ตะลอนเที่ยว : เมียนมา อีกประเทศหนึ่งที่น่าสัมผัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/265514

ตะลอนเที่ยว : เมียนมา อีกประเทศหนึ่งที่น่าสัมผัส

ตะลอนเที่ยว : เมียนมา อีกประเทศหนึ่งที่น่าสัมผัส

วันอาทิตย์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระนอนตาหวาน

คนไทยรู้จักประเทศเมียนมา หรือพม่า มานานแสนนานแล้ว แต่ในการรับรู้ของแต่ละคน อาจจะมีทั้งในส่วนที่แสนปลาบปลื้มประทับใจ หรืออาจจะไม่ปลาบปลื้มเอาเสียเลย สำหรับกลุ่มคนที่ไม่ประทับใจพม่าก็คงจะเป็นเฉพาะผู้ที่อ่านประวัติศาสตร์ฉบับบิดเบือนที่ชอบนำเสนอเรื่องความสัมพันธ์ไทย-พม่าตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์แบบศัตรูคู่อาฆาต

แต่สำหรับคนที่ยอมรับความจริง และเข้าใจประวัติศาสตร์ตามแบบที่มันเป็น ก็จะเข้าใจดีว่าความสัมพันธ์ไทยกับพม่าในอดีต ก็คือหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ เป็นบทเรียนที่ต้องศึกษาให้ถ่องแท้ แต่ไม่จำเป็นต้องนำไปครุ่นคิดด้วยความอาฆาตแค้น

อย่างไรก็ตาม Mr.Flower ขอยืนยันว่าประเทศเมียนมา (ในเรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้จะขอเรียกว่าพม่า) มีความน่าสนใจมากในทุกแง่มุม แต่ในที่นี้จะขอพูดถึงเฉพาะโบราณสถานสำคัญๆบางแห่งที่คณะผู้อ่านแนวหน้าเพิ่งได้ไปเยือนมา

พุทธสถานสำคัญที่สุดแห่งแรกซึ่งทุกคนที่ได้ไปเยือนพม่าจะต้องไปกราบนมัสการ หรือไปชมให้ได้ก็คือ มหาสถานอันศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 5 ของพม่า พระมหาเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง ตัวเจดีย์สร้างแบบศิลปะพม่า ตามประวัติกล่าวว่า เป็นสถานที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 8 เส้น พระมหาเจดีย์องค์นี้ถูกระบุว่าเก่าแก่ที่สุดในประวัติการสร้างเจดีย์ของโลก ส่วนรอบๆ พระมหาเจดีย์ก็จะอุดมไปด้วยเจดีย์สีทองอร่ามองค์เล็กนับร้อยๆ องค์ และยังมีอาคารเรือนยอดแบบศิลปะพม่าลายล้อมอย่างลงตัว ไม่มีใครปฏิเสธได้เลยว่า การได้ไปกราบนมัสการหรือชมพระมหาเจดีย์ชเวดากองแล้วจะมีความรู้สึกปลื้มปิติอย่างมหัศจรรย์ โดยเฉพาะผู้ที่ได้ไปกราบนมัสการในยามเย็นจนพลบค่ำ เพราะในยามที่พระมหาเจดีย์ต้องแสงไฟในยามค่ำแล้วจะสุกสว่างเปล่งประกายราวกับทองคำที่อร่ามเรือง

พระธาตุอินทร์แขวนยามคํ่า

พระมหาเจดีย์มุเตา หรือชเวมอดอร์ เมืองหงสาวดี อดีตราชธานีของมอญ ดังนั้นองค์พระมหาเจดีย์จึงเป็นศิลปะแบบมอญอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ยอดเดิมของพระมหาเจดีย์องค์นี้หักโค่นลงมา เพราะแรงสะเทือนของแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อประมาณเกือบ 100 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ผู้ไปเยือนยังคงเห็นซากส่วนยอดพระเจดีย์ที่เก็บรักษาไว้ภายในบริเวณลานพระมหาเจดีย์ พระมหาเจดีย์ชเวมอดอร์นี้คือ 1 ใน 5 มหาสถานศักดิ์สิทธิ์ของพม่า ส่วนใครที่อ่านวรรณคดี เรื่อง ราชาธิราช ก็จะพบว่ามีการกล่าวถึงพระมหาเจดีย์องค์นี้ด้วย

พระธาตุอินทร์แขวน หรือไจ๋ท์ทิโย แห่งเมืองไจ๋ก์โถ รัฐมอญ พระธาตุองค์นี้มีความมหัศจรรย์มาก เพราะประดิษฐานอยู่บนก้อนหินขนาดสูง 5.5 เมตร เส้นรอบวง 17 เมตร โดยหินก้อนนี้ตั้งอยู่บนหินอีกก้อนหนึ่งในลักษณะหมิ่นเหม่มาก โดยทั้งหมดตั้งอยู่บริเวณริมหน้าผาของภูเขาที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร พุทธสถานแห่งนี้เป็นศูนย์ร่วมใจและแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั้งชาวมอญ พม่า และไทย โดยเฉพาะชาวมอญนั้นศรัทธาต่อองค์พระธาตุนี้อย่างมากมายจนเกินพรรณนา เพราะฉะนั้นผู้คนจึงหลั่งไหลไปกราบสักการะอย่างเนืองแน่นทุกวัน ทั้งๆ ที่การเดินทางขึ้นไปบนพระธาตุนี้ไม่ค่อยสะดวกสบายนักก็ตาม

การเดินทางไปพม่าครั้งนี้ พวกเราทุกคนไปกราบนมัสการและชมสถานที่อื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ วัดพระสี่ทิศ หรือเจดีย์ไจปุ่น ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพระมหาเจดีย์ชเวมอดอร์มากนัก พุทธสถานแห่งนี้มีอายุ 500 ปี โดยพระพุทธรูปทั้งสี่ทิศเป็นแบบมารวิชัย ซึ่งสร้างเพื่อระลึกถึงพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เช่น สมเด็จพระสมณโคดม (ทิศเหนือ) พระพุทธเจ้าโกนาคมโน (ทิศใต้) พระพุทธเจ้ากกุสันโธ (ทิศตะวันออก) พระพุทธเจ้ามหากัสสปะ (ทิศตะวันตก)และที่ขาดไม่ได้คือการไปกราบนมัสการพระพุทธไสยาสน์ ซึ่งหลายคนมักเรียกว่า พระนอนตาหวาน เพราะนัยน์ตาของพระนั้นหวานมากจนเกินบรรยาย

พระธาตุอินทร์แขวนยามรุ่งอรุณ

อันที่จริงยังมีเรื่องให้เขียนบรรยายอีกมาก แต่เนื่องจากพื้นที่ไม่เพียงพอ และประกอบกับต้องการนำเสนอภาพสวยๆ จากพม่าให้คุณได้ชมจนอิ่มใจ จึงขอเล่าแบบรวมรัดว่า ในทริปนี้ คณะของเรายังได้ไปเที่ยวเมืองพะอั่ง เมืองหลวงของรัฐกะเหรี่ยง เมืองที่มีความน่าสนใจมิใช่น้อย เมืองนี้มีแม่น้ำอิระวดีไหลผ่านเมืองค่อนข้างสงบมากกว่าย่างกุ้ง แต่ก็มีมนต์เสน่ห์น่าค้นหา เพราะเต็มไปด้วยร่องรอยของอารยธรรมและประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังได้ไปชมอีกสารพัดวัดในเมืองกะเหรี่ยง ได้ผ่านแม่น้ำสะโตง ได้ชมสุสานทหารสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ กับสุสานทหารที่เมืองกาญจนบุรี แต่ทว่าในพม่าใหญ่กว่าในบ้านเรา และคณะยังได้ไปไหว้เทพทันใจ และเทพกระซิบ และไปวัดบารมีเพื่อกราบนมัสการพระอัฐิธาตุของครูบาอาจารย์ผู้ทรงศีล

แต่ที่คณะของเรารู้สึกสะเทือนใจมากก็คือการได้สนทนากับสามเณรีซึ่งเป็นลูกหลานของชนกลุ่มน้อย โดยสามเณรีกลุ่มนี้ (จำนวน 25 คน) มีอายุตั้งแต่ 8 ขวบถึง 12 ขวบ ทุกคนเป็นลูกกำพร้า พ่อแม่ตายเพราะการสู้รบบ้าง ตายเพราะโรคภัยไข้เจ็บบ้าง ดังนั้นจึงถูกนำตัวไปบวชเป็นสามเณรีเพื่อให้ได้รับการดูแลและการศึกษา คณะของเราจึงถวายปัจจัยเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยสามเณรีสวดมนต์ให้พรกับคณะของเรา แม้จะฟังไม่รู้เรื่อง แต่หลายคนน้ำตาซึมเพราะสังเวชในชะตาชีวิตของเพื่อนร่วมโลก

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง 

ขออภัยครับ ไม่ได้ตั้งใจจะจบเรื่องการเดินทางไปเที่ยวพม่าด้วยเรื่องสะเทือนใจ แต่ยอมรับว่าหากคุณไปสัมผัสด้วย คุณก็คงมีความรู้สึกเช่นเดียวกัน แต่เราทุกคนก็ต้องยอมรับความจริงของโลก ใช่ไหมครับ

หากคุณสนใจจะไปเที่ยวพม่าแบบเจาะลึกในบางแง่บางมุมของประวัติศาสตร์ และสัมผัสเพื่อนมนุษย์ในบางแง่บางมุม ติดต่อทัวร์คุณแหนได้ครับ Mr.Flower ยินดีพาคุณๆ ไปเที่ยว โปรดติดต่อ 091-7233615

ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่า ทริปไหว้พระอยุธยา ทำบุญเลี้ยงภัตตาหารพระและเณร (ประมาณ 200 รูป) ที่วัดนิเวศธรรมประวัติฯ ชมพระราชวังบางปะอิน และพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ลพบุรี ในวันที่ 7 พฤษภาคมนี้ ที่นั่งเต็มแล้วครับ เพราะเราไปกันคณะเล็กๆ แต่หากคุณต้องการจะไปร่วมด้วย เราก็ยินดี แต่คุณต้องเดินทางด้วยตัวเองครับ

พระราชบัลลังก์จำลองในพระราชวังแห่งกรุงหงสาวดี

วัดพระสี่ทิศ

เณรน้อยที่วัดพระธาตุอินทร์แขวน

ฝูงชนหลั่งไหลขึ้นสู่พระธาตุอินทร์แขวนไม่ขาดสาย

วัดถํ้าเก๊ากูน เมืองพะอั่ง

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

พระนอนตาหวาน

สามเณรีชนกลุ่มน้อยในประเทศเมียนมา

พระพุทธรูปองค์นี้ เคยประดิษฐานอยู่ในพระราชวังกรุงมัณฑะเลย์

เทพทันใจ

เทพกระซิบ

ตะลอนเที่ยว : พระอุโบสถพุทธในรูปลักษณ์โบสถ์ฝรั่ง วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/264474

ตะลอนเที่ยว : พระอุโบสถพุทธในรูปลักษณ์โบสถ์ฝรั่ง วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร

ตะลอนเที่ยว : พระอุโบสถพุทธในรูปลักษณ์โบสถ์ฝรั่ง วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร

วันอาทิตย์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พระอุโบสถวัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร

พระอุโบสถของพุทธศาสนานิกายหินยานในประเทศไทยส่วนใหญ่จะก่อสร้าง โดยมีรูปแบบสถาปัตยกรรมไทย คือมีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้ง คันทวย และหน้าบัน โดยมีหลังคาซ้อนลดหลั่น 3-4 ชั้น แต่สำหรับพระอุโบสถของวัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร ต.บางเลน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งสร้างอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพระอุโบสถตามแบบสถาปัตยกรรมไทย เพราะสร้างด้วยศิลปะแบบโกธิค (Gothic) (สถาปัตยกรรมแบบโกธิคนิยมมากในยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12-16) ซึ่งดูแล้วเหมือนโบสถ์ของศาสนาคริสต์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2419 ภายในพระอุโบสถมีพระประธานชื่อว่าพระพุทธนฤมลธรรโมภาศ ส่วนหน้าบันของพระอุโบสถมีพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 ซึ่งทำด้วยกระจกสี (stained glass) ประดิษฐานอยู่ หน้าต่างของพระอุโบสถเป็นกระจกสีเช่นกัน ภายในยังมีพระราชอาสน์ที่ประทับของรัชกาลที่ 5 วางอยู่ด้านขวาของพระประธาน ผนังพระอุโบสถทำเป็นศิลปะแบบตะวันตกลงด้วยสีเขียวอ่อนและชมพูอ่อน ผนังด้านในพระอุโบสถด้านซ้ายของประตูทางเข้ามีแผ่นหินอ่อนจารึกพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดนี้และพระประธานของวัดติดไว้ด้วย


ประตูหลังพระราชวังบางปะอิน

ส่วนด้านนอกพระอุโบสถก็ยังมีโบราณสถานสำคัญคือ ด้านขวาพระอุโบสถมีหอพระคันธารราฐ (พระพุทธรูปประทับยืนปางขอฝน) โดยหอพระนี้สร้างด้วยศิลปะโกธิค ด้านตรงข้ามเยื้องๆ กับหอพระคันธารราฐคือหอประดิษฐานพระพุทธรูปบางนาคปรกศิลปะลพบุรี อายุกว่าพันปี ทำด้วยศิลา และติดกับหอพระนาคปรกคือสุสานสวนหินดิศกุลอนุสรณ์ สถานที่บรรจุพระอัฐิของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และอัฐิของเจ้าจอมมารดาชุ่ม รวมถึงพระอัฐิของเจ้านายในราชสกุลดิศกุลอีกหลายองค์ ส่วนกุฏิและอาคารต่างๆ ภายในวัดก็ก่อสร้างในรูปทรงแบบยุโรป กำแพงวัดสร้างด้วยคอนกรีต ส่วนรั้วทำด้วยโลหะทาสีแดงทำเป็นลวดลายที่ล้อไปอย่างลงตัวกับศิลปะโกธิค

เมื่อเดินออกด้านหน้าพระอุโบสถแล้วมองไปทางขวามือจะเห็นมีลำน้ำกั้นระหว่างวัดกับพระราชวังบางปะอิน ดังนั้นวัดนี้จึงเป็นเสมือนวัดหลวงประจำพระราชวังบางปะอิน

ความน่าสนใจของวัดนี้อีกอย่างหนึ่งคือ เราจะต้องนั่งกระเช้าไฟฟ้าข้ามน้ำไปยังวัดนิเวศฯ โดยศาลากระเช้าไฟฟ้าอยู่ติดกับลานที่จอดรถยนต์ของพระราชวังบางปะอิน


ภาพด้านหลังพระอุโบสถ

วัดนิเวศฯ มีความน่าสนใจมากมาย อาทิ นอกจากศิลปะแบบโกธิคแล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์ภายในวัดซึ่งจัดแสดงสิ่งของที่รัชกาลที่ 5 พระราชทานไว้ นอกจากนี้ยังมีความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ ผสมกับความเย็นฉ่ำชื่นของสายน้ำที่โอบล้อมรอบวัด ขอบอกได้เลยว่าวัดแห่งนี้มีความสงบร่มเย็นมาก ริมน้ำมีต้นพิกุลส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ทำให้ประทับใจมาก นอกจากนี้วัดนี้ยังให้การศึกษากับสามเณรอีกเกือบสองร้อยชีวิต แต่ที่น่าสนใจมากคือวัดนี้ไม่มีสินค้าขายภายในวัด ไม่มีสลากกินแบ่งรัฐบาลขาย ไม่มีร้านขายของ ไม่มีการขายเครื่องรางของขลัง ไม่มีการส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโรผ่านเครื่องขยายเสียงเพื่อขายสินค้าใดๆ อันทำให้เกิดความรำคาญใจ ดังนั้นจึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะไปนั่งนิ่งๆ สงบจิตสงบใจ และทำบุญทำกุศลโดยแท้จริง

ที่น่าชมเชยอีกประการหนึ่งคือ ทางวัดได้จัดรถไฟฟ้า (รถกอล์ฟ) ไว้บริการผู้สูงอายุ และผู้พิการที่เดินไม่สะดวกไว้ให้บริการจากกระเช้าไฟฟ้าจนถึงพระอุโบสถ โดยไม่เรียกเก็บค่าบริการ แต่ขึ้นกับจิตศรัทธาของท่านที่จะบริจาคเงินให้กับวัด ส่วนห้องน้ำก็สะอาดสะอ้านดี มีทางลาดเพื่อให้ผู้พิการและคนสูงอายุที่จำเป็นต้องใช้รถเข็นสามารถเข้าใช้ห้องน้ำได้โดยสะดวก


เจดีย์ศิลปะโกธิคภายในวัดนิเวศธรรมประวัติฯ

Mr.Flower ขออนุญาตพาคุณๆ ไปทำบุญและชมวัดนิเวศฯ ชมพระราชวังบางปะอิน และชมพระนารายณ์ราชนิเวศน์ จ.ลพบุรี ในวันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม 2560 โดยไปเช้ากลับเย็น ขึ้นรถที่สำนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้า ถนนวิภาวดีรังสิต เดินทางด้วยรถบัสปรับอากาศ ท่านที่สนใจร่วมเดินทางกับคณะของเรา โปรดติดต่อที่ 091-7233615 (รับสมาชิกเพียง 25 ท่านครับผม) แต่สำหรับทริปนี้ เราไม่ได้ไปแวะเยี่ยมโคกระบือที่เราได้ร่วมกันบริจาคให้เกษตรกร เนื่องจากเกรงว่าจะไม่มีเวลาเพียงพอ


ศาลาริมนํ้า


กระจกสีภายในพระอุโบสถ


ที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในพระอุโบสถ


พระพุทธนฤมลธรรโมภาศ พระประธานในพระอุโบสถ


พิพิธภัณฑ์วัดนิเวศธรรมประวัติฯ


ดาวเพดานในพระอุโบสถมีลวดลายแบบยุโรป


สะพานคอนกรีตหลังพระราชวังบางปะอิน มีลวดลายแบบยุโรป


พระราชวังบางปะอิน มองข้ามคลองจากวัดนิเวศธรรมประวัติฯ

ตะลอนเที่ยว : ผลิดอกออกใบเริงร่ารับแสงตะวัน : Berlin in Spring

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/263341

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Song of Spring
What’s that sound? I hear it all around
Looks like the birds are chirping and the bees are buzzing
In this beautiful town
If you’re feeling it too. Go on take of your shoes
Put your feet in the grass. Hope the moment will last
I’m sticking with you
It’s a beautiful day out, to walk tall and proud
So sing to the song of your heart that set you apart
Uh-oh, Uh-oh,
We can sing on forever with every tune louder
So take my hand come along with me,
The breeze and trees are working perfectly to find a place in your mind
Don’t make them wait, the boat is sailing
I hope you embrace the beautiful, I hope you embrace the beautiful
If not then all would be a wasted
(Song of Spring ของ Nigel Tay)

ผลิบานรับฤดูใบไม้ผลิ

 

ฤดูไม้ใบผลิ เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองที่หนาวสุดขั้วหัวใจต่างเฝ้ารอคอย เพราะเป็นช่วงเวลาสิ้นสุดฤดูหนาวที่สุดแสนจะเย็นยะเยือก ซึ่งบางที่ก็ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะที่หนาหลายฟุต ดังนั้นเมื่อยามฤดูใบไม้ผลิมาถึง จึงทำให้ผู้คนในเมืองหนาวรู้สึกสดใส เริงร่า เพราะว่าจะได้พบกับแสงแดดอ่อนๆ ฟ้าใสๆดอกไม้สวยๆ ใบไม้เขียวๆ ฝูงนกและเหล่าสัตว์ทั้งหลายก็จะออกมาหากินส่งเสียงร้องอย่างมีความสุข (ซึ่งเรื่องแบบนี้ คนที่อาศัยอยู่ในเมืองร้อนสุดขั้วก็คงจะไม่รู้สึกตื่นเต้นแม้แต่น้อย แต่ตรงกันข้าม คนเมืองร้อนสุดร้อนต่างก็ถวิลหาความเย็นจัดๆ และสนใจจะได้สัมผัสหิมะมากกว่าการได้รับแสงแดด)

ช่วงใบไม้ผลิปีนี้ Mr.Flower ขอชวนคุณๆไปเที่ยวกรุงเบอร์ลินด้วยกันครับ ขอบอกว่าช่วงฤดูใบไม้ผลิทุกปี กรุงเบอร์ลินจะเต็มไปด้วยสีสันของเทศกาลรื่นเริงต่างๆ อาทิ การแสดงดนตรีสารพัดชนิดสารพัดรูปแบบ การกินการดื่ม การแสดงศิลปวัฒนธรรมทั้งของผู้ใหญ่และเด็ก โดยเฉพาะงาน Spring Family Party ในเดือนพฤษภาคม

ขอบอกว่าเบอร์ลินมีที่เที่ยวมากมายจนสุดบรรยายให้ครบได้ แต่ทริปนี้จะพาคุณไปเที่ยวเบอร์ลิน สำหรับผู้ที่หลงใหลการเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ชั้นเยี่ยมระดับโลกแล้ว ขอบอกว่าต้องไม่พลาดการเข้าชม Museuminsel Berlin โดยเฉพาะ Pergamon Museum และ Altes Museum รวมถึง Egyptian Museum of Birlin แค่เฉพาะการชม Museum เหล่านี้ ให้ครบถ้วนจริงๆ คุณอาจต้องใช้เวลาถึง 2 วันเต็มๆ และที่พลาดไม่ได้อีกแห่งหนึ่งคือ Berlin Dome (Berliner Dom, Berlin Cathedral) ซึ่งเริ่มสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ในกรุงเบอร์ลินยังมีที่ให้คุณชมมากมาย อาทิ Reichstag (อาคารรัฐสภา) Brandenburg Gate, East Side Gallery (กำแพงเบอร์ลิน) เป็นต้น

ส่วนผู้ที่สนใจซื้อหาของจากตลาดนัดเบอร์ลินที่มีทั้งของเก่า (เก่าจริงๆ) และของถูกทำให้ดูเหมือนเก่าก็ต้องไม่พลาดตลาดนัดเสาร์อาทิตย์ที่เปิดมากมายหลายแห่งในเมืองหลวงแห่งนี้ แต่ที่ผมจะพาคุณไปก็คือ Strasse des 17 Juni Flea Market ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Tiergarten ที่มีอนุสาวรีย์เทพีสันติภาพ หรือ Victory Column ตั้งอยู่


เมื่อไปถึง Berlin แล้ว ก็จะขอพาคุณไปเที่ยวเมืองรอบนอกที่อยู่ไม่ไกลเบอร์ลินมากนักคือ เมืองพอตสดัม เพื่อไปชมพระราชวังฤดูร้อนของพระเจ้าฟรีดริช ที่ 2 แห่งอาณาจักรปรัสเซีย ในศตวรรษที่ 18 คือ พระราชวังช็องซัวซี (Sanssouci) (ช็องชัวซี เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ปราศจากความห่วงกังวล ขอแปลเป็นไทยว่า ไกลกังวล) พระราชวังแห่งนี้เป็นแบบรอคโคโค ซึ่งมีการกล่าวขานว่าช็องชัวซีคือคู่แข่งของพระราชวังแวร์ซายของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส แต่อันที่จริงช็องชัวซีเล็กกว่าแวร์ซายมากมายนัก แต่จุดเด่นของพระราชวังแห่งนี้คือตั้งอยู่กลางอุทยานที่แสนจะร่มรื่น และไม่ไกลจากช็องชัวซีไปทางทิศตะวันตกก็มีพระราชวังใหม่ (Neues Palais) สร้างในปี 1763-1769 ในรัชสมัยพระเจ้าฟรีดริช ที่ 2 เช่นกัน เป็นศิลปะแบบบาโร้กปรัสเซียน
เบอร์ลินเป็นเมืองที่น่าสนใจมาก เป็นทั้งแหล่งประวัติศาสตร์ แหล่งบันเทิง แหล่งการเรียนรู้ในด้านศิลปวัฒนธรรม เมืองแฟชั่น เมืองพิพิธภัณฑ์ และเมืองหลวงของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ถ้าคุณๆ ต้องการไปสัมผัสเบอร์ลินแบบเจาะลึก ท่องเที่ยวพร้อมกับได้รับความรู้ในด้านประวัติศาสตร์ สังคม และการเมือง ทัวร์คุณแหนยินดีพาคุณไปเที่ยว คุณๆ ที่สนใจโปรดติดต่อ Mr.Flower 091-7233615 นะครับ

 

ตะลอนเที่ยว : เชื่อมความสัมพันธ์ของชาวโลกด้วยการท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/261015

วันอาทิตย์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คูหาประเทศไทยในงาน ITB 2017 ณ กรุงเบอร์ลิน ได้รับรางวัลที่ 3 ของกลุ่มประเทศเอเชีย/ออสเตรเลีย/โอเชียเนีย

“ถ้าหากต้องการจะรู้จักเพื่อนร่วมสังคมและเพื่อนร่วมโลกให้ดีในระดับหนึ่ง เราจำเป็นจะต้องเดินทางไปพบปะ พูดคุย และสัมผัสวิถีชีวิตที่แท้จริงของพวกเขา” ชาวเยอรมันผู้ประกอบกิจการด้านการท่องเที่ยว และมีสถานภาพเป็นนักท่องเที่ยวผู้เดินทางเกือบรอบโลก บอกเรื่องนี้กับ Mr.Flower ภายในงาน ITB 2017 ( International Tourism Borse 2017)  ซึ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ กรุงเบอร์ลิน เยอรมนี

เป็นเวลาหลายทศวรรษมาแล้วที่มนุษย์เราเชื่อมความสัมพันธ์ด้วยการท่องเที่ยว ซึ่งส่งให้ธุรกิจการท่องเที่ยวของโลกเติบโตอย่างเห็นได้ชัด และทำรายได้มหาศาลให้กับสังคมโลก มีการระบุโดยหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของโลกว่า มูลค่าที่เกิดจากการท่องเที่ยวทั่วโลกเกือบจะไม่แตกต่างไปจากมูลค่าการซื้อขายน้ำมัน การซื้อขายผลิตภัณฑ์อาหาร และรถยนต์ในตลาดโลก และที่สำคัญคือตัวเลขเศรษฐกิจที่เกิดจากธุรกิจด้านการท่องเที่ยวมีส่วนสำคัญอย่างมากในประเทศกลุ่มกำลังพัฒนา และแม้กระทั่งในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วต่างก็ยังได้ผลประโยชน์มหาศาลจากธุรกิจการท่องเที่ยว

UNWTO (UN World Tourism Organization) ระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจจากธุรกิจการท่องเที่ยวของโลกตกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของ GDP โลก และอาชีพในแวดวงธุรกิจการท่องเที่ยวก็นับเป็นอาชีพสำคัญ 1 ใน 11 อาชีพของโลก มูลค่าที่เกิดจากธุรกิจท่องเที่ยวในปี 2016 ตกประมาณ 1 หมื่น 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 7 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการส่งสินค้าออกจากทั่วโลก หรือ 30 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าในธุรกิจการบริการทุกชนิดบนโลกใบนี้ และพบว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวทั่วโลกในปี 2016 เพิ่มกว่าปีก่อนประมาณ4.5 เปอร์เซ็นต์ และประมาณการว่าในปี 2030 จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 1 พัน 8 ร้อยล้านคน

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มุ่งเน้นจะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวด้านการกีฬา เพราะเห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในด้านนี้ค่อนข้างสูง และมีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการกีฬาที่ติดอันดับโลกมากมาย เช่น กีฬาทางน้ำ ศูนย์ฝึกและเก็บตัวนักกีฬา การวิ่งมาราธอน กอล์ฟ เจ็ทสกี และมั่นใจว่านักท่องเที่ยวด้านการกีฬาเป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพชนิดหนึ่งที่มักมีการเดินทางร่วมกันเป็นครอบครัว และมีการใช้จ่ายระหว่างการเดินทางในอัตราสูง และที่สำคัญคือระยะเวลาในการพำนักในประเทศไทยค่อนข้างยาวนาน

รอยยิ้มนานาชาติ

ยุทธศักดิ์ ศุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกว่าปี 2560 ไทยตั้งเป้าทำรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นรายได้ประมาณ 2.77 ล้านล้านบาท โดยเน้นการสร้างรายได้ทั้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และส่งเสริมให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยให้มากขึ้น สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้นจะเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพ ที่ใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวสูงและจำเป็นต้องพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ในการท่องเที่ยวเพื่อให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวหน้าใหม่ รวมถึงต้องพยายามรักษากลุ่มนักท่องเที่ยวหน้าเดิมที่เคยเข้ามาเที่ยวเมืองไทยแล้วให้เดินทางกลับเข้ามาอีกในทุกๆ ปี

ธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการททท. ด้านตลาดยุโรป แอฟริกาตะวันออกกลาง และอเมริกา เน้นการท่องเที่ยวที่ช่วยตอบสนองการสร้างผลประโยชน์ให้กับจังหวัดต่างๆ ของไทยที่ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวภายใต้โครงการ The LINK ซึ่งเป็นการจับมือทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานททท.ต่างประเทศกับจังหวัดที่มีความพร้อมด้านการท่องเที่ยวของไทย 10 จังหวัดคือ ลอนดอนกับแม่ฮ่องสอน ปารีสกับเลย เยอรมนีกับพังงา มอสโกกับเพชรบุรี โรมกับสุโขทัย สต็อกโฮมกับนครศรีธรรมราช ปรากกับตรัง ดูไบกับสมุทรสงคราม นิวยอร์กกับตราด และลอสแองเจลิสกับชุมพร

รอยยิ้มนานาชาติ

วัตถุประสงค์การจับคู่ก็เพื่อให้สำนักงานททท. ในต่างประเทศช่วยดูแลด้านการตลาดให้กับจังหวัดที่เป็นคู่ของตนเอง โดยเฉพาะการหานักท่องเที่ยวต่างชาติให้ ส่วนสำนักงานททท. ในประเทศมีหน้าที่ประสานงานกับจังหวัดและชุมชนเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานสากล แต่จะต้องคงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของจังหวัดและชุมชนเอาไว้ให้ได้

แต่ที่ประทับใจมากที่สุดในความคิดของ Mr.Flower ที่มีกับงาน ITB 2017 ก็คือ ททท. ยังเอื้อเฟื้อต่อประเทศเพื่อนบ้านของไทยเช่น ลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม โดยเชิญตัวแทนของรัฐบาลทั้งสี่ประเทศไปร่วมงาน Lunch Networking ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ แล้วเปิดโอกาสให้เพื่อนบ้านนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวของตนกับผู้ร่วมงานซึ่งเป็นชาวต่างชาติ สาเหตุที่ต้องปรบมือให้กับททท. คือเพราะความใจกว้าง และวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เนื่องจากการตระหนักดีว่า แหล่งท่องเที่ยวในประเทศเพื่อนบ้านก็มีความสำคัญและน่าสนใจ ดังนั้นเมื่อชาวต่างชาติมาเที่ยวไทยแล้วก็สามารถจะข้ามไปเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในประเทศเพื่อนบ้านได้ด้วย ซึ่งถือเป็นความมีน้ำใจของประเทศเพื่อนบ้านที่สามารถมอบให้แก่กันโดยไม่ได้มองแบบคับแคบว่าเพื่อนบ้านคือคู่แข่งทางการค้า

วันนี้เล่าเรื่องที่ค่อนข้างจะดูหนักมากกว่าปกติ แต่ก็มั่นใจว่าคุณผู้อ่านจะได้สาระจากเรื่องราวที่นำมาฝาก ก่อนจะลาจากกันในวันนี้ ขอนำภาพสวยๆ จากคูหาของประเทศต่างๆ (แค่เพียงบางประเทศเท่านั้น) ที่ไปร่วมงาน ITB 2017 เบอร์ลิน และขอบอกว่าคูหาประเทศไทยได้รับรางวัลที่ 3ของการจัดคูหาในกลุ่มประเทศเอเชีย ออสเตรเลีย และโอเชียเนีย

และเหมือนเช่นเคย หากคุณผู้อ่านต้องการจะไปเที่ยวทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทัวร์คุณแหน และ Mr.Flower ยินดีพาคุณไปเที่ยวแบบเจาะลึก หากต้องการไปเที่ยวที่ไหน โปรดติดต่อ091 7233615 ขอบคุณครับ สวัสดีครับ

รอยยิ้มนานาชาติ

 

สีสันจากผู้ร่วมงาน

ตะลอนเที่ยว : สัมผัสไทย สัมผัสรสชาติอาหารไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/259937

วันอาทิตย์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงฉายพระรูปพร้อมกับ รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ผู้ว่าการททท. และคณะกรรมการททท.

เมื่อเวลาเราไปเที่ยวบ้านอื่นเมืองอื่น มักจะมีสิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรพลาดคือการได้รับประทานอาหารต้นตำรับของบ้านนั้นเมืองนั้น ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อเวลาฝรั่งต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทย สิ่งหนึ่งที่เราคนไทยผู้เป็นเจ้าของบ้านมักจะเชิญชวนแขกผู้มาเยือนให้กระทำก็คือ การกินอาหารไทย โดยเฉพาะอาหารไทยแบบไทยแท้ๆ

นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติส่วนใหญ่บอกตรงกันว่าอาหารไทยมีเสน่ห์ มีรสชาติของความเผ็ดร้อนที่ทำให้ผู้ลิ้มรสลืมไม่ลง แถมยังมีกลิ่นหอมหวลของอาหารที่เย้ายวนให้ลิ้มลอง

ในปี 2560 นี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปร่วมงาน International Tourism Borse 2017 (ITB 2017) ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีซึ่งงานส่งเสริมการท่องเที่ยวนี้ถือเป็นตลาดการท่องเที่ยวใหญ่อันดับหนึ่งของโลกโดยททท. ได้ไปร่วมงานนี้มาอย่างต่อเนื่องทุกปีติดต่อกันรวม 43 ปีแล้ว

โดยในปีนี้ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ได้ทรงพระกรุณาเสด็จไปทรงทอดพระเนตรคูหาจัดงานของประเทศไทย พระราชทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนไทย และพระราชทานรางวัล Thailand Excellence Green Award 2017

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงแนะนำให้คนไทยในฐานะเจ้าของบ้านช่วยกันดูแลนักท่องเที่ยวผู้เป็นแขกให้มีความสุข ให้เขาท่องเที่ยวเมืองไทยด้วยความสุขใจ และประทับใจ ขอให้ไม่เอาเปรียบไม่คดโกงผู้มาเยือน และช่วยกันรักษาความสะอาด และรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยให้ดี เพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวของไทยยังคงความงดงามไว้ตลอดไป และทรงประทานสัมภาษณ์ถึงอาหารไทยที่ทรงโปรดคืออาหารจากภาคอีสาน และยังทรงโปรดก๋วยเตี๋ยวลุยสวนอีกด้วย

สำหรับปีนี้มีภาคเอกชนของไทยผู้ประกอบธุรกิจด้านการโรงแรม การท่องเที่ยว และการบริการเพื่อสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว จำนวน 88 รายไปร่วมงานนี้ นอกจากนี้ สถาบันสิริกิติ์ พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ และบริษัทการบินไทย บริษัทการบินกรุงเทพ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ และสวนสัตว์เชียงใหม่ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มการท่องเที่ยวในจังหวัดและเมืองท่องเที่ยวหลักหลายแห่งไปร่วมงานด้วย อาทิ กลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา เกาะสมุย หัวหิน พัทยา และกลุ่มเจ้าของโรงแรมขนาดใหญ่ของไทย เช่น เครือดุสิตธานี เครือเซ็นทารา และกลุ่มออนนิกซ์ เป็นต้น

ผู้เข้าร่วมงานในคูหาประเทศไทย กำลังอิ่มเอมกับอาหารไทย

ขอกลับไปพูดถึงเรื่องอาหารไทยกับรสชาติของไทยในมุมมองของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ต้องบอกว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์บอกตรงกันว่าชอบอาหารไทยมาก และเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ต้องไปเที่ยวเมืองไทยซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็เพราะรสชาติของอาหารไทย แม้บางคนอาจจะบอกว่าอาหารไทยรสจัดจ้านมาก โดยเฉพาะเรื่องของความเผ็ดร้อน แต่ก็ต้องถือว่าเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี เพราะหากจะพูดถึงความเผ็ดในรสชาติอาหารแล้ว ไม่สามารถหาความเผ็ดที่ไหนเทียบเคียงกับความเผ็ดแบบไทยได้เลยนักท่องเที่ยวต่างชาติบอกด้วยว่า อาหารไทยมิใช่จะมีแต่รสเผ็ดร้อนเท่านั้น แต่ยังมีรสชาติอื่นๆ อีกมากมายเกินบรรยาย เช่น หวานผสมเปรี้ยว เผ็ดผสมเปรี้ยว หรือรสชาตินุ่มละมุนลิ้น เช่น แกงจืดที่มีกลิ่นหอมและรสชาติและกลิ่นของพริกไทยรากผักชี หรือเผ็ดร้อนด้วยเครื่องเทศสารพัดชนิด เช่น แกงเลียง หรือหวานหอมจนไม่นึกว่าเป็นอาหารคาว อย่างเช่น หมี่กรอบ เป็นต้น

ส่วนขนมหวานของไทยก็มีให้เลือกกินมากมาย อาทิ กล้วยบวชชี มันต้มน้ำตาลใส่หัวกระชาย ปลากริมไข่เต่า ขนมขี้หนู ถั่วแปบ และยังมีขนมผิง ขนมอบอีกมากจนเกินจะบรรยายได้หมด

นี่คือมนต์เสน่ห์ของอาหารและขนมไทยที่มัดใจนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้หลงใหลประเทศไทยมานานแสนนาน ดังนั้นปีนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงตอกย้ำการนำเสนอจุดขายของไทยด้วยรูปแบบ Thai-licious ซึ่งมาจาก Thai Delicious หรือแปลความได้ว่า รสชาติความอร่อยของไทย

ฝรั่งชาวเยอรมันบอกกับ Mr.Flower ว่า การจะกินอาหารไทยให้อร่อยได้รสชาติถึงใจ ต้องไปกินที่เมืองไทยเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะกินในร้านหรูหรา หรือร้านอาหารที่ขายตามห้องแถวก็อร่อยไม่แพ้กัน แต่ที่มากกว่านั้นคือ สามารถกินแล้วสัมผัสความเป็นไทยได้โดยแท้จริง

แกงเขียวหวาน

ต้มยำกุ้ง

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังเนียวาราน (Niavaran Palace) บ้านของพระเจ้าชาห์ปาห์เลวีและพระราชินีฟาราห์ปาห์เลวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/258922

วันอาทิตย์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ท้องพระโรงใช้รับรองพระราชอาคันตุกะ และอาคันตุกะ

สองสัปดาห์ก่อนผมพาคุณๆ ไปดูพิพิธภัณฑ์เครื่องเพชร (Treasury of National Jewels) ของพระราชวงศ์ต่างๆ แห่งอาณาจักรเปอร์เซีย ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่ธนาคารกลางของประเทศอิหร่าน ในกรุงเตหะราน ซึ่งเท่าที่นำภาพอัญมณีล้ำค่ามาให้คุณได้ชมกันไปแล้ว ก็ทำให้หลายคนบอกว่าอยากไปชมของจริงด้วยตาของตนเอง

วันนี้ผมจะพาคุณๆ ไปชมพระราชวังเนียวาราน ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานเนียวาราน เมืองชีมิราน กรุงเตหะราน พระราชวังแห่งนี้คือพระราชวังฤดูร้อนสร้างในรัชสมัยของฟาห์อาลีชาห์ แห่งราชวงศ์คาจาร์ แต่ต่อมาในภายหลังยุคราชวงศ์ปาห์เลวีก็มีการสร้างพระตำหนักต่างๆ ขึ้นในเขตพระราชวังแห่งนี้ แต่พระตำหนักที่ขึ้นชื่อมากที่สุดซึ่งสร้างด้วยสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ แล้วพระราชทานชื่อว่า ตำหนักเนียวาราน เป็นที่ประทับของพระเจ้าชาห์โมฮัมเหม็ด เรซา ปาห์เลวี

ทริปนี้ผมจะพาคุณไปชมพระตำหนักขาว ของพระเจ้าชาห์และพระราชินีฟาราห์ (The White Palace, Shah’s Residence) และพระตำหนักอาเหม็ดชาฮี ซึ่งบางคนเรียกว่าพลับพลาอาเหม็ดชาฮี

พระตำหนักขาวสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1958-1968 แรกเริ่มต้องการสร้างเพื่อเป็นที่รับพระราชอาคันตุกะ และอาคันตุกะ แต่ภายหลังใช้เป็นที่ประทับของพระเจ้าชาห์ปาห์เลวี และราชสมาชิกในพระราชวงศ์ของพระองค์ เป็นอาคารสองชั้นครึ่ง ชั้นล่างของพระตำหนักเป็นท้องพระโรงใหญ่ และห้องอื่นๆ เช่น ห้องทอดพระเนตรภาพยนตร์ ห้องจัดเลี้ยง ห้องรับแขก และห้องโถงสีฟ้า (The Blue Hall) ชั้นลอยของพระตำหนักเป็นสำนักงานในพระองค์ ห้องประชุม ห้องข้าราชบริพาร โดยบางห้องใช้จัดแสดงฉลองพระองค์ส่วนชั้นสามเป็นห้องประทับส่วนพระองค์และห้องประทับของพระราชโอรสและพระราชธิดา และมีห้องของข้าราชบริพาร

ส่วนอีกตำหนักหรือพลับพลาหนึ่งที่จะพาไปชมคือตำหนักอาเหม็ด ชาอี (Ahmad Shahi Pavilion) เป็นอาคารสองชั้น นับเป็นพระตำหนักที่เก่าแก่ที่สุดในพระราชวังแห่งนี้ เพราะสร้างในยุคราชวงศ์คาจาร์ (ก่อนราชวงศ์ปาห์เลวี) จุดเด่นของพระตำหนักนี้คือตรงกลางห้องโถงชั้นล่างมีบ่อน้ำที่ทำจากหินอ่อน และก่อนที่พระราชวงศ์ปาห์เลวีจะถูกโค่น มกุฎราชกุมาร เจ้าชายเรซา ปาห์เลวี เคยประทับ ณ พระตำหนักนี้ โดยมีห้องพระบรรทม และห้องทรงพระอักษรอยู่ชั้นล่าง (ด้านซ้ายมือของห้องโถง) ส่วนห้องขวามือเป็นห้องทรงพระอักษรของพระเจ้าชาห์ปาห์เลวี และห้องเสวย ส่วนชั้นสองของพระตำหนักเป็นห้องดนตรี และห้องระเบียง (แต่วันที่ไปชมนั้น เจ้าหน้าที่ปิดซ่อมแซมชั้นสอง จึงไม่ได้ขึ้นไปชม)


ห้องพระบรรทม
อันที่จริงแล้ว ในเขตพระราชวังเนียวารานแห่งนี้ยังมีพระตำหนักอื่นๆ ให้ชมอีกมาก แต่ทว่าไม่มีพื้นที่ของคอลัมน์จะเขียนบรรยายให้คุณได้รับทราบ ก็จึงขอบอกให้ทราบว่ายังมีพระราชอุทยานที่แสนร่มรื่น และมีพิพิธภัณฑ์รถยนต์พระที่นั่ง และพระตำหนักซาเฮบ คารานี ซึ่งถ้าหากคุณๆ ได้ไปเยือนพระราชวังแห่งนี้ในช่วงฤดูร้อนก็จะได้ชมความงามของไม้ดอกและไม้ใบ ได้สุขใจกับเสียงนกร้อง รวมถึงได้ชมสระน้ำหน้าพระตำหนัก แต่ช่วงที่ Mr.Flower ไปชมพระราชวังนี้เป็นช่วงปลายฤดูหนาว แต่ทว่ามีหิมะตกลงมาค่อนข้างหนัก ทำให้พระราชอุทยานแห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดหิมะสีขาวไปทุกหนทุกแห่ง

ขอบอกตามตรงว่า อิหร่านเป็นเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ด้านศิลปวัฒนธรรม และด้านอาหารการกิน และที่สำคัญคือคนอิหร่านให้ความเป็นกันเองกับคนไทยมาก เพียงแค่บอกว่าเป็นคนไทยเท่านั้น ชาวอิหร่านจะให้การต้อนรับอย่างน่าประทับใจ

คุณๆ อยากไปสัมผัสความน่ารักของอิหร่านด้วยกันไหมครับ ถ้าหากคุณสนใจโปรดติดต่อ Mr.Flower ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 แล้วเราจะไปสัมผัสความมหัศจรรย์ของอิหร่านด้วยกัน


พระตำหนักอาเหม็ด ชาฮี


ห้องเก็บฉลองพระองค์


โต๊ะทรงพระอักษรของชาห์ ปาห์เลวี


พระฉายาลักษณ์ลายเส้นของเจ้าชายเรซา


พระบรมฉายาลักษณ์พระราชินีฟาราห์ปาห์เลวี และมกุฎราชกุมาร เจ้าชายเรซา และเจ้าหญิงฟาราห์นาซ

ตะลอนเที่ยว : คลังมหาสมบัติแห่งอาณาจักรเปอร์เซีย The Treasury of National Jewels

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/257052

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มงกุฎของพระราชินีฟาราห์ ปาห์เลวี 

เมื่อพูดถึงอาณาจักรเปอร์เซียแล้ว สำหรับผู้ที่เคยศึกษาประวัติของอาณาจักรแห่งนี้มาก่อน ย่อมประจักษ์ถึงความเกรียงไกรของดินแดนแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี อาณาจักรเปอร์เซียก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ 550 ปีก่อนคริสตกาล โดยแต่เดิมมีชื่อว่า อาณาจักรอาเคเมนิด ซึ่งดินแดนส่วนใหญ่ของอาณาจักรเปอร์เซียอยู่ในดินแดนของอิหร่านในยุคปัจจุบัน

สำหรับผู้ที่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ของอิหร่านยุคใหม่คงทราบดีว่า ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา ดินแดนแห่งนี้มีพระราชวงศ์ต่างๆ ปกครอง ดังต่อไปนี้ ราชวงศ์ซาฟาวิด, อัฟชาริด, แซนด์, คาจาร์ และราชวงศ์สุดท้ายคือปาห์ลาวี ที่สิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1979

นั่นคือประวัติศาสตร์แบบคร่าวๆ สำหรับอาณาจักรเปอร์เซีย ซึ่งหากจะพูดกันให้ลึกซึ้งจริงจังแล้ว คงต้องใช้เวลาอธิบายกันเป็นวันๆ

บัลลังก์นาเดียร์

สำหรับคอลัมน์ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้Mr. Flower จะนำคุณไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์เครื่องเพชรและอัญมณีของราชวงศ์ปาห์ลาวีเป็นส่วนใหญ่ แต่มีบางชิ้นที่มาจากราชวงศ์ก่อนหน้านั้น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้รู้จักกันในนาม Treasury of National Jewels ณ กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน หรือสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ตั้งอยู่ภายในอาคารธนาคารแห่งชาติของอิหร่าน ใจกลางกรุงเตหะราน

บอกได้เลยว่าภายในพิพิธภัณฑ์เล็กๆ เพียงห้องเดียวแห่งนี้ ช่างพราวพรายไปด้วยแสงระยิบระยับของอัญมณีชิ้นสำคัญที่มีชื่อเสียงระดับโลก

บัลลังก์ มงกุฎ และเครื่องประดับชิ้นสำคัญๆ ของพระราชวงศ์ที่ถูกนำไปจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์นี้บ่งบอกได้ชัดเจนถึงพระราชอำนาจและความมั่งคั่งของราชสมาชิกในพระราชวงศ์ แล้วยังส่อสะท้อนให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่อลังการของอาณาจักรแห่งนี้ได้โดยพลัน

มีผู้คนมากมายพยายามจะประเมินค่าของสิ่งของทุกชิ้นในพิพิธภัณฑ์นี้ แต่ทว่าจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่สามารถประเมินค่าได้ชัดเจน เพียงแต่ทุกคนที่ได้เข้าไปชมต่างบอกได้ตรงกันว่า ของทุกชิ้นในห้องพระคลังมหาสมบัติแห่งนี้ช่างงดงาม ล้ำค่า และเป็นเพียงหนึ่งเดียวบนโลกใบนี้ ดังนั้นจึงยากยิ่งที่จะประเมินค่าออกมาเป็นตัวเงินได้

มงกุฎของเจ้าชายแอบบาส เมียร์ซา

สิ่งของล้ำค่า (บางชิ้น) ที่นำมาแสดงให้คุณได้ชมในวันนี้ มาจากการถ่ายภาพจากหนังสือชื่อ Treasury of National Jewels ซึ่งขายอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ไม่สามารถนำกล้องทุกชนิด กระเป๋า เป้ ย่าม หรือข้าวของใดๆ ติดตัวเข้าไปได้ ยกเว้นเพียงการสวมเสื้อผ้าที่สุภาพเรียบร้อย ทุกคนที่เข้าชมจึงชมได้ด้วยตา แล้วเก็บความประทับใจกลับไปบอกเล่าให้ผู้คนอื่นๆ ได้รับทราบ

ส่วนความเข้มงวดในการเข้าชมนั้น บอกได้คำเดียวว่า เข้มงวดมาก และห้องพิพิธภัณฑ์ก็เป็นห้องนิรภัยชั้นเยี่ยมเช่นกัน เพราะผนังอาคาร และประตูนิรภัยมีความหนาหลายฟุต (ประมาณ 3-4 ฟุต) รวมถึงมีการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดภายใน และสัญญาณเตือนภัยทุกจุด แม้กระทั่งยังห้ามถ่ายภาพภายนอกอาคารแห่งนี้ด้วย

ภาพบัลลังก์องค์ที่นำมาเสนอนี้คือ บัลลังก์นาเดียร์ สร้างในยุคศตวรรษที่ 18 ในรัชสมัยของฟาธ อาลี ชาห์ บัลลังก์นี้ประดับด้วยอัญมณีทั้งหมด 26,733 ชิ้น ใช้ในการพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี

มงกุฎของราชวงศ์ปาห์ลาวี

ส่วนภาพมงกุฎองค์ต่างๆ ที่นำมาเสนอนี้ก็เป็นของล้ำค่า เช่นมงกุฎของกษัตริย์แอบบาส เมียร์ซา ทำให้ศตวรรษที่ 19 ทำจากผ้ากำมะหยี่และซาติน ประดับด้วยมุก และทองคำ แต่ที่สำคัญบนยอดมงกุฎคือมรกตล้อมด้วยเพชร ส่วนมงกุฎแบบเทียรา (Tiara) ที่ในภาพบรรยายว่ามงกุฎของพระราชินีฟาราห์ ปาห์ลาวี มงกุฎองค์นี้ทำในปี ค.ศ. 1938 ในพระราชพิธีหมั้นครั้งที่ 1 ของโมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวีแล้วจากนั้นในปี 1958 และ 1967 ได้มีการประดับตกแต่งใหม่ด้วยเพชรจากอิหร่านและจากฝรั่งเศส

ส่วนภาพกล่องมรกตที่นำมาแสดงนี้ ทำให้ครึ่งหลังศตวรรษที่ 19 มรกตที่ใช้ประดับกล่องนี้มีน้ำหนักตั้งแต่ 10 ถึง 320 กะรัต ประดับด้วยเพชร

ขอเรียนตามตรงอีกครั้งว่าภาพเครื่องประดับที่นำมาเสนอนี้เป็นเพียงหนึ่งในพันๆ ชิ้นที่เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ และขอเรียนว่าแม้จะพยายามบรรยายให้เห็นถึงความงามอย่างไร ก็ไม่มีวันจะเหมือนกับคุณได้ไปชมด้วยตาของตนเอง

มงกุฎของพระราชินีฟาราห์ ปาห์ลาวี

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้เข้าชมในวันเสาร์ถึงวันอังคารเท่านั้น เวลาเปิดคือ 14.00-16.30 น. แต่หากวันเสาร์ถึงวันอังคารใดตรงกับวันหยุดของธนาคารแห่งชาติอิหร่าน ก็จะงดให้บริการการเข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้โดยปริยาย

Mr.Flower วางโปรแกรมไว้ว่าจะพาคุณๆ ไปเที่ยวประเทศอิหร่านด้วยกันประมาณ เดือนตุลาคมปีนี้โดยจะพาเที่ยววังของพระราชวงศ์แห่งอิหร่าน และพิพิธภัณฑ์เครื่องเพชรแห่งนี้ ในกรุงเตหะราน รวมถึงไปเที่ยวเมืองอิสฟาฮาน เมืองมรดกโลกที่งดงามเกินจะบรรยายได้ด้วยคำพูด

หากคุณๆ สนใจร่วมทริปไปด้วยกัน โปรดติดต่อหมายเลขโทรฯ 091-7233615 ทริปนี้รับสมาชิกเพียง 18-20 ท่านเท่านั้นครับ

มงกุฎของฟาธ อาลี ชาห์ ที่รู้จักในนามมงกุฎคิอานี

กล่องทำจากมรกต

คนโททองใส่น้ำสำหรับสรงพระหัตถ์ตั้งบนพานทอง

เครื่องประดับมงกุฎของชาห์

ลูกโลกและขาตั้งทำจากทอง 34 กิโลกรัม และประดับด้วยเพชรและอัญมณีต่างๆ หนักกว่า 3.656 กิโลกรัม

ตะลอนเที่ยว : ‘ทอง’ผู้สร้างรอยยิ้มให้ทุกคนที่ได้พบเห็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256176

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คุณเคยเห็นลูกกระบือตัวเล็กๆ ที่เพิ่งคลอดได้ประมาณเดือนเศษๆ หรือไม่

หากไม่เคยเห็นคุณคงจินตนาการได้ไม่ชัดว่าเขาจะมีสภาพเช่นไร

แต่สำหรับ “ทอง” ลูกกระบือเพศผู้ตัวน้อย อายุประมาณ 1 เดือนเศษ ผู้มีขนสีทองนวลๆ เป็นที่น่ารักน่าชังแก่ผู้พบเห็น จนหลายคนซึ่งบอกว่าไม่เคยคิดจะชอบกระบือเลย เพราะกลัวว่าเขาจะวิ่งไล่ขวิดจนเราไส้ทะลัก กลับบอกว่า หลงรัก “ทอง” มากมาย พอได้เห็นแล้วก็อยากเข้าไปกอด

“ทอง” คือลูกกระบือที่คณะผู้อ่านแนวหน้าได้ร่วมกันไถ่ชีวิตแม่ของเขาออกมาจากโรงฆ่าสัตว์เมื่อประมาณช่วงกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งนั้นคณะผู้อ่านได้ไถ่ชีวิตกระบือมาทั้งหมด 3 ตัว โดยมีแม่กระบือซึ่งมีท้องอ่อนๆ มาด้วยหนึ่งตัว แล้วคณะได้นำไปมอบให้กับโครงการสวนบำบัด 2 ที่อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

อันที่จริง คณะของเรายังได้ไถ่ชีวิตวัวจากโรงฆ่าสัตว์แล้วมอบให้กับโครงการสวนบำบัดอีก 5 ตัวด้วย โดยได้มอบวัวให้ก่อน แล้วจากนั้นอีกประมาณ3 เดือน จึงได้มอบควาย 3 ตัว ให้กับโครงการดังกล่าว

หลังจากมอบโค-กระบือให้กับผู้รับแล้ว เราก็ได้ตกลงกับคณะผู้บริจาคว่า เราจะไปเยี่ยมพวกเขาเป็นระยะๆ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ คณะของเราประมาณ 20 คน ได้รวมตัวกันไปเยี่ยมโค-กระบือที่ได้บริจาคให้กับสวนบำบัดฯ ซึ่งภาพที่ผู้ร่วมบริจาคได้พบเห็นคือ โคและกระบือ ที่คณะของเราช่วยให้พวกเขามีชีวิตรอดจากโรงฆ่าสัตว์ พวกเขามีความสุข มีร่างกายที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ มีอาหารการกินที่สมบูรณ์ มีที่อยู่อาศัยที่นับได้ว่าสุขสบาย และที่สำคัญคือมีคนดูแลเอาใจใส่เขาเป็นอย่างดี

เมื่อได้เห็นภาพเช่นนี้ ก็ทำให้คณะผู้ร่วมบริจาครู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ และยิ้มได้เต็มใบหน้า หลายคนบอกว่า ขอให้โค-กระบือเหล่านี้มีความสุขมากๆ

นี่คือความสุขของการให้ ซึ่งเป็นการให้โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน แต่ทุกคนก็ได้รับสิ่งตอบแทนอย่างคุ้มค่านั่นคือความสุขใจ ความอิ่มเอมใจ และรอยยิ้ม

ขอย้อนกลับไปที่ “ทอง” ลูกควายตัวน้อย หรือบางคนเรียกว่า “ลูกแหง่” ขนของ “ทอง” มีสีทองนวลๆ ถึงแม้ขนจะไม่นิ่ม ไม่ปุย แต่หลายคนก็บอกว่า “ทอง”น่ารักมาก

“ทอง” จะอยู่ใกล้และคลอเคลียกับแม่ตลอดเวลา เพราะยังไม่หย่านม

ผู้ร่วมไปเยี่ยมโค-กระบือในวันนั้นหลายคนพยายามจะเข้าไปใกล้และสัมผัสตัวของ “ทอง” แต่ทว่าลูกควายตัวน้อยมีอาการตื่นและกลัวคนพอสมควร “ทอง” แอบมองกลุ่มผู้ไปเยี่ยมอยู่ข้างหลังแม่ และไม่ค่อยยอมให้ใครถูกตัวเขา ยิ่งเมื่อเราพยายามจะเข้าไปใกล้เขา เขาก็จะยิ่งแอบซุกเข้าไปอยู่ในฝูงควาย แล้วก็แอบมองว่าเราเป็นใคร

“ทอง” อาจจะตื่นเต้น และตกใจ เนื่องจากคณะของเราไปกันประมาณ 20 คน ซึ่งนับว่ามากพอสมควร เพราะชีวิตประจำวันของ “ทอง” นั้น เขาจะอยู่กับฝูงควาย 8 ตัว โดยมีผู้เลี้ยงดู 1 คน เมื่อกลุ่มของเราไปกันมากมายเช่นนี้ก็เป็นธรรมดาที่ “ทอง” จะตกใจ และตื่นกลัว

ชีวิตประจำวันของ “ทอง” กับฝูงควายฝูงนี้ จะอยู่ในท้องทุ่งกว้าง เดินและเล็มกินหญ้าไปเรื่อยๆ พอตกบ่ายร้อนจัดก็จะลงนอนคลุกโคลนในปลัก และลงแช่ในหนองน้ำ พอตกเย็นก็จะถูกต้อนกลับเข้าคอก

เมื่อสังเกตดูก็จะเห็นได้ว่า ควายตัวอื่นๆ ที่คณะของเราได้ไถ่ชีวิตของเขาออกมาจากโรงฆ่าสัตว์ พวกเขามีสุขภาพจิตดี บางตัวยอมให้คนในคณะของเราจับตัว และลูบหัวได้ ถึงแม้บางคนจะไม่เคยพบเจอพวกเขามาก่อนเลยก็ตาม แต่ก็มีบางตัวเช่นกันที่ยังมีความรู้สึกตื่นนิดๆ เมื่อคณะของเราเข้าไปใกล้ชิดกับพวกเขา

ผู้ร่วมคณะคนหนึ่งบอกว่า “ขอถูกตัวหน่อยนะ ไม่ต้องกลัว เราไม่ทำร้ายหรอก เราคือคนที่ช่วยชีวิตเจ้าจากโรงฆ่าสัตว์” พอพูดแล้วก็ยื่นมือไปจับหัวของเขา น่าประหลาดใจที่เขายอมให้จับ นั่นคงเป็นเพราะว่าเมื่อเขามั่นใจว่าเราไม่ทำอันตรายกับเขา เขาก็ลดความตื่นกลัวลงไปได้

นี่คือความอัศจรรย์ของจิตบริสุทธิ์ที่สามารถสื่อสารถึงกันได้ ถึงแม้คนกับควายจะไม่เคยพบเจอกันมาก่อนเลยก็ตาม

คณะของเราใช้เวลาเยี่ยมโคกระบือนานประมาณ 2 ชั่วโมงเศษ แล้วก็นั่งรถต่อไปยังวัดญาณสังวราราม อำเภอสัตหีบ เพื่อไปทำบุญไหว้พระ แล้วกลับเข้ากรุงเทพฯ โดยถึงกรุงเทพฯ ประมาณ 21 นาฬิกา

ทุกคนอิ่มเอมใจ ทุกคนมีรอยยิ้มเต็มใบหน้า ทุกคนดีใจมากที่เห็นว่าสัตว์ที่เราทุกคนและผู้อ่านแนวหน้าอีกหลายร้อยคนได้ร่วมกันไถ่ชีวิตจากโรงฆ่าสัตว์มีชีวิตที่ดี มีความสุขสมบูรณ์ และสามารถขยายพันธุ์ได้ เพียงเท่านั้นก็สุขใจจนเกินบรรยายแล้ว

โครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์แล้วมอบให้ผู้ใจบุญและเกษตรกรนำไปเลี้ยงดูจนสิ้นอายุขัย โดยมีสัญญาผูกพันว่าไม่ฆ่า ไม่ขาย และไม่ทำร้ายสัตว์ที่ได้รับไปอย่างเด็ดขาด โครงการนี้จัดทำมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 โดยได้รับการบริจาคจากผู้อ่านแนวหน้าล่าสุดได้ไถ่ชีวิตโคกระบือมาแล้วรวม 43 ชีวิต โดยมอบให้เกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรี ขอนแก่น นครปฐม และชลบุรี

ส่วนโครงการต่อไปคือการมอบโคกระบือให้กับเกษตรกรในจังหวัดยะลา โดยการประสานงานกับหน่วยทหารพรานที่ 47 จังหวัดยะลา ถ้าหากผู้อ่านรายใดต้องการร่วมบริจาคเงินสมทบโครงการนี้ โปรดติดต่อที่หมายเลข 091-7233615 ขณะเดียวกันหากผู้อ่านรายใดมีที่ดิน มีทุ่งหญ้า มีแหล่งน้ำ มีโรงเรือนเลี้ยงโคกระบือ และมีผู้ดูแลสัตว์ สามารถติดต่อขอรับโคกระบือไปดูแลได้เช่นกัน หากคุณมีคุณสมบัติครบถ้วน คณะผู้จัดทำโครงการนี้ก็ยินดีมอบสัตว์ให้คุณไปเลี้ยงดู

ขอขอบคุณ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ที่ให้การสนับสนุนรถยนต์และค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับการเดินทางไปเยี่ยมโคกระบือตลอดทุกทริปที่ผ่านมา

 

ตะลอนเที่ยว : Slow life @ ระนอง เมืองฝนแปด แดดสี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/255292

วันอาทิตย์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 09.22 น.

Slow life คือรูปแบบการใช้ชีวิตให้มีความสุข โดยไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบ และไม่ต้องร้อนรน ชีวิตสบาย ๆ แบบนี้คุณสามารถหาได้ในเมืองระนอง เมืองฝนแปด แดดสี่ เมืองที่หลายต่อหลายคนลงความเห็นตรงกันว่า เงียบสงบ แต่เต็มไปด้วยความสุขสบาย แถมมีอาหารอร่อยคุณภาพดีให้เลือกกินมากมายในราคาที่ถูกอย่างน่าอัศจรรย์ เมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติให้เลือกเที่ยวหลากหลาย และยังมีแหล่งประวัติศาสตร์ให้เข้าไปเรียนรู้ความเป็นมาในอดีตได้อีกด้วย

สิ่งสำคัญอันดับหนึ่งของเมืองระนองที่คนไทยรู้จักดีคือน้ำแร่ร้อน ดังนั้นเมื่อไปถึงเมืองระนองแล้วก็ต้องไปแช่น้ำแร่ร้อนให้จงได้ ส่วนจะแช่ทั้งตัวหรือแช่เพียงแค่บางส่วนของร่างกายก็แล้วแต่คุณสะดวก แต่บอกได้เพียงคำเดียวว่า น้ำแร่ร้อนเมืองระนองนั้นมีคุณภาพดีติดอันดับโลก เพราะไม่มีกลิ่นกำมะถันฉุนอย่างรุนแรงเหมือนน้ำแร่ร้อนในที่อื่น ๆ บนโลกใบนี้

แหล่งไปนอนแช่น้ำแร่ร้อนที่ขึ้นชื่อที่สุดในเมืองระนองคือน้ำแร่ร้อนรักษะวาริน (อยู่ในเขตตัวอำเภอเมืองระนอง ไม่เก็บค่าบริการ และสามารถเข้าใช้บริการได้ตลอดวัน) และน้ำแร่ร้อนพรรั้ง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว (อยู่ห่างตัวเมืองไปประมาณ 9 โดยเสียค่าเข้าเขตอุทยานในราคาที่ถูกมากเพียง 10 บาท สำหรับคนไทย)

สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งของตัวเมืองระนองคือ พระราชวังรัตนรังสรรค์ (องค์จำลอง) พระราชวังจำลองแห่งนี้สร้างด้วยไม้สักและไม้ตะเคียน เพื่อเป็นที่ระลึกถึงการแสดงพระราชดำเนินเยือนเมืองระนองในรัชสมัยรัชการที่ 5, 6 และ 7 แห่งราชวงศ์จักรี
และสถานที่อีกแห่งที่อยู่ติด ๆ กับพระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง) คือหอพระเก้าเกจิ ระนอง เป็นหอที่ประดิษฐานรูปปั้นเหมือนของพระเกจิอาจารย์ที่ทรงคุณของจังหวัดในภาคใต้ คือหลวงพ่อทวด หลวงพ่อจันทร์ หลวงพ่อรื่น หลวงพ่อนุ้ย หลวงพ่อเบี้ยว หลวงพ่อติ้ว หลวงพ่อลอย หลวงพ่อน้อย และหลวงพ่อบรรณ


หลวงปู่ทวด ที่วัดวารีบรรพต

อีกแห่งหนึ่งที่ควรแก่การไปเยี่ยมชมมากคือค่ายเจ้าเมืองระนอง หรือจวนเจ้าเมืองเก่าระนอง ผู้สำเร็จราชการคนแรกของเมืองระนอง ซึ่งเป็นต้นตระกูล ณ ระนอง คือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี หรือคอซูเจียง ซึ่งปัจจุบันภายในจวนแห่งนี้ยังมีหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความโอ่อ่าใหญ่โตของคฤหาสน์หลังเก่าของตระกูล ณ ระนองปรากฏให้เห็น โดยภายในอาคารหลังที่เหลืออยู่ ณ ขณะนี้ใช้เป็นที่ตั้งแท่นบูชาป้ายชื่อบรรพบุรุษของตระกูล และรูปภาพคนสำคัญในตระกูล ณ ระนองทุกคน


บ่อน้ำพุร้อนรักษะวารินทร์

นอกจากนี้ ยังมีวัดที่ผู้คนนิยมและศรัทธามากคือวัดวารีบรรพต วัดหาดส้มแป้น ดังนั้นเมื่อไปถึงเมืองระนองแล้ว ชาวพุทธจึงมักไปกราบไหว้พระที่วัดทั้งสองนี้ แต่ที่น่าสนใจมากคือชาวพม่าที่เข้าไปทำมาหากินและทำอาชีพอยู่ในเมืองระนอง รวมถึงชาวพม่าที่อยู่ในจังหวัดเกาะสองของพม่าก็มักจะไม่ทำบุญที่วัดวารีบรรพตด้วย ดังนั้นสถูปเจดีย์ของวัดแห่งนี้จึงมีลักษณะคล้ายเจดีย์ของพม่า

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติทางทะเลของระนองที่ขึ้นชื่อคือ เกาะพยาม ซึ่งยังคงมีมนต์เสน่ห์ที่ชวนให้ผู้ไปเยือนหลงใหล นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลอื่น ๆ ที่น่าสนใจคือหมู่เกาะกำ และอุทยานแห่งชาติแหลมสน


ธารน้ำใสที่บ่อน้ำพุร้อนพรรั้ง

สำหรับของกินที่แสนอร่อยของเมืองระนองคือ น้ำพริกกุ้งเสียบกินกับผักสดสารพัดชนิด แกงส้มปลาทะเลกับยอดมะพร้าวอ่อน และปลาสดๆ ที่นำไปทอดจนส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ ใบเหลียงผัดไข่ โรตีมะตะบะ และอาหารทะเลที่มากมายจนสุดบรรยาย
แต่เมื่อคุณไปถึงระนองทั้งที่แล้ว ก็อยากจะชวนคุณข้ามไปเที่ยวจังหวัดเกาะสองของพม่า (เมียนมา) สักหน่อย เพราะอยู่ไม่ไกลจากระนองเลย คุณจะได้สัมผัสวิถีชีวิตของเพื่อนบ้านของไทยด้วย แต่ขอบอกก่อนว่าเกาะสองนั้นมิใช่เกาะ เพราะอยู่บนแผ่นดินใหญ่ของพม่าที่วิคตอเรียพอยท์ แต่คนไทยชอบเรียกว่าเกาะสอง เพราะเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า Kaw Thaung (ก้อต้อง)

สะพานแขวนบ่อน้ำพุร้อนรักษะวารินทร์


น้ำตกหงาว

คุณเคยไปเที่ยวระนองหรือยังครับ ถ้ายังไม่เคยไป และต้องการให้ Mr. Flower พาคุณไปเที่ยวแบบสบาย ๆ กินอาหารอร่อย ๆ นอนในที่พักที่สะอาด สะดวก สบาย และคุยเรื่องราวต่าง ๆ นานาที่มีสาระ โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091 7233615 นะครับ


ป่าในเขตน้ำตกหงาว


พระที่ราชวังรัตนรังสรรค์ (องค์จำลอง)


ศาลบรรพบุรุษตระกูล ณ ระนอง


ประภาคารระนอง


จังหวัดเกาะสอง เมียนมา

ตะลอนเที่ยว : หลายชีวิต ชีวิตที่หลากหลาย แต่มีฉากสุดท้ายเดียวกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254338

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“ชีวิตมนุษย์นั้นเป็นเพียงธรณีประตูที่คนจะก้าวสู่ความแก่ ความตาย”

คนเรานั้นมีจุดกำเนิดที่แตกต่าง และมีวิถีแห่งการดำรงชีวิตที่หลากหลาย แต่ทว่าทุกคนล้วนมีจุดจบไม่ต่างกันคือ มรณา

หลายชีวิต บทประพันธ์อมตะเรื่องหนึ่งของ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งประพันธ์ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 แต่ยังคงสร้างความประทับใจให้กับผู้อ่านตลอดมา

หลายชีวิตเป็นนวนิยายที่ประกอบด้วยเรื่องสั้น 11 เรื่อง จากแง่มุมต่างๆ ของชีวิตจาก 11 คน ซึ่งทั้งหมดไม่มีความเกี่ยวข้องหรือมักคุ้นกันมาก่อนเลยแม้แต่น้อย แต่ทว่าทุกคนก็ต้องมาจบชีวิตพร้อมกันในเรือเมล์ลำเดียวกัน

ความตาย คำคำนี้อาจเป็นคำที่หลายคนหวาดกลัว และรังเกียจ แล้วพยายามจะหลบหนีให้จงได้ แต่สำหรับบางคนแล้ว ความตาย ถือเป็นเรื่องปกติ เป็นของธรรมดา และเป็นสิ่งที่สวยงามที่มนุษย์ทุกคนควรจะเตรียมพร้อมเพื่อรับกับมันเมื่อถึงวันแห่งความตาย

หลายชีวิต นำเสนอเรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่งที่ต่างเพศต่างวัย ต่างอาชีพ และมีชาติตระกูลที่ต่างกัน มีทั้งพระอริยสงฆ์เจ้านายผู้ไม่ปลื้มกับฐานันดรศักดิ์ ชาวนา โสเภณี โจร นายทหารผู้จมไม่ลง พระเอกลิเกซูเปอร์สตาร์ หมอผู้พยายามเอาชนะความตาย และหญิงสาวที่มีชีวิตราบรื่นมากจนตัวเองรู้สึกเบื่อหน่าย รวมถึงหญิงสาวที่ถูกผู้เป็นแม่ทำร้ายอย่างแสนสาหัส

ก่อนจะถึงจุดจบนั้น ทุกคนได้ลงเรือลำเดียวกัน โดยหวังจะไปถึงจุดหมายปลายทางเดียวกัน แต่ทุกคนก็มีจุดมุ่งหมายในชีวิตที่แตกต่างกัน
ครั้นเมื่อเรือล่ม ชีวิตทั้งหลายก็ต้องจบลงพร้อมกัน

เจ้าลอย, หลวงพ่อเสม, พรรณี, ท่านชายเล็ก, ผล, ละม่อม, โนรี, ลินจง, จั่น, ทองโปรย และหมอแสง มนุษย์ทั้ง 11 คน ซึ่งมีความแตกต่างกัน แต่ต้องมาจบชีวิตในเรือลำเดียวกัน เป็นฉากเตือนใจให้เราทุกคนพึงระลึกว่า ความตายที่ทุกคนเกรงกลัวนั้น แต่ในบางครั้งความตายก็ถือเป็นการลงโทษอย่างรุนแรงของผู้ทำกรรมชั่ว แต่บางครั้งก็ถือเป็นผลสนองของกรรมดีที่แสนบริสุทธิ์ และบางคราวก็เป็นเหมือนกุญแจไขปัญหา แต่ในบางโอกาสก็เป็นยาสมานแผล

หลายชีวิตอาจจะทำให้ผู้ชมได้ตระหนักว่า สายธารแห่งชีวิตของคนนั้นย่อมไหลเรื่อยเป็นนิรันดร์ ผู้ที่จะรอดพ้นไม่ถูกธารนั้นกลืนหายก็คือผู้ที่สามารถว่ายเข้าถึงฝั่ง และสามารถขึ้นไปยืนบนตลิ่งที่ปลอดภัยได้ โดยไม่ถูกกระแสธารพัดพาไป แต่จะมีสักกี่คนที่รอดพ้นสายธารนั้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายธารแห่งกระแสชีวิตที่เชียวกรากยิ่งนัก

ละครเวทีเรื่อง หลายชีวิต นำเสนอโดยภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงวันที่ 25 มกราคม ถึง 5 กุมภาพันธ์ (งดการแสดงวันจันทร์) การแสดงรอบวันอังคารถึงศุกร์ เวลา 19.00 น. ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์ แสดงสองรอบ คือ 13.00 น. และ 19.00 น. แสดง ณ ศูนย์ศิลปการละครสดใส พันธุมโกมล อาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรฯ กำกับการแสดงโดย พันพัสสา ธูปเทียน บทละครโดย ปริดา มโนมัยพิบูลย์ กำกับการแสดงโดย ฤทธิรงค์ จิวากานนท์ แสดงนำโดย สุประวัติ ปัทมสูต ร่วมกับนักแสดงที่เป็นนิสิตอักษรศาสตร์ทั้งเก่าและปัจจุบัน

บัตรราคา 600 บาท (ลดครึ่งราคาสำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา) จองบัตรได้ที่ 081-5597252 และ 094-9313434 หรือที่ http://www.BangkokStudio41.com