ตะลอนเที่ยว :ลำปาง เมืองรถม้า ชามตราไก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/215711

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กิจกรรมนั่งรถม้า

ลำปางถูกกล่าวว่าเป็นเมืองผ่าน คือเมืองที่ผู้คนมักจะไม่ค่อยแวะนอนพักค้างคืน หรือแวะท่องเที่ยวอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพราะ
คนจำนวนมากที่ขึ้นไปเที่ยวภาคเหนือมักจะปักหมุดไว้ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากลำปางไปประมาณ 100 กิโลเมตร ลำปางจึงกลายเป็นเมืองผ่านไป ทั้งๆ ที่เมืองนี้มีความน่าสนใจมิใช่น้อย มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย

แต่ก็อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ที่ลำปางกลายเป็นเมืองผ่าน ดังนั้นจึงทำให้ยังคงสามารถเก็บรักษาความเป็นเมืองเก่าที่ยังคงความดั่งเดิมไว้ให้ผู้คนได้ชื่นชม

ลำปางมีชื่อหลายชื่อ เช่น เขลางค์นคร เวียงละกอน อาลัมพางนคร ขึ้นอยู่กับการอ้างอิงหลักฐานทางประวัติศาสตร์แต่ละตำรา แต่ปัจจุบันก็คือลำปาง เมืองที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นอู่อารยธรรมล้านนาที่สำคัญแห่งหนึ่ง ลำปางมีศิลปวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ที่นักโบราณคดีให้การยอมรับ เช่น พระธาตุลำปางหลวง และวัดไหล่หินหลวง (ทั้งสองแห่งนี้อยู่ในอำเภอเกาะคา)

ลำปางยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกอย่างหนึ่งคือ รถม้าเมืองลำปาง ซึ่งเชื่อกันว่ารถม้าเป็นพาหนะของชาวตะวันตกที่แพร่หลายเข้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ของกรุงรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้ลำปางยังเคยเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าของกรุงสยามในเขตตอนเหนือในยุครัชกาลที่ 5 อีกด้วย และที่ผู้คนต่างมองแล้วต้องยิ้มกันทุกคนก็คือ การได้เห็นว่าในเขตตัวเมืองลำปางมีชามตราไก่ใบมหึมาตั้งประดับไว้ตามมุมถนนสายหลัก ซึ่งเปรียบเสมือนกับเป็นอนุสาวรีย์ของเมือง

วัดพระธาตุลำปางหลวง

เมื่อมาถึงลำปางแล้ว สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือต้องไปวัดพระธาตุลำปางหลวง อำเภอเกาะคา วัดนี้สร้างมาตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ 20 ตอนปลาย เป็นที่อวดศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบสกุลช่างเมืองลำปาง หลายต่อหลายคนตื่นตะลึงกับบันได
หน้าวัดที่ทำเป็นนาคสองชั้น นาคชั้นแรกเป็นมังกร

ส่วนชั้นที่สองเป็นนาคเศียรเดียว บางก็บอกว่าเป็นมังกรคายนาค ดูกี่ครั้งกี่หนก็ฉงนใจ แต่ก็ถือว่ามหัศจรรย์มาก เมื่อเดินขึ้นบันไดนาคไปจนถึงประตูโขงขอให้หยุดพินิจพิเคราะห์ประตูโขงให้ดี แล้วจะพบว่าอลังการมาก ส่วนบนมีลายปูนปั้นเป็นกรองวิมาน ประดับด้วยนาคและหงส์ตามชั้นต่างๆ ไล่ไปจนถึงยอดซุ้มประตู

จากนั้นก็ต้องเข้าไปในวิหารหลวงที่สุดวิจิตรอลังการ ไปกราบนมัสการพระเจ้าล้านทองประดิษฐานอยู่ในกู่สีทองอร่าม แล้วก็ต้องไปกราบนมัสการพระธาตุลำปางหลวง พระธาตุประจำคนเกิดปีฉลู และที่พลาดไม่ได้คือ ต้องไปวิหารพระพุทธ อายุของวิหารประมาณ 700 ปีเศษ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่เกือบเต็มตัววิหารเป็นศิลปะเชียงแสน ณ วิหารแห่งนี้คือที่ซึ่งทุกคนต่างเข้าไปดูความมหัศจรรย์ของเงาพระธาตุลำปางหลวงกลับหัว อันที่จริงต้องบอกว่าในวัดพระธาตุลำปางหลวงนี้ ยังมีโบราณสถานต่างๆ อีกมากมายให้คุณๆ ไปกราบสักการะและชื่นชมความวิจิตร

เมื่อชมและกราบนมัสการวัดพระธาตุลำปางหลวงเสร็จก็ต้องไปวัดไหล่หินหลวง หรือวัดเสลารัตนปัพพะตาราม สร้างในปี พ.ศ. 2226 (อยู่ห่างจากวัดพระธาตุลำปางหลวงไปประมาณ 7-8 กิโลเมตร) ขอย้ำว่าต้องไม่พลาดการชมวัดนี้เป็นอันขาด เพราะสวยงามมากทั้งๆ ที่วิหารมีขนาดเล็กกะทัดรัด แต่สุดวิจิตรเกินบรรยายจริงๆ เป็นงานช่างสกุลลำปางที่ขึ้นชื่อมากที่สุด

กลับเข้าไปในตัวเมืองลำปางกันบ้าง สถานที่หนึ่งที่ต้องขอชวนคุณๆ เที่ยวชมคือ สถานีรถไฟนครลำปาง สิ่งที่ต้องชมคือ
อาคารของสถานีรถไฟที่สุดคลาสสิก ว่ากันว่าก่อสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ตอนปลาย

วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม

วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม ถนนพระแก้ว ตำบลเวียงเหนือ มีอายุนับพันปี เคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) เป็นเวลาถึง 32 ปี

วัดศรีชุม

วัดศรีชุม ตำบลสวนดอก อำเภอเมือง วัดศิลปะแบบพม่าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย สร้างตั้งแต่พ.ศ.2433 โดยพ่อค้าใหญ่ชาวพม่าชื่ออูโยที่เข้ามาทำป่าไม้ในเขตของสยามในยุคอังกฤษปกครองพม่า วิหารเดิมของวัดสวยงามมาก แต่ถูกไฟไหม้ไป ต้องก่อสร้างขึ้นมาใหม่ แต่ก็ยังคงความวิจิตรงดงาม

วัดเจดีย์ซาว ตำบลต้นธงชัย ถนนสายลำปาง-แจ้ห่ม อยู่ห่างจากสถานปฏิบัติธรรมหลวงพ่อเกษมเขมโก ประมาณ 500 เมตร
คำว่าซาว แปลว่า ยี่สิบ วัดเจดีย์ซาว คือวัดที่มีเจดีย์ 20 องค์ สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างมานานกว่า 1,000 ปี จุดเด่นของวัดคือ
องค์พระธาตุเจดีย์ซาว ศิลปะล้านนาผสมพม่า ข้างหมู่พระเจดีย์มีวิหารหลังเล็ก ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดปางสมาธิ ศิลปะเชียงแสน ชาวบ้านเรียก “พระทันใจ” พระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย

วัดเจดีย์ซาวหลัง

บานประตูทั้งสามเป็นของโบราณเขียนลายรดน้ำ เสาซุ้มประตูหน้าต่างประดับลวดลายกระจกสี ที่นี่มีพิพิธภัณฑสถานเขลางค์นคร เมื่อ พ.ศ.2526 ชาวบ้านขุดพบพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์หนัก 100 บาทสองสลึง แล้วมอบให้วัด พระพุทธรูปองค์นี้ชื่อว่าพระแสนแซ่ทองคำ ปางมารวิชัยศิลปะสมัยล้านนา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 21 ขนาดหน้าตักกว้าง 9 นิ้วครึ่ง สูง 15 นิ้ว

บ้านเสานัก ถนนป่าไม้ ชุมชนท่ามะโอ ฝั่งเหนือสะพานข้ามน้ำวัง บ้านนี้เป็นบ้านไม้ทั้งหลัง มีเสารวมทั้งหมด 116 ต้น บ้านนี้สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2438 โดยหม่องจันโอง

สะพานรัษฎาภิเศก

สะพานรัษฎาภิเศก หรือ สะพานขาว ถนนรัษฎา เจ้าผู้ครองนครลำปางเป็นผู้ที่ตั้งชื่อจากพิธีเฉลิมฉลองรัษฎาภิเษกสมัยรัชกาลที่ 5
เดิมเป็นสะพานไม้เสริมเหล็ก แต่ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2460 ได้ทำเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก จุดเด่นคือเสาหัวสะพานมีสัญลักษณ์
ไก่ขาว และครุฑประดับไว้

ตลาดรัษฎา หรือ ตลาดหัวขัว เป็นตลาดเช้าที่ใหญ่ที่สุดของลำปางตั้งแต่โบราณถึงปัจจุบัน เปิดตั้งแต่ตีสี่จนถึงเก้าโมงเช้า ส่วนช่วงบ่ายเปิดประมาณ 4 โมงเย็นถึงหัวค่ำ เป็นศูนย์รวมสินค้าพื้นเมืองและของฝากสารพัดชนิด เช่น ไส้อั่ว ข้าวแต๋น หมูยอ แคบหมู ขนมผลไม้ และผักพื้นบ้าน

ถนนตลาดเก่า หรือถนนตลาดจีน (กาดกองต้า) ถนนคนเดินคือตลาดตรอกท่าน้ำวังในสมัยรัชกาลที่ 5 เคยเป็นจุดที่มีความรุ่งเรืองมากที่สุด เป็นย่านการค้าสำคัญของเมือง มีชาวอังกฤษ พม่า และจีน เข้ามาทำธุรกิจ โดยเฉพาะชาวจีนเข้ามาทำการค้าขายมากที่สุดจนกลายเป็นชุมชนชาวจีนขนาดใหญ่ในเขตภาคเหนือ จึงมีชื่อถนนตลาดจีน อาคารบ้านเรือนสองฝั่งถนนเป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างยุโรปกับจีน ปัจจุบันทำเป็นถนนคนเดินเปิดขายของทุกวันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 18.00-22.00 น.

วัดปงสนุก

วัดปงสนุกเหนือ ตำบลเวียงเหนือ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยที่พระเจ้าอนันตยศ  พ.ศ.1223 วัดนี้มีม่อนดอย เนินเขาพระสุเมรุจำลองที่ตั้งวิหารพระเจ้าพันองค์ สร้างด้วยไม้ลักษณะมณฑปหลังคาซ้อนสามชั้น บนสันหลังคาเหนือมุขทั้งสี่สร้างปราสาทไม้จำลองขนาดเล็กหุ้มด้วยสังกะสีฉลุลาย ซึ่งหมายถึงทวีปทั้งสี่รอบเขาพระสุเมรุ ลักษณะตัวอาคารผสมผสานระหว่างศิลปล้านนา พม่าและจีน ที่มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ห้องกลางวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปสี่องค์หันพระพักตร์ออกสี่ทิศ

ประทับนั่งใต้โพธิ์พฤกษ์ทำด้วยตะกั่ว ด้านล่างของฐานชุกชีประดับลวดลายรูปช้าง นาค สิงห์ นกอินทรี เชื่อกันว่าวิหารหลังนี้สร้างโดยช่างเชียงแสน เลียนแบบหอคำเมืองเชียงเกี๋ยง (เชียงเจิ๋ง) ในสิบสองปันนา ซึ่งปัจจุบันถูกรื้อถอนไปหมดสิ้นแล้ว วัดปงสนุกได้รับรางวัลการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกหรือ รางวัล Award of Merit จากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์
และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ประจำปี พ.ศ.2551

เซรามิค ธนบดี

พิพิธภัณฑ์เซรามิคธนบดี  เลขที่ 32 ถนนวัดจองคำ ตำบลพระบาท ภายในพิพิธภัณฑ์มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย เช่น นิทรรศการความเป็นมาของชามตราไก่นครลำปางและเซรามิกเพื่อการส่งออก อนุสาวรีย์ผู้ค้นพบแร่ดินขาว มีการสาธิตการผลิตเซรามิคชามไก่แบบดั้งเดิม ชามไก่ที่เล็กที่สุดในโลก เล็กกว่าเมล็ดข้าวเปลือก ชามไก่นี้เก็บรักษาไว้ในตู้กระจกทรงสามเหลี่ยม ต้องมองผ่านแว่นขยายจึงจะเห็นลวดลายของตัวไก่ ชามไก่ทองคำ ที่ทำด้วยทองคำแท้ 100% ด้านในชามเป็นทองคำเงางาม ส่วนด้านนอกใช้น้ำทองวาดเป็นไก่ทองคำบนพื้นสีขาว

ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย

ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อำเภอห้างฉัตร ไปชมการแสดงของช้าง การอาบน้ำให้ช้าง นั่งช้างชมป่าท่องไพร มีโรงเรียนฝึกสอนควาญช้างมีบ้านพักแบบ Home Stay และที่นี่มีโรงพยาบาลช้าง หากคุณต้องการจะไปทำบุญทำทานกับช้างก็สามารถไปได้ที่โรงพยาบาลช้าง

สถานีรถไฟลำปางหลวง

ลำปางยังมีที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย อาทิ อุทยานแห่งชาติดอนขุนตาล เขตเชื่อมต่อระหว่างลำพูนกับลำปาง อุโมงค์รถไฟขุนตาล เริ่มก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เหมืองถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะ อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน เมืองปาน แจ้ห่ม น้ำพุร้อนแจ้ซ้อน น้ำตกแจ้ซ้อน น้ำตกแม่มอญ น้ำตกแม่ขุน ถ้ำผางาม วังเหนือ

อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน

นอกจากเที่ยวแล้วลำปางยังมีสินค้าให้คุณซื้อกลับบ้านอีกมากมาย ทั้งผ้าทอมือทุกกว๋าว เมืองปาน เครื่องไม้แกะสลัก บ้านหลุก แม่ทะ เซรามิคเมืองลำปางที่โด่งดังไปทั่วโลก กระดาษสาบ้านน้ำโท้ง บ้านบ่อแฮ้ว ห้างฉัตร และรถม้าจำลองของประดับบ้าน

หากคุณต้องการรายละเอียดการท่องเที่ยวทั่วเมืองลำปาง โปรดโทร.1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง) โทร.053-248604, 053-248607, 053-241466 E-mail : tatchmai@tat.or.th

ตะลอนเที่ยว : ไปเลย แล้วหลงรักเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/214757

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผาหล่มสัก (ภูกระดึง)

หน้าร้อนปีนี้ เมืองไทยร้อนและแล้งหนักหนาสาหัสมากมายจริงๆ (อันที่จริงนั้นเมืองไทยร้อนและแล้งมาหลายปีแล้ว เพียงแต่ 2-3 ปีแล้งและร้อนจนน่าวิตก) เมื่อเผชิญกับอากาศร้อนมากๆ คนไทยก็ถวิลหาความหนาวเย็น บางคนก็หนีร้อนไปพึ่งความหนาวที่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรืออาจไปไกลถึงยุโรป แต่บางคนก็บอกว่าไปเมืองเลยก็พอจะหาความเย็นเพื่อบรรเทาความร้อนของอุณหภูมิได้บ้าง แต่ทว่าเมืองเลยในหน้าร้อนโดยเฉพาะช่วงกลางวันก็ร้อนมิเบาเลยเช่นกัน ครั้นพอดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ความเย็นก็จะมาเยือนโดยพลัน

ถ้าเช่นนั้น ทริปนี้เราไปเที่ยวเลยด้วยกันครับ

ประวัติเมืองเลยระบุว่าชุมชนเดิมก่อตั้งโดยชนเผ่าไทยจากอาณาจักรโยนกเชียงแสน โดยการนำของพ่อขุนบางกลางหาวและพ่อขุนผาเมือง (สายราชวงศ์สิงหนวัติ) ปัจจุบันจังหวัดเลย มี 14 อำเภอ คือ เมือง นาด้วง เชียงคาน ด่านซ้าย ปากชม นาแห้ว ภูเรือ ท่าลี่ วังสะพุง ภูกระดึงภูหลวง ผาขาว เอราวัณ และหนองหิน

จังหวัดเลย ได้รับการยอมรับว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย อาทิ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง สถานีเกษตรภูเรือ สวนหินผางาม ชุมชนเก่าเชียงคาน แก่งคุดคู้ พระธาตุศรีสองรักวัดเนรมิตวิปัสสนา ด่านซ้าย ภูลมโล เป็นต้น และยังมีงานเทศกาลที่ผู้คนรู้จักกันดีอีกมากมายเช่นกัน เช่น ดอกฝ้ายบาน-มะขามหวาน ดอกไม้เมืองหนาวที่ภูเรือ บุญบั้งไฟล้าน (เอราวัณ) สงกรานต์ไทย-ลาว (ท่าลี่) ผีตาโขน (ด่านซ้าย) ออกพรรษา (เชียงคาน) เป็นต้น

พระธาตุศรีสองรัก

เที่ยวที่ไหนดีในเมืองเลย คำถามนี้ตอบยากมาก เพราะเลยมีที่ท่องเที่ยวมากมายและหลากหลาย ทั้งแบบธรรมชาติ แบบศิลปวัฒนธรรม แบบชุมชนเก่าแก่ แบบวัดวาอาราม แบบสวนดอกไม้สวยหน้าหนาวและแบบการเกษตร ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีชอบการท่องเที่ยวรูปแบบไหน แต่ที่จะแนะนำในทริปนี้คือ

พระธาตุศรีสองรัก อำเภอด่านซ้าย ก่อสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่มีรูปทรงศิลปะแบบล้านช้าง เป็นสัญลักษณ์แห่งสัมพันธไมตรีระหว่างกรุงศรีอยุธยากับกรุงศรีสัตนาคนหุต (ลาว) องค์พระธาตุสูง 19 เมตร โดยทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 จะมีงานสมโภชพระธาตุชื่องานลูกผึ้งลูกเทียน คือการต้นผึ้งและต้นเทียนไปถวายบูชาพระธาตุ

เทศกาลผีตาโขน อำเภอด่านซ้าย จัดในเดือน 7ประมาณเดือนมิถุนายน ถือเป็นงานบุญประเพณีใหญ่ที่รวมเอางานบุญต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น บุญบั้งไฟ บุญหลวงหรือบุญผะเหวด และผีตาโขน ประเพณีผีตาโขนมีความเชื่อกันว่าคนที่เล่นหรือแต่งตัวเป็นผีตาโขนใหญ่จะต้องถอดเครื่องแต่งตัวเป็นผีตาโขนใหญ่ออกให้หมดแล้วนำไปทิ้งในแม่น้ำหมัน ห้ามนำเข้าบ้านเด็ดขาด ถือเป็นการทิ้งความทุกข์ยากและสิ่งเลวร้ายให้สิ้นไป

ตักบาตรข้าวเหนียว เชียงคาน

วัดเนรมิตวิปัสสนา อำเภอด่านซ้าย จุดเด่นคืออุโบสถขนาดใหญ่สร้างจากศิลาแลงทั้งหลัง มีพระพุทธชินราชจำลองประดิษฐานภายใน ผนังในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมสวยงามวิจิตร เจดีย์และสิ่งก่อสร้างทั้งหมดของวัดนี้ก่อสร้างจากศิลาแลงทั้งสิ้น ตั้งอยู่ไม่ไกลจากองค์พระธาตุศรีสองรัก

พระธาตุสัจจะ อำเภอท่าลี่ เป็นโบราณสถานศิลปะล้านช้าง องค์พระธาตุสูง 33 เมตร (ลักษณะคล้ายพระธาตุพนม) ตั้งอยู่ในวัดลาดปู่ทรงธรรม วัดเก่าแก่แห่งหนึ่งของเมืองเลย

อุทยานแห่งชาติภูเรือ จุดชมทะเลหมอกยามหน้าหนาวที่โด่งดังแห่งหนึ่งของเมืองไทย และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกยอดนิยมอีกด้วย ยอดภูเป็นที่ราบกว้างมีป่าสนขึ้นปกคลุมเช่นเดียวกับภูกระดึง ยอดภูสูง 1,400 เมตร จากระดับน้ำทะเล

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เขตป่าสมบูรณ์แห่งหนึ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ ส่วนบนของภูเป็นป่าสนสามใบเหมือนเขตเมืองหนาว และมีทุ่งหญ้าสีเหลืองทองสุดสวยในช่วงฤดูแล้ง เป็นจุดชมวิว ชมทะเลหมอก ชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกยอดนิยม และในเขตอุทยานนี้ยังมีน้ำตกให้เที่ยวชมด้วย อุทยานแห่งชาติภูกระดึงปิดให้บริการระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายนเพื่อให้ธรรมชาติได้พักฟื้นตัวเพื่อรอการกลับมาเยือนของนักท่องเที่ยวในช่วงหน้าหนาว

นํ้าตกตาดเหือง

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง อำเภอภูเรือ สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ เพราะมีดอกไม้นานาพันธุ์บานสะพรั่ง อาทิ กุหลาบหลากสี กล้วยไม้หลายพันธุ์ ยอดภูหลวงสูง 1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นแหล่งอยู่อาศัยของสัตว์ป่ามากมาย เช่น ช้างป่า เลียงผา กวาง เก้ง ไก่ฟ้า และนกนานาชนิดกว่า 200 สายพันธุ์

ภูลมโล เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติภูหินล่องกล้า เขตเชื่อมต่อกับจังหวัดพิษณุโลก นักท่องเที่ยวยกย่องว่าเป็นแดนซากุระเมืองไทย เพราะมีดอกนางพญาเสือโคร่งบานสะพรั่งทั้งภู โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว

นํ้าตกธารสวรรค์ (ภูกระดึง)

สวนหินผางาม อำเภอหนองหิน ที่แห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าคุนหมิงแห่งเมืองเลย มีลักษณะเป็นหินผาสลับซับซ้อนสวยงามและแปลกตากับหินสูงทรงแปลกๆ บางจุดจะคล้ายเขาวงกต บางจุดเป็นถ้ำขนาดเล็ก

ตลาดไม้ดอกไม้ประดับบ้านหนองบง ศูนย์กลางจำหน่ายดอกไม้เมืองหนาว และไม้ประดับของอำเภอภูเรือ ตลาดนี้จะคึกคักมากเป็นพิเศษในช่วงที่ดอกไม้เมืองหนาวบานสะพรั่ง

แก่งคุดคู้

แก่งคุดคู้ อำเภอเชียงคาน เกาะแก่งกลางลำโขง ที่จะปรากฏตัวเฉพาะช่วงหน้าแล้งเท่านั้น ช่วงที่เหมาะกับการเที่ยวแก่งคุดคู้คือเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม เป็นช่วงน้ำโขงลดน้อยจนสามารถเดินชมแก่งหินและสันทรายของน้ำโขงได้

เชียงคาน ชุมชนที่หลายคนยอมรับว่าสุดแสนโรแมนติกเมืองที่ค่อนข้างเรียบง่าย สงบ มีบ้านเรือนแบบห้องแถวสองชั้นปลูกสร้างด้วยไม้ ชุมชนอยู่ริมโขง มีวัดวาอารามมากมาย

ภูทอก เชียงคาน จุดชมพระอาทิตย์ขึ้น และจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นแก่งคุดคู้ และลำโขงในมุมสูง

แก่งคุดคู้

เทศกาลผีตาโขน อำเภอด่านซ้าย จัดในเดือน 7ประมาณเดือนมิถุนายน ถือเป็นงานบุญประเพณีใหญ่ที่รวมเอางานบุญต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น บุญบั้งไฟ บุญหลวงหรือบุญผะเหวด และผีตาโขน ประเพณีผีตาโขนมีความเชื่อกันว่าคนที่เล่นหรือแต่งตัวเป็นผีตาโขนใหญ่จะต้องถอดเครื่องแต่งตัวเป็นผีตาโขนใหญ่ออกให้หมดแล้วนำไปทิ้งในแม่น้ำหมัน ห้ามนำเข้าบ้านเด็ดขาด ถือเป็นการทิ้งความทุกข์ยากและสิ่งเลวร้ายให้สิ้นไป

สำหรับผู้ที่นิยมการเดินทางเพื่อทำบุญไหว้พระ ก็มักจะไปที่ วัดศรีโพธิ์ชัย วัดอายุเก่าแก่คู่เมืองเลย อายุกว่า 400 ปี วัดศรีคุณเมือง วัดเก่าแก่ที่มีพระพุทธรูปไม้จำหลักปางประทานอภัย ศิลปะล้านช้าง วัดพระพุทธบาทภูควายเงินไปสักการะรอยพระพุทธบาทขนาด 120 เซนติเมตร ประทับไว้บนฐานหิน วัดท่าแขก วัดเก่าแก่ริมฝั่งแม่น้ำโขง อำเภอเชียงคาน สักการะพระพุทธรูปแกะสลักจากหินทราย อายุกว่า 300 ปี

ขอย้ำว่าเมืองเลยมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายหลากหลายจริง ๆ เพราะฉะนั้นคุณจึงต้องตัดสินใจกำหนดจุดที่คุณจะไปเที่ยวให้ชัดเจนก่อน เพราะบางแห่งก็เที่ยวได้แค่บางฤดูกาลเท่านั้น หากต้องการข้อมูลด้านการท่องเที่ยวเพิ่มเติม โปรดโทร.1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย

เมืองเชียงคาน

ถนนคนเดินเชียงคาน

ตะลอนเที่ยว : ผลไม้สดแสนอร่อย ดอกไม้หน้าแล้งแสนสวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/213780

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

หน้าร้อนของเมืองไทยนั้น มีทั้งคนชอบและคนชัง เหตุที่ชอบเพราะว่าหน้าร้อนเป็นช่วงที่มีผลไม้สดรสอร่อยหอมหวานให้กินกันอย่างอุดมสมบูรณ์ (แม้ผลไม้บางชนิดจะถูกพ่อค้าจีนเหมาไปทั้งสวนแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเหลือให้คนไทยเจ้าของประเทศได้มีกินบ้าง แม้จะไม่ค่อยได้คุณภาพก็ตามที) แถมยังมีดอกไม้สีสดสวยผลิดอกออกช่อล้อลมให้ชมตามที่ต่างๆ อย่างอิ่มตาอิ่มใจ

แต่บางคนก็ชังหน้าร้อนเมืองไทยมาก เพราะนับวันจะยิ่งร้อนหนักขึ้นหนักขึ้น และหนักขึ้นจนแทบจะทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ยกตัวอย่างชัดๆ ถึงความร้อนแบบบ้าคลั่งในปีนี้ เป็นต้น (แต่จะบ่นไปทำไมกัน เพราะเมืองไทยนั้นแทบจะกลายเป็นทะเลทรายอยู่แล้ว เนื่องจากต้นไม้เหลือน้อยลงเป็นลำดับ)

เรามาพูดถึงความดีของหน้าร้อนเมืองไทยกันดีกว่า ความดีอันดับแรกคือการที่มีผลไม้สดรสอร่อยให้กินกันอย่างจุใจ โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนของทุกปีถือได้ว่าเป็นช่วงที่ผลไม้เมืองระยอง เมืองจันทบุรี และเมืองตราดให้ผลผลิตกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง ลางสาด สละ (ส่วนมะม่วงแสนอร่อยจากเมืองแปดริ้วนั้นจะวายไปจากตลาดแล้วตั้งแต่เดือนเมษายน)

ฤดูผลไม้ของภาคตะวันออกปีนี้ ขอชวนคุณๆ ไปกินผลไม้สดจากสวนแบบบุฟเฟ่ต์ให้สำราญใจตามสไตล์อร่อยไปทุกไร่ ชิมไปทุกสวน และเชิญเลือกซื้อกลับบ้านไปฝากคนที่บ้านให้หนำใจ

ผลไม้สดจากสวน สีสันตะวันออก

การท่องเที่ยวแบบอร่อยไปทุกไร่ ชิมไปทุกสวน คือรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวในภาคตะวันออกในรูปลักษณ์ของการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่ทำให้
คุณๆ ได้สัมผัสกับผลไม้สดจากสวน และได้สัมผัสความเป็นอยู่ของชาวสวนไปพร้อมๆ กัน แล้วที่สำคัญคือจะได้รู้ด้วยว่า เงาะ ทุเรียน มังคุด ลางสาด ที่เรากินกันอย่างเอร็ดอร่อยนั้นมีต้นลักษณะเช่นไร

เริ่มกันที่ชุมชนตะพง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ที่นี่คือชุมชนของชาวสวนผลไม้นานาชนิด ที่รอรับนักท่องเที่ยวในช่วงหน้าผลไม้ ตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายน คุณๆ จะได้ชิมผลไม้สดๆ จากต้น นอกจากผลไม้แล้ว ชุมชนตะพงยังมีผลิตภัณฑ์ของกลุ่มแม่บ้าน เช่น กะปิ น้ำปลาแท้ น้ำพริกแกงระยอง ขนมจีนข้าวกล้อง ผลไม้แปรรูป ให้คุณเลือกซื้อได้ตามต้องการ ในช่วงเดือนพฤษภาคมทุกปี จังหวัดระยองจัดเทศกาลผลไม้และของดีเมืองระยอง ณ ตลาดกลางผลไม้เพื่อการเกษตรตะพง โดยมีการนำผลไม้สดจากสวนมาจำหน่าย และมีการประกวดผลไม้ รวมถึงจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากอาหารทะเลสารพัดชนิด

จังหวัดต่อไปคือ จันทบุรี เมืองที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทุเรียนรสอร่อย มังคุดเนื้อดี เงาะแสนหวาน ในช่วงเดือนพฤษภาคมเช่นกันจะมีการจัดงานมหกรรมทุเรียนโลก งานจันทบุรีมหานครผลไม้ ณ บริเวณองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี มีการประกวดขบวนรถประดับผลไม้ ประกวดธิดาชาวสวน ประกวดผลไม้ที่มีชื่อเสียงของภาคตะวันออก ได้แก่ เงาะ ทุเรียน มังคุด ระกำ สละ กระท้อน ลางสาดซำค้อจากท่าใหม่ และยังมีลำไยจากโป่งน้ำร้อนให้ชิมด้วย แต่ที่น่าสนใจมากคือการประกวดสุนัขพันธุ์ไทยแสนรู้ รวมถึงการออกร้านจำหน่ายอัญมณี

เลยไปที่จังหวัดตราดในช่วงเดือนพฤษภาคม ก็มีงานระกำหวาน เทศกาลผลไม้ และของดีเมืองตราด จัดที่บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดในงานจะมีการจำหน่ายสินค้าการเกษตร การประกวดผลไม้สด และนิทรรศการการเกษตรของจังหวัดตราด ขอยืนยันว่าระกำเมืองตราดนั้นหวานและกลิ่นหอมได้ใจจริงๆ ส่วนบางคนชอบระกำสายพันธุ์ที่มีรสอมเปรี้ยว บอกว่ากินแล้วชุ่มคอดี ระกำจึงถือได้ว่าเป็นผลไม้สุดเด่นสุดดังอย่างหนึ่งของตราด นอกจากนี้ยังมีสับปะรดตราดสีทองรสชาติหวานกรอบแสนอร่อยให้ทานอีกด้วย

(หมายเหตุ คุณๆ สามารถหาข้อมูลการท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้จาก ททท. สำนักงานระยอง (ระยอง จันทบุรี) โทร.0-3865-5420-1 และททท. สำนักงานจังหวัดตราด โทร.0-3959-7255)

เมื่อได้กินผลไม้สดแสนอร่อยจากภาคตะวันออกเรียบร้อยแล้วMr.Flower ขอแถมภาพดอกไม้สีสดแสนสวยประจำฤดูร้อนของไทยให้คุณๆ ได้ชื่นตาชื่นใจ คุณคงไม่ปฏิเสธใช่ไหมว่า หน้าร้อนนั้นแม้จะร้อนจัดสักเพียงใด แต่ก็มีสิ่งชดเชยคือความสวยสดใสของดอกไม้แสนสวย อาทิ ราชพฤกษ์สีเหลืองอร่าม หางนกยูงฝรั่งที่มีสีแดงจัดจ้าน และชมพูพันธุ์ทิพย์ หรือตาเบบูยา สีชมพูอ่อนหวาน

หากคุณๆ มีที่มีทางพอประมาณและสามารถปลูกต้นไม้เหล่านี้ไว้ได้ โปรดช่วยกันปลูกด้วยนะครับ เพราะจะได้เพิ่มความเขียวให้กับเมืองไทย และแต่งแต้มสีสันสวยงามในยามหน้าร้อนให้สบายตาสบายใจ

 

ตะลอนเที่ยว : ลพบุรี เมืองแห่งความหลัง และความหลากหลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/212775

วันอาทิตย์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
พระปรางค์สามยอด ลพบุรี

ลพบุรี จังหวัดที่ได้ชื่อว่ามีความหลากหลายของสถานที่ท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย มีแหล่งท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ แหล่งประวัติศาสตร์ โบราณสถาน ศิลปวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนา เชิงการเกษตร เป็นเมืองทหาร และเป็นเมืองที่มีเขื่อนใหญ่ที่สำคัญของภาคกลาง รวมถึงยังเป็นเมืองที่มีการเลี้ยงโต๊ะจีนให้กับเหล่าวานรลูกเจ้าพ่อศาลพระกาฬอีกด้วย

ลพบุรีอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปทางเหนือประมาณ150 กิโลเมตร เป็นเมืองที่อุดมไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวสารพัดชนิด ทำให้คุณๆ สามารถไปท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

หลายต่อหลายคนรู้จักเมืองลพบุรีว่าเป็นราชธานีของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถจนทำให้ฝรั่งชาติตะวันตก โดยเฉพาะฝรั่งเศส ให้การยอมรับนับถือ เมื่อเอ่ยพระนามสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็จะต้องนึกถึงพระนารายณ์ราชนิเวศน์


พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ลพบุรี

พระนารายณ์ราชนิเวศน์ หรือวังนารายณ์ ตั้งอยู่ ณ ตำบลท่าหิน อำเภอเมือง เป็นพระราชวังที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2208 ออกแบบโดยวิศวกรชาวฝรั่งเศส รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมยุโรป พระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับของพระองค์ในช่วงฤดูฝน แต่บางตำราระบุว่าทรงให้สร้างวังแห่งนี้ขึ้นเพื่อใช้เป็นราชธานีสำรองในยามที่คับขันเมื่อต้องเผชิญหน้ากับมหาอำนาจชาติตะวันตกที่เข้ามามีอิทธิพลในกรุงศรีอยุธยาในยุคนั้น หลังจากพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว พระราชวังแห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้าง จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะขึ้นใหม่แล้วพระราชทานนามว่า  พระนารายณ์ราชนิเวศน์

สิ่งปลูกสร้างในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชคือ พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท พระที่นั่งจันทรพิศาล พระที่นั่งสุทธาสวรรค์ ตึกพระเจ้าเหา ตึกรับรองแขกเมือง พระคลังศุภรัตน์ (หมู่ตึกสิบสองท้องพระคลัง) อ่างเก็บน้ำหรือถังเก็บน้ำประปา โรงช้างหลวง ส่วนสิ่งก่อสร้างในรัชกาลที่ 4 คือ หมู่พระที่นั่งพิมานมงกุฎ และอาคารต่างๆ ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หมู่ตึกพระประเทียบ ทิมดาบหรือที่พักของทหารรักษาการณ์

ขอแนะนำว่า เมื่อไปถึงพระนารายณ์ราชนิเวศน์แล้วอย่าพลาดการเข้าชมพิพิธภัณฑ์เป็นอันขาด เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. เว้นวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์


วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

สถานที่ต่อไปคือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ตั้งอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟลพบุรี ไม่ปรากฏชัดเจนว่าสร้างในสมัยใด แต่มีหลักฐานว่าวิหารหลวงของวัดสร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ เป็นวิหารใหญ่ ประตูเป็นช่องเหลี่ยมแบบไทย หน้าต่างเจาะช่องศิลปะโกธิค ทิศใต้ของวิหารหลวงคือพระอุโบสถ หน้าตาทำเป็นแบบฝรั่งเศส ทิศตะวันตกของวิหารหลวงมีพระปรางค์องค์ใหญ่ที่สุดในลพบุรี สร้างด้วยศิลาแลงโบกปูนประดับลวดลายเป็นรูปพระพุทธรูปและพุทธประวัติ

พระปรางค์สามยอด ตั้งอยู่บนเนินดินทางทิศตะวันตกของทางรถไฟใกล้ อยู่กับศาลพระกาฬ เป็นปรางค์เรียงต่อกัน 3 องค์ มีฉนวนทางเดินเชื่อมกัน เป็นศิลปะเขมรแบบบายน สร้างด้วยศิลาแลง ตกแต่งลวดลายปูนปั้นงดงาม เปิดให้เข้าชมเวลา 06.00-18.00 น. เว้นวันจันทร์และอังคาร


ศาลพระกาฬ

ศาลพระกาฬ ตั้งอยู่ริมทางรถไฟด้านทิศตะวันออกของพระปรางค์สามยอด ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองลพบุรี เป็นเทวสถานเก่าแก่ยุคขอม ทับหลังทำด้วยศิลาทรายสลักเป็นรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ อายุประมาณศตวรรษที่ 16 บริเวณรอบศาลพระกาฬเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงลิงหลายร้อยชีวิต ชาวเมืองเชื่อว่าเป็นบริวารของเจ้าพ่อพระกาฬ ดังนั้นจึงห้ามทำร้ายลิงเป็นอันขาด และทุกปี (ตั้งแต่ปี พ.ศ.2532 เป็นต้นมา) จึงมีการจัดโต๊ะจีนเลี้ยงลิงศาลพระกาฬ ในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน

บ้านวิชาเยนทร์ (บ้านหลวงรับราชทูต) ถนนวิชาเยนทร์ ห่างจากปรางค์แขกประมาณ 300 เมตร อยู่ทางทิศเหนือของพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เคยใช้เป็นที่รับรองของเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสชุดแรกที่เข้าเฝ้าฯสมเด็จพระนารายณ์ฯ เมื่อ พ.ศ.2228  ต่อมา คอนสแตนติน ฟอลคอน ชาวกรีกเข้ามารับราชการจนได้รับความดีความชอบให้เป็นเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ จึงได้รับพระราชทานบ้านหลังนี้ให้เป็นที่พำนักในบริเวณใกล้กับบ้านหลวงรับราชทูต อาคารที่ปลูกสร้างขึ้นใหม่นี้แสดงให้เห็นสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ผสมกับศิลปะไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ เปิดให้ชมเวลา 07.00-17.00 น. ยกเว้นวันจันทร์และอังคาร


ทุ่งดอกทานตะวัน

นอกจากโบราณสถานแล้ว ลพบุรียังมีแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อคือ ทุ่งทานตะวัน เขตอำเภอเมือง อำเภอพัฒนานิคม และอำเภอชัยบาดาล พื้นที่ประมาณ 2-3 แสนไร่ ทานตะวันจะบานสะพรั่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม จุดยอดนิยมที่ผู้คนมักไปชมทุ่งทานตะวันคือ เขาจีนแล ใกล้กับวัดเวฬุวัน ตำบลโคกตูม ว่ากันว่าเป็นจุดที่สวยที่สุดของทุ่งทานตะวัน

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  ตั้งอยู่ที่บ้านแก่งเสือเต้น ตำบลหนองบัว ได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) เป็นเขื่อนสำคัญของภาคกลาง และยังมีพิพิธภัณฑ์ลุ่มน้ำป่าสัก คุณๆ สามารถนั่งรถรางชมบริเวณรอบๆ เขื่อนได้ ใช้เวลาไป-กลับประมาณ 50 นาที


เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

หากไปที่อำเภอโคกสำโรง ก็จะต้องไปวัดเขาวงพระจันทร์ วัดจะตั้งอยู่เชิงเขา แต่จะมีบันไดสู่ยอดเขาอีก 3,790 ขั้น บนยอดเขาเป็นที่ตั้งของมณฑปพระพุทธบาท สองข้างทางขึ้นยอดเขารอบล้อมไปด้วยต้นไม้นานาชนิด เมื่อขึ้นถึงยอดเขาจะสามารถมองทิวทัศน์ของเมืองได้อย่างงดงาม

ลพบุรีมีแหล่งหัตถกรรมและสินค้าพื้นเมืองที่น่าสนใจ คือ หมู่บ้านดินสอพอง ที่ซึ่งเต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์จากดินสอพองนานาชนิด และยังมีหมู่บ้านทอผ้ามัดหมี่ และผ้าพื้นเมืองของไทยพวน


วัดเขาวงพระจันทร์ ลพบุรี

นอกจากนี้บางคนก็นิยมไปท่องเที่ยวในเขตทหาร เช่น หน่วยบัญชาการศูนย์สงครามพิเศษ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ไปชมการสาธิตการฝึกดำรงชีพในป่า ทดลองกระโดดหอสูง 34 ฟุต ฝึกกระโดดร่มจากบอลลูน ฝึกไต่หน้าผา ทัวร์ป่าแบบทหาร และฝึกยิงปืน


ไข่เค็มดินสอพอง

แต่ Mr.Flower ขอเชิญชวนคุณๆ ไปร่วมทำบุญทำกุศลด้วยการบริจาคเงินและสิ่งของเครื่องใช้ให้กับวัด เพื่อนำไปช่วยสงเคราะห์ผู้ป่วยโรคเอดส์ HIV ระยะสุดท้ายที่วัดพระบาทน้ำพุ ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมือง รวมถึงบริจาคเงินเพื่อให้กับบ้านเด็กธรรมรักษ์ และแวะกราบนมัสการท่านเจ้าคุณพระอลงกต ผู้ที่อุทิศตนเพื่อผู้ป่วยโรคเอดส์ระยะสุดท้ายมาเป็นระยะเวลาประมาณ 30 ปี


งานเลี้ยงโต๊ะจีนลิง

เห็นไหมครับว่า ลพบุรีมีที่เที่ยวนานาชนิดให้คุณไปสัมผัสจริงๆ เชิญนะครับ ไปเที่ยวลพบุรีกันครับ

ตะลอนเที่ยว : วัวควายยิ้มหวาน เบิกบานกับชีวิตใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/211717

วันอาทิตย์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
คนไทยในอดีตโดยเฉพาะผู้ที่ทำอาชีพการเกษตร เช่น ทำนา ทำไร่ จะคุ้นเคยและคลุกคลีกกับวัวและควาย หรือโคกระบือมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องเกินความจริงที่จะมีคำพูดว่า วัวควายมีบุญคุณต่อคน เพราะเขาช่วยเราทำไร่ไถนา ปลูกข้าว และนวดข้าว จนทำให้เราทุกคนมีข้าวกินอย่างอุดมสมบูรณ์

คนเก่าคนแก่มักจะบอกว่า อย่าไปดูถูกวัวควาย อย่าไปด่าไปว่าเขา อย่าไปตีเขาโดยไม่มีเหตุอันสมควร ชาวไร่ชาวนาที่มีอายุกว่า 60 ปีหลายคนบอกด้วยว่า สมัยก่อนนั้น เวลาถึงฤดูทำนา เมื่อเตรียมควายเทียมคันไถเรียบร้อยแล้วก่อนจะออกไปไถนา ปู่ย่าตายายและพ่อแม่จะให้ทำพิธีไหว้ควายก่อน เพื่อแสดงความกตัญญูที่ช่วยเราทำไร่ทำนา ในสมัยก่อน เมื่อเริ่มย่างเข้าฤดูฝน ชาวนาจะเริ่มเตรียมการไถนาโดยใช้ควายเป็นกำลังหลัก ชาวนามักจะไถนาในช่วงเช้าตรู่ถึงช่วงสายๆ แต่ช่วงกลางวันและบ่ายต้นๆ จะหยุดพัก เนื่องจากอากาศร้อนจึงปล่อยให้ควายได้หลบแดดสักพักหนึ่ง

ชาวนาที่ใช้ควายไถนา ทำนาจึงผูกพันควายมาก และถือว่าควายเปรียบเสมือนเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว เมื่อมีลูกมีหลานก็จะสอนให้เด็กๆ คุ้นเคยกับควาย จึงเห็นว่าเด็กชาวนามักจะเล่นกับควาย ขี่หลังควาย เดินจูงควายไปกินหญ้า และอาบน้ำในลำคลองกับควาย โดยใช้กาบมะพร้าวอันใหญ่ๆ ถูทำความสะอาดให้ควาย ครั้นพอตกเย็นก็พาควายเข้าคอก ก่อไฟเพื่อเอาควันไฟไล่แมลง ไล่ยุง เหลือบ ริ้น ไร ไม่ให้ไปรบกวนควาย ภาพแห่งความผูกพันเช่นนี้จางหายไปจากสังคมไทยเกือบหมดสิ้นแล้ว

ขอย้อนภาพการใช้ควายไถนาเพื่อฟื้นความหลังให้กับคุณผู้อ่าน ชาวนาจะไถนาโดยเวียนไปทางซ้าย (วนทวนเข็มนาฬิกา) เมื่อไถไปก็จะได้ขี้ไถ คือดินที่ถูกขุดขึ้นมา ดินเหล่านี้จะกลบหญ้าให้เน่าสลายกลายเป็นปุ๋ย ตามปกติจะไถแล้วหมักดินทิ้งไว้เป็นเวลานานประมาณ 1 เดือน เรียกว่าการดองนา เมื่อทิ้งระยะเวลาไว้จนหญ้าเน่า ดินร่วนซุยดีแล้ว ชาวนามักดูจากการมีไส้เดือนขึ้นตามขี้ไถ ถ้ามีไส้เดือนมากก็แสดงว่าดินพร้อมจะรองรับการปลูกข้าวได้แล้ว ชาวนาจึงเริ่มการคราดนา เพื่อเอาต้นหญ้าที่ไม่เน่าเปื่อยออกจากดิน ช่วงการคราดนานี้เป็นช่วงที่สนุกสนานมากสำหรับเด็กๆ ที่จะเดินตามพ่อหรือลุง เพราะจะมีปลาตัวเล็กๆ เช่น ลูกปลาช่อน ปลาชะโด กระโดดหนีออกจากขี้โคลนที่ถูกหมักไว้ เด็กๆ ก็จะพากันจับปลาไปทำอาหาร

การไถและคราดนาด้วยกำลังของควายนั้น จะมีคำสั่งเฉพาะ เช่น หย่อคือหยุด หนคือถอย ฮุ่ยคือการสั่งให้ควายเดินหน้า อ่อยคือการสั่งให้ค่อย ๆ หยุด และสั่งซ้ายและขวาตามทางที่เราจะให้ควายเดินไป แสดงว่าควายฟังภาษาคนที่สื่อสารด้วยออกนะครับ เพราะฉะนั้นจึงยืนยันได้ว่าควายไม่โง่ ดังนั้นกรุณาเลิกด่าว่าโง่เหมือนควายเถอะครับ

ดองนา รอจนกระทั่งดินร่วนซุย หญ้าเน่า หลังการไถดองจะมีไส้เดือนขึ้นอยู่ตามขี้ไถ เป็นไส้เดือนสีแดง เด็กๆ จะใช้ไส้เดือนเป็นเหยื่อล่อปลา ชาวนาจะสังเกตถ้ามีไส้เดือนปริมาณมากแสดงว่าดินเน่าได้ที่ เหมาะสำหรับการปลูกข้าว แล้วจึงเริ่ม คราดนา สมัยก่อนไม่ต้องใช้ปุ๋ย ไส้เดือน กาลเวลา และหญ้า จะช่วยปรับปรุงดินเองตามธรรมชาติ

ชาวนาจาก อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี บอกกับ Mr.Flower ว่า ควายชอบให้พูดกับเขาเพราะๆ ไม่ชอบให้ดุด่าเขา และไม่ชอบให้ตีเขาด้วย หากพูดกับเขาดีๆ เลี้ยงดูเขาดีๆ แล้ว เขาก็จะช่วยทำนาโดยไม่เกียจคร้านแม้แต่น้อย

ผมพูดถึงเรื่องการทำนาด้วยควายมาเสียยืดยาว เพราะผมประทับใจภาพความหลังที่เคยเห็นเมื่อครั้งไปต่างจังหวัดแล้วได้ไปดูการไถนาด้วยควายเมื่อเกือบ 40 ปีมาแล้ว และที่สำคัญคือผมชอบดูตาของควาย เพราะตากลมโตสวยมาก

วันนี้ผมไม่มีภาพการไถนาด้วยควายมาฝากคุณๆ แต่มีภาพเหตุการณ์วันที่หนังสือพิมพ์แนวหน้าและพันธมิตรร่วมโครงการปันน้ำใจไถ่ชีวิตโคกระบือ มอบให้เกษตรกรสร้างชีวิตอย่างยั่งยืน ที่อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี พันธมิตรของเราประกอบด้วยคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัท บางจาก จำกัด (มหาชน) และสหกรณ์การเกษตรศรีประจันต์ โดยบริจาควัว 2 ชีวิตและควาย 3 ชีวิตให้กับชาวนา ผู้ได้รับวัวสองชีวิตไปดูแลคือนายมานพ ผอผึ้ง ส่วนผู้ได้รับควายสามชีวิตไปดูแลคือนายสัมฤทธิ์ ครองตน (เหตุผลที่ต้องให้ควายไปทั้งสามชีวิตกับเกษตรกรรายนี้เพราะควายคู่หนึ่งเป็นฝาแฝด ชื่อโชค-ชัย จึงต้องให้อยู่ด้วยกัน เพราะเขาสนิทสนมกันมาก ส่วนอีกหนึ่งชีวิตชื่อบุญก็ติดกันแจ จึงไม่อยากแยกเขาจากกัน)

โครงการนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 2558 หลังจากคอลัมน์บุคคลแนวหน้าโดยธรรมกรได้ลงประกาศเชิญชวนแฟนๆ คอลัมน์โปรดช่วยกันบริจาคเงินสมทบทุนโครงการไถ่ชีวิตวัวควายจากโรงฆ่าสัตว์เพื่อนำไปมอบให้ชาวนาตัวจริงที่ผ่านการคัดเลือกอย่างโปร่งใสจากสหกรณ์การเกษตรศรีประจันต์ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่ได้รับวัวควายไปเลี้ยงจะไม่ฆ่าไม่ขายและไม่ทอดทิ้งเขา โดยมีการทำสัญญาที่รัดกุมระหว่างผู้รับมอบวัวควายไปเลี้ยงกับผู้มอบ (คือตัวแทนจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า) ส่วนคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ จะส่งอาจารย์และนิสิตไปช่วยดูแลสุขภาพให้เป็นประจำที่สำคัญคือมีเงื่อนไขว่า ผู้มอบมีสิทธิ์เข้าไปขอดูและเยี่ยมเยียนวัวควายได้ตลอดเวลา

ขอย้ำอีกครั้งว่าโครงการนี้เกิดมาจากความรักของคุณๆ ผู้อ่านแนวหน้าที่มีต่อวัวและควาย จึงขอให้แนวหน้าโดยธรรมกรเป็นตัวกลางในการรับผิดชอบโครงการนี้

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งคือคุณถ่ายเถา สุจริตกุล (เจ้าของนวนิยาย มงกุฎดอกส้ม) บอกกับธรรมกรว่า ขอให้ทำโครงการนี้ให้ต่อเนื่องตลอดไป เพราะชอบใจตรงที่มีการเข้าไปดูวัวควายอย่างใกล้ชิดเป็นประจำ ซึ่งทำให้มั่นใจว่าวัวควายที่ผู้อ่านทุกท่านร่วมกันบริจาคไถ่ชีวิตเขาจะมีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่ถูกนำไปฆ่าไปแกงกิน ซึ่งความเห็นนี้ก็สอดคล้องต้องกันกับผู้บริจาคทุกท่านด้วย ดังนั้นโครงการนี้จึงจะดำรงอยู่ต่อไปครับ

ท่านผู้อ่านที่มีความประสงค์จะบริจาคร่วมสมทบทุนโครงการนี้โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 และคอลัมน์ตะลอนเที่ยวก็มีแนวคิดว่าในอนาคตอันใกล้นี้เราจะจัดทริปเล็กๆ ไปไหว้พระที่จังหวัดสุพรรณบุรี แล้วไปเยี่ยมเยียนวัวควายที่เราบริจาคให้กับชาวนาด้วยกัน

และขอแจ้งให้ทราบด้วยว่า ในเร็วๆ นี้ คงจะได้ไปไถ่ชีวิตวัวและควายจากโรงฆ่าสัตว์ได้อีกสัก 3 ชีวิต เนื่องจากมีเงินบริจาคเข้ามาอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งน่าจะเพียงพอสำหรับการไถ่ชีวิตให้กับวัวควายชุดใหม่ครับ โปรดติดตามรายละเอียดจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า

 

ตะลอนเที่ยว : ตรุษสงกรานต์ เทศกาลปีใหม่ที่งดงามของชาวอุษาคเนย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/210766

วันอาทิตย์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
คุณเชื่อไหมว่าหากถามคำถามกับคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กๆ และวัยรุ่น หรือแม้แต่ต่อให้ถามกับผู้ที่อายุประมาณ 30-40 ปีด้วยก็ตามว่า วันสงกรานต์คือวันอะไรมีความสำคัญอย่างไร มีความเป็นมาอย่างไร และชาวไทยควรทำอะไรในวันสงกรานต์

ผู้คนจำนวนมากที่คุณถามคำถามนี้อาจไม่สามารถตอบได้ตรงประเด็น และหลายคนคงจะตอบได้แค่เพียงว่า ก็เป็นวันเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน บางคนอาจตอบว่า เป็นวันที่สามารถจะแต่งตัวแบบวาบหวิวแล้วรอให้คนอื่นสาดน้ำ หรือบางคนก็อาจจะตอบว่าเป็นวันหยุดราชการต่อเนื่องหลายวัน ฯลฯ

แต่ก็อาจจะมีบางกลุ่มตอบได้ว่า วันสงกรานต์ถือเป็นประเพณีเก่าแก่ของสังคมไทย และผู้คนในดินแดนอุษาคเนย์ ที่เรียกว่าประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึงช่วงเวลาของการส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติ คือ วันแรม 15 ค่ำ เดือน 4 แต่ต่อมาวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ของไทยก็ปรับเปลี่ยนไปตามแบบความนิยมของประเทศตะวันตก คือ ถือเอาวันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่ (เริ่มใช้เมื่อปี พ.ศ. 2483)

สำหรับคนไทยในยุคอดีตจะให้ความสำคัญกับวันสงกรานต์มาก โดยจะพร้อมใจไปทำบุญตักบาตรที่วัดเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ก่อพระเจดีย์ทราย สรงน้ำพระพุทธรูปประจำหมู่บ้าน สรงน้ำพระสงฆ์ รดน้ำขอพรผู้หลักผู้ใหญ่ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ตนเองนับถือ และมีการละเล่นสนุกสนาน อาทิ รำวง เล่นเข้าทรงแม่ศรี เล่นสะบ้า เล่นลูกช่วง เป็นต้น

สมัยก่อนนั้นเมื่อใกล้จะถึงวันสงกรานต์ ผู้คนก็จะทำความสะอาดบ้านเรือน ข้าวของเครื่องใหญ่เป็นการใหญ่ ญาติพี่น้องที่แยกย้ายไปทำมาหากินต่างถิ่นก็จะพร้อมใจกลับบ้านไปรวมญาติพร้อมเพรียงกัน รวมถึงพร้อมใจร่วมกันทำความสะอาดสถานที่สาธารณะประจำชุมชน เช่น วัด และลานชุมชน นอกจากนี้ยังตระเตรียมเสื้อผ้าชุดที่เห็นว่าสวยงามที่สุดเพื่อจะสวมใส่ไปทำบุญทำทาน และเตรียมเสื้อผ้าใหม่ๆ ไปมอบให้ผู้ใหญ่ในวันรดน้ำขอพรวันสงกรานต์ แต่ที่สำคัญและขาดไม่ได้ในอดีตคือ การเตรียมอาหารคาวหวานสุดพิเศษไปเพื่อทำบุญ และจะมีการทำขนมประจำเทศกาลสงกรานต์ คือ ข้าวเหนียวแดง (นำไปทำบุญในวันตรุษ) และกะละแม (นำไปทำบุญในวันสงกรานต์)

เมื่อทำบุญเสร็จสรรพแล้ว แต่ละครอบครัวก็จะนิมนต์พระสงฆ์ไปทำพิธีบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว เพื่อแสดงความระลึกถึงและความกตัญญูกตเวที และยังมีการปล่อยนกปล่อยปลาให้เป็นอิสระและรอดพ้นจากความตาย

หากย้อนไปดูภาพอดีตจะเห็นว่าวันสงกรานต์นั้นเป็นวันที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นการแสดงออกซึ่งความมีน้ำใจ ความกตัญญูกตเวที เวลาจะรดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ก็จะรดน้ำที่มือของท่าน ครั้นเมื่อจะรดน้ำผู้อื่น ก็จะรดที่ไหล่หรือบ่า ก่อนจะรดน้ำก็ต้องขออนุญาตก่อน ไม่ใช่เอาน้ำใส่ถังแล้วยกขึ้นสาดเหมือนกับไล่หมูไล่หมาแบบในยุคนี้ หากไม่รู้จักกันก็ต้องขออนุญาตก่อนจะรดน้ำ ไม่ใช่เห็นใครเดินมาก็สาดน้ำใส่เขาไปจนมั่วไปหมด และน้ำที่ใช้รดในวันสงกรานต์ก็ต้องเป็นน้ำสะอาด ผสมน้ำอบน้ำปรุง ลอยดอกมะลิ ไม่ใช่ตักน้ำจากที่ไหนก็ไม่รู้ไปสาดใส่คนทั่วไปอย่างสะเปะสะปะ

ดังนั้นสงกรานต์จึงเป็นประเพณีที่งดงาม อ่อนหวาน เอื้ออาทร เป็นวันทำบุญทำทาน เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที แสดงความเคารพซึ่งกันและกันของเพื่อนมนุษย์ในสังคม โดยใช้น้ำที่เย็นฉ่ำและหอมหวนเป็นเครื่องเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกัน

นั่นคือสงกรานต์ในอดีตของไทย ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจนแทบจะหาความดีงามแบบเดิม ๆ ไม่ได้อีกต่อไป เราจึงพบเห็นว่าคนไทยและคนต่างชาติที่มาเล่นสงกรานต์ในยุคนี้ต่างสาดน้ำใส่กันอย่างบ้าคลั่งไร้รสนิยม

เรื่องสำคัญนี้หน่วยงานของรัฐบาลที่ดูแลขนบประเพณีแท้ๆ ของไทยควรจะต้องเร่งรณรงค์ให้ผู้คนเข้าใจประเพณีสงกรานต์ตามแบบฉบับที่ดีงามของไทยให้เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวาง ไม่ใช่เน้นการขายความสนุกที่ไม่คำนึงถึงความงดงามของขนบประเพณีเพียงเพื่อคิดหวังจะกวาดรายได้เข้าประเทศจนลืมคำนึงถึงความเหมาะสมดีงาม

สำหรับวันมหาสงกรานต์ปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 13 เมษายน เวลา 20 นาฬิกา 36 นาที 36 วินาที ตามปฏิทินจันทรคติตรงกับวันพุธ ขึ้น 7 ค่ำ เดือนห้า ปีวอก นางสงกรานต์นามว่า มณฑาเทวี ทรงพาหุรัด ทัดดอกจำปา อาภรณ์แก้วไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย หัตถ์ขวาทรงเหล็กแหลม หัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จไสยาสน์ลืมเนตรมาเหนือหลังคัสพะ (ลา) ซึ่งเป็นพาหนะ เกณฑ์พิรุณศาสตร์ ปีนี้ จันทร์ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 500 ห่า ตกในเขาจักรวาล 200 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 150 ห่า ตกในมหาสมุทร 100 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 50 ห่าเกณฑ์ธาราธิคุณ ชื่อวาโย (ธาตุลม) มีน้ำพอประมาณ แต่พายุจัด เกณฑ์นาคราชให้น้ำปีวอก นาคราชให้น้ำ 2 ตัว ทำนายว่า ฝนต้นปีน้อย กลางปีงาม แต่ปลายปีมาก เกณฑ์ธัญญาหารชื่อ ลาภะ ข้าวกล้าในนาจะได้ 10 ส่วน เสียเพียงส่วนเดียว ธัญญาหาร มังสาหารบริบูรณ์ ประชาชนทั้งหลายจะอยู่เย็นเป็นสุข วันเถลิงศกตรงกับวันเสาร์ที่ 16 เมษายน เวลา0 นาฬิกา 34 นาที 12 วินาที ตามปฏิทินจันทรคติตรงกับวันศุกร์ ขึ้น 9 ค่ำ เดือนห้า ปีวอก

หลายคนถามว่าสงกรานต์ปีนี้เราจะไปไหนกันดี ก็ขอตอบว่า ทั่วประเทศไทยล้วนจัดงานสงกรานต์กันทั้งสิ้น แต่ที่โด่งดังก็คือ ที่เชียงใหม่  โดยเฉพาะรอบๆ คูเมือง ส่วนที่กรุงเทพฯ ก็ต้องที่ถนนข้าวสาร ส่วนที่หนองคายก็ที่วัดโพธิ์ชัย ที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระใส ส่วนที่พระนครศรีอยุธยาก็จัดในเขตเมืองหลวงเก่า ส่วนที่สมุทรปราการก็ต้องที่พระประแดง ลงไปหาดใหญ่ สงขลาก็มีงานสงกรานต์มิดไนท์ ที่บางแสน ชลบุรี ก็มีงานวันไหล ก่อเจดีย์ทราย เป็นต้น

เทศกาลสงกรานต์เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 เมษายนเป็นต้นไป ส่วนใหญ่จะสิ้นสุดงานในวันที่ 15 เมษายน แต่บางแห่งก็เริ่มงานตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน เช่นที่ขอนแก่น เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน และบางแห่งมีเทศกาลสงกรานต์ล่าออกไปโดยเริ่มช่วงวันที่ 22-24เมษายนเช่นที่พระประแดง เป็นต้น

หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องสถานที่จัดงานสงกรานต์ โปรดติดต่อสอบถามจาก โทร.1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

 

ตะลอนเที่ยว : เขาเล่าว่า เมืองนี้มีของดีมากมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/209731

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เกาะเต่า

มีเรื่องเล่าขาน และมีตำนาน รวมถึงเรื่องปรัมปรามากมายเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวทั่วเมืองไทย เรื่องเล่ากล่าวขานเหล่านี้มีความน่าสนุก น่าตื่นเต้น และน่าค้นหาเป็นที่สุด

ถ้าเช่นนั้น สัปดาห์นี้เราก็จะไปติดตาม และค้นหาเรื่องเล่าขานที่เขาเล่าว่าเกี่ยวกับเมืองท่องเที่ยวในเขตจังหวัดภาคใต้ของไทยด้วยกัน

เริ่มที่ชุมพร ประตูสู่ภาคใต้ สถานที่แรกที่จะชวนคุณไปเที่ยวคือโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ ตามพระราชดำริ (หรือโครงการแก้มลิงชุมพร) ตั้งอยู่ที่บ้านเขาแรด โครงการนี้ทำขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยของจังหวัดชุมพรภายในโครงการมีสะพานไม้เคี้ยม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-6 นิ้ว ความยาวประมาณ 300 เมตร ตัวสะพานทอดข้ามหนองน้ำ มีลักษณะคดโค้งเป็นรูปตัว S เสาของสะพานไม้ปักลงไปในหนองน้ำโดยใช้แรงงานคนในการก่อสร้างทั้งหมด หลายคนใช้เป็นเส้นทางปั่นจักรยาน และแหล่งเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง


พระแอด-ปวดหาย

ต่อมาคือ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ครอบคลุมพื้นที่ 198,125 ไร่ มีชายหาดทอดยาวกว่าร้อยกิโลเมตร มีหมู่เกาะกว่า 40 เกาะ อาทิ เกาะจระเข้ มีลักษณะเป็นเกาะยาวคล้ายลำตัวจระเข้ เป็นจุดดำน้ำที่นักท่องเที่ยวนิยมมากที่สุด ตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของอุทยานฯ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 077-558144-5 หรือ http://www.dnp.go.th

จากนั้น เดินทางไป อำเภอทุ่งตะโก แวะชม หาดอรุโณทัยตั้งอยู่ที่ตำบลปากตะโก เป็นชายหาดสงบเงียบ ที่ยังสามารถพบเห็นวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านได้ ริมชายหาดเป็นที่ตั้งศาลกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ (เสด็จเตี่ย) ถัดมาเป็นปากน้ำทุ่งตะโก จุดเดินเรือออกทะเลของชาวอำเภอทุ่งตะโก จึงหลากหลายไปด้วยสีสันของเรือและวิถีชีวิตชาวประมงที่ผูกพันกับท้องทะเลมายาวนาน

สถานที่ต่อไปคือ สวนนายดำ อยู่ที่ตำบลตะโก เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นสวนผลไม้และสวนส้มโชกุน และสินค้า OTOP หลากหลายชนิดที่มีชื่อเสียงของจังหวัดชุมพร นอกจากนี้ยังมีบ้านพัก ร้านอาหาร และร้านกาแฟสดสไตล์อิตาเลียน และที่สำคัญคือ มีส้วมหลากหลายจินตนาการ อาทิส้วมทาร์ซาน ส้วมรู ส้วมคุณก้อนทอง เตรียมไว้ให้บริการนักท่องเที่ยว สอบถามข้อมูลและเส้นทางการเดินทาง โทร.089-6520733 หรือ http://www.suannaidum.in.th ต่อไปคือสวนลุงนิล อยู่ที่ตำบลช่องไม้แก้ว เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีการปลูกพืชแบบคอนโดเก้าชั้น ไม่ใช้สารเคมี ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย สอบถามข้อมูลการเดินทาง โทร.086-4705011, 087-4660596


หาดทุ่งวัวแล่น

หาดทุ่งวัวแล่น ตั้งอยู่ในอำเภอปะทิว ชายหาดมีเม็ดทรายสีขาวนวลละเอียด ทอดตัวยาวสุดสายตา ลักษณะเป็นหาดที่มีความลาดเอียงน้อย น้ำทะเลสวยใสเหมาะแก่การเล่นน้ำ  ส่วนทางด้านใต้ของหาดที่ติดภูเขานั้นเป็นหาดหิน ใต้น้ำเป็นแหล่งดำน้ำตื้นที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดชุมพร มีสาหร่าย ฟองน้ำ ดอกไม้ทะเล และปลาทะเลนานาชนิด

แต่ที่พลาดไม่ได้คือ หาดทรายรีสวี ตำบลท่าหิน เป็นหาดทรายที่สวยงามของอำเภอสวี ชายหาดทอดตัวยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ขนานกันไปกับทิวมะพร้าว มีบรรยากาศที่เงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน บริเวณรอบๆ เป็นที่ตั้งของชุมชนชาวประมงที่มีวิถีชีวิตอย่างเรียบง่าย

ชุมพรมีชายทะเลยาวกว่า 222 กิโลเมตร จึงมีคำเรียกว่า หาดทรายสวยสี่ร้อยลี้ และยังมีหมู่เกาะต่างๆ ตั้งเรียงรายตลอดแนวชายฝั่งกว่า 40 เกาะ ส่วนใหญ่เป็นเกาะขนาดเล็ก บางเกาะมีหาดทรายขาวสะอาด สามารถขึ้นไปเที่ยวชมบนเกาะได้ แต่บางเกาะเป็นเกาะสัมปทานรังนก ไม่สามารถขึ้นบนเกาะได้ ส่วนนักท่องเที่ยวที่ต้องการไปดำน้ำดูปะการัง แหล่งดำน้ำแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ เกาะที่เหมาะสำหรับการดำน้ำตื้น และเกาะที่เหมาะสำหรับการดำน้ำลึก


หาดริ้น

สินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึกที่ขึ้นชื่อคือกาแฟพันธุ์โรบัสต้า กาแฟชุมพรถือว่าเป็นสุดยอดกาแฟไทย จนได้ฉายาว่าเป็นChumphon Coffee Valley หรือ ชุมพรหุบเขาแห่งกาแฟ ส่วนผลไม้ ที่ขึ้นชื่อที่สุดคือ กล้วยเล็บมือนาง และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลไม้ นอกจากนี้ยังมีรังนกที่ได้มาตรฐานด้วย และที่ไม่ควรพลาดการซื้อกลับบ้านคืออาหารทะเล  มีทั้งอาหารสดและอาหารทะเลแปรรูป เช่น กะปิบ้านปากหาด น้ำปลาปากแม่น้ำทุ่งตะโก

นอกจากชุมพรแล้ว อีกเมืองหนึ่งที่ไม่ควรพลาดการไปเยือนคือ สุราษฎร์ธานี เมืองร้อยเกาะ ศูนย์กลางอาณาจักรศรีวิชัย

จุดแรกที่อยากชวนไปเที่ยวคือ ฟาร์มหอยนางรม บริเวณอ่าวบ้านดอน อำเภอกาญจนดิษฐ์ ไปชมการสาธิตการเลี้ยงหอยนางรม หอยแมลงภู่และหอยแครง การวางอวนเพื่อดักกุ้ง ปู ปลา และการปลูกป่าชายเลน มีการสร้างขนำหรือกระท่อมเล็กๆ กลางทะเล เพื่อเป็นที่พักแบบฟาร์มสเตย์ สอบถามข้อมูลการเดินทางหรือพูดคุยเรื่องการเลี้ยงหอยนางรมเพิ่มเติมได้ที่ สินมานะฟาร์มสเตย์ โทร.081-5977575


นกนางแอ่น

จากนั้นไปดำน้ำที่ เกาะพะงัน อำเภอเกาะพะงัน มีชายหาดขาว น้ำทะเลใสสะอาดร่มรื่นด้วยทิวไม้ริมชายหาด และบรรยากาศเงียบสงบช่วงที่เหมาะแก่การเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกันยายน สามารถลงเรือได้ที่ท่าเรือดอนสัก (สุราษฎร์ธานี) การเดินทางบนเกาะพะงันมีรถสองแถวบริการรอบเกาะราคาขึ้นอยู่กับระยะทาง หรือจะเช่ามอเตอร์ไซค์ได้ที่หาดท้องศาลา และยังมีบริการเรือหางยาวทั้งแบบเหมาลำและแบบเรือเมล์ บริเวณหาดท้องศาลาและชายหาดต่างๆ บนเกาะพะงัน

แล้วขอชวนไปดำน้ำที่เกาะเต่า อยู่ห่างจากอำเภอเกาะพะงัน 45 กิโลเมตร เป็นเกาะที่สวยงาม มีแนวปะการังทั้งน้ำตื้นและน้ำลึกชายหาดขาวสวยสงบเงียบ ช่วงเวลาที่เหมาะจะมาท่องเที่ยวคือ เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกันยายน ส่วนเกาะที่ไม่ไกลจากเกาะเต่าคือ เกาะนางยวน มีเกาะเล็ก 3  เกาะ หาดทรายเชื่อมกันสามารถเห็นได้ในเวลาที่น้ำลง หาดทรายขาวละเอียด

 

แต่ที่ทุกคนรู้จักกันดีคือเกาะสมุยเกาะที่ยอดฮิตของคนไทยและคนต่างชาติผู้ชื่นชอบทะเลและหาดทราย


รังนก

จริงๆ แล้วสุราษฎร์ฯ ยังมีอุทยานแห่งชาติเขาสก พื้นที่ป่าที่แสนสมบูรณ์มีพันธุ์ไม้หายาก คือ ปาล์มหลังขาว และบัวผุด ดอกไม้ขนาดใหญ่ขึ้นอยู่บนพื้นดิน บานในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม

ส่วนอำเภอพุนพิน มีบ่อน้ำร้อนท่าสะท้อน หรือบ่อน้ำพุร้อนรัตนโกสัย บ้านบ่อกรัง ตำบลท่าสะท้อน เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มีน้ำแร่อุณหภูมิสูง 70 องศา ส่วนที่อำเภอวิภาวดี มีน้ำตกวิภาวดี น้ำตกขนาด 9 ชั้น ว่ากันว่าชั้นที่ 2 สวยงามที่สุด ตกจากหน้าผาสูง 15-20 เมตร ด้านล่างมีแอ่งสำหรับเล่นน้ำได้ ช่วงที่เหมาะสมสำหรับการท่องเที่ยวคือ เดือนมกราคม-เมษายน

ไปเที่ยวสุราษฎร์ฯ อย่าลืมซื้อไข่เค็มไชยา ผ้าไหมพุมเรียง และผลิตภัณฑ์จักสานจากกระจูดกลับบ้านด้วยครับ

ขอพาไปต่อกันอีกเมืองนะครับ คือ เมืองนคร หรือนครศรีธรรมราช ไปกราบพระบรมธาตุ ที่วัดมหาธาตุ วรมหาวิหาร ปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้และประเทศไทย สิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งขององค์พระบรมธาตุ คือองค์พระธาตุจะไม่มีเงาทอดลงพื้นไม่ว่าแสงอาทิตย์จะส่องกระทบไปทางใด จากความมหัศจรรย์นี้ จึงทำให้เจดีย์นี้เป็น1 ใน Unseen Thailand

ต่อจากนั้น ไปบ้านหนังตะลุงสุชาติ ถนนศรีธรรมโศกราชซอย 3 ของนายสุชาติ ทรัพย์สิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง(การแสดงพื้นบ้าน) พ.ศ.2539 ไปชมพิพิธภัณฑ์หนังตะลุง การแสดงหนังตะลุงการสาธิตการแกะรูปหนังตะลุง ที่แห่งนี้ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Thailand Tourism Awards) รางวัลดีเด่นประเภทวัฒนธรรมและโบราณสถาน พ.ศ.2539 และได้รับรางวัลยอดเยี่ยมแหล่งเรียนรู้และนันทนาการ พ.ศ.2552


หนังตะลุงสุชาติ

เมืองคอนยังมีจุดชมวิวทะเลหมอกบนยอดเขาเหล็ก หรือทะเลหมอกกรุงชิง อำเภอนบพิตำ สามารถชมทะเลหมอกตอนเช้าได้ตลอดปี และอีกจุดที่ต้องไม่พลาดคือบ้านคีรีวง อำเภอลานสกา หมู่บ้านที่อยู่กับธรรมชาติแบบสุดสะอาดแท้จริง

และขอย้ำว่าอย่าพลาดชม คอนโดนกนางแอ่น อำเภอ ปากพนัง ที่ชาวเมืองเรียกว่าเหมืองทองคำขาวแห่งเมืองปากพนัง เป็นตึก 3 ชั้น รูปแบบชิโนโปรตุกีส

สินค้าพื้นเมืองของเมืองคอนคือ พัดใบกะพ้อ เครื่องถมนคร สร้อยนะโม สร้อยเงิน และสร้อยสามกษัตริย์ ตัวหนังตะลุง เครื่องจักสานย่านลิเภา ผ้ายกเมืองนคร และงานหัตถกรรมจากกระจูด รวมถึงมังคุดสดสุดอร่อย


กระจูด

วันนี้แนะนำที่เที่ยวสามจังหวัด คือ ชุมพรฯ เมืองคอน และสุราษฎร์ฯ รายละเอียดของแต่ละที่มีมากมายบรรยายได้ไม่หมด หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดโทร. สอบถาม 1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย

 

ตะลอนเที่ยว : ดูละคร‘ผ้าห่มผืนสุดท้าย’แล้วไปคลายร้อนที่ภาคตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/208708

วันอาทิตย์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ชวนคุณไปเที่ยวสองแบบสองสไตล์พร้อมๆ กัน โดยแห่งแรกจะชวนคุณไปดูละครเวทีเรื่อง ผ้าห่มผืนสุดท้าย ที่เมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์

ละครเรื่องนี้สร้างขึ้นจากเรื่องราวของทหารผู้ไปปฏิบัติหน้าที่ในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย โดยผูกเรื่องให้เห็นถึงความไม่เข้าใจกันระหว่างพ่อผู้เป็นทหารกับลูกสาวที่ไม่ชอบให้พ่อพูดเสียงดังใส่ตลอดเวลา, พูดถึงความรักและความห่วงใยของแม่ที่มีต่อลูกชายที่ไปราชการชายแดน และพูดถึงความรักของหมอคนหนึ่งที่ต้องยอมไปเป็นทหาร เพื่อหวังชนะใจแฟนสาวที่คลั่งไคล้เครื่องแบบทหารอย่างมากมาย

แต่ทั้งหมดก็ได้ข้อสรุปตรงกันคือ ถึงแม้จะรักครอบครัวหรือรักคนรักมากมายสักเพียงใดก็ตาม แต่ด้วยหน้าที่ของความเป็นทหารอาชีพ ความรักชาติและความเสียสละเพื่อชาติจึงเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกที่ทหารจำเป็นต้องเลือกกระทำเป็นสิ่งแรกในภารกิจของทหาร (ขอย้ำว่าหน้าที่นี้เป็นของเฉพาะทหารซึ่งเป็นทหารอาชีพโดยแท้จริงเท่านั้น มิใช่ทหารจำพวกที่มีสันดานโจรคอยคุมซ่อง เรียกเก็บค่าคุ้มครอง และกรรโชกทรัพย์ตามตลาดหลายแห่งในเมืองไทย)

ฉากเปิดเรื่องด้วยหีบศพ 3 หีบที่มีธงไตรรงค์คลุม ทำให้ผู้ชมจำนวนไม่น้อยถึงกับน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว รวมถึงฉากเกือบสุดท้ายที่แสดงให้เห็นถึงการเสียสละอย่างยิ่งใหญ่ของนายทหารในฐานะหัวหน้าฐานปฏิบัติการที่ถูกผู้ก่อการร้ายโจมตี ซึ่งยอมสละแม้ชีวิตของตัวเองเพื่อให้เพื่อนและลูกน้องหลบหนีเอาตัวรอดออกจากฐานไป

ผ้าห่มผืนสุดท้าย เปิดแสดงถึงวันที่ 3 เมษายน ณ เมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์ เปิดแสดงวันพฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ จองบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ โทร.02-2623456

อ้อ! Mr.Flower มีบัตรละครเรื่องนี้แจกให้คุณที่ส่งข้อความสั้น (SMS)ไปที่เบอร์โทร.091-7233615 แจก 5 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง เพียงขอให้คุณเล่าความประทับใจของคุณที่มีต่อทหารซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (เล่าเพียงสั้นๆ) แล้วจะคัดเลือกผู้โชคดีด้วยการจับสลาก แล้วจะแจ้งให้ผู้โชคดีไปรับบัตรที่หน้าโรงละคร

Mr.Flower คุยกับทหารซึ่งบาดเจ็บและพิการเนื่องจากการสู้รบเพื่อรักษาแผ่นดินไทยในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า วีรบุรุษเหล่านั้นบอกด้วยความภาคภูมิใจว่า “ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นภารกิจที่เสี่ยงต่อชีวิตอย่างมาก แต่ก็ยินดีลงไปปฏิบัติหน้าที่ เพราะต้องการรักษาแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลานในอนาคต” วีรบุรุษบางรายบอกว่า “ไม่ได้คิดว่าเมื่อลงไปปฏิบัติหน้าที่แล้วจะต้องบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ถ้าหากต้องเจ็บหรือต้องตายในหน้าที่ก็ยินดีเผชิญกับมัน เพราะผมเลือกทำหน้าที่ทหาร”

ขอฝากข่าวถึงแฟนคอลัมน์ว่า ทุกๆ ช่วงสิ้นเดือนกลุ่มของ Mr.Flower (ซึ่งมี สุชาติ ชวางกูร และดารานักแสดงอีกหลายรายร่วมอยู่ในคณะ) จะนำอาหารไปเลี้ยงทหารผู้บาดเจ็บและพิการซึ่งพักรักษาตัวอยู่ที่ตึกมหาวชิราลงกรณ์ ชั้น 5โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า คณะของเราร่วมกันเลี้ยงอาหารให้ทหารหาญมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2553 สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน หากคุณสนใจร่วมกิจกรรมนี้กับคณะของเรา โปรดติดต่อ โทร.091-7233615

เชิญร่วมเลี้ยงอาหารให้วีรบุรุษ ณ ตึกมหาวชิราลงกรณ์ ชั้น 5 ทุกช่วงสิ้นเดือน

ดูละครเสร็จสรรพแล้ว เราก็จะไปเที่ยวทะเลภาคตะวันออกด้วยกัน ไปชิมผลไม้สดๆ จากสวน ไปนอนเล่นที่ชายหาด และไปเล่นน้ำทะเลใสๆ

เมืองที่เราจะไปเที่ยวด้วยกันในวันนี้ ถือเป็นเมืองต้องห้าม แต่ต้องห้ามในที่นี้หมายถึงต้องห้ามพลาดการไปเยือน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำหนดแนวคิดเมืองต้องห้ามพลาดเหล่านี้ไว้ทั้งหมด 12 จังหวัด คือ ลำปาง น่าน เพชรบูรณ์ เลย บุรีรัมย์ ราชบุรี สมุทรสงคราม จันทบุรี ตราด ชุมพร ตรัง และนครศรีธรรมราช

แต่วันนี้จะพาคุณๆ ไปเที่ยวจันทบุรี และตราด และขอแถม ระยองกับชลบุรีเข้าไปด้วย เพราะเป็นจังหวัดในเขตภาคตะวันออกด้วยกัน

เริ่มจากเกาะสีชัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี บนเกาะแห่งนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ห้ามพลาดคือ พระจุฑาธุชราชฐาน สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นที่ประทับในหน้าร้อน ปัจจุบันยังมีพระตำหนักวัฒนา พระตำหนักผ่องศรี เรือนอภิรมย์ และวัดอัษฎางค์นิมิตร และที่พลาดไม่ได้อีกแห่งหนึ่งบนเกาะสีชังคือช่องอิศริยาภรณ์ หรือช่องเขาขาด ตั้งอยู่ด้านหลังของเกาะ บริเวณแห่งนี้มีสะพานวชิราวุธทอดยาวเลียบเชิงเขาสำหรับเดินชมทิวทัศน์ทางทะเล และใช้เป็นที่ชมพระอาทิตย์ตก ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งพลับพลาที่ประทับทอดพระเนตรทิวทัศน์ของรัชกาลที่ 5

ช่องเขาขาด

และที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปถึง อ.สัตหีบ ชลบุรี ก็คือควรไปเที่ยวหาดเตยงาม หรืออ่าวตากัน ซึ่งเป็นเขตของกองทัพเรือ (หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน) หาดนี้มีทรายขาวสะอาด น้ำทะเลใสแจ๋ว สอบถามข้อมูลการเข้าชมได้ที่สำนักงานกิจการท่องเที่ยวหาดเตยงาม กองทัพเรือ โทร.038-334188

หาดเตยงาม

หลายท่านอาจถามว่าทำไมไม่แวะพัทยา คำตอบคือ เพราะเชื่อว่าคุณๆ ไปพัทยาบ่อยมากแล้ว ดังนั้นจึงขอชวนคุณๆ ไปเที่ยวมิโมซา ซึ่งอยู่เลยหาดจอมเทียน พัทยาขึ้นไปไม่ไกลนัก มิโมซาตั้งอยู่ตรงข้างโรงแรมแอมบาสซาเดอร์ จอมเทียน ที่แห่งนี้จำลองรูปลักษณ์หมู่บ้าน Clomar เมือง Alsace ประเทศฝรั่งเศสมาเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

มิโมซา

ต่อจากชลบุรีก็ไประยอง และจันทบุรีไปชิมผลไม้สดๆ อาทิ เงาะ ทุเรียน มังคุด จากสวนยายดา-เจ๊บุญชื่น ที่เขายายดา ต.ตะพง โทร.089-0431330 และที่สวนลุงทองใบ ต.ตะพง โทร.089-8106411 โดยคุณสามารถชิมผลไม้สดจากต้น ในรูปแบบบุฟเฟ่ต์ผลไม้ ราคาท่านละ 200 บาทเท่านั้น

ปิดท้ายกันที่ตราด ไปเที่ยวเกาะกูด เกาะที่ยังคงสภาพของธรรมชาติที่บริสุทธิ์ไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ เพราะยังมีป่าไม้ที่สมบูรณ์บนยอดเขาซึ่งเป็นจุดกำเนิดน้ำตกหลายแห่ง แต่ที่ขึ้นชื่อคือน้ำตกคลองเจ้า นอกจากเกาะกูดแล้วยังมีเกาะหมาก เป็นเกาะที่มีสวนมะพร้าวและสวนยางพาราร่มรื่นมาก ในท้องทะเลยังมีปะการังที่สมบูรณ์อีกด้วย

เกาะกูด

หลายคนเมื่อไปถึงตราดก็ต้องไปไหว้พระที่วัดบุปผาราม หรือวัดปลายคลอง ตั้งอยู่ที่หมู่ 3 บ้านปลายคลอง ถ.พัฒนาการปลายคลอง ต.วังกระแจะ อ.เมือง เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดในจังหวัดตราด สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ช่วงรัชสมัยของพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2191) วัดนี้มีโบราณวัตถุมากมาย อาทิ เครื่องถ้วยชามจีน และเครื่องถ้วยชามของยุโรป ที่งมได้จากเรือสำเภาโบราณซึ่งอับปางในเขตน่านน้ำจังหวัดตราด หลายคนชอบไปชมหมู่กุฏิทรงไทยหลังเล็ก ที่สร้างถูกต้องตามพระวินัยบัญญัติให้มีขนาดพอแค่พระภิกษุอยู่ได้เพียงรูปเดียวเท่านั้น

วัดบุปผาราม

แต่ที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปเยือนเมืองตราดคือการไปนอนหมกทรายดำที่หาดทรายดำ อ.แหลมงอบ ถือเป็นหาดทรายดำ 1 ใน 5 แห่งบนโลกใบนี้ ทรายดำหรือไลโมไนต์เป็นทรายที่มีสีน้ำตาลแดงคล้ำจนเกือบดำ เป็นแร่ที่เกิดจากการย่อยสลายตัวของเปลือกหอยแล้วผสมกับควอตซ์ที่มีแร่เหล็กผสม

คุณๆ เห็นแล้วใช่ไหมครับว่า เมืองต้องห้ามเหล่านี้ ไม่ควรพลาดการไปเยี่ยมชมด้วยประการทั้งปวง บางคนนึกไม่ถึงว่ามีของดีๆ มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ อยู่ในเมืองเหล่านี้ นักเดินทางท่องเที่ยวจำนวนมากชื่นชอบกับเมืองต้องห้ามเป็นอย่างมาก เพราะเที่ยวได้สะดวก ผู้คนไม่แออัด ไม่ต้องแย่งกันกินแย่งกันเที่ยวเหมือนเช่นเมืองใหญ่ๆ ที่คุณๆ อาจคุ้นเคยเสียจนมองข้ามเมืองต้องห้ามไป

ลองกอง

ส้มโอ

มังคุด

เงาะ

ตะลอนเที่ยว : เมืองไทย เมืองน่ารักในสายตาชาวอังกฤษ และสกอตแลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/207806

วันอาทิตย์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Edinburgh

นักท่องเที่ยวจากอังกฤษจำนวนนับล้านยังคงให้ความสนใจเมืองไทยโดยไม่เสื่อมคลาย ผู้ที่เคยมาเที่ยวเมืองไทยแล้วก็มักจะกลับไปเที่ยวเมืองไทยซ้ำๆ ทุกปี ชาวกรุงลอนดอนบางกลุ่มไปเที่ยว

เมืองไทยต่อเนื่องกันโดยตลอดเป็นระยะเวลายาวนานเกือบ 20 ปี

ชาวลอนดอนจำนวนไม่น้อยคุ้นเคยกับเมืองไทย โดยเฉพาะทะเลในภาคใต้ของไทย อาทิ ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพะงัน และกระบี่ โดยส่วนใหญ่บอกว่าชื่นชอบทะเลของไทย แต่ที่ชื่นชอบมากที่สุดคือความมีไมตรีของคนไทย และรอยยิ้ม ผสมกับความมีน้ำใจของคนไทย แม้บางครั้งการสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษกับคนไทยอาจจะไม่ราบรื่นมากนัก แต่เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของคนไทยก็ทำให้สามารถสื่อสารกันได้โดยไม่มีปัญหา

Glasgow

ชาวอังกฤษคือนักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวเข้ามาเมืองไทยตลอดทั้งปี ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกและโอกาสของแต่ละคน ดังนั้นนักท่องเที่ยวอังกฤษจึงมีความแตกต่างจากนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ ในยุโรป เพราะชาติยุโรปอื่นๆ มักจะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยในช่วงปลายปีเป็นส่วนมาก (ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่าเป็นนักท่องเที่ยวที่หนีความหนาวเย็นไปพบกับไออุ่นของเมืองไทย)

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พยายามเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวจากประเทศอังกฤษ ซึ่งมิได้จำกัดแค่เพียงนักท่องเที่ยวที่เป็นชาวลอนดอนเท่านั้นให้เข้ามาเที่ยวประเทศไทย ดังนั้นจึงมีการสร้างแผนการตลาดใหม่ๆ โดยขยายการรับรู้เรื่องราวและสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองไทยให้กับชาวอังกฤษที่อยู่ในเมืองอื่นๆ อาทิ ในสกอตแลนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองหลักๆ ของสกอตแลนด์ คือ กลาสโกลว์ และเอดินเบอระ รวมถึงในเมืองแมนเชสเตอร์ด้วย

ททท. พยายามจะเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวอังกฤษที่ยังไม่เคยมาเที่ยวเมืองไทยเลยแม้แต่ครั้งเดียว เดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ที่แสนประทับใจในเมืองไทยโดยตรง เพราะตระหนักดีว่าคนอังกฤษที่อยู่นอกกรุงลอนดอนนั้นรู้จักชื่อเสียงของเมืองไทยค่อนข้างดี แต่อาจจะมีอุปสรรคในการเดินทางบ้าง อาทิ ความไม่สะดวกในการเดินทางด้วยสายการบินที่ไม่สามารถบินตรงจากกรุงลอนดอนและเมืองใหญ่อื่นๆ ไปยังแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลในภาคใต้ของไทย หรือแม้กระทั่งแหล่งท่องเที่ยวที่โด่งดังมากๆ ในภาคเหนือของไทย เช่น เชียงใหม่

London

การเดินทางไปพบปะและเชิญชวนผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวของสกอตแลนด์ รวมถึงเมืองรองๆ ของอังกฤษมีเป้าหมายสำคัญคือเพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีความสามารถเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่ม first visit หรือกลุ่มผู้เพิ่งเคยไปเที่ยวเมืองไทยครั้งแรก หากคนกลุ่มนี้ไปสัมผัสความน่ารักของเมืองไทยแล้วรับรองว่าเขาจะต้องกลับไปเที่ยวเมืองไทยซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างแน่นอน เพราะเมืองไทยมีแหล่งท่องเที่ยวดีๆ และมีคุณภาพสูงไว้รองรับมากมาย

ตามสถิติระบุว่านักท่องเที่ยวอังกฤษที่เข้ามาเที่ยวเมืองไทยนั้นจะใช้เวลาพักอยู่ในเมืองไทยประมาณ 18 วัน และใช้จ่ายต่อวันตกประมาณ 4,200 บาทต่อคน

มีโอกาสสูงมากที่นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษจากทั่วประเทศจะเดินทางไปเที่ยวประเทศไทยมากขึ้นในปีนี้และในอนาคต เพราะสภาพเศรษฐกิจของอังกฤษมิได้มีปัญหาหนักมากนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในยุโรปตะวันตก แต่ตรงกันข้ามดูจากจีดีพีของอังกฤษแล้วน่าจะเติบโตได้ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็หมายความว่าชาวอังกฤษไม่ได้ประสบกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ดังนั้นหากเขาพิจารณาแล้วเห็นว่าเมืองไทยมีความน่าท่องเที่ยว มีแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ และมีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวให้เลือกตามความเหมาะสมแล้ว เมืองไทยก็คือจุดหมายปลายทางของเขาอย่างแน่นอน

แล้วถ้ายิ่งหากนักท่องเที่ยวจากเมืองรองๆ ของอังกฤษสามารถได้รับความสะดวกสบายจากการเดินทางเข้าไปเที่ยวไทยแล้ว โดยเฉพาะการมีสายการบินที่ให้บริการบินตรงเชื่อมต่อระหว่างเมืองรองของอังกฤษกับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศไทยแล้ว รับรองได้ว่าเมืองไทยก็คือแหล่งท่องเที่ยวในฝันแห่งหนึ่งของชาวอังกฤษ (ได้ข่าวที่รับการยืนยันมาแล้วว่าปลายปี 2559 นี้ การบินไทยจะเปิดบริการบินตรงจากแมนเชสเตอร์สู่กรุงเทพฯ)

ตะลอนเที่ยววันนี้ Mr. Flower ขอนำภาพกิจกรรมที่ททท.นำผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวของไทยจำนวน 30 ราย
โดยเฉพาะด้านการโรงแรมจากจังหวัดต่างๆ ทั้งในแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลจากภาคใต้ รวมถึงจากหัวหิน และจากกรุงเทพฯ ไปพบปะสนทนาโดยตรงกับบริษัททัวร์ยักษ์ใหญ่ของอังกฤษในกรุงลอนดอน สกอตแลนด์ และกลาสโกวส์ โดยผู้ประกอบการโรงแรมของไทยยืนยันว่าประสบความสำเร็จในการเจรจาธุรกิจเป็นอย่างดี ส่วนผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวของอังกฤษก็ได้รับข้อมูลใหม่ๆ จากผู้ประกอบการของไทยอย่างครบถ้วน ซึ่งจะช่วยให้การทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยวของไทยกับอังกฤษเติบโตอย่างงดงามภายในปีนี้ และปีต่อๆ ไป

ในงานนี้ท่านเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรไทย ณ กรุงลอนดอน นายกิตติพงษ์ ณ ระนอง ได้ให้เกียรติกล่าวต้อนรับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวของอังกฤษด้วย และมีการแจกรางวัลมากมายให้กับผู้ประกอบการทัวร์ของอังกฤษเพื่อให้ได้เข้ามาสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวของไทยโดยตรง

สำหรับทีมงานผู้บริหารของททท. ที่ไปร่วมงานในครั้งนี้นำโดย นางจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าฯททท. ด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา นายสุกรีย์ สิทธิวนิช รองผู้ว่าฯททท.ด้านสื่อสารการตลาด และนายฉัตรทันต์ กุญชร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ และ นายธีระศิลป์ เทเพนทร์ ผู้อำนวยการททท. สำนักงานกรุงลอนดอน

(จากซ้าย) ธีระศิลป์ เทเพนทร์ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ, จุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าฯททท. ด้านตลาดยุโรป แอฟริกาตะวันออกกลาง และอเมริกา, กิตติพงษ์ ณ ระนอง เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน และภรรยา

ศุกรีย์ สิทธิวนิช รองผู้ว่าฯ ททท.ด้านสื่อสารการตลาด

ตะลอนเที่ยว : สัตว์ทั้งผองคือเพื่อนร่วมโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/206664

วันอาทิตย์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
คุณผู้อ่านเคยเลี้ยงสัตว์เลี้ยงอะไรบ้างไหมครับ อาจจะเป็น หมา แมว นก ไก่ ปลา

หากคุณเคยเลี้ยงพวกเขาเหล่านั้น คุณจะรู้ดีว่า สัตว์ที่คุณเลี้ยงดูเขาเป็นอย่างดีนั้นช่วยทำให้คุณมีความสุขใจทุกยามที่ได้อยู่กับเขา แต่ก็อาจจะเศร้าใจเวลาที่เขาเจ็บป่วยหรือตายจากไป คนทุกคนที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงจะคิดถึงเขามากในเวลาที่คุณต้องจากเขาไปไหนไกลๆ สักระยะหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เลี้ยงหมาจะซาบซึ้งดีว่าทั้งหมาและทั้งคนต่างคิดถึงกันและกันในเวลาที่เจ้าของและสัตว์เลี้ยงต้องห่างไกลจากกัน

มีคนกล่าวไว้เสมอๆ ว่า คนที่รักสัตว์และเลี้ยงดูสัตว์นั้นจะมีจิตใจที่อ่อนโยน ไม่หยาบกระด้าง และเป็นคนที่มีเมตตากรุณา คุณเห็นด้วยไหมครับ

ส่วนคนที่ยิงหมาริมถนนจนตายด้วยกระสุนปืน 5 นัดนั้นคงไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มของคนจำพวกที่มีจิตใจรักและเมตตาต่อสัตว์อย่างแน่นอนโดยมิต้องสงสัย

คนบางกลุ่มสามารถรักสัตว์เดรัจฉานได้อย่างสนิทใจ สาเหตุที่รักก็เพราะเห็นว่าเขาคือเพื่อนร่วมโลกของเรา และเชื่อมั่นว่าคนไม่ควรรังแกสัตว์ ไม่ควรทำร้ายสัตว์ นอกจากนี้ยังเห็นว่าสัตว์เดรัจฉานทุกตัวก็มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของโลกใบนี้ไม่แตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน

วันนี้ผมจะชวนคุณไปเที่ยวสวนสัตว์เล็กๆ ที่ชื่อ สวนสัตว์เพื่อนเดรัจฉาน ตั้งอยู่ที่ถนนรามอินทรา ซอยรามอินทรา 5 สวนสัตว์แห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 250 ตารางวาเท่านั้น เป็นสวนสัตว์ที่ไม่เก็บค่าเข้าชม แต่ก็ยินดีรับบริจาคหากคุณๆ จะร่วมบริจาคตามความสมัครใจ สวนสัตว์แห่งนี้เป็นของ พิสิษฐ์ ณ พัทลุง ประธานมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ อดีตผู้อำนวยการสวนสัตว์

พิสิษฐ์บอกว่าตั้งสวนสัตว์นี้ขึ้นมาเพราะต้องการดูแลสัตว์จำนวนมาก โดยเฉพาะสัตว์แปลกๆ ประหลาดๆ จากต่างประเทศที่ถูกคนนำไปทิ้งหลังจากไม่ต้องการเลี้ยงพวกเขาแล้ว หากปล่อยให้พวกเขาเหล่านั้นอยู่ตามยถากรรมก็จะเป็นอันตราย เพราะอาจถูกจับไปกิน หรือไปฆ่า หรือมิฉะนั้นหากปล่อยไปตามธรรมชาติจนเข้าไปผสมพันธุ์แพร่ขยายลูกหลานออกมาแล้ว ก็จะเป็นอันตรายต่อพันธุ์สัตว์ของประเทศไทยอย่างมหันต์


มาโมเสท

พิสิษฐ์ฝากข้อคิดว่า หากคิดจะเลี้ยงสัตว์อะไรก็ตาม ขอให้ผู้เลี้ยงคิดและศึกษาให้ดีเสียก่อน ต้องรู้จักธรรมชาติของเขาให้ดี ต้องรู้ข้อดีข้อเสียของเขา ไม่ใช่เห็นแค่ว่าเขาน่ารักตอนเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ แล้วก็นำไปเลี้ยง พอเขาโตขึ้น เขามีความต้องการมากขึ้น แล้วเขาก็อาจไม่น่ารักเหมือนตอนเขาเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ ก็ทอดทิ้งเขา อย่าลืมว่าสัตว์นั้นเมื่อโตขึ้นอาจจะไม่น่ารักเหมือนสัตว์ตัวเล็กๆ ดังนั้นจึงต้องรับผิดชอบเขาให้ตลอดเมื่อนำเขาไปเลี้ยง หากคิดว่าไม่สามารถรับผิดชอบได้ ก็อย่าไปนำเขามาเลี้ยง

สวนสัตว์แห่งนี้มีลิงตัวจิ๋วๆ ซึ่งตัวเล็กที่สุดในโลก คือตัวปิ๊กมี่มาโมเสท (Pygmy Marmoset) (ขนาดพอๆ กับนิ้วมือของผู้ใหญ่ หนักประมาณ 130 กรัม)มีนางอาย หรือลิงลม มีนกแก้วมาคอว์ (Macaw) สีสวยสด และมีนกตัวเล็กๆ คล้ายๆ นกแก้วซึ่งมีสีสันสดสวยอีกประมาณ 10 ตัว มีไก่ฟ้า มีจระเข้น้ำจืด และจระเข้เคแมนแคระ มีงูหลามตัวเล็ก มีกิ้งก่าสีเขียวสด (กิ้งก่าคามิเลียน จากแอฟริกา) มีกระจง มีเต่าบก มีแมวดาว และนกชนิดอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง

ขอบอกก่อนว่า สัตว์ที่นี่มีจำนวนไม่มากนัก แต่ส่วนมากเป็นสัตว์แปลกที่หาชมได้ยากในเมืองไทย แต่ความน่าสนใจของสวนสัตว์แห่งนี้คือ กรงของสัตว์จะไม่ใช่กรงสี่เหลี่ยมธรรมดา โดยเฉพาะสัตว์จำพวกมาโมเสทนั้นจะอาศัยในกรงที่สามารถวิ่งเล่นได้เกือบทั่วบริเวณสวน เนื่องจากทำเป็นกรงแล้วมีช่องทางให้เขาได้วิ่งเล่นไป-มาได้จนถึงยอดต้นไม้

ปรัชญาการทำงานของบุคลากรในสวนสัตว์แห่งนี้คือ การให้ความรู้กับผู้เข้าชมว่า หากคิดจะเลี้ยงสัตว์ไม่ว่าจะชนิดใดก็ตาม ต้องถามตัวเองให้ชัดเจนก่อนว่าพร้อมจะเสียสละตัวเองเพื่อดูแลชีวิตของเขาหรือไม่ และอย่าลืมว่าเมื่อสัตว์อยู่กับคนนานๆ เขาก็จะเข้าใจว่าคนก็คือเพื่อนของเขา เนื่องจากเขาไม่ได้คุ้นเคยหรือคลุกคลีอยู่กับสัตว์อื่นๆ ตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้นหากทอดทิ้งเขา เขาก็จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในธรรมชาติได้ต่อไปได้โดยง่ายนัก

และอีกสิ่งหนึ่งที่บุคลากรของสวนสัตว์นี้จะบอกกับเด็กๆ ก็คือ สัตว์ทุกตัวรักชีวิตและกลัวตายเหมือนคน สัตว์ไม่ดุร้ายหรอก เขากลัวคนมาก ดังนั้นจึงไม่ควรทำร้ายหรือทำอันตรายกับเขา หากไม่ชอบเขาก็อยู่ให้ห่างจากเขาก็พอแล้ว ไม่ต้องไปตี ไปทุบ ไปยิง ไปฆ่าเขาหรอก เขารักชีวิตเหมือนเราทุกคน อย่างเช่นคนมักจะกลัวงู เห็นงูไม่ได้ต้องตีให้ตาย เพราะอ้างว่าหากปล่อยไว้มันจะกัดเอา ซึ่งที่จริงแล้ว งูกลัวคนมาก เมื่อเขาได้ยินเสียงของคนเขาก็จะหนีโดยทันที ส่วนมากที่คนถูกงูกัดก็เพราะไปเหยียบหรือไปถูกตัวเขาก่อน เขาจึงกัดเอาเพื่อป้องกันตัว เขาไม่ได้กินคนเป็นอาหาร เพราะฉะนั้นที่สอนกันว่าเจองูให้ตีให้ตายนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แค่เอาไม้เคาะๆ ไล่เขา เขาก็ไปแล้ว ส่วนพวกที่ทำร้ายสัตว์ ยิงสัตว์ ตีสัตว์นั้น ยิ่งน่าละอายมาก ไม่รักเขา ไม่ชอบเขา ก็อย่าไปใกล้เขา แล้วที่สำคัญเขาก็ไม่ได้อยากอยู่ใกล้กับคนหรอก เขากลัวคนจะตายไป

สวนสัตว์เพื่อนเดรัจฉานพยายามส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้ที่รักสัตว์ เข้าใจสัตว์ และมีเมตตาต่อสัตว์ รวมถึงพยายามสอนตลอดเวลาว่า หากคิดจะนำสัตว์มาเลี้ยงแล้วต้องเลี้ยงให้ตลอด อย่าทอดทิ้งเขาเป็นอันขาด หากเลี้ยงไม่ได้ก็ไม่ควรนำมาเลี้ยงตั้งแต่แรก

สวนสัตว์เพื่อนเดรัจฉานตั้งอยู่ในซอยรามอินทรา 5 ขับรถเข้าไปจากปากซอยประมาณ 2 กิโลเมตรเศษๆ เปิดให้บริการโดยไม่เก็บค่าเข้าชม ตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น ปิดให้บริการทุกวันจันทร์ แต่ยินดีรับบริจาคตามความสมัครใจ หรือหากต้องการช่วยสนับสนุนโครงการด้วยการซื้อเสื้อผ้า และของที่ระลึกของโครงการก็ยินดีน้อมรับ

(พิสิษฐ์ ณ พัทลุง เจ้าของสวนสัตว์บอกกับผู้เขียนว่า ไม่ได้หาซื้อสัตว์เหล่านี้มา แต่ได้สัตว์มาจากการถูกทอดทิ้ง จึงนำมาเลี้ยงไว้ ส่วนที่มีข้อกล่าวหาว่าสวนสัตว์แห่งนี้มีการซื้อ-ขายสัตว์ในเชิงพาณิชย์นั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และขอความกรุณาอย่านำสัตว์ใดๆ ไปทิ้งไว้ที่หน้าสวนสัตว์อีก เนื่องจากไม่มีพื้นที่สำหรับเลี้ยงดูได้อีกแล้ว)


กิ้งก่าจากต่างประเทศ


นางอาย


แมวดาว


เรียนรู้ทำความรู้จักกับสัตว์ร่วมโลก