ตะลอนเที่ยว : กราบถวายบังคมแทบพระบาท พระบรมนาถบพิตรของปวงไทย : ขอเป็นข้ารองบาท ทุกชาติไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/240248

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐของปวงพสกนิกรไทย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เสด็จสวรรคตแล้ว เมื่อเวลา 15.52 นาฬิกา วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ข่าวร้ายสุดประมาณนี้ ทำให้คนไทยทั่วทั้งแผ่นดินไทยผู้จงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน รวมถึงคนไทยในต่างแดนผู้จงรักภักดีต่อพระองค์ท่านต่างรู้สึกเสียขวัญ ใจหาย และเศร้าสลดจนสุดจะพรรณนาได้

ต่อแต่นี้ไป พสกนิกรไทยจะต้องอยู่โดยไม่มีพระผู้เปรียบประดุจร่มโพธิ์ร่มไทรพระองค์นี้ปกเกล้าปกเกศให้ร่มเย็นเป็นสุขอีกต่อไปแล้ว

เสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่วทั้งแผ่นดินไทยในยามนี้แล้วความทุกข์ระทมในจิตใจของพสกนิกรไทยก็บังเกิดขึ้น อันเนื่องมาจากความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของแผ่นดินไทยในครั้งนี้

พระผู้เป็นดุจดั่งพ่อของแผ่นดินไทยเสด็จสู่สรวงสวรรค์แล้ว หลังจากที่พระองค์ท่านทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อพระราชกรณียกิจใหญ่หลวงอันยังความผาสุกให้กับพสกนิกรของพระองค์ท่านมาเนิ่นนานหลายทศวรรษ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของประชาชน จะประทับตราตรึงอยู่ในหัวใจพสกนิกรไทยไปตลอดกาลชั่วนิจนิรันดร์

ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป

คนไทยที่แท้ รู้ดีในหัวใจเรื่องราวอันมากมาย ที่ทรงได้ทำ

เหนื่อยแบกภาระ ผู้คนบนผืนดินได้มี และได้กิน มีความหวังงดงาม

บังคมกราบกราน ปฏิญาณตนจากใจ กี่ชาติที่เกิดไป จักขอตาม

ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป มอบชีวิต ด้วยกายและใจ

จะต้องเหนื่อยล้า โรยแรงเท่าไร จะขอจงรักภักดี

ราชาแห่งไหน ที่มีในนิทาน ที่เด็กเด็กเคยอ่าน อยู่สุขสันต์สวยงาม

ราชาแห่งนี้ ท่านทรงงานและงาน หลายสิบปีพ้นผ่าน ยังทรงสร้างทำบังคมกราบกราน ปฏิญาณตนจากใจ กี่ชาติที่เกิดไป จักขอตามขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป มอบชีวิต ด้วยกายและใจ

จะต้องเหนื่อยล้า โรยแรงเท่าไร จะขอจงรักภักดี ทุกชาติไป

ขอทรงยิ่งยืนยงชั่วฟ้า พลานามัยเกษมสำราญ
ขอทรงยิ่งยืนยงชั่วฟ้า ยิ่งยืนยิ่งยงชั่วกาล
ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป มอบชีวิต ด้วยกายและใจ

จะต้องเหนื่อยล้า โรยแรงเท่าไร จะขอจงรักภักดี
ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป มอบชีวิต ด้วยกายและใจ

จะต้องเหนื่อยล้า โรยแรงเท่าไร จะขอจงรักภักดี ทุกชาติไป

(อัสนี วสันต์ โชติกุล)

 

ตะลอนเที่ยว : พัทยา เมืองที่ไปแล้ว ก็ต้องไปอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/239144

วันอาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ช่วงนี้ฝนตกบ่อยมาก (ซึ่งก็ดี เพราะชุ่มฉ่ำ แต่บางที่ก็ฉ่ำเสียจนท่วม) แต่ถึงแม้ฝนจะตกหนักในบางวัน แต่พอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์นักท่องเที่ยวอย่างเราๆท่านๆ ก็ต้องมองหาแหล่งหย่อนใจเพื่อชาร์จแบตเตอรีเพิ่มพลังงานให้กับชีวิต

สำหรับคนจำนวนไม่น้อยที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ยามเมื่อถึงวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ ทุกครั้ง ผู้ซึ่งมีวิญญาณนักท่องเที่ยวก็ต้องเปลี่ยนที่กินที่นอนเพื่อสร้างสีสันให้กับชีวิต แต่จะให้ไปเที่ยวไกลๆ ในช่วงเวลาหยุดสั้นๆ ก็คงไม่สะดวกมากนัก ดังนั้นหลายคนก็จึงไปเที่ยวพัทยา

“ไปพัทยาอีกละ ไปทำไม มีอะไรให้เที่ยวเหรอ น่าเบื่อจะตาย น้ำทะเลก็ไม่น่าเล่น รถก็ติด” บางคนอาจจะบ่นเช่นนี้ แต่บางคนก็บอกว่า “พัทยานี่แหละดีไม่ไกลกรุงเทพฯ ไม่ต้องขับรถนานหลายชั่วโมง ไปนอนสักคืนสองคืนก็พอแล้ว ไปเดินเล่นริมชายหาด ไปนั่งและนอนมองทะเล ไปเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ อย่าคิดมากน่า ไปเถอะ”

เวลาพูดถึงพัทยา คุณคิดถึงอะไร?  Mr.Flower เชื่อว่าคุณรู้ดีว่าพัทยามีอะไรต่างๆ มากมายให้คุณเที่ยวชม คุณอาจจะไปแบบเช้ากลับเย็น หรือไปค้างคืนก็ได้ เพราะไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แต่หากคุณอยู่ไกลจากพัทยามากๆ ก็จำเป็นต้องค้างคืนแน่นอน

สำหรับคนที่ชอบความคึกคักครึกครื้นก็มักไปพัทยากลาง และพัทยาใต้ ส่วนคนที่ไม่ชอบความคึกคักมากนักก็ไปหาดจอมเทียน บางคนก็ไปเที่ยวเกาะล้าน เกาะครก เกาะสาก เกาะไผ่ ไปดำน้ำดูปะการัง บางคนก็บอกว่าไม่มีอะไรจะทำก็ไปช็อปปิ้งที่พัทยา แล้วก็หลบไปนั่งเก้าอี้ริมชายหาดใต้ร่มที่ริมทะเล เพื่อระลึกถึงวันวานที่ยังหวานอยู่ แต่บางคนบอกว่าชอบไปเดินถนนคนเดินยามค่ำ (walking street) ที่พัทยาใต้ เพราะติดใจแสงสีเสียงยามราตรี และก็แวะนั่งตามผับบาร์ หรือไม่ก็กินอาหารทะเลสดๆ (แต่ราคาก็ไม่ค่อยถูกเท่าไรนัก เพราะฉะนั้นต้องเลือกร้านให้ดี และเช็คราคาให้แน่ก่อนสั่งก็แล้วกัน)

แต่สำหรับช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Mr.Flower หลบไปนอนที่พัทยา ขอย้ำว่าไปเพื่อนอนจริงๆ เอางานเขียนไปทำ แล้วก็เอาหนังสือไปอ่าน
สองสามเล่ม ปรากฏว่าอ่านไม่จบ เพราะนอนเสียมากกว่าอ่าน หากจะถามว่าแล้วทำไมต้องไปนอนที่พัทยา ทำไมไม่นอนบ้าน ไปทำไม ไปเพื่อนอน นอนที่บ้านก็ได้

ก็ต้องตอบว่า นอนที่บ้านได้ครับ แต่ที่บ้านไม่มีทะเลให้ดู แต่พัทยามีครับ จึงเลือกไปนอนดูทะเลที่พัทยา

พัทยายามฝนตกก็น่ารักดีนะครับ นั่งมองฝนตกใส่น้ำทะเล นั่งมองดูเมฆฝนสีเข้มทะมึนกับท้องทะเลสีเข้มยามฝนตก บางทีสีของฟ้ากับน้ำก็กลืนเป็นเนื้อเดียวกัน แต่โดยส่วนมากแล้วฝนทะเลจะตกไม่นาน มาเร็วไปเร็ว ยกเว้นฝนตกหนักจนระบายไม่ทัน ก็ทำให้พัทยาถูกน้ำท่วมได้เหมือนกันครับ บางคนอาจงงว่าทำไมพัทยาซึ่งติดกับทะเล แต่ถูกน้ำท่วม ก็จะไม่ท่วมได้อย่างไรเล่าครับ ก็เล่นปลูกสร้างอาคารกีดขวางทางน้ำไหล น้ำลงทะเลไม่ได้ ก็ต้องท่วมสิครับ จริงไหม

Mr.Flower หลบไปนอนที่ Cape Dara พัทยาเหนือ ย้ำว่าไปเพื่อนอนจริงๆ เพราะไม่ได้ออกไปข้างนอกโรงแรมเลย ไปเพื่อนอนตื่นสาย
ตื่นแล้วก็นั่งมองวิวทะเล ลงไปกินข้าว เสร็จแล้วก็ขึ้นไปนอนต่อ (นี่คือเหตุผลที่ทำให้อ่านหนังสือไม่จบ เพราะนอนมากกว่าอ่าน) ไม่ได้ลงสระว่ายน้ำเลย แต่แอบไปเดินชายหาดหลังโรงแรมทุกเย็น ครั้นยามพอฝนตกก็รีบวิ่งขึ้นไปนั่งดูสายฝนที่ระเบียงห้องพัก ดูสายฝนสักพักก็นอน (อีกแล้ว)

ขอบอกว่าเป็นการชาร์จแบตเตอรีเพิ่มพลังงานให้กับชีวิตได้ดีจริงๆ ครับ เรียกได้ว่านอนกันจนหน้าบานเลยเชียวแหละ

อ้อ ในความเป็นจริงนั้น Mr.Flower ตั้งใจจะไปสำรวจตลาดการท่องเที่ยวพัทยาในยามที่ทัวร์ศูนย์เหรียญกำลังถูกกวาดล้างด้วย แต่เมื่อไปแล้วก็พบว่ายังคงมีทัวร์จีนในพัทยามากพอประมาณ แต่ผู้ขายของหลายรายในพัทยาบอกว่าลูกค้าจีนหายไปเยอะพอดู ส่วนโรงแรมบางแห่งก็บ่นว่าลูกค้าจีนหายไป แต่สำหรับโรงแรมมีมาตรฐานสากลก็บอกว่า ไม่กระทบกระเทือนอะไรเลย เพราะลูกค้าชาวจีนที่ไปใช้บริการเป็นลูกค้าที่ไม่ได้มากับทัวร์ศูนย์เหรียญ แต่เป็นชาวจีนที่มากับเป็นครอบครัว หรือแบบคู่ฮันนีมูนดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ (อย่างเช่นที่ Cape Dara) ซึ่งเท่าที่สังเกตเห็นก็จริงตามที่ได้รับการบอกเล่า เพราะคนจีนที่ไปพักใน Cape Dara เป็นกลุ่มหนุ่มสาวที่เพิ่งแต่งงานเป็นส่วนมาก

พัทยาถือได้ว่ายังคงมีเสน่ห์ตามแบบฉบับของพัทยา คือเป็นเมืองที่มีความหลากหลาย มีชีวิตกลางวัน และแสงสีในยามราตรี มีที่เงียบสงบสำหรับคนที่ชอบความสงบ มีน้ำทะเลให้ลงเล่น มีชายหาดให้เดินเล่นมีโลกใต้น้ำให้ดำดิ่งลงไปดู มีกีฬาทางน้ำสารพัดชนิดให้เลือกเล่น มีสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ นานา มีที่กินให้เลือกตามสไตล์ นี่แหละสีสันและความมีชีวิตของพัทยา

 

ตะลอนเที่ยว : ถือศีลกินเจ ชมเมืองเก่า เมืองภูเก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/238045

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กินเจ คืออะไร

บางคนอาจไม่เคยรู้ความหมายที่แท้จริงของการกินเจ แต่เข้าใจเพียงว่า กินเจก็แค่การไม่กินเนื้อสัตว์เท่านั้น แต่คนจีนที่เคร่งครัดกับประเพณีนี้อย่างมากเล่าให้ฟังว่า

คำว่าเจในภาษาจีนตามแนวคิดของฝ่ายพุทธศาสนาลัทธิมหายาน แปลว่า อุโบสถ การกินเจหมายถึงการไม่กินอาหารทุกชนิดหลังเวลา 12 นาฬิกาไปแล้ว จนถึงรุ่งเช้าวันใหม่ ซึ่งก็จะคล้ายกับแนวปฏิบัติของชาวพุทธในประเทศไทยที่ถือศีลแปด และในช่วงกินเจนั้นก็จะไม่บริโภคเนื้อสัตว์ ขณะเดียวกันก็จะเคร่งครัดกับการถือศีลปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ทั้งกาย วาจา และใจ พร้อมๆ กันไปด้วย เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ปฏิบัติธรรม และเพื่อลดละการฆ่าสัตว์เพื่อนำเนื้อของเขาไปบริโภค

เทศกาลกินเจเริ่มต้นในวันขึ้น 1 ค่ำ ถึงวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ทุกปี โดยปีนี้ตรงกับวันที่ 1-9 ตุลาคม

ช่วงกินเจนี้ เราจะพบว่ามีการปักธงพื้นสีเหลือง และมีอักษรจีนสีแดงเขียนไว้ ซึ่งเรียกธงเจหรือธงไจ มีความหมายว่า ไม่มีของคาว ธงนี้เป็นเครื่องบ่งบอกว่าในช่วงเวลากินเจนั้นเราจะไม่เบียดเบียนชีวิตสรรพสัตว์ตลอดเวลา 9 วัน 9 คืน

นอกจากนี้ผู้กินเจยังเชื่อว่าการกินเจเป็นการถวายสักการะแด่พระพุทธเจ้าในอดีตทั้ง 7 พระองค์ และถวายแด่พระโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ (ซึ่งอาจจะมีความหมายรวมไปถึงการบูชาดาวนพเคราะห์ด้วย) จึงงดเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตทั้งปวง โดยประกาศว่า จะงดเว้นการเอาชีวิตของสัตว์ทั้งหลายมาบำรุงชีวิตตน จะงดเว้นการเอาชีวิตของสัตว์มาเพิ่มเลือดให้ตน และงดเว้นการเอาชีวิตของสัตว์มาเพิ่มเนื้อให้ตน

เมื่อพูดถึงเทศกาลกินเจในเมืองไทยแล้ว หลายคนอาจจะนึกถึงการกินเจที่ภูเก็ต แต่บางคนอาจจะนึกถึงการกินเจในจังหวัดตรัง (แต่บอกได้เลยว่าทุกพื้นที่ของไทยซึ่งมีคนไทยเชื้อสายจีนอยู่ ต่างก็มีเทศกาลกินเจทุกหนแห่ง) แต่สาเหตุหนึ่งที่ Mr.Flower โยงเอาเทศกาลกินเจกับเมืองภูเก็ตมาไว้ด้วยกันก็เพราะจะชวนคุณไปเที่ยวเมืองเก่าของภูเก็ต (ไปภูเก็ตคราวนี้ไม่ได้พาคุณๆ ไปเที่ยวทะเลนะครับ) และพาไปดูเทศกาลกินเจที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ ณ ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยหรือ จุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง (คนภูเก็ตเรียกศาลเจ้าว่าอ๊าม) ตั้งอยู่ที่ ซอยภูธร ถนนระนอง อำเภอเมือง (จุ้ย แปลว่า น้ำ ตุ่ย แปลว่า ครกตำข้าว) ในยุคโบราณนั้นหน้าศาลเจ้านี้เป็นคลองกว้างใหญ่มาก ชาวบ้านได้สร้างกังหันน้ำขึ้น แล้วใช้พลังจากกระแสน้ำเพื่อตำข้าว

หลายคนชอบไปชมเทศกาลกินเจที่ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยในช่วง 2 วันสุดท้ายก่อนจบเทศกาล เพราะตื่นเต้นและหวาดเสียวมาก โดยเฉพาะขบวนแห่ของม้าทรงที่แสดงอิทธิฤทธิ์กันอย่างสุดจะบรรยาย เช่น การใช้ของมีคมสารพัดชนิดทิ่มแทงตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะที่ลิ้น ปาก และใบหน้า รวมถึงใช้ลูกตุ้มเหล็กขนาดใหญ่ตีร่างกาย (ขออนุญาตไม่นำภาพเหล่านี้มาให้คุณชมในคอลัมน์นี้นะครับ) โดยขบวนม้าทรงเหล่านี้จะเดินและเต้นไปตามถนนในเมืองภูเก็ต ซึ่งชาวบ้านก็จะตั้งโต๊ะบูชาเทพเจ้าพร้อมเครื่องเซ่นไหว้ไว้ที่หน้าบ้านตลอดทั้งถนน พร้อมกับมีการจุดประทัดตลอดเส้นทาง ทำให้ทั้งเมืองมีควันธูปลอยคลุ้งส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล และมีเสียงประทัดดังตลอดเวลา และอีกพิธีหนึ่งคือการลุยไฟสะเดาะเคราะห์ หรือโก๊ยโห้ย รวมถึงการปีนบันไดมีดสูงกว่า 10 เมตร

ในช่วงจบส่งท้ายของพิธีกินเจภูเก็ตคือในคืนวันที่ 9 จะมีขบวนแห่พระไปส่งลงทะเลที่สะพานหิน และนำเสาโกเต้งลงมาดับโคมไฟทั้ง 9 ถือว่าสิ้นสุดพิธีกรรมทั้งหมดในเทศกาลกินเจ (ขอย้ำว่าอยากให้คุณไปชมด้วยตาตนเองสักครั้ง และคุณจะต้องบอกกับตัวเองว่ามหัศจรรย์มาก)

คุณเชื่อไหมครับ บางคนไปเที่ยวภูเก็ตหลายสิบครั้ง แต่ไม่เคยเข้าไปเที่ยวตัวเมืองเก่าของภูเก็ตเลย เพราะทุกครั้งที่ไปก็มุ่งหน้าไปทะเล ไปหาดทราย และไปเกาะเสียทุกคราไป จนมองข้ามความสวยงามของเมืองเก่าภูเก็ตไปอย่างน่าเสียดาย ทริปนี้นอกจากชวนคุณไปถือศีลกินเจ และไหว้เจ้าแล้ว ก็อยากชวนคุณไปดูเมืองเก่าแบบชิโนโปรตุกีสในย่านถนนพังงา ภูเก็ต รัษฎา และระนอง แต่หากจะพูดจริงๆ แล้วก็ต้องบอกว่าเกือบทุกถนนในตัวเมืองภูเก็ตมีอาคารเก่าแก่ที่สวยงามกระจายอยู่ทั่วไป

ภาพที่ Mr.Flower นำมาฝากคุณในวันนี้เป็นตึกสวยๆ งามค่ำคืนบนย่านถนนพังงาเท่านั้น แต่ไม่ได้นำภาพศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยมาฝาก เนื่องจากวันที่ไปภูเก็ตนั้นที่ศาลเจ้ากำลังจัดเตรียมสถานที่เพื่อเทศกาลกินเจ จึงทำให้ถ่ายภาพสวยๆ มาฝากไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ขอฝากทิ้งท้ายว่า ถึงแม้จะไม่ใช่ช่วงกินเจ แต่ Mr.Flower ก็อยากเชิญชวนคุณๆ ให้งดทานเนื้อสัตว์ทุกชนิดสักสัปดาห์ละ 2-3 วัน (หรือหากจะงดทานมากกว่านั้นได้ก็ดีครับ) เพราะการที่คุณงดทานเนื้อสัตว์ก็เท่ากับลดการฆ่าสัตว์ไปโดยปริยาย

ส่วนถ้าหากคุณๆ อยากจะไปเที่ยวเมืองเก่าภูเก็ตกับทริปของ Mr.Flower ก็โปรดติดต่อได้ที่หมายเลข 091-7233615 แต่ต้องเป็นช่วงหลังจากเทศกาลกินเจไปแล้วนะครับ เราไปกันกลุ่มเล็กๆ 14-16 ท่านเท่านั้นครับ

ส่วนทริปดอยตุง เชียงราย ที่เดินทางปลายเดือนตุลาคมนี้ที่นั่งเต็มแล้วครับ ขออภัยแฟนคอลัมน์ที่สนใจจะร่วมทริป แต่ Mr.Flower ไม่สามารถหาจัดที่นอนบนดอยตุงให้ได้แล้วครับ เอาไว้ทริปหน้านะครับ

 

ตะลอนเที่ยว : ดอยตุง : ธรรมชาติและชีวิตของผู้คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/236916

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ฉันจะปลูกป่าบนดอยตุง”

นี่คือพระราชดำรัสที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีศรีสังวาลย์ หรือสมเด็จย่าแม่ฟ้าหลวงของคนไทยทรงบอกไว้เมื่อประมาณ 30 ปีมาแล้ว ซึ่งในวันนั้นดอยตุงเป็นป่าหัวโล้น ไร้ความอุดมสมบูรณ์

แต่ในวันนี้ ดอยตุงมีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์ เป็นแหล่งทำกินของผู้คนมากมายทั้งคนไทยภูเขาและคนไทย เป็นสถานที่ที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามและชวนให้ไปสัมผัส

ปลายฝนต้นหนาวนี้ คณะของเรา (18 คน) จะไปเที่ยวดอยตุงด้วยกัน และที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือ คณะของเราจะได้ขึ้นไปพักบนดอยตุงลอดจ์ด้วย

หากถามว่าทำไมต้องตื่นเต้นกับการได้พักที่ดอยตุงลอดจ์ คำตอบคือ หนึ่ง ได้อยู่บนดอยตุงและได้พักใกล้กับสวนแม่ฟ้าหลวงมากที่สุด ดังนั้นจึงสามารถเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทุกแห่งในดอยตุงได้โดยไม่ต้องเร่งรีบ ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่จะได้สัมผัสคือ พระตำหนักดอยตุง สวนแม่ฟ้าหลวง หอแห่งแรงบันดาลใจ และสวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง (สวนกุหลาบพันปี)

เมื่อพูดถึงดอยตุงลอดจ์แล้ว เดิมคือสำนักงานและที่พักของหน่วยอนุรักษ์ต้นน้ำที่ 31 กรมป่าไม้ เมื่อเริ่มโครงการพัฒนาดอยตุงฯ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเสด็จฯ ประทับทรงงานที่พระตำหนักดอยตุง ในแต่ละครั้งเป็นระยะเวลาหลายเดือน บางโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จฯ ทรงเยี่ยมด้วย จึงสร้างบ้านพักขึ้นใหม่ในบริเวณนี้ สำหรับขบวนเสด็จและพนักงานของโครงการ แต่บ้านพักนี้สร้างเสร็จในปี พ.ศ.2540 หลังจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเสด็จสวรรคต ดังนั้นผู้บริหารโครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงกราบบังคมทูลขอพระราชทานอนุญาตสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดเป็นที่พักให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสพักอยู่บนดอยตุง และเพื่อหารายได้ไปดูแลรักษาห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

ดอยตุงลอดจ์ จึงเป็นแหล่งสร้างงานอีกแห่งหนึ่งในโครงการดอยตุงฯ ซึ่งช่วยให้ผู้คนในพื้นที่ได้เรียนรู้วิชาชีพด้านการโรงแรม เช่น งานการต้อนรับ งานบริการ งานห้องอาหาร และงานบริหารจัดการ จึงทำให้คนในพื้นที่มีทางเลือกเพิ่มขึ้น มีรายได้ที่ดีและมีชีวิตที่มั่นคง ไม่ต้องทิ้งถิ่นฐานไปหางานทำในเมืองใหญ่

หลายคนอาจจะบ่นว่าทำไมจึงจองที่พักของดอยตุงลอดจ์ได้ยากเหลือเกิน คำตอบคือ เพราะที่แห่งนี้เต็มเกือบตลอดเวลา เพราะว่าถูกใช้สำหรับทำและอบรมโครงการเพื่อสาธารณประโยชน์นานัปการ อาทิ โครงการสำหรับเยาวชนจากทั่วประเทศ ดังนั้นที่พักจึงเต็มเกือบทุกวัน แต่อย่างไรก็ตาม ถือเป็นโอกาสดีของคณะเราที่ได้มีโอกาสขึ้นไปพักในดอยตุงลอดจ์

คณะของเราจะขึ้นไปเที่ยวบนดอยตุงในวันที่ 30 ตุลาคมถึง 1 พฤศจิกายน เดินทางโดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส โดยคณะตั้งใจจะนำหนังสือ ขนม ของใช้ในชีวิตประจำวัน และเสื้อผ้าไปมอบให้กับนักเรียนในโรงเรียนทุรกันดาร และมอบให้กับทหารและตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนด้วย ดังนั้นหากคุณผู้ใดมีความประสงค์จะบริจาคหนังสือที่มีประโยชน์สำหรับเด็ก กรุณาติดต่อ Mr.Flower นะครับ

สำหรับคุณๆ ที่ต้องการจะเดินทางไปกับคณะของเรา โปรดติดต่อที่โทร.091-7233615

และก่อนจากกันในสัปดาห์นี้ ขอนำภาพสวยๆ จากสวนแม่ฟ้าหลวง และภาพผลิตภัณฑ์คุณภาพดีจากโครงการดอยตุงมาฝากคุณๆ เพราะเชื่อแน่ว่า คุณต้องอยากไปร่วมทริปกับเรา

 

ตะลอนเที่ยว : ท้องฟ้า ขุนเขา ต้นไม้ สายหมอก ลำธาร : ของขวัญจากธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/235799

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

… เพราะฉันรู้ว่าเธออ่อนโยน และฉันรู้เธอเอาใจใส่ อยากจะฝากหัวใจดวงหนึ่ง ซึ่งมีสิ่งของมากมายข้างใน

ท้องทะเลและป่าเขาลำเนาไพร ฟ้าและเมฆและหมอกดาวดวงน้อยใหญ่ แดดที่ยังส่องแสง น้ำบนใบหญ้า ลมที่ยังพัดโชย

จะฝากให้เธอไว้ …จะฝากให้เธอ… จะฝากให้เธอไว้… จะฝากเอาไว้ที่เธอ

เพราะฉันรู้ว่าเธอห่วงใย รักและหวงมากมายเช่นกัน จึงได้ฝากของอันสำคัญ ให้เธอเก็บมันให้นานเท่านาน นั่นคือท้องทะเลและป่าเขาลำเนาไพร ฟ้าและเมฆและหมอกดาวดวงน้อยใหญ่ แดดที่ยังส่องแสง น้ำบนใบหญ้า ลมที่ยังพัดโชย

ฝากเอาไว้… ฝากเอาไว้… ฝากเอาไว้ …ไว้ที่เธอ

(เพลง ฝากเอาไว้, ศิลปิน เฉลียง)

สองสามสัปดาห์มานี้ Mr.Flower เชิญชวนคุณไปเที่ยวเมืองเหนือในยามหน้าฝนด้วยกัน ด้วยเหตุผลที่ว่าหน้าฝนให้ความรู้สึกที่เย็นฉ่ำสดชื่น และให้ความเขียวขจีของใบไม้ใบหญ้า (แต่บางคนอาจจะบอกว่าน่ากลัวน้ำป่าในยามหน้าฝน แต่ก็ต้องขอยืนยันว่าเราไปได้เข้าไปเที่ยวแบบเสี่ยงอันตราย เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องกังวล)

ทริปนี้เราจะไปเที่ยวหมู่บ้านอาข่า บ้านหล่อโย ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย ไปชมและร่วมการโล้ชิงช้าของอาข่า ไปนอนบ้านดิน กินอาหารธรรมชาติแท้ๆ เดินป่าแบบสบายๆ (แต่ถ้าฝนตกก็ไม่เดินป่าโดยจะเปลี่ยนเป็นนั่งและนอนดูหยาดฝนที่นอกชานหน้าบ้านแทน) ไปคุยกับพี่น้องอาข่า และนำขนมกับหนังสือที่มีประโยชน์ต่อสมองของเด็กๆ ไปมอบให้กับห้องสมุดของโรงเรียนบนภูเขา

ชุมชนอาข่าบ้านหล่อโยมีประชากรประมาณ150 คน เป็นชุมชนแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ถึงแม้บางครั้งอาจจะสื่อสารด้วยการพูดกับผู้สูงอายุบางคนไม่ค่อยเข้าใจมากนัก แต่ทุกครั้งที่ได้คุยกันก็จะมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมกับได้รับการเชิญชวนให้เข้าไปนั่งพักในบ้านอยู่เสมอ โดยแต่ละบ้านจะมีน้ำชาอุ่นๆ และแตงร้านที่เนื้อแน่นและกรอบมากเป็นของรับรอง

เด็กน้อยวัยประถมที่บ้านหล่อโยยังคงเล่นรถไม้และเล่นลูกข่าง แต่ก็แอบเห็นเด็กบางคนที่เริ่มโตเป็นวัยรุ่นนั่งก้มหน้าเล่นเกมจากโทรศัพท์มือถือแบบเอาจริงเอาจัง ส่วนเด็กน้อยอายุ 1-2 ขวบ ในหมู่บ้านแห่งนี้ก็มีแก้มสีแดงสุกปลั่งเหมือนชมพู่แก้มแหม่ม เวลาเราเดินเข้าไปทักทายเขาก็จะโบกไม้โบกมือเล่นกับเรา เหมือนกับเพื่อนผู้ถูกชะตากัน

และทริปนี้คณะเราได้นอนในบ้านดินอาข่าของชายหนุ่มอาข่ารายหนึ่งอายุ 20 ปีปลายๆ ชื่อ โยฮันชายหนุ่มคนนี้มีความมุ่งมั่นอยากทำให้ชุมชนของเขายังคงเก็บรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอาข่าแบบดั้งเดิมไว้ให้มากและนานที่สุด และไม่ต้องการให้พี่น้องอาข่าทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดไปทำมาหากินในเมือง แต่อยากให้อยู่ร่วมกันในหมู่บ้าน แล้วร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อมรอบๆ หมู่บ้านเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

Mr.Flower ถามโยฮันว่า เคยนึกกลัวไหมว่าสักวันหนึ่งหมู่บ้านแห่งนี้จะมีสภาพเสื่อมโทรมเหมือนภูทับเบิก เพชรบูรณ์ เขาบอกว่าไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะที่นี่มีนักท่องเที่ยวน้อย แต่พอถามต่อว่า แล้วถ้าหากสื่อฯ ช่วยกันเขียนแนะนำสถานที่นี้ให้นักท่องเที่ยวรับรู้ แล้วผู้คนแห่กันขึ้นมาเที่ยวมากๆ เล่า จะรับมืออย่างไร เขาตอบว่า ที่นี่มีห้องพักเพียง 8 ห้องเท่านั้น โดยสี่ห้องเป็นแบบมีห้องน้ำในตัว ส่วนอีกสี่ห้องไม่มีห้องน้ำในตัว เพราะฉะนั้นจึงรับนักท่องเที่ยวได้เพียงครั้งละ 16 คน แต่เขาบอกว่ากำลังจะสร้างห้องพักเพิ่มอีกสัก 4 ห้อง Mr.Flower ถามต่อว่า แล้วหากคนอื่นๆ ในหมู่บ้านจะสร้างบ้านดินขึ้นมาบ้าง หรือถ้ามีนายทุนภายนอกเข้ามาสร้างห้องพักเพิ่มจะแก้ปัญหาอย่างไร โยฮันบอกว่า ต้องคุยกันในชุมชนให้ชัดเจนว่าจะทำห้องพักทั้งหมดกี่ห้อง เพื่อมิให้มีห้องพักเกิดขึ้นมากจนทำลายสภาพแวดล้อม Mr.Flower จึงบอกว่า หากที่นี่มีสภาพเป็นภูทับเบิกก็หมายถึงความมีเสน่ห์ของธรรมชาติก็จะหมดไป แล้วผู้คนที่รักธรรมชาติก็จะไม่มาที่นี่อีก

สำหรับทริปเที่ยวเมืองเหนือ หรือพูดให้ตรงประเด็นคือเที่ยวเชียงราย ดอยตุง ซึ่งคณะของเราจะเดินทางไปเที่ยวกันในช่วงประมาณ 19-22 ตุลาคมรับสมาชิกเพียง 16 คนเท่านั้น โดยจะนอนที่บ้านดินอาข่า 1 คืน แล้วไปนอนที่ดอยตุงลอดจ์อีก 2 คืนนั้น ขณะนี้ยังสามารถรับสมาชิกได้อีกจำนวนหนึ่งครับ ถ้าหากคุณๆ สนใจร่วมทริปกับเรา โปรดติดต่อหมายเลขโทร.091-7233615 และโปรดเตรียมหนังสือดีๆ ไปมอบให้กับห้องสมุดโรงเรียนบนภูเขาด้วยนะครับ

บ้านดินอาข่า

 

 

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองเหนือยามหน้าฝน สดชื่น เย็นฉ่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/234661

วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วัดโป่งนํ้าร้อน ต.ดอยฮาง

หน้าฝนเป็นช่วงที่หลายต่อหลายคนบ่นว่าไม่น่าเดินทางท่องเที่ยว เพราะฝนตก ทำให้ขับรถยากลำบาก เฉอะแฉะ ทำให้เนื้อตัวเปียกปอน สกปรกเลอะเทอะ

แต่อันที่จริงแล้วอยากจะบอกว่า หน้าฝนเป็นช่วงที่น่ารักและน่าเดินทางท่องเที่ยวไม่แพ้หน้าร้อนหรือหน้าหนาว เพราะหยาดฝนที่เย็นฉ่ำทำให้ต้นไม้ต้นไร่สดชื่นเขียวขจี และอากาศหลังฝนตกก็สะอาดสดชื่นทำให้หายใจได้เต็มปอด สูดลมหายใจแล้วชื่นใจสุดๆ

หมู่บ้านโป่งนํ้าร้อน

ดังนั้นจึงขอเชิญชวนคุณๆ ไปเที่ยวเมืองเหนือ โดยเฉพาะในเขตป่าเมืองเหนือในยามหน้าฝนด้วยกัน รับรองว่าคุณจะได้รับความสดชื่น เย็นฉ่ำ ทำให้ประทับใจแบบไม่รู้ลืม

วันนี้เราจะไปเที่ยวบ้านป่าเมี่ยงโป่งน้ำร้อน ต.ดอยฮาง อ.เมือง จ.เชียงราย สาเหตุที่เลือกไปที่นี่เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติมากมาย อาทิ น้ำตกห้วยแก้ว และน้ำพุร้อน ไร่ชาอู่หลง และป่าชาพันธุ์อัสสัม

สถานที่แห่งนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติอย่างแท้จริง เพราะที่นี่ไม่มีแหล่งบันเทิงที่เต็มไปด้วยแสงสีเสียงเหมือนในเขตเมืองใหญ่ๆ แต่ทว่าทุกแห่งหนของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้จะอยู่ใกล้ชิดและแวดล้อมด้วยธรรมชาติโดยแท้จริง และเป็นหมู่บ้านที่มีประชากรประมาณ 250-300 คนเท่านั้น

หมู่บ้านโป่งนํ้าร้อน

หมู่บ้านแห่งนี้มีความน่ารักหลายประการ โดยเฉพาะกฎระเบียบของชุมชน เช่น ห้ามตัดไม้ในเขตพื้นที่ป่าชุมชน ห้ามล่าสัตว์ในเขตหมู่บ้านห้ามปล่อยสารพิษใดๆ ลงในเขตต้นน้ำ ห้ามเผาป่า ห้ามลักขโมยข้าวของห้ามจับปลาในเขตอนุรักษ์ ห้ามจับสัตว์น้ำโดยใช้ไฟฟ้าช็อต ยาเบื่อ ระเบิด และปืนลูกปิงปอง ห้ามยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ห้ามส่งเสียงดังในยามวิกาลหลังช่วงสี่ทุ่มไปแล้ว ยกเว้นช่วงเทศกาล ห้ามยิงปืนในยามวิกาลในเขตที่พักอาศัย ห้ามปล่อยสัตว์เลี้ยงไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ห้ามทะเลาะวิวาทในงานกิจกรรมใดๆ ของชุมชน และงานประเพณีของชุมชน สมาชิกของชุมชนต้องเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาชุมชนอย่างสม่ำเสมอ ห้ามนำหน่อไม้ออกขายก่อนและหลังเปิดประมูลในช่วง 15 กรกฎาคมถึง 15 กันยายน ทุกปี ห้ามตัดใบตองกล้วยในเขตป่าต้นน้ำก่อนและหลังกำหนด ในช่วง 1 กรกฎาคมถึง 31 ธันวาคม ทุกปีและห้ามตัดไม้ทุกชนิดในเขตป่าชุมชน ป่าต้นน้ำ หากมีความจำเป็นต้องใช้ไม้ต้องแจ้งต่อกรรมการหมู่บ้านก่อน และต้องได้รับอนุมัติจากกรรมการหมู่บ้านก่อนตัดไม้

ข้อห้ามทั้งหมดข้างต้นนี้มีโทษปรับเป็นขั้นๆ เช่น ตั้งแต่ 200 บาท ถึง 5,000 บาท หรือปรับเป็นจำนวน 10 เท่าของราคาสิ่งของที่กระทำละเมิด รวมถึงจะถูกส่งตัวดำเนินคดีความด้วย หากสิ่งที่กระทำละเมิดเป็นความผิดกฎหมายของบ้านเมือง นี่คือกฎระเบียบเบื้องต้นประจำหมู่บ้านซึ่งสมาชิกทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

หมู่บ้านแห่งนี้มีเสน่ห์มากมาย อาทิ รอยยิ้มและไมตรีของคนในชุมชน ซึ่งอยู่รวมกันอย่างกลมกลืนระหว่างคนเมืองกับคนไทยภูเขาเผ่าอาข่า และยังมีมนต์เสน่ห์จากลำธารเล็กๆ ที่ไหลผ่านหมู่บ้าน รวมถึงเสน่ห์จากวัดเล็กๆ ชื่อวัดโป่งน้ำร้อน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับลำธารริมเนินเขา

ไร่ชาอู่หลง

นอกจากนี้ยังมีชารสอร่อย หอมหวล ชวนชิมชวนดื่ม คือชาอัสสัมและชาอู่หลง แถมยังมีเมี่ยงที่ทำจากใบชาอัสสัมให้เคี้ยวอีกด้วย หลายคนคงสงสัยว่าชาอู่หลงกับชาอัสสัมแตกต่างกันอย่างไร ตอบง่ายๆ สั้นๆ เพื่อความเข้าใจเร็วๆ คือ ชาอู่หลงเป็นชาทรงพุ่มที่ปลูกตามเนินเขา มีอายุสั้นกว่าชาอัสสัม เพราะชาอัสสัมเป็นไม้ยืนต้น บางต้นอายุอาจยืนยาวนับร้อยปีและเป็นต้นไม้ใหญ่ รสชาติและกลิ่นหอมของชาทั้งสองชนิดนี้ก็ต่างกัน เช่น ชาอัสสัมจะมีรสชาติที่เข้มและขมกว่าชาอู่หลง ใบของชาอัสสัมใหญ่กว่าใบชาอู่หลง เป็นต้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะรักหรือชอบรสชาติของชาชนิดใดมากกว่ากัน เพราะขึ้นกับความชื่นชอบส่วนบุคคล

สำหรับอาหารการกิน และที่พักอาศัยในเขตหมู่บ้านป่าเมี่ยงโป่งน้ำร้อนก็จะเน้นความเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง เพราะอาหารทุกมื้อก็จะทำมาจากผักและผลไม้ในชุมชน เช่น หน่อไม้ ใบชา ผักสด และข้าวไร่หรือข้าวนึงที่ปลูกในหมู่บ้าน หากต้องการเนื้อสัตว์ก็จะใช้เนื้อไก่ และเนื้อหมูที่เลี้ยงไว้ในชุมชน แต่หากไม่ประสงค์จะฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อทำเป็นอาหารก็สามารถจะขอให้ทำอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ได้ ส่วนที่พักก็เป็นแบบกึ่งโฮมสเตย์ คืออยู่อย่างใกล้ชิดกับคนในชุมชน แต่ไม่ได้อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ห้องพักไม่มีเครื่องปรับอากาศ แต่มีเครื่องทำน้ำร้อน สำหรับใช้ในช่วงที่อากาศเย็นจัดๆ

ชุ่มฉ่ำหลังฝน

ขอเน้นย้ำว่าความสุขและความสนุกที่ได้จากการท่องเที่ยวแบบนี้คือ การได้สัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติ ได้พูดคุยกับคนในชุมชน ได้นั่งเล่นมองฟ้า มองก้อนเมฆ มองต้นไม้ และสูดอากาศบริสุทธิ์ แล้วมองดูดาวที่พร่างพราวเต็มท้องฟ้าในยามค่ำคืน และที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งคือ การได้อยู่กับตัวเองโดยแท้จริง รับรองว่าคุณจะได้พักผ่อนเต็มที่อย่างแท้จริง คุณจะได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มที่ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ แล้วตื่นเช้าตรู่โดยไม่ต้องเร่งรีบแต่งตัวไปทำงาน ไม่ต้องเผชิญกับปัญหาจราจรติดขัดและไม่ต้องสูดควันพิษเหมือนการใช้ชีวิตประจำวันในเมืองใหญ่ เช่นกรุงเทพฯ

หมายเหตุ ช่วงปลายเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ Mr.Flower จัดทริปแอ่วเมืองเหนือ 3 คืน 4 วัน ไปเที่ยวชุมชนอาข่า หมู่บ้านหล่อโย จังหวัดเชียงราย พักค้างคืนที่บ้านดินอาข่า 1 คืน และพักที่ดอยตุงลอดจ์ 2 คืน ทริปนี้รับสมาชิกเพียง 18 รายเท่านั้น คุณๆ ที่สนใจโปรดติดต่อจองที่นั่งได้ที่เบอร์ 091-7233615

ใบชาอัสสัม

หากินประสาแม่ลูก

HE AIN’T HEAVY, HE’S MY BROTHER

พรมธรรมชาติ ปูด้วยมอสและไลเคน

ตะลอนเที่ยว : ความสุขใจที่เกิดจากการให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/233503

วันอาทิตย์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ผู้ให้ย่อมมีความสุขใจ และอิ่มเอมใจ” นี่คือความจริงแท้ที่บังเกิดผลต่อผองผู้ซึ่งเป็นผู้ให้ทุกผู้ทุกนาม ความสุขใจอันเกิดจากการให้ และการช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ รวมถึงเหล่าสรรพสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมโลกของเรา ทำให้โลกใบนี้ร่มเย็นเป็นสุข

การให้โดยปราศจากเงื่อนไข ให้ด้วยจิตคิดเมตตาโดยแท้ ให้ด้วยความเต็มใจ ให้โดยไม่รู้สึกเสียดายหรืออาลัยอาวรณ์กับของที่ได้สละหรือบริจาคไปแล้วโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ กลับคืน จะยังผลให้กับผู้ให้บังเกิดความปีติและอิ่มเอมใจ

โครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ แล้วนำไปมอบให้ชาวนาชาวสวนรายย่อยเพื่อนำไปเลี้ยงดูต่อไป ซึ่งหนังสือพิมพ์แนวหน้า และผู้อ่านแนวหน้าได้ร่วมกันจัดทำโครงการนี้ขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2559 นับเป็นโครงการหนึ่งที่เกิดจากความตั้งใจให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ นับจากวันแรกที่เริ่มต้นโครงการจวบจนถึงขณะนี้ คณะของพวกเราทุกคนได้ไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์มาแล้วรวม 33 ชีวิต แล้วนำไปมอบให้ชาวนชาวสวนรายย่อย 12 ครอบครัว โดยส่วนมากจะเป็นกลุ่มเกษตรกรจากสหกรณ์การเกษตร อ.ศรีประจันต์จ.สุพรรณบุรี และเกษตรกรใน อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี และได้มอบให้กับสวนบำบัด อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี รวมถึงเกษตรกรจาก อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ด้วย

โครงการไถ่ชีวิตโคกระบือที่หนังสือพิมพ์แนวหน้าและผู้อ่านจัดทำขึ้นนี้มีเงื่อนไขพิเศษอยู่ที่ว่า ผู้ซึ่งรับโคกระบือไปเลี้ยงดูต้องทำสัญญากับผู้มอบให้ โดยสัญญามีสาระสำคัญคือ ต้องไม่ฆ่า ไม่ขาย ไม่ทำร้ายโคกระบือ และผู้มอบให้มีสิทธิ์ไปเยี่ยมดูโคกระบือได้เป็นระยะ หากตกลูกออกมาแล้วประสงค์จะเลี้ยงดูต่อไป ผู้มอบให้ก็ยินดีให้เลี้ยงดูต่อไป แต่หากจะขายลูกที่ตกออกมาให้ผู้อื่น ก็มีข้อห้ามคือ ห้ามขายเพื่อนำไปฆ่า แต่หากไม่ประสงค์จะเลี้ยงดูต่อไป ก็ต้องส่งคืนให้กับผู้มอบให้ หากทำผิดเงื่อนไขสัญญา ผู้กระทำผิดจะถูกแจ้งความฟ้องร้องและดำเนินคดีจนถึงที่สุด

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากอาจารย์และนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จะไปช่วยดูแลสุขภาพสัตว์ให้ตามกำหนดระยะเวลา และให้คำแนะนำเรื่องการผสมเทียมกับเกษตรกรด้วย

เมื่อวันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม 2559 คณะของเราจำนวนประมาณ 30 คน ได้ร่วมเดินทางไปไหว้พระวัดสำคัญๆ บางวัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่น วัดใหญ่ชัยมงคล วัดพนัญเชิงวัดมงคลบพิตร วัดหน้าพระเมรุ และวัดสุวรรณดาราราม และได้ไปกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ วัดใหญ่ชัยมงคลด้วย จากนั้นก็ได้ไปกราบนมัสการหลวงพ่อโต ที่วัดป่าเลไลยก์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งผู้ร่วมคณะทุกคนล้วนอิ่มบุญและมีความสุขกันทั่วหน้า

เมื่อกราบพระเสร็จเรียบร้อยแล้ว คณะของเราก็แวะไปเยี่ยมกระบือชุดหนึ่งที่มอบให้กับเกษตรกรใน อ.ศรีประจันต์ (ซึ่งในตอนแรกตั้งใจจะไปเยี่ยมโคที่มอบให้กับเกษตรกรอีกครอบครัวหนึ่งที่ศรีประจันต์ด้วย แต่เนื่องจากเวลาไม่พอ จึงเยี่ยมได้เพียงครอบครัวเดียว) กระบือทั้ง 3 ชีวิตนี้มีคู่หนึ่งเป็นฝาแฝด ชื่อ โชคกับชัย ส่วนอีกตัวหนึ่งชื่อมี

วันที่คณะของเราไปเยี่ยมเกษตรกรที่รับกระบือไปเลี้ยง เขาได้กล่าวขอบคุณคณะผู้มอบให้ และย้ำว่าชีวิตของเขาตั้งแต่เด็กๆ มาแล้วผูกพันกับโคและกระบือมาโดยตลอด เขาบอกว่าพ่อแม่สั่งสอนให้ทุกคนในบ้านรักและเคารพโคกระบือ เนื่องจากเป็นสิ่งที่มีบุญคุณต่อคน เพราะโคช่วยทำงาน ส่วนกระบือช่วยไถนาปลูกข้าว และนวดข้าว จนทำให้ผู้คนมีข้าวกินอย่างอุดมสมบูรณ์มาตั้งแต่โบราณกาล เขาบอกด้วยว่า เขาสามารถยกมือไหว้กระบือได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งน่ารังเกียจ เพราะประจักษ์มาโดยตลอดว่าชีวิตของเขามีข้าวกินก็เพราะบุญคุณของกระบือ แม้วันนี้เขาจะไม่ได้ทำนาด้วยแรงงานกระบืออีกต่อไป แต่ก็ยินดีเลี้ยงกระบือไว้อย่างดี โดยทำคอกให้กระบือได้อยู่อย่างสุขสบาย ทำมุ่งป้องกันยุงและแมลง ก่อไฟให้ความอบอุ่น และเพื่อให้มีควันไฟไล่ยุง แมลง และฝูงเหลือบไม่ให้เข้าไปกัดกระบือ ในช่วงกลางวันก็ปล่อยให้กระบือออกไปเดินกินหญ้าในสวน โดยปล่อยให้เดินโดยอิสระ และได้ขุดหนองน้ำเล็กๆ ไว้เพื่อให้พวกเขาลงไปนอนแช่น้ำและแช่โคลนในช่วงบ่ายๆ ที่อากาศร้อนจัด

คณะของเราสังเกตได้ชัดว่ากระบือที่มอบไปนั้นมีสุขภาพดีอ้วนสมบูรณ์ และอารมณ์ดี เวลาคณะของเราเข้าไปเล่นด้วยพวกเขาก็ไม่ตื่นตระหนก แต่กลับเดินเขามาเลียมือ และเอาหัวชนมือของพวกเราเบาๆ ทำให้ผู้ไปเยี่ยมบางรายน้ำตาไหลด้วยความยินดี และบอกว่าวันหน้าจะมาเยี่ยมอีก

นี่คือความสุขเล็กๆ แต่เป็นความสุขแท้จริงจากการให้ของพวกเรา และจากผู้อ่านแนวหน้าทุกคน

ครั้งหน้าคณะของเราตั้งใจจะไปเยี่ยมโคกระบือที่สวนบำบัด อ.พนัสนิคม หากกำหนดวัดเวลาได้ชัดเจนแล้วจะเรียนให้คุณๆผู้อ่านรับทราบครับ เพื่อจะได้เดินทางไปด้วยกัน และขอเรียนให้ทราบว่า โครงการนี้ยังดำเนินต่อไป ดังนั้นหากคุณผู้อ่านสนใจรายละเอียดโครงการ และต้องการร่วมบริจาคสมทบทุน โปรดติดต่อหมายเลขโทร.091-7233615

หมายเหตุ ขอขอบคุณ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ที่ให้การสนับสนุนโครงการนี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการสนับสนุนรถตู้พนักงานขับรถ และค่าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงอนุญาตให้พนักงานจากสำนักสื่อสารองค์กรและชุมชนสัมพันธ์เดินทางไปร่วมโครงการในช่วงการเดินทางไปไถ่ชีวิตโคกระบือที่โรงฆ่าสัตว์ ใน อ.เมือง จ.นครปฐม ทุกครั้ง รวมถึงจัดหารถยนต์และค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในทริปไหว้พระ และเยี่ยมโคกระบือ ในครั้งนี้ด้วย

ขอบคุณผู้อ่านแนวหน้าทุกท่านที่ร่วมบริจาคเงินเพื่อโครงการนี้ ถึงแม้บางท่านจะไม่ได้ไปร่วมทริปนี้ก็ตาม แต่ก็หวังว่าจะสามารถไปร่วมได้ในทริปต่อๆ ไป

ขอบคุณ เจ้าของและเพื่อนพนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้าที่ร่วมกันทำโครงการนี้ขอบคุณ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สนับสนุนน้ำดื่มและอาหารว่างในการเดินทาง

และขอขอบคุณโคกระบือที่เกิดมาเพื่อช่วยให้มนุษย์สามารถทำนาปลูกข้าวเพื่อเลี้ยงดูชาวโลกได้อิ่มหนำสำราญ แม้สุดท้ายแล้วพวกเขาจะถูกฆ่าเพื่อเป็นอาหารของคนที่กินข้าวที่พวกเขาช่วยปลูกก็ตาม

 

ตะลอนเที่ยว : สวนแม่ฟ้าหลวง ณ ดอยตุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/232442

วันอาทิตย์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สวนแม่ฟ้าหลวง ดอยตุง จังหวัดเชียงราย เป็นสวนไม้ดอกและสวนป่าที่ได้รับการยกย่องว่ามีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย สวนแม่ฟ้าหลวงอยู่ในเขตพระตำหนักดอยตุง พระตำหนักทรงงานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือที่คนไทยภูเขาถวายพระนามว่า แม่ฟ้าหลวง สวนแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าพระตำหนัก เป็นสวนไม้ดอกเมืองหนาวที่มีพันธุ์ดอกไม้นานาชนิดให้ชมตลอดปี แต่ส่วนมากผู้คนมักนิยมไปชมสวนนี้ในช่วงหน้าหนาว เพราะจะได้ชมความงามและความหลากสีสันของดอกไม้แสนสวยจากเมืองหนาว อาทิ พิทูเนียบีโกเนีย ซัลเวีย แมกโนเลีย กุหลาบ ลิ้นมังกร หงอนไก่ บาซูก้า พวงคราม รักเร่ ดอกลำโพง และดอกไม้สวยๆ อีกสารพัดชนิดที่จำชื่อได้ไม่หมด

แต่มิใช่ว่าสวนแม่ฟ้าหลวงจะมีดอกไม้สวยๆ ให้ชมเฉพาะในยามหน้าหนาวเท่านั้น แต่ต้องยืนยันว่าดอกไม้ที่สวนนี้สวยงามทุกฤดู ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้อนหรือหน้าฝน เพราะพันธุ์ไม้ดอกในสวนจะถูกปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล แต่ที่มีให้ชมตลอดปีก็คือกล้วยไม้ และบานชื่น

สำหรับคนที่ไม่เคยรู้ประวัติความเป็นมาของพื้นที่แห่งนี้ก่อนที่จะสร้างพระตำหนักดอยตุง สวนป่าและสวนไม้ดอกแสนสวยรอบๆ ดอยตุงแห่งนี้ ในอดีตคือป่าหัวโล้น และไร่ฝิ่น รวมถึงยังเป็นเส้นทางลำเลียงฝิ่น เฮโรอีน และอาวุธสงคราม บนเทือกเขาของดอยนางนอน ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยประมาณ 1,200 เมตร

แต่ด้วยน้ำพระราชหฤทัยของสมเด็จย่า แม่ฟ้าหลวงที่ทรงตั้งพระทัยจะพลิกฟื้นเขาหัวโล้นแห่งนี้ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้ชาวไทยภูเขาที่อยู่อาศัยในเขตทุรกันดารแห่งนี้ได้มีชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม มีอาชีพทำกินที่มั่นคง ดังนั้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2530 จึงได้มีการเริ่มก่อสร้างพระตำหนักดอยตุง ซึ่งสมเด็จย่าทรงตั้งพระทัยไว้ว่า เมื่อทรงมีพระชนมายุเกิน 90 พรรษาจะไม่เสด็จไปประทับที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีก เนื่องจากทรงพระชรามาก การเสด็จพระราชดำเนินไปในต่างประเทศจะเป็นเรื่องยุ่งยากและลำบาก ดังนั้นเมื่อทรงมีพระชนมายุ 88 พรรษา ในปี 2530 ได้มีผู้ทูลเกล้าฯ เสนอที่บนดอยตุงให้ทรงพิจารณา เมื่อทรงเห็นที่แห่งนี้แล้วจึงตัดสินพระทัยที่จะสร้างพระตำหนักดอยตุง ซึ่งพระองค์ทรงเรียกว่าบ้านดอยตุง และทรงมีรับสั่งว่าจะปลูกป่าบนดอยสูงแห่งนี้

จากนั้นก็ได้มีกำเนิดโครงการพัฒนาดอยตุงขึ้น ซึ่งเป็นความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ มากมาย อาทิ กรมชลประทาน กรมป่าไม้ และหน่วยงานด้านกรมการปกครอง รวมถึงทหารและตำรวจ แล้วโครงการพัฒนาดอยตุงก็สามารถพลิกฟื้นคืนผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ได้สำเร็จหลังจากดำเนินกิจการไปได้ระยะเวลาหนึ่ง

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ บริเวณดอยตุงและเขตป่ารอบๆ ดอยตุงก็มีสภาพสมบูรณ์และงดงามดังปรากฏ ชาวไทยภูเขา (ประกอบด้วย เผ่าอาข่าลาหู่ ไทยใหญ่ จีนฮ่อ) ที่เคยทุกข์ยากแห้งแล้งกันดารก็มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีอาชีพเป็นหลักเป็นแหล่ง มีรายได้มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดี ลูกหลานได้เรียนหนังสือ และส่วนใหญ่ก็ทำงานกับโครงการพัฒนาดอยตุง ด้วยเหตุนี้เองชาวไทยภูเขาเหล่านี้จึงรักและเทิดทูนสมเด็จย่าแม่ฟ้าหลวงอย่างสุดชีวิต

อันที่จริงเมื่อเวลาไปเยี่ยมชมพระตำหนักดอยตุง เราก็มักจะไปชม สวนแม่ฟ้าหลวง หอแห่งแรงบันดาลใจ สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง (สวนกุหลาบพันปี)

แต่วันนี้ ในบริเวณสวนแม่ฟ้าหลวงมีของน่าสนใจสิ่งใหม่ให้คุณได้สัมผัส นั่นคือ ดอยตุง tree top way หรือ ทางเดินเรือนยอดไม้ ทางเดินชมป่า ชมไร่กาแฟ ชมไร่ชา และชมพันธุ์ไม้นานาชนิด รวมถึงชมทิวทัศน์ดอยช้างมูบ ซึ่งเพิ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่1 สิงหาคม ปีนี้

ทางเดินเรือนยอดไม้นี้มีความสูงตั้งแต่ 30 เมตรไปจนถึงสูงสุดประมาณ 60 เมตร ยาวประมาณ 300 เมตร แบ่งเป็น 6 ช่วงทางเดิน ซึ่งมีความสูงลดหลั่นกันไป แต่ขอรับรองความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะผ่านการตรวจสอบที่ทำให้ผู้เดินบนทางเดินนี้มั่นใจได้เต็มที่ การเดินชมธรรมชาติบนทางเดินเรือนยอดไม้นี้จะให้ความรู้สึกและสัมผัสที่แตกต่างกันไป เพราะบางวันจะได้เดินชมธรรมชาติได้ไกลสุดลูกตา โดยเฉพาะในวันที่ฟ้าใสอากาศดี แต่หากเป็นช่วงที่เมฆลอยตัวลงต่ำ(เช่นวันที่ผมไปชมมา) ก็จะได้เดินท่ามกลางก้อนเมฆ ได้สัมผัสความเย็นของละอองน้ำจากก้อนเมฆ ซึ่งอาจจะมองเห็นทิวทัศน์ได้ไม่ไกลนัก หรือบางวันก็มีหมอกขาวลอยรอบๆ ตัวบนทางเดิน เรียกได้ว่ามีบรรยากาศแตกต่างกันไปตามแต่สภาพอากาศจะ
เอื้ออำนวย (แต่หากมีฝนตกหนัก มีลมพายุ จะไม่อนุญาตให้เดินบนทางเดินนี้)

ค่าบริการสำหรับทางเดินเรือนยอดไม้คือ150 บาทต่อคน ไม่อนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี หรือผู้ที่มีความสูงน้อยกว่า 120 เซนติเมตร ร่วมกิจกรรมนี้แต่ละรอบจะเปิดให้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 12-13 คน ให้บริการทุกๆ 30 นาที เริ่มเปิดตั้งแต่เวลา 08.30 น. ถึง 17.00 น.

คุณๆ อยากไปเที่ยวดอยตุง ไปชมพระตำหนักดอยตุง สวนแม่ฟ้าหลวง หอแห่งแรงบันดาลใจและสวนกุหลาบพันปี แล้วไปนอนที่บ้านบนดอยสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอดกับ Mr.Flowerและกลุ่มผู้อ่านแนวหน้าไหมครับ หากสนใจโปรดโทรศัพท์ติดต่อหมายเลข 091-7233615 คณะของเราจะเดินทางด้วยกันเพียง 20 คน ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ครับ

 

ตะลอนเที่ยว : ลมหายใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/229185

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

…..เธอคือลมหายใจ เธอคือ
ทุกอย่าง จะรักเธอไม่มีวันจางไปจากใจ
ก็เพราะเธอคือลมหายใจ เธอคือทุกอย่าง จะรักเธอไม่มีวันจางไปจากใจ
ก็เพราะเธอคือลมหายใจ เธอคือทุกสิ่ง จะให้ทิ้งอะไรก็ยอมทุกอย่าง
จากนี้ ใจฉันจะมีแต่เธอ…..
…..จะให้ทำเช่นไร ในเมื่อใจยังไม่ลืมภาพเธอ หลับตาครั้งใดยังคงเจอภาพเธอในใจ
เฝ้าคิดถึงเธอ ไม่รู้ว่าจะเจอเมื่อไหร่ เป็นคำถามที่ค้างคาใจ ว่าเมื่อไหร่จะได้เจอ…..
(ลมหายใจ : บอย โกสิยพงษ์)

เนื้อเพลงที่ให้ความรู้สึกซาบซึ้งและกินใจผู้ฟังโดยเฉพาะผู้ที่กำลังตกอยู่ในห่วงแห่งความรัก รวมถึงผู้ที่เคยมีความรัก ถูกนำไปประกอบเป็นเพลงหลัก และถูกใช้เป็นชื่อของละครเวทีแบบ Musical Show เรื่องลมหายใจ ซึ่งกำลังเปิดการแสดงที่เมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์ ถ.รัชดาภิเษก ห้วยขวาง ในขณะนี้

มนุษย์กับความรักเป็นของคู่กัน (บางคนเชื่อเช่นนั้น แต่บางคนก็ไม่เชื่อ) ดังนั้นถ้าหากมั่นใจว่าเรารักใครก็จงบอกเขาไปว่าเรารักเขาอย่าเก็บคำพูดดีๆ เช่นนี้ไว้ เพราะการที่ไม่ยอมบอกรักเขาในวันนี้ อาจจะทำให้เราหมดโอกาสบอกรักคนรักของเราไปตลอดชีวิต

ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ไม่จีรัง เราไม่สามารถคาดรู้ได้แน่นอนว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเราหรือกับคนที่เรารักนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไปดังนั้นเมื่อเรารักเขา ก็จงบอกความในใจเขาคนนั้นเสียตั้งแต่ตอนนี้อย่ารอวันพรุ่งนี้ เพราะวันพรุ่งนี้อาจมาไม่ถึง และอาจไม่มีวันพรุ่งนี้สำหรับเรา เพราะฉะนั้นจงทำวินาทีนี้และวันนี้ให้ดีที่สุด

มีคนจำนวนไม่น้อยไม่กล้าบอกคำรักชัดๆ และตรงๆ กับคนที่ตนเองรักและรู้สึกดีด้วย (ไม่เพียงเฉพาะคนที่เรารักในฐานะคนรักเท่านั้น แต่หมายรวมไปถึงคุณพ่อ คุณแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย พี่ น้อง รวมถึงเพื่อนๆ สนิทของเราด้วย) เราจะต้องไปเขินอายทำไมกับการบอกคำว่า “ผมรักคุณ” หรือ “หนูรักคุณแม่มากที่สุด” “ผมรักพ่อมากครับ” หรือ “เพื่อนเอ๋ย เรารักเพื่อนนะ” ทำไมต้องอายกับการพูดคำดีๆเช่นนี้ ทำไมไม่พูดตั้งแต่ตอนนี้ ทำไมต้องรอ รอเพื่ออะไร แล้วรู้หรือว่าหากไม่พูดให้เขารู้เสียแต่บัดนี้ วันพรุ่งนี้ หรือวินาทีต่อจากนี้ไป เขาหรือเราจะได้กลับมาเจอกันอีก

นั่นคือสาระสำคัญของ Musical Show เรื่อง ลมหายใจ ที่Mr. Flower เก็บเกี่ยวได้จากการชมละครเรื่องนี้

ละครเพลงเรื่องลมหายใจเป็นผลงานการกำกับการแสดงโดย สันติ ต่อวิวรรธน์ ควบคุมการผลิตโดย ถกลเกียรติ วีรวรรณ ส่วนเจ้าของบทเพลงรักหวานๆ ในเรื่องคือ บอย โกสิยพงษ์ ส่วนเสียงดนตรีสดที่ประกอบบทละครเป็นผลงานการกำกับของ พัชรพงศ์ จันทาพูน และปิติ เกยูรพันธ์

นักแสดงนำคือ นภัทร อินทร์ใจเอื้อ, ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร,หนึ่งธิดา โสภณ, ธนพร แวกประยูร และ อาริศา หอมกรุ่น

นอกจากนี้ ยังมีผู้มีส่วนร่วมทำให้ละครเวทีมีชีวิตชีวามากขึ้น อาทิ ฝ่ายออกแบบเครื่องแต่งกาย ออกแบบฉาก กำกับเสียงและแสง กำกับลีลาท่าเต้น กำกับศิลป์ และดำเนินการและควบคุมการผลิต ที่ช่วยกันทำให้ละครมีความสมจริงมากที่สุด

ละครเวทีเป็นการสื่อสารแบบสองทาง (two-way communication)ดังนั้นละครเวทีจะประสบความสำเร็จไปไม่ได้เลย หากไม่มีผู้ชม

ประเทศไทยยังมีผลงานการแสดงดีๆ ให้เราได้ชมกัน ขอแค่เพียงเราช่วยกันสนับสนุนและให้กำลังใจนักแสดงและผู้ผลิตผลงานเท่านั้น แล้วประเทศไทยจะนำผลงานดีๆ ออกมาให้เราชมตลอดไป คุณสามารถจองบัตรได้ที่ ไทยทิคเก็ตเมเจอร์  โทร.02-2623456

 

ตะลอนเที่ยว : ท่องเที่ยวเชิงกีฬา Thailand Golf Travel Mart (TGTM) 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/228117

วันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คุณๆ ทราบไหมครับว่า กีฬากอล์ฟ เป็นกีฬาที่ทำเงินตราอย่างมากมายมหาศาลให้กับธุรกิจนี้ โปรดดูข้อมูลต่อไปนี้ แล้วคุณจะเห็นชัดว่า รายได้จากกีฬากอล์ฟมีมากมายเพียงใด

จำนวนผู้เล่นกอล์ฟในอเมริกา 23-24 ล้านคน ในยุโรป 2.26 ล้านคน อเมริกาใต้และอัฟริกา 1.5 ล้านคน ญี่ปุ่น 7 ล้านคน เกาหลีใต้ 5 ล้านคน และในอาเซียน 3 ล้านคน มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากกิจกรรมอันเกี่ยวข้องกับธุรกิจกอล์ฟจากทั่วโลกรวม 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลจาก Asia Pacific Golf Group : APGG ซึ่งนำเสนอในงาน Thailand Golf Travel Mart 2016 ที่พัทยา เมื่อต้นสัปดาห์นี้)

กอล์ฟเข้ามาในประเทศไทยประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงแรกนั้นถือได้ว่าเป็นกีฬาเฉพาะชนชั้นสูงเท่านั้น แต่แล้วกอล์ฟก็ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกอล์ฟระหว่างประเทศ เป็นครั้งแรกในปี 2518 คือรายการกอล์ฟเวิลด์คัพ ครั้งที่ 23 หลังจากนั้นก็มีสนามกอล์ฟเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีนักออกแบบสนามกอล์ฟระดับโลกมาออกแบบสนามกอล์ฟในไทยมากมาย และมีผู้นักกอล์ฟซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลกจำนวนมากเข้ามาออกรอบในสนามกอล์ฟของไทย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พยายามส่งเสริมให้ประเทศมีกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาประเภทต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพราะตระหนักว่านักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยต่างหลงใหลในเกมกีฬาและกอล์ฟก็คือกิจกรรมการกีฬาประเภทหนึ่งที่ททท. พยายามประชาสัมพันธ์ให้นักกอล์ฟจากทั่วโลกรู้จักเมืองไทยผ่านกีฬาชนิดนี้

ช่วงวันที่ 27-29 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา ททท. จัดโครงการ Thailand Golf Travel Mart (TGTM) 2016 นำผู้ซื้อ (Buyer) จากประเทศต่างๆ ทั่วโลกจำนวน 165 ราย มาพบปะเจรจาธุรกิจกับผู้ขาย (Seller) ในประเทศจำนวน 92 ราย และเชิญสื่อมวลชนจากต่างประเทศกว่า 42 รายมาร่วมรายงานข่าวนี้ ณ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การเน้นย้ำให้ประเทศไทยมีสถานะเป็นจุดหมายของนักกอล์ฟระดับโลก (World Class Golf Destination)

แน่นอนว่าเมืองไทยมีสนามกอล์ฟประมาณ 200 กว่าสนามกระจายอยู่ทั่วประเทศ และมีสนามกอล์ฟมาตรฐานระดับโลกหลายสิบแห่ง สนามกอล์ฟเหล่านี้คือเครื่องดึงดูดนักกอล์ฟจากทั่วโลกให้เข้ามาสัมผัส แต่การเข้ามาตีกอล์ฟในเมืองไทยนั้นมิใช่จบแค่เพียงการไปตีกอล์ฟเท่านั้น แต่ยังทำให้นักกอล์ฟและครอบครัว และผู้ติดตามสามารถสัมผัสความงามของศิลปวัฒนธรรมของเมืองไทยในแง่มุมอื่นๆ รวมถึงได้รับบริการในด้านอื่นๆ อาทิ ด้านโรงแรม อาหาร ด้านสปา และที่ท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมโบราณสถาน แหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และแหล่งธุรกิจอีกสารพัดชนิด

ผู้ประกอบการด้านธุรกิจกอล์ฟชาวอเมริกันและเยอรมันที่ไปร่วมงานครั้งนี้บอกกับ Mr.Flower ว่า เวลานักกอล์ฟชาวต่างชาติมาตีกอล์ฟที่เมืองไทย เขาไม่ได้เน้นเฉพาะการตีกอล์ฟเพียงอย่างเดียว แต่เขายังไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ที่มีชื่อเสียงของไทย และบางครั้งครอบครัวของเขาก็ตามมาด้วย โดยลูกและภรรยาของเขาก็ได้มีโอกาสไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งวัฒนธรรมต่างๆ ของไทย ภรรยาของนักกอล์ฟต่างชาติหลายคนชื่นชอบผลไม้ไทย สปาไทย อาหารไทย และผ้าไหมไทย เป็นอย่างมาก หลายคนก็ชื่นชมบริการต่างๆ ในโรงแรมระดับห้าและหกดาวของเมืองไทย แล้วนำเรื่องที่เขาประทับใจไปบอกเล่าให้เพื่อนๆ และญาติพี่น้องในต่างประเทศได้รับรู้ต่อๆ ไป

กีฬาด้านกอล์ฟเป็นกิจกรรมของกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงการกีฬาที่ถือได้ว่ามีกำลังซื้อค่อนข้างสูงมากกลุ่มหนึ่ง นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้สามารถต่อยอดการตลาดด้านการท่องเที่ยวไทยได้เป็นอย่างดี อาทิ ด้านโรงแรมระดับห้าดาว ด้านการช็อปปิ้ง ด้านธุรกิจสปา และอาหาร เป็นต้น

จากสถิติของททท. ระบุว่าเมื่อปี 2558 มีนักท่องเที่ยวผู้นิยมกอล์ฟเดินทางเข้าประเทศไทย 5 แสน 3 หมื่นคน ทำรายได้ให้ประเทศประมาณ 4,400 ล้านบาท ประมาณการว่า ในปี 2559-2560 จะมีนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เข้าประเทศไทยในอัตราที่เติบโตประมาณร้อยละ 3โดยนักท่องเที่ยวที่นิยมเข้ามาตีกอล์ฟในไทยมากที่สุดมาจากตลาดหลัก2 แหล่ง คือ เอเชียตะวันออก และอาเซียน

นักกอล์ฟต่างชาติกลุ่มหนึ่งบอกกับ Mr.Flower ว่าสนามกอล์ฟของไทยได้มาตรฐานโลก แต่คิดราคาค่าบริการที่ถูกกว่าในหลายประเทศมาก ซึ่งถือเป็นจุดดึงดูดใจของนักกอล์ฟที่สำคัญที่สุด และที่มากกว่านั้นคือสามารถเล่นกอล์ฟในไทยได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากประเทศไทยไม่มีหิมะ แต่ถึงแม้จะมีฝนตกหนักในบางช่วง แต่ระบบการระบายน้ำในสนามกอล์ฟที่ได้มาตรฐานโลกก็ทำให้สามารถใช้บริการได้โดยไม่มีอุปสรรค และอีกสิ่งหนี่งทำให้นักกอล์ฟหลงรักประเทศไทยคือ แคดดี้ของไทยมีมารยาทดี มีน้ำใจ และสามารถให้บริการแบบมืออาชีพ

เมื่อได้ฟังความเห็นจากทั้งผู้ทำธุรกิจด้านกีฬากอล์ฟและจากนักกอล์ฟหลายคนจากหลายประเทศที่มีต่อประเทศไทยแล้ว ก็ทำให้พอจะมั่นใจได้ระดับหนึ่งว่า กีฬากอล์ฟคือปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นและเพิ่มยอดรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม