ตะลอนเที่ยว : ไหว้พระที่อยุธยา-สุพรรณฯ แล้วแวะเยี่ยมโค-กระบือที่ร่วมบริจาคให้ชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/226965

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Mr.Flower มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะประกาศให้แฟนคลับหนังสือพิมพ์แนวหน้า และแฟนคอลัมน์บุคคลแนวหน้าโดยธรรมกร รวมถึงผู้ติดตามคอลัมน์ตะลอนเที่ยวว่า โครงการร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือจากโรงฆ่าสัตว์แล้วนำไปมอบให้เกษตรกรเลี้ยงดูจนกว่าโค-กระบือจะสิ้นอายุขัย โดยมีสัญญาผูกมัดแน่นหนาว่าห้ามฆ่าและห้ามขายโค-กระบือที่ได้รับบริจาคโดยเด็ดขาด ล่าสุดโครงการนี้สามารถไถ่ชีวิตของพวกเขาได้แล้ว 32 ชีวิต ขอเรียนย้ำว่าโครงการนี้เป็นความร่วมมืออย่างดียิ่งระหว่างผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าผู้มีใจเมตตากรุณาต่อสัตว์ร่วมโลกซึ่งมีบุญคุณกับเรา และบุคลากรทุกคนในหนังสือพิมพ์แนวหน้า

วัดพนัญเชิง

เพื่อเป็นการสร้างสายสัมพันธ์อันดีร่วมกันระหว่างผู้อ่านแนวหน้าที่ร่วมกันทำโครงการแห่งความเมตตาต่อสัตว์ในโครงการนี้ Mr.Flowerขอเรียนเชิญแฟนคลับแนวหน้าร่วมเดินทางไปไหว้พระและทำบุญในวัดสำคัญในพระนครศรีอยุธยาและสุพรรณบุรี แล้วแวะไปเยี่ยมโค-กระบือที่บริจาคให้ชาวนา ในวันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม 2559 การเดินทางครั้งนี้เป็นแบบเช้าไปเย็นกลับ

คณะของเราจะไปไหว้พระวัดสำคัญๆ (บางวัด) ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่น วัดพนัญเชิงวรวิหาร กราบนมัสการพระพุทธไตรรัตนนายก (หลวงพ่อซำปอกง) พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในอยุธยา, วัดใหญ่ชัยมงคล วัดสำคัญครั้งสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช, วัดมงคลบพิตร วัดที่อยู่ชิดติดกับพระบรมมหาราชวังแห่งกรุงศรีอยุธยา, วัดหน้าพระเมรุ วัดที่ตั้งอยู่ใกล้กับเขตพระนครของกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นวัดเดียวที่ไม่ถูกกองทัพพม่าเผาทำลาย เนื่องจากกองทัพพม่าตั้งกองบัญชาการรบอยู่ ณ วัดแห่งนี้ และแวะกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยไท จากนั้นมุ่งหน้าไปจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อไปกราบพระที่วัดป่าเลไลยก์ และไปชมอนุสาวรีย์ยุทธหัตถี ณ ดอนเจดีย์ แล้วแวะเยี่ยมโค-กระบือที่บริจาคให้กับชาวนาในอำเภอศรีประจันต์

วัดหน้าพระเมรุ

อันที่จริงโครงการนี้ได้มอบโค-กระบือให้กับเกษตรกรหลายจังหวัด อาทิ สุพรรณบุรี ขอนแก่น และชลบุรี เป็นต้น แต่สำหรับการเดินทางใน
ครั้งนี้จะแวะเยี่ยมโค-กระบือที่ศรีประจันต์เท่านั้น เพราะเวลาเดินทางมีค่อนข้างจำกัด คณะของเราตั้งความหวังไว้ว่าในครั้งหน้าจะไปไหว้พระวัดสำคัญๆ ในเขตชลบุรีและฉะเชิงเทรา แล้วแวะไปเยี่ยมโค-กระบือที่บริจาคให้เกษตรกรที่อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

วัดใหญ่ชัยมงคล

รายละเอียดการเดินทางทำบุญและไหว้พระวัดสำคัญในอยุธยา-สุพรรณฯ แล้วแวะเยี่ยมโค-กระบือคือ

06.30 น. พบกันที่สำนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้า ถ.วิภาวดีรังสิต (ตรงข้ามกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์) จุดสังเกตที่ตั้งของสำนักงานหนังสือพิมพ์คือหน้าซอยมีปั๊มแก๊สปตท.ตั้งอยู่ เข้าในซอยประมาณ 50 เมตร

07.00 น. ออกเดินทางด้วยรถบัส มุ่งหน้าไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อกราบนมัสการพระที่วัดพนัญเชิงฯ วัดใหญ่ชัยมงคล วัดมงคลบพิตรวัดหน้าพระเมรุ

12.30 น. รับประทานอาหารกลางวันริมแม่น้ำเจ้าพระยา (อาหารมื้อนี้ไม่มีเนื้อสัตว์ใหญ่ แต่จะเน้นปลาและกุ้ง รวมถึงผักและผลไม้)

13.30 น. เดินทางไปกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระศรีสุริโยไท

14.10 น. เดินทางไปสุพรรณบุรี กราบนมัสการพระที่วัดป่าเลไลยก์แล้วเดินทางไปอนุสาวรีย์ยุทธหัตถี ดอนเจดีย์

16.30 น. แวะชมสวนเกษตรของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรศรีประจันต์ และเยี่ยมโค-กระบือที่บริจาคให้เกษตรกร

17.15 น. เดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยความอิ่มเอมใจ โดยสวัสดิภาพทุกคน

19.30 น. ถึงกรุงเทพฯ ด้วยความประทับใจในผลบุญกุศลที่ร่วมกันทำในครั้งนี้

(หมายเหตุ ขอให้ผู้ที่ร่วมเดินทางโปรดใช้บริการรถสาธารณะเพื่อไปยังสำนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้า เนื่องจากที่จอดรถยนต์ในสำนักงานมีจำนวนจำกัด อาจไม่สะดวกต่อการจอดรถยนต์ของสมาชิกผู้ร่วมเดินทาง)

ค่าบริการท่านละ 1 พันบาท รับสมาชิกเพียง 30 รายเท่านั้น (ล่าสุดเหลือที่นั่งจำนวนไม่มากแล้วครับ)

วัดมงคลบพิตร

สำหรับแฟนแนวหน้ารายใดที่มีความประสงค์จะร่วมสมทบทุนเพื่อไถ่ชีวิตโค-กระบือ โปรดติดต่อหมายเลข 091-7233615 ทั้งนี้คณะผู้ดำเนินโครงการจะไปไถ่ชีวิตโค-กระบืออีกในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ณ โรงฆ่าสัตว์จังหวัดนครปฐม หากผู้อ่านรายใดต้องการร่วมเป็นพยานในการไถ่ชีวิตที่โรงฆ่าสัตว์ โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์เดียวกันนี้ คณะผู้ดำเนินโครงการไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากผู้ประสงค์จะร่วมเดินทางไปที่โรงฆ่าสัตว์ด้วยกัน แต่รับผู้สนใจได้เพียง 4-5 รายเท่านั้นครับ

วัดป่าเลไลยก์

ก่อนจากวันนี้ Mr. Flower ขอเชิญชวนให้คุณๆ งดการบริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่ทุกชนิด เพื่อลดการฆ่าสัตว์ใหญ่ในสังคมไทย และขอเรียนแจ้งว่าหากแฟนหนังสือพิมพ์แนวหน้ารายใดมีความพร้อมที่จะสามารถรับโค-กระบือไปเลี้ยงดูเพื่อให้เขาเหล่านั้นมีความสุขในชีวิตได้ โปรดติดต่อเพื่อพูดคุยทำสัญญาได้ที่หมายเลข 091-7233615 ครับ

สาธุ ขอร่วมอนุโมทนาบุญกับผู้มีจิตเมตตาต่อสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมโลกของเราทุกคน แล้วพบกันวันเดินทางไปอยุธยาและสุพรรณบุรีครับ

(ขอขอบคุณ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ที่อนุเคราะห์พาหนะและน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับการเดินทางในครั้งนี้)

อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

อนุสาวรีย์ยุทธหัตถี

อนุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยไท

ชีวิตที่รอความตาย เพื่อให้คนได้อิ่มท้อง

ท้องแก่ใกล้คลอด วัวตัวนี้คณะของเราไถ่ชีวิตเขาแล้ว

อิสรภาพกลางท้องทุ่ง

อิสรภาพกลางท้องทุ่งที่พวกเรามอบให้เขา

ตะลอนเที่ยว : น่าน-แพร่ เมืองที่กาลเวลาถูกสะกดให้หยุดนิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/225951

วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วัดพระธาตุเขาน้อย

ความเจริญเป็นสิ่งที่ผู้คนปรารถนา แต่ถ้าหากเป็นเพียงแค่ความเจริญทางวัตถุแล้วทำให้ความสุขสงบของเมืองมลายหายไป เรื่องเช่นนี้ไม่ถูกเรียกว่าความเจริญ หรือพัฒนาการของเมือง แต่มันคือการทำให้เมืองสูญเสียความสุข และความสงบไปโดยปริยาย

จังหวัดต่างๆ ของไทยสูญเสียความสุข ความสงบ และความงามตามวิถีดั่งเดิมไปจนหมดสิ้นเมื่อเมืองเติบโตขึ้นจนเต็มไปด้วยตึกสูงๆ เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้าง แต่ทว่าสิ่งก่อสร้างที่แปลกปลอมเหล่านั้นกลับทำลายล้างเอกลักษณ์ของเมืองไปจนไม่หลงเหลือรูปลักษณ์ และเอกลักษณ์ดั้งเดิมของเมือง

สำหรับน่านและแพร่ยังอาจจะถือได้ว่าเป็นเมืองที่ยังสามารถรักษาเอกลักษณ์ของเมืองเก่าที่มีชีวิตชีวา และสามารถรักษาเอกลักษณ์ดั่งเดิมของตนไว้ได้อย่างน่านับถือ แม้จะถูกกระแสของการเปลี่ยนแปลงด้านวัตถุนิยมและบริโภคนิยมโหมกระหน่ำบุกรุกอย่างหนักก็ตาม

แต่ถึงกระนั้นเมืองน่านก็ยังมีปัญหาใหญ่มากคือ การโค่นทำลายป่าบนภูเขาจนโกร๋นเหี้ยนเตียนไม่เหลือแม้แต่ตอไม้ แล้วเอาที่บนภูเขาไปปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด เพื่อป้อนให้กับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ยักษ์ใหญ่ที่เปิดกิจการอยู่ในประเทศไทย ส่วนแพร่ก็มีปัญหานี้ไม่แตกต่างไปจากน่านมากนัก

แต่น่านและแพร่ในมุมมองของความเป็นเมืองเก่าที่สามารถหยุดกาลเวลาได้ชั่วขณะ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเมืองรวมถึงวัดวาอาราม และบ้านเรือนที่ปลูกสร้างด้วยไม้อายุนับร้อยปีก็ยังคงมีมนต์เสน่ห์ที่ชวนให้ผู้คนใหลหลงไป

น่านและแพร่คือเมืองในโครงการ 12 เมืองต้องห้าม…พลาด plus แต่ห้ามพลาดในที่นี้คือห้ามพลาดการไปเที่ยวชม

ไปน่านแล้วไปเที่ยวอะไร เที่ยวที่ไหน

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง วัดภูมินทร์

สถานที่แห่งแรกที่ต้องไปคือวัดภูมินทร์ ถนนผากอง ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน วัดนี้เป็นวัดหลวง ภายในวิหารจตุมุขประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยสี่องค์หันพระปฤษฎางชนกัน และมีสิ่งสำคัญภาพจิตรกรรมฝาผนังหรือฮูบแต้ม แสดงเรื่องพุทธชาดก และชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงตำนานพื้นบ้านของชาวเมืองน่าน ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือภาพปู่ม่านย่าม่าน สำหรับผู้อ่านที่อายุเกิน 50 ปี อาจจะจำได้ว่าวิหารวัดภูมินทร์นี้เคยปรากฏอยู่หลังธนบัตรใบละ 1 บาทของไทยมาก่อน

น่านเป็นเมืองที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นเมืองพี่เมืองน้องกับหลวงพระบาง ของลาว เพราะมีความละม้ายกันมากในเรื่องของเมืองที่มีวัดวาอารามอยู่มากมายภายในเขตเมือง วัดต่างๆ ในเมืองน่านมีประมาณ 50 วัด นอกจากวัดแล้วเมืองน่านยังมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำจังหวัดน่าน ซึ่งเดิมคือคุ้มเจ้าหลวงเมืองน่าน สิ่งสำคัญที่เก็บรักษาไว้ภายในคือ งาช้างดำคู่บ้านคู่เมืองของน่าน

เมื่อออกไปนอกเขตเมืองน่านสักเล็กน้อยก็จะมีวัดพระธาตุเขาน้อยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีน่าน
ปางประทานพร

พระธาตุแช่แห้ง

เมื่อออกจากตัวเมืองไปเล็กน้อย โดยไปที่อำเภอภูเพียง ก็จะมีสถานที่สำคัญที่สุดอีกแห่งหนึ่งคือวัดพระธาตุแช่แห้ง ปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่บนเนินทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน ในอดีตคือศูนย์กลางเมืองน่าน วัดพระธาตุแช่แห้งสร้างในสมัยเจ้าพระยาการเมือง เป็นที่ประดิษฐานพระมหาชินธาตุเจ้า 7 พระองค์องค์พระธาตุเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ทางขึ้นสู่องค์พระธาตุเป็นตัวพญานาค หน้าบันเหนือประตูทางเข้าพระวิหารเป็นปูนปั้นลายนาคเกี้ยว ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของศิลปกรรมเมืองน่าน เจดีย์พระธาตุแช่แห้งเป็นเจดีย์ธาตุราศีของผู้เกิดปีเถาะ

น่านมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายทั้งแหล่งโบราณสถานและสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ชุมชนไทลื้อที่อำเภอท่าวังผา บ้านหนองบัว ที่แห่งนี้มีชื่อเสียงมากในเรื่องผ้าทอลายน้ำไหล และเมื่อมาถึงชุมชนนี้ก็ต้องไม่พลาดการไปกราบนมัสการพระพุทธรูปที่วิหารวัดหนองบัว และต้องไม่พลาดการชมจิตรกรรมฝาผนังของวัดนี้โดยเฉพาะภาพวาดที่แสดงการแต่งกายของผู้หญิงนุ่งซิ่นลายน้ำไหลและซิ่นตีนจก

บ่อเกลือสินเธาว์

และที่พลาดไม่ได้เช่นกันคือที่อำเภอบ่อเกลือ แหล่งเกลือสินเธาว์ขนาดใหญ่ของเมืองไทยตั้งแต่ยุคโบราณ ปัจจุบันชาวบ่อเกลือยังคงรักษาการทำเกลือภูเขาแบบดั่งเดิมไว้ ส่วนที่อำเภอเวียงสา ซึ่งติดกับจังหวัดแพร่ ก็เป็นเมืองที่คุณยังสามารถพบเห็นบ้านไม้สักแบบดั่งเดิมที่ชาวบ้านยังใช้พักอาศัยในชีวิตจริง และที่เวียงสามีวัดเชียงยืน ซึ่งมีสถาปัตยกรรมละม้ายกับวัดเชียงทอง ในหลวงพระบางมาก และที่พลาดไม่ได้อีกเทศกาลหนึ่งคือประเพณีแข่งเรือยาววันออกพรรษาในลำน้ำน่าน

ขอบอกเพียงสั้นๆ ว่า น่านมีที่เที่ยวนานาชนิดให้คุณเที่ยวชมได้ทั้งปี ลองไปน่านสักครั้งแล้วคุณจะประทับใจ หากคุณได้นั่งสามล้อถีบแล้วค่อยๆ ชมตัวเมืองน่านแบบแช่มช้า ขอยืนยันว่าคุณจะต้องกลับไปเยือนเมืองน่านอีกอย่างแน่นอน

พระธาตุช่อแฮ

ส่วนเมืองแพร่ก็เป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเช่นกัน บางคนเรียกว่าเมืองของพระลอ พระเพื่อน และพระแพง เมืองแพร่มีพระธาตุประจำเมืองคือพระธาตุช่อแฮ พระธาตุประจำผู้เกิดปีขาล องค์พระธาตุสร้างเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ย่อมุมไม้สิบสอง ศิลปะเชียงแสน สร้างด้วยอิฐโบกปูนแล้วหุ้มด้วยแผ่นทองเหลืองลงรักปิดทอง นอกจากนี้ยังมีพระธาตุจอมแจ้งตั้งอยู่ห่างจากพระธาตุช่อแฮไปประมาณ 2 กิโลเมตร

คุ้มเจ้าหลวง

สถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในเมืองแพร่คือคุ้มวงศ์บุรี ถนนคำลือ บ้านไม้สักสองชั้นสร้างแบบยุโรปประยุกต์ทรงปั้นหยา สิ่งที่ทำให้คุ้มหลังนี้เป็นที่ประทับใจผู้ได้ชมมากคือลวดลายของไม้แกะสลักประดับที่หน้าจั่ว ชายคา ระเบียง ช่องลม ชายน้ำ หน้าต่าง และประตู และที่ต้องไม่พลาดชมคือคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ ถนนคุ้มเดิม ตำบลในเวียง เป็นสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 5 กรุงรัตนโกสินทร์ เป็นสถาปัตยกรรมไทยผสมยุโรปหรือเรียกง่ายๆ ว่าทรงขนมปังขิง คุ้มเจ้าหลวงหลังนี้มีประตู 72 บาน ใต้ถุนสูง ในอดีตบริเวณใต้ถุนอาคารเคยใช้เป็นที่คุมขังนักโทษ

ส่วนบ้านอีกหลังหนึ่งที่ได้รับคำกล่าวถึงอย่างมากคือบ้านประทับใจ หรือบ้านเสาร้อยต้น เป็นบ้านที่สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง เสาบ้านเป็นไม้สักรวม 130 ต้น เสาแต่ละต้นมีอายุเฉลี่ย 300 ปีตั้งอยู่บนนถนนสาย แพร่-ลอง หมายเลข 1023

ผ้าม่อฮ่อม

เมื่อไปถึงแพร่แล้ว หลายคนก็ต้องไปชมแพะเมืองผี สถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่เกิดจากการถูกฝน น้ำ และลมกัดเซาะมานานนับล้านปีและที่พลาดไม่ได้เป็นอย่างยิ่งเมื่อมาถึงแพร่คือ การหาซื้อเสื้อผ้าม่อฮ่อม บ้านทุ่งโฮ้ง ม่อฮ่อมคุณภาพดีที่ถูกกล่าวขานมานานหลายสิบปี

วนอุทยานแพะเมืองผี

เมืองแพร่และเมืองน่านเป็นเมืองที่หลายต่อหลายคนอาจจะมองข้ามผ่านไป แต่ขอรับรองว่าหากคุณได้มีโอกาสไปเที่ยวไปชมและไปสัมผัสสักครั้ง คุณจะหลงใหลในมนต์เสน่ห์ของเมืองต้องห้ามพลาดทั้งสองนี้ ไม่เชื่อลองไปพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง

ดอยเสมอดาว

ล่องแก่งลำนํ้าว้า

ตะลอนเที่ยว : ชมนก ชมไม้ ในสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ฯ จตุจักร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/224789

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรุงเทพฯ มีต้นไม้และพื้นที่สีเขียวน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบพื้นที่แบบตารางกิโลเมตรต่อกิโลเมตรกับเมืองหลวงของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือแม้กระทั่งเปรียบเทียบกันเองกับประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน สำหรับผู้ที่เคยไปเวียดนาม ลาว อินโดนีเซีย คงตอบได้ชัดว่ากรุงเทพฯ มีต้นไม้ใหญ่น้อยกว่าเมืองที่กล่าวมาทั้งสิ้น

ข้อความนี้เป็นจริงมากที่สุด เพราะผู้ที่เคยไปเที่ยวชมหรือเคยอยู่อาศัยในประเทศที่พัฒนาแล้วจะรู้ได้โดยทันทีว่า กรุงเทพฯ มีต้นไม้ใหญ่น้อยมาก แถมยังมีสวนสาธารณะน้อย แต่ที่น่าเป็นห่วงมากก็คือสวนสาธารณะที่มีอยู่ก็มีต้นไม้ใหญ่ไม่มาก

มีคำถามว่าทำไมกรุงเทพฯ มีต้นไม้ใหญ่น้อยมากตามถนนหนทางก็ไม่ปลูกต้นไม้ใหญ่ ครั้นเมื่อปลูกต้นไม้ขนาดกลางก็ยังอุตส่าห์ตัดเสียราวกับจะโค่นต้นไม้ทิ้ง เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะว่า คนกรุงเทพฯ ไม่รักต้นไม้หรือหรือเป็นเพราะว่าผู้บริหารกรุงเทพฯ ไม่รักต้นไม้

แต่ช่างเถอะ ใครจะรักหรือไม่รักต้นไม้ก็เรื่องของเขา แต่ Mr.Flower ขอเชิญชวนให้คุณผู้อ่านรักต้นไม้ให้มากๆ และขอให้ช่วยกันปลูกต้นไม้ ดูแลต้นไม้ และรักษาต้นไม้ให้เติบโต เพื่อความร่มเย็น เพื่อเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ และเพื่อความสบายตาของผู้พบเห็น

วันนี้เราไปเที่ยวสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯที่ถนนกำแพงเพชร เขตจตุจักร ด้วยกันครับ ขอยืนยัน ว่าสวนแห่งนี้มีความร่มรื่นมาก มีต้นไม้มากมาย ถึงแม้จะยังไม่มีต้นไม้ใหญ่ขนาดหลายคนโอบก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่ามีความเขียวขจี ให้ความร่มเย็น และเป็นที่อยู่อาศัย รวมถึงเป็นที่หากินของนกนานาชนิต รวมถึงกระรอกหางเป็นพวงที่แสนน่ารักจำนวนมาก

สวนแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2535 ในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา ภายในสวนมีพันธุ์ไม้
นานาชนิด อาทิ พันธุ์ไม้ที่มีดอกหอมสารพัดชนิด อาทิ กุหลาบมอญ สายหยุด นางแย้ม เป็นต้น และยังมีพันธุ์ไม้ใบสวย และไม้ดอกสารพัดชนิด พันธุ์ไม้ในวรรณคดีไทย พันธุ์ไม้ประจำจังหวัดทั้ง 77 จังหวัดของไทย พันธุ์ไม้ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ไทย พันธุ์ไม้เฉลิมพระเกียรติ บัวสารพัดชนิดทั้งไทยและเทศ ชบาทุกสายพันธุ์จากหลากหลายเขตของโลกไม้น้ำหลากหลายสายพันธุ์ พันธุ์กล้วยทุกชนิดทั้งกินได้และเพื่อการประดับตกแต่ง มะพร้าวสารพัดพันธุ์ รวมถึงพันธุ์ไม้นามพระราชทาน และพันธุ์ไม้เฉลิมพระเกียรติ อาทิ กุหลาบควีนสิริกิติ์ ดอนญ่าควีนสิริกิติ์ ดุสิตา นิมมานนรดี มณีเทวา เป็นต้น และยังมีไม้ตระกูลเข็ม ปาล์มทั้งพันธุ์ไทยแท้ และพันธุ์จากต่างประเทศ รวมถึงลั่นทมนานาชนิด

สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ คือสวนพฤกษศาสตร์ เป็นแหล่งรวมพันธุ์ไม้นานาชนิดไว้เพื่อการศึกษาและเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจอย่างใกล้ชิดกับธรรมชาติในเขตเมืองหลวงของประเทศไทย

สวนแห่งนี้ยังให้ความสำคัญกับผู้พิการทางสายตาด้วย โดยการปลูกต้นไม้มีกลิ่นหอมเป็นจุดๆ ไว้แล้วทำทางเดินโดยมีราวเป็นที่จับเพื่อเดินไปสัมผัสกับความหอมของดอกไม้ได้อย่างใกล้ชิด โดยมีทั้งไม้ดอกหอม ใบหอม เปลือกหอม และมีอักษรเบรลล์บรรยายไว้ผสมกับเสียงบรรยายเรื่องราวของต้นไม้ต่างๆ แต่ที่น่าสนใจคือที่ต้นไม้ใหญ่จะมี QR code ติดไว้ทุกต้น ทำให้สามารถใช้ระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่อ่านประวัติและวงศ์ของต้นไม้ได้ทุกต้น

และที่มหัศจรรย์มากคือ มีป่าพรุซึ่งมีสภาพไม่ต่างไปจากป่าพรุในเขตภาคใต้ของไทย เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่าเท่านั้น ดังนั้นสวนแห่งนี้จึงมีระบบนิเวศน์ที่คล้ายคลึงกับป่าธรรมชาติมากที่สุดแห่งหนึ่ง

และล่าสุดในช่วงเดือนมหามงคล สิงหาคม ปีนี้ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ร่วมกับ มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สวนแห่งนี้จะเปิดพื้นที่สวนป่ารักน้ำเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปีและเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559 สวนป่ารักน้ำถูกสร้างขึ้นโดยจำลองมาจากป่าต้นน้ำ มีพื้นที่ 9 ไร่ จำลองระบบนิเวศน์ให้เหมือนกับป่าต้นน้ำโดยแท้จริง

สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ตั้งอยู่ติดกับสวนจตุจักร และสวนรถไฟ (สวนวชิรเบญจทัศ) เปิดให้บริการฟรีทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05.00-20.30 น. ทางเข้าที่สะดวกที่สุดคือเข้าประตูเดียวกับพิพิธภัณฑ์เด็ก กรุงเทพฯ

ขอเชิญชวนให้คุณไปสัมผัสความเขียวขจีความร่มรื่นของสวนแห่งนี้ และคุณสามารถวิ่งหรือเดินออกกำลังกายได้บนทางเดินทางยาวประมาณ2 กิโลเมตรเศษ ใต้ร่มไม้ที่แสนร่มเย็น รับรองว่าคุณจะหลงรักสวนแห่งนี้ ถ้าหากคุณเป็นผู้ที่รักและหลงใหลในต้นไม้และพันธุ์ไม้นานาชนิด

 

ตะลอนเที่ยว : สุรินทร์ บุรีรัมย์ เมืองแห่งปราสาทหินในเขตอีสานใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/223619

วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปราสาทหินพนมรุ้ง

ความตั้งใจเดิมของ Mr.Flower กับการเดินทางไปเที่ยวจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ในครั้งนี้คือการไปชมความงามของปราสาทหินให้ครบทุกแห่งในจังหวัดทั้งสอง แต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนความตั้งใจในภายหลัง เพราะแค่เพียงระยะเวลา 3 วัน ของการเดินทางคงไม่สามารถติดตามไปชมความงามของปราสาทหินที่มีหลายสิบแห่งได้ แต่ก็ตั้งใจว่าในวันข้างหน้าจะกลับไปตระเวนชมความวิจิตรของปราสาทหินให้ครบทุกแห่งในบุรีรัมย์และสุรินทร์

ทริปนี้เราเริ่มต้นกันที่บุรีรัมย์ โดยมุ่งตรงไปที่ปราสาทพนมรุ้ง ศาสนาสถานซึ่งได้รับการขนานนามว่าทิพยวิมานบนเขาไกรลาส ปราสาทนี้สร้างขึ้นบนภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว โดยสร้างในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 15-17 สันนิษฐานว่าผู้ทรงสร้างคือพระเจ้านเรนทราทิตย์ แห่งราชวงศ์มหิทธรปุระ เพื่อเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ครั้นต่อมาศตวรรษที่ 18 สำหรับ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอมทรงนับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน เทวสถานแห่งนี้จึงได้รับการดัดแปลงเป็นพุทธศาสนสถานในช่วงเวลานั้น ปราสาทหินนี้สร้างด้วยหินทรายสีชมพู

วัดเขาอังคาร

หลายต่อหลายคนจะพากันไปชมปรากฏการณ์ชมแสงพระอาทิตย์ส่องผ่านประตู 15 ช่องของพนมรุ้ง ซึ่งใน 1 ปีจะสามารถชมได้ 4 ช่วงคือ วันที่ 6-8 มีนาคม และวันที่ 6-8 ตุลาคม (ชมพระอาทิตย์ตกผ่าน 15 ช่องประตู) ส่วนวันที่ 3-5 เมษายน วันที่ 8-10 กันยายน (ชมพระอาทิตย์ขึ้นผ่าน 15 ช่องประตู) จุดที่ดูคือด้านหน้าและด้านหลังของปราสาทหิน แต่ที่อยากจะขอบอกว่าต้องไม่พลาดชมก็คือหน้าบัน และทับหลังต่างๆ ในปราสาทหินพนมรุ้ง ซึ่งมีความงามแตกต่างกันไป บางคนเข้าใจว่าที่พนมรุ้งมีเพียงทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์เท่านั้น แต่ขอเรียนว่ามีทับหลังอีกมากมาย โดยเฉพาะหน้าบันรูปศิวนาฏราช และหน้าบันรูปพระกฤษณะทรงปราบนาคกาลียะ แล้วจะยิ่งมีอรรถรสในการชมมากยิ่งขึ้นหากมีความรู้เรื่องเทพเจ้าต่างๆ ตามความเชื่อของฮินดูเป็นอย่างดี

ต่อด้วยปราสาทเมืองต่ำ ที่อยู่ห่างจากปราสาทพนมรุ้ง ประมาณ 8 กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ สันนิษฐานว่าปราสาทแห่งนี้สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 16-18 เป็นศิลปะขอมแบบปาปวน สร้างเป็นเทวสถานของลัทธิไศวนิกาย ปราสาทเมืองต่ำมีขนาดไม่ใหญ่โตเท่าปราสาทพนมรุ้ง มีกำแพงสูงประมาณ 3 เมตร ล้อมรอบทุกด้าน และภายนอกปราสาทมีสระน้ำ (บาราย) ล้อมทั้งสี่ด้านด้วย เปรียบเหมือนเกษียรสมุทรที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ส่วนใจกลางเขตปราสาทมีประสาท 5 องค์ แต่มีองค์กลางสูงที่สุดเปรียบเสมือนเขาไกรลาสที่ประทับพระศิวะเจ้า ส่วนทับหลังที่สำคัญของปราสาทเมืองต่ำคือทับหลังที่สลักเป็นพระอินทร์ประทับนั่งบนช้างเอราวัณ

ปราสาทเมืองตํ่า

จากนั้นก็ต่อไปชมปราสาทหินในเขตจังหวัดสุรินทร์ เริ่มที่ปราสาทศีขรภูมิ เป็นปราสาทขนาดเล็ก ศิลปะขอมแบบบาปวนผสมนครวัด สร้างขึ้นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นเทวสถานของศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ปราสาทแห่งนี้ประกอบด้วยปรางค์ก่อด้วยอิฐ 5 องค์ ตั้งอยู่บนฐานเดียวกันยกพื้นสูง มีบาราย (สระน้ำ) ล้อมรอบ 3 ด้าน มีองค์กลางคือปรางค์ประธาน ก่อด้วยหินทราย ผสมศิลาแลงและอิฐ ปราสาทศีขรภูมินี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นที่รวมงานศิลป์ชิ้นสำคัญของปราสาทหินที่เป็นศิลปะขอม โดยเฉพาะรูปทวารบาลยืนถือกระบองประกบอยู่ด้านข้างนางอัปสรา และที่นี่ยังได้รับการยอมรับว่ามีรูปสลักนางอัปสราที่งดงามและสมบูรณ์แบบที่สุดในบรรดางานศิลปะการแกะสลักหินในปราสาทหินที่ปรากฏอยู่ในเขตเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปสลักนางอัปสราทรงเครื่องในกรอบประตูด้านหน้าของปรางค์ประธาน ส่วนทับหลังก็สลักเรื่องราวของพระศิวะ 3 ตอน คือศิวนาฏราชบนแท่นหงส์ 3 ตัวที่อยู่เหนือเศียรเกียรติมุข มีรูปพระคเณศ พระพรหม พระวิษณุ และนางปารพตี (พระอุมา) อยู่ด้านล่าง โดยได้ชื่อว่าสวยงามและสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในเมืองไทย

วนอุทยานเขากระโดง

ต่อด้วยปราสาทหินบ้านพลวง ในเขตอำเภอปราสาท เป็นปราสาทขนาดเล็กแต่ฝีมือการสลักหินวิจิตรบรรจงมาก องค์พระปรางค์ก่อด้วยศิลาแลงหินทราย และอิฐ เป็นสี่เหลี่ยมย่อมุมจำหลักลายวิจิตรมาก แต่องค์ปรางค์พังทลายลงเหลือเพียงครึ่งเดียว โดยส่วนยอดพังหายไปแล้ว

อันที่จริงแล้วในเขตจังหวัดสุรินทร์ยังมีปราสาทหินอีกมากมาย อาทิ ปราสาทตาเมือนธม  ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาเมือน ซึ่งเรียกรวมกันว่ากลุ่มปราสาทตาเมือนตั้งอยู่บนแนวเขาพนมดงรัก ซึ่งอยู่ใกล้กับชายแดนไทย-กัมพูชามาก หากจากชายแดนเพียง 10 กิโลเมตร เท่านั้น

เมืองสุรินทร์ยังได้รับการขนานนามว่าเมืองช้าง ดังนั้นเมื่อมาแล้วก็ต้องไปเที่ยวหมู่บ้านช้างที่อำเภอท่าตูม ชุมชนชาวส่วยด้วย ที่นี่มีการฝึกหัดช้าง เลี้ยงช้าง และคล้องช้าง ชาวบ้านทางตูมเลี้ยงช้างไว้เป็นเพื่อน กินนอนร่วมกัน ไม่ได้เลี้ยงช้างไว้เพื่อใช้แรงงานเหมือนในภาคเหนือของไทย นักท่องเที่ยวที่เป็นคู่สามีภรรยามักนิยมไปจดทะเบียนสมรสบนหลังช้างในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ศูนย์คชศึกษา ส่วนช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ช่วงขึ้น 13-15 ค่ำ เดือน 6 ที่วัดแจ้งสว่าง บ้านตากลาง อ.ท่าตูม จะมีการแห่นาคด้วยช้างกว่า 50 เชือก ข้ามลำน้ำมูลในพิธีอุปสมบท ส่วนในสัปดาห์ที่สามของเดือนพฤศจิกายนทุกปีจะมีงานช้างสุรินทร์ ที่สนามกีฬาศรีณรงค์

ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง

และเป็นปกติเมื่อได้มาเที่ยวแล้ว ก็ต้องซื้อของดีประจำเมืองสุรินทร์และบุรีรัมย์กลับบ้านด้วย ของดีเมืองสุรินทร์จำพวกผ้าคือผ้าไหมยกทองจันทร์โสมา บ้านท่าสว่างที่เป็นผ้าทองยกทองชั้นสูงแบบราชสำนักไทยโบราณ และยังมีเครื่องเงินจำพวกลูกประคำเงิน(ลูกประเกือม) บ้านเขวาสินรินทร์ บ้านโชค บ้านสะดอ อำเภอเขวาสินรินทร์ส่วนของที่ระลึกจากเมืองบุรีรัมย์คือ ผ้าไหมและผ้าฝ้ายบ้านนาโพธิ์ผ้าซิ่นตีนไหมแดง ผ้าเอกลักษณ์ของชาวอำเภอพุทไธสงและอำเภอนาโพธิ์ ผ้าฝ้ายภูเขาไฟภูอัคนี เป็นผ้าฝ้ายย้อมดินภูเขาไฟของชุมชนบ้านเจริญสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมด้านการท่องเที่ยวในจังหวัดบุรีรัมย์และสุรินทร์โปรดโทร. 1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย

เขื่อนลำนางรอง

ปราสาทศีขรภูมิ

ประเพณีบวชนาคช้าง

หมู่บ้านช้างบ้านตากลาง

ตะลอนเที่ยว : ข้าวแช่ บ้านกัลยาณมิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/222523

วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 09.58 น.
“ข้าวแช่ เขาทานกันหน้าร้อนเท่านั้น หน้าอื่น เขาไม่ทานกันหรอก”

จริงหรือ ที่ต้องทานข้าวแช่แค่เพียงช่วงหน้าร้อนเท่านั้น แล้วถ้าทานในหน้าอื่นจะถือเป็นเรื่องผิดปกติหรือ

วันนี้ Mr.Flower ชวนคุณไปทานข้าวแช่กัน ขอเรียนว่าหากจะทานข้าวแช่หน้าไหนก็ไม่ผิด เพียงแต่ติดปัญหาที่ว่า จะมีผู้ทำข้าวแช่อร่อยๆ ให้ทานหรือเปล่าเท่านั้น

อ้อ! แล้วที่มีผู้บอกว่า เขาไม่ทานข้าวแช่ในหน้าหนาว ก็เพราะอากาศมันเย็นอยู่แล้ว จริงหรือครับ แล้วทำไมยังทานไอศกรีมในหน้าหนาวเล่าครับ หรือว่าไอศกรีมไม่เย็น (ฮา ฮา ฮา)

คนเก่าคนแก่ที่มีความรู้ด้านอาหารการกินเป็นอย่างดีเล่าให้ฟังว่า ข้าวแช่คืออาหารของชาวมอญ ที่ทำขึ้นเพื่อถวายเทพเจ้าตามความเชื่อในช่วงตรุษสงกรานต์ แล้วก็มักจะทำเพื่อถวายพระช่วงฉันเพล และใช้เลี้ยงแขกเหรื่อในงานบุญต่างๆ ข้าวแช่เข้าไปในราชสำนักของกรุงสยามตั้งแต่ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยสตรีมอญที่ทำงานอยู่ฝ่ายใน และแล้วข้าวแช่ก็ถูกดัดแปลงให้เหมาะสมกับรสอาหารของคนไทย ผสมผสานกับความประณีตพิถีพิถันในการทำทุกขั้นตอนจนกลายเป็นอาหารที่หากินได้ไม่ง่ายนัก

มีผู้บอกว่า ข้าวแช่ทำยาก วิธีการกินก็ยาก คนที่ทำไม่เป็นก็ทำไม่ได้ ถึงทำได้ก็ไม่อร่อย ไม่น่ากิน แต่คนกินนั้นหากกินไม่เป็นก็เสียของอีก เราจึงเข้าใจกันเอาเองว่าข้าวแช่เป็นของยากเป็นของสูง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เลย ข้าวแช่ก็คือของพื้นๆ แต่ต้องทำอย่างพิถีพิถันอย่างมากเท่านั้นเอง ส่วนจะทำให้วิจิตรวิลิศมาหรามากแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับฝีมือการประดิดประดอยให้น่าชมและน่าชิม

ข้าวแช่ที่จะชวนคุณไปชิมวันนี้เป็นข้าวแช่จากบ้านกัลยาณมิตร ซึ่งทำกันมารุ่นต่อรุ่นจนปัจจุบัน อาหนู ปรักมาศ (กัลยาณมิตร) สุวรรณสิงห์ ยังคงเก็บรักษาสูตรข้าวแช่ของบ้านไว้ (ยิ่งช่วงหลังเมื่อเกษียณจากราชการมาหลายปีแล้ว ก็พอจะมีเวลาทำข้าวแช่ได้บ่อยขึ้น) และที่สำคัญคืออาหนูย้ำว่าไม่ต้องลงรูปภาพของอาในคอลัมน์นะจ๊ะ (อาหนูคือน้องสาวคนเล็กสุดท้องของครอบครัวกัลยาณมิตร ซึ่งมี เปรมินเป็นพี่คนโตของบ้านหลายต่อหลายคนเรียกเปรมินว่า พี่เป็ด อาเป็ด ลุงเป็ดผู้น่ารัก ผู้สร้างรอยยิ้ม และความสนุกสนาน โดยเฉพาะเวลาด่า เนื่องจากเป็นผู้มีพรสวรรค์ในการเลือกคำด่าที่น่ารักมาก)

อาหนูบอกว่าข้าวแช่ทำไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่ายนัก เพราะมีขั้นตอนมาก มีเครื่องเคียงเยอะ ต้องประดิดประดอยให้น่ากิน ข้าวที่กินก็ต้องเป็นข้าวหอมชั้นดีที่หุงให้สวยเป็นพิเศษ เม็ดข้าวต้องร่วนมากๆ แต่ต้องไม่แข็งจนกลืนไม่ลง น้ำเย็นที่ใช้แช่ข้าวก็ต้องสะอาดและมีกลิ่นหอมจางๆ ของดอกมะลิที่ไม่ผ่านการฉีดพ้นสารเคมีใดๆ และต้องไม่มีมดแมลงติดอยู่ในดอกมะลิด้วย พูดถึงวิธีหุงข้าวเพื่อทำข้าวแช่ก็มีขั้นตอนมาก เพราะต้องเลือกข้าวหอมอย่างดีจริงๆ นำไปล้างขัดทำความสะอาดด้วยสารส้มก่อน ล้างให้สะอาดแล้วแช่น้ำไว้หนึ่งคืน ต้มน้ำให้เดือดพล่านแล้วเทข้าวสารที่แช่ไว้ลงในหม้อ ค่อยๆ คน เพื่อไม่ให้เม็ดข้าวหัก แล้วนำข้าวขึ้นมาดูเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้สุกจนข้าวบาน แต่ก็ต้องไม่ให้ข้าวแข็งเป็นไต เมื่อได้ที่พอดีแล้ว ก็ตักข้าวไปแช่ในน้ำเย็นโดยทันที แล้วเอาข้าวไปวางบนผ้าขาวบางแล้วพักข้าวไว้ก่อน (แค่เพียงขั้นตอนการหุงข้าวก็อาจทำให้บางคนท้อแล้วใช่ไหม)

ข้าวแช่จะมีเครื่องเคียงหลักๆ 5-6 อย่าง คือ ลูกกะปิทอด พริกหยวกสอดไส้ทอดแล้วคลุมด้วยไข่ทอดที่โรยเป็นตาข่าย พริกแห้งสอดไส้ปลาป่นทอด หัวไชโป๊วเค็มผัดแห้งกับน้ำตาลโตนด เนื้อฝอยหรือหมูฝอยผัดแห้ง (ใครไม่ทานเนื้อก็ข้ามเมนูนี้ไป) หัวหอมสอดไส้ทอด ปลายี่สนผัดน้ำตาลผักสด เช่น กระชายสด ต้นหอม พริกสด แตงกวา มะม่วงดิบสด โดยผักทุกอย่างจะสลักเป็นดอกไม้ใบไม้ เป็นต้น

ผมจะลองพยายามอธิบายการทำพริกหยวกสอดไส้ให้คุณได้ทราบนะครับ วัตถุดิบและเครื่องปรุง คือ พริกหยวก 10 เม็ด หมูเนื้อครึ่งกิโลกรัม กุ้งครึ่งกิโลกรัม ไข่ไก่ 5 ฟอง กระเทียม 5-7 กลีบ รากผักชี 3 ราก พริกไทย 10-12 เม็ด น้ำปลาอย่างดีครึ่งช้อนชา เกลือทะเลหนึ่งช้อนชา น้ำตาลครึ่งช้อนโต๊ะ เมื่อได้ครบแล้วนําเนื้อหมูและเนื้อกุ้งสับผสมกันให้ละเอียด แล้วโขกกระเทียมพริกไทยรากผักชีให้เข้ากันใส่น้ำปลา น้ำตาลและเกลือคลุกเคล้าให้ดีแล้วผสมกับเนื้อกุ้งและเนื้อหมูสับ นำพริกหยวกที่ฝานไส้ในออกแล้วล้างน้ำให้สะอาด นำเนื้อหมูเนื้อกุ้งที่ผสมไว้ดีแล้วยัดไส้พริกหยวก นําพริกหยวกไปนึ่งในลังถึงที่มีน้ำเดือดจัด เมื่อสุกดีแล้วนําออกมาพักไว้ให้เย็น ต่อมาคือการทำตาข่ายไข่ โดยใช้มือชุบไข่ที่ตีดีแล้วแล้วโรยขวางไปมาในกระทะที่มีน้ำมันพอลื่นก้นกระทะตั้งบนไฟอ่อนๆ เมื่อตาข่ายไข่สุกดีแล้ว ให้ลอกออกเป็นชิ้นๆ แล้วนำไปห่อพริกหยวกที่เย็นแล้วให้รอบ

นี่แค่เพียงการทำพริกหยวกทอดอย่างเดียวนะครับ ยังไม่ได้สาธยายการทำลูกกะปิทอด และอื่นๆ อีกมากมาย เพียงเท่านี้คุณก็คงรู้ชัดแล้วว่าเครื่องเคียงต่างๆ ของข้าวแช่มีการทำที่พิถีพิถันเพียงใด

อ้อ! เท่าที่ผมเห็นนั้น หลายคนกินข้าวแช่ไม่ถูกวิธี เพราะชอบนำเอาเครื่องเคียงต่างๆ ลงไปแช่ในน้ำพร้อมกับข้าว ขอย้ำว่ากินแบบนั้นผิดวิธีครับ การกินที่ถูกวิธีคือ ต้องกินเครื่องเคียงแบบคำต่อคำกับข้าวแช่พร้อมๆ ไปกับการตักน้ำเย็นที่แช่ข้าวกินเข้าไปพร้อมๆ กัน เพราะการนำเครื่องเคียงไปแช่ในน้ำจะทำให้น้ำขุ่น ไม่น่ารับประทาน

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการรับประทานข้าวแช่บ้านกัลยาณมิตร กรุณาสั่งล่วงหน้านะครับ เพราะทำตามจำนวนสั่งเท่านั้น และที่สำคัญคือโปรดสั่งล่วงหน้าอย่างน้อยสองวัน โดยโทรศัพท์สั่งได้ที่ 02-5122277 ราคาชุดละ 380 บาท (หนึ่งชุดทานได้ประมาณ 2 คน หากทานจุก็น่าจะคนเดียว) หรือสามารถเข้าไปดูและสั่งซื้อได้ทาง เฟซบุ๊คบ้านข้าวแช่กัลยาณมิตร เมื่อสั่งแล้วสามารถไปรับเองได้ ที่หมู่บ้านรสพ.นิเวศน์ ถนนพหลโยธิน ซอยข้างโรงเรียนสตรีวรนาถ หรือจะให้ส่งโดยจักรยานยนต์รับจ้างก็ได้ โดยคิดค่าส่งตามระยะทางที่เรียกเก็บตามจริง

 

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวทั่วไทย แล้วแวะเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านรอบไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/221314

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เพื่อนบ้านของไทยร่วมงาน TTM Plus

รายได้จากท่องเที่ยวของไทยในยามนี้ถือได้ว่าเป็นแหล่งรายได้สำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศ ยิ่งในยามที่การส่งสินค้าออกจากไทยไปต่างชาติประสบปัญหาและพบอุปสรรคมากนานัปการ ก็ยิ่งทำให้ผู้บริหารประเทศต้องกลับมาสนับสนุนและส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยวภายในประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้น ต้องพยายามเชิญชวนให้ชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวเมืองไทยให้มากขึ้น แต่ก็จำเป็นต้องเลือกเฟ้นเพื่อให้ได้นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ โดยมิใช่การมุ่งเน้นเพียงตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยว แต่กลับกลายเป็นว่าได้แค่เพียงนักท่องเที่ยวประเภทขยะที่เข้ามาก่อปัญหาสารพัดชนิดให้กับเมืองไทย นอกจากเชิญชวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในบ้านเราแล้ว ยังจำเป็นต้องกระตุ้นให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศไทยให้มากกว่าการเดินทางออกไปเที่ยวในต่างประเทศ

สำหรับตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวล่าสุดซึ่งคาดการณ์โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับ 6.35 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสที่ 2 หรือเพิ่มขึ้น 14 % โดยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในไทย 8.3 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 14 %) สร้างรายได้4.23 ล้านบาท และจะมีคนไทยเที่ยวไทยจำนวน 36 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4 % สร้างรายได้ 2.12 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 6 %)

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงวันที่ 8-10 มิถุนายน ปีนี้ ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดงานตลาดการท่องเที่ยวไทยผนึกกับเขตอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทั้ง 4 ประเทศ ประจำปี 2016  หรือ Thailand Travel Mart Plus The Greater Mekong Subregion 2016 (TTM Plus 2016) ขึ้น ณ ศูนย์การประชุมและการแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่

เพื่อนบ้านของไทยร่วมงาน TTM Plus

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการททท. ระบุว่า ปี 2558 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนมากถึง 98 ล้านคน คิดเป็นเพิ่มขึ้น 7.3% สามารถจำแนกจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเที่ยวกลุ่มประเทศ CLMVT (กัมพูชา ลาว มาเลเซีย เวียดนาม และไทย) คิดเป็น 42% ของนักท่องเที่ยวทั่วทั้งอาเซียน โดยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 26.8 ล้านคน ในปี 2010 เพิ่มเป็น44.42 ล้านคน ในปี 2014  หรือเพิ่ม 62% ภายในระยะ 5 ปี จากตัวเลขการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวที่เห็นได้ชัดนี้ ททท.จึงได้นำเสนอแผนความร่วมมือ CLMVT Linkage เพื่อก่อให้เกิดการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวในอนาคตอันใกล้ โดยเพิ่มเส้นทางการบินเชื่อมต่อระหว่างกันให้มากขึ้น โดยเฉพาะระหว่างเมืองหลักกับเมืองรอง รวมถึงการสร้างถนนสายใหม่เพิ่มขึ้นเพื่อเชื่อมต่อระหว่างประเทศให้สามารถเดินทางเชื่อมกันได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น และสร้างจุดขายแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในกลุ่มประเทศ CLMVT ร่วมกัน โดยเน้นให้ไทยเป็นประเทศหลักที่สามารถอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวสามารถเชื่อมต่อไปยังประเทศอื่นๆ ได้โดยง่าย เช่น เที่ยวไทยในภาคอีสานแล้วข้ามไปเที่ยวกรุงเวียงจันทน์ของลาว หรือเที่ยวภาคใต้ของไทยแล้วข้ามไปเที่ยวประเทศมาเลเซีย หรือเที่ยวไทยในเขตภาคตะวันออกแล้วข้ามไปเที่ยวกัมพูชา และเวียดนาม เป็นต้น

เพื่อนบ้านของไทยร่วมงาน TTM Plus

งาน TTM Plus 2016  มีผู้ประกอบการด้านธุรกิจการท่องเที่ยวทุกแขนงของไทย และประเทศเพื่อนบ้าน คือ เมียนมา ลาว กัมพูชา มาเลเซีย และเวียดนาม อาทิ โรงแรม ร้านอาหาร ภัตตาคาร รถยนต์เช่าเพื่อการท่องเที่ยว การเดินเรือท่องเที่ยว สนามกอล์ฟ สวนสนุก และธุรกิจกิจกรรมสันทนาการด้านการท่องเที่ยวมาร่วมงานประมาณ 400 ราย และมีนักธุรกิจผู้ดำเนินกิจการด้านการท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาร่วมงาน 305 ราย โดยมาจาก จีน ไต้หวัน ยุโรปตะวันตกและยุโรปตะวันออก กลุ่มประเทศ CIS อเมริกาใต้ เนปาล ออสเตรเลีย และอินเดีย ถือได้ว่างานนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อและผู้ขายจากทั่วทุกมุมโลกสามารถเจรจาการทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยวระหว่างกันได้โดยตรง

ในโอกาสที่ ASEAN จะมีอายุครบ 50 ปีของการก่อตั้งในปี 2560 ททท.จะจัดทำแผนการชื่อ ท่องเที่ยวอาเซียนครบ 50 ปี (Visit ASEAN @ 50)ภายใต้โครงการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ ASEAN ที่บ่งบอกเอกลักษณ์อาเซียนได้ชัดเจน โดยเน้นสถานที่ซึ่งสามารถเดินทางเชื่อมต่อกันได้สะดวก

เพื่อนบ้านของไทยร่วมงาน TTM Plus

นอกจากนี้ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสำคัญระดับโลก ที่สามารถช่วยกระตุ้นให้ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะผู้มีกำลังซื้อสูงระดับมหาเศรษฐีโลกเข้ามาท่องเที่ยวไทยมากขึ้น และเข้ามาจัดงานแต่งงานในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น โดยในเดือนพฤษภาคม 2560 ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานการประชุมวางแผนสถานที่จัดงานแต่งงานระดับโลก 2017 (Destination Wedding Planning Congress 2017) งานนี้จะมีผู้ประกอบการด้านการจัด
งานแต่งงานระดับ World Class ประมาณ 450 ราย เข้าร่วมงาน ซึ่งตามปกติการจัดงานการประชุมเช่นนี้จะมีเม็ดเงินหมุนเวียนประมาณ 2.90-3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตะลอนเที่ยววันนี้ เน้นการให้ข้อมูลและตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวมากเป็นพิเศษ เนื่องจากต้องการแจ้งให้คุณๆ ทราบว่า ประเทศไทยสามารถสร้างเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวได้จำนวนมหาศาล และคนไทยก็สามารถช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เจริญเติบโตต่อไปได้ ด้วยการร่วมมือและพร้อมใจกันดูแลทำนุบำรุงสถานที่ท่องเที่ยวของเราให้งดงามยั่งยืน และรวมกันเป็นเจ้าบ้านผู้ให้การต้อนรับ และดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยน้ำใจไมตรีแบบไทยรวมถึงช่วยกันเที่ยวเมืองไทยของเราให้ครบถ้วนก่อนจะเดินทางไปท่องเที่ยวภายนอกประเทศ แต่หากจะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศก็ไม่ว่ากัน แต่ขอเพียงให้ท่องเที่ยวในประเทศไทยของเราด้วย

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

การประชุมร่วมกับตัวแทนจากไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ที่เชียงใหม่

 

ตะลอนเที่ยว : ศิลป์แผ่นดิน งานศิลป์ลํ้าค่าของไทยจากใจแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/220219

วันอาทิตย์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
งานศิลป์ที่งดงามวิจิตรตระการตา สมกับความเป็นศิลปะชั้นเอกของแผ่นดินไทย คือความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน

หลายคนอาจเข้าใจว่า ผู้ผลิตงานศิลป์ล้ำค่าของแผ่นดินคือผู้ที่เกิดมาในตระกูลของช่างศิลป์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว งานศิลป์ชิ้นเอกจำนวนมากที่จัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ล้วนเกิดมาจากฝีมือของลูกหลานชาวไร่ชาวนาของไทย ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดครูช่างฝีมือชั้นเยี่ยมเพื่อให้การอบรมและสั่งสอน พร้อมทั้งถ่ายทอดการผลิตงานศิลป์ให้กับลูกหลานไทยเหล่านั้น จนปรากฏเป็นงานศิลป์ชิ้นวิเศษสุดที่มีความงดงามวิจิตรบรรจงสมเป็นศิลปะชั้นเอกของแผ่นดินไทย

ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลของสมเด็จแม่แห่งแผ่นดินไทย ทรงเล็งเห็นในความสามารถด้านงานศิลป์ของลูกหลานชาวนาชาวไร่ มิใช่แค่เพียงเขาทั้งหลายจะมีความสามารถเฉพาะงานด้านการเกษตร แต่ในชีวิตจริงของเขาทุกคนยังมีความสามารถด้านงานศิลป์ที่สั่งสมอยู่ในสายเลือดมายาวนาน

ด้วยเหตุสำคัญดังกล่าว สมเด็จแม่แห่งแผ่นดินไทยจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้งโรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดาขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2521โรงฝึกศิลปาชีพ คือ ศูนย์กลางของการฝึกฝนบ่มเพาะและศึกษาเรียนรู้งานศิลป์ด้านต่างๆ ของเหล่านักเรียนศิลปาชีพ ซึ่งทรงรับอุปถัมภ์นักเรียนมาจากครอบครัวชาวนาชาวไร่ผู้ยากไร้ ไม่มีที่ดินสำหรับทำกิน

เรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์

เป็นระยะเวลาเกือบ 4 ทศวรรษ ที่โรงฝึกศิลปาชีพสวนจิตรลดาได้ทำหน้าที่บ่มเพาะฝึกฝนงานศิลป์แขนงต่างๆ ให้กับเขาเหล่านี้ จนในที่สุดเขาทั้งหลายก็ได้กลายเป็นช่างศิลป์ชั้นสูงของแผ่นดินในสารพัดแขนง อาทิ ช่างเครื่องเงินเครื่องทองช่างถมทอง ช่างคร่ำ ช่างลงยาสี ช่างปักผ้า ช่างแกะสลักไม้ ช่างเขียนลาย ช่างทอผ้า เป็นต้น ช่างศิลป์เหล่านี้สามารถผลิตงานประณีตศิลป์สุดวิจิตร จนมีฝีมือเทียบได้กับผลงานของช่างหลวง

จนกระทั่งวันที่ 21 กันยายน 2553 โรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา ได้ยกฐานะขึ้นเป็นสถาบันสิริกิติ์ สถาบันของช่างศิลป์ชั้นเยี่ยมยอดแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผลงานทุกชิ้นที่ผลิตขึ้นมาล้วนทรงคุณค่าสุดประมาณ สามารถบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทย สามารถประกาศเกียรติภูมิของความเป็นช่างศิลป์ชั้นสูงให้นานาชาติได้ประจักษ์

นิทรรศการศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ 7 จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไป โดยจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี ใน พ.ศ. 2559 และในโอกาสมหามงคลที่จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2560 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบวันที่ 12 สิงหาคม 2559 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมายุครบ5 รอบ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2555 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2558สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี จะทรงเจริญพระชันษาครบ 5 รอบ ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี ทรงเจริญพระชันษาครบ 5 รอบ เมื่อวันที่ 5 เมษายน พุทธศักราช 2554 ในการนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์ไปทรงเปิดงาน “ศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ 7” ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันศุกร์ที่10 มิถุนายน 2559

เรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ขอเชิญชวนทุกท่านไปชมความวิจิตรตระการตาของศิลป์แผ่นดินด้วยกันโดยเริ่มจากการชมพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมก่อน งานศิลป์ชิ้นสำคัญที่จัดแสดง ได้แก่ วอสีวิกากาญจน์ บุษบกมาลา สุพรรณเภตรา บุษบกจตุรมุขพิมาน เรือพระที่นั่งจำลองศรีสุพรรณหงส์ วานเรศบวรอาสน์ ตรีพิธพรรณบุษบก ฉากปักไหมน้อยเรื่องอิเหนา ฉากถมทองเรื่องรามเกียรติ์ ฉากจำหลักไม้เรื่องสังข์ทอง และห้องปีกแมลงทับ เป็นต้น

ขออนุญาตแนะนำว่าหากคุณๆ จะชมงานศิลป์ทุกชิ้นในพระที่นั่งอนันตสมาคมให้ครบถ้วนทุกชั้น คุณต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวัน ขอเรียนว่าไม่ควรเร่งรีบในการชม เพราะแค่เพียงการเสพความวิจิตรของงานศิลป์แต่ละชิ้นก็กินเวลาไม่น้อยกว่า 10-15 นาทีแล้ว นี่ยังไม่นับถึงการได้ชมความงดงามอลังการขององค์พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งสุดแสนจะงดงามจนเกินบรรยาย

เรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์

แต่ที่พิเศษยิ่งกว่าคือในโอกาสนี้คุณจะได้ชมความงดงามวิจิตรบรรจงของเรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์อาคารโถงยอดทรงปราสาท 9 ยอด จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี พ.ศ. 2559ความหมายของเรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์คือเรือนยอดที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกและเฉลิมพระเกียรติในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งใหญ่ เรือนยอดนี้ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของพระที่นั่งอนันตสมาคม เรือนยอดนี้มียอดปราสาท 9 ยอด ซึ่งนับว่ามีจำนวนยอดปราสาทมากที่สุดในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สร้างขึ้นด้วยวัตถุชนิดต่างๆ ประกอบกัน เช่น โลหะผสม และหินอ่อน ปิดทองประดับกระจก ตกแต่งด้วยจิตรกรรมอันวิจิตรทั้งเรือน เรือนยอดแห่งนี้ถือเป็นอาคารโลหะทั้งหลัง หลังแรกของประเทศไทย

แต่ที่น่าประทับใจคือ งบประมาณในการสร้างเรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์นั้น มิได้มาจากงบประมาณแผ่นดินแม้แต่บาทเดียว แต่ใช้เงินที่ได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมงานศิลป์แผ่นดินทุกครั้งรวมกันจนสามารถสร้างเรือนยอดหลังนี้ขึ้นมาให้เป็นสิ่งล้ำค่าคู่แผ่นดินไทยอีกแห่งหนึ่ง

นิทรรศการศิลป์แผ่นดิน เปิดให้เข้าชมวันอังคารถึงวันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์ และขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ และวันรัฐธรรมนูญ) เปิดเวลา 10.00-17.00 น. ค่าเข้าชมคนละ 150 บาท นักเรียนนิสิตนักศึกษาในเครื่องแบบหรือแสดงบัตรประจำตัวจ่ายค่าบัตรเพียง 75 บาท เด็กสูงไม่ถึง 120 เซนติเมตรเข้าชมฟรี และเปิดให้เข้าชมฟรีในวันเฉลิมพระชนมพรรษา5 ธันวาคม และ 12 สิงหาคม และวันเด็ก ผู้เข้าชมโปรดแต่งกายสุภาพ

เมื่อชมงานศิลป์จนอิ่มเอมแล้ว โปรดอย่าลืมแวะซื้อของที่ระลึกนานาชนิดซึ่งเป็นงานศิลป์ที่แสนงดงามจากร้านจำหน่ายสินค้าของพิพิธภัณฑ์ด้วย ร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกอยู่ที่อาคารด้านข้างพระที่นั่งอนันตสมาคม รับรองว่าคุณจะต้องได้ของสวยๆ งามๆ มากมายกลับไปฝากคนที่คุณรักอย่างแน่นอน

เรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์

 

งานศิลป์ลํ้าค่าภายในท้องพระโรงพระที่นั่งอนันตสมาคม

ตะลอนเที่ยว : เขียวๆ สะอาดๆ กับธรรมชาติ ณ เมืองกระบี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/219122

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่เคยเข้าไปสูดอากาศสะอาดบริสุทธิ์ในเขตป่าที่อุดมไปด้วยต้นไม้นานาชนิด และนานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่เคยนั่งเล่นสบายๆ แล้วเอาเท้าแช่น้ำที่ใสสะอาดเย็นฉ่ำในลำธารจากขุนเขา

หากคุณไม่เคยได้สัมผัสความวิเศษสุดของธรรมชาติมานานหลายปีแล้ว ทริปนี้ผมขอชวนคุณๆ ไปอยู่ท่ามกลางความเขียวของป่าพรุ และสัมผัสกับธารน้ำใสไหลเย็นที่ป่าพรุท่าปอม คลองสองน้ำบ้านหนองจิก ต.เขาคราม อ.เมือง จ.กระบี่

ความมหัศจรรย์ของที่แห่งนี้คือ น้ำในลำธารที่เป็นการผสมผสานกันระหว่างน้ำจืดจากแหล่งต้นน้ำซึ่งเป็นเขาหินปูน บนเขาช่องพระแก้ว และน้ำทะเลในยามที่น้ำหนุนสูงในช่วงวันขึ้น 12 ค่ำ ไปจนถึงช่วงวันแรม 5 ค่ำ ในยามที่น้ำทะเลหนุนสูงน้ำในลำธารแห่งนี้จะมีสีครามขุ่น แต่เมื่อน้ำทะเลลง น้ำในลำธารก็จะแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวใสสะอาดที่มองดูแล้วเห็นเป็นสีเขียวอมฟ้าใสแจ๋วมองเห็นพื้นของลำธารได้อย่างชัดเจน ความยาวของคลองนี้คือ 5 กิโลเมตร ไหลออกสู่ทะเลอันดามัน แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ชวนมองอย่างมากคือ รากของต้นไม้นานาพันธุ์ อาทิ ชมพู่น้ำ ตังหน เสม็ด ซึ่งรากของมันถูกกระแสน้ำที่ไหลรินกัดเซาะจนเห็นรากที่เปลือยเปล่าพันรัดขดไขว้กันไป-มาอย่างแสนวิจิตร จนบางคนเรียกว่ารากของต้นไม้แห่งป่าหิมพานต์ เพราะยิ่งดูก็ยิ่งแสนเพลินในความมหัศจรรย์

ป่าพรุ ท่าปอม คลองสองน้ำแห่งนี้ คือแหล่งศึกษาเชิงนิเวศวิทยาของจังหวัดกระบี่ เป็นที่ซึ่งยังคงความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์ไม้ และพันธุ์สัตว์ขนาดเล็ก อาทิ ปลา ปู และหอย รวมถึงนกอีกหลายชนิดเราสามารถเดินชมป่าพรุแห่งนี้ได้ตามทางเดินศึกษาธรรมชาติความยาวประมาณ 2 กิโลเมตรเศษ โดยจะได้ชมป่า 3 ประเภท คือ ป่าชายเลน (ที่เต็มไปด้วยต้นโกงกาง) ป่าพรุน้ำจืด (ป่าพรุที่นี้แตกต่างจากป่าพรุที่อื่นคือเป็นป่าพรุบนดอนที่น้ำไม่ท่วมขัง และป่าดิบชื้น ที่ยังคงมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น

ป่าพรุท่าปอม อยู่ห่างจากตัวเมืองกระบี่ประมาณ 28 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 4 เส้นที่จะไป อ.อ่าวลึก จุดสังเกตคือเมื่อขับรถไปถึงบ้านทุ่ง หลักกิโลเมตรที่ 126 จะมีป้ายบอกทางไปป่าพรุ ท่าปอม คลองสองน้ำ เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 5 กิโลเมตร ก็จะถึงป่าพรุแสนสวยแห่งนี้

ค่าเข้าชม สำหรับคนไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ส่วนชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 30 บาท ค่าจอดรถเก๋งและรถกระบะเล็กคันละ 20 บาท เวลาให้บริการเข้าชมตั้งแต่ 08.30-16.30 น. ทุกวัน

หากต้องการรายละเอียดการท่องเที่ยวป่าพรุท่าปอมเพิ่มเติม โปรดโทร.สอบถามที่ อบต.เขาคราม โทร.075-694198, 075-694165 หรือเบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย โทร.1672

จบจากทริปป่าพรุท่าปอมแล้ว ขอพาคุณไปพาเรือคายัคหรือเรือแคนูที่อ่าวท่าเลนต่ออีกสักหน่อยนะครับ เหตุผลที่พาคุณไปพายคายัคที่ท่าเลนเพราะอ่าวแห่งนี้ได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวว่าเหมาะสำหรับพายคายัคชมธรรมชาติมากที่สุด เพราะได้ชมทั้งภูเขาหินปูน ป่าชายเลน ลากูน และทะเลที่คลื่นลมค่อนข้างสงบ อีกทั้งยังไม่ชมสิงสาราสัตว์สารพัดชนิด เช่น ลิงแสม ปลา ปู ค้างคาว

ณ อ่าวท่าเลนนี้ คุณสามารถเช่าคายัคพายได้ตามความต้องการ เช่น ครึ่งวัน หรือเต็มวันและยังมีการพาทัวร์โดยการพายคายัคอีกด้วย โดยราคาค่าบริการก็เริ่มตั้งแต่ 700-800 บาท และ 1,200-1,400 บาท ขึ้นกับระยะทาง เช่น 4 กิโลเมตร และ 7 กิโลเมตร ซึ่งใช้เวลาตั้งแต่ 4 ชั่วโมง ไปจนถึง 6 ชั่วโมง

อ่าวท่าเลน อยู่ที่ ต.เขาทอง อ.เมือง จ.กระบี่ ห่างจากตัวเมืองกระบี่ประมาณ 35 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 4 แล้วต่อเข้าทางหลวงหมายเลข 4033 เข้าไปประมาณ 15 กิโลเมตร ก็จะถึงอ่าวท่าเลน

หากต้องการรายละเอียดการท่องเที่ยวเพิ่มเติม โปรดโทร.1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย

หมายเหตุ

สำหรับแฟนๆ ของ ธรรมกร คอลัมน์บุคคลแนวหน้า ซึ่งให้การสนับสนุนโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือเพื่อนำไปมอบให้เกษตรกร ธรรมกร ฝากเรียนทุกท่านว่า ในเดือนสิงหาคมปีนี้จะจัดทริปแบบเช้าไป-เย็นกลับ เพื่อไปไหว้พระที่พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี แล้วจะแวะไปเยี่ยมโคกระบือที่มอบให้กับชาวนาที่อำเภอศรีประจันต์และเดิมบางนางบวช

ท่านที่ประสงค์จะร่วมทริปด้วยกัน โปรดติดต่อหมายเลข 091-7233615 สัปดาห์หน้าจะนำเสนอรายละเอียดของทริปให้ทราบครับผม

ล่องทะเลกระบี่

ตะลอนเที่ยว : วัว-ควาย ก็รักชีวิตเหมือนเราทุกคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/217961

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
โครงการไถ่ชีวิตวัว-ควาย (หรือบางคนเรียกว่ากระบือ เพราะเห็นว่าคำว่าควายไม่ไพเราะเสนาะหู) กับหนังสือพิมพ์แนวหน้า ได้รับความสนใจและการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากผู้อ่านแนวหน้า เพราะนับจากต้นปี 2559 จนถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2559 โครงการนี้สามารถไถ่ชีวิตวัว-ควายจากโรงฆ่าสัตว์ (จากปทุมธานีและนครปฐม) ได้แล้วรวม 15 ชีวิต แบ่งเป็น ควาย 5 ชีวิต คือควายแม่ลูก 1 คู่ ควายฝาแฝด 1 คู่ และควายเดี่ยวอีกหนึ่งชีวิต ส่วนวัว 10 ชีวิต แบ่งเป็นวัวแม่ลูก 2 คู่ และวัวสาว รวมถึงวัวที่ตั้งท้องอ่อนๆ อีก 4 ชีวิต

ขอเรียนย้ำว่าโครงการนี้เกิดขึ้นได้เพราะการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากผู้อ่านแนวหน้าที่มีใจกุศล และด้วยความร่วมมืออย่างดีจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท บางจากปิโตรเลียม  จำกัด (มหาชน) โดยคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ ให้คำสัญญาว่าจะส่งทีมสัตวแพทย์ออกไปดูแลสุขภาพสัตว์เป็นประจำตามช่วงฤดู และตามที่ได้รับการร้องขอจากผู้รับสัตว์ไปเลี้ยง โดยไม่คิดค่าบริการใด ๆ ทั้งสิ้น

ส่วนบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ให้การสนับสนุนด้านการขนย้ายสัตว์จากโรงฆ่าสัตว์เพื่อส่งไปให้ถึงมือของเกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกให้นำสัตว์ไปเลี้ยงดูรวมถึงให้การสนับสนุนด้านพาหนะในยามที่กองบรรณาธิการข่าวของหนังสือพิมพ์แนวหน้าต้องออกไปเยี่ยมสัตว์ที่มอบให้กับเกษตรกรเป็นประจำทุกเดือน เพื่อดูว่าสัตว์มีความเป็นอยู่อย่างไร ได้รับการดูแลดีเพียงใด มีสุขภาพดีเพียงใด เพื่อจะได้นำข้อมูลกลับมารายงานให้ผู้อ่านแนวหน้าที่ร่วมบริจาคได้รับทราบเป็นระยะๆ

ขอย้ำว่าโครงการนี้ มิใช่การที่ทำแค่เพียงสักแต่ว่า นำเงินไปไถ่วัวควายจากโรงฆ่าสัตว์แล้วนำไปมอบให้กับใครก็ได้ เพราะคณะผู้จัดทำได้มีการคัดเลือกผู้รับสัตว์ไปเลี้ยง โดยพิจารณาตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด เช่น ต้องเป็นเกษตรรายย่อยที่สามารถเลี้ยงดูสัตว์ที่ได้รับบริจาคไปเป็นอย่างดี ต้องมีโรงเรือนเลี้ยงดูสัตว์ที่เหมาะสม ต้องมีแหล่งน้ำแหล่งอาหารให้กับสัตว์อย่างเหมาะสม เป็นผู้ที่คนในชุมชนลงความเห็นและรับรองว่าเป็นผู้มีความประพฤติดี มีความขยันหมั่นเพียร และเป็นผู้มีอัธยาศัยดีเป็นมิตรกับคนในชุมชน

นอกจากนั้น ผู้รับมอบสัตว์ไปเลี้ยงดูต้องทำสัญญากับผู้มอบ คือหนังสือพิมพ์แนวหน้าว่า ต้องไม่ฆ่า ไม่ขายสัตว์ที่ได้รับไปโดยเด็ดขาดในทุกกรณี หากไม่ประสงค์จะเลี้ยงดูต่อไปต้องส่งมอบคืนสัตว์ให้ผู้มอบ เมื่อสัตว์ตกลูกต้องแจ้งให้ผู้มอบรับทราบ โดยผู้มอบจะขอรับซื้อลูกสัตว์เพื่อนำไปมอบให้เกษตรกรรายอื่นนำไปเลี้ยงดูต่อไป หรือหากจะขายให้ผู้อื่นเอง ก็ต้องมั่นใจเต็มที่ว่าผู้ที่รับซื้อไปจะไม่นำไปฆ่า นี่คือข้อสัญญาเบื้องต้นที่ผู้รับสัตว์ไปเลี้ยงดูต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด

ลูกวัวอายุ 7 วัน กำลังดูดนมแม่

ผู้ร่วมบริจาคบางรายตั้งคำถามว่า แล้วแนวหน้าจะสามารถติดตามดูแลสัตว์ที่มอบให้เกษตรกรได้ตลอดไปหรือ คำตอบคือ แนวหน้ามีหน้าที่ต้องติดตามดูโดยตลอดไปอย่างแน่นอน ดังนั้นขอให้ผู้ร่วมบริจาควางใจได้ นอกจากนี้เรายังมีโครงการจะนำท่านผู้ร่วมบริจาคและผู้อ่านแนวหน้าไปเยี่ยมสัตว์ที่บริจาคให้กับเกษตรกรเป็นระยะๆ ด้วย โดยจะทำโครงการ “ไหว้พระที่อยุธยา-อ่างทอง-สุพรรณบุรี แล้วแวะเยี่ยมน้องวัวน้องควายที่บ้านเกษตรกร” โดยตั้งใจว่าทริปหน้าจะไปเดินทางในช่วงเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ (รายละเอียดการเดินทางจะนำเรียนให้ทราบในหนังสือพิมพ์แนวหน้าในโอกาสต่อไป)

ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม คณะของเราได้ไปไถ่ชีวิตวัว 8 ตัว (วัวแม่ลูก 2 คู่ และวัวสาวอีก 4 ตัว) และควายแม่ลูกอีกหนึ่งคู่ รวมทั้งหมด 10 ตัว โดยมอบวัวให้กับเกษตรกรที่อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนควายมอบให้กับสวนบำบัด ที่อำเภอพนัสนิคม (วันหน้าจะพาคุณๆ ไปเที่ยวชมสวนบำบัด พนัสนิคม ด้วยกัน)

เมื่อวันที่คณะของเราไปไถ่ชีวิตวัวควายที่โรงฆ่าสัตว์นครปฐม พอจะกลับออกมา ก็พบว่ามีผู้นำวัวแม่ลูกคู่หนึ่งไปขายให้กับโรงฆ่าสัตว์ คณะของเราจึงสัญญากับเจ้าของโรงฆ่าสัตว์ว่าเราจะกลับมาไถ่ชีวิตวัวแม่ลูกคู่นี้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้

Mr.Flower มีเกร็ดเล็กๆ มาเล่าให้คุณๆ ฟัง วันที่ไปเลือกไถ่ชีวิตพวกเขานั้น “ธรรมกร” (ผู้เขียนคอลัมน์บุคคลแนวหน้า ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มทำโครงการนี้) ได้พูดขึ้นว่า “อ้าว ใครต้องการจะไปอยู่บ้านใหม่กับเรา เดินออกมาหาเราเร็วๆ เลย ออกมาเลยนะ”พอพูดจบ แม่วัวตัวสีขาวนวลก็ใช้จมูกดันก้นลูกของตนให้เดินออกมาหาคณะของเรา พวกเราเห็นแล้วถึงกับต้องร้องไห้โดยทันที ทั้งๆ ที่ในใจจริงนั้น พวกเราตั้งใจจะไถ่ชีวิตแม่ลูกทั้งหมดจากโรงฆ่าอยู่แล้ว เพียงแต่พูดขึ้นมาเพราะเคยได้ยินมาว่า วัวควายก็รับรู้ภาษาคนได้ โดยเขาจะรับรู้ได้โดยสัมผัสทางใจว่าใครจะมาช่วยเหลือพวกเขา

บัดนี้พวกเขาทั้งสิบชีวิตได้ไปอยู่บ้านใหม่ที่อบอุ่นและปลอดภัยแล้ว และเราจะตามไปเยี่ยมเยียนพวกเขาบ่อยๆ ซึ่งก็หวังว่าคุณๆ คงจะไปร่วมคณะกับเราในวันข้างหน้านะครับ

ส่วนวัวควายชุดเดิม 5 ชีวิตที่พวกเรามอบให้กับเกษตรที่อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อต้นเดือนเมษายนปีนี้ก็มีความสุขดี พวกเราแวะไปเยี่ยมพวกเขามา เขาจำพวกเราได้พอเรียกชื่อควายฝาแฝดชื่อ โชคกับชัย และอีกตัวหนึ่งชื่อมี เขาเดินเข้ามาหาพวกเราทันที ส่วนวัวสองตัวนั้น ยังไม่มีชื่อ แต่วัวสีขาวที่เห็นในภาพซึ่งอยู่ในคอกนั้น ก็จำเราได้ พอเราเดินไปใกล้ก็เอาหน้าผากมาใกล้กับมือของเรา แล้วให้เราลูบหน้าผากอันที่จริงวัวสีขาวตัวนี้เชื่องมาก ชอบนอนให้เกาท้องและเกาคางให้ด้วย วันหน้าพวกเราไปเยี่ยมพวกเขากันอีก และหวังว่าคุณๆ จะได้ร่วมคณะไปกับเราด้วยกัน

ขออนุโมทนาบุญกับผู้ที่ร่วมไถ่ชีวิตวัวควายร่วมกับหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกท่าน โดยบางท่านก็เป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหนึ่ง (แต่ท่านบอกไม่ต้องระบุชื่อ) บางท่านเป็นนักเขียนชื่อดังเจ้าของบทนวนิยายที่ถูกนำไปสร้างเป็นละครทีวี.ที่โด่งดังอย่างมาก บางท่านก็เป็นเจ้าของบริษัทห้างร้าน บางท่านออกตัวว่าเป็นข้าราชการที่มีเงินเดือนเพียงไม่มากนัก ขอเรียนว่าไม่ว่าท่านจะเป็นใครก็ตาม แต่ท่านที่ร่วมบริจาคในครั้งนี้คือเพื่อนร่วมบุญของกันและกันด้วยกันทั้งสิ้น ขออนุญาตเรียนแจ้งว่า กรุณาโปรดอย่าใส่เงินรวมบริจาคเข้าไปในซองจดหมายที่เขียนถึง “ธรรมกร” นะครับเพราะเกรงว่าจดหมายอาจสูญหายก่อนถึงมือผู้รับ (มีบางท่านทำเช่นนั้นไปแล้ว)

หากคุณๆ ประสงค์จะร่วมโครงการนี้ โปรดโทรศัพท์ถึง ธรรมกร หมายเลข 091-7233615 หลายท่านถามว่าทำไมจึงไม่ให้เบอร์บัญชีที่จะร่วมสมทบทุนในหนังสือพิมพ์ไปเลย แต่ธรรมกรฝากกราบเรียนว่า อยากจะขอพูดคุยกับท่านที่จะร่วมโครงการก่อน เพื่อจะได้ทราบชื่อ-นามสกุลของผู้ร่วมโครงการทุกรายครับ

ขออนุโมทนาบุญกับทุกๆ ท่านอีกครั้ง และอยากจะเรียนเชิญชวนว่า หากท่านสามารถยุติการบริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น วัว ควาย แพะ แกะ ม้า รวมถึงสัตว์ใหญ่ชนิดอื่นๆ ด้วย ก็จะเป็นการสร้างบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ให้กับตัวท่านเองและครอบครัวของท่าน

บ้านหลังใหม่ของพวกเขา

วัวแม่ลูกคู่ใหม่ที่กำลังรอพวกเราไปไถ่ชีวิตในเร็ววันนี้

วัวกระบือชุดเดิมที่มอบให้เกษตรกรตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนปีนี้

ตะลอนเที่ยว :แต่งงานกับฉันเถอะ : please, marry me.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/216837

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ในอดีตเมื่อประมาณ 20-30 ปีที่แล้ว น้อยคนนักที่จะคิดและเชื่อว่า เมืองไทยคือสถานที่ยอดนิยมแห่งหนึ่งที่ชาวต่างชาติจะเข้ามาใช้เพื่อจัดพิธีแต่งงานกันอย่างเอิกเกริกและหรูหรา

Mr.Flower จำได้ดีว่า เคยมีนักธุรกิจด้านโรงแรมและท่องเที่ยวบางรายวิพากษ์แนวคิดที่จะทำให้เมืองไทยกลายเป็นสถานที่สำคัญอันดับต้นๆ ของโลกในการจัดพิธีวิวาห์ของผู้คนจากต่างชาติต่างภาษา

แนวคิดเรื่องนี้ถูกจุดประกายให้สังคมได้รับรู้เป็นครั้งแรกๆ โดย จุฑาพร เริงรณอาษา ตั้งแต่เมื่อครั้งยังไม่ได้รับตำแหน่งรองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แต่วันนี้จุฑาพรกำลังจะพ้นจากตำแหน่งรองผู้ว่าการการท่องเที่ยวฯในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพราะถึงกำหนดเกษียณอายุราชการ แต่สิ่งที่รองผู้ว่าการฯ รายนี้เคยพยายามผลักดันก็ได้ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเป็นลำดับ

ฝันใหญ่ๆ ประการหนึ่งของรองผู้ว่าการฯ รายนี้คือ ต้องการเห็นประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงาน World Destination Wedding Congress 2017 (ซึ่งก็คงจะมีข่าวดีปรากฏให้เห็นในเร็วๆ นี้)


หาดทรายกระบี่

หลายคนอาจตั้งคำถามว่าทำไมไทยจึงอยากได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดงานนี้ คำตอบอยู่ตรงนี้

มูลค่ารวมของอุตสาหกรรมด้านการจัดงานแต่งงานของโลกตกประมาณ 298 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (The value of the Global Wedding Industry : US $ 298 Billion) ส่วนมูลค่ารวมของอุตสาหกรรมด้านสถานที่จัดงานแต่งงานของโลกตกประมาณ 80 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (The value of Global Destination Wedding Industry : US $ 80 Billion)

สถานที่ยอดนิยมที่ผู้คนทั่วโลกมักปรารถนาจะไปจัดงานแต่งงานของตนให้จงได้ก็มีดังต่อไปนี้เขตอเมริกาเหนือ 30% เอเชีย 22% ยุโรป 20% อเมริกาใต้ 12% ออสเตรเลีย 6% ส่วนตะวันออกกลางและแอฟริกาอยู่ในระดับเดียวกันคือ 5%

อะไรก็ไม่น่าสนใจมากไปกว่าการที่ Wedding Planner ชื่อดังระดับโลกต่างให้ความสนใจเมืองไทยกันมากพอสมควร หลายคนบอกว่าเมืองไทยมีศักยภาพในการเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานที่มีชื่อเสียงในระดับต้นๆ ของโลกได้

แน่นอนว่า เมื่อพูดเฉพาะในเขตเอเชียด้วยกันเองแล้ว นอกจากไทยจะเป็นที่รู้จักของ Wedding Planner ระดับโลกแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีผู้มองไปยังบาหลี อินโดนีเซียมิใช่น้อย

แล้วทำอย่างไร ประเทศไทยจึงจะเป็นที่รู้จักและกลายเป็นสถานที่ซึ่ง Wedding Plannerระดับโลกเลือกใช้ คำตอบก็คือ ต้องแสดงศักยภาพให้เขาเหล่านั้นซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างมากในการช่วยกำหนดให้คู่บ่าว-สาวระดับนำของโลก อาทิ มหาเศรษฐีโลก ดาราชั้นนำของโลก และนักการเมืองชั้นนำของโลก ถ้าเราคนไทยทุกคนช่วยกันแสดงศักยภาพ ความพร้อมและความสมบูรณ์ในทุกๆ ด้านให้เขาประจักษ์ เขาก็ต้องเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานอย่างแน่นอน

อย่าลืมว่า เรามีตัวเลือกให้เขาอย่างมากมายจุใจ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่หลากหลาย เช่น ทะเลสวยๆ ชายหาดขาวสะอาดที่ยาวสุดลูกหูลูกตา มีเกาะแก่งที่งดงามมากมายให้เลือก มีเขตชุมชนเก่าที่ยังมีชีวิตมีขนบวัฒนธรรมประเพณี มีป่าไม้ ภูเขา มีดอกไม้ที่งดงามตามฤดูกาลและมีคนไทย ซึ่งได้ชื่อว่ามีน้ำใจไมตรี มีความโอบอ้อมอารี แถมยังมีความพร้อมในด้านอื่นๆ เช่น ศิลปการแสดง แสงสีเสียง ช่างภาพฝีมือดี รวมถึงอาหารรสอร่อยระดับโลกตามต้องการของผู้จัดงาน เป็นต้น

ข้อมูลล่าสุดจากงาน Amazing Romance Trade Meet ซึ่งจัดในจังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 13พฤษภาคม 2559 ซึ่งเป็นงานต่อเนื่องซึ่งจัดขึ้นในกรุงเทพฯ เมื่อก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน ทำให้พบว่า ผู้ให้บริการด้านโรงแรมและสถานที่จัดงานของไทยซึ่งมีจำนวนประมาณ 70 ราย ได้มีโอกาสพบปะและนำเสนอสินค้ากับผู้ซื้อจากทั่วโลกกว่า 50 ราย

ผู้ซื้อกลุ่มหนึ่งซึ่งมาจากประเทศสหรัฐ และจากกลุ่มแคริบเบียนบอกว่า ได้ยินชื่อเมืองไทยมานาน เคยเห็นภาพของแหล่งท่องเที่ยวสวยงามของไทยมานาน แต่ไม่เคยมาสัมผัสของจริง เมื่อได้มาเห็นภาพความงามของสถานที่จริงๆ แล้วก็ทำให้เชื่อได้ว่า เมื่อไปนำเสนอให้ลูกค้าได้รับทราบข้อมูล ลูกค้าก็น่าจะไม่ปฏิเสธประเทศไทย ซึ่งคำตอบนี้จะคล้ายๆ กับกลุ่มผู้ซื้อจากไต้หวัน และฮ่องกง เพียงแต่สองกลุ่มหลังบอกว่า ตามปกติแล้วคนไต้หวันกับคนฮ่องกงค่อนข้างจะรู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดี เพราะมาเที่ยวเมืองไทยบ่อยๆ แต่บางกลุ่มอาจไม่เคยไปจังหวัดทางเหนือของไทย เพราะส่วนใหญ่เมื่อนึกถึงเมืองไทยก็จะคิดแค่เพียงทะเลกับชายหาดสวยๆ เท่านั้น แต่พอได้เห็นความงามของป่าเขาในจังหวัดทางตอนเหนือของไทยแล้วก็ทำให้มั่นใจว่าลูกค้าต้องให้ความสนใจอย่างไม่ต้องสงสัย

ด้านฝ่ายผู้ขายของไทยก็มั่นใจว่าสามารถให้บริการเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ากลุ่มต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะมีสินค้าให้เลือกหลายระดับ สามารถรองรับได้ตั้งแต่การจัดงานเล็กๆ แต่หรูหราที่มีแขกเหรือเพียงหลัก 10 คน ไล่เรื่อยไปจนถึงหลักพันคนได้อย่างสบาย

ผู้ค้าของไทยบอกว่าราคาการให้บริการสำหรับจัดงานแต่งงานมีให้เลือกตั้งแต่ระดับหลักแสนไปจนถึงหลักร้อยล้าน ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า

ยิ่งได้ดู Location สำหรับจัดงานแต่งงานตามสถานที่ต่างๆ ของไทยแล้ว ก็บอกได้เพียงคำเดียวว่า แต่งงานกันเถอะนะ : please, marry me.


นํ้าใสแจ๋ว ท่าปอมคลองสองนํ้า กระบี่


บรรยากาศในงาน wedding romance trade กระบี่


จุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการการ ททท. ด้านตลาดยุโรปตะวันออกกลาง แอฟริกา และสหรัฐ