ตะลอนเที่ยว : วันประสูติพระพิฆเณศวร‘คเณศจตุรถี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/282097

ตะลอนเที่ยว : วันประสูติพระพิฆเณศวร‘คเณศจตุรถี’

ตะลอนเที่ยว : วันประสูติพระพิฆเณศวร‘คเณศจตุรถี’

วันอาทิตย์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระพิฆเณศวรคือเทพแห่งศิลปวิทยาการ เทพแห่งความรู้ เทพแห่งสติปัญญา เทพแห่งนาฏศิลป์ เทพแห่งความสำเร็จ เทพที่ทรงช่วยขจัดปัดเป่าอุปสรรคทั้งปวงให้กับผู้ที่เลื่อมใสศรัทธา

เทศกาลบูชาพระพิฆเณศวรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกคืองานคเณศจตุรถี ซึ่งจัดขึ้นในวันแรม 4 ค่ำ เดือน 9 และวันแรม 4 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งจะอยู่ในช่วงต้นเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม มีความเชื่ออีกกระแสว่า คเณศจตุรถีนั้นมีเป็นประจำในวันขึ้น 4 ค่ำ และแรม 4 ค่ำของทุกเดือน ถ้าเป็นแรม 4 ค่ำ จะเรียกว่าสังกัษฎี คเณศจตุรถี ส่วนวันขึ้น 4 ค่ำ เรียกว่า ไวนายกี คเณศจตุรถี แล้วถ้าหากวันดังกล่าวตรงกับวันอังคารซึ่งเป็นวันประจำของพระพิฆเณศวร จะเรียกว่ามงคลกี คเณศจตุรถี ซึ่งผู้ที่บูชาพระคเณศอย่างเคร่งครัดจะบูชาทั้งวันขึ้นและแรม 4 ค่ำ ทุกเดือน

แต่สำหรับสิ่งที่คอลัมน์นี้จะนำเสนอให้คุณได้ทราบคือ เทศกาลคเณศจตุรถี ในช่วงต้นเดือนกันยายนเท่านั้น เพราะได้รับการยอมรับว่าเป็นคเณศจตุรถีที่สำคัญที่สุด วันดังกล่าวคือวันที่ผู้ศรัทธาในพระพิฆเณศวรเชื่อว่าเป็นวันประสูติของเทพเจ้าแห่งความรู้และความสำเร็จองค์นี้ มีความเชื่อกันด้วยว่าในวันนั้นพระพิฆเณศวรจะเสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์เพื่อมายังโลกมนุษย์ แล้วทรงประทานพรประเสริฐให้กับผู้คนที่เชื่อถือในพระองค์ ดังนั้นจึงมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่เพื่อการนี้ในประเทศอินเดีย รวมถึงที่ต่างๆ ทั่วโลกซึ่งมีผู้คนศรัทธาเลื่อมใสในพระพิฆเณศวร สำหรับในประเทศไทยก็มีการจัดงานที่วัดแขก สีลม และในเทวาลัยพระพิฆเณศ รวมถึงที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตทับแก้ว นครปฐม และเทวาลัยพิฆเณศ จังหวัดเชียงใหม่

เทศกาลคเณศจตุรถี ในช่วงต้นเดือนกันยายน จะเริ่มต้นพิธีการด้วยการสถาปนาอุสวมูรติ หรือการทำเทวรูปพิฆเณศวรองค์ใหญ่ แล้วนำออกแห่ไปตามชุมชน แล้วจบด้วยการลอยพระพิฆเณศวรลงในน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อส่งท่านกลับสรวงสวรรค์ เรียกพิธีวิสรันยัน

การบูชาที่กระทำสืบต่อมาตามหลักพระเวทคือ ปีฐบูชา หรือการบูชาเทวดา 5 หมวด (ปัญจางคเทวตา) โดยทำเป็นกองข้าวสีต่างๆ และสิ่งสมมติต่างๆ เพื่อแทนพระผู้เป็นเจ้าแต่ละองค์ เช่น ลูกหมากพันด้วยด้ายวางบนกองข้าวรูปสวัสดิกะ ใช้แทนพระพิฆเณศวร ลูกหมากพันด้วยด้ายวางบนกองข้าวสามเหลี่ยม ใช้แทนพระแม่กาลี เป็นต้น และจะมีการทำกองข้าวเป็นตารางหมากรุกสลับสี ซึ่งใช้แทนพระแม่โษฑศมาตฤกา 16 องค์ ตารางสี่เหลี่ยมแทนช่องดาวนพเคราะห์ จุดสีแดงและอักษรสีแดง 7 จุด แทนพระแม่ฆฤตสัปตมาฤกา 7 องค์ และจะมีเทวดาประจำประทีป สังข์ ระฆัง และหม้อกลัศ เป็นสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์ จักรวาล และทวยเทพเจ้าต่างๆ

แล้วจะมีพิธีบูชาตามหลักของฮินดูคืออุปจาระ 16 ขั้นตอน เช่น การถวายที่ประทับ ถวายน้ำสรงพระบาทและพระหัตถ์ ถวายน้ำสรง ถวายน้ำบริสุทธิ์ ถวายเครื่องทรง ถวายสายยัชโญปวีต ถวายเครื่องหอมถวายอาหาร ถวายอารตี และถวายมนต์ เป็นต้น พิธีจะเริ่มในวันขึ้น 4 ค่ำ แล้วทำต่อเนื่องไป 10 วัน จนถึงวันขึ้น 14 ค่ำ ซึ่งเรียกว่าอนันตจตุรทัสสี ซึ่งแต่ละชุมชนในอินเดียจะทำพิธีนี้อย่างใหญ่โตเอิกเกริกโดยจะสร้างองค์พระพิฆเณศวรให้ใหญ่โตและสวยงามที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยส่วนมากแล้ววัสดุที่ใช้ประดิษฐ์เทวรูปก็จะเป็นวัสดุธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ง่ายเมื่อถูกน้ำ

เมื่อถึงวันสุดท้ายของเทศกาลก็จะมีพิธีอัญเชิญพระพิฆเณศวรและเทวรูปอื่นๆ ไปรอบเมืองแล้วเชิญพระพิฆเณศวรไปลอยน้ำ คือพิธีวิสรันยัน ซึ่งในวันดังกล่าวจะมีผู้คนมากมายนำพระพิฆเณศวรของตนมาร่วมพิธี ถนนหนทางจะคลาคล่ำไปด้วยฝูงชน และทุกหนแห่งจะประดับประดาด้วยดอกไม้สารพัดสี มีเสียงดนตรีประโคมอย่างอึกทึกตลอดเวลา

ทัวร์คุณแหนโดย Mr.Flower จะพาคุณๆ ไปสัมผัสเทศกาลแห่งความศรัทธานี้ด้วยกัน ในวันที่ 4-7 กันยายน 2560 หากคุณสนใจจะร่วมคณะไปกับเรา โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : คเณศจตุรถี วันประสูติพระพิฆเณศวร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/280866

ตะลอนเที่ยว : คเณศจตุรถี วันประสูติพระพิฆเณศวร

ตะลอนเที่ยว : คเณศจตุรถี วันประสูติพระพิฆเณศวร

วันอาทิตย์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เทศกาลบูชาพระพิฆเณศวรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกคือเทศกาลคเณศจตุรถี เชื่อกันว่าเป็นวันประสูติของพระพิฆเณศวร เทพแห่งความรู้และความสำเร็จ เทศกาลนี้จะกระทำในวันแรม 4 ค่ำ เดือน 9 และวันแรม 4 ค่ำ เดือน 10 โดยจะมีการจัดงานนี้ตามเมืองต่างๆ ในประเทศอินเดีย รวมถึงในประเทศต่างๆ ทั่วโลกซึ่งมีผู้นับถือพระพิฆเณศวร

ในช่วงเทศกาลนี้จะมีพิธีกรรมเพื่อบวงสรวงและบูชาเทพแห่งความรู้และความสำเร็จองค์นี้ พร้อมกับมีพิธีเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่มโหฬาร โดยจัดสร้างรูปเหมือนของพระพิฆเณศวรขนาดใหญ่เพื่อเป็นประธานในพิธี ซึ่งจะจัดงานกันประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วเมื่องานจบลงก็จะแห่องค์พระพิฆเณศวรไปตามถนนสายสำคัญแล้วจบลง ณ ริมฝั่งแม่น้ำสำคัญของเมือง หรือไม่ก็ริมทะเล โดยการอัญเชิญพระพิฆเณศวรลงลอยในแม่น้ำหรือทะเล แล้วให้องค์เทวรูปค่อยๆ จมลง แล้วสลายไปในสายน้ำ ซึ่งพิธีนี้เชื่อกันว่าเป็นการส่งเสด็จกลับขึ้นไปบนสรวงสวรรค์

เทศกาลคเณศจตุรถี จะมีผู้คนจำนวนมากมายซึ่งนับถือพระพิฆเณศวรไปรวมตัวกันเพื่อร่วมทำพิธีศักดิ์สิทธิ์ โดยเกือบทุกคนจะทำองค์พระพิฆเณศวรด้วยวัสดุต่างๆ เช่น ดินเหนียว หรือวัสดุอื่นใดที่สามารถย่อยสลายได้ง่ายในกระแสน้ำ พร้อมทั้งนำเครื่องไหว้บูชา อันประกอบด้วย ดอกไม้ที่มีสีสันสดใสนานาชนิด มะพร้าวอ่อน กล้วย อ้อย นมสดและนมเปรี้ยวที่หมักตามวิธีการของชาวบ้าน และขนมต้ม ไปถวายเทวรูปพระพิฆเณศวร ในขณะที่ทำพิธีนั้นผู้คนก็จะท่องบทสวดไปด้วย หลังจบสิ้นพิธีกรรมก็จะเชิญพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีมาเลี้ยงดูและให้การปรนนิบัติเป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามมีข้อห้ามตามความเชื่อของผู้ที่นับถือพระพิฆเณศวรคือ ในเทศกาลดังกล่าวนี้ ห้ามผู้เข้าร่วมพิธีจ้องมองดวงจันทร์เป็นอันขาด เพราะจะไม่เป็นมงคลกับตัวเอง มีเรื่องเล่าว่า สาเหตุที่พระพิฆเณศวรทรงห้ามมองพระจันทร์ในวันพิธีเพราะว่าพระพิฆเณศวรทรงพลัดตกจากหลังหนู เนื่องจากหนูตกใจที่เห็นงูเห่าที่เลื้อยผ่านหน้า เมื่อทรงตกลงมาก็ทำให้ท้องของพระพิฆเณศวรแตก ขนมต้มที่เสวยเข้าไปก็ไหลทะลักออกมา จากนั้นก็ทรงเก็บขนมต้มเหล่านั้นยัดกลับเข้าไปในพุง แล้วใช้งูเห่าตัวนั้นรัดที่พุงไว้ ขณะนั้นพระจันทร์ผ่านมาเห็นเข้าก็หัวเราะด้วยความขัน ทำให้พระพิฆเณศวรอับอายแล้วเกิดความโกรธอย่างมาก จึงใช้งาขว้างไปที่พระจันทร์ งาติดที่องค์พระจันทร์ทำให้พระจันทร์ไม่สามารถเปล่งแสงสว่างได้ ส่งผลให้โลกในยามค่ำมืดสนิท เมื่อเรื่องนี้ทราบถึงพระอินทร์และทวยเทพจึงไปอ้อนวอนขอให้พระพิฆเณศวรทรงยอมถอนงาออกจากพระจันทร์ ซึ่งก็ทรงยอมทำตามคำขอ แต่ก็ทรงสาปแช่งให้พระจันทร์ต้องได้รับโทษคือจะต้องไม่สามารถเป็นพระจันทร์เต็มดวงได้ตลอดเวลา นั่นคือจะต้องมีลักษณะเว้าๆ แหว่งๆ เป็นระยะๆ จนกว่าจะถึงวันขึ้น 15 ค่ำ แล้วก็กลับไปเว้าๆ แหว่งๆ เช่นนี้เรื่อยไป (จึงเกิดเป็นวันข้างขึ้นข้างแรม)

ทัวร์คุณแหนจะนำคุณๆ ไปร่วมเทศกาลคเณศจตุรถี ณ เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ 4-7 กันยายน 2560 นำไปกราบนมัสการทักทูเสธ (Dugdusheth) พระพิฆเณศวรประจำเมืองปูเน นครมุมไบ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นพระพิฆเณศวรที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เพราะเครื่องทรงทำด้วยทองคำ (คนไทยหลายคนคงจำได้ว่ามุมไบคือเมืองบอมเบย์นั่นเอง) ในเทศกาลนี้คุณจะได้ชมพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ อาทิ ปราณประติษฐา คือพิธีที่ทำให้เทวรูปมีความขลังและศักดิ์สิทธิ์ พิธีบูชา 16 ขั้นตอน หรือโษทโศปจาร คือการสรงเทวรูปด้วยน้ำนม น้ำผึ้ง บูชาด้วยเครื่องบูชาต่างๆ และดอกไม้ แล้วตามด้วยการสาธยายมนต์คเณศาถรวศีรษะตามคัมภีร์พระเวท และพิธีบูชาด้วยประทีป หรืออารตี และจะพาคุณไปกราบสักการะพระพิฆเณศวรประจำเมืองมุมไบ ณ วิหารสิทธิวินายัค (Siddhivinayak Temple) ที่เชื่อกันว่าเทวรูปพระพิฆเณศวรในวิหารนี้ คือองค์ประธานของเทวรูปพระพิฆเณศวรทั่วโลก

คุณๆ ที่สนใจไปร่วมพิธีคเณศจตุรถี ณ นครมุมไบ ในปีนี้โปรดติดต่อทัวร์คุณแหน โทรศัพท์หมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : โลกน่าอยู่ เมื่อเราแบ่งปันความรักให้คนและสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/279696

ตะลอนเที่ยว : โลกน่าอยู่ เมื่อเราแบ่งปันความรักให้คนและสัตว์

ตะลอนเที่ยว : โลกน่าอยู่ เมื่อเราแบ่งปันความรักให้คนและสัตว์

วันอาทิตย์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กุศลธรรมประการหนึ่งตามแนวทางของพุทธศาสนิกชนคือ การไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การงดเว้นจากปาณาติบาตคือ การไม่ฆ่าสัตว์ทั้งปวงโดยตัวเองและไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า นับว่าเป็นการทำทานที่ยิ่งใหญ่ ไม่ก่อเวรก่อภัยให้กับสรรพสัตว์ทั้งปวง

คนเก่าคนแก่ที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์สั่งสอนอบรมลูกหลานว่า การไม่ฆ่าสัตว์และไม่กินเนื้อสัตว์จะส่งผลให้ผู้นั้นเป็นที่รักใคร่ของเหล่าทวยเทพ ตลอดถึงมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย, มีจิตใจเมตตากรุณา ตัดความอาฆาต และอารมณ์โหดร้ายฉุนเฉียวคับแค้นลงได้ ไม่มีการจองเวรจองกรรมต่อกัน, ปราศจากโรคภัยร้ายแรงเบียดเบียนร่างกาย, อายุมั่นขวัญยืน, ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากทวยเทพ เพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์, ในยามหลับจะนิมิตแต่สิ่งดีงามเป็นมงคล, ไม่พลัดหลงเข้าไปในแดนอบายภูมิ และเมื่อละสังขารจากโลก วิญญาณจะพบความสุขสงบในภพภูมิที่ดีงาม

นั่นคือความเชื่อส่วนตัวที่สมาชิกผู้ร่วมโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือ และ Mr.Flower มีร่วมกัน เมื่อเรามีความเชื่อมั่นเหมือนกัน เราจึงได้ร่วมทำโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ แล้วนำไปมอบให้เกษตรกรเลี้ยงดูจนกว่าสัตว์เหล่านั้นจะถึงอายุไขโดยธรรมชาติ

โครงการนี้เริ่มมาอย่างจริงจังได้ประมาณ 1 ปี 6 เดือน โดยเป็นการร่วมบริจาคเงินระหว่างผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า เจ้าของ พนักงาน รวมถึงนักข่าวแนวหน้า นับตั้งแต่วันแรกที่ทำโครงการจนถึงปัจจุบัน คณะของเราไถ่ชีวิตโคกระบือมาแล้ว 45 ตัว มอบให้กับเกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรี (อำเภอศรีประจันต์ และเดิมบางนางบวช) จังหวัดชลบุรี (อำเภอพนัสนิคม) จังหวัดขอนแก่น (อำเภอบ้านไผ่) จังหวัดนครปฐม (อำเภอบางเลน)

สำหรับจังหวัดสุพรรณบุรีนั้น โครงการได้ร่วมมือกับสหกรณ์การเกษตรศรีประจันต์เพื่อคัดเลือกเกษตรกรผู้มีความเหมาะสมจะรับโคกระบือไปเลี้ยง โดยมอบให้ไปทั้งหมด 19 ตัว ส่วนจังหวัดชลบุรี คณะของเรามอบให้โครงการสวนผักบำบัดของดาบตำรวจธรรมนูญ มานู หรือดาบตุ้ม จำนวน 14 ตัว ส่วนจังหวัดขอนแก่น มอบให้เกษตรกรอำเภอบ้านไผ่ โดยผ่านการประสานงานของเจ้าหน้าที่ของเครือ SCG (ปูนซิเมนต์ไทย) 1 ตัว และที่เหลืออีก 11 ตัว หม่อมไฉไล ยุคล ร่วมบริจาคแล้วนำไปเลี้ยงไว้ในสวนป่าของโรงแรมเรือ หรือชื่อเต็มๆ ว่า Mom Chailai River Retreat บางเลน

หลังจากมอบโคกระบือให้ผู้เลี้ยงดูแล้ว คณะของเราก็พยายามจะแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนพวกเขาเป็นประจำ โดยเฉลี่ยคือ 3 เดือนต่อครั้ง โดยจัดเป็นกลุ่มทัวร์เล็กๆ เพื่อไปไหว้พระในจังหวัดนั้นๆ แล้วแวะไปเยี่ยมเยียนทั้งผู้เลี้ยงและโคกระบือด้วย

ล่าสุดโคกระบือที่คณะของเราบริจาคได้ออกลูกมาแล้ว 4 ตัว โดยเมื่อสามเดือนก่อนคณะของเราได้ไปเยี่ยมลูกควายตัวน้อยอยู่ที่จังหวัดชลบุรี ชื่อว่า เจ้าทอง เพราะมีขนสีทอง แต่สมาชิกใหม่อีกสามตัวนั้น คณะของเรายังไม่ได้ไปเยี่ยมพวกเขา ซึ่งคาดว่าน่าจะหลังเดือนตุลาคมปีนี้ไปแล้ว เราจะยกคณะไปเยี่ยมเขา

อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้มีผู้ร่วมโครงการหลายรายโทรศัพท์สอบถาม Mr.Flower ว่า ทำไมไม่เห็นแจ้งเรื่องไถ่ชีวิตโคกระบือให้ทราบอีก เลิกทำโครงการนี้แล้วหรือ ก็ขอเรียนให้ทราบว่า โครงการยังคงดำเนินต่อไป แต่เหตุที่ยังไม่ได้บอกบุญให้ทราบก็เพราะติดขัดปัญหาใหญ่คือ การเลือกสรรผู้ที่เหมาะสมจะรับโคกระบือไปเลี้ยง บางคนเห็นว่าคณะของเราให้โคกระบือโดยไม่คิดมูลค่าก็ต้องการจะได้ แต่เมื่อสอบถามว่ามีคนดูแลเขาหรือไม่ จะเลี้ยงดูเขาอย่างไร มีโรงเรือนให้เขาพักอาศัยหรือไม่ มีคนสุมไฟไล่ยุงและเหลือบให้เขาในช่วงเย็นหรือไม่ รวมถึงเมื่อบอกว่าต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมต้องมีผู้ค้ำประกันว่าจะไม่ขายและไม่ฆ่าโคกระบือที่ได้รับไปอย่างเด็ดขาด หากทำผิดสัญญาจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด หลายคนก็ไม่ยอมทำสัญญา เมื่อไม่ทำสัญญาก็ไม่สามารถมอบให้ได้


ชีวิตใหม่ที่เดิมบางนางบวช หลังพ้นจากโรงฆ่าสัตว์

ดังนั้น Mr.Flower จึงขอเรียนแจ้งให้สมาชิกที่รู้จักและมั่นใจว่าจะมีผู้ใดซึ่งเหมาะสมสามารถนำโคกระบือไปเลี้ยงดูได้เป็นอย่างดี โปรดติดต่อหมายเลข 091-7233615 ส่วนเรื่องการขอรับสมทบทุนบริจาคนั้นจะกระทำต่อเมื่อสามารถคัดเลือกผู้รับเลี้ยงที่เหมาะสมได้เรียบร้อยแล้ว

สัปดาห์นี้ขอนำภาพโคกระบือที่คณะของเราร่วมกันบริจาคไปยังที่ต่างๆ มาให้คุณได้ชมด้วยกัน หวังว่าคุณจะ
อิ่มเอมใจกับการร่วมแรงร่วมใจในโครงการนี้ แล้วพวกเราจะไปเยี่ยมเขาอีกในไม่ช้านี้


บ้านใหม่ของพวกเขาที่ศรีประจันต์

+


มีความสุขตามอัตภาพตามประสาแม่-ลูก ที่อำเภอพนัสนิคม


หม่อนไฉไล ยุคล กับวัวที่ไถ่ชีวิต

ชีวิตในคอกโรงฆ่าสัตว์

ตะลอนเที่ยว : โปรดช่วยกันทำหมันหมา-แมวจรจัด เพื่อสวัสดิภาพของคนและสัตว์ในสังคมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/278412

ตะลอนเที่ยว : โปรดช่วยกันทำหมันหมา-แมวจรจัด เพื่อสวัสดิภาพของคนและสัตว์ในสังคมไทย

ตะลอนเที่ยว : โปรดช่วยกันทำหมันหมา-แมวจรจัด เพื่อสวัสดิภาพของคนและสัตว์ในสังคมไทย

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คุณเคยมีความคิด อยากจะเห็นสังคมไทยของเราปราศจากหมา-แมวจรจัด บ้างหรือไม่ ถ้าคุณคิด คุณได้พยายามลงมือกระทำ เพื่อให้ความคิดของคุณเป็นจริง อย่างไรบ้าง

ถ้าคุณอยากเห็นสังคมไทยไม่มีหมา-แมวจรจัดอีกต่อไป คุณกับเรา (เราหมายถึงผู้อ่านคอลัมน์นี้ และผู้ร่วมทำโครงการทำหมันหมา-แมวจรจัดโดยไม่คิดค่าบริการ) มีเจตนารมณ์เดียวกัน ดังนั้นจึงอยากเชิญชวนคุณร่วมเป็นสมาชิกโครงการนี้ด้วยกัน

ก่อนอื่นขอยืนยันว่า หมาและแมวจรจัดนั้น ถ้าหากเราทุกคนปล่อยเขาไว้โดยไม่ทำหมันให้พวกเขา ก็เท่ากับว่าเราปล่อยให้เขาแพร่ขยายสมาชิกสัตว์จรจัดไปเรื่อยๆ เมื่อพวกเขามีจำนวนมากขึ้นก็ต้องประสบชะตากรรมที่เลวร้าย อาทิ ขาดแคลนอาหาร ขาดแคลนการดูแลรักษา แล้วก็จะมีโรคร้ายเกี่ยวกับสัตว์จรจัดแพร่ระบาดในที่สุด

ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่ต้องการเห็นสังคมไทยลดจำนวนหมา-แมวจรจัดได้ จนกระทั่งกลายเป็นสังคมที่ปราศจากหมา-แมวจรจัด ในที่สุด “โครงการสัตวแพทย์ จุฬาฯ ติดปีก” จึงได้บังเกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อน โดยความร่วมมือระหว่างคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัทสายการบินนกแอร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เครือบริษัทปูนซิเมนต์ไทย กลุ่มเสม็ดรีสอร์ต บริษัทห้างสรรพสินค้า UD อุดรธานี และหนังสือพิมพ์แนวหน้า รวมถึงได้รับการสนับสนุนด้านยาและเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงจากบริษัทชั้นนำอีกหลายแห่ง โครงการนี้ จึงได้เกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา (อย่างไรก็ตาม ในระยะ 2 ปีหลังมานี้ สายการบินนกแอร์ได้ถอนตัวไปจากโครงการนี้)

เริ่มแรกเมื่อ 5 ปีก่อน คณะทำงานของเราเปิดโครงการครั้งแรกที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แล้วได้ไปให้บริการในที่อื่นๆ อีกมากมาย อาทิ เชียงใหม่ อุดรธานี พัทยา ชลบุรี และระยอง แต่ในความเป็นจริงมีเสียงเรียกร้องให้คณะทำงานของเราไปให้บริการในอีกหลายจังหวัด แต่ติดขัดปัญหาคือ ไม่มีผู้ประสานงานภายในจังหวัดนั้นๆ จึงทำให้โครงการไม่สามารถดำเนินได้

ขอเรียนแจ้งผู้ที่ประสงค์จะให้คณะทำงานของเราไปให้บริการทำหมันหมา-แมวจรจัด (รวมถึงมีเจ้าของ) ในเขตชุมชนของคุณ
สิ่งสำคัญประการแรกคือ จะต้องมีผู้ประสานงานที่สามารถทำงานได้อย่างจริงจังเพื่อให้โครงการนี้ดำเนินต่อไปได้ ขอเรียนว่าการทำหมันหมา-แมวจรจัดในชุมชนของคุณจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เลย หากปราศจากผู้ประสานงานในชุมชน

ที่ผ่านๆ มานั้น คณะทำงานมักจะได้รับโทรศัพท์แจ้งมาว่า “ในพื้นที่ชุมชนของฉันมีหมาและแมวจรจัดเต็มไปหมด อยากให้หมอไปทำหมันให้พวกเขาด้วย” แต่เมื่อเราถามว่า “จะมีใครช่วยจับหมา-แมวจรจัดให้หมอทำหมันหรือไม่” คำตอบคือ “ไม่มี หมอต้องไปจับเอง” แต่ที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือ ชาวบ้านบอกว่ามีหมา-แมวจรจัดในวัดเป็นจำนวนมาก อยากให้หมอไปทำหมันให้หมา-แมว แต่พระสงฆ์ในวัดไม่อนุญาตให้ทำ โดยบอกว่า “เป็นบาป ทำหมันพวกเขาแล้ว ในที่สุดคนจะกลายเป็นหมัน” นี่คือความคิดของพระสงฆ์ไทยบางจำพวกที่อาศัยหากินอยู่ในวัด แต่ทว่าปราศจากปัญญา จนเข้าขั้นบวชไปก็เปลืองข้าวสุก

ขอเรียนว่า หากตอบมาเช่นนี้ ก็เท่ากับว่าโครงการของเราไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ เพราะไม่มีทางที่สัตวแพทย์จะวิ่งไล่จับหมา-แมวจรจัดได้อย่างแน่นอน เพราะหมา-แมวจรจัดจะไม่ยอมให้คนแปลกหน้าจับตัวเขาแต่โดยดี

ขอเล่าให้ฟังถึงความร่วมมืออย่างดีจากชาวบ้านในชุมชนที่ช่วยให้การทำโครงการนี้บนเกาะเสม็ดดำเนินไปด้วยดี จนทำให้โครงการของเราไปให้บริการต่อเนื่องมาแล้วหลายปี แล้วก็ได้ผลดีคือ จำนวนหมา-แมวจรจัดบนเกาะเสม็ดลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด และสามารถลดปัญหานักท่องเที่ยวต่างชาติวิจารณ์ว่าบนเกาะเสม็ดมีหมาจรจัดมากจนน่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของนักท่องเที่ยว (โดยเฉพาะกลุ่มที่เห็นว่าหมาจรจัดเป็นอันตราย)

ชาวบ้านบนเกาะเสม็ดจะนำหมาแมวทั้งมีเจ้าของและจรจัดไปให้หมอฉีดวัคซีนประจำปี ตรวจโรค และทำหมัน (สำหรับตัวที่ยังไม่ผ่านการทำหมันมาก่อน) โดยผู้ที่ทำหน้าที่ประสานงานอย่างแข็งขันบนเกาะเสม็ดคือกลุ่มเสม็ดรีสอร์ต ซึ่งทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์วันเวลาที่คณะของเราจะไปให้บริการให้ชาวบ้านได้รับทราบ และช่วยประสานงานเพื่อขออนุญาตใช้สถานที่สำหรับเปิดห้องผ่าตัดซึ่งได้มาตรฐานของสัตวแพทย์ (ห้องผ่าตัดชั่วคราว)

น่าสังเกตคือบางชุมชนขอรับบริการ แต่ไม่สามารถเตรียมสถานที่เหมาะสมกับการผ่าตัดให้เราได้ คณะของเราก็ต้องปฏิเสธ เพราะถ้าสถานที่ไม่สะอาดเพียงพอกับการผ่าตัด สัตวแพทย์จะไม่ให้บริการอย่างเด็ดขาด เพราะจะเกิดผลเสียร้ายแรงกับสัตว์ และผิดหลักการทำงานของสัตวแพทย์ที่ยึดมั่นในเรื่องความสะอาดของสถานที่เป็นสำคัญ

สำหรับสัปดาห์นี้ ขอนำภาพ (บางส่วน) ของการทำงานโดยกลุ่มสัตวแพทย์ และขอนำภาพประทับใจของคนรักสัตว์ที่นำสัตว์ไปรับบริการ เราพบว่าแม้คนเหล่านี้อาจมีฐานะไม่ร่ำรวย แต่เราสามารถเห็นชัดเจนว่าเขารักและเมตตาต่อสัตว์เป็นอย่างมาก และเราขอนำเสนอภาพการทำงานของกลุ่มสิงห์อาสาที่ช่วยกันจับหมาจรจัดประมาณ 20 ตัว ไปให้หมอผ่าตัดทำหมัน

หากชุมชนใดต้องการให้คณะของเราไปให้บริการทำหมัน ตรวจโรค ฉีดวัคซีนให้หมา-แมวจรจัดในชุมชน โปรดติดต่อที่ 091-7233615 โครงการนี้ไม่คิดค่าบริการใดๆ จากผู้รับบริการ แต่ถ้าหากมีผู้ใดประสงค์จะสนับสนุนโครงการนี้ สามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ข้างต้น

ขอย้ำว่าหมาและแมวจรจัดจะหมดไปจากสังคมไทยได้ ก็ด้วยความร่วมมือจากทุกท่าน โดยนำเขาไปทำหมัน


สัตวแพทย์ จุฬาฯ ตรวจรักษา ฉีดวัคซีน และผ่าตัดให้น้องหมา-แมวจรจัด


ชั่งน้ำหนักก่อนรับการตรวจโรค และผ่าตัด


ความรักจากคนมอบให้สัตว์สี่ขา


พาน้องหมาจรจัด และหมามีเจ้าของไปหาคุณหมอ


ที่พักแสนสบายของกลุ่มเสม็ดรีสอร์ต

ตะลอนเที่ยว : อยากเห็นเมืองไทยไร้หมา-แมวจรจัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/277255

ตะลอนเที่ยว : อยากเห็นเมืองไทยไร้หมา-แมวจรจัด

ตะลอนเที่ยว : อยากเห็นเมืองไทยไร้หมา-แมวจรจัด

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คุณเคยเลี้ยงหมาหรือแมวหรือไม่ ถ้าไม่เคย ก็คงไม่จำเป็นต้องตอบคำถามนี้ แต่ถ้าเคย ผมมีคำถามต่อไปว่า เมื่อคุณเลี้ยงเขาเหล่านั้นแล้ว คุณรู้สึกผูกพันกับเขาหรือไม่ แล้วคุณเชื่อไหมว่า คนบางชนิดสามารถนำสัตว์เลี้ยงของตนเองไปปล่อยทิ้งได้

คำถามต่อมา คุณเคยเห็นคนบางกลุ่มพยายามทุ่มเทเพื่อช่วยหมาและแมวจรจัดไหม คุณเคยคิดไหมว่า เขาเหล่านั้นช่วยเพราะอะไร

คุณรู้สึกเช่นไรเมื่อพบเห็นหมา-แมวถูกทำร้าย ถูกรถยนต์ชนหรือทับเป็นเหตุให้เสียชีวิต หรือบางตัวก็บาดเจ็บสาหัสจนพิการ

มีอีกหลายคำถามที่อยากจะถามคุณเกี่ยวกับเรื่องหมา-แมวจรจัด แล้วก็มีคำถามว่า ทำไมผู้มีอำนาจรัฐจึงไม่เอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาหมา-แมวจรจัด

แต่แล้วก็พบว่าเสียเวลาที่จะถามเรื่องเหล่านี้ เพราะมีคำตอบจากคนรักและช่วยหมา-แมวจรจัดว่า อย่าไปถามใครๆ ให้เสียเวลาเลย ถ้าเราตั้งใจจะช่วยเขา เราก็ช่วยกันลงมือทำตั้งแต่บัดนี้เลย

เมื่อคิดได้เช่นนี้ โครงการทำหมันหมา-แมวจรจัดจึงได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยความริเริ่มร่วมกันของอาจารย์กลุ่มหนึ่งจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยได้การสนับสนุนอย่างดีในช่วงเริ่มโครงการจากสายการบินนกแอร์ และเครือบริษัท SCC (เครือปูนซิเมนต์ไทย) รวมถึงกลุ่มเสม็ดรีสอร์ต และห้างสรรพสินค้า UD Center อุดรธานี และบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง

สิ่งที่ผู้ทำโครงการได้รับคือ ความปลื้มใจที่พบว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยรักและเมตตาสัตว์ แม้จะยังพบว่าสัตว์อีกจำนวนไม่น้อยยังถูกรังแก และถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ผู้ร่วมโครงการทุกคนมีความหวังเดียวกันคือ อยากให้สังคมไทยปราศจากหมา-แมวจรจัด และอยากให้สัตว์เหล่านั้นมีสุขภาพดี

ล่าสุดกลุ่มของเราเพิ่งออกไปให้บริการทำหมัน ตรวจสุขภาพ และรักษาโรคให้สัตว์เลี้ยงที่อำเภอบ้านเพ และเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง โดยครั้งนี้ได้ให้บริการกับสัตว์ 150 ชีวิต

ภาพความจริงภาพหนึ่งที่ได้รับโดยตรงจากออกไปทำโครงการนี้คือ ยังมีสัตว์เลี้ยงอีกมากในสังคมไทยถูกทอดทิ้งให้ได้รับความทรมาน แต่ก็มีอีกภาพหนึ่งที่ช่วยทำให้มีความหวังเพิ่มขึ้นคือ การได้พบเห็นว่ายังคงมีคนอีกมากมายที่รักและเมตตาต่อสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมโลกของเรา แม้บางคนอาจจะมีเศรษฐสถานะที่อาจไม่ดีมากนัก แต่เขาก็ให้ความรักและให้การดูแลสัตว์เป็นอย่างดี

ตะลอนเที่ยวประจำสัปดาห์นี้จึงขอนำเสนอภาพการทำโครงการทำหมัน ตรวจสุขภาพ รักษาโรค และฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำให้กับหมาและแมวทั้งชนิดมีเจ้าของและจรจัดในเขตตัวเมืองบ้านเพ และบนเกาะเสม็ด

เมื่อดูจากภาพแล้วจะเห็นได้ว่ากลุ่มผู้ทำงานจากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ ทุกคนต่างทุ่มเทและเอาจริงเอาจังกับการให้บริการกับสัตว์ และให้คำแนะนำกับเจ้าของสัตว์อย่างใกล้ชิด จนโครงการนี้กลายเป็นสิ่งที่ชาวเมืองบ้านเพ และชาวเกาะเสม็ดต่างเฝ้ารอที่จะให้สัตวแพทย์ จากจุฬาฯ กลับไปให้บริการอีกอย่างต่อเนื่อง

ชาวบ้านที่นำสัตว์ไปรับบริการบอกว่า เหตุผลที่ชอบและชื่นชมโครงการนี้คือ การได้เห็นว่ากลุ่มหมอสัตว์ทุกคนให้ความเป็นกันเองกับชาวบ้าน และให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการดูแลสัตว์ ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยบอกว่า อันที่จริงแล้วก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย แต่เหตุผลสำคัญที่เลี้ยงหมาและแมวไว้หลายตัวก็เพราะทนเห็นเขาถูกทอดทิ้งให้อดๆ อยากๆ ไม่ได้ แม้จะไม่ได้เลี้ยงเขาให้อยู่ภายในรั้วบ้าน เพราะบ้านไม่มีรั้วรอบขอบชิด แต่ก็รักเขา ไม่อยากให้เขาถูกใครทำร้าย

ยังมีอีกหลายเหตุผลที่ชาวบ้านบอกถึงสาเหตุที่ต้องเลี้ยงหมาและแมวไว้ ขอบอกได้เลยว่าถ้าหากคุณผู้อ่านได้ฟังจากปากของชาวบ้านที่คุณเห็นว่าเขามีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ค่อยจะดีมากนัก แต่รับรองได้ว่าคุณจะประทับใจในความมีเมตตาของเขาเหล่านี้ ขอย้ำว่าสิ่งหนึ่งที่เขาทุกคนมีเหมือนกันคือความเมตตาและความรักต่อเพื่อนร่วมโลก

คุยให้ฟังมานาน เกือบลืมบอกไปว่า โครงการล่าสุดนี้ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มสิงห์อาสาที่ช่วยออกแรงจับสุนัขจรจัดตัวจริงไปให้คุณหมอทำหมันและตรวจสุขภาพด้วย กลุ่มสิงห์อาสายืนยันหนักแน่นว่าจะช่วยจับหมาและแมวจรจัดเพื่อให้โครงการนี้ทำหมัน เพราะมั่นใจว่านี่คือหนทางหนึ่งที่จะช่วยลดจำนวนประชากรหมาและแมวจรจัดได้อย่างมีคุณภาพ


คุณหมอรอผ่าตัดให้น้องหมา


ชั่งนํ้าหนักก่อนเข้ารับการผ่าตัด


ลูกค้ามากมายมารอรับบริการ


สิงห์อาสาช่วยจับน้องหมาจรจัดให้คุณหมอ

ทีมสัตวแพทย์ จุฬาฯ และตัวแทนสิงห์อาสา กับตัวแทนเสม็ดกรุ๊ป

ตะลอนเที่ยว : ก้าวไปด้วยกัน แบ่งปันความเจริญรุ่งเรือง : CLMVT

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/275998

ตะลอนเที่ยว : ก้าวไปด้วยกัน แบ่งปันความเจริญรุ่งเรือง : CLMVT

ตะลอนเที่ยว : ก้าวไปด้วยกัน แบ่งปันความเจริญรุ่งเรือง : CLMVT

วันอาทิตย์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มิติใหม่ของธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงเสริมสร้างมิตรภาพได้บังเกิดขึ้นแล้วในกลุ่มประเทศ CLMVT หรือ Cambodia(กัมพูชา) Lao PRD (ลาว) Myanmar (เมียนมา) Vietnam (เวียดนาม) Thailand (ไทย) โดยมิติใหม่ที่ว่านี้จะมุ่งเน้นให้ประเทศเพื่อนบ้านของไทยทั้ง 4 ประเทศ ได้มีโอกาสนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยว อาหารการกิน ศิลปวัฒนธรรม ให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทย แล้วท่องเที่ยวต่อไปยังประเทศรอบๆ บ้านของไทย

สาเหตุสำคัญที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชูประเด็นการท่องเที่ยวในกลุ่ม CLMVT ขึ้นมา ก็เพราะตระหนักดีว่าเมื่อนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยแล้ว ก็อยากจะให้นักท่องเที่ยวได้ไปชมความงดงามของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศเพื่อนบ้านของไทยด้วย

มีคำถามว่า การทำโครงการเช่นนี้จะไม่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหนีไปเที่ยวประเทศอื่น แล้วไม่สนใจท่องเที่ยวในประเทศไทยหรือ คำตอบที่ได้จากผู้บริหารหลายคนของททท.คือ “ไม่อย่างแน่นอน” แต่การส่งเสริมเช่นนี้จะทำให้ประเทศไทยได้รับการชมเชยว่าเป็นประเทศที่ไม่เห็นแก่ตัว เพราะไทยคิดถึงเพื่อนบ้าน และพยายามส่งเสริมให้เพื่อนบ้านได้รับผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวด้วย ซึ่งนับเป็นการส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวแบบแบ่งปัน แล้วก้าวเดินไปด้วยกัน (Moving Towards Shared Prosperity)


จากซ้ายไปขวา ยุทธศักดิ์ สุภสร (ผู้ว่าฯททท.) กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร (รมว.การท่องเที่ยวฯ)
พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร (รองนายกรัฐมนตรี) กลินท์ สารสิน (ประธานบอร์ด ททท.) พงษ์ภาณุ
เศวตรุนทร์ (ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ)

นานาชาติได้ประจักษ์แล้วว่าการท่องเที่ยวคือกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างรายได้และความมั่งคั่งอย่างเป็นรูปธรรมให้กับประเทศต่างๆ ในกลุ่ม CLMVT และเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่ารายได้จากการท่องเที่ยวช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งในเขตเมืองและในชนบท

ธนาคารโลกรายงานว่า กลุ่ม CLMVT มีรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 62 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2015 โดยประเทศไทยทำรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2015 เป็นจำนวน 78 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมดในกลุ่ม CLMVT เมื่อคิดรายได้โดยเฉลี่ยแล้ว จะพบว่าทุกประเทศในกลุ่มนี้สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็น 15 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้จากการส่งสินค้าออกของแต่ละประเทศ แต่สำหรับกัมพูชาแล้วจะพบว่ามีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงมากถึง 28.5 เปอร์เซ็นต์ โดยกัมพูชามีรายได้จากการท่องเที่ยว 3.41 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยว 48.53 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 17.6 เปอร์เซ็นต์

ยกตัวอย่างจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปท่องเที่ยวในกลุ่ม CLMVT ในปี 2016 รวมทั้งหมดประมาณ 13 ล้านคน พบว่าเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยประมาณ 9 ล้านคน เข้าไปเที่ยวเวียดนามประมาณ 3 ล้านคน เข้าไปเที่ยวกัมพูชา 8 แสนกว่าคน เข้าไปเที่ยวลาว 5 แสนคน และเข้าไปเที่ยวพม่า 1 แสน 5 หมื่นคน


จากซ้ายไปขวา สีลา ฮุล (รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยว กัมพูชา) วงเดือน แก้วสุลีวง (กระทรวงข่าวสาร วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ลาว) ไน ไน โอ (กระทรวงการโรงแรมและการท่องเที่ยว เมียนมา) วู่ นาม (รองปลัดกระทรวงการจัดการการการท่องเที่ยว เวียดนาม) และ ฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา รองผู้ว่าการด้านการสื่อสาร การตลาด ททท.) ร่วมเสวนาหัวข้อ “CLMVT: Moving towards Shared Prosperity”

ถ้าหากดูจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยภาพร่วมที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในกลุ่ม CLMVT ในปี 2016 จะพบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในไทยมากกว่า32 ล้านคน เข้าไปในเวียดนาม 10 ล้านคน เข้าพม่า 3 ล้านคน เข้าลาวกว่า 4 ล้าน เข้ากัมพูชา 5 ล้านคน หรือกล่าวโดยภาพรวมจะพบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในประเทศกลุ่ม CLMVT มากกว่า 54 ล้านคน

มีคำถามว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปเที่ยวชมอะไรใน CLMVT คำตอบคือ มีหลายสิ่งหลายอย่างให้ชม ให้กิน และให้ซื้อ เช่น ให้ชมก็ได้แก่สถานที่ท่องเที่ยวทั้งเชิงธรรมชาติ เชิงศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และสถานที่ท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น อย่างเช่นสวนสนุก เป็นต้น ส่วนให้กิน ก็มีหลากหลายทั้งอาหารนานาชนิด และผลไม้อีกสารพัดอย่างซึ่งมีให้กินได้ตลอดปี ส่วนให้ซื้อก็ได้แก่สินค้าพื้นเมืองของแต่ละชนชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นอกจากนี้ใน CLMVT ยังถือเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยโบราณสถานสำคัญ ซึ่ง UNESCO เลือกสรรให้เป็นสถานที่มรดกโลก (World Heritage Sites) ล่าสุด UNESCO คัดเลือกแหล่งโบราณสถานและแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในกลุ่มประเทศ CLMVT ให้อยู่ในทำเนียบมรดกโลกแล้ว 18 แห่ง และยังมีโบราณสถานและแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ
ที่น่าจะมีโอกาสได้รับคัดเลือกเป็นมรดกโลกอีก 39 แห่ง ขอยกตัวอย่างในไทย เช่น จ.เชียงใหม่ วัดพระมหาธาตุ,จ.นครศรีธรรมราช ปราสาทหินพิมาย จ.นครราชสีมา, ปราสาทพนมรุ้ง และปราสาทเมืองต่ำ จ.บุรีรัมย์, แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และพระธาตุพนม จ.นครพนม เป็นต้น

การท่องเที่ยวแบบแบ่งปัน เพื่อความก้าวหน้าร่วมกันของสมาชิกกลุ่ม CLMVT ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากรัฐบาลไทย และมีการย้ำเจตนารมณ์เรื่องนี้ภายในงาน Thailand Travel Mart Plus 2017 (TTM+2017) ซึ่งจัดขึ้นในจังหวัด
เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 14-16 มิถุนายน 2560 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของไทยทั้ง 4 คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม

ตะลอนเที่ยว : ชมตึกยุคอาณานิคมอังกฤษในย่างกุ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/274861

ตะลอนเที่ยว : ชมตึกยุคอาณานิคมอังกฤษในย่างกุ้ง

ตะลอนเที่ยว : ชมตึกยุคอาณานิคมอังกฤษในย่างกุ้ง

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เจดีย์สุเหล่มหาเจดีย์กลางชุมชนในย่างกุ้ง

ในยุคอาณานิคมที่อังกฤษเข้ามาครอบครองอินเดียเมื่อกว่า 200 ปีมาแล้ว (ศตวรรษที่ 19) ต่อจากนั้นอังกฤษก็เข้าครอบครองพม่าเมื่อประมาณกว่าหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา โดยพม่าในบางเขต เช่น ยะไข่ ตะนาวศรี มีสถานะเป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย (British India) หลังยุคสงครามอังกฤษกับพม่าในครั้งที่ 1 ครั้นต่อมาหลังสงครามอังกฤษกับพม่าครั้งที่สอง พม่าตอนใต้ก็ถูกผนวกเป็น British Burmaโดยอังกฤษถือว่า British Burma คือส่วนหนึ่งของ British India แล้วจากนั้นก็ได้เกิดสงครามอังกฤษกับพม่าครั้งที่สาม ซึ่งผลของสงครามครั้งนี้ทำให้พม่าทั้งหมดตกเป็นของอังกฤษอย่างเด็ดขาด โดยมีนามเรียกว่า British India ผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ยุคดังกล่าวจะเรียกว่ายุคจักรวรรดินิยมในเอเชีย ดังนั้นพม่า (ในอดีต) จึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ (British rule in Burma) ในช่วงพ.ศ.2367-2491

ผลพวงทางด้านสถาปัตยกรรมในยุคที่พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษยังคงปรากฏเด่นชัดมาจนถึงทุกวันนี้ จนทำให้ย่างกุ้ง (เมืองหลวงเก่าของพม่า) ได้รับการยอมรับว่าเป็นดินแดนอาณานิคมของอังกฤษในทวีปเอเชียที่มีตึกรามตามแบบยุคโคโลเนียลหลงเหลืออยู่มากมายที่สุด ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะถ้าหากจะเปรียบเทียบอาคารยุคโคโลเนียลในย่างกุ้งกับอาคารยุคโคโลเนียลในประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชียแล้ว รับรองว่าในย่างกุ้งมีอาคารยุคโคโลเนียลมากที่สุด


โบสถ์เซนต์แมรี

กาลเวลาที่ผ่านพ้นไปกว่าร้อยปี ประกอบกับการเกิดเหตุไม่สงบภายในประเทศเมียนมาหลายต่อหลายครั้ง ส่งผลให้อาคารเก่าแก่ที่ทรงคุณค่าในด้านศิลปะถูกปล่อยให้เสื่อมโทรมอย่างน่าเสียดาย แต่ก็ยังดีที่ประชาชนเมียนมาและรัฐบาลตระหนักถึงคุณค่าของอาคารเหล่านี้ จึงได้พยายามฟื้นฟูบูรณะอย่างจริงจัง เพื่อหวังจะให้อาคารยุคโคโลเนียลเหล่านี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ในอดีตอาคารเหล่านี้คือที่ทำการของรัฐบาลอังกฤษที่เข้ามาปกครองพม่า บางอาคารเป็นโรงเรียน โรงพยาบาล รวมถึงอาคารที่พักอาศัย แต่ที่สำคัญคือในย่างกุ้งมีโบสถ์คริสต์ที่สวยงามหลงเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก อาทิ โบสถ์เซนต์แมรี โบสถ์เซนต์ออกุสติน โบสถ์เซนต์ฟรานซิส โบสถ์โฮลี ทรินิตี เป็นต้น

ปัจจุบันนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์จากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากย่านประเทศตะวันตกได้เข้าไปเจรจากับรัฐบาลเมียนมาเพื่อขอเช่าอาคารเก่าเหล่านี้ โดยจะบูรณะซ่อมแซมให้อาคารที่ถูกปล่อยร้างมานานหลายสิบปีกลับมาอยู่ในสภาพที่ดีดังเดิมและสามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้นจึงพบว่าอาคารเก่าจำนวนไม่น้อยได้ถูกปรับปรุงเพื่อทำเป็นอาคารสำนักงาน และทำเป็นโรงแรมที่มีสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่งดงาม


โมเดลอาคารที่ทำการรัฐบาลอังกฤษ ยุคโคโลเนียลในย่างกุ้ง (เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ย่างกุ้ง)


อาคารรัฐสภาเก่า

(นายพลอองซาน ถูกสังหารในอาคารแห่งนี้)

กลุ่มนักกิจกรรมสังคม (NGO) ที่ทำงานด้านการอนุรักษ์โบราณสถานของย่างกุ้ง ที่มีชื่อว่า ย่างกุ้งเฮอริเทจ (Yangon Heritage) พยายามเรียกร้องและเชิญชวนให้ภาคประชาสังคม และภาครัฐของเมียนมาช่วยกันอนุรักษ์และบูรณะอาคารเก่าเหล่านี้ ด้วยวัตถุประสงค์ที่ว่าเพื่อให้ความงดงามของโบราณสถานเหล่านี้กลับคืนมาอีกครั้ง

นักวิชาการด้านสถาปัตยกรรมของย่างกุ้งบอกกับ Mr.Flower ว่า อังกฤษได้เข้ามาจัดผังเมืองให้ย่างกุ้งในยุคอาณานิคม ผังเมืองจึงเป็นตารางตามแบบอังกฤษ ส่วนถนนสแตรนด์ที่อยู่ริมแม่น้ำอิระวดี ก็ทำเลียนแบบถนนในกรุงลอนดอนที่เลียบแม่น้ำเทมส์ เพราะฉะนั้นอาคารต่างๆ บนถนนสแตรนด์ช่วงที่อยู่ใกล้กับท่าเรือย่างกุ้งจึงเป็นที่ทำการต่างๆ ของหน่วยงานรัฐตั้งแต่ยุคอาณานิคม เช่น ธนาคารกลาง อาคารกรมเจ้าท่า อาคารกรมศุลกากร กรมภาษีอากรที่ทำหน้าที่เก็บภาษีไม้สัก เกลือ และฝิ่น เมื่อไปเยือนอาคารต่างๆ บนถนนแห่งนี้แล้ว นักท่องเที่ยวที่กระเป๋าหนักก็มักจะแวะเวียนเข้าไปนั่งดื่มกาแฟในโรงแรมเดอะสแตรนด์(The Strand) โรงแรมเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี สร้างในรูปแบบวิคตอเรียน (สร้างค.ศ.1896) ที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ให้มีสภาพดีดังเดิม หรือหากนักท่องเที่ยวบางรายที่ต้องการสัมผัสความขลังของอาคารเก่าแห่งนี้ ก็จะต้องเข้าพักในโรงแรมสแตรนด์ ซึ่งค่าพักคืนหนึ่งก็ตกเป็นเงินหลายพันบาท ตามประวัติระบุว่าโรงแรมนี้สร้างโดยพี่น้องตระกูล Sarkie ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงมาในการสร้างโรงแรมหรูหราในภูมิภาคอุษาคเนย์ ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ คือโรงแรมโอเรียลเต็ล มาเลเซีย และโรงแรมราฟเฟิล สิงคโปร์

ต้องบอกตรงๆ ว่าในย่างกุ้งมีอาคารสไตล์โคโลเนียลให้คุณชมอีกมากมายนับไม่ถ้วน ถ้าหากคุณสนใจจะไปสัมผัสความงามของอาคารเหล่านี้ด้วยสายตาของคุณเอง โดยการเดินไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเร่งรีบ แล้วละเลียดชมความวิจิตรของสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมในย่างกุ้ง โปรดติดต่อทัวร์คุณแหน แล้วผม Mr.Flower จะพาคุณไปเที่ยวชม โปรดติดต่อ 091-7233615


อาคารเก่ายุคโคโลเนียลมีให้เห็นมากมายในย่างกุ้ง


ตึกสูงระฟ้าเริ่มแผ่กระจายให้เห็นมากมายในย่างกุ้ง

ตะลอนเที่ยว : Qavam House (Naranjestan-e Ghavam) สถานพำนักของชนชั้นสูงแห่งชีราซ (Shiraz)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/273523

ตะลอนเที่ยว : Qavam House (Naranjestan-e Ghavam) สถานพำนักของชนชั้นสูงแห่งชีราซ (Shiraz)

ตะลอนเที่ยว : Qavam House (Naranjestan-e Ghavam) สถานพำนักของชนชั้นสูงแห่งชีราซ (Shiraz)

วันอาทิตย์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ชีราซคือเมืองสำคัญแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอิหร่าน เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าของอาณาจักรเปอร์เซียที่มีความเป็นมายาวนานกว่า 2,000 ปี และเคยเป็นเมืองหลวงของอิหร่านในยุคราชวงศ์แซนด์ (ค.ศ. 1749-1779)

เมืองชีราซได้รับการขนามนามว่าเป็นเมืองกวี (เป็นบ้านเกิดของกวีนามอุโฆษชื่อว่าซาดี และฮาเฟซ) เมืองศิลปะ เมืองการศึกษา เมืองวรรณกรรณ เมืองแห่งดอกไม้ และยังเคยเป็นเมืองที่มีไวน์องุ่นขึ้นชื่อของโลก ในนามไวน์ชีราซ และที่สำคัญอีกประการคือเป็นเมืองที่มีนครโบราณชื่อว่า เปอร์เซโปลิส (Persepolis) ตั้งอยู่ (วันหน้าจะพาคุณไปชมความมหัศจรรย์ของเมืองโบราณแห่งนี้ด้วยกัน)

ทริปนี้ Mr. Flower จะพาคุณไปชมความงดงามของ Qavam Houseสถานพำนักของชนชั้นสูงในเมืองชีราซ ที่มีสถาปัตยกรรมอันเป็นแบบฉบับของชีราซ คนอิหร่านมักจะเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า นารานเจสถาน อี กาแวม เพราะสถานที่แห่งนี้คือสวนส้ม (ส้ม (orange) ในภาษาฟาร์ซีคือ Naranj, Narenj

Qavam House ก่อสร้างในปี ค.ศ. 1257 แล้วเสร็จในปี 1267 เริ่มสร้างโดย อาลี โมฮัมหมัด ข่าน กาแวม โอล โมล์ค แล้วมาเสร็จสมบูรณ์ในยุคมีร์ซา โมฮัมหมัด เรซา ข่าน (หลานปู่ของอาลี โมฮัมหมัด ข่าน) และได้รับการตกแต่งเพิ่มเติมมาอีกหลายครั้ง

ตระกูลกาแวมมีพื้นฐานมาจากการค้าขาย แต่ในท้ายที่สุดก็ได้เข้าไปมีอำนาจรัฐในยุคราชวงศ์แซนด์ ต่อเนื่องไปถึงราชวงศ์กาจาร์ และสืบต่อไปจนถึงราชวงศ์ปาห์เลวี

จุดเด่นของบ้าน (คฤหาสน์) หลังนี้คือการใช้กระจกเงาทั้งสีขาวและสีต่างๆ เป็นเครื่องประดับ รวมถึงยังมีภาพเขียนด้วยสี ผสมกับกระเบื้องปูพื้นและติดผนังที่ให้ลวดลายและสีสันสุดวิจิตร อันบ่งบอกถึงสถาปัตยกรรมของยุคราชวงศ์กาจาร์ได้อย่างชัดเจนที่สุด

คฤหาสน์แห่งนี้เป็นเครื่องบ่งบอกและแสดงถึงความหรูหราวิจิตรอลังการของชนชั้นสูงในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในประเทศอิหร่านได้เป็นอย่างดี โดยแบ่งอาคารเป็นสองปีก ตรงกลางด้านหน้าเป็นห้องโถงเปิดขนาดใหญ่ ภายในโถงประดับด้วยกระจกเงาที่ตัดเป็นรูปทรงขนาดต่างๆ แล้วประดิดประดอยเป็นรูปทรงเรขาคณิต พื้นปูด้วยกระเบื้องสีขาวและน้ำเงิน ด้านหน้าคฤหาสน์มีน้ำพุใหญ่ และมีสวนแบบเปอร์เซียขนาดใหญ่ที่ให้ความรื่นรมย์กับผู้ไปเยือน ส่วนจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งที่สามารถดึงดูดสายตาของผู้มาเยือนคฤหาสน์หลังนี้ทุกคนคือ ลายปูนปั้นสีสันสวยงามที่ประดับอยู่บนเพดานและฝาผนัง และที่ขาดไม่ได้สำหรับคฤหาสน์แห่งนี้คือ ผนังที่ทำเป็นหน้าต่างประดับกระจกสีสดสวย

ภาพที่ Mr. Flower นำมาให้คุณชมในสัปดาห์นี้นับได้ว่าเป็นแค่เพียงน้ำจิ้มเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงยังมีภาพสวยๆ อีกมากมายในคฤหาสน์ และในสวนหน้าคฤหาสน์ รวมถึงประตูทางเข้าก่อนจะถึงบริเวณสวนสวยที่รอให้คุณไปสัมผัสด้วยสายตาของคุณเอง

ทัวร์คุณแหนโดย Mr. Flower จะพาคุณไปสัมผัสความวิจิตรของเมืองชีราซ ในช่วงต้นเดือนตุลาคมปีนี้ หากคุณสนใจร่วมทริปสุดพิเศษนี้ไปกับคณะเล็กๆ ของเรา โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกัมโพชธานี แห่งกรุงหงสาวดี เมืองของผู้ชนะสิบทิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/272396

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกัมโพชธานี แห่งกรุงหงสาวดี เมืองของผู้ชนะสิบทิศ

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกัมโพชธานี แห่งกรุงหงสาวดี เมืองของผู้ชนะสิบทิศ

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คนไทยจำนวนไม่น้อยรู้จักชื่อกรุงหงสาวดีมาจากหนังสือเรื่อง “ผู้ชนะสิบทิศ” ที่ประพันธ์โดย “ยาขอบ” และรู้จักพระนามของ “บุเรงนอง ก-ยอดินนรธา” พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งกรุงหงสาวดี

วันนี้ Mr.Flower จะพาคุณไปเยือนกรุงหงสาวดี ราชธานีของชนชาติมอญเมื่อครั้งอดีตด้วยกัน (ขอเรียนให้ทราบว่า พระเจ้าบุเรงนอง มิได้ทรงเป็นชนชาติมอญ แต่สุดท้ายได้ทรงเข้าไปครอบครองดินแดนของมอญไว้ในพระราชอำนาจ)

กรุงหงสาวดี หรือเมืองพะโค (Bago, Pegu) ในยุคปัจจุบัน แต่ย้อนไปเมื่อยุคกรุงหงสาวดีเป็นราชธานี มีพระราชวังชื่อ กัมโพชธานี (Kanbawza Thadi) ตั้งอยู่ทิศใต้ของพระมหาเจดีย์ชเวมอดอ หรือพระมหาธาตุมุเตา พระเจ้าบุเรงนองทรงให้สร้างพระราชวังแห่งนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2109 แต่สุดท้ายก็ทรงให้เผาพระราชวังแห่งนี้ทิ้ง เนื่องจากมีปัญหากบฏยะไข่ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์พม่าระบุว่า พระราชวังแห่งนี้มีประตูเมืองถึง 20 แห่ง โดยใช้ชื่อเมืองประเทศราชต่างๆ เป็นชื่อประตู แล้วหลังจาก
พระองค์เสด็จสวรรคต เมืองหงสาวดีก็ล่มสลายลงพร้อมๆ กับการล่มสลายของอาณาจักรตองอู (แต่นักประวัติศาสตร์บางสำนักก็บอกว่า พระราชวังกัมโพชธานีถูกเผาโดยกบฏยะไข่ในยุคพระเจ้านันทบุเรง) หลังจากนั้นศูนย์กลางแห่งอำนาจของพม่าก็ย้ายไปอยู่ในเมืองอังวะ อมรปุระ มัณฑะเลย์ จนกระทั่งสุดท้ายเสียเอกราชให้กับอังกฤษในยุคล่าอาณานิคม)

จนกระทั่งพ.ศ. 2533 รัฐบาลพม่าได้สั่งให้มีการขุดค้นสำรวจเขตพระราชวังเก่าแห่งนี้ จึงได้พบซากของฐานพระราชวังที่เหลือเพียงเสาไม้สักขนาดใหญ่ที่โผล่พ้นดินจำนวนหลายร้อยต้น ปัจจุบันซากเสาไม้สักจำนวนมากมายเหล่านี้ยังคงถูกฝังไว้ดังเดิม แต่หลายต้นก็ถูกนำขึ้นมาแสดงเป็นประจักษ์พยานทางประวัติศาสตร์ แล้วได้ก่อสร้างพระราชวังจำลองขึ้นมาโดยอาศัยเค้าโครงของประวัติศาสตร์เป็นต้นแบบ

แม้พระราชวังจำลองแห่งนี้จะเป็นสิ่งปลูกสร้างใหม่ แต่ทว่าปลูกสร้างอยู่บนเขตของพระราชวังกัมโพชธานีเดิม ซึ่งยังคงอุดมไปด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อาทิ รากฐานเดิมของพระราชวัง และพระตำหนักต่างๆ ดังจะสืบค้นได้จากเสาไม้สักขนาดใหญ่ทุกต้นที่จารึกชื่อของเจ้าผู้ครองรัฐ และชื่อเมือง ไว้ที่เบื้องล่างของเสา เพื่อแสดงให้รู้ว่าเสาแต่ละต้นนั้นส่งมาจากใครและเมืองใดเพื่อเป็นเครื่องราชบรรณาการแด่พระเจ้าบุเรงนอง (โปรดดูภาพประกอบ)

พระราชวังกัมโพชธานีจำลองมีพระราชวังสองแห่ง คือ ท้องพระโรงหลวง (Royal Audience Hall) ตั้งอยู่กึ่งกลางเขตพระราชวัง และมีอีกหนึ่งพระราชวังเป็นที่ตั้งของภุมรินทรราชบัลลังก์ (Bumble Bee Throne Hall) ซึ่งเชื่อกันว่าพระราชวังแห่งนี้คือห้องพระบรรทมของพระเจ้าบุเรงนอง

ยังมีพุทธสถานสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงหงสาวดีคือ พระมหาเจดีย์ชเวมอดอ หรือพระมหาธาตุมุเตา พระมหาธาตุแห่งนี้มีความสูงที่สุดในประเทศเมียนมา สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์ของพม่าจะทราบดีว่าพระมหาธาตุมุเตาคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่พระมหากษัตริย์พม่าในครั้งอดีตจะต้องเสด็จพระราชดำเนินไปทรงกระทำพระราชพิธีต่างๆ เช่น พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ เสด็จไปเจาะพระกรรณ และมีตำนานว่า ก่อนพระเจ้าบุเรงนองจะเสด็จไปทำศึกสงครามก็จะเสด็จไปกราบนมัสการพระมหาธาตุองค์นี้ และว่ากันว่าเมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จไปทำศึกกับหงสาวดี ก็เสด็จไปถวายนมัสการพระมหาธาตุมุเตา เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในทริปนี้ Mr.Flower ยังพาคุณไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติย่างกุ้ง เพื่อไปชมพระราชสีหบัลลังก์ หรือบัลลังก์สิงห์ ซึ่งมีอายุ 150 ปี พระราชบัลลังก์นี้เคยเป็นที่ประทับเพื่อแสดงออกว่าราชการโดยพระเจ้าธีบอ หรือสีป่อ พระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์อลองพญา กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของพม่า ก่อนจะเสียเมืองให้กับอังกฤษ

ถ้าหากคุณสนใจไปชมและศึกษาแหล่งโบราณคดี และแหล่งประวัติศาสตร์ของพม่าแบบเจาะลึก ในคณะเล็กๆ ที่มีสมาชิกประมาณ 12-14 คน โปรดติดต่อ Mr.Flower ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

สีหบัลลังก์ (เก็บรักษาไว้ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติย่างกุ้ง)

 

พระราชวังจำลองยุคกรุงหงสาวดี

 เสาไม้สักเดิมที่ถูกค้นพบ แล้วนำมาแสดงในพระราชวังจำลอง

 

 สัญลักษณ์ของกรุงหงสาวดี คือรูปหงส์ซ้อนกัน

ตะลอนเที่ยว : ดอกไม้จันทน์จากดวงใจพสกนิกรไทย ทูลเกล้าฯ ถวายความอาลัยรักแด่พ่อของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/271178

ตะลอนเที่ยว : ดอกไม้จันทน์จากดวงใจพสกนิกรไทย ทูลเกล้าฯ  ถวายความอาลัยรักแด่พ่อของแผ่นดิน

ตะลอนเที่ยว : ดอกไม้จันทน์จากดวงใจพสกนิกรไทย ทูลเกล้าฯ ถวายความอาลัยรักแด่พ่อของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตั้งแต่จำความได้ Mr.Flower ได้ประจักษ์กับความจริงอย่างหนึ่งคือ คนไทยมากมายมหาศาลมีความผูกพันแน่นแฟ้นกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 อย่างสุดจะพรรณนา เหตุผลสำคัญที่คนไทยผูกพันกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพราะตระหนักดีว่าพระองค์ทรงรักประชาชน และทรงกระทำทุกสิ่งทุกอย่างโดยมิได้ทรงคำนึงถึงความเหนื่อยยากของพระองค์เพื่อความผาสุกของประชาชนทุกคน

ในวันที่พระเจ้าแผ่นดิน รัชกาลที่ 9 เสด็จสู่สวรรคาลัย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 คือวันที่ดวงใจของคนไทยทั้งแผ่นดินหลุดลอยออกจากร่าง ทุกคนโศกเศร้าจนสุดบรรยาย รอยยิ้มที่เคยใสสว่างจางหายไปจากใบหน้า มองไปทิศทางไหนก็ล้วนแล้วแต่พบภาพคนไทยมีใบหน้าที่อาบนองด้วยน้ำตาแห่งความระลึกถึงพระผู้เป็นพ่อของแผ่นดิน จากวันนั้นจวบจนถึงวันนี้ คนไทยเกือบทั้งแผ่นดินยังคงสวมใส่เสื้อผ้าด้วยชุดสีดำเพื่อถวายความอาลัยแด่พระองค์ท่าน คนไทยจำนวนไม่น้อยเดินทางไปกราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นประจำทุกสัปดาห์โดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ เพราะต้องการเพียงได้เข้าไปอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์ให้มากที่สุด

เวลา 22.00 นาฬิกา วันที่ 26 ตุลาคม 2560 คือวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระเมรุมาศ บนทุ่งพระเมรุ ถึงแม้คนไทยจะไม่อยากให้มีวันดังกล่าว แต่ก็ไม่สามารถฝืนความจริงได้

ในยามนี้ คนไทยทุกคนคิดตรงกันว่าหากสามารถทำสิ่งใดเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระผู้เป็นพ่อของแผ่นดินได้ ทุกคนก็จะพร้อมเพรียงร่วมมือร่วมใจทำตามความถนัดและความสามารถของแต่ละคน สิ่งหนึ่งที่คนไทยร่วมใจกันทำในยามนี้คือการเข้าร่วมโครงการจิตอาสาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์พระราชทาน

โครงการจิตอาสาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์พระราชทาน มีปฐมบทเนื่องมาจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระราชอนุสรณ์คำนึงถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และทรงเข้าพระทัยถึงความรู้สึกของประชาชนชาวไทยว่ายังคงรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยมิเสื่อมคลาย และมีความประสงค์ที่จะกระทำสิ่งที่แสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดกิจกรรม “โครงการจิตอาสาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์พระราชทาน” เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยฝีมือการสร้างสรรค์และถ่ายทอดโดยข้าราชบริพารโรงเรียนช่างฝีมือในวัง (หญิง) โรงเรียนช่างฝีมือในวัง (ชาย) และหน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ตลอดจนพสกนิกรทุกหมู่เหล่าเพื่อแสดงถึงความสามัคคี และการมีส่วนร่วมทั้งกำลังกาย กำลังความคิด และสติปัญญา ด้วยจิตอาสาในการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์พระราชทานเพื่อเป็นพระราชกุศลอุทิศถวายครั้งสุดท้าย อีกทั้งเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ และฝึกทักษะการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถนำแนวคิดไปสร้างสรรค์ต่อยอดสร้างอาชีพให้ตนเองและชุมชนอย่างยั่งยืน

การนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์เพื่อประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ และพระราชทานเลี้ยงอาหารสองมื้อสำหรับจิตอาสาที่ไปร่วมกิจกรรมนี้ ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นไป ณ อาคารรับรอง 606 สนามเสือป่า สำนักพระราชวัง ระหว่างเวลา 10.00-17.00 น. และบริเวณลานพระราชวังดุสิต ระหว่างเวลา 17.00-20.00 น. โดยในทุกวันเสาร์จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดการแสดงดนตรี ณ บริเวณลานพระราชวังดุสิตเพื่อพระราชทานความสุขแก่พสกนิกรด้วย

ประชาชนผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมโครงการจิตอาสาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์พระราชทาน ตามลำดับขั้นตอนดังนี้

1.ลงทะเบียนบริเวณด้านหน้าเพื่อรับสติ๊กเกอร์ที่ระบุหมายเลขลำดับสำหรับติดอกเสื้อ

2.รอให้เจ้าหน้าที่เรียกตามลำดับหมายเลขเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์

3.เนื่องจากมีประชาชนมาลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก ระหว่างรอให้เจ้าหน้าที่เรียกตามลำดับหมายเลขให้ประชาชนที่รอประดิษฐ์ริบบิ้นสำหรับติดก้านดอกไม้จันทน์

ความหมายของดอกไม้จันทน์ชนิดต่างๆ ทั้ง 7 แบบมีความหมายพิเศษ ดังนี้

ดอกดารารัตน์ ดอกดารารัตน์ หรือดอก Daffodil เป็นดอกไม้ทรงโปรดของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระราชทานแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อยู่เสมอ เมื่อครั้งยังทรงศึกษาและประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และนิยมมอบดอกไม้นี้ให้บุคคลผู้เป็นที่รัก เพื่อบอกว่าไม่เคยหวังสิ่งใดตอบแทน และหมายถึง เกียรติยศ ความกล้าหาญ รวมถึงเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง ชื่อดอกดารารัตน์มีความหมายลึกซึ้ง คำว่า ดารา หมายถึงดวงดาว คือสิ่งที่อยู่สูงสุด คำว่า รัตน์ หมายถึงแก้ว คือสิ่งมีค่า

ดอกกุหลาบ ดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักบริสุทธิ์ ด้วยอานุภาพแห่งความจงรักภักดีของทวยราษฎร์ที่ระลึกถึง
พระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 และเพื่อถวายความอาลัยรักเป็นครั้งสุดท้ายแด่พระองค์ ผู้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่รักยิ่งของชาวไทย

ดอกพุดตาน ดอกพุดตานเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคง ความอุดมสมบูรณ์ ชาวจีนเชื่อว่าเป็นไม้มงคล ดอกพุดตานเปลี่ยนสีได้ถึงสามสีภายในวันเดียวกัน เปรียบเสมือนวัฏจักรของชีวิตมนุษย์ที่เริ่มต้นด้วยการเป็นเด็กที่เป็นผ้าขาว แล้วเติบโตขึ้นพร้อมกับสีสันที่แต่งแต้ม จนกระทั่งสูงอายุ เปลี่ยนสีเข้มขึ้น แล้วก็ร่วงโรยลาไป ทิ้งไว้แต่คุณงามความดีที่ได้สร้างสรรค์ไว้

ดอกลิลลี่ ดอกลิลลี่แสดงออกถึงความรักบริสุทธิ์ ดอกลิลลี่สีขาวยังแสดงออกถึงความซื่อสัตย์และความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทยที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9

ดอกกล้วยไม้ ดอกกล้วยไม้เป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคง ความรัก และความสง่างาม สมดังพระมหากรุณาธิคุณในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อปวงชนชาวไทยของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9

ดอกชบาทิพย์ ดอกชบาทิพย์เป็นดอกไม้ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อสื่อถึงการดับสูญ และความเป็นทิพย์ เพื่อเป็นการถวายความอาลัยรักเป็นครั้งสุดท้ายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระผู้ทรงสถิตในดวงใจของประชาราษฎร์ชั่วนิจนิรันดร์

ดอกชบาหนู ดอกชบาหนู เปรียบเสมือนความอาลัยในการสูญเสียของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า เป็นสัญลักษณ์แทนดวงใจไทยทุกดวงเพื่อน้อมส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

ขอเชิญชวนชาวไทยทุกท่านที่สะดวกโปรดเข้าร่วม โครงการจิตอาสาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์พระราชทาน ณ อาคารรับรอง 606 สนามเสือป่า


มาร่วมตัวกันด้วยใจภักดี และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้