ตะลอนเที่ยว : ชีวิตเขา ชีวิตเรา ควรหรือที่เราจะเอาชีวิตเขามาเพื่อบำรุงชีวิตเรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/252440

วันอาทิตย์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตสรรพสัตว์ คือการสร้างบุญอันยิ่งใหญ่ ผู้ที่สามารถสร้างบุญด้วยการนี้ได้จะมีจิตใจที่ผ่องใส มีจิตใจที่สบายตลอดเวลา

พระสงฆ์รูปหนึ่งที่ Mr.Flower มักจะแวะไปกราบและขอความรู้เรื่องธรรมะเป็นระยะๆ ท่านบอกว่า ใครก็ตามที่งดเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตสัตว์อื่นๆ และไม่บริโภคเลือดและเนื้อของสัตว์ และพยายามชักชวนให้ผู้อื่นงดเว้นการฆ่าสัตว์ และบริโภคเนื้อสัตว์ บุคคลผู้นั้นย่อมจะมีชีวิตที่อยู่ห่างไกลจากอกุศลมูลทั้งปวง และจะเป็นผู้ที่มีจิตใจผ่องใส

พระสงฆ์ท่านนี้มิได้พูดถึงเรื่องนรกหรือสวรรค์ใดๆ จากการไม่ฆ่าสัตว์ แต่ท่านพูดเพียงว่า ผู้งดเว้นการฆ่าจะมีจิตใจที่ผ่องใสและเป็นสุข

ก่อนอื่น ขอเรียนว่า Mr.Flower มิได้ตำหนิหรือกล่าวโทษผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์นะครับ เพราะการกินเนื้อสัตว์ก็มิได้บ่งบอกว่าผู้กินเป็นคนไม่ดี แล้วก็ไม่เคยบอกว่าคนที่กินเจกินผักต้องดีกว่าคนกินเนื้อสัตว์ เพียงแต่อยากจะบอกว่า หากลด ละ หรือเลิกการบริโภคเนื้อสัตว์ได้ ก็จะลดการฆ่าสัตว์อื่นได้โดยปริยาย

หลายคนถามว่า การฆ่าโคฆ่าควายเพื่อเอาเนื้อมากิน เป็นบาปมากกว่าการฆ่าปลา ฆ่ากุ้ง ฆ่าไก่ จริงหรือ เพราะชีวิตหนึ่งชีวิตก็มีค่าของความเป็นชีวิตเท่ากัน ดังนั้นการฆ่าปลาหนึ่งตัวกับการฆ่าควายหนึ่งตัวก็คือการฆ่าเท่ากัน

Mr.Flower ขออนุญาตไม่ตอบเรื่องนี้ เพราะไม่มีความรู้ใดๆ มากพอที่จะอธิบายได้ เพียงแต่บอกได้สั้นๆ ว่า ควายคือสัตว์ใหญ่ ส่วนปลาคือสัตว์เล็ก แล้วก็ยอมรับว่าชีวิตทุกชีวิตมีค่าของความเป็นชีวิตเท่าเทียมกัน แต่ไม่สามารถตอบได้ว่าฆ่าอะไรบาปมากกว่ากัน เพราะการฆ่าก็คือการฆ่า แล้วเมื่อถูกฆ่าแล้วทั้งควายและปลาต่างก็ตายทั้งคู่

แต่สามารถบอกได้เพียงว่า การที่คนเราจะงดเว้นการกินเนื้อสัตว์นั้นเป็นเรื่องของความคิด และเป็นเรื่องของจิตใจของปัจเจก ปัจเจกที่เจริญแล้วย่อมลดการเบียดเบียนผู้อื่นด้วยกรรมวิธีทั้งปวง และเป็นผู้ที่มีความเห็นถูกต้อง และมีความประพฤติชอบ และปฏิบัติชอบ

มักจะมีคนตั้งคำถามแบบเสียดสีว่า แล้วทำไมนายทุนใหญ่ในไทยที่ทำอาชีพฆ่าสัตว์ขายกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันจึงรวยเอา รวยเอา ไม่เห็นเขาจะยากจะจนเลย แถมยังขยายกิจการได้ใหญ่โตสารพัด

ผู้เขียนต้องขออนุญาตไม่ตอบคำถามนี้ครับ เพราะเราไม่รู้เหตุปัจจัยอื่น ๆ ในชีวิตของเขาผู้นั้น แต่เราจะรู้คำตอบชัดเจนในคำถามนี้ เมื่อฉากสุดท้ายของชีวิตเขามาถึง

แต่ผู้เขียนก็ยังยืนยันว่า การไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผู้อื่นเป็นสิ่งดี ส่วนใครจะกระทำได้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องของปัจเจก แล้วก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อเราไม่ฆ่าและไม่กินเนื้อสัตว์ แล้วเราจะกลายเป็นคนที่ดีเด่น วิเศษวิโส เลิศเลอกว่าคนที่ฆ่าสัตว์และกินเนื้อสัตว์ เพราะหากใครคิดแบบนั้นก็ถือได้ว่ากำลังหลงตัวเอง ซึ่งก็มิใช่เรื่องดีแต่ประการใด

คนอื่นๆ อาจจะมีเหตุผลร้อยแปดพันประการกับการกินหรือฆ่าสัตว์ นั้นก็เป็นเหตุผลของเขา ส่วนถ้าเราจะไม่กินเนื้อสัตว์และไม่ฆ่าสัตว์ ก็ขอให้เรารับรู้เพียงว่าเป็นความตั้งใจของเรา เราจะไม่ตำหนิและว่าร้ายผู้อื่น เรารู้แค่ว่าเราไม่กินเนื้อสัตว์และไม่ฆ่าสัตว์เพราะเราไม่ต้องการเบียดเบียนใคร และไม่ต้องการก่อเวรก่อกรรมวนเวียนต่อๆ กันไป ขอให้คิดเพียงเท่านั้น ถ้าเรามีจิตที่เบิกบาน มีจิตที่ยินดี แล้วเราบริสุทธิ์ใจว่าเราสามารถแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กับเพื่อนร่วมโลกของเราได้แล้ว ใครจะพูดจาชมเชย หรือนินทาอย่างไรในเรื่องที่เรากระทำ เราก็แค่เพียงฟังไว้ แต่ไม่ต้องเอาใจไปฝักใฝ่ให้จิตวุ่นวาย

ขอเรียนย้ำอีกครั้งว่า ผู้ที่กินเนื้อสัตว์มิได้หมายความว่าเป็นคนไม่ดี และคนที่กินเจ งดบริโภคเนื้อสัตว์ก็มิได้หมายความว่าดีกว่าคนกินเนื้อสัตว์

ส่วนเหตุผลสำคัญที่คอลัมน์นี้ เชิญชวนให้คุณที่เห็นด้วยร่วมกันไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ แล้วนำไปมอบให้เกษตรกร รวมถึงคนอื่นๆ ที่สามารถรับเขาไปเลี้ยงดูได้ จนกว่าเขาจะถึงกาลแห่งอายุขัย ก็เพราะมีเจตนาอยากจะช่วยไถ่ชีวิตโค-กระบือจากโรงฆ่าสัตว์เท่านั้น และต้องการให้โคกระบือที่ผ่านการไถ่ชีวิตแล้วอยู่ไปจนกว่าจะตายโดยธรรมชาติ ซึ่งแน่นอนว่าเราคงไม่สามารถตามไปไถ่ชีวิตพวกเขาได้ทั้งหมด เพราะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่เราก็ตั้งความหวังไว้เพียงว่า เราจะทำได้เท่าที่กำลังความสามารถของพวกเราจะพึงมี และเมื่อไถ่ชีวิตของเขามาแล้วเราก็นำเขาไปไว้ในที่ซึ่งพิจารณาแล้วเห็นว่าปลอดภัยกับเขาและทำให้เขามีความสุขตามอัตภาพ

ดังนั้นหากคุณผู้อ่านรายใดสามารถรับเขาไปเลี้ยงดูได้ ขอได้โปรดติดต่อคอลัมน์นี้ ซึ่งหากผ่านการพิจารณาแล้ว ทางโครงการก็ยินดีมอบวัวควายให้คุณนำไปเลี้ยงดู โดยไม่คิดมูลค่า เพียงแต่มีสัญญาผูกพันตามกฎหมายว่าผู้ที่รับไปเลี้ยงต้องไม่ฆ่า ไม่ขาย ไม่ทำร้ายเขา และไม่เลี้ยงเขาเพื่อการผสมพันธุ์เพื่อนำลูกของเขาไปฆ่าเพื่อเป็นอาหาร และหากไม่ประสงค์จะเลี้ยงดูเขาต่อไป ก็สามารถส่งคืนให้กับเราได้ทุกเมื่อ

ส่วนการไปเยี่ยมวัวควายที่กลุ่มของเราได้ร่วมกันไถ่ชีวิตและบริจาคให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงดูในครั้งต่อไป จะมีขึ้นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ โดยไปที่สวนบำบัด อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ผู้อ่านรายใดที่ประสงค์จะร่วมคณะไปกับเรา โปรดติดต่อที่โทร.091-7233615 เดินทางแบบเช้าไป-เย็นกลับ โดยไปพร้อมกันที่สำนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้า เวลา 06.30 น. (รถออกเวลา 07.00 น.) หรือหากมีความประสงค์จะร่วมโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ ก็สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรฯ เดียวกัน

หมายเหตุ รูปภาพประกอบคอลัมน์ในวันนี้คือภาพโคกระบือที่เราได้ร่วมกันไถ่ชีวิตพวกเขามาในระยะเวลา 1 ปีเศษจำนวน 43 ตัว โดยกระจายมอบให้กับผู้รับไปเลี้ยงในที่ต่างๆ อาทิ สุพรรณบุรี ขอนแก่น นครปฐม ชลบุรี เป็นต้น และล่าสุดกำลังอยู่ในระหว่างการประสานงานกับหน่วยทหารพรานที่ 47 จังหวัดยะลา เพื่อส่งมอบโคกระบือให้กับเกษตรกรใน อ.ยะหา จ.ยะลา

 

ตะลอนเที่ยว : แบ่งปันความสุขให้เพื่อนร่วมโลกในวัน Christmas : Merry Christmas to All of You.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250024

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Do They Know It’s Christmas?
It’s Christmastime, there’s no need to be afraid
At Christmastime, we let in light and we banish shade
And in our world of plenty we can spread a smile of joy
Throw your arms around the world at Christmastime
But say a prayer, Pray for the other ones
At Christmastime it’s hard, but when you’re having fun
There’s a world outside your window
And it’s a world of dread and fear
Where the only water flowing
Is the bitter sting of tears
And the Christmas bells that ring there are the clanging chimes of doom
Well tonight thank God it’s them instead of you
And there won’t be snow in Africa this Christmastime
The greatest gift they’ll get this year is life
Where nothing ever grows
No rain nor rivers flow
Do they know it’s Christmastime at all?
Here’s to you. Raise a glass for everyone
Spare a thought this yuletide for the deprived
If the table was turned would you survive
Here’s to them. Underneath that burning sun
You ain’t gotta feel guilt just selfless
Give a little help to the helpless
Do they know it’s Christmastime at all?
Feed the world. Feed the world
Feed the world. Feed the world. Feed the world
Let them know it’s Christmastime again
Feed the world. Feed the world
Let them know it’s Christmastime again

ปราก สาธารณรัฐเช็ก

วันนี้เป็นวัน Christmas เป็นวันพระคริสตสมภพ เป็นวันที่คนส่วนหนึ่งบนโลกใบนี้มีความสุข ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม Mr.Flower ก็ปรารถนาให้คุณๆ ผู้อ่านและคนทุกคนบนโลกใบนี้ รวมถึงสรรพสัตว์ใหญ่น้อยทุกชีวิตมีความสุขด้วย

เพลง Do They Know It’s Christmas? ที่เลือกมาเปิดเรื่องในวันนี้ เป็นผลงานของ Band Aid 30 ซึ่งทำขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1984 (คุณสามารถเปิดฟังและดูภาพจาก youtube ที่ https://www.youtube.com/watch?v=-w7jyVHocTk)

ในขณะที่คนบางคนกำลังมีความสุขสดชื่น สนุกสนานในวันคริสต์มาส แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีคนบนโลกใบเดียวกับที่เราอยู่นี้ต้องทนทุกข์แสนสาหัส บางคนต้องเผชิญกับภัยสงคราม และการสู้รบที่ไร้มนุษยธรรม บางคนต้องอดอยากหิวโหย ไม่มีอาหารและน้ำจะกิน บางคนไร้เครื่องนุ่งห่มกันหนาวในยามที่หนาวเหน็บ บางคนไม่มีที่พักอาศัย ไม่มียารักษาโรค ส่วนสัตว์จำนวนไม่น้อยที่เป็นเพื่อนร่วมโลกของเราก็กำลังถูกไล่ล่าเอาชีวิต

แฟรงค์เฟิร์ต เยอรมนี

ภาพที่ขัดแย้งระหว่างภาพความสนุกสนานของคนกลุ่มหนึ่ง กับภาพความทุกข์ทรมานของคนอีกกลุ่มหนึ่ง คือภาพของความเป็นจริงที่เราทุกคนควรตระหนัก และควรหาทางช่วยเหลือพวกเขา

เนื้อเพลง Do They Know It’s Christmas? มีความหมายที่น่าสนใจมาก เพราะต้องการให้เราทุกคนช่วยกันดูแลเพื่อนร่วมโลกของเรา แบ่งปันความสุขให้กับเพื่อนร่วมโลกของเราตามกำลังความสามารถ

เราคงจะมีความสุขได้ไม่เต็มที่ ยิ้มได้ไม่เต็มหน้า หัวเราะได้ไม่สุดเสียง และกินอะไรก็คงไม่อร่อยเท่าที่ควร หากเรารู้ว่าเพื่อนร่วมโลกของเรายังตกทุกข์ได้ยาก

เรามาแบ่งปันความสุขให้กับเพื่อนร่วมโลกของเราด้วยนะครับ ช่วยกันแบ่งปันตามกำลังความสามารถของแต่ละท่าน เพื่อให้เพื่อนร่วมโลกของเรามีความสุขในวันคริสต์มาสและทุกๆ วัน

นูเรมเบิร์ก เยอรมนี

Mr. Flower ขอกล่าวคำว่า Merry Christmas and Happy New Year 2017 to All of You and All People and All Everything in This World. May Our World Have a Wonderful Peace Forever.

ขอขอบคุณที่ทุกท่านกรุณาเป็นแฟนคอลัมน์ของ Mr.Flower และร่วมคณะไปเที่ยว และร่วมทำบุญไถ่ชีวิตโคกระบือ และช่วยโครงการทำหมันให้กับหมาแมวจรจัดกับ Mr.Flower มาโดยตลอด ขอบคุณครับ แล้วเราจะร่วมโครงการดีๆ ด้วยกัน และจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันตลอดไป

วันนี้ Mr.Flower ขอมอบภาพต้นคริสต์มาสสวยๆ จากหลายแห่งทั่วโลกมาเป็นเครื่องกำนัลแด่คุณๆ และหวังว่าปีหน้าเราจะได้ร่วมคณะไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสในยุโรปด้วยกัน (หรือถ้าหากคุณต้องการให้จัดทริปพาคุณไปเที่ยวที่ไหน กรุณาโทร.บอก Mr.Flower ที่ 091-7233615)

สุขสันต์วันคริสต์มาส และสุขสันต์วันปีใหม่ พ.ศ. 2560 แด่ทุกท่านครับ

แฟรงค์เฟิร์ต เยอรมนี

วีสบาเดน เยอรมนี

มิลาน อิตาลี

ร้านรวงในสตราสบวร์ก ฝรั่งเศส ตบแต่งร้านรับเทศกาลคริสต์มาส

ลุงซานต้า กับน้องหมาซานตี้ โรเทนบวร์ก เยอรมนี

สีสันเทศกาลคริสต์มาส

สีสันเทศกาลคริสต์มาส

Merry Christmas and Happy New Year 2017 to All of You.

สีสันเทศกาลคริสต์มาส

ตะลอนเที่ยว : Christmas Celebrations : Silent Night

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/249112

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Silent night, holy night. All is calm, all is bright.

Round yon Virgin, Mother and Child. Holy infant so tender and mild,

Sleep in heavenly peace, Sleep in heavenly peace

Silent night, holy night. Shepherds quake at the sight.

Glories stream from heaven afar. Heavenly hosts sing Alleluia,

Christ the Savior is born. Christ the Savior is born.

Silent night, holy night. Son of God love’s pure light.

Radiant beams from Thy holy face. With dawn of redeeming grace,

Jesus Lord, at Thy birth. Jesus Lord, at Thy birth.

(เพลง Silent night)

ขอแนะนำให้คุณลองเปิดเพลง Silent Night เบาๆ ในบ้านของคุณ บ้านซึ่งตกแต่งด้วยเครื่องประดับในเทศกาลคริสต์มาส มีต้นสนเขียวๆ ติดไฟดวงเล็กๆ ส่งแสงวิบๆ วับๆ แล้วที่ต้นสนนั้นก็ประดับด้วยของน่ารักๆ ไว้ด้วย และยิ่งถ้ามีตุ๊กตาซานตาคลอสตัวอ้วนน่ารัก หนวดสีขาวสะอาด หนวดยาวๆ ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กับต้นคริสต์มาสของคุณ แล้วคุณได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับคนที่คุณรัก เพียงเท่านี้ รับรองว่าคุณจะมีความสุขมากในช่วงเวลาใกล้วันคริสต์มาสนี้

นี่คือบรรยากาศของเทศกาลคริสต์มาสในบ้านของคุณ

แต่ถ้าคุณได้ไปสัมผัสบรรยากาศของเทศกาลคริสต์มาส และเที่ยวตลาดคริสต์มาสสำคัญๆ บนโลกใบนี้ด้วยแล้ว คุณคงจะมีความสุขมากจนเกินบรรยาย

สัปดาห์ก่อน Mr.Flower พาคุณไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสเก่าแก่ที่สุดของเยอรมนี ที่เมืองนูเรมเบิร์ก มาแล้ว สัปดาห์นี้จะพาคุณไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสในกรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ซึ่งจัดที่จัตุรัสเวนเซสลาส และจัตุรัสโอลด์ทาวน์ (สองแห่งนี้จัดตลาดคริสต์มาสใหญ่ที่สุดในกรุงปราก) นอกจากนี้ยังมีตลาดคริสต์มาสในที่อื่นๆ ของปรากอีก เช่น ฮาเวลสกา ทราซิสเต นาเมสติ มิรู แต่ขอบอกว่าตลาดคริสต์มาสที่สวยที่สุดของปรากอยู่ที่โอลด์ทาวน์ เพราะสถานที่จัดงานสุดวิจิตร เนื่องจากแวดล้อมด้วยโบสถ์เก่า และหอนาฬิกาโบราณ ผสมผสานกับร้านขายของกว่า 300 ร้าน

จุดเด่นอีกอย่างของตลาดคริสต์มาสในโอลด์ทาวน์คือต้นคริสต์มาสใหญ่ยักษ์ประดับประดาด้วยไฟวิบวับสวยงาม ต้นคริสต์มาสของเมืองนี้ทำจากต้นสนจริงๆ สูงเกือบ 30 เมตร และทุกๆ ชั่วโมงก็จะมีเสียงระฆังบอกเวลาจากหอนาฬิกา (Town Hall Clock) ตัวนาฬิกาที่หอแห่งนี้มีอายุเก่าแก่มาก ติดตั้งเมื่อปี ค.ศ.1410 เป็นนาฬิกาดาราศาสตร์ และทุกๆ ต้นชั่วโมงนาฬิกาก็จะส่งเสียงบอกเวลา แล้วรูปแกะสลักสาวก 12 องค์ของพระคริสต์ก็จะออกมาเดินที่หน้าต่างเหนือนาฬิกา ซึ่งช่วงเวลานี้จะเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวจำนวนนับพันที่ไปเฝ้ารอดู (โดยนาฬิกาจะตีบอกเวลาและมีสาวก 12 องค์ ออกมาเดินในช่วง 09.00-21.00 น. ของทุกวัน)

ขอบอกว่าบรรยากาศของตลาดคริสต์มาสในกรุงปรากนี่สุดแสนโรแมนติก แม้ผู้คนจะมากมายจนขนาดต้องเดินด้วยอาการไหลตามๆ กันไป เพราะผู้คนแน่นมาก แต่เพราะอากาศที่หนาวจับใจ ผสมกับมีหิมะตกลงมาด้วย ก็ทำให้ความคับคั่งของผู้คน ผสมกับแสงสีของไฟจากร้านรวง และจากไฟประดับจากต้นสนคริสต์มาส และไฟจากปราสาท ทำให้ตลาดแห่งนี้มีสีสันสวยงาม ผสมผสานกับเสียงพูดคุยแบบสนุกสนานและรอยยิ้มใสๆ จากผู้คนที่ไปท่องเที่ยว สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ได้ไปสัมผัสประทับใจไม่รู้ลืม (แต่ก็ต้องระวังพวกมิจฉาชีพที่คอยล้วงและกรีดกระเป๋าด้วยนะครับ)

ปีนี้คุณๆ อาจจะไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสในกรุงปรากไม่ทันแล้ว แต่หากคุณอยากไปเที่ยวในปีหน้าMr.Flower จะพาคุณไปครับ ติดต่อสอบถามและสำรองที่นั่งได้ที่หมายเลข 091-7233615 (รับสมาชิกเพียง 16 ท่าน เท่านั้นครับ)

Merry Christmas and Happy New Year 2017

 

ตะลอนเที่ยว : นูเรมเบิร์ก ตลาดคริสต์มาสเก่าแก่ที่สุดในเยอรมนี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248311

วันอาทิตย์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

City sidewalks, busy sidewalks, Dressed in holiday style, In the air there is a feeling of Christmas.
Children laughing, People passing, Meeting smile after smile, And on every street corner you’ll hear,

Silver bells, silver bells. It’s Christmas time in the city
Ring- a- ling, hear them ring, soon it will be Christmas day.

Strings of street lights, Even stop lights, Blink a bright red and green As the shoppers rush, home with their treasures. Hear the snow crunch,
See the kids bunch, This is Santa’s big scene, And above all this bustle You’ll hear,

Silver bells, silver bells, It’s Christmas time in the city,
Ring-a-ling, hear them ring, Soon it will be Christmas day.

(เพลง Silver Bells)

ใกล้จะถึงเทศกาลวันคริสต์มาส ช่วงเวลาแห่งความสุข และเวลาแห่งการเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ประจำปีของมวลมนุษยชาติ โดยเฉพาะผู้ที่นับถือคริสต์ศาสนา และแม้กระทั่งชาวพุทธเองก็ยังมีใจยินดี และร่วมรื่นเริงไปกับเทศกาลคริสต์มาสด้วย

ทุกครั้งเมื่อเวลาเราได้ยินเสียงเพลง Silver Bells ในช่วงเวลาใกล้วันคริสต์มาส ไม่ว่าจะเป็นเพลงที่มีเสียงร้อง หรือเพียงแค่ทำนอง ก็ทำให้เราเคลิบเคลิ้มไปกับความหวานของเพลงนี้ แล้วถ้ายิ่งเราได้ไปอยู่ในบรรยากาศจริงของชุมชนที่เฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสแบบเต็มรูปแบบด้วยแล้ว ก็บอกได้เพียงคำเดียวว่า ได้บรรยากาศจนสุดจะบรรยาย

Mr.Flower ได้รับมอบหมายให้ไปสำรวจตลาดคริสต์มาสในประเทศเยอรมนี (แฟรงค์เฟิร์ต, นูเรมเบิร์ก, โรเธนบวร์ก, บาเดน บาเดน, วีสบาเดน) ประเทศฝรั่งเศส (สตราสบูร์ก) และสาธารณรัฐเช็ก (ปราก, คาร์โลวี วารี) เพื่อไปเก็บข้อมูลเชิงลึกสำหรับพาผู้อ่านแนวหน้าไปเที่ยวชมตลาดคริสต์มาสสำคัญของโลก

วันนี้จะพาคุณไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสเมืองนูเรมเบิร์ก (Nurnberg) เมืองสำคัญอันดับสองของแคว้นบาวาเรีย ซึ่งคนเยอรมันออกเสียงชื่อเมืองนี้ว่าเนิร์นแบร์ก เหตุผลสำคัญที่พาคุณไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสในนูเรมเบิร์กก็เพราะที่นี่เป็นตลาดคริสต์มาสเก่าแก่ที่สุดของเยอรมนี ตามประวัติบอกว่ามีมาตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 แต่ในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 ก็จำเป็นต้องยุติการจัดตลาดคริสต์มาสไป เนื่องจากเมืองนี้ถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลอง แต่หลังจากสงครามโลกผ่านพ้นไป ก็กลับมารื้อฟื้นอีกครั้ง ตราบจนปัจจุบัน

สถานีจัดตลาดคริสต์มาสของเมืองนี้อยู่ที่จตุรัสกลางเมือง ซึ่งเรียกว่าย่าน Old Town อยู่ใกล้กับมหาวิหารเซนต์ลอว์เรนซ์ แต่ตัวตลาดจริงๆ จะจัดอยู่หน้า The Church of Our Lady โบสถ์แห่งนี้สร้างโดยพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 4 ในกลางยุคคริสต์ศตวรรษที่ 14 แต่ปัจจุบันตัวตลาดคริสต์มาสขยายกินบริเวณไปอีกกว่า 200 เมตร คือไล่เรื่อยไปจนถึงบริเวณวิหารเซนต์ซาบาล์ด (St. Sabald Church)

ปีนี้ ตลาดคริสต์มาสเมืองนูเรมเบิร์กเปิดมาตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน และเปิดไปจนถึง วันที่ 24 ธันวาคมนี้

หากจะถามว่า เวลาไปเที่ยวแล้วต้องไปดูอะไรบ้าง หรือต้องทำอะไรบ้าง

ก็ขอตอบแบบรวบรัดว่า สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือการชมร้านรวงต่างๆ (จำนวนหลายร้อยร้านค้า) ที่นำข้าวของเกี่ยวกับเทศกาลคริสต์มาสไปขายกันอย่างเอิกเกริก แล้วชมผู้คนจำนวนมากมายมหาศาลที่พากันเดินเที่ยวชม จับจ่ายซื้อข้าวของ และกินดื่มกันอย่างสำราญบานใจ โดยทุกคนก็สวมเครื่องกันหนาวกันแบบเต็มสูตร เพราะอากาศในช่วงนี้หนาวเย็นมาก (บางวันติดลบ 6-8 องศา แค่เฉพาะช่วงเวลาที่ Mr.Flower ไปนะครับ แต่ช่วงยิ่งใกล้คริสต์มาสก็จะยิ่งหนาวเย็นมากขึ้น จนถึงกับมีสโนว์ตกลงมา ทำให้กลายเป็น White Christmas) และมีอีกสิ่งที่ต้องทำคือ การกินขนมปังขิง (Gingerbread) กินไส้กรอกเยอรมัน (Bratwurst) และดื่มไวน์อุ่น (Mulled Wine หรือ Gluhwine) ซึ่งไวน์ชนิดนี้เป็นไวน์แดง แบบทั้งมีแอลกอฮอล์ และไร้แอลกอฮอล์ แต่ที่น่ารักคือเมื่อซื้อไวน์อุ่นแล้ว สามารถนำแก้วไวน์ซึ่งทำด้วยกระเบื้องเคลือบมีลวดลายและสีสันสวยงามกลับบ้านไปด้วย และที่ไม่ควรพลาดคือการนั่งรถม้าชมย่านเมืองเก่า แต่สิ่งที่พลาดไม่ได้เป็นอันขาดคือการเข้าไปชมวิหารสำคัญของเมือง ซึ่งส่วนใหญ่เปิดให้เข้าชมฟรี แต่หากไปเที่ยวกับ Mr.Flower แล้ว สิ่งที่ไม่พลาดคือ การเข้าไปชมปราสาทเก่าและชมพิพิธภัณฑ์ประจำเมือง ซึ่งสามารถช่วยบอกเล่าความเป็นมาของเมืองได้เป็นอย่างดี

สำหรับคุณๆ ที่มีวีซ่าเชงเกน (Schengen VISA) อยู่แล้ว และต้องการจะไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสที่นูเรมเบิร์ก
กับทัวร์คุณแหน หนังสือพิมพ์แนวหน้าภายในปีนี้ โปรดติดต่อ Mr.Flower ด่วนที่หมายเลข 091-7233615 (รับสมาชิกเพียง 10 ท่านเท่านั้นครับ) เราจะไปเที่ยวกันสักหนึ่งอาทิตย์ โดยนอนในโรงแรมกลางเมืองนูเรมเบิร์ก ส่วนการเที่ยวใน
เมืองนั้น เน้นการเดินเที่ยวด้วยเท้าเท่านั้น ส่วนหากออกไปเที่ยวนอกเมือง เช่น Bamburgh และ Bayrauth คณะของเราจะนั่งรถไฟไป แล้วไปเดินเที่ยวด้วยกัน แบบเช้าไป แล้วเย็นกลับมานอนในนูเรมเบิร์ก

แต่ถ้าหากปีนี้ไม่สะดวกจะเดินทางไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสในยุโรป ก็สามารถจองที่นั่งสำหรับปีหน้าได้ครับ แต่ขอย้ำว่ารับสมาชิกเพียง 20 คนเท่านั้นครับ

Merry Christmas and Happy New Year 2017 to All of You.

สุขสันต์วันคริสต์มาส และสวัสดีปีใหม่ 2560 ครับ

 

ตะลอนเที่ยว : ทรงสืบสานพระราชปณิธานจากสมเด็จพระราชบิดา เพื่อความผาสุกของปวงประชาชาวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247427

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภาได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทยเชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ว่าเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธาน และเพื่อประโยชน์ของชนชาวไทยทั้งปวง” (สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงตอบรับขึ้นทรงราชย์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต)

บัดนี้ พระราชอาณาจักรไทยได้มีพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ รัชกาลที่ 10 แล้ว ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถพบิตร รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

เมื่อหวนรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งของประเทศไทย ในวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2495 เวลา 17.45 นาฬิกา ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต วันสำคัญนั้นคือวันประสูติของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ เทเวศรธำรงสุบริบาล อภิคุณูประการ มหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณสวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร

พระนานของพระราชโอรสพระองค์นี้ทรงได้มาจากการผูกดวงพระชะตา และถวายพระนามโดยสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระมหาวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชหัตถเลขา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระสังฆราชทรงขนานพระนามให้พระราชโอรส

ครั้นเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าพระราชโอรสพระองค์นี้เจริญพระชนม์ครบ 20 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีสถาปนาเฉลิมพระนามาภิไธยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2515 ทรงมีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิติยสมบูรณสวางควัฒน์ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดชจักรีนเรศยุพราชวิสุทธิ สยามมกุฎราชกุมา

ในวันมหามงคลนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงถวายสัตย์ปฏิญาณในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ดังนี้

“ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานกระทำสัตย์ปฏิญาณสาบานต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย เฉพาะพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์ เฉพาะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ท่ามกลางสันนิบาตนี้ว่า ข้าพเจ้าผู้เป็นสยามมกุฎราชกุมารจะรักษาเกียรติยศและอริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานไว้ด้วยชีวิต จะภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะซื่อสัตย์ต่อประชาชน จะปฏิบัติภาระหน้าที่ทุกอย่างโดยเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถ และโดยความเสียสละ เพื่อความเจริญสงบสุข และความมั่นคงไพบูลย์ของประเทศไทย จนตราบเท่าชีวิตและร่างกายจะหาไม่”

และเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร พระองค์นี้ก็ทรงรับพระราชภารกิจอันยิ่งใหญ่ของประเทศ นั่นคือทรงตอบรับการขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย

ขอสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ตะลอนเที่ยว : ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/246508

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

หมู่บ้านโผวเล้ง

นิมิตฺตํ สาธุรุปานํ กตญฺญูกตเวทิตา ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี

ความกตัญญูรู้คุณผู้มีพระคุณทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคล สัตว์ ต้นไม้ และดินฟ้าอากาศ รวมถึงการตอบแทนพระคุณของผู้มีพระคุณทั้งปวง เป็นสิ่งประเสริฐที่บุคคลสมควรจักต้องประพฤติปฏิบัติเป็นประจำและสม่ำเสมอ ผู้ใดมีความกตัญญูกตเวที ผู้นั้นจะประสบแต่ความสุขความเจริญ มีชีวิตที่ราบรื่น แม้ในยามที่ต้องตกทุกข์ได้ยาก แต่ความทุกข์ความยากทั้งหลายก็จะผ่านพ้นไปด้วยผลของความกตัญญูรู้บุญคุณต่อผู้มีพระคุณ

นี่คือคำอบรมสั่งสอนของปู่ย่าตายาย และบรรพบุรุษของคนไทย รวมถึงบรรพชนของคนจีนผู้ซึ่งเข้ามาทำมาหากินอยู่บนพระราชอาณาจักรไทยตั้งแต่ครั้งโบราณกาล และยังได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสัมภารของพระเจ้าแผ่นดินไทยตั้งแต่ครั้งดึกดำบรรพ์จวบจนปัจจุบัน

ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านล่วงเลยมานานกี่ร้อยปี แต่คำสอนที่ทรงคุณค่านี้ก็ยังคงถูกอบรมปลูกฝัง และถูกกล่อมเกลาให้เหล่าลูกหลานไทย และจีน ให้รู้สึกซาบซึ้งในคำสอนนี้เสมอมา

พิธีเปิดศาลบรรพชนตระกูลแซ่เตียว เมืองโผวเล้ง ซัวเถา

แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่คนยุคนี้บางกลุ่มบางจำพวกกลับจงใจละเลยและหลงลืมเรื่องความกตัญญูกตเวทีไปจนหมดสิ้น บางคนอาจจะคิดเอาเองด้วยความเข้าใจผิดว่า เรื่องสำคัญเช่นนี้เป็นเรื่องล้าหลังงมงาย โดยอ้างว่า ยุคสมัยนี้ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องของผลประโยชน์ต่างตอบแทน โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องของบุญคุณของผู้มีพระคุณ หรือบางคนก็อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าความกตัญญูกตเวทีเป็นเรื่องของระบบอุปถัมภ์แบบเล่นเส้นเล่นสาย เล่นพรรคเล่นพวก ซึ่งล้วนเป็นความเข้าใจที่ไม่ตรงกับสาระสำคัญของความกตัญญูรู้คุณ

เมื่อพูดถึงเรื่องกตัญญูกตเวที และความซื่อสัตย์ต่อผู้มีพระคุณแล้ว ก็ทำให้นึกถึงละครเวทีเรื่อง ลอดลายมังกร ที่กำลังแสดงอยู่ที่โรงละครรัชดาลัยเธียเตอร์ในขณะนี้ ซึ่งเป็นผลงานการกำกับการแสดงของ ถกลเกียรติ วีรวรรณ

พิธีเปิดศาลบรรพชนตระกูลแซ่เตียว เมืองโผวเล้ง ซัวเถา

เนื้อเรื่องย่อมีอยู่ว่า อาเหลียง ชายชาวจีนซึ่งอพยพมาจากเมืองซัวเถา ประเทศจีน เพื่อเข้ามาทำมาหากินแบบหนักเอาเบาสู้ โดยเน้นการทำงานสุจริตทุกชนิดบนผืนแผ่นดินไทย อาเหลียงมีความฝันว่า สักวันหนึ่งจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม และจะต้องสร้างเนื้อสร้างตัวให้มีฐานะที่ดีขึ้น เขาจึงทำงานสุจริตทุกชนิดด้วยความมุ่งมั่นอย่างจริงจัง จากชีวิตของกรรมกรรับจ้างแบกหาม ก็ค่อยๆ ขยับขึ้นสู่การเป็นลูกจ้างในร้านกาแฟ แล้วในที่สุดก็ได้เป็นเจ้าของกิจการใหญ่โตหลากหลายชนิด

คุณธรรมประจำใจของอาเหลียงคือความกตัญญูรู้คุณ และความซื่อสัตย์สุจริต แต่ถึงแม้ในชีวิตของอาเหลียงจะต้องประสบกับปัญหาที่หนักหนาสาหัสในบางครั้งบางช่วง แต่เขาก็สามารถเอาตัวรอดมาได้ทุกครั้ง จบจนกระทั่งบั้นปลายของชีวิตที่สามารถผ่านพ้นเรื่องร้ายๆ ไปได้ด้วยดี

หลายคนอาจจะนึกเพียงว่า นี่คือเรื่องราวจากบทละคร ที่คงจะหาความจริงได้ยากเย็นในสังคมนี้ แต่ Mr.Flower ขอยืนยันว่า ละครเรื่องนี้สะท้อนความเป็นจริงอย่างมากและอย่างเป็นรูปธรรมของลูกหลานจีนที่เข้ามาทำมาหากินบนแผ่นดินไทย เพราะคนเหล่านี้ต่างประสบความสำเร็จอย่างงดงามในชีวิต จนบางคนเป็นมหาเศรษฐีบนแผ่นดินไทย

พิธีเปิดศาลบรรพชนตระกูลแซ่เตียว เมืองโผวเล้ง ซัวเถา

สิ่งหนึ่งที่บุคคลผู้มีตัวตนจริง (ซึ่งเป็นชาวจีนจากเมืองโผวเล้ง จากซัวเถา จากสายตระกูลแซ่เตียว) ยืนยันกับ Mr.Flower คือ ชีวิตนี้
จะหาความเจริญรุ่งเรืองและความร่มเย็นเป็นสุขไม่ได้เลย หากขาดความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณทั้งหลาย ต่อบรรพบุรุษ ต่อแผ่นดิน
ถิ่นกำเนิด และต่อพระเจ้าแผ่นดินไทยผู้ทรงพระมหากรุณาธิคุณ และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตในการทำมาหากิน ต้องไม่คดในข้องดในกระดูก และต้องยึดมั่นในหลักคุณงามความดีอย่างเคร่งครัดตลอดเวลา หากบุคคลใดยึดมั่นและถือปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวอย่างเที่ยงตรงแล้ว รับรองว่าชีวิตจะประสบแต่ความสุขความเจริญและความดีงามตลอดไป

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ Mr. Flower จึงนำเอาภาพการแสดงละครเวทีเรื่องลอดลายมังกร มาผสมกับภาพชีวิตจริงของลูกหลานไทยเชื้อสายจีน จากสายตระกูลแซ่เตียว ที่ไปทำพิธีบูรณะและเปิดศาลบรรพบุรุษ ณ เมืองโผวเล้ง ซัวเถา เมื่อช่วงวันที่ 20 พฤศจิกายน

หมายเหตุ ละครเวทีเรื่องลอดลายมังกร เปิดการแสดงจนถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2559 จองบัตรชมการแสดงได้ที่ ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ 02-2623456

ละครลอดลายมังกร

ตะลอนเที่ยว : นักท่องเที่ยวจีนยังคงรัก (การเดินทางท่องเที่ยว) เมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/245452

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

รายได้ของประเทศไทยที่เกิดมาจากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ นับได้ว่ามีนัยสำคัญอย่างมากกับการหาเงินตราเข้าสู่ประเทศ ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งรายได้แล้ว การท่องเที่ยวยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้มาเยือนกับผู้เป็นเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวประทับใจในการเดินทางท่องเที่ยวในสถานที่แห่งใดแล้ว เขาก็มักจะกลับไปบอกเล่าความประทับใจให้กับเพื่อนฝูง คนใกล้ชิด และญาติพี่น้อง ซึ่งเท่ากับเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ประเทศ และแหล่งท่องเที่ยวของประเทศนั้นๆ ไปโดยปริยาย (แต่ตรงกันข้าม หากนักท่องเที่ยวรู้สึกไม่ดีกับแหล่งท่องเที่ยวที่ไปเยือนแล้ว เขาก็จะนำความเลวร้ายที่ได้รับไปเผยแพร่ต่อๆ ไปเช่นกัน)

สำหรับประเทศไทย พบว่ามีตัวเลขรายได้รวมจากการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2559 สูงถึง 571,681.93 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 11.89 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2558) โดยมีนักท่องเที่ยงต่างชาติ 7,553,011 คน (เพิ่มขึ้น 8.23 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2558)นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเที่ยวในไทยมากที่สุดคือจีน เพิ่มขึ้น 13.38 เปอร์เซ็นต์ ตามมาคือจากภูมิภาคยุโรปเพิ่มขึ้น 10.67 เปอร์เซ็นต์ และนักท่องเที่ยวจากอาเซียนเพิ่มขึ้น 6.34 เปอร์เซ็นต์

ส่วนไตรมาส 3 ของปี 2559 คาดการณ์ว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะสูงถึง 6 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2558) โดยรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 394 ล้านบาท และคาดว่าตลอดปี 2559 จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 33 ล้านคน

จากการที่ Mr.Flower ไปร่วมสังเกตการณ์ในงานส่งเสริมการขายสินค้าทางการท่องเที่ยวของจีน ชื่องานว่า China International Travel Mart 2016 (CITM 2016) ที่จัด ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 11-13 พฤศจิกายน แล้วได้พบว่าประเด็นการท่องเที่ยวภายในจีนนับได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่คนจีนและรัฐบาลจีนให้ความสำคัญค่อนข้างมาก

ส่วนฝ่ายรัฐบาลไทย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร และผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายยุทธศักดิ์ สุภสรก็ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวกับจีนอย่างมากเช่นกัน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการการท่องเที่ยวยืนยันว่า รัฐบาลไทยและคนไทยยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวจากจีนตลอดเวลา และพยายามขจัดปัญหาและอุปสรรคที่ขัดขวางการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกันให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว รัฐบาลไทยมุ่งเน้นให้นักท่องเที่ยวจีนทุกคนได้รับความประทับใจสูงสุดในการเดินทางเข้ามาเที่ยวในไทย และอยากให้ได้เรียนรู้และสัมผัสกับประสบการณ์ดีๆ ในประเทศไทย โดยรัฐบาลไทยได้เข้มงวดกับการขจัดปัญหาการหลอกลวงนักท่องเที่ยวให้หมดไป ทั้งนี้ รมว. กระทรวงท่องเที่ยวฯ ยังได้ตอบคำถามเรื่องการยกเว้นวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีนว่า เรื่องนี้คงต้องนำไปหารือร่วมกันในคณะรัฐมนตรีก่อน เพราะไม่สามารถเร่งรีบตัดสินใจได้ เนื่องจากมีปัจจัยด้านความมั่นคงของประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ก็ยังคงมั่นใจว่าในปี 2559 นี้ นักท่องเที่ยวชนิดที่มีคุณภาพจากจีนจะเดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทยประมาณ 9 ล้านกว่าคน และจะสร้างรายได้ให้ประเทศประมาณ 460 ล้านบาท

ขณะเดียวกันในงานนี้ ผู้ว่าฯการททท. ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อส่งเสริมการตลาดด้านการท่องเที่ยวกับนายหลี่ เส้า หัว ผู้บริหารระดับสูง (CEO) ของบริษัท Alitrip (บริษัทในเครือ Alibaba Group ของ Jack Ma) โดยการลงนามครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมการค้าขายด้านธุรกิจท่องเที่ยวและบริการด้านการท่องเที่ยวของไทยผ่านระบบ Social Media ในหมู่ชาวจีนได้สะดวกและง่ายดายขึ้น เพราะในปัจจุบันคนจีนใช้บริการผ่านระบบ Social Media เป็นจำนวนหลายร้อยล้านคน

ในงานนี้ มีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและบริการการท่องเที่ยวจากประเทศไทยจำนวน 50 บริษัทไปร่วมเจรจาซื้อขายภายในงานด้วย โดยผู้ประกอบการเหล่านี้มาจากธุรกิจโรงแรม 22 บริษัท ธุรกิจนำเที่ยว 16 บริษัท สายการบิน2 บริษัท ธุรกิจด้านการบันเทิง 7 บริษัท สนามกอล์ฟ 1 บริษัท ร้านอาหาร 1 บริษัท และผู้ให้บริการด้าน Online Travel Agent 1 บริษัท โดยภาคเอกชนหลายรายที่ไปร่วมงานนี้ได้ให้ความเห็นกับ Mr. Flower ว่าตลาดจีนเป็นตลาดใหญ่ และเป็นตลาดหลักในด้านการท่องเที่ยว เป็นประเทศที่อยู่ใกล้กับไทยค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับตลาดจากยุโรป และสหรัฐอเมริกา และที่สำคัญคือจีนมีประชากรเกือบ 1,500 ล้านคน หากนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มคุณภาพเข้าไปท่องเที่ยวไทยเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ก็จะทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากคนกลุ่มนี้อย่างน่าพอใจ

ส่วนผู้ประกอบการด้านธุรกิจท่องเที่ยวของจีนและคนจีนกลุ่มหนึ่งที่เข้าไปร่วมงานนี้ ได้ให้ความเห็นกับ Mr.Flower ว่า ประเทศไทยเป็นที่รับรู้และรู้จักในหมู่คนจีนเป็นอย่างดี เพราะสายสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติของคนไทยกับคนจีนมีมายาวนานและแนบแน่นมาก คนจีนจึงรู้สึกคุ้นเคยกับประเทศไทยมากกว่าประเทศทางแถบยุโรปหรือสหรัฐ แถมการเดินทางจากจีนไปเที่ยวไทยก็ไม่ต้องใช้เวลายาวนานเหมือนกับการเดินทางไปยุโรป ดังนั้นไทยจึงเป็นดินแดนในฝันของชาวจีนจำนวนมาก แต่สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวจีนต้องการก็คือ การปฏิบัติกับนักท่องเที่ยวอย่างอบอุ่นและให้เกียรติ และขอให้นำเสนอบริการด้านการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพกับนักเที่ยวของจีน อย่าคิดเพียงว่า เป็นคนจากประเทศจีนแล้วจะให้บริการที่ด้อยกว่าการให้บริการกับนักท่องเที่ยวจากยุโรป ส่วนปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญนั้น เป็นปัญหาที่ต้องร่วมกันแก้ไขไปพร้อมๆ กันระหว่างผู้ประกอบการของไทยกับของจีน เพราะเรื่องนี้ส่งผลกระทบด้านลบต่อทุกฝ่าย

ส่วนคำพูดทิ้งท้ายที่แสนประทับใจจากคนจีนที่มีต่อไทยคือ เมืองไทยกับเมืองจีนใกล้ชิดกันมานาน คนไทยและคนจีนเปรียบเหมือนพี่น้องกัน คนจีนจำนวนไม่น้อยอพยพไปทำมาหากินอยู่ในเมืองไทยมาตั้งแต่โบราณกาล จนแต่งงานและสร้างครอบครัวด้วยกัน และที่สำคัญคือคนจีนที่รู้จักเมืองไทยค่อนข้างดี ต่างก็รักพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ของไทยอย่างมาก คนจีนที่รักพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จึงอยากไปกราบถวายบังคมพระบรมศพของพระองค์ท่านด้วย เพราะพระองค์ท่านเปรียบเสมือนเทวดาจากสรวงสวรรค์

 

ตะลอนเที่ยว : แรงบันดาลใจจากสมเด็จย่า แม่ฟ้าหลวงของปวงไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/243344

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เชียงราย

เกียรติยศไม่ได้มาด้วยชาติกำเนิด แต่เกิดจากการกระทำ

Not noble by birth, yet noble by deeds.

ข้อความนี้ปรากฏอยู่ในหอแห่งแรงบันดาลใจ ดอยตุง 

หอแห่งแรงบันดาลใจแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อนำเสนอพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของสมาชิกสายราชสกุลมหิดลทั้ง 5 พระองค์ คือ สมเด็จพระราชบิดา สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก สมเด็จพระราชชนนี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

คณะผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า (จำนวน 30 คน) ซึ่งร่วมในทริป “ไหว้สาสมเด็จย่า แม่ฟ้าหลวง” (ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม ถึง 1พฤศจิกายน) โดยได้ไปเยี่ยมชมหอแห่งแรงบันดาลใจเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม


พระแก้วมรกต องค์จำลอง วัดพระแก้ว เชียงราย

ผู้ร่วมทริปทุกคนบอกตรงกันว่า เรื่องราวที่ถ่ายทอดอยู่ในหอแห่งแรงบันดาลใจสุดแสนซาบซึ้งและกินใจเป็นที่สุด โดยเฉพาะการบอกเล่าถึงพระราชประวัติของสมเด็จย่า ตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ และยังแสดงให้เห็นถึงวิธีการที่สมเด็จย่าทรงเลี้ยงดูอภิบาลพระธิดา และพระโอรส ทั้งสามพระองค์ จนทำให้คนไทยได้มีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

นอกจากนี้ เนื้อหาในหอแห่งแรงบันดาลใจยังนำเสนอพระราชกรณียกิจของสมาชิกราชสกุลมหิดลในทุกแง่มุม โดยเฉพาะการที่ทรงทุ่มเทพระกำลัง และพระสติปัญญาอย่างยิ่งยวดเพื่อขจัดปัดเป่าปัญหาสังคมต่าง ๆ นานาให้บางเบา และหมดสิ้นไปจากสังคมไทย

ในทริปนี้ คณะของเราทุกคนยังได้ไปกราบถวายสักการะพระฉายาลักษณ์สมเด็จย่า ณ ห้องโถงใหญ่ หรือห้องเพดานดาว ในพระตำหนักดอยตุงด้วย และในห้องนี้เองที่ทุกคนถึงกับน้ำตาเอ่อล้นออกมาด้วยความคิดถึงพระองค์ท่าน เมื่อยามที่หมอบกราบถวายสักการะพระฉายาลักษณ์ซึ่งประดิษฐานไว้ ณ จุดที่สมเด็จย่าเคยประทับ


อุโบสถวัดพระแก้ว เชียงราย

เมื่อกราบถวายสักการะสมเด็จย่าเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็เดินไปกราบถวายความเคารพที่ห้องพระบรรทมของพระองค์ท่าน ซึ่งห้องพระบรรทมนี้ทำให้ทุกคนได้ประจักษ์ในความเรียบง่ายและความสมถะของพระองค์ท่าน

คณะของเรายังได้ไปชมความงามของสวนแม่ฟ้าหลวง และได้ขึ้นไปเดินบนเรือนยอดไม้ภายในสวนแม่ฟ้าหลวงด้วย เรือนยอดไม้เป็นทางเดินที่ทำเชื่อมระหว่างต้นไม้ภายในสวน ซึ่งระหว่างทางเดินก็จะได้ชมความเขียวขจีของต้นไม้นานาชนิด รวมถึงไร่กาแฟ และพันธุ์ไม้อื่น ๆ ด้วย  ทางเดินเรือนยอดไม้มีความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 30 เมตรจากพื้นดิน (โดยจุดที่สูงที่สุดประมาณ 35-36 เมตร)

การไปไหว้สาแม่ฟ้าหลวงในครั้งนี้ นอกจากจะได้ไปท่องเที่ยวตามสถานที่สำคัญมากมายแล้ว คณะของเรายังนำอาหารแห้ง อาหารกระป๋อง เสื้อผ้า เครื่องใช้ มุ้ง ผ้าเช็ดตัว กางเกงใน ถุงเท้า และยาสามัญประจำบ้านไปมอบให้ทหารชายแดน ณ ค่ายดอยช้างมูบ (ดอยช้างมูบอยู่ชายแดนไทยกับเมียนมา) นอกจากมอบของให้ทหารชายแดนแล้ว คณะของเราได้มอบเสื้อผ้า เครื่องเขียน สมุด หนังสือ และเครื่องกีฬาให้กับนักเรียนบนดอยอีกด้วย (โดยมอบผ่านเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ซึ่งให้การดูแลโรงเรียนบนดอย 8 แห่ง)


พระธาตุดอยตุง เชียงราย

ส่วนสถานที่อื่น ๆ ที่คณะของเราไปเยี่ยมชมในทริปนี้คือ วัดพระแก้ว เชียงราย, เสาสะดือเมืองเชียงราย (หรือเสาหลักเมือง), วัดพระธาตุจอมทอง, วัดร่องขุ่น, พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนเม็งราย (พญามังราย), พระธาตุดอยตุง, สถานีวิจัยชาน้ำมัน (โครงการในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี), พระธาตุผาเงา, เมืองโบราณเชียงแสน, วัดป่าสัก, วัดเจดีย์หลวง, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, พิพิธภัณฑ์หอฝิ่น สามเหลี่ยมทองคำ, โครงการจันกะผัก (ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าแปลงสวนผักในโครงการของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี), โรงงานทอผ้า โรงงานผลิตกระดาษสา,โรงงานผลิตกาแฟสำเร็จรูป และโรงงานผลิตเซรามิก ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง รวมถึงวัดห้วงปลากั้ง

สำหรับที่พักสุดวิเศษของพวกเราในทริปนี้คือ ดอยตุงลอดจ์ หรือบ้านต้นน้ำ ซึ่งเป็นของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง (หลายคนบอกตรงกันว่าจองที่พักของดอยตุงลอดจ์ได้ยากมาก สาเหตุที่จองยากก็เพราะมีห้องพักจำกัด) และที่หลายคนบอกว่าประทับใจมากไม่แพ้กับการได้พักที่ดอยตุงลอดจ์คือ การรับประทานอาหารมื้อพิเศษของดอยตุงลอดจ์ ทุกคนชมว่าอาหารอร่อยมาก รสชาติดีเลิศ ผักและผลไม้ก็แสนสด และสุดสะอาด ทำให้ประทับใจมาก แถมมารยาทของพนักงานของดอยตุงลอดจ์ ก็สุภาพเรียบร้อย ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มทุกคน

ทุกคนบอกตรงกันว่าอยากจะขึ้นไปพักที่ดอยตุงลอดจ์อีก และอยากจะใช้เวลาให้มากและนานที่สุดบนดอยตุง อยากเดินชมสวนแม่ฟ้าหลวงทั้งวัน และหลายคนยืนยันตรงกันว่า ในอนาคตอันใกล้นี้จะกลับไปดอยตุงอีก

(หมายเหตุ หากคุณผู้อ่านสนใจจะร่วมบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ และอาหารแห้ง รวมถึงยาสามัญประจำบ้านให้กับทหารชายแดนที่ปฏิบัติหน้าที่บนดอยช้างมูบ และประสงค์จะบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ เสื้อผ้า เครื่องเขียน เครื่องกีฬา ให้นักเรียนบนดอยที่อยู่ในความดูแลของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง กรุณาติดต่อ Mr. Flower ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091- 7233615 หรือถ้าหากต้องการไปเที่ยวกับคณะของ Mr. Flower ก็สามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์เดียวกันนี้)


เจดีย์วัดป่าสัก อ.เชียงแสน เชียงราย


พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนเม็งราย


หอพระเจ้าล้านทอง ม. แม่ฟ้าหลวง


มอบของให้ทหารค่ายดอยช้างมูบ เชียงราย

 

ตะลอนเที่ยว : พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/242282

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทถือได้ว่าเป็นพระที่นั่งองค์ประธานในหมู่พระมหาปราสาท ในเขตพระราชฐานชั้นกลาง (เขตพระราชฐานชั้นกลางนับตั้งแต่ประตูพิมานไชยศรีถึงประตูสนามราชกิจ) ในพระบรมมหาราชวังของกรุงรัตนโกสินทร์ พระที่นั่งองค์นี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทและมีพระที่นั่งพิมานรัตยา พระปรัศว์ซ้าย พระปรัศว์ขวา และเรือนบริวาร(เรือนจันทร์) ต่อเนื่องทางด้านหลัง เพื่อเชื่อมกับเขตพระราชฐานชั้นใน

พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทได้รับการยกย่องว่าเป็นสถาปัตยกรรมชั้นเอกองค์หนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ โดยจุดสำคัญที่ได้รับการกล่าวขานมากเป็นพิเศษคือเรือนยอดพระมหาปราสาท หรือกุฎาคาร ที่มีรูปทรงถูกต้องตามแบบศิลปะชั้นยอดทุกประการ พระที่นั่งองค์นี้เป็นพระที่นั่งแบบหนึ่งชั้น เป็นสถาปัตยกรรมแบบทรงปราสาทจตุรมุข ด้านทิศเหนือมีมุขเด็จยื่นออกมา ทำเป็นพระที่นั่งก่ออิฐถือปูนฐานสูง 2.85 เมตร ชั้นล่างเป็นเชิงฐาน ถัดไปเป็นฐานสิงห์และฐานเชิงบาตรสองชั้น หลังคาเป็นยอดทรงปราสาทประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้ง ส่วนคันทวยมีลักษณะเป็นพญานาค 3 หัว ที่หน้าบันจำหลักรูปพระนารายณ์ทรงสุบรรณ ล้อมรอบด้วยลายกนกเทพพนม มุมยอดปราสาททั้ง 4 มุม เป็นรูปพญาครุฑ หน้าบันจำหลักรูปพระนารายณ์ทรงสุบรรณ ไขรารอบพระมหาปราสาทเป็นรูปครุฑยุดนาครองรับ

ภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทประดิษฐานพระแท่นองค์ต่างๆ ไว้ ดังนี้

พระที่นั่งบุษบกมาลา เป็นพระแท่นสำหรับประดิษฐานพระสยามเทวาธิราช เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จออกมหาสมาคม เนื่องในวโรกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี (พ.ศ. 2525)

พระแท่นราชบัลลังก์ประดับมุก เป็นพระแท่นสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป

พระแท่นราชบรรจถรณ์ประดับมุก พระแท่นองค์นี้สร้างในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ภายในประดิษฐานปูชนียวัตถุสำหรับในพระราชพิธีสำคัญ

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2332 ณ ตำแหน่งที่ตั้งเดิมของพระที่นั่งอินทราภิเษกมหาปราสาท อันเคยเป็นพระที่นั่งที่ทรงใช้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แล้วในกาลต่อมาได้ถูกฟ้าผ่า และเกิดเพลิงไหม้องค์พระที่นั่งจนหมดสิ้น โดยรัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ โดยให้องค์พระที่นั่งมีขนาดสูงใหญ่เท่ากับพระที่นั่งสุริยามรินทร์ในพระบรมมหาราชวังของกรุงศรีอยุธยา

ครั้นเมื่อสร้างพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จออกว่าราชการ ณ ท้องพระโรง นอกจากนั้นในระหว่างรัชสมัยของพระองค์ เมื่อพระบรมวงศ์ชั้นสูงซึ่งเป็นฝ่ายในบางพระองค์สิ้นพระชนม์ ก็โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระศพบนพระที่นั่งนี้ เช่น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุนทรเทพ เป็นต้น แล้วครั้นเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตก็ได้อัญเชิญพระบรมศพไปประดิษฐานไว้ ณ พระมหาปราสาทองค์นี้ จึงกลายเป็นธรรมเนียมของราชสำนักที่จะประดิษฐานพระบรมศพสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า สมเด็จพระอัครมเหสี และพระบรมศพพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงบางพระองค์ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานด้วย

หากนับย้อนไปตั้งแต่ พ.ศ. 2489 พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทได้ประดิษฐานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร(รัชกาลที่ 8) สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และในปัจจุบันได้ประดิษฐานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

อย่างไรก็ตาม เมื่อครั้งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เมื่อ พ.ศ. 2454 ส่วนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีในการพระราชกุศลต่างๆ ด้วย อาทิ พระราชพิธีฉัตรมงคล (พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า) ในวันที่ 5 พฤษภาคม ของทุกปีที่ผ่านมา

ส่วนในยุครัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะพระมหามณเฑียร ก็ได้เสด็จมาประทับ และเสด็จออกว่าราชการ ณ ที่พระที่นั่งองค์นี้เช่นเดียวกับในสมัยรัชกาลที่ 1 และเคยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นที่ชุมนุมสงฆ์เพื่อทำสังคายนาพระไตรปิฎกด้วย

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อมีการพระราชพิธีต่างๆ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดมุขเหนือ มุขตะวันออก และมุขตะวันตกเป็นท้องพระโรง สำหรับฝ่ายหน้า จัดมุขใต้สำหรับฝ่ายใน แล้วเสด็จขึ้นประทับที่พระบัญชรบุษบกมาลา ซึ่งตั้งอยู่กลางผนังด้านทิศใต้ ที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใหม่ เพื่อเป็นที่เสด็จออกให้พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท นอกจากนั้นยังโปรดเกล้าฯ ให้ทำฉากลงรักปิดทองเป็นภาพพิธีอินทราภิเษก เพื่อกั้นมุขใต้แทนพระวิสูตร (ม่าน)

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยเป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 4 รัชกาลก่อนอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนหน้าที่จะสร้างพระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาทเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปดังกล่าว

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จเฉลิมราชมณเฑียร ณ พระมหาปราสาทนี้ เมื่อ พ.ศ. 2465 โปรดเกล้าฯ ตั้งพระแท่นบรรทมที่มุขด้านทิศตะวันออก แล้วจึงโปรดเกล้าฯ ให้ต่อเติมห้องสรงขึ้นที่มุมพระมหาปราสาท ระหว่างมุขตะวันออกกับมุขใต้

ส่วนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีในการพระราชกุศลต่างๆ ด้วย อาทิ พระราชพิธีฉัตรมงคล (พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า) ในวันที่ 5 พฤษภาคม ของทุกปี และเมื่อครั้งที่กรุงรัตนโกสินทร์มีอายุครบ 200 ปี พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระสยามเทวาธิราชจากพระที่นั่งไพศาลทักษิณมาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งบุษบกมาลา ที่มุขเด็จของพระที่นั่งองค์นี้ เพื่อให้ประชาชนได้เข้ากราบสักการะ

นอกจากนี้ ที่มุขเด็จของพระมหาปราสาทนั้น พระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ได้เสด็จออกให้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เนื่องในวโรกาสต่างๆ หรือบางครั้งใช้เป็นที่ประดิษฐานปูชนียวัตถุสำคัญ เช่น ในสมัยรัชกาลที่ 1 เสด็จออกให้เจ้าประเทศราชเข้าเฝ้าฯ โดยเสด็จประทับเหนือพระที่นั่งบุษบกมาลา ซึ่งตั้งอยู่กลางมุข ส่วนเจ้าประเทศราชหมอบเฝ้าฯ อยู่ ณ ท้องพระลานเบื้องหน้าพระพักตร์ นอกจากนั้น ในรัชกาลต่อมา ณ มุขเด็จแห่งนี้ได้ใช้เป็นที่เสด็จออกมหาสมาคมในงานพระราชพิธี หรือโปรดเกล้าฯ ให้ประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในโอกาสสำคัญ

ตะลอนเที่ยว : รูปที่มีทุกบ้าน : พ่อของแผ่นดินไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/241306

วันอาทิตย์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ก่อนนอนทุกคืน คนไทยจำนวนมาก (โดยเฉพาะผู้นับถือพุทธศาสนา) จะสวดมนต์ ไหว้พระ แล้วกราบพระพุทธรูป พร้อมๆ กันนั้นก็จะกราบพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทุกครั้ง

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นประดุจดั่งพระ และเทวดาของคนไทยทุกคน คนไทยต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่แผ่ไพศาลปกเกล้าปกกระหม่อมพสกนิกรไทยให้มีชีวิตที่ร่มเย็นเป็นสุขมายาวนานถึง 7 ทศวรรษ

คงจะไม่เกินเลยไปที่จะบอกว่า บ้านทุกหลังในประเทศไทยล้วนแล้วแต่มีรูปของในหลวงติดอยู่ในบ้าน และเป็นรูปที่เราคนไทยทุกคนเห็นจนชินตามาตั้งแต่เด็กจนแก่ และรูปนี้ก็จะยังคงติดอยู่ในบ้านของเราตลอดไป แม้วันนี้พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตแล้วก็ตาม แต่ยืนยันได้ว่าบ้านของคนไทยจะไม่มีวันปราศจากรูปของในหลวง องค์พระเจ้าอยู่หัวที่คนไทยเคารพรักอย่างสูงสุดจนไม่สามารถหาที่เปรียบประมาณได้

ตั้งแต่เล็กยังเคยได้ถามแม่ว่า บนข้างฝาบ้านเรานั่นติดรูปใคร
ที่แม่คอยบูชาประจำ ก่อนนอน ทุกคืน จะต้องไหว้
แม่ตอบว่า ให้กราบรูปนั้นทุกวัน ท่านเป็นเทวดา ที่มีลมหายใจ
ที่เรายังพอมีกินอย่างวันนี้ ท่านดูแลคนไทยมานานเหลือเกิน ให้จำไว้
เป็นรูปที่มีทุกบ้าน จะรวยหรือจน หรือว่าจะใกล้ไกล
เป็นรูปที่มีทุกบ้าน ด้วยความรัก ด้วยภักดี ด้วยจิตใจ
เติบโตมากี่สิบปีที่ผ่าน ภาพที่เห็นคือท่านทำงานทุกวัน
เมื่อไหร่เราทำอะไรที่เกิดท้อ แค่มองดูรูปบนข้างฝา จะได้กำลังใจ จากรูปนั้น
เป็นรูปที่มีทุกบ้าน จะรวยหรือจน หรือว่าจะใกล้ไกล
เป็นรูปที่มีทุกบ้าน ด้วยความรัก ด้วยภักดี ด้วยจิตใจ
จะขอตามรอยของพ่อ ท่องคำว่าเพียงและพอจากหัวใจ
เป็นลูกที่ดีของพ่อ ด้วยความรัก ด้วยภักดี
จะขอตามรอยของพ่อ ท่องคำว่าเพียงและพอจากหัวใจ
เป็นลูกที่ดีของพ่อ ด้วยความรัก ด้วยภักดีตลอดไป

(เพลง รูปที่มีทุกบ้าน บทเพลงเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ประพันธ์คำร้องโดยนิติพงษ์ ห่อนาค ทำนองโดย อภิไชย เย็นพูนสุข เรียบเรียงเสียงประสานโดย วีรภัทร์ อึ้งอัมพร ขับร้องโดย ธงไชย แมคอินไตย์)

(หมายเหตุ ขอบคุณภาพวาดพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์จากศิลปินรายหนึ่งที่วาดภาพชุดนี้ ซึ่งปรากฏอยู่ใน social media อย่างแพร่หลายในระยะนี้ ผู้เขียนขออนุญาตอัญเชิญพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ชุดนี้มาแสดงในคอลัมน์นี้ ทั้งนี้ผู้เขียนพยายามติดตามหาเจ้าของผลงานเพื่อขออนุญาตนำผลงานมาตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ แต่ไม่สามารถหาตัวผู้เป็นเจ้าของได้)