ตะลอนเที่ยว : ผลิดอกออกใบเริงร่ารับแสงตะวัน : Berlin in Spring

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/263341

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

Song of Spring
What’s that sound? I hear it all around
Looks like the birds are chirping and the bees are buzzing
In this beautiful town
If you’re feeling it too. Go on take of your shoes
Put your feet in the grass. Hope the moment will last
I’m sticking with you
It’s a beautiful day out, to walk tall and proud
So sing to the song of your heart that set you apart
Uh-oh, Uh-oh,
We can sing on forever with every tune louder
So take my hand come along with me,
The breeze and trees are working perfectly to find a place in your mind
Don’t make them wait, the boat is sailing
I hope you embrace the beautiful, I hope you embrace the beautiful
If not then all would be a wasted
(Song of Spring ของ Nigel Tay)

ผลิบานรับฤดูใบไม้ผลิ

 

ฤดูไม้ใบผลิ เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองที่หนาวสุดขั้วหัวใจต่างเฝ้ารอคอย เพราะเป็นช่วงเวลาสิ้นสุดฤดูหนาวที่สุดแสนจะเย็นยะเยือก ซึ่งบางที่ก็ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะที่หนาหลายฟุต ดังนั้นเมื่อยามฤดูใบไม้ผลิมาถึง จึงทำให้ผู้คนในเมืองหนาวรู้สึกสดใส เริงร่า เพราะว่าจะได้พบกับแสงแดดอ่อนๆ ฟ้าใสๆดอกไม้สวยๆ ใบไม้เขียวๆ ฝูงนกและเหล่าสัตว์ทั้งหลายก็จะออกมาหากินส่งเสียงร้องอย่างมีความสุข (ซึ่งเรื่องแบบนี้ คนที่อาศัยอยู่ในเมืองร้อนสุดขั้วก็คงจะไม่รู้สึกตื่นเต้นแม้แต่น้อย แต่ตรงกันข้าม คนเมืองร้อนสุดร้อนต่างก็ถวิลหาความเย็นจัดๆ และสนใจจะได้สัมผัสหิมะมากกว่าการได้รับแสงแดด)

ช่วงใบไม้ผลิปีนี้ Mr.Flower ขอชวนคุณๆไปเที่ยวกรุงเบอร์ลินด้วยกันครับ ขอบอกว่าช่วงฤดูใบไม้ผลิทุกปี กรุงเบอร์ลินจะเต็มไปด้วยสีสันของเทศกาลรื่นเริงต่างๆ อาทิ การแสดงดนตรีสารพัดชนิดสารพัดรูปแบบ การกินการดื่ม การแสดงศิลปวัฒนธรรมทั้งของผู้ใหญ่และเด็ก โดยเฉพาะงาน Spring Family Party ในเดือนพฤษภาคม

ขอบอกว่าเบอร์ลินมีที่เที่ยวมากมายจนสุดบรรยายให้ครบได้ แต่ทริปนี้จะพาคุณไปเที่ยวเบอร์ลิน สำหรับผู้ที่หลงใหลการเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ชั้นเยี่ยมระดับโลกแล้ว ขอบอกว่าต้องไม่พลาดการเข้าชม Museuminsel Berlin โดยเฉพาะ Pergamon Museum และ Altes Museum รวมถึง Egyptian Museum of Birlin แค่เฉพาะการชม Museum เหล่านี้ ให้ครบถ้วนจริงๆ คุณอาจต้องใช้เวลาถึง 2 วันเต็มๆ และที่พลาดไม่ได้อีกแห่งหนึ่งคือ Berlin Dome (Berliner Dom, Berlin Cathedral) ซึ่งเริ่มสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ในกรุงเบอร์ลินยังมีที่ให้คุณชมมากมาย อาทิ Reichstag (อาคารรัฐสภา) Brandenburg Gate, East Side Gallery (กำแพงเบอร์ลิน) เป็นต้น

ส่วนผู้ที่สนใจซื้อหาของจากตลาดนัดเบอร์ลินที่มีทั้งของเก่า (เก่าจริงๆ) และของถูกทำให้ดูเหมือนเก่าก็ต้องไม่พลาดตลาดนัดเสาร์อาทิตย์ที่เปิดมากมายหลายแห่งในเมืองหลวงแห่งนี้ แต่ที่ผมจะพาคุณไปก็คือ Strasse des 17 Juni Flea Market ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Tiergarten ที่มีอนุสาวรีย์เทพีสันติภาพ หรือ Victory Column ตั้งอยู่


เมื่อไปถึง Berlin แล้ว ก็จะขอพาคุณไปเที่ยวเมืองรอบนอกที่อยู่ไม่ไกลเบอร์ลินมากนักคือ เมืองพอตสดัม เพื่อไปชมพระราชวังฤดูร้อนของพระเจ้าฟรีดริช ที่ 2 แห่งอาณาจักรปรัสเซีย ในศตวรรษที่ 18 คือ พระราชวังช็องซัวซี (Sanssouci) (ช็องชัวซี เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ปราศจากความห่วงกังวล ขอแปลเป็นไทยว่า ไกลกังวล) พระราชวังแห่งนี้เป็นแบบรอคโคโค ซึ่งมีการกล่าวขานว่าช็องชัวซีคือคู่แข่งของพระราชวังแวร์ซายของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส แต่อันที่จริงช็องชัวซีเล็กกว่าแวร์ซายมากมายนัก แต่จุดเด่นของพระราชวังแห่งนี้คือตั้งอยู่กลางอุทยานที่แสนจะร่มรื่น และไม่ไกลจากช็องชัวซีไปทางทิศตะวันตกก็มีพระราชวังใหม่ (Neues Palais) สร้างในปี 1763-1769 ในรัชสมัยพระเจ้าฟรีดริช ที่ 2 เช่นกัน เป็นศิลปะแบบบาโร้กปรัสเซียน
เบอร์ลินเป็นเมืองที่น่าสนใจมาก เป็นทั้งแหล่งประวัติศาสตร์ แหล่งบันเทิง แหล่งการเรียนรู้ในด้านศิลปวัฒนธรรม เมืองแฟชั่น เมืองพิพิธภัณฑ์ และเมืองหลวงของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ถ้าคุณๆ ต้องการไปสัมผัสเบอร์ลินแบบเจาะลึก ท่องเที่ยวพร้อมกับได้รับความรู้ในด้านประวัติศาสตร์ สังคม และการเมือง ทัวร์คุณแหนยินดีพาคุณไปเที่ยว คุณๆ ที่สนใจโปรดติดต่อ Mr.Flower 091-7233615 นะครับ

 

ตะลอนเที่ยว : เชื่อมความสัมพันธ์ของชาวโลกด้วยการท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/261015

วันอาทิตย์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คูหาประเทศไทยในงาน ITB 2017 ณ กรุงเบอร์ลิน ได้รับรางวัลที่ 3 ของกลุ่มประเทศเอเชีย/ออสเตรเลีย/โอเชียเนีย

“ถ้าหากต้องการจะรู้จักเพื่อนร่วมสังคมและเพื่อนร่วมโลกให้ดีในระดับหนึ่ง เราจำเป็นจะต้องเดินทางไปพบปะ พูดคุย และสัมผัสวิถีชีวิตที่แท้จริงของพวกเขา” ชาวเยอรมันผู้ประกอบกิจการด้านการท่องเที่ยว และมีสถานภาพเป็นนักท่องเที่ยวผู้เดินทางเกือบรอบโลก บอกเรื่องนี้กับ Mr.Flower ภายในงาน ITB 2017 ( International Tourism Borse 2017)  ซึ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ กรุงเบอร์ลิน เยอรมนี

เป็นเวลาหลายทศวรรษมาแล้วที่มนุษย์เราเชื่อมความสัมพันธ์ด้วยการท่องเที่ยว ซึ่งส่งให้ธุรกิจการท่องเที่ยวของโลกเติบโตอย่างเห็นได้ชัด และทำรายได้มหาศาลให้กับสังคมโลก มีการระบุโดยหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของโลกว่า มูลค่าที่เกิดจากการท่องเที่ยวทั่วโลกเกือบจะไม่แตกต่างไปจากมูลค่าการซื้อขายน้ำมัน การซื้อขายผลิตภัณฑ์อาหาร และรถยนต์ในตลาดโลก และที่สำคัญคือตัวเลขเศรษฐกิจที่เกิดจากธุรกิจด้านการท่องเที่ยวมีส่วนสำคัญอย่างมากในประเทศกลุ่มกำลังพัฒนา และแม้กระทั่งในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วต่างก็ยังได้ผลประโยชน์มหาศาลจากธุรกิจการท่องเที่ยว

UNWTO (UN World Tourism Organization) ระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจจากธุรกิจการท่องเที่ยวของโลกตกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของ GDP โลก และอาชีพในแวดวงธุรกิจการท่องเที่ยวก็นับเป็นอาชีพสำคัญ 1 ใน 11 อาชีพของโลก มูลค่าที่เกิดจากธุรกิจท่องเที่ยวในปี 2016 ตกประมาณ 1 หมื่น 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 7 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการส่งสินค้าออกจากทั่วโลก หรือ 30 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าในธุรกิจการบริการทุกชนิดบนโลกใบนี้ และพบว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวทั่วโลกในปี 2016 เพิ่มกว่าปีก่อนประมาณ4.5 เปอร์เซ็นต์ และประมาณการว่าในปี 2030 จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 1 พัน 8 ร้อยล้านคน

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มุ่งเน้นจะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวด้านการกีฬา เพราะเห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในด้านนี้ค่อนข้างสูง และมีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการกีฬาที่ติดอันดับโลกมากมาย เช่น กีฬาทางน้ำ ศูนย์ฝึกและเก็บตัวนักกีฬา การวิ่งมาราธอน กอล์ฟ เจ็ทสกี และมั่นใจว่านักท่องเที่ยวด้านการกีฬาเป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพชนิดหนึ่งที่มักมีการเดินทางร่วมกันเป็นครอบครัว และมีการใช้จ่ายระหว่างการเดินทางในอัตราสูง และที่สำคัญคือระยะเวลาในการพำนักในประเทศไทยค่อนข้างยาวนาน

รอยยิ้มนานาชาติ

ยุทธศักดิ์ ศุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกว่าปี 2560 ไทยตั้งเป้าทำรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นรายได้ประมาณ 2.77 ล้านล้านบาท โดยเน้นการสร้างรายได้ทั้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และส่งเสริมให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยให้มากขึ้น สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้นจะเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพ ที่ใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวสูงและจำเป็นต้องพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ในการท่องเที่ยวเพื่อให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวหน้าใหม่ รวมถึงต้องพยายามรักษากลุ่มนักท่องเที่ยวหน้าเดิมที่เคยเข้ามาเที่ยวเมืองไทยแล้วให้เดินทางกลับเข้ามาอีกในทุกๆ ปี

ธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการททท. ด้านตลาดยุโรป แอฟริกาตะวันออกกลาง และอเมริกา เน้นการท่องเที่ยวที่ช่วยตอบสนองการสร้างผลประโยชน์ให้กับจังหวัดต่างๆ ของไทยที่ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวภายใต้โครงการ The LINK ซึ่งเป็นการจับมือทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานททท.ต่างประเทศกับจังหวัดที่มีความพร้อมด้านการท่องเที่ยวของไทย 10 จังหวัดคือ ลอนดอนกับแม่ฮ่องสอน ปารีสกับเลย เยอรมนีกับพังงา มอสโกกับเพชรบุรี โรมกับสุโขทัย สต็อกโฮมกับนครศรีธรรมราช ปรากกับตรัง ดูไบกับสมุทรสงคราม นิวยอร์กกับตราด และลอสแองเจลิสกับชุมพร

รอยยิ้มนานาชาติ

วัตถุประสงค์การจับคู่ก็เพื่อให้สำนักงานททท. ในต่างประเทศช่วยดูแลด้านการตลาดให้กับจังหวัดที่เป็นคู่ของตนเอง โดยเฉพาะการหานักท่องเที่ยวต่างชาติให้ ส่วนสำนักงานททท. ในประเทศมีหน้าที่ประสานงานกับจังหวัดและชุมชนเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานสากล แต่จะต้องคงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของจังหวัดและชุมชนเอาไว้ให้ได้

แต่ที่ประทับใจมากที่สุดในความคิดของ Mr.Flower ที่มีกับงาน ITB 2017 ก็คือ ททท. ยังเอื้อเฟื้อต่อประเทศเพื่อนบ้านของไทยเช่น ลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม โดยเชิญตัวแทนของรัฐบาลทั้งสี่ประเทศไปร่วมงาน Lunch Networking ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ แล้วเปิดโอกาสให้เพื่อนบ้านนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวของตนกับผู้ร่วมงานซึ่งเป็นชาวต่างชาติ สาเหตุที่ต้องปรบมือให้กับททท. คือเพราะความใจกว้าง และวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เนื่องจากการตระหนักดีว่า แหล่งท่องเที่ยวในประเทศเพื่อนบ้านก็มีความสำคัญและน่าสนใจ ดังนั้นเมื่อชาวต่างชาติมาเที่ยวไทยแล้วก็สามารถจะข้ามไปเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในประเทศเพื่อนบ้านได้ด้วย ซึ่งถือเป็นความมีน้ำใจของประเทศเพื่อนบ้านที่สามารถมอบให้แก่กันโดยไม่ได้มองแบบคับแคบว่าเพื่อนบ้านคือคู่แข่งทางการค้า

วันนี้เล่าเรื่องที่ค่อนข้างจะดูหนักมากกว่าปกติ แต่ก็มั่นใจว่าคุณผู้อ่านจะได้สาระจากเรื่องราวที่นำมาฝาก ก่อนจะลาจากกันในวันนี้ ขอนำภาพสวยๆ จากคูหาของประเทศต่างๆ (แค่เพียงบางประเทศเท่านั้น) ที่ไปร่วมงาน ITB 2017 เบอร์ลิน และขอบอกว่าคูหาประเทศไทยได้รับรางวัลที่ 3ของการจัดคูหาในกลุ่มประเทศเอเชีย ออสเตรเลีย และโอเชียเนีย

และเหมือนเช่นเคย หากคุณผู้อ่านต้องการจะไปเที่ยวทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทัวร์คุณแหน และ Mr.Flower ยินดีพาคุณไปเที่ยวแบบเจาะลึก หากต้องการไปเที่ยวที่ไหน โปรดติดต่อ091 7233615 ขอบคุณครับ สวัสดีครับ

รอยยิ้มนานาชาติ

 

สีสันจากผู้ร่วมงาน

ตะลอนเที่ยว : สัมผัสไทย สัมผัสรสชาติอาหารไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/259937

วันอาทิตย์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงฉายพระรูปพร้อมกับ รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ผู้ว่าการททท. และคณะกรรมการททท.

เมื่อเวลาเราไปเที่ยวบ้านอื่นเมืองอื่น มักจะมีสิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรพลาดคือการได้รับประทานอาหารต้นตำรับของบ้านนั้นเมืองนั้น ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อเวลาฝรั่งต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทย สิ่งหนึ่งที่เราคนไทยผู้เป็นเจ้าของบ้านมักจะเชิญชวนแขกผู้มาเยือนให้กระทำก็คือ การกินอาหารไทย โดยเฉพาะอาหารไทยแบบไทยแท้ๆ

นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติส่วนใหญ่บอกตรงกันว่าอาหารไทยมีเสน่ห์ มีรสชาติของความเผ็ดร้อนที่ทำให้ผู้ลิ้มรสลืมไม่ลง แถมยังมีกลิ่นหอมหวลของอาหารที่เย้ายวนให้ลิ้มลอง

ในปี 2560 นี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปร่วมงาน International Tourism Borse 2017 (ITB 2017) ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีซึ่งงานส่งเสริมการท่องเที่ยวนี้ถือเป็นตลาดการท่องเที่ยวใหญ่อันดับหนึ่งของโลกโดยททท. ได้ไปร่วมงานนี้มาอย่างต่อเนื่องทุกปีติดต่อกันรวม 43 ปีแล้ว

โดยในปีนี้ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ได้ทรงพระกรุณาเสด็จไปทรงทอดพระเนตรคูหาจัดงานของประเทศไทย พระราชทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนไทย และพระราชทานรางวัล Thailand Excellence Green Award 2017

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงแนะนำให้คนไทยในฐานะเจ้าของบ้านช่วยกันดูแลนักท่องเที่ยวผู้เป็นแขกให้มีความสุข ให้เขาท่องเที่ยวเมืองไทยด้วยความสุขใจ และประทับใจ ขอให้ไม่เอาเปรียบไม่คดโกงผู้มาเยือน และช่วยกันรักษาความสะอาด และรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยให้ดี เพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวของไทยยังคงความงดงามไว้ตลอดไป และทรงประทานสัมภาษณ์ถึงอาหารไทยที่ทรงโปรดคืออาหารจากภาคอีสาน และยังทรงโปรดก๋วยเตี๋ยวลุยสวนอีกด้วย

สำหรับปีนี้มีภาคเอกชนของไทยผู้ประกอบธุรกิจด้านการโรงแรม การท่องเที่ยว และการบริการเพื่อสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว จำนวน 88 รายไปร่วมงานนี้ นอกจากนี้ สถาบันสิริกิติ์ พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ และบริษัทการบินไทย บริษัทการบินกรุงเทพ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ และสวนสัตว์เชียงใหม่ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มการท่องเที่ยวในจังหวัดและเมืองท่องเที่ยวหลักหลายแห่งไปร่วมงานด้วย อาทิ กลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา เกาะสมุย หัวหิน พัทยา และกลุ่มเจ้าของโรงแรมขนาดใหญ่ของไทย เช่น เครือดุสิตธานี เครือเซ็นทารา และกลุ่มออนนิกซ์ เป็นต้น

ผู้เข้าร่วมงานในคูหาประเทศไทย กำลังอิ่มเอมกับอาหารไทย

ขอกลับไปพูดถึงเรื่องอาหารไทยกับรสชาติของไทยในมุมมองของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ต้องบอกว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์บอกตรงกันว่าชอบอาหารไทยมาก และเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ต้องไปเที่ยวเมืองไทยซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็เพราะรสชาติของอาหารไทย แม้บางคนอาจจะบอกว่าอาหารไทยรสจัดจ้านมาก โดยเฉพาะเรื่องของความเผ็ดร้อน แต่ก็ต้องถือว่าเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี เพราะหากจะพูดถึงความเผ็ดในรสชาติอาหารแล้ว ไม่สามารถหาความเผ็ดที่ไหนเทียบเคียงกับความเผ็ดแบบไทยได้เลยนักท่องเที่ยวต่างชาติบอกด้วยว่า อาหารไทยมิใช่จะมีแต่รสเผ็ดร้อนเท่านั้น แต่ยังมีรสชาติอื่นๆ อีกมากมายเกินบรรยาย เช่น หวานผสมเปรี้ยว เผ็ดผสมเปรี้ยว หรือรสชาตินุ่มละมุนลิ้น เช่น แกงจืดที่มีกลิ่นหอมและรสชาติและกลิ่นของพริกไทยรากผักชี หรือเผ็ดร้อนด้วยเครื่องเทศสารพัดชนิด เช่น แกงเลียง หรือหวานหอมจนไม่นึกว่าเป็นอาหารคาว อย่างเช่น หมี่กรอบ เป็นต้น

ส่วนขนมหวานของไทยก็มีให้เลือกกินมากมาย อาทิ กล้วยบวชชี มันต้มน้ำตาลใส่หัวกระชาย ปลากริมไข่เต่า ขนมขี้หนู ถั่วแปบ และยังมีขนมผิง ขนมอบอีกมากจนเกินจะบรรยายได้หมด

นี่คือมนต์เสน่ห์ของอาหารและขนมไทยที่มัดใจนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้หลงใหลประเทศไทยมานานแสนนาน ดังนั้นปีนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงตอกย้ำการนำเสนอจุดขายของไทยด้วยรูปแบบ Thai-licious ซึ่งมาจาก Thai Delicious หรือแปลความได้ว่า รสชาติความอร่อยของไทย

ฝรั่งชาวเยอรมันบอกกับ Mr.Flower ว่า การจะกินอาหารไทยให้อร่อยได้รสชาติถึงใจ ต้องไปกินที่เมืองไทยเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะกินในร้านหรูหรา หรือร้านอาหารที่ขายตามห้องแถวก็อร่อยไม่แพ้กัน แต่ที่มากกว่านั้นคือ สามารถกินแล้วสัมผัสความเป็นไทยได้โดยแท้จริง

แกงเขียวหวาน

ต้มยำกุ้ง

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังเนียวาราน (Niavaran Palace) บ้านของพระเจ้าชาห์ปาห์เลวีและพระราชินีฟาราห์ปาห์เลวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/258922

วันอาทิตย์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ท้องพระโรงใช้รับรองพระราชอาคันตุกะ และอาคันตุกะ

สองสัปดาห์ก่อนผมพาคุณๆ ไปดูพิพิธภัณฑ์เครื่องเพชร (Treasury of National Jewels) ของพระราชวงศ์ต่างๆ แห่งอาณาจักรเปอร์เซีย ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่ธนาคารกลางของประเทศอิหร่าน ในกรุงเตหะราน ซึ่งเท่าที่นำภาพอัญมณีล้ำค่ามาให้คุณได้ชมกันไปแล้ว ก็ทำให้หลายคนบอกว่าอยากไปชมของจริงด้วยตาของตนเอง

วันนี้ผมจะพาคุณๆ ไปชมพระราชวังเนียวาราน ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานเนียวาราน เมืองชีมิราน กรุงเตหะราน พระราชวังแห่งนี้คือพระราชวังฤดูร้อนสร้างในรัชสมัยของฟาห์อาลีชาห์ แห่งราชวงศ์คาจาร์ แต่ต่อมาในภายหลังยุคราชวงศ์ปาห์เลวีก็มีการสร้างพระตำหนักต่างๆ ขึ้นในเขตพระราชวังแห่งนี้ แต่พระตำหนักที่ขึ้นชื่อมากที่สุดซึ่งสร้างด้วยสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ แล้วพระราชทานชื่อว่า ตำหนักเนียวาราน เป็นที่ประทับของพระเจ้าชาห์โมฮัมเหม็ด เรซา ปาห์เลวี

ทริปนี้ผมจะพาคุณไปชมพระตำหนักขาว ของพระเจ้าชาห์และพระราชินีฟาราห์ (The White Palace, Shah’s Residence) และพระตำหนักอาเหม็ดชาฮี ซึ่งบางคนเรียกว่าพลับพลาอาเหม็ดชาฮี

พระตำหนักขาวสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1958-1968 แรกเริ่มต้องการสร้างเพื่อเป็นที่รับพระราชอาคันตุกะ และอาคันตุกะ แต่ภายหลังใช้เป็นที่ประทับของพระเจ้าชาห์ปาห์เลวี และราชสมาชิกในพระราชวงศ์ของพระองค์ เป็นอาคารสองชั้นครึ่ง ชั้นล่างของพระตำหนักเป็นท้องพระโรงใหญ่ และห้องอื่นๆ เช่น ห้องทอดพระเนตรภาพยนตร์ ห้องจัดเลี้ยง ห้องรับแขก และห้องโถงสีฟ้า (The Blue Hall) ชั้นลอยของพระตำหนักเป็นสำนักงานในพระองค์ ห้องประชุม ห้องข้าราชบริพาร โดยบางห้องใช้จัดแสดงฉลองพระองค์ส่วนชั้นสามเป็นห้องประทับส่วนพระองค์และห้องประทับของพระราชโอรสและพระราชธิดา และมีห้องของข้าราชบริพาร

ส่วนอีกตำหนักหรือพลับพลาหนึ่งที่จะพาไปชมคือตำหนักอาเหม็ด ชาอี (Ahmad Shahi Pavilion) เป็นอาคารสองชั้น นับเป็นพระตำหนักที่เก่าแก่ที่สุดในพระราชวังแห่งนี้ เพราะสร้างในยุคราชวงศ์คาจาร์ (ก่อนราชวงศ์ปาห์เลวี) จุดเด่นของพระตำหนักนี้คือตรงกลางห้องโถงชั้นล่างมีบ่อน้ำที่ทำจากหินอ่อน และก่อนที่พระราชวงศ์ปาห์เลวีจะถูกโค่น มกุฎราชกุมาร เจ้าชายเรซา ปาห์เลวี เคยประทับ ณ พระตำหนักนี้ โดยมีห้องพระบรรทม และห้องทรงพระอักษรอยู่ชั้นล่าง (ด้านซ้ายมือของห้องโถง) ส่วนห้องขวามือเป็นห้องทรงพระอักษรของพระเจ้าชาห์ปาห์เลวี และห้องเสวย ส่วนชั้นสองของพระตำหนักเป็นห้องดนตรี และห้องระเบียง (แต่วันที่ไปชมนั้น เจ้าหน้าที่ปิดซ่อมแซมชั้นสอง จึงไม่ได้ขึ้นไปชม)


ห้องพระบรรทม
อันที่จริงแล้ว ในเขตพระราชวังเนียวารานแห่งนี้ยังมีพระตำหนักอื่นๆ ให้ชมอีกมาก แต่ทว่าไม่มีพื้นที่ของคอลัมน์จะเขียนบรรยายให้คุณได้รับทราบ ก็จึงขอบอกให้ทราบว่ายังมีพระราชอุทยานที่แสนร่มรื่น และมีพิพิธภัณฑ์รถยนต์พระที่นั่ง และพระตำหนักซาเฮบ คารานี ซึ่งถ้าหากคุณๆ ได้ไปเยือนพระราชวังแห่งนี้ในช่วงฤดูร้อนก็จะได้ชมความงามของไม้ดอกและไม้ใบ ได้สุขใจกับเสียงนกร้อง รวมถึงได้ชมสระน้ำหน้าพระตำหนัก แต่ช่วงที่ Mr.Flower ไปชมพระราชวังนี้เป็นช่วงปลายฤดูหนาว แต่ทว่ามีหิมะตกลงมาค่อนข้างหนัก ทำให้พระราชอุทยานแห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดหิมะสีขาวไปทุกหนทุกแห่ง

ขอบอกตามตรงว่า อิหร่านเป็นเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ด้านศิลปวัฒนธรรม และด้านอาหารการกิน และที่สำคัญคือคนอิหร่านให้ความเป็นกันเองกับคนไทยมาก เพียงแค่บอกว่าเป็นคนไทยเท่านั้น ชาวอิหร่านจะให้การต้อนรับอย่างน่าประทับใจ

คุณๆ อยากไปสัมผัสความน่ารักของอิหร่านด้วยกันไหมครับ ถ้าหากคุณสนใจโปรดติดต่อ Mr.Flower ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 แล้วเราจะไปสัมผัสความมหัศจรรย์ของอิหร่านด้วยกัน


พระตำหนักอาเหม็ด ชาฮี


ห้องเก็บฉลองพระองค์


โต๊ะทรงพระอักษรของชาห์ ปาห์เลวี


พระฉายาลักษณ์ลายเส้นของเจ้าชายเรซา


พระบรมฉายาลักษณ์พระราชินีฟาราห์ปาห์เลวี และมกุฎราชกุมาร เจ้าชายเรซา และเจ้าหญิงฟาราห์นาซ

ตะลอนเที่ยว : คลังมหาสมบัติแห่งอาณาจักรเปอร์เซีย The Treasury of National Jewels

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/257052

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มงกุฎของพระราชินีฟาราห์ ปาห์เลวี 

เมื่อพูดถึงอาณาจักรเปอร์เซียแล้ว สำหรับผู้ที่เคยศึกษาประวัติของอาณาจักรแห่งนี้มาก่อน ย่อมประจักษ์ถึงความเกรียงไกรของดินแดนแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี อาณาจักรเปอร์เซียก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ 550 ปีก่อนคริสตกาล โดยแต่เดิมมีชื่อว่า อาณาจักรอาเคเมนิด ซึ่งดินแดนส่วนใหญ่ของอาณาจักรเปอร์เซียอยู่ในดินแดนของอิหร่านในยุคปัจจุบัน

สำหรับผู้ที่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ของอิหร่านยุคใหม่คงทราบดีว่า ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา ดินแดนแห่งนี้มีพระราชวงศ์ต่างๆ ปกครอง ดังต่อไปนี้ ราชวงศ์ซาฟาวิด, อัฟชาริด, แซนด์, คาจาร์ และราชวงศ์สุดท้ายคือปาห์ลาวี ที่สิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1979

นั่นคือประวัติศาสตร์แบบคร่าวๆ สำหรับอาณาจักรเปอร์เซีย ซึ่งหากจะพูดกันให้ลึกซึ้งจริงจังแล้ว คงต้องใช้เวลาอธิบายกันเป็นวันๆ

บัลลังก์นาเดียร์

สำหรับคอลัมน์ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้Mr. Flower จะนำคุณไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์เครื่องเพชรและอัญมณีของราชวงศ์ปาห์ลาวีเป็นส่วนใหญ่ แต่มีบางชิ้นที่มาจากราชวงศ์ก่อนหน้านั้น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้รู้จักกันในนาม Treasury of National Jewels ณ กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน หรือสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ตั้งอยู่ภายในอาคารธนาคารแห่งชาติของอิหร่าน ใจกลางกรุงเตหะราน

บอกได้เลยว่าภายในพิพิธภัณฑ์เล็กๆ เพียงห้องเดียวแห่งนี้ ช่างพราวพรายไปด้วยแสงระยิบระยับของอัญมณีชิ้นสำคัญที่มีชื่อเสียงระดับโลก

บัลลังก์ มงกุฎ และเครื่องประดับชิ้นสำคัญๆ ของพระราชวงศ์ที่ถูกนำไปจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์นี้บ่งบอกได้ชัดเจนถึงพระราชอำนาจและความมั่งคั่งของราชสมาชิกในพระราชวงศ์ แล้วยังส่อสะท้อนให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่อลังการของอาณาจักรแห่งนี้ได้โดยพลัน

มีผู้คนมากมายพยายามจะประเมินค่าของสิ่งของทุกชิ้นในพิพิธภัณฑ์นี้ แต่ทว่าจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่สามารถประเมินค่าได้ชัดเจน เพียงแต่ทุกคนที่ได้เข้าไปชมต่างบอกได้ตรงกันว่า ของทุกชิ้นในห้องพระคลังมหาสมบัติแห่งนี้ช่างงดงาม ล้ำค่า และเป็นเพียงหนึ่งเดียวบนโลกใบนี้ ดังนั้นจึงยากยิ่งที่จะประเมินค่าออกมาเป็นตัวเงินได้

มงกุฎของเจ้าชายแอบบาส เมียร์ซา

สิ่งของล้ำค่า (บางชิ้น) ที่นำมาแสดงให้คุณได้ชมในวันนี้ มาจากการถ่ายภาพจากหนังสือชื่อ Treasury of National Jewels ซึ่งขายอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ไม่สามารถนำกล้องทุกชนิด กระเป๋า เป้ ย่าม หรือข้าวของใดๆ ติดตัวเข้าไปได้ ยกเว้นเพียงการสวมเสื้อผ้าที่สุภาพเรียบร้อย ทุกคนที่เข้าชมจึงชมได้ด้วยตา แล้วเก็บความประทับใจกลับไปบอกเล่าให้ผู้คนอื่นๆ ได้รับทราบ

ส่วนความเข้มงวดในการเข้าชมนั้น บอกได้คำเดียวว่า เข้มงวดมาก และห้องพิพิธภัณฑ์ก็เป็นห้องนิรภัยชั้นเยี่ยมเช่นกัน เพราะผนังอาคาร และประตูนิรภัยมีความหนาหลายฟุต (ประมาณ 3-4 ฟุต) รวมถึงมีการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดภายใน และสัญญาณเตือนภัยทุกจุด แม้กระทั่งยังห้ามถ่ายภาพภายนอกอาคารแห่งนี้ด้วย

ภาพบัลลังก์องค์ที่นำมาเสนอนี้คือ บัลลังก์นาเดียร์ สร้างในยุคศตวรรษที่ 18 ในรัชสมัยของฟาธ อาลี ชาห์ บัลลังก์นี้ประดับด้วยอัญมณีทั้งหมด 26,733 ชิ้น ใช้ในการพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี

มงกุฎของราชวงศ์ปาห์ลาวี

ส่วนภาพมงกุฎองค์ต่างๆ ที่นำมาเสนอนี้ก็เป็นของล้ำค่า เช่นมงกุฎของกษัตริย์แอบบาส เมียร์ซา ทำให้ศตวรรษที่ 19 ทำจากผ้ากำมะหยี่และซาติน ประดับด้วยมุก และทองคำ แต่ที่สำคัญบนยอดมงกุฎคือมรกตล้อมด้วยเพชร ส่วนมงกุฎแบบเทียรา (Tiara) ที่ในภาพบรรยายว่ามงกุฎของพระราชินีฟาราห์ ปาห์ลาวี มงกุฎองค์นี้ทำในปี ค.ศ. 1938 ในพระราชพิธีหมั้นครั้งที่ 1 ของโมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวีแล้วจากนั้นในปี 1958 และ 1967 ได้มีการประดับตกแต่งใหม่ด้วยเพชรจากอิหร่านและจากฝรั่งเศส

ส่วนภาพกล่องมรกตที่นำมาแสดงนี้ ทำให้ครึ่งหลังศตวรรษที่ 19 มรกตที่ใช้ประดับกล่องนี้มีน้ำหนักตั้งแต่ 10 ถึง 320 กะรัต ประดับด้วยเพชร

ขอเรียนตามตรงอีกครั้งว่าภาพเครื่องประดับที่นำมาเสนอนี้เป็นเพียงหนึ่งในพันๆ ชิ้นที่เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ และขอเรียนว่าแม้จะพยายามบรรยายให้เห็นถึงความงามอย่างไร ก็ไม่มีวันจะเหมือนกับคุณได้ไปชมด้วยตาของตนเอง

มงกุฎของพระราชินีฟาราห์ ปาห์ลาวี

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้เข้าชมในวันเสาร์ถึงวันอังคารเท่านั้น เวลาเปิดคือ 14.00-16.30 น. แต่หากวันเสาร์ถึงวันอังคารใดตรงกับวันหยุดของธนาคารแห่งชาติอิหร่าน ก็จะงดให้บริการการเข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้โดยปริยาย

Mr.Flower วางโปรแกรมไว้ว่าจะพาคุณๆ ไปเที่ยวประเทศอิหร่านด้วยกันประมาณ เดือนตุลาคมปีนี้โดยจะพาเที่ยววังของพระราชวงศ์แห่งอิหร่าน และพิพิธภัณฑ์เครื่องเพชรแห่งนี้ ในกรุงเตหะราน รวมถึงไปเที่ยวเมืองอิสฟาฮาน เมืองมรดกโลกที่งดงามเกินจะบรรยายได้ด้วยคำพูด

หากคุณๆ สนใจร่วมทริปไปด้วยกัน โปรดติดต่อหมายเลขโทรฯ 091-7233615 ทริปนี้รับสมาชิกเพียง 18-20 ท่านเท่านั้นครับ

มงกุฎของฟาธ อาลี ชาห์ ที่รู้จักในนามมงกุฎคิอานี

กล่องทำจากมรกต

คนโททองใส่น้ำสำหรับสรงพระหัตถ์ตั้งบนพานทอง

เครื่องประดับมงกุฎของชาห์

ลูกโลกและขาตั้งทำจากทอง 34 กิโลกรัม และประดับด้วยเพชรและอัญมณีต่างๆ หนักกว่า 3.656 กิโลกรัม

ตะลอนเที่ยว : ‘ทอง’ผู้สร้างรอยยิ้มให้ทุกคนที่ได้พบเห็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256176

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คุณเคยเห็นลูกกระบือตัวเล็กๆ ที่เพิ่งคลอดได้ประมาณเดือนเศษๆ หรือไม่

หากไม่เคยเห็นคุณคงจินตนาการได้ไม่ชัดว่าเขาจะมีสภาพเช่นไร

แต่สำหรับ “ทอง” ลูกกระบือเพศผู้ตัวน้อย อายุประมาณ 1 เดือนเศษ ผู้มีขนสีทองนวลๆ เป็นที่น่ารักน่าชังแก่ผู้พบเห็น จนหลายคนซึ่งบอกว่าไม่เคยคิดจะชอบกระบือเลย เพราะกลัวว่าเขาจะวิ่งไล่ขวิดจนเราไส้ทะลัก กลับบอกว่า หลงรัก “ทอง” มากมาย พอได้เห็นแล้วก็อยากเข้าไปกอด

“ทอง” คือลูกกระบือที่คณะผู้อ่านแนวหน้าได้ร่วมกันไถ่ชีวิตแม่ของเขาออกมาจากโรงฆ่าสัตว์เมื่อประมาณช่วงกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งนั้นคณะผู้อ่านได้ไถ่ชีวิตกระบือมาทั้งหมด 3 ตัว โดยมีแม่กระบือซึ่งมีท้องอ่อนๆ มาด้วยหนึ่งตัว แล้วคณะได้นำไปมอบให้กับโครงการสวนบำบัด 2 ที่อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

อันที่จริง คณะของเรายังได้ไถ่ชีวิตวัวจากโรงฆ่าสัตว์แล้วมอบให้กับโครงการสวนบำบัดอีก 5 ตัวด้วย โดยได้มอบวัวให้ก่อน แล้วจากนั้นอีกประมาณ3 เดือน จึงได้มอบควาย 3 ตัว ให้กับโครงการดังกล่าว

หลังจากมอบโค-กระบือให้กับผู้รับแล้ว เราก็ได้ตกลงกับคณะผู้บริจาคว่า เราจะไปเยี่ยมพวกเขาเป็นระยะๆ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ คณะของเราประมาณ 20 คน ได้รวมตัวกันไปเยี่ยมโค-กระบือที่ได้บริจาคให้กับสวนบำบัดฯ ซึ่งภาพที่ผู้ร่วมบริจาคได้พบเห็นคือ โคและกระบือ ที่คณะของเราช่วยให้พวกเขามีชีวิตรอดจากโรงฆ่าสัตว์ พวกเขามีความสุข มีร่างกายที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ มีอาหารการกินที่สมบูรณ์ มีที่อยู่อาศัยที่นับได้ว่าสุขสบาย และที่สำคัญคือมีคนดูแลเอาใจใส่เขาเป็นอย่างดี

เมื่อได้เห็นภาพเช่นนี้ ก็ทำให้คณะผู้ร่วมบริจาครู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ และยิ้มได้เต็มใบหน้า หลายคนบอกว่า ขอให้โค-กระบือเหล่านี้มีความสุขมากๆ

นี่คือความสุขของการให้ ซึ่งเป็นการให้โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน แต่ทุกคนก็ได้รับสิ่งตอบแทนอย่างคุ้มค่านั่นคือความสุขใจ ความอิ่มเอมใจ และรอยยิ้ม

ขอย้อนกลับไปที่ “ทอง” ลูกควายตัวน้อย หรือบางคนเรียกว่า “ลูกแหง่” ขนของ “ทอง” มีสีทองนวลๆ ถึงแม้ขนจะไม่นิ่ม ไม่ปุย แต่หลายคนก็บอกว่า “ทอง”น่ารักมาก

“ทอง” จะอยู่ใกล้และคลอเคลียกับแม่ตลอดเวลา เพราะยังไม่หย่านม

ผู้ร่วมไปเยี่ยมโค-กระบือในวันนั้นหลายคนพยายามจะเข้าไปใกล้และสัมผัสตัวของ “ทอง” แต่ทว่าลูกควายตัวน้อยมีอาการตื่นและกลัวคนพอสมควร “ทอง” แอบมองกลุ่มผู้ไปเยี่ยมอยู่ข้างหลังแม่ และไม่ค่อยยอมให้ใครถูกตัวเขา ยิ่งเมื่อเราพยายามจะเข้าไปใกล้เขา เขาก็จะยิ่งแอบซุกเข้าไปอยู่ในฝูงควาย แล้วก็แอบมองว่าเราเป็นใคร

“ทอง” อาจจะตื่นเต้น และตกใจ เนื่องจากคณะของเราไปกันประมาณ 20 คน ซึ่งนับว่ามากพอสมควร เพราะชีวิตประจำวันของ “ทอง” นั้น เขาจะอยู่กับฝูงควาย 8 ตัว โดยมีผู้เลี้ยงดู 1 คน เมื่อกลุ่มของเราไปกันมากมายเช่นนี้ก็เป็นธรรมดาที่ “ทอง” จะตกใจ และตื่นกลัว

ชีวิตประจำวันของ “ทอง” กับฝูงควายฝูงนี้ จะอยู่ในท้องทุ่งกว้าง เดินและเล็มกินหญ้าไปเรื่อยๆ พอตกบ่ายร้อนจัดก็จะลงนอนคลุกโคลนในปลัก และลงแช่ในหนองน้ำ พอตกเย็นก็จะถูกต้อนกลับเข้าคอก

เมื่อสังเกตดูก็จะเห็นได้ว่า ควายตัวอื่นๆ ที่คณะของเราได้ไถ่ชีวิตของเขาออกมาจากโรงฆ่าสัตว์ พวกเขามีสุขภาพจิตดี บางตัวยอมให้คนในคณะของเราจับตัว และลูบหัวได้ ถึงแม้บางคนจะไม่เคยพบเจอพวกเขามาก่อนเลยก็ตาม แต่ก็มีบางตัวเช่นกันที่ยังมีความรู้สึกตื่นนิดๆ เมื่อคณะของเราเข้าไปใกล้ชิดกับพวกเขา

ผู้ร่วมคณะคนหนึ่งบอกว่า “ขอถูกตัวหน่อยนะ ไม่ต้องกลัว เราไม่ทำร้ายหรอก เราคือคนที่ช่วยชีวิตเจ้าจากโรงฆ่าสัตว์” พอพูดแล้วก็ยื่นมือไปจับหัวของเขา น่าประหลาดใจที่เขายอมให้จับ นั่นคงเป็นเพราะว่าเมื่อเขามั่นใจว่าเราไม่ทำอันตรายกับเขา เขาก็ลดความตื่นกลัวลงไปได้

นี่คือความอัศจรรย์ของจิตบริสุทธิ์ที่สามารถสื่อสารถึงกันได้ ถึงแม้คนกับควายจะไม่เคยพบเจอกันมาก่อนเลยก็ตาม

คณะของเราใช้เวลาเยี่ยมโคกระบือนานประมาณ 2 ชั่วโมงเศษ แล้วก็นั่งรถต่อไปยังวัดญาณสังวราราม อำเภอสัตหีบ เพื่อไปทำบุญไหว้พระ แล้วกลับเข้ากรุงเทพฯ โดยถึงกรุงเทพฯ ประมาณ 21 นาฬิกา

ทุกคนอิ่มเอมใจ ทุกคนมีรอยยิ้มเต็มใบหน้า ทุกคนดีใจมากที่เห็นว่าสัตว์ที่เราทุกคนและผู้อ่านแนวหน้าอีกหลายร้อยคนได้ร่วมกันไถ่ชีวิตจากโรงฆ่าสัตว์มีชีวิตที่ดี มีความสุขสมบูรณ์ และสามารถขยายพันธุ์ได้ เพียงเท่านั้นก็สุขใจจนเกินบรรยายแล้ว

โครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์แล้วมอบให้ผู้ใจบุญและเกษตรกรนำไปเลี้ยงดูจนสิ้นอายุขัย โดยมีสัญญาผูกพันว่าไม่ฆ่า ไม่ขาย และไม่ทำร้ายสัตว์ที่ได้รับไปอย่างเด็ดขาด โครงการนี้จัดทำมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 โดยได้รับการบริจาคจากผู้อ่านแนวหน้าล่าสุดได้ไถ่ชีวิตโคกระบือมาแล้วรวม 43 ชีวิต โดยมอบให้เกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรี ขอนแก่น นครปฐม และชลบุรี

ส่วนโครงการต่อไปคือการมอบโคกระบือให้กับเกษตรกรในจังหวัดยะลา โดยการประสานงานกับหน่วยทหารพรานที่ 47 จังหวัดยะลา ถ้าหากผู้อ่านรายใดต้องการร่วมบริจาคเงินสมทบโครงการนี้ โปรดติดต่อที่หมายเลข 091-7233615 ขณะเดียวกันหากผู้อ่านรายใดมีที่ดิน มีทุ่งหญ้า มีแหล่งน้ำ มีโรงเรือนเลี้ยงโคกระบือ และมีผู้ดูแลสัตว์ สามารถติดต่อขอรับโคกระบือไปดูแลได้เช่นกัน หากคุณมีคุณสมบัติครบถ้วน คณะผู้จัดทำโครงการนี้ก็ยินดีมอบสัตว์ให้คุณไปเลี้ยงดู

ขอขอบคุณ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ที่ให้การสนับสนุนรถยนต์และค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับการเดินทางไปเยี่ยมโคกระบือตลอดทุกทริปที่ผ่านมา

 

ตะลอนเที่ยว : Slow life @ ระนอง เมืองฝนแปด แดดสี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/255292

วันอาทิตย์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 09.22 น.

Slow life คือรูปแบบการใช้ชีวิตให้มีความสุข โดยไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบ และไม่ต้องร้อนรน ชีวิตสบาย ๆ แบบนี้คุณสามารถหาได้ในเมืองระนอง เมืองฝนแปด แดดสี่ เมืองที่หลายต่อหลายคนลงความเห็นตรงกันว่า เงียบสงบ แต่เต็มไปด้วยความสุขสบาย แถมมีอาหารอร่อยคุณภาพดีให้เลือกกินมากมายในราคาที่ถูกอย่างน่าอัศจรรย์ เมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติให้เลือกเที่ยวหลากหลาย และยังมีแหล่งประวัติศาสตร์ให้เข้าไปเรียนรู้ความเป็นมาในอดีตได้อีกด้วย

สิ่งสำคัญอันดับหนึ่งของเมืองระนองที่คนไทยรู้จักดีคือน้ำแร่ร้อน ดังนั้นเมื่อไปถึงเมืองระนองแล้วก็ต้องไปแช่น้ำแร่ร้อนให้จงได้ ส่วนจะแช่ทั้งตัวหรือแช่เพียงแค่บางส่วนของร่างกายก็แล้วแต่คุณสะดวก แต่บอกได้เพียงคำเดียวว่า น้ำแร่ร้อนเมืองระนองนั้นมีคุณภาพดีติดอันดับโลก เพราะไม่มีกลิ่นกำมะถันฉุนอย่างรุนแรงเหมือนน้ำแร่ร้อนในที่อื่น ๆ บนโลกใบนี้

แหล่งไปนอนแช่น้ำแร่ร้อนที่ขึ้นชื่อที่สุดในเมืองระนองคือน้ำแร่ร้อนรักษะวาริน (อยู่ในเขตตัวอำเภอเมืองระนอง ไม่เก็บค่าบริการ และสามารถเข้าใช้บริการได้ตลอดวัน) และน้ำแร่ร้อนพรรั้ง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว (อยู่ห่างตัวเมืองไปประมาณ 9 โดยเสียค่าเข้าเขตอุทยานในราคาที่ถูกมากเพียง 10 บาท สำหรับคนไทย)

สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งของตัวเมืองระนองคือ พระราชวังรัตนรังสรรค์ (องค์จำลอง) พระราชวังจำลองแห่งนี้สร้างด้วยไม้สักและไม้ตะเคียน เพื่อเป็นที่ระลึกถึงการแสดงพระราชดำเนินเยือนเมืองระนองในรัชสมัยรัชการที่ 5, 6 และ 7 แห่งราชวงศ์จักรี
และสถานที่อีกแห่งที่อยู่ติด ๆ กับพระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง) คือหอพระเก้าเกจิ ระนอง เป็นหอที่ประดิษฐานรูปปั้นเหมือนของพระเกจิอาจารย์ที่ทรงคุณของจังหวัดในภาคใต้ คือหลวงพ่อทวด หลวงพ่อจันทร์ หลวงพ่อรื่น หลวงพ่อนุ้ย หลวงพ่อเบี้ยว หลวงพ่อติ้ว หลวงพ่อลอย หลวงพ่อน้อย และหลวงพ่อบรรณ


หลวงปู่ทวด ที่วัดวารีบรรพต

อีกแห่งหนึ่งที่ควรแก่การไปเยี่ยมชมมากคือค่ายเจ้าเมืองระนอง หรือจวนเจ้าเมืองเก่าระนอง ผู้สำเร็จราชการคนแรกของเมืองระนอง ซึ่งเป็นต้นตระกูล ณ ระนอง คือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี หรือคอซูเจียง ซึ่งปัจจุบันภายในจวนแห่งนี้ยังมีหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความโอ่อ่าใหญ่โตของคฤหาสน์หลังเก่าของตระกูล ณ ระนองปรากฏให้เห็น โดยภายในอาคารหลังที่เหลืออยู่ ณ ขณะนี้ใช้เป็นที่ตั้งแท่นบูชาป้ายชื่อบรรพบุรุษของตระกูล และรูปภาพคนสำคัญในตระกูล ณ ระนองทุกคน


บ่อน้ำพุร้อนรักษะวารินทร์

นอกจากนี้ ยังมีวัดที่ผู้คนนิยมและศรัทธามากคือวัดวารีบรรพต วัดหาดส้มแป้น ดังนั้นเมื่อไปถึงเมืองระนองแล้ว ชาวพุทธจึงมักไปกราบไหว้พระที่วัดทั้งสองนี้ แต่ที่น่าสนใจมากคือชาวพม่าที่เข้าไปทำมาหากินและทำอาชีพอยู่ในเมืองระนอง รวมถึงชาวพม่าที่อยู่ในจังหวัดเกาะสองของพม่าก็มักจะไม่ทำบุญที่วัดวารีบรรพตด้วย ดังนั้นสถูปเจดีย์ของวัดแห่งนี้จึงมีลักษณะคล้ายเจดีย์ของพม่า

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติทางทะเลของระนองที่ขึ้นชื่อคือ เกาะพยาม ซึ่งยังคงมีมนต์เสน่ห์ที่ชวนให้ผู้ไปเยือนหลงใหล นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลอื่น ๆ ที่น่าสนใจคือหมู่เกาะกำ และอุทยานแห่งชาติแหลมสน


ธารน้ำใสที่บ่อน้ำพุร้อนพรรั้ง

สำหรับของกินที่แสนอร่อยของเมืองระนองคือ น้ำพริกกุ้งเสียบกินกับผักสดสารพัดชนิด แกงส้มปลาทะเลกับยอดมะพร้าวอ่อน และปลาสดๆ ที่นำไปทอดจนส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ ใบเหลียงผัดไข่ โรตีมะตะบะ และอาหารทะเลที่มากมายจนสุดบรรยาย
แต่เมื่อคุณไปถึงระนองทั้งที่แล้ว ก็อยากจะชวนคุณข้ามไปเที่ยวจังหวัดเกาะสองของพม่า (เมียนมา) สักหน่อย เพราะอยู่ไม่ไกลจากระนองเลย คุณจะได้สัมผัสวิถีชีวิตของเพื่อนบ้านของไทยด้วย แต่ขอบอกก่อนว่าเกาะสองนั้นมิใช่เกาะ เพราะอยู่บนแผ่นดินใหญ่ของพม่าที่วิคตอเรียพอยท์ แต่คนไทยชอบเรียกว่าเกาะสอง เพราะเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า Kaw Thaung (ก้อต้อง)

สะพานแขวนบ่อน้ำพุร้อนรักษะวารินทร์


น้ำตกหงาว

คุณเคยไปเที่ยวระนองหรือยังครับ ถ้ายังไม่เคยไป และต้องการให้ Mr. Flower พาคุณไปเที่ยวแบบสบาย ๆ กินอาหารอร่อย ๆ นอนในที่พักที่สะอาด สะดวก สบาย และคุยเรื่องราวต่าง ๆ นานาที่มีสาระ โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091 7233615 นะครับ


ป่าในเขตน้ำตกหงาว


พระที่ราชวังรัตนรังสรรค์ (องค์จำลอง)


ศาลบรรพบุรุษตระกูล ณ ระนอง


ประภาคารระนอง


จังหวัดเกาะสอง เมียนมา

ตะลอนเที่ยว : หลายชีวิต ชีวิตที่หลากหลาย แต่มีฉากสุดท้ายเดียวกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254338

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“ชีวิตมนุษย์นั้นเป็นเพียงธรณีประตูที่คนจะก้าวสู่ความแก่ ความตาย”

คนเรานั้นมีจุดกำเนิดที่แตกต่าง และมีวิถีแห่งการดำรงชีวิตที่หลากหลาย แต่ทว่าทุกคนล้วนมีจุดจบไม่ต่างกันคือ มรณา

หลายชีวิต บทประพันธ์อมตะเรื่องหนึ่งของ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งประพันธ์ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 แต่ยังคงสร้างความประทับใจให้กับผู้อ่านตลอดมา

หลายชีวิตเป็นนวนิยายที่ประกอบด้วยเรื่องสั้น 11 เรื่อง จากแง่มุมต่างๆ ของชีวิตจาก 11 คน ซึ่งทั้งหมดไม่มีความเกี่ยวข้องหรือมักคุ้นกันมาก่อนเลยแม้แต่น้อย แต่ทว่าทุกคนก็ต้องมาจบชีวิตพร้อมกันในเรือเมล์ลำเดียวกัน

ความตาย คำคำนี้อาจเป็นคำที่หลายคนหวาดกลัว และรังเกียจ แล้วพยายามจะหลบหนีให้จงได้ แต่สำหรับบางคนแล้ว ความตาย ถือเป็นเรื่องปกติ เป็นของธรรมดา และเป็นสิ่งที่สวยงามที่มนุษย์ทุกคนควรจะเตรียมพร้อมเพื่อรับกับมันเมื่อถึงวันแห่งความตาย

หลายชีวิต นำเสนอเรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่งที่ต่างเพศต่างวัย ต่างอาชีพ และมีชาติตระกูลที่ต่างกัน มีทั้งพระอริยสงฆ์เจ้านายผู้ไม่ปลื้มกับฐานันดรศักดิ์ ชาวนา โสเภณี โจร นายทหารผู้จมไม่ลง พระเอกลิเกซูเปอร์สตาร์ หมอผู้พยายามเอาชนะความตาย และหญิงสาวที่มีชีวิตราบรื่นมากจนตัวเองรู้สึกเบื่อหน่าย รวมถึงหญิงสาวที่ถูกผู้เป็นแม่ทำร้ายอย่างแสนสาหัส

ก่อนจะถึงจุดจบนั้น ทุกคนได้ลงเรือลำเดียวกัน โดยหวังจะไปถึงจุดหมายปลายทางเดียวกัน แต่ทุกคนก็มีจุดมุ่งหมายในชีวิตที่แตกต่างกัน
ครั้นเมื่อเรือล่ม ชีวิตทั้งหลายก็ต้องจบลงพร้อมกัน

เจ้าลอย, หลวงพ่อเสม, พรรณี, ท่านชายเล็ก, ผล, ละม่อม, โนรี, ลินจง, จั่น, ทองโปรย และหมอแสง มนุษย์ทั้ง 11 คน ซึ่งมีความแตกต่างกัน แต่ต้องมาจบชีวิตในเรือลำเดียวกัน เป็นฉากเตือนใจให้เราทุกคนพึงระลึกว่า ความตายที่ทุกคนเกรงกลัวนั้น แต่ในบางครั้งความตายก็ถือเป็นการลงโทษอย่างรุนแรงของผู้ทำกรรมชั่ว แต่บางครั้งก็ถือเป็นผลสนองของกรรมดีที่แสนบริสุทธิ์ และบางคราวก็เป็นเหมือนกุญแจไขปัญหา แต่ในบางโอกาสก็เป็นยาสมานแผล

หลายชีวิตอาจจะทำให้ผู้ชมได้ตระหนักว่า สายธารแห่งชีวิตของคนนั้นย่อมไหลเรื่อยเป็นนิรันดร์ ผู้ที่จะรอดพ้นไม่ถูกธารนั้นกลืนหายก็คือผู้ที่สามารถว่ายเข้าถึงฝั่ง และสามารถขึ้นไปยืนบนตลิ่งที่ปลอดภัยได้ โดยไม่ถูกกระแสธารพัดพาไป แต่จะมีสักกี่คนที่รอดพ้นสายธารนั้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายธารแห่งกระแสชีวิตที่เชียวกรากยิ่งนัก

ละครเวทีเรื่อง หลายชีวิต นำเสนอโดยภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงวันที่ 25 มกราคม ถึง 5 กุมภาพันธ์ (งดการแสดงวันจันทร์) การแสดงรอบวันอังคารถึงศุกร์ เวลา 19.00 น. ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์ แสดงสองรอบ คือ 13.00 น. และ 19.00 น. แสดง ณ ศูนย์ศิลปการละครสดใส พันธุมโกมล อาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรฯ กำกับการแสดงโดย พันพัสสา ธูปเทียน บทละครโดย ปริดา มโนมัยพิบูลย์ กำกับการแสดงโดย ฤทธิรงค์ จิวากานนท์ แสดงนำโดย สุประวัติ ปัทมสูต ร่วมกับนักแสดงที่เป็นนิสิตอักษรศาสตร์ทั้งเก่าและปัจจุบัน

บัตรราคา 600 บาท (ลดครึ่งราคาสำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา) จองบัตรได้ที่ 081-5597252 และ 094-9313434 หรือที่ http://www.BangkokStudio41.com

 

ตะลอนเที่ยว : บริสุทธิ์ ใส ๆ ในโลกใต้ท้องทะเลฝั่งอันดามัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/253405

วันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ความพิสดาร และความงดงามในโลกของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใต้ท้องทะเลลึก เป็นสิ่งที่ผู้ชื่นชอบการดำน้ำต่างเสาะแสวงหาเป็นที่สุด เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า ถ้าหากได้ไปเที่ยวชมในบริเวณที่ทะเลบริเวณนั้นยังมีความบริสุทธิ์ เพราะยังไม่ถูกน้ำมือของมนุษย์บุกเข้าไปทำลายล้างแล้วละก็ ทุกคนจะต้องตื่นตะลึงกับสิ่งมีชีวิตในใต้ท้องทะเล อาทิ ปลาสารพัดชนิด ปะการังสารพัดแบบ เต่าทะเลตัวมหึมา ดอกไม้ทะเล กุ้ง หมึก ฉลาม หอยเม่น แมงกระพรุน

ยิ่งถ้าคุณเป็นผู้ที่สามารถดำน้ำลึกได้แบบ scuba diving ได้ด้วยละก็ คุณจะยิ่งหฤหรรษ์เป็นที่สุด เพราะโลกใต้ท้องทะเลที่ยิ่งลึกลงไปก็จะยิ่งมีความพิสดารจนยากจะบอกเล่าเป็นตัวอักษรได้โดยง่าย เพราะเล่าอย่างไรก็ไม่เหมือนกับการที่คุณได้ไปสัมผัสด้วยตัวเอง

แต่สำหรับผู้ที่ว่ายน้ำไม่เก่ง หรือว่ายน้ำไม่เป็น แต่พอจะพยุงตัวในน้ำได้บ้าง ก็ยังพอมีโอกาสได้เห็นโลกใต้น้ำได้เหมือนกัน แต่เป็นโลกใต้น้ำที่ต้องอาศัยการชมแบบ snorkeling โดยลอยตัวอยู่บนผิวน้ำ แล้วเพ่งมองสิ่งมีชีวิตใต้ท้องน้ำที่อยู่ไม่ลึกมากนักโดยมองผ่านแว่นกันน้ำ แล้วหายใจผ่านท่อหายใจโดยการหายใจทางปากแทนจมูก

ขอบอกเพียงแค่สั้นๆ ว่า ถ้าหากคุณได้มีโอกาสไปดำน้ำดูสิ่งมีชีวิตใต้น้ำ โดยเฉพาะในบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตแล้ว คุณจะต้องตื่นตะลึงในความงดงามของธรรมชาติ คุณจะได้สัมผัสกับสีสันของปะการัง ได้เห็นฝูงปลาว่ายเวียนไปมา ถ้าโอกาสดีมากๆ จะได้พบกับเต่าทะเลตัวใหญ่มหึมา ได้พบปลาสิงโต ได้เห็นดอกไม้ทะเลกอใหญ่ยักษ์ซึ่งเป็นเสมือนบ้านของปลาการ์ตูน หรือที่ทุกคนชอบเรียกว่าปลานีโม่ สีสวยสดสารพัดสี อาทิ ส้ม-ขาว หรือแดงปานดำ

ทริปนี้ Mr.Flower พาคุณไปเที่ยวโลกใต้ท้องทะเลของประเทศเมียนมา โดยไปลงเรือเร็ว (speed boat) ที่ท่าเรือจังหวัดระนอง แล้วแล่นเรือเข้าไปในเขตของเมียนมา นั่งเรือออกไปประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ (แต่เป็นหนึ่งชั่วโมงบนเรือสปีดโบ๊ท ชนิดสามเครื่องยนต์ เพราะฉะนั้น แล่นเร็วแค่ไหน โปรดจินตนาการเอาเองนะครับ แต่ย้ำได้ว่า แล่นเร็วมากๆ) เป้าหมายอยู่ที่เกาะหัวใจมรกต (Cock’s Comb Island) เกาะย่านเชือก เกาะเกือกม้า

บริเวณนี้ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยฝูงปลานานาพันธุ์ ปะการังสารพัดชนิด และสัตว์ทะเลที่มีรูปร่างแปลกๆ อีกมากมาย และที่น่าประทับใจคือป่าไม้บนเกาะเหล่านี้ก็ยังเขียวขจี บนเกาะเกือบทุกแห่งที่ไปชมไม่มีสิ่งปลูกสร้างถาวรที่เป็นตึกคอนกรีต แต่มีเพียงเต็นท์ให้อาศัยนอนค้างคืนบนเกาะบางแห่งเท่านั้น เช่นที่เกาะมังกร ส่วนเกาะนาวโอพี เริ่มมีสิ่งปลูกสร้างถาวรแล้ว แต่ยังไม่มากนัก

ช่วงเวลาที่เหมาะกับการไปเที่ยวชมเกาะ และชมโลกใต้ทะเลในแถบอันดามัน คือตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนพฤษภาคม แต่สำหรับปีนี้สภาพอากาศค่อนข้างปรวนแปรมากพอสมควร จึงส่งผลให้ช่วงเดือนต้นมกราคมจนเกือบกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทะเลมีคลื่นลมแรงผิดปกติ จึงทำให้บางวันไม่สามารถออกเรือเพื่อท่องเที่ยวได้ (ซึ่งบางวันที่ผู้เขียนไปเที่ยวนั้นก็เจอกับคลื่นลมแรง สปีดโบ๊ทกระแทกกับท้องน้ำค่อนข้างแรงมาก แต่ก็สนุกไปอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าหากกระแทกแรงกว่านี้คงมีหวังเมาทะเลอย่างแน่นอน แถมยังมีฝนตกบ้างในบางช่วงเวลาอีกด้วย) เมื่อสภาพอากาศเป็นแบบนี้ ไกด์นำเที่ยวต่างก็บ่นว่า ลูกค้าหายไปเกือบหมด แต่ก็ดีไปอีกอย่างหนึ่งคือผู้ที่ไปเที่ยวก็ได้เที่ยวแบบ Exclusive เพราะมีนักท่องเที่ยวน้อย เกาะทั้งเกาะจึงเปรียบเสมือนเกาะส่วนตัวไปโดยปริยาย

ภาพโลกใต้น้ำสวยๆ ที่นำมาฝากคุณๆ ในวันนี้ผู้เขียนได้รับความอนุเคราะห์จากคุณชัยภัทร จิตนธรรม มัคคุเทศก์ผู้พาชมโลกใต้น้ำ ซึ่งมีทั้งปลานีโม่ (ปลาการ์ตูน) ในดงดอกไม้ทะเล (sea anemone) หมึก ปลาสิงโต ปะการังสีสวยๆ สารพัดชนิด ทั้งแบบเขากวาง ปะการังสมอง ปะการังถ้วย ปะการังเสา และปะการังดอกกะหล่ำ เป็นต้น อันที่จริงผู้เขียนได้เจอปลาปักเป้า หอยเม่น และเต่าทะเลด้วย แต่ไม่มีภาพมาฝาก เพราะเต่าตัวโตนั้นพอว่ายน้ำมาจ๊ะเอ๋กับคน เขาก็ตกใจรีบว่ายหนีไปทันที เนื่องจากเขาเกรงว่าจะตกเป็นอาหารของชาวประมง

เมื่อได้ดูภาพสวยๆ แล้ว ถ้าหากคุณสนใจอยากไปสัมผัสโลกใต้ทะเลกับ Mr.Flower โปรดติดต่อที่โทร.091-7233615 นะครับ

อ้อ ฝากข้อคิดไว้นิดหนึ่งนะครับ การไปเที่ยวชมโลกใต้ท้องทะเลนั้น สิ่งที่ผู้ไปเที่ยวต้องไม่กระทำเป็นอันขาดคือการสัมผัสสิ่งมีชีวิตทุกชนิดใต้ท้องทะเล และต้องไม่ให้อาหารกับสัตว์เหล่านั้นด้วย แต่เราต้องปล่อยให้เขาอยู่กันเองตามธรรมชาติ และให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎของห่วงโซ่อาหาร บางคนอาจเข้าใจผิดว่า การให้อาหารปลาคือการทำบุญ แต่อันที่จริงคือ
การฆ่าพวกเขาทางอ้อม และเป็นการทำลายระบบนิเวศน์อย่างเลือดเย็นที่สุด

 

ตะลอนเที่ยว : ไถ่ชีวิตโคกระบือ ความสุขใจที่เกิดจากการให้ชีวิตใหม่กับเพื่อนร่วมโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/251498

วันอาทิตย์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เวลามนุษย์เราทำบุญทำทาน เขาหวังจะได้อะไรเป็นสิ่งตอบแทนหรือไม่

คำตอบในเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับปัจเจก เพราะแต่ละคนก็มีความคิดแตกต่างกันไป บางคนอาจจะคิดไปถึงเรื่องนรกสวรรค์ เรื่องการสะเดาะเคราะห์ เรื่องสุขภาพ เรื่องการเงิน และเรื่องครอบครัว แต่บางคนก็ไม่ได้คิดไม่ได้หวังอะไรเลย แต่คิดเพียงว่าทำแล้วสบายใจ ส่วนผลในอนาคตนั้นจะเป็นอย่างไรก็คงตอบไม่ได้ชัด รู้แค่เพียงว่า เมื่อมีโอกาสทำความดี ก็เพียรพยายามทำไปเรื่อยๆ

คุณๆ เล่าครับ คาดหวังสิ่งใดบ้างจากการทำบุญทำทาน

แต่ไม่ว่าคุณๆ จะคาดหวังสิ่งใดก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่คุณต้องได้รับแน่ๆ หลังจากการตั้งใจให้แน่วแน่ในการทำบุญทำทานก็คือ ความสบายอกสบายใจ แล้วคุณก็จะมีรอยยิ้มบนใบหน้า แล้วเมื่อคุณคิดถึงบุญกุศลที่ได้กระทำขึ้นมาครั้งใด คุณก็จะมีความปีติอิ่มเอมใจทุกครั้ง

คนไทยบางกลุ่มเชื่อว่าการปล่อยสัตว์ให้ได้รับอิสรภาพจากการจะถูกนำไปฆ่า จะช่วยให้ผู้ช่วยเหลือสัตว์เหล่านั้นสามารถผ่านเรื่องทุกข์เรื่องร้ายในชีวิตของเขาได้ ซึ่งก็คงไม่ใช่ความผิดที่ใครจะเชื่อเช่นนั้น แต่บางคนก็คิดว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์ เอาเคราะห์ร้ายของตนไปไว้ที่สัตว์เหล่านั้นแทน

เรื่องความคิดความเชื่อเป็นเรื่องที่ปัจเจกมีแตกต่างกันไปตามพื้นฐานความคิด และประสบการณ์ เราคงไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าใครผิดหรือถูก แต่พระผู้ใหญ่ท่านสอนว่า เวลาจะช่วยเหลือสัตว์ใดๆ อย่าคิดว่าจะเอาเคราะห์ของเราไปให้กับเขาเลย เพราะอาจจะเป็นการก่อเวรก่อกรรมผูกพันต่อเนื่องกันไปไม่จบไม่สิ้น หากจะช่วยเขา ก็ขอให้ตั้งจิตให้มั่น แล้วหวังให้เขาพ้นทุกข์พ้นภัย ให้เขามีชีวิตรอดพ้นจากความตาย เพราะการคิดเช่นนี้จะช่วยให้จิตใจของเราสบายมากขึ้น ส่วนช่วยเขาแล้วบุญกุศลจากการช่วยจะทำให้เราได้ขึ้นสวรรค์หรือไม่นั้น พระท่านว่าอย่าไปใส่ใจให้มากจนกลายเป็นการหมกมุ่น เพราะจะเท่ากับเป็นการช่วยเหลือโดยมีเงื่อนไข เพื่อหวังผลประโยชน์ของตัวเราเป็นที่ตั้ง

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจว่า ท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าที่ร่วมโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ แล้วนำไปมอบให้เกษตรกรเพื่อเลี้ยงดูเขาเหล่านั้นจนกว่าจะหมดสิ้นอายุขัย เพราะมีความต้องการที่สอดคล้องกันคือ คิดหวังจะช่วยให้โคกระบือเหล่านั้นมีชีวิตรอดต่อไป โดยไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่าการได้ช่วยเหลือสัตว์ใหญ่จำนวนหนึ่งให้รอดพ้นจากความตาย ซึ่งต้องยอมรับว่าทุกท่านช่วยด้วยใจอันเป็นกุศลจริงๆ เพราะโครงการนี้ไม่มีใบอนุโมทนาบัตร และไม่มีใบเสร็จรับเงินมอบให้กับผู้บริจาค แต่ก็มีผู้อ่านจำนวนมากร่วมบริจาคกับโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเพราะความเชื่อมั่นในหนังสือพิมพ์แนวหน้า และในตัวของผู้เขียนคอลัมน์ รวมถึงเพราะความตั้งใจมั่นของผู้บริจาคที่จะร่วมกันทำบุญทำทานเพื่อช่วยเหลือให้โคกระบือรอดชีวิตจากการถูกฆ่า

โครงการนี้ดำเนินมาได้ครบ 1 ปีเต็มแล้ว ซึ่งพวกเราสามารถไถ่ชีวิตโคกระบือมาแล้วทั้งหมด 43 ชีวิต โดยมอบให้เกษตรกรในอำเภอศรีประจันต์ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี (โดยประสานกับสหกรณ์การเกษตรศรีประจันต์ ซึ่งผ่านการประสานงานกับบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และมอบให้กับเกษตรกรในจังหวัดขอนแก่น (โดยผ่านการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของ SCG รายหนึ่ง) รวมถึงมอบให้กับสวนผักบำบัด อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี และอีกส่วนหนึ่ง (10 ชีวิต) หม่อมไฉไล ยุคล ร่วมไถ่ชีวิตพวกเขา แล้วนำไปเลี้ยงดูไว้ในสวนของโรงแรมเรือ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม

โคกระบือที่คณะของเราไถ่ชีวิตมาจากโรงฆ่าสัตว์นั้นมีทั้งโคกระบือท้องโคกระบือแม่ลูก และโคกระบือวัยหนุ่ม-สาว และเป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างมากเพราะเมื่อก่อนปีใหม่ไม่กี่วันกระบือที่เรามอบให้กับสวนผักบำบัดได้คลอดลูกออกมา ซึ่งพวกเราตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมพวกเขาด้วยกัน (โดยกำหนดจะเดินทางไปช่วงหลังวันตรุษจีน ซึ่งอาจจะเป็นช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ คอลัมน์นี้จะแจ้งรายละเอียดการเดินทางที่แน่นอนให้ทราบในโอกาสต่อไป)

ตามปกตินั้น พวกเราจะไปเยี่ยมโคกระบือที่เราร่วมกันบริจาคเป็นประจำ (ประมาณ 3 เดือนต่อครั้ง) เพราะเรามีเหตุผลว่า เราต้องการไปดูความเป็นอยู่ของพวกเขา และไปเพื่อให้กำลังใจผู้ที่รับโคกระบือไปเลี้ยงดู การเดินทางไปแต่ละครั้งได้รับการอนุเคราะห์ด้านยานพาหนะจากบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โดยที่คณะของเราจะเก็บค่าร่วมเดินทางจากผู้ร่วมคณะเพียงรายละ 1,200 บาท เพื่อเป็นค่าอาหารกลางวัน โดยเงินส่วนที่เหลือจะเก็บเข้ากองทุนไถ่ชีวิตโคกระบือต่อไป

ล่าสุด โครงการนี้กำลังประสานงานกับหน่วยทหารพรานที่ 47 จังหวัดยะลา เพราะได้ทราบข่าวว่ามีเกษตรในจังหวัดยะลาต้องการได้โคกระบือไปเพื่อใช้ทำนา สำหรับความคืบหน้าของส่งมอบโคกระบือให้ชาวนาในจังหวัดยะลานั้น คอลัมน์นี้จะเรียนแจ้งให้คุณผู้อ่านทราบเป็นระยะๆ และขอเชิญชวนทุกท่านร่วมโครงการนี้ด้วยกัน โดยติดต่อได้ที่ Mr.Flower หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ก่อนลาจากกันในสัปดาห์นี้ Mr.Flower มีภาพลูกกระบือตัวน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกเมื่อก่อนวันปีใหม่ และภาพฝูงกระบือ (บางส่วน) ที่เราร่วมกันบริจาคให้สวนผักบำบัด เพื่อเป็นของกำนัลแด่คุณๆ หวังว่าคุณๆคงยิ้มหวานเมื่อทราบว่า แม่กระบือของพวกเรานั้นได้ให้กำเนิดกระบือตัวใหม่ ขอบอกคุณๆ ว่าเวลาดูแววตาของลูกกระบือตัวนี้แล้ว คุณจะบังเกิดความปลื้มปีติอย่างอัศจรรย์