามมิใช่น้อยแล้ว แต่ทว่ายังมีความหนุ่มความสาวเต็มเปี่ยมอยู่ในหัวใจ (young at heart) แม้ว่าสังขารอาจจะไม่เอื้ออำนวยให้เหมือนแต่เดิมก็ตาม เหล่าคนหัวใจหนุ่มสาวต่างมีความยินดียิ่งนักที่ The Bubbles Discotheque โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ กลับมาเปิดอีกครั้ง แม้จะเปิดเพียงเดือนละครั้งในช่วงวันศุกร์สุดท้ายของเดือนก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่าได้รับความนิยมชมชอบอย่างมหัศจรรย์ (แต่สำหรับเดือนกรกฎาคมนี้ The Bubbles Discotheque ไม่เปิดบริการในวันศุกร์สุดท้ายของเดือน เนื่องจากได้เลื่อนเวลาจัดงานไปแล้วเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม)

Theme ของงานในแต่ละเดือนก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อย่างเช่น ในวันประเดิม Return to Bubbles Discotheque ครั้งแรกเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2560 เป็น theme “Saturday Night Fever” และตามมาด้วย theme ต่างๆ อีกสารพัด เช่น Gatsby (แก็ทสบี้), The Mask Mardi Gras (หน้ากากมาร์ดิ กราส์), King of Pop Night (ราชาเพลงป๊อป) และล่าสุดคือ theme Studio 54 Discotheque ซึ่งเป็นดิสโก้เธคที่โด่งดังมากที่สุดบนถนนบรอดเวย์ นครนิวยอร์ก เป็นต้น

ความน่าสนใจของ Return to Bubbles Discotheque คือการได้ย้อนยุคกลับไปซึมซับบรรยากาศดิสโก้ยุค 70-80 ได้ฟังเพลงไพเราะที่สุดแสนจะยอดนิยมในยุคนั้น เช่น Bonny M, Earth Wing $ Fire, Wham, Boy George, Queen, Madonna, Michael Jackson, Electric Light Orchestra, Paul Young, Bee Gees, David Bowie, Frankie Valli และอีกสารพัดชื่อศิลปินนักร้องจนบรรยายไม่หมดในที่นี้ แต่ที่สำคัญที่สุดอีกอย่างคือ การได้กลับไปพบปะ พูดคุยกับผู้คนที่อยู่ในยุคดิสโก้ด้วยกัน ซึ่งนับวันก็อาจจะเหลือลดน้อยลงไปทุกทีทุกที แต่ที่น่าสนใจมิใช่น้อยคือ The Bubbles ได้นำ DJ ตัวจริงที่เปิดแผ่นในยุคนั้นกลับมาเปิดแผ่นให้ผู้ร่วมงานได้ฟังด้วย เช่น Paul Jackson ซึ่งเมื่อพบตัวจริงของเขาในวันนี้แล้ว ก็ทำให้เรานึกถึงความจริงได้ทันทีว่า สังขารไม่เที่ยง แต่แม้ Paul Jackson จะดูเป็นคนมีอายุมากสักนิด แต่ฝีมือการเปิดแผ่นเพลงในยุค 70-80 ยังเฉียบขาดจริงๆ

เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องประหลาดใจว่า ทำไมผู้คนที่สุดเก๋ เท่ระเบิด และเป็นดาวเด่นในยุควันวานจำนวนมากมายจึงไปร่วมงาน Return to Bubbles Discotheque กันอย่างคับคั่ง ส่วนการแต่งกายให้เข้ากับ theme ของงานนั้น ก็จะพบได้ว่า บางคนก็จัดเต็มจนน่าตื่นตะลึง บางคนบอกว่า “แม้วันนี้พี่อายุจะมากจนเป็นย่าเป็นยายคนแล้ว แต่หัวใจของฉันก็ยังคงสดใสร่าเริงเสมอ” ช่างสมกับ Young at Heart เสียนี่กระไรเลย

ตะลอนเที่ยว : วันประสูติพระพิฆเณศวร‘คเณศจตุรถี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/282097

ตะลอนเที่ยว : วันประสูติพระพิฆเณศวร‘คเณศจตุรถี’

ตะลอนเที่ยว : วันประสูติพระพิฆเณศวร‘คเณศจตุรถี’

วันอาทิตย์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระพิฆเณศวรคือเทพแห่งศิลปวิทยาการ เทพแห่งความรู้ เทพแห่งสติปัญญา เทพแห่งนาฏศิลป์ เทพแห่งความสำเร็จ เทพที่ทรงช่วยขจัดปัดเป่าอุปสรรคทั้งปวงให้กับผู้ที่เลื่อมใสศรัทธา

เทศกาลบูชาพระพิฆเณศวรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกคืองานคเณศจตุรถี ซึ่งจัดขึ้นในวันแรม 4 ค่ำ เดือน 9 และวันแรม 4 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งจะอยู่ในช่วงต้นเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม มีความเชื่ออีกกระแสว่า คเณศจตุรถีนั้นมีเป็นประจำในวันขึ้น 4 ค่ำ และแรม 4 ค่ำของทุกเดือน ถ้าเป็นแรม 4 ค่ำ จะเรียกว่าสังกัษฎี คเณศจตุรถี ส่วนวันขึ้น 4 ค่ำ เรียกว่า ไวนายกี คเณศจตุรถี แล้วถ้าหากวันดังกล่าวตรงกับวันอังคารซึ่งเป็นวันประจำของพระพิฆเณศวร จะเรียกว่ามงคลกี คเณศจตุรถี ซึ่งผู้ที่บูชาพระคเณศอย่างเคร่งครัดจะบูชาทั้งวันขึ้นและแรม 4 ค่ำ ทุกเดือน

แต่สำหรับสิ่งที่คอลัมน์นี้จะนำเสนอให้คุณได้ทราบคือ เทศกาลคเณศจตุรถี ในช่วงต้นเดือนกันยายนเท่านั้น เพราะได้รับการยอมรับว่าเป็นคเณศจตุรถีที่สำคัญที่สุด วันดังกล่าวคือวันที่ผู้ศรัทธาในพระพิฆเณศวรเชื่อว่าเป็นวันประสูติของเทพเจ้าแห่งความรู้และความสำเร็จองค์นี้ มีความเชื่อกันด้วยว่าในวันนั้นพระพิฆเณศวรจะเสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์เพื่อมายังโลกมนุษย์ แล้วทรงประทานพรประเสริฐให้กับผู้คนที่เชื่อถือในพระองค์ ดังนั้นจึงมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่เพื่อการนี้ในประเทศอินเดีย รวมถึงที่ต่างๆ ทั่วโลกซึ่งมีผู้คนศรัทธาเลื่อมใสในพระพิฆเณศวร สำหรับในประเทศไทยก็มีการจัดงานที่วัดแขก สีลม และในเทวาลัยพระพิฆเณศ รวมถึงที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตทับแก้ว นครปฐม และเทวาลัยพิฆเณศ จังหวัดเชียงใหม่

เทศกาลคเณศจตุรถี ในช่วงต้นเดือนกันยายน จะเริ่มต้นพิธีการด้วยการสถาปนาอุสวมูรติ หรือการทำเทวรูปพิฆเณศวรองค์ใหญ่ แล้วนำออกแห่ไปตามชุมชน แล้วจบด้วยการลอยพระพิฆเณศวรลงในน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อส่งท่านกลับสรวงสวรรค์ เรียกพิธีวิสรันยัน

การบูชาที่กระทำสืบต่อมาตามหลักพระเวทคือ ปีฐบูชา หรือการบูชาเทวดา 5 หมวด (ปัญจางคเทวตา) โดยทำเป็นกองข้าวสีต่างๆ และสิ่งสมมติต่างๆ เพื่อแทนพระผู้เป็นเจ้าแต่ละองค์ เช่น ลูกหมากพันด้วยด้ายวางบนกองข้าวรูปสวัสดิกะ ใช้แทนพระพิฆเณศวร ลูกหมากพันด้วยด้ายวางบนกองข้าวสามเหลี่ยม ใช้แทนพระแม่กาลี เป็นต้น และจะมีการทำกองข้าวเป็นตารางหมากรุกสลับสี ซึ่งใช้แทนพระแม่โษฑศมาตฤกา 16 องค์ ตารางสี่เหลี่ยมแทนช่องดาวนพเคราะห์ จุดสีแดงและอักษรสีแดง 7 จุด แทนพระแม่ฆฤตสัปตมาฤกา 7 องค์ และจะมีเทวดาประจำประทีป สังข์ ระฆัง และหม้อกลัศ เป็นสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์ จักรวาล และทวยเทพเจ้าต่างๆ

แล้วจะมีพิธีบูชาตามหลักของฮินดูคืออุปจาระ 16 ขั้นตอน เช่น การถวายที่ประทับ ถวายน้ำสรงพระบาทและพระหัตถ์ ถวายน้ำสรง ถวายน้ำบริสุทธิ์ ถวายเครื่องทรง ถวายสายยัชโญปวีต ถวายเครื่องหอมถวายอาหาร ถวายอารตี และถวายมนต์ เป็นต้น พิธีจะเริ่มในวันขึ้น 4 ค่ำ แล้วทำต่อเนื่องไป 10 วัน จนถึงวันขึ้น 14 ค่ำ ซึ่งเรียกว่าอนันตจตุรทัสสี ซึ่งแต่ละชุมชนในอินเดียจะทำพิธีนี้อย่างใหญ่โตเอิกเกริกโดยจะสร้างองค์พระพิฆเณศวรให้ใหญ่โตและสวยงามที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยส่วนมากแล้ววัสดุที่ใช้ประดิษฐ์เทวรูปก็จะเป็นวัสดุธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ง่ายเมื่อถูกน้ำ

เมื่อถึงวันสุดท้ายของเทศกาลก็จะมีพิธีอัญเชิญพระพิฆเณศวรและเทวรูปอื่นๆ ไปรอบเมืองแล้วเชิญพระพิฆเณศวรไปลอยน้ำ คือพิธีวิสรันยัน ซึ่งในวันดังกล่าวจะมีผู้คนมากมายนำพระพิฆเณศวรของตนมาร่วมพิธี ถนนหนทางจะคลาคล่ำไปด้วยฝูงชน และทุกหนแห่งจะประดับประดาด้วยดอกไม้สารพัดสี มีเสียงดนตรีประโคมอย่างอึกทึกตลอดเวลา

ทัวร์คุณแหนโดย Mr.Flower จะพาคุณๆ ไปสัมผัสเทศกาลแห่งความศรัทธานี้ด้วยกัน ในวันที่ 4-7 กันยายน 2560 หากคุณสนใจจะร่วมคณะไปกับเรา โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : คเณศจตุรถี วันประสูติพระพิฆเณศวร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/280866

ตะลอนเที่ยว : คเณศจตุรถี วันประสูติพระพิฆเณศวร

ตะลอนเที่ยว : คเณศจตุรถี วันประสูติพระพิฆเณศวร

วันอาทิตย์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เทศกาลบูชาพระพิฆเณศวรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกคือเทศกาลคเณศจตุรถี เชื่อกันว่าเป็นวันประสูติของพระพิฆเณศวร เทพแห่งความรู้และความสำเร็จ เทศกาลนี้จะกระทำในวันแรม 4 ค่ำ เดือน 9 และวันแรม 4 ค่ำ เดือน 10 โดยจะมีการจัดงานนี้ตามเมืองต่างๆ ในประเทศอินเดีย รวมถึงในประเทศต่างๆ ทั่วโลกซึ่งมีผู้นับถือพระพิฆเณศวร

ในช่วงเทศกาลนี้จะมีพิธีกรรมเพื่อบวงสรวงและบูชาเทพแห่งความรู้และความสำเร็จองค์นี้ พร้อมกับมีพิธีเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่มโหฬาร โดยจัดสร้างรูปเหมือนของพระพิฆเณศวรขนาดใหญ่เพื่อเป็นประธานในพิธี ซึ่งจะจัดงานกันประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วเมื่องานจบลงก็จะแห่องค์พระพิฆเณศวรไปตามถนนสายสำคัญแล้วจบลง ณ ริมฝั่งแม่น้ำสำคัญของเมือง หรือไม่ก็ริมทะเล โดยการอัญเชิญพระพิฆเณศวรลงลอยในแม่น้ำหรือทะเล แล้วให้องค์เทวรูปค่อยๆ จมลง แล้วสลายไปในสายน้ำ ซึ่งพิธีนี้เชื่อกันว่าเป็นการส่งเสด็จกลับขึ้นไปบนสรวงสวรรค์

เทศกาลคเณศจตุรถี จะมีผู้คนจำนวนมากมายซึ่งนับถือพระพิฆเณศวรไปรวมตัวกันเพื่อร่วมทำพิธีศักดิ์สิทธิ์ โดยเกือบทุกคนจะทำองค์พระพิฆเณศวรด้วยวัสดุต่างๆ เช่น ดินเหนียว หรือวัสดุอื่นใดที่สามารถย่อยสลายได้ง่ายในกระแสน้ำ พร้อมทั้งนำเครื่องไหว้บูชา อันประกอบด้วย ดอกไม้ที่มีสีสันสดใสนานาชนิด มะพร้าวอ่อน กล้วย อ้อย นมสดและนมเปรี้ยวที่หมักตามวิธีการของชาวบ้าน และขนมต้ม ไปถวายเทวรูปพระพิฆเณศวร ในขณะที่ทำพิธีนั้นผู้คนก็จะท่องบทสวดไปด้วย หลังจบสิ้นพิธีกรรมก็จะเชิญพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีมาเลี้ยงดูและให้การปรนนิบัติเป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามมีข้อห้ามตามความเชื่อของผู้ที่นับถือพระพิฆเณศวรคือ ในเทศกาลดังกล่าวนี้ ห้ามผู้เข้าร่วมพิธีจ้องมองดวงจันทร์เป็นอันขาด เพราะจะไม่เป็นมงคลกับตัวเอง มีเรื่องเล่าว่า สาเหตุที่พระพิฆเณศวรทรงห้ามมองพระจันทร์ในวันพิธีเพราะว่าพระพิฆเณศวรทรงพลัดตกจากหลังหนู เนื่องจากหนูตกใจที่เห็นงูเห่าที่เลื้อยผ่านหน้า เมื่อทรงตกลงมาก็ทำให้ท้องของพระพิฆเณศวรแตก ขนมต้มที่เสวยเข้าไปก็ไหลทะลักออกมา จากนั้นก็ทรงเก็บขนมต้มเหล่านั้นยัดกลับเข้าไปในพุง แล้วใช้งูเห่าตัวนั้นรัดที่พุงไว้ ขณะนั้นพระจันทร์ผ่านมาเห็นเข้าก็หัวเราะด้วยความขัน ทำให้พระพิฆเณศวรอับอายแล้วเกิดความโกรธอย่างมาก จึงใช้งาขว้างไปที่พระจันทร์ งาติดที่องค์พระจันทร์ทำให้พระจันทร์ไม่สามารถเปล่งแสงสว่างได้ ส่งผลให้โลกในยามค่ำมืดสนิท เมื่อเรื่องนี้ทราบถึงพระอินทร์และทวยเทพจึงไปอ้อนวอนขอให้พระพิฆเณศวรทรงยอมถอนงาออกจากพระจันทร์ ซึ่งก็ทรงยอมทำตามคำขอ แต่ก็ทรงสาปแช่งให้พระจันทร์ต้องได้รับโทษคือจะต้องไม่สามารถเป็นพระจันทร์เต็มดวงได้ตลอดเวลา นั่นคือจะต้องมีลักษณะเว้าๆ แหว่งๆ เป็นระยะๆ จนกว่าจะถึงวันขึ้น 15 ค่ำ แล้วก็กลับไปเว้าๆ แหว่งๆ เช่นนี้เรื่อยไป (จึงเกิดเป็นวันข้างขึ้นข้างแรม)

ทัวร์คุณแหนจะนำคุณๆ ไปร่วมเทศกาลคเณศจตุรถี ณ เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ 4-7 กันยายน 2560 นำไปกราบนมัสการทักทูเสธ (Dugdusheth) พระพิฆเณศวรประจำเมืองปูเน นครมุมไบ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นพระพิฆเณศวรที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เพราะเครื่องทรงทำด้วยทองคำ (คนไทยหลายคนคงจำได้ว่ามุมไบคือเมืองบอมเบย์นั่นเอง) ในเทศกาลนี้คุณจะได้ชมพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ อาทิ ปราณประติษฐา คือพิธีที่ทำให้เทวรูปมีความขลังและศักดิ์สิทธิ์ พิธีบูชา 16 ขั้นตอน หรือโษทโศปจาร คือการสรงเทวรูปด้วยน้ำนม น้ำผึ้ง บูชาด้วยเครื่องบูชาต่างๆ และดอกไม้ แล้วตามด้วยการสาธยายมนต์คเณศาถรวศีรษะตามคัมภีร์พระเวท และพิธีบูชาด้วยประทีป หรืออารตี และจะพาคุณไปกราบสักการะพระพิฆเณศวรประจำเมืองมุมไบ ณ วิหารสิทธิวินายัค (Siddhivinayak Temple) ที่เชื่อกันว่าเทวรูปพระพิฆเณศวรในวิหารนี้ คือองค์ประธานของเทวรูปพระพิฆเณศวรทั่วโลก

คุณๆ ที่สนใจไปร่วมพิธีคเณศจตุรถี ณ นครมุมไบ ในปีนี้โปรดติดต่อทัวร์คุณแหน โทรศัพท์หมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : โลกน่าอยู่ เมื่อเราแบ่งปันความรักให้คนและสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/279696

ตะลอนเที่ยว : โลกน่าอยู่ เมื่อเราแบ่งปันความรักให้คนและสัตว์

ตะลอนเที่ยว : โลกน่าอยู่ เมื่อเราแบ่งปันความรักให้คนและสัตว์

วันอาทิตย์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กุศลธรรมประการหนึ่งตามแนวทางของพุทธศาสนิกชนคือ การไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การงดเว้นจากปาณาติบาตคือ การไม่ฆ่าสัตว์ทั้งปวงโดยตัวเองและไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า นับว่าเป็นการทำทานที่ยิ่งใหญ่ ไม่ก่อเวรก่อภัยให้กับสรรพสัตว์ทั้งปวง

คนเก่าคนแก่ที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์สั่งสอนอบรมลูกหลานว่า การไม่ฆ่าสัตว์และไม่กินเนื้อสัตว์จะส่งผลให้ผู้นั้นเป็นที่รักใคร่ของเหล่าทวยเทพ ตลอดถึงมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย, มีจิตใจเมตตากรุณา ตัดความอาฆาต และอารมณ์โหดร้ายฉุนเฉียวคับแค้นลงได้ ไม่มีการจองเวรจองกรรมต่อกัน, ปราศจากโรคภัยร้ายแรงเบียดเบียนร่างกาย, อายุมั่นขวัญยืน, ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากทวยเทพ เพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์, ในยามหลับจะนิมิตแต่สิ่งดีงามเป็นมงคล, ไม่พลัดหลงเข้าไปในแดนอบายภูมิ และเมื่อละสังขารจากโลก วิญญาณจะพบความสุขสงบในภพภูมิที่ดีงาม

นั่นคือความเชื่อส่วนตัวที่สมาชิกผู้ร่วมโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือ และ Mr.Flower มีร่วมกัน เมื่อเรามีความเชื่อมั่นเหมือนกัน เราจึงได้ร่วมทำโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ แล้วนำไปมอบให้เกษตรกรเลี้ยงดูจนกว่าสัตว์เหล่านั้นจะถึงอายุไขโดยธรรมชาติ

โครงการนี้เริ่มมาอย่างจริงจังได้ประมาณ 1 ปี 6 เดือน โดยเป็นการร่วมบริจาคเงินระหว่างผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า เจ้าของ พนักงาน รวมถึงนักข่าวแนวหน้า นับตั้งแต่วันแรกที่ทำโครงการจนถึงปัจจุบัน คณะของเราไถ่ชีวิตโคกระบือมาแล้ว 45 ตัว มอบให้กับเกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรี (อำเภอศรีประจันต์ และเดิมบางนางบวช) จังหวัดชลบุรี (อำเภอพนัสนิคม) จังหวัดขอนแก่น (อำเภอบ้านไผ่) จังหวัดนครปฐม (อำเภอบางเลน)

สำหรับจังหวัดสุพรรณบุรีนั้น โครงการได้ร่วมมือกับสหกรณ์การเกษตรศรีประจันต์เพื่อคัดเลือกเกษตรกรผู้มีความเหมาะสมจะรับโคกระบือไปเลี้ยง โดยมอบให้ไปทั้งหมด 19 ตัว ส่วนจังหวัดชลบุรี คณะของเรามอบให้โครงการสวนผักบำบัดของดาบตำรวจธรรมนูญ มานู หรือดาบตุ้ม จำนวน 14 ตัว ส่วนจังหวัดขอนแก่น มอบให้เกษตรกรอำเภอบ้านไผ่ โดยผ่านการประสานงานของเจ้าหน้าที่ของเครือ SCG (ปูนซิเมนต์ไทย) 1 ตัว และที่เหลืออีก 11 ตัว หม่อมไฉไล ยุคล ร่วมบริจาคแล้วนำไปเลี้ยงไว้ในสวนป่าของโรงแรมเรือ หรือชื่อเต็มๆ ว่า Mom Chailai River Retreat บางเลน

หลังจากมอบโคกระบือให้ผู้เลี้ยงดูแล้ว คณะของเราก็พยายามจะแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนพวกเขาเป็นประจำ โดยเฉลี่ยคือ 3 เดือนต่อครั้ง โดยจัดเป็นกลุ่มทัวร์เล็กๆ เพื่อไปไหว้พระในจังหวัดนั้นๆ แล้วแวะไปเยี่ยมเยียนทั้งผู้เลี้ยงและโคกระบือด้วย

ล่าสุดโคกระบือที่คณะของเราบริจาคได้ออกลูกมาแล้ว 4 ตัว โดยเมื่อสามเดือนก่อนคณะของเราได้ไปเยี่ยมลูกควายตัวน้อยอยู่ที่จังหวัดชลบุรี ชื่อว่า เจ้าทอง เพราะมีขนสีทอง แต่สมาชิกใหม่อีกสามตัวนั้น คณะของเรายังไม่ได้ไปเยี่ยมพวกเขา ซึ่งคาดว่าน่าจะหลังเดือนตุลาคมปีนี้ไปแล้ว เราจะยกคณะไปเยี่ยมเขา

อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้มีผู้ร่วมโครงการหลายรายโทรศัพท์สอบถาม Mr.Flower ว่า ทำไมไม่เห็นแจ้งเรื่องไถ่ชีวิตโคกระบือให้ทราบอีก เลิกทำโครงการนี้แล้วหรือ ก็ขอเรียนให้ทราบว่า โครงการยังคงดำเนินต่อไป แต่เหตุที่ยังไม่ได้บอกบุญให้ทราบก็เพราะติดขัดปัญหาใหญ่คือ การเลือกสรรผู้ที่เหมาะสมจะรับโคกระบือไปเลี้ยง บางคนเห็นว่าคณะของเราให้โคกระบือโดยไม่คิดมูลค่าก็ต้องการจะได้ แต่เมื่อสอบถามว่ามีคนดูแลเขาหรือไม่ จะเลี้ยงดูเขาอย่างไร มีโรงเรือนให้เขาพักอาศัยหรือไม่ มีคนสุมไฟไล่ยุงและเหลือบให้เขาในช่วงเย็นหรือไม่ รวมถึงเมื่อบอกว่าต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมต้องมีผู้ค้ำประกันว่าจะไม่ขายและไม่ฆ่าโคกระบือที่ได้รับไปอย่างเด็ดขาด หากทำผิดสัญญาจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด หลายคนก็ไม่ยอมทำสัญญา เมื่อไม่ทำสัญญาก็ไม่สามารถมอบให้ได้


ชีวิตใหม่ที่เดิมบางนางบวช หลังพ้นจากโรงฆ่าสัตว์

ดังนั้น Mr.Flower จึงขอเรียนแจ้งให้สมาชิกที่รู้จักและมั่นใจว่าจะมีผู้ใดซึ่งเหมาะสมสามารถนำโคกระบือไปเลี้ยงดูได้เป็นอย่างดี โปรดติดต่อหมายเลข 091-7233615 ส่วนเรื่องการขอรับสมทบทุนบริจาคนั้นจะกระทำต่อเมื่อสามารถคัดเลือกผู้รับเลี้ยงที่เหมาะสมได้เรียบร้อยแล้ว

สัปดาห์นี้ขอนำภาพโคกระบือที่คณะของเราร่วมกันบริจาคไปยังที่ต่างๆ มาให้คุณได้ชมด้วยกัน หวังว่าคุณจะ
อิ่มเอมใจกับการร่วมแรงร่วมใจในโครงการนี้ แล้วพวกเราจะไปเยี่ยมเขาอีกในไม่ช้านี้


บ้านใหม่ของพวกเขาที่ศรีประจันต์

+


มีความสุขตามอัตภาพตามประสาแม่-ลูก ที่อำเภอพนัสนิคม


หม่อนไฉไล ยุคล กับวัวที่ไถ่ชีวิต

ชีวิตในคอกโรงฆ่าสัตว์

ตะลอนเที่ยว : โปรดช่วยกันทำหมันหมา-แมวจรจัด เพื่อสวัสดิภาพของคนและสัตว์ในสังคมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/278412

ตะลอนเที่ยว : โปรดช่วยกันทำหมันหมา-แมวจรจัด เพื่อสวัสดิภาพของคนและสัตว์ในสังคมไทย

ตะลอนเที่ยว : โปรดช่วยกันทำหมันหมา-แมวจรจัด เพื่อสวัสดิภาพของคนและสัตว์ในสังคมไทย

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คุณเคยมีความคิด อยากจะเห็นสังคมไทยของเราปราศจากหมา-แมวจรจัด บ้างหรือไม่ ถ้าคุณคิด คุณได้พยายามลงมือกระทำ เพื่อให้ความคิดของคุณเป็นจริง อย่างไรบ้าง

ถ้าคุณอยากเห็นสังคมไทยไม่มีหมา-แมวจรจัดอีกต่อไป คุณกับเรา (เราหมายถึงผู้อ่านคอลัมน์นี้ และผู้ร่วมทำโครงการทำหมันหมา-แมวจรจัดโดยไม่คิดค่าบริการ) มีเจตนารมณ์เดียวกัน ดังนั้นจึงอยากเชิญชวนคุณร่วมเป็นสมาชิกโครงการนี้ด้วยกัน

ก่อนอื่นขอยืนยันว่า หมาและแมวจรจัดนั้น ถ้าหากเราทุกคนปล่อยเขาไว้โดยไม่ทำหมันให้พวกเขา ก็เท่ากับว่าเราปล่อยให้เขาแพร่ขยายสมาชิกสัตว์จรจัดไปเรื่อยๆ เมื่อพวกเขามีจำนวนมากขึ้นก็ต้องประสบชะตากรรมที่เลวร้าย อาทิ ขาดแคลนอาหาร ขาดแคลนการดูแลรักษา แล้วก็จะมีโรคร้ายเกี่ยวกับสัตว์จรจัดแพร่ระบาดในที่สุด

ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่ต้องการเห็นสังคมไทยลดจำนวนหมา-แมวจรจัดได้ จนกระทั่งกลายเป็นสังคมที่ปราศจากหมา-แมวจรจัด ในที่สุด “โครงการสัตวแพทย์ จุฬาฯ ติดปีก” จึงได้บังเกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อน โดยความร่วมมือระหว่างคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัทสายการบินนกแอร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เครือบริษัทปูนซิเมนต์ไทย กลุ่มเสม็ดรีสอร์ต บริษัทห้างสรรพสินค้า UD อุดรธานี และหนังสือพิมพ์แนวหน้า รวมถึงได้รับการสนับสนุนด้านยาและเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงจากบริษัทชั้นนำอีกหลายแห่ง โครงการนี้ จึงได้เกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา (อย่างไรก็ตาม ในระยะ 2 ปีหลังมานี้ สายการบินนกแอร์ได้ถอนตัวไปจากโครงการนี้)

เริ่มแรกเมื่อ 5 ปีก่อน คณะทำงานของเราเปิดโครงการครั้งแรกที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แล้วได้ไปให้บริการในที่อื่นๆ อีกมากมาย อาทิ เชียงใหม่ อุดรธานี พัทยา ชลบุรี และระยอง แต่ในความเป็นจริงมีเสียงเรียกร้องให้คณะทำงานของเราไปให้บริการในอีกหลายจังหวัด แต่ติดขัดปัญหาคือ ไม่มีผู้ประสานงานภายในจังหวัดนั้นๆ จึงทำให้โครงการไม่สามารถดำเนินได้

ขอเรียนแจ้งผู้ที่ประสงค์จะให้คณะทำงานของเราไปให้บริการทำหมันหมา-แมวจรจัด (รวมถึงมีเจ้าของ) ในเขตชุมชนของคุณ
สิ่งสำคัญประการแรกคือ จะต้องมีผู้ประสานงานที่สามารถทำงานได้อย่างจริงจังเพื่อให้โครงการนี้ดำเนินต่อไปได้ ขอเรียนว่าการทำหมันหมา-แมวจรจัดในชุมชนของคุณจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เลย หากปราศจากผู้ประสานงานในชุมชน

ที่ผ่านๆ มานั้น คณะทำงานมักจะได้รับโทรศัพท์แจ้งมาว่า “ในพื้นที่ชุมชนของฉันมีหมาและแมวจรจัดเต็มไปหมด อยากให้หมอไปทำหมันให้พวกเขาด้วย” แต่เมื่อเราถามว่า “จะมีใครช่วยจับหมา-แมวจรจัดให้หมอทำหมันหรือไม่” คำตอบคือ “ไม่มี หมอต้องไปจับเอง” แต่ที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือ ชาวบ้านบอกว่ามีหมา-แมวจรจัดในวัดเป็นจำนวนมาก อยากให้หมอไปทำหมันให้หมา-แมว แต่พระสงฆ์ในวัดไม่อนุญาตให้ทำ โดยบอกว่า “เป็นบาป ทำหมันพวกเขาแล้ว ในที่สุดคนจะกลายเป็นหมัน” นี่คือความคิดของพระสงฆ์ไทยบางจำพวกที่อาศัยหากินอยู่ในวัด แต่ทว่าปราศจากปัญญา จนเข้าขั้นบวชไปก็เปลืองข้าวสุก

ขอเรียนว่า หากตอบมาเช่นนี้ ก็เท่ากับว่าโครงการของเราไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ เพราะไม่มีทางที่สัตวแพทย์จะวิ่งไล่จับหมา-แมวจรจัดได้อย่างแน่นอน เพราะหมา-แมวจรจัดจะไม่ยอมให้คนแปลกหน้าจับตัวเขาแต่โดยดี

ขอเล่าให้ฟังถึงความร่วมมืออย่างดีจากชาวบ้านในชุมชนที่ช่วยให้การทำโครงการนี้บนเกาะเสม็ดดำเนินไปด้วยดี จนทำให้โครงการของเราไปให้บริการต่อเนื่องมาแล้วหลายปี แล้วก็ได้ผลดีคือ จำนวนหมา-แมวจรจัดบนเกาะเสม็ดลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด และสามารถลดปัญหานักท่องเที่ยวต่างชาติวิจารณ์ว่าบนเกาะเสม็ดมีหมาจรจัดมากจนน่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของนักท่องเที่ยว (โดยเฉพาะกลุ่มที่เห็นว่าหมาจรจัดเป็นอันตราย)

ชาวบ้านบนเกาะเสม็ดจะนำหมาแมวทั้งมีเจ้าของและจรจัดไปให้หมอฉีดวัคซีนประจำปี ตรวจโรค และทำหมัน (สำหรับตัวที่ยังไม่ผ่านการทำหมันมาก่อน) โดยผู้ที่ทำหน้าที่ประสานงานอย่างแข็งขันบนเกาะเสม็ดคือกลุ่มเสม็ดรีสอร์ต ซึ่งทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์วันเวลาที่คณะของเราจะไปให้บริการให้ชาวบ้านได้รับทราบ และช่วยประสานงานเพื่อขออนุญาตใช้สถานที่สำหรับเปิดห้องผ่าตัดซึ่งได้มาตรฐานของสัตวแพทย์ (ห้องผ่าตัดชั่วคราว)

น่าสังเกตคือบางชุมชนขอรับบริการ แต่ไม่สามารถเตรียมสถานที่เหมาะสมกับการผ่าตัดให้เราได้ คณะของเราก็ต้องปฏิเสธ เพราะถ้าสถานที่ไม่สะอาดเพียงพอกับการผ่าตัด สัตวแพทย์จะไม่ให้บริการอย่างเด็ดขาด เพราะจะเกิดผลเสียร้ายแรงกับสัตว์ และผิดหลักการทำงานของสัตวแพทย์ที่ยึดมั่นในเรื่องความสะอาดของสถานที่เป็นสำคัญ

สำหรับสัปดาห์นี้ ขอนำภาพ (บางส่วน) ของการทำงานโดยกลุ่มสัตวแพทย์ และขอนำภาพประทับใจของคนรักสัตว์ที่นำสัตว์ไปรับบริการ เราพบว่าแม้คนเหล่านี้อาจมีฐานะไม่ร่ำรวย แต่เราสามารถเห็นชัดเจนว่าเขารักและเมตตาต่อสัตว์เป็นอย่างมาก และเราขอนำเสนอภาพการทำงานของกลุ่มสิงห์อาสาที่ช่วยกันจับหมาจรจัดประมาณ 20 ตัว ไปให้หมอผ่าตัดทำหมัน

หากชุมชนใดต้องการให้คณะของเราไปให้บริการทำหมัน ตรวจโรค ฉีดวัคซีนให้หมา-แมวจรจัดในชุมชน โปรดติดต่อที่ 091-7233615 โครงการนี้ไม่คิดค่าบริการใดๆ จากผู้รับบริการ แต่ถ้าหากมีผู้ใดประสงค์จะสนับสนุนโครงการนี้ สามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ข้างต้น

ขอย้ำว่าหมาและแมวจรจัดจะหมดไปจากสังคมไทยได้ ก็ด้วยความร่วมมือจากทุกท่าน โดยนำเขาไปทำหมัน


สัตวแพทย์ จุฬาฯ ตรวจรักษา ฉีดวัคซีน และผ่าตัดให้น้องหมา-แมวจรจัด


ชั่งน้ำหนักก่อนรับการตรวจโรค และผ่าตัด


ความรักจากคนมอบให้สัตว์สี่ขา


พาน้องหมาจรจัด และหมามีเจ้าของไปหาคุณหมอ


ที่พักแสนสบายของกลุ่มเสม็ดรีสอร์ต

ตะลอนเที่ยว : อยากเห็นเมืองไทยไร้หมา-แมวจรจัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277255

ตะลอนเที่ยว : อยากเห็นเมืองไทยไร้หมา-แมวจรจัด

ตะลอนเที่ยว : อยากเห็นเมืองไทยไร้หมา-แมวจรจัด

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คุณเคยเลี้ยงหมาหรือแมวหรือไม่ ถ้าไม่เคย ก็คงไม่จำเป็นต้องตอบคำถามนี้ แต่ถ้าเคย ผมมีคำถามต่อไปว่า เมื่อคุณเลี้ยงเขาเหล่านั้นแล้ว คุณรู้สึกผูกพันกับเขาหรือไม่ แล้วคุณเชื่อไหมว่า คนบางชนิดสามารถนำสัตว์เลี้ยงของตนเองไปปล่อยทิ้งได้

คำถามต่อมา คุณเคยเห็นคนบางกลุ่มพยายามทุ่มเทเพื่อช่วยหมาและแมวจรจัดไหม คุณเคยคิดไหมว่า เขาเหล่านั้นช่วยเพราะอะไร

คุณรู้สึกเช่นไรเมื่อพบเห็นหมา-แมวถูกทำร้าย ถูกรถยนต์ชนหรือทับเป็นเหตุให้เสียชีวิต หรือบางตัวก็บาดเจ็บสาหัสจนพิการ

มีอีกหลายคำถามที่อยากจะถามคุณเกี่ยวกับเรื่องหมา-แมวจรจัด แล้วก็มีคำถามว่า ทำไมผู้มีอำนาจรัฐจึงไม่เอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาหมา-แมวจรจัด

แต่แล้วก็พบว่าเสียเวลาที่จะถามเรื่องเหล่านี้ เพราะมีคำตอบจากคนรักและช่วยหมา-แมวจรจัดว่า อย่าไปถามใครๆ ให้เสียเวลาเลย ถ้าเราตั้งใจจะช่วยเขา เราก็ช่วยกันลงมือทำตั้งแต่บัดนี้เลย

เมื่อคิดได้เช่นนี้ โครงการทำหมันหมา-แมวจรจัดจึงได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยความริเริ่มร่วมกันของอาจารย์กลุ่มหนึ่งจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยได้การสนับสนุนอย่างดีในช่วงเริ่มโครงการจากสายการบินนกแอร์ และเครือบริษัท SCC (เครือปูนซิเมนต์ไทย) รวมถึงกลุ่มเสม็ดรีสอร์ต และห้างสรรพสินค้า UD Center อุดรธานี และบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง

สิ่งที่ผู้ทำโครงการได้รับคือ ความปลื้มใจที่พบว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยรักและเมตตาสัตว์ แม้จะยังพบว่าสัตว์อีกจำนวนไม่น้อยยังถูกรังแก และถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ผู้ร่วมโครงการทุกคนมีความหวังเดียวกันคือ อยากให้สังคมไทยปราศจากหมา-แมวจรจัด และอยากให้สัตว์เหล่านั้นมีสุขภาพดี

ล่าสุดกลุ่มของเราเพิ่งออกไปให้บริการทำหมัน ตรวจสุขภาพ และรักษาโรคให้สัตว์เลี้ยงที่อำเภอบ้านเพ และเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง โดยครั้งนี้ได้ให้บริการกับสัตว์ 150 ชีวิต

ภาพความจริงภาพหนึ่งที่ได้รับโดยตรงจากออกไปทำโครงการนี้คือ ยังมีสัตว์เลี้ยงอีกมากในสังคมไทยถูกทอดทิ้งให้ได้รับความทรมาน แต่ก็มีอีกภาพหนึ่งที่ช่วยทำให้มีความหวังเพิ่มขึ้นคือ การได้พบเห็นว่ายังคงมีคนอีกมากมายที่รักและเมตตาต่อสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมโลกของเรา แม้บางคนอาจจะมีเศรษฐสถานะที่อาจไม่ดีมากนัก แต่เขาก็ให้ความรักและให้การดูแลสัตว์เป็นอย่างดี

ตะลอนเที่ยวประจำสัปดาห์นี้จึงขอนำเสนอภาพการทำโครงการทำหมัน ตรวจสุขภาพ รักษาโรค และฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำให้กับหมาและแมวทั้งชนิดมีเจ้าของและจรจัดในเขตตัวเมืองบ้านเพ และบนเกาะเสม็ด

เมื่อดูจากภาพแล้วจะเห็นได้ว่ากลุ่มผู้ทำงานจากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ ทุกคนต่างทุ่มเทและเอาจริงเอาจังกับการให้บริการกับสัตว์ และให้คำแนะนำกับเจ้าของสัตว์อย่างใกล้ชิด จนโครงการนี้กลายเป็นสิ่งที่ชาวเมืองบ้านเพ และชาวเกาะเสม็ดต่างเฝ้ารอที่จะให้สัตวแพทย์ จากจุฬาฯ กลับไปให้บริการอีกอย่างต่อเนื่อง

ชาวบ้านที่นำสัตว์ไปรับบริการบอกว่า เหตุผลที่ชอบและชื่นชมโครงการนี้คือ การได้เห็นว่ากลุ่มหมอสัตว์ทุกคนให้ความเป็นกันเองกับชาวบ้าน และให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการดูแลสัตว์ ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยบอกว่า อันที่จริงแล้วก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย แต่เหตุผลสำคัญที่เลี้ยงหมาและแมวไว้หลายตัวก็เพราะทนเห็นเขาถูกทอดทิ้งให้อดๆ อยากๆ ไม่ได้ แม้จะไม่ได้เลี้ยงเขาให้อยู่ภายในรั้วบ้าน เพราะบ้านไม่มีรั้วรอบขอบชิด แต่ก็รักเขา ไม่อยากให้เขาถูกใครทำร้าย

ยังมีอีกหลายเหตุผลที่ชาวบ้านบอกถึงสาเหตุที่ต้องเลี้ยงหมาและแมวไว้ ขอบอกได้เลยว่าถ้าหากคุณผู้อ่านได้ฟังจากปากของชาวบ้านที่คุณเห็นว่าเขามีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ค่อยจะดีมากนัก แต่รับรองได้ว่าคุณจะประทับใจในความมีเมตตาของเขาเหล่านี้ ขอย้ำว่าสิ่งหนึ่งที่เขาทุกคนมีเหมือนกันคือความเมตตาและความรักต่อเพื่อนร่วมโลก

คุยให้ฟังมานาน เกือบลืมบอกไปว่า โครงการล่าสุดนี้ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มสิงห์อาสาที่ช่วยออกแรงจับสุนัขจรจัดตัวจริงไปให้คุณหมอทำหมันและตรวจสุขภาพด้วย กลุ่มสิงห์อาสายืนยันหนักแน่นว่าจะช่วยจับหมาและแมวจรจัดเพื่อให้โครงการนี้ทำหมัน เพราะมั่นใจว่านี่คือหนทางหนึ่งที่จะช่วยลดจำนวนประชากรหมาและแมวจรจัดได้อย่างมีคุณภาพ


คุณหมอรอผ่าตัดให้น้องหมา


ชั่งนํ้าหนักก่อนเข้ารับการผ่าตัด


ลูกค้ามากมายมารอรับบริการ


สิงห์อาสาช่วยจับน้องหมาจรจัดให้คุณหมอ

ทีมสัตวแพทย์ จุฬาฯ และตัวแทนสิงห์อาสา กับตัวแทนเสม็ดกรุ๊ป

ตะลอนเที่ยว : ก้าวไปด้วยกัน แบ่งปันความเจริญรุ่งเรือง : CLMVT

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/275998

ตะลอนเที่ยว : ก้าวไปด้วยกัน แบ่งปันความเจริญรุ่งเรือง : CLMVT

ตะลอนเที่ยว : ก้าวไปด้วยกัน แบ่งปันความเจริญรุ่งเรือง : CLMVT

วันอาทิตย์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มิติใหม่ของธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงเสริมสร้างมิตรภาพได้บังเกิดขึ้นแล้วในกลุ่มประเทศ CLMVT หรือ Cambodia(กัมพูชา) Lao PRD (ลาว) Myanmar (เมียนมา) Vietnam (เวียดนาม) Thailand (ไทย) โดยมิติใหม่ที่ว่านี้จะมุ่งเน้นให้ประเทศเพื่อนบ้านของไทยทั้ง 4 ประเทศ ได้มีโอกาสนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยว อาหารการกิน ศิลปวัฒนธรรม ให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทย แล้วท่องเที่ยวต่อไปยังประเทศรอบๆ บ้านของไทย

สาเหตุสำคัญที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชูประเด็นการท่องเที่ยวในกลุ่ม CLMVT ขึ้นมา ก็เพราะตระหนักดีว่าเมื่อนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยแล้ว ก็อยากจะให้นักท่องเที่ยวได้ไปชมความงดงามของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศเพื่อนบ้านของไทยด้วย

มีคำถามว่า การทำโครงการเช่นนี้จะไม่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหนีไปเที่ยวประเทศอื่น แล้วไม่สนใจท่องเที่ยวในประเทศไทยหรือ คำตอบที่ได้จากผู้บริหารหลายคนของททท.คือ “ไม่อย่างแน่นอน” แต่การส่งเสริมเช่นนี้จะทำให้ประเทศไทยได้รับการชมเชยว่าเป็นประเทศที่ไม่เห็นแก่ตัว เพราะไทยคิดถึงเพื่อนบ้าน และพยายามส่งเสริมให้เพื่อนบ้านได้รับผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวด้วย ซึ่งนับเป็นการส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวแบบแบ่งปัน แล้วก้าวเดินไปด้วยกัน (Moving Towards Shared Prosperity)


จากซ้ายไปขวา ยุทธศักดิ์ สุภสร (ผู้ว่าฯททท.) กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร (รมว.การท่องเที่ยวฯ)
พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร (รองนายกรัฐมนตรี) กลินท์ สารสิน (ประธานบอร์ด ททท.) พงษ์ภาณุ
เศวตรุนทร์ (ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ)

นานาชาติได้ประจักษ์แล้วว่าการท่องเที่ยวคือกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างรายได้และความมั่งคั่งอย่างเป็นรูปธรรมให้กับประเทศต่างๆ ในกลุ่ม CLMVT และเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่ารายได้จากการท่องเที่ยวช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งในเขตเมืองและในชนบท

ธนาคารโลกรายงานว่า กลุ่ม CLMVT มีรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 62 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2015 โดยประเทศไทยทำรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2015 เป็นจำนวน 78 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมดในกลุ่ม CLMVT เมื่อคิดรายได้โดยเฉลี่ยแล้ว จะพบว่าทุกประเทศในกลุ่มนี้สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็น 15 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้จากการส่งสินค้าออกของแต่ละประเทศ แต่สำหรับกัมพูชาแล้วจะพบว่ามีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงมากถึง 28.5 เปอร์เซ็นต์ โดยกัมพูชามีรายได้จากการท่องเที่ยว 3.41 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยว 48.53 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 17.6 เปอร์เซ็นต์

ยกตัวอย่างจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปท่องเที่ยวในกลุ่ม CLMVT ในปี 2016 รวมทั้งหมดประมาณ 13 ล้านคน พบว่าเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยประมาณ 9 ล้านคน เข้าไปเที่ยวเวียดนามประมาณ 3 ล้านคน เข้าไปเที่ยวกัมพูชา 8 แสนกว่าคน เข้าไปเที่ยวลาว 5 แสนคน และเข้าไปเที่ยวพม่า 1 แสน 5 หมื่นคน


จากซ้ายไปขวา สีลา ฮุล (รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยว กัมพูชา) วงเดือน แก้วสุลีวง (กระทรวงข่าวสาร วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ลาว) ไน ไน โอ (กระทรวงการโรงแรมและการท่องเที่ยว เมียนมา) วู่ นาม (รองปลัดกระทรวงการจัดการการการท่องเที่ยว เวียดนาม) และ ฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา รองผู้ว่าการด้านการสื่อสาร การตลาด ททท.) ร่วมเสวนาหัวข้อ “CLMVT: Moving towards Shared Prosperity”

ถ้าหากดูจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยภาพร่วมที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในกลุ่ม CLMVT ในปี 2016 จะพบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในไทยมากกว่า32 ล้านคน เข้าไปในเวียดนาม 10 ล้านคน เข้าพม่า 3 ล้านคน เข้าลาวกว่า 4 ล้าน เข้ากัมพูชา 5 ล้านคน หรือกล่าวโดยภาพรวมจะพบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในประเทศกลุ่ม CLMVT มากกว่า 54 ล้านคน

มีคำถามว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปเที่ยวชมอะไรใน CLMVT คำตอบคือ มีหลายสิ่งหลายอย่างให้ชม ให้กิน และให้ซื้อ เช่น ให้ชมก็ได้แก่สถานที่ท่องเที่ยวทั้งเชิงธรรมชาติ เชิงศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และสถานที่ท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น อย่างเช่นสวนสนุก เป็นต้น ส่วนให้กิน ก็มีหลากหลายทั้งอาหารนานาชนิด และผลไม้อีกสารพัดอย่างซึ่งมีให้กินได้ตลอดปี ส่วนให้ซื้อก็ได้แก่สินค้าพื้นเมืองของแต่ละชนชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นอกจากนี้ใน CLMVT ยังถือเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยโบราณสถานสำคัญ ซึ่ง UNESCO เลือกสรรให้เป็นสถานที่มรดกโลก (World Heritage Sites) ล่าสุด UNESCO คัดเลือกแหล่งโบราณสถานและแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในกลุ่มประเทศ CLMVT ให้อยู่ในทำเนียบมรดกโลกแล้ว 18 แห่ง และยังมีโบราณสถานและแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ
ที่น่าจะมีโอกาสได้รับคัดเลือกเป็นมรดกโลกอีก 39 แห่ง ขอยกตัวอย่างในไทย เช่น จ.เชียงใหม่ วัดพระมหาธาตุ,จ.นครศรีธรรมราช ปราสาทหินพิมาย จ.นครราชสีมา, ปราสาทพนมรุ้ง และปราสาทเมืองต่ำ จ.บุรีรัมย์, แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และพระธาตุพนม จ.นครพนม เป็นต้น

การท่องเที่ยวแบบแบ่งปัน เพื่อความก้าวหน้าร่วมกันของสมาชิกกลุ่ม CLMVT ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากรัฐบาลไทย และมีการย้ำเจตนารมณ์เรื่องนี้ภายในงาน Thailand Travel Mart Plus 2017 (TTM+2017) ซึ่งจัดขึ้นในจังหวัด
เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 14-16 มิถุนายน 2560 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของไทยทั้ง 4 คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม