ตะลอนเที่ยว : สุขใจที่ได้ช่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/205496

วันอาทิตย์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
คุณเคยขี่ควาย (กระบือ) ไหมครับ (ขออนุญาตใช้คำว่าควายนะครับ) หรือคุณเคยเดินจูงควายไปกินหญ้า ไปอาบน้ำ หรือเคยจุดไฟเพื่อเอาควันไล่แมลง ยุง เหลือบ ริ้น ไร ให้กับวัวและควายไหมครับ หรือคุณเคยเอาหญ้าสดหรือฟางป้อนให้วัวควายกินไหมครับ

รอวันตายที่โรงเชือด

หลายคนไม่เคย เพราะไม่มีวัวและควายให้ดูแล หลายคนอาจจะเคยเมื่อสมัยเด็กๆ (ซึ่งผ่านมากว่า 50 ปีแล้ว) หลายคนไม่เคยทำด้วยตัวเอง แต่เคยเห็น เพราะเคยอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดมาก่อน

วันนี้ Mr.Flower จะพาคุณไปร่วมทริปไถ่ชีวิตวัวควายด้วยกัน ทริปนี้เกิดมาจากการที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า คอลัมน์หน้าสี่ โดยธรรมกร และคอลัมน์อื่นๆ ในกองบรรณาธิการ และพลพรรคในหนังสือพิมพ์แนวหน้าร่วมกันทำโครงการไถ่ชีวิตวัวควาย แล้วนำไปให้ชาวบ้านที่ประสงค์จะได้วัวควายไปเลี้ยงโดยมีเงื่อนไขว่า “ไม่ฆ่า ไม่ขาย” วัวควายตลอดไป โดยผู้รับเลี้ยงต้องทำสัญญากับผู้มอบให้ และต้องรักษาสัญญาโดยเคร่งครัดตลอดไป หากไม่สามารถเลี้ยงดูต่อไปได้ ต้องส่งคืนให้ผู้มอบให้โดยทันที

โครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2559 ได้รับความร่วมมือและสนับสนุนอย่างดียิ่งจากผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า ทำให้พวกเราสามารถไถ่ชีวิตวัวและควายมาได้แล้ว 5 ชีวิต (ควาย 3 ชีวิต วัว 2 ชีวิต) แล้วได้นำไปกระจายมอบให้ชาวบ้านในอำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้เลี้ยงดูต่อไป (แต่ขณะเดียวกันก็มีผู้ต้องการซึ่งอยู่ในจังหวัดอื่นๆ แสดงความต้องการจะขอรับไปเลี้ยงอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งทางคณะผู้ดำเนินการกำลังพิจารณาความเหมาะสมเป็นกรณีๆ ไป และจะส่งมอบให้เมื่อได้วัวและควายในอนาคต)

มูลเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้อ่านร่วมสนับสนุนโครงการนี้อย่างมากมาย ก็เพราะความไว้วางใจในหนังสือพิมพ์แนวหน้า และความเอ็นดู รวมถึงความไว้เนื้อเชื่อใจ “ธรรมกร” เจ้าของคอลัมน์บุคคลแนวหน้า ผู้ริเริ่มโครงการนี้

ประกอบกับโครงการนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากกลุ่มเพื่อนอาจารย์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่รับปากอย่างแข็งขันว่าจะช่วยออกไปตรวจสุขภาพสัตว์ให้เป็นประจำ และหากผู้รับไปเลี้ยงดูพบว่าสัตว์มีปัญหาเจ็บป่วย อาจารย์สัตวแพทย์ จุฬาฯ ผู้ที่ร่วมกับโครงการนี้ก็จะออกไปให้บริการตรวจรักษาโรคให้โดยไม่คิดเงินค่าบริการแต่อย่างใด

อันที่จริง กลุ่มอาจารย์จากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ กลุ่มนี้คือผู้ที่ร่วมโครงการทำหมันหมาและแมวจรจัดในต่างจังหวัดโดยไม่คิดค่าบริการ ซึ่งเป็นโครงการที่ร่วมมือกับหนังสือพิมพ์แนวหน้า และพันธมิตรอย่างเช่น นกแอร์ กลุ่มบริษัท SCG กลุ่มเสม็ดรีสอร์ทกรุ๊ป และห้างสรรพสินค้ายูดีทาวน์ จังหวัดอุดรธานี (โดยโครงการทำหมันให้กับหมาและแมวจรจัดนี้เปิดให้บริการมาเกือบ 5 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันนกแอร์ขอชะลอการร่วมโครงการนี้ไปก่อน ดังนั้นหากสายการบินใดที่ต้องการจะร่วมโครงการกับกลุ่มของเรา ก็ขอต้อนรับด้วยความยินดียิ่ง)

ขอกลับไปที่โครงการร่วมไถ่ชีวิตวัวควายอีกครั้ง ปัจจุบันโครงการนี้ยังคงดำเนินอยู่ เนื่องจากผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าจำนวนมากแจ้งความประสงค์ว่าขอให้ดำเนินโครงการนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะจะได้ช่วยกันระดมทุนหาเงินเพื่อไถ่ชีวิตของวัวและควายต่อไป แล้วที่ชอบใจมากที่สุดคือ การได้รับความร่วมมือจากกลุ่มอาจารย์คณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ ไปช่วยดูแล ซึ่งดีกว่าไถ่ชีวิตไปแล้วก็ไม่ทราบว่าเอาพวกเขาไปทิ้งไว้ที่ไหน ใครรับไป หรือไปตกระกำลำบากอย่างไร ก็ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้  

ล่าสุดยังคงมีผู้บริจาคเข้ามาเป็นระยะๆ ซึ่งหนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยธรรมกร เป็นผู้รวบรวมเงินบริจาคไว้ เมื่อได้เงินครบจำนวนที่สามารถนำไปไถ่ชีวิตวัวและควายได้สักหนึ่งชีวิต ธรรมกรและคณะในกองบรรณาธิการข่าวแนวหน้าก็จะรีบนำเงินไปไถ่ชีวิตพวกเขาออกไปจากโรงฆ่าสัตว์โดยทันที (สำหรับราคาวัวหนึ่งชีวิตตกประมาณ 27,000-28,000 บาท ส่วนควายตกราคา 29,000-30,000 บาทต่อหนึ่งชีวิต)

สำหรับวันนี้ ขอนำภาพของวัวและควายที่ทีมงานของเรา และทีมงานพันธมิตรของเราซึ่งได้ไปไถ่ชีวิตพวกเขามาให้คุณๆ ได้รับทราบ โดยมีทั้งที่พระนครศรีอยุธยา ที่เชียงราย และที่ขอนแก่น หากคุณผู้อ่านสนใจจะร่วมโครงการไถ่ชีวิตวัวควายกับหนังสือพิมพ์แนวหน้า โปรดติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

หรือหากท่านใดต้องการนำวัวควายไปเลี้ยงสามารถติดต่อขอรับได้ที่เบอร์โทรศัพท์ข้างต้นเช่นกัน (แต่ต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการส่งมอบก่อน) ผู้ขอรับไปเลี้ยงไม่จำเป็นต้องเป็นชาวไร่ชาวนาหรือเกษตรกร แต่หากคุณมีที่กว้างพอสมควร ซึ่งมีรั้วรอบขอบชิดแน่นหนา มีหญ้ามีฟาง และมี
ผู้ดูแลเขาได้ดี ก็สามารถติดต่อขอรับได้เช่นกัน

ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมทำทานด้วยการไถ่ชีวิตวัวควายด้วยกันครับ และขอเชิญร่วมโครงการงดรับประทานเนื้อสัตว์ใหญ่ทุกชนิดด้วยครับ

ได้รับอิสรภาพ รอดพ้นจากโรงเชือด

ตะลอนเที่ยว : เมืองอู่ทอง ดินแดนสุวรรณภูมิ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/204390

วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“พิพิธภัณฑสถานคือแหล่งแสดงรากเหง้าความเป็นมาของมนุษยชาติในแต่ละท้องถิ่นแต่ละชุมชนในยุคสมัยต่างๆ สำหรับผู้ที่มีรากมีเหง้าความเป็นมามักจะชื่นชมและเข้าไปค้นหารากเหง้าของตนเองในพิพิธภัณฑสถานตลอดเวลา แต่สำหรับคนไร้รากไร้เหง้าไร้ความเป็นมาแล้ว เขาไม่เห็นความสำคัญใดๆ ของพิพิธภัณฑสถานแม้แต่น้อย”

มีคำถามมากมายว่า ดินแดนสุวรรณภูมิ อยู่ที่ไหนกันแน่ นักโบราณคดีที่ศึกษาเรื่องนี้ต่างถกเถียงกันโดยยังหาข้อสรุปตรงกันมิได้ แต่นักโบราณคดีกลุ่มหนึ่งทั้งไทยและเทศที่ศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้อย่างจริงจังต่างปักใจเชื่อว่า ดินแดนสุวรรณภูมิต้องอยู่ ณ เมืองอู่ทอง (ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี)

เมื่ออ้างอิงจากหลักฐานที่ขุดค้นพบปรากฏว่า เมืองอู่ทองมีอายุเก่าแก่ก่อนยุคกรุงศรีอยุธยา ก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะทรงสร้างกรุงศรีอยุธยาหลายร้อยปี ดังนั้นหลักฐานนี้จึงลบล้างความเชื่อเดิมที่ว่า พระเจ้าอู่ทองทรงอพยพผู้คนจากอู่ทองเพื่อหนีโรคห่าไปทรงสร้างบ้านแปงเมืองใหม่ ณ กรุงศรีอยุธยา

ตะลอนเที่ยววันนี้จะพาคุณไปเที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เมืองอู่ทอง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ที่ว่าการอำเภออู่ทอง ถนนมาลัยแมน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี (ห่างจากตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ประมาณ 30 กิโลเมตร) อาคารพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ.2508-2509 เป็นสถานที่เก็บรักษาและจัดแสดงโบราณวัตถุที่ขุดค้นได้จากแหล่งโบราณคดีในเมืองอู่ทอง และบริเวณรอบๆ เมืองอู่ทอง ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2509

ขอเรียนตามตรงว่าภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีโบราณวัตถุที่ควรค่าแก่การชมอย่างมากมายทุกสิ่งอัน แล้วถ้ายิ่งได้ทราบความเป็นมาของโบราณวัตถุเหล่านั้นด้วยแล้ว รับรองว่าคุณจะตื่นตะลึงเพราะความอัศจรรย์ใจแล้วจะรักประเทศไทยของเรามากยิ่งขึ้น

โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุชิ้นเยี่ยมที่ต้องชมให้ได้คือ

ดินเผาภาพพระภิกษุอุ้มบาตร ศิลปะอินเดียแบบอมราวดี อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 9-10 (ราว 1,600 -1,700 ปีมาแล้ว) เป็นภาพภิกษุ 3 รูป ยืนอุ้มบาตรครองจีวรคลุม จีวรมีลักษณะเป็นริ้ว สันนิษฐานว่าทำขึ้นเพื่อประดับศาสนสถาน (ถือเป็นโบราณวัตถุซึ่งมีอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบอมราวดีที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ค้นพบในประเทศไทย)

ปูนปั้นภาพพระพุทธรูปนาคปรก ศิลปะอินเดียแบบอมราวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ 9-10 ลักษณะปูนปั้นภาพพระพุทธรูปนาคปรกชำรุดเหลือเฉพาะส่วนฐาน เป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งขัดสมาธิไขว้พระบาทหลวมๆ พระหัตถ์ทั้งสองวางประสานกันที่พระเพลา ด้านล่างเป็นขนดนาค 3 ชั้นซ้อนกัน แสดงถึงอิทธิพลศิลปะอมราวดีของอินเดีย

สิงห์สำริด ศิลปะทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ 13-14 (ราว 1,200-1,300 ปีมาแล้ว) สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลทางศิลปะจากอินเดีย เนื่องจากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ปรากฏสัตว์ดังกล่าวอยู่ในธรรมชาติ สิงโตสำริดชิ้นนี้นอกจากมีขนาดเล็กและหล่อด้วยสำริดแล้ว ฝีมือการปั้นยังแสดงถึงอารมณ์ และลักษณะเป็นธรรมชาติ

เครื่องประดับรูปกินรี ศิลปะทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ 9-10 ด้านหลังเครื่องประดับทำเป็นห่วงกลม (คล้ายต่างหู) ด้านหน้าทำเป็นรูปบุคคลมีหน้าเป็นมนุษย์สวมต่างหูทรงกลม ผมเป็นมวย ลำตัวมีขนปกคลุม ขาคล้ายสัตว์ประเภทนก (สันนิษฐานว่าเป็นรูปกินรี)

เครื่องประดับทองคำ (ลูกปัด) ศิลปะทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 (ราว 1,400 ปีมาแล้ว) ลูกปัดทองคำมีขนาดเล็กรูปทรงกลมพร้อมจี้ทองคำฝังพลอย ตัวจี้เป็นรูปวงกลมมีรัศมีโดยรอบ ขอบทำเป็นลวดลายเม็ดไข่ปลา ตรงกลางมีพลอยสีขาวประดับ ลูกปัดที่พบในเมืองอู่ทองส่วนมากอยู่ในวัฒนธรรมทวารวดี มีทั้งทำจากหินมีค่า แก้ว ดินเผา และทองคำ ลูกปัดเหล่านี้นอกจากความสวยงามแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีการผลิต และเป็นหลักฐานแสดงการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติได้ด้วย

เหรียญกษาปณ์โรมัน ด้านหน้ามีพระพักตร์ด้านข้างของจักรพรรดิซีซาร์วิคโตรินุส สวมมงกุฎยอดแหลมเป็นแฉก มีตัวอักษรล้อมรอบอยู่ริมขอบเหรียญว่า IMP C VICTORINUS PF AUG ซึ่งเป็นคำย่อของ Emperor Caesar Victorinus Felix Auguste แปลว่าจักรพรรดิซีซ่าร์วิคโตรินุส ศรัทธา ความสุข เป็นสง่า ส่วนด้านหลังของเหรียญ เป็นรูปเทพอาธีนา (จักรพรรดิวิคโตรินุสคือกษัตริย์อาณาจักรโรมัน ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 812-814)

เหรียญเงินจารึกว่า ศรีทวารวดี ศวรปุณย ศิลปะทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ 13-14 เป็นเหรียญเงิน ทรงกลม ด้านหนึ่งมีจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤตสองบรรทัด อ่านได้ความว่า “ศรีทวารวติ ศวรปุณย” แปลว่า “การบุณย์แห่งพระเจ้าศรีทวารวดี”
ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นลวดลายรูปแม่โคกับลูกโคในลักษณะหันด้านข้าง ภาพของแม่โคถือเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจในการผลิตของธรรมชาติที่อาจมีความสัมพันธ์กับคติของการบูชาคชลักษณมี (เทพีแห่งโชคลาภและความอุดมสมบูรณ์)

ประติมากรรมรูปคชลักษมี ศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ 12-14 เป็นดินเผา สูง 8 เซนติเมตร กว้าง 5 เซนติเมตร ด้านล่างทำเป็นรูปกลีบบัว ตรงกลางเป็นรูปพระลักษมีประทับนั่ง พระหัตถ์ทั้งสองถือก้านดอกบัวที่ระดับพระอุระ ด้านล่างทำเป็นรูปช้างขนาบอยู่แต่ส่วนหัวหักหายไป สันนิษฐานว่าทำเป็นรูปช้างชูงวงถือหม้อน้ำ (บูรณฆฏะ) เพื่อสรงน้ำพระลักษมี (ชายาของพระวิษณุ) ในคติศาสนาพราหมณ์ฮินดูหมายถึงคชลักษมี หรืออภิเษกพระศรี เป็นการแสดงออกถึงความมีโชคลาภ และความอุดมสมบูรณ์ ตลอดจนเป็นแหล่งกำเนิดของชีวิตทั้งหลาย ส่วนในศาสนาพุทธ สัญลักษณ์เช่นนี้อาจสื่อถึงปางประสูติ โดยเทวีตรงกลางหมายถึงพระนางสิริมหามายา สันนิษฐานว่าเป็นวัตถุมงคลที่พ่อค้านำติดตัวเพื่อให้เกิดโชคลาภ หรือความเจริญรุ่งเรืองทางการค้า

ธรรมจักรศิลา พร้อมแท่นและเสา โดยมีหินสลักคำจารึกว่า “ปุษยคีรี” เป็นศิลปะทวารวดีมีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 (ราว1,300 -1,400 ปีมาแล้ว) เป็นธรรมจักรศิลาทรงกลม ฉลุซี่ล้อโปร่ง ที่ฐานสลักลวดลายกลีบบัวบาน ขอบธรรมจักรสลักลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนสลับวงกลมเรียงเป็นแถว มีเสาตั้งเป็นแท่งหินรูป 8 เหลี่ยม หัวเสาสลักลวดลายพวงอุบะ มีแท่นรองธรรมจักรเป็นรูป 4 เหลี่ยม ธรรมจักรศิลานี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลปะสมัยทวารวดีที่สมบูรณ์ที่สุดในเมืองไทย ขอเรียนว่านี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างของโบราณวัตถุที่ควรค่าแก่การชมในพิพิธภัณฑ์อู่ทอง ซึ่งอันที่จริงยังมีลูกปัดที่งดงามให้ชมอีกมากมาย

เวลาทำการของพิพิธภัณฑ์อู่ทอง เปิดวันพุธ-วันอาทิตย์ โดยไม่หยุดในวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-16.00 น. ปิดทำการวันจันทร์-วันอังคาร ค่าเข้าชม คนไทย 30 บาท คนต่างชาติ 150 บาท (ไม่เก็บค่าเข้าชมค่าสำหรับนักเรียน นักศึกษาใน
เครื่องแบบ พระภิกษุ สามเณร และนักบวชในศาสนาต่างๆ และผู้มีอายุเกิน 60 ปี)

ทริปนี้ นอกจากไปชมโบราณวัตถุล้ำค่าแล้ว ยังได้มีโอกาสตะลอนกินไปกับ SCG (กลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์ไทย) โดยอาหารที่กินก็เป็นฝีมือของชาวโซ่ง หรือไทยทรงดำ อาทิ แกงบอนกับปลาช่อนนาทอดแกงใบยอ (คล้ายๆ กับแกงขี้เหล็ก) กับปลา สำหรับแกงบอนรสอร่อยนั้นต้องบอกว่าหากินได้ยากมากเหลือเกินในประเทศไทยในยุคนี้ แล้วยังมีดอกชมจันทร์ผัดน้ำมันให้ทานด้วย

แล้วปิดท้ายด้วยการดวลฝีมือทำอาหารจากผู้ร่วมทริป ซึ่งก็เป็นอาหารง่ายๆ พื้นๆ แต่ถ้าหากทำไม่เป็นก็ไม่อร่อย อาหารที่ว่านั้นคือ ขนมจีนแกงเขียวหวานไก่ และปลาสร้อยทอดกรอบ ข้าวผัดปลาเค็ม และคอหมูย่าง

สรุปว่า ทริปนี้ได้ทั้งความรู้ด้านโบราณคดี โบราณวัตถุของเมืองอู่ทอง และยังได้ลิ้มรสอาหารอร่อยที่หาทานได้ยากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในเมืองที่ผู้คนคิดแค่เพียงว่ากินอะไรก็ได้ เพียงเพื่อให้เต็มกระเพาะอาหารเท่านั้น

 

ตะลอนเที่ยว : หนุมาน : บุตรพระพาย ทหารเอกพระราม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/203353

วันอาทิตย์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
โขน คือนาฏศิลป์ชั้นสูงชนิดหนึ่งของไทย เป็นศิลป์ที่รวมเอาสรรพศาสตร์นานาชนิดไว้ด้วยกัน อาทิ ท่าร่ายรำ บทร้อง บทพากย์สด เครื่องแต่งกาย และการบรรเลงดนตรีสดโดยวงโรหิตาจล รวมถึงฉาก แสง สี และเสียง และที่สำคัญคือความพร้อมเพรียงสอดประสานกันของหมู่คณะที่ร่วมแสดง โดยสรรพศาสตร์เหล่านี้ถูกบรรจงสร้างให้ผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัว

วันนี้ ผมจะพาคุณไปชมการแสดงโขน รามเกียรติ์ ตอนหนุมาน ณ โรงมหรสพหลวง ศาลาเฉลิมกรุง และพาคุณไปชมความงดงามของศาลาเฉลิมกรุง โรงมหรสพหลวงที่ถูกก่อสร้างขึ้นในครั้งรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งกรุงสยาม

สำหรับโขน ตอนหนุมานนี้ นำเสนอให้คุณได้ชมเรื่องราวสำคัญๆ ทั้งหมดของหนุมาน ทหารเอกของพระราม โดยเริ่มตั้งแต่กำเนิดหนุมาน หนุมานถวายตัวเป็นทหารพระราม หนุมานบุกกรุงลงกาของทศกัณฐ์ หนุมานลวงเอากล่องดวงใจของทศกัณฐ์ และจบลงด้วยหนุมานได้รับพระราชทานปูนบำเหน็จความดีความชอบจากพระรามให้เป็นพระยาอนุชิตจักรกฤษพิพรรธพงศา เจ้าเมืองนพบุรี

ขอชื่นชมผู้กำกับการแสดง (คุณศุภชัย จันทร์สุวรรณ ศิลปินแห่งชาติ) ที่ทำให้การแสดงครั้งนี้กระชับ รวดเร็ว เข้าใจง่าย แต่คงความงดงามและสาระสำคัญของฉากต่าง ๆ ไว้ได้อย่างครบครัน

เนื้อเรื่องย่อ โขน ตอนหนุมาน

พระอิศวรทรงใช้ให้พระพายนำเทพอาวุธและพลังแห่งพระองค์ไปซัดใส่ปากนางสวาหะ (ที่ถูกนางอัจนา มารดาสาปให้ยืนตีนเดียวเหนี่ยวกินลมอยู่ที่เขาพนมจักรวาล) เพื่อให้เกิดเป็นหนุมาน วานรเผือก มีสี่หน้า แปดมือ มีกุณฑลขนเพชร เขี้ยวแก้ว หาวเป็นดาวเป็นเดือน แล้วรอเป็นข้ารับใช้ของพระราม (พระนารายณ์อวตาร) เมื่อหนุมานได้ถวายตัวเป็นข้าของพระรามแล้ว ได้ขันอาสารับหน้าที่สำคัญต่างๆ ถวายเป็นอย่างดี อาทิ สืบหาหนทางไปกรุงลงกา และการทำการรบกับเหล่ายักษ์ทั้งใหญ่น้อย รวมถึงการลวงเอากล่องดวงใจของทศกัณฐ์ซึ่งฝากไว้กับพระฤษีโคบุตร พระอาจารย์ของทศกัณฐ์ ครั้นเมื่อทำการศึกถวายพระรามสำเร็จแล้ว ได้รับการปูนบำเหน็จเป็นเจ้าเมืองนพบุรี มีนามว่าพระยาอนุชิตจักรกฤษพิพรรธพงศา

การแสดงชุดนี้จะทำให้ผู้ชมได้พบกับตัวแสดงเป็นหนุมานในช่วงชีวิตต่างๆ หลายตัวแสดงด้วยกัน เริ่มตั้งแต่เป็นวานรเด็กแสนซุกซนน่ารัก ช่วงแรกเข้าถวายตัวกับพระราม ช่วงออกรบ และช่วงได้รับตำแหน่งเจ้าเมืองนพบุรี ดังนั้นที่หลายคนอาจเคยสงสัยว่า เหตุใดหนุมานจึงสวมชฎายอดสูงและแต่งองค์ทรงเครื่องแตกต่างไปจากหนุมานซึ่งเป็นวานรเผือกอย่างที่คุ้นเคยกันมาก่อน ก็จะได้คำตอบจากการแสดงในครั้งนี้อย่างกระจ่างชัด

และขอเรียนให้ทราบว่า สำหรับผู้ชมที่คิดถึงการแสดงของคุณพิศมัย วิไลศักดิ์ ศิลปินแห่งชาติ ผู้มีความสามารถด้านการรำไทย จะได้พบกับคุณพิศมัยในบทพระอุมาในโขนตอนนี้ด้วย

การแสดงโขน ตอนหนุมานนี้ ได้เปิดรอบปฐมทัศน์ไปเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 และจะจัดแสดงทุกวันพฤหัสบดีและศุกร์ เวลา 19.30 น. บัตรราคา 800, 1,000 และ 1,200 บาท ซื้อบัตรได้ที่ศาลาเฉลิมกรุง โทร.02-2244499 และที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ โทรฯ.02-2623456

และขอแนะนำว่า เมื่อคุณได้ไปถึงโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงแล้ว คุณไม่ควรพลาดการเดินชมสถาปัตยกรรมของอาคารแห่งนี้ด้วย อาคารนี้คือโรงภาพยนตร์ที่เปิดใช้งานมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2476) สร้างเพื่อเฉลิมฉลองพระนครที่มีอายุครบ 150 ปี เมื่อ พ.ศ. 2475 เคยใช้เป็นที่แสดงละครเวที รวมถึงดนตรี รวมถึงการแสดงโขน ศาลาเฉลิมกรุงนี้เป็นโรงมหรสพแห่งแรกของทวีปเอเชียที่มีเครื่องปรับอากาศระบบไอน้ำใช้ อาคารเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมแบบโมเดิร์น ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโดยหม่อมเจ้าสมัยเฉลิมกฤดากร วิศวกรคือ นายนารถ โพธิปราสาท ศาลาเฉลิมกรุงตั้งอยู่บริเวณหัวถนนเจริญกรุงตัดกับถนนตรีเพชร

 

ตะลอนเที่ยว : พัทยา เมืองที่ดูเสมือนไม่เคยหลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/202191

วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
คุณครับ คุณไปเที่ยวพัทยาครั้งล่าสุดเมื่อไรครับ

มีใครถามคำถามนี้กับคุณบ้างไหม

แต่คำถามนี้ ทำให้หลายคนต้องถามตัวเองว่า เออ จริงเนอะ เราไปเที่ยวพัทยาครั้งสุดท้ายเมื่อไรหนอ เพราะบางคนไม่ได้ไปเที่ยวพัทยามานานกว่า 10 ปีแล้ว

พัทยา เมืองชายทะเลที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกเมื่อหลายสิบปีก่อน แม้กระทั่งวันนี้ฝรั่งชาติตะวันตกจำนวนไม่น้อยต่างก็รู้จักชื่อของพัทยาเป็นอย่างดี(แต่จะรู้จักในแง่บวกหรือลบนั้นก็แล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละบุคคล)

พัทยาในวันนี้แตกต่างไปจากพัทยาเมื่อ 20 ปีก่อนอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะมีตึกรามสูงๆ ผุดขึ้นมากมาย ต้นมะพร้าวชายทะเลหายไปเกือบหมดแล้วจากหลายหาด โดยเฉพาะหาดพัทยาเหนือ กลาง และใต้ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่คู่กับพัทยาคือความสนุกสนานในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แหล่งท่องเที่ยวยามราตรี ซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุดของพวกเหยี่ยวราตรี

พัทยาในวันนี้มีโรงแรมใหญ่น้อยเกิดขึ้นจนนับไม่ถ้วน มีตั้งแต่โรงแรมดาวแบรนด์ดังระดับโลก ที่ราคาคืนหนึ่งหลายแสน ไล่เรื่อยไปจนถึงห้องพักคืนละแค่ 200-300 บาท ให้เลือกนอนเลือกพักตามความต้องการของผู้ไปเยือน

พัทยามีความสนุกสารพัดรูปแบบจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวทางน้ำ ดำน้ำตื้น ดำน้ำลึก เล่นกีฬาทางน้ำ เจ๊ตสกี สกู๊ตเตอร์ บานาน่าโบ๊ท พาราชู้ต และยังมีที่ท่องเที่ยวเชิงผจญภัย อาทิ บันจี้จัมพ์ ซิปไลน์ (การโหนสลิงไปตามยอดไม้) ฟาร์มเสือ การแสดงของช้าง สวนผีเสื้อ ฟาร์มจระเข้

ส่วนอาหารการกินของพัทยาก็แสนจะสมบูรณ์พูนสุข มีอาหารให้เลือกกินทุกระดับ ตั้งแต่ริมถนน ไปจนถึงในภัตตาคารสุดหรู

Mr.Flower ไปเที่ยวพัทยาล่าสุดเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้พูดคุยกับผู้ประกอบการด้านโรงแรมหลายแห่ง ซึ่งก็ได้รับคำตอบคล้ายๆ กันคือ พัทยายุคนี้ซบเซามาก นักท่องเที่ยวชาวตะวันตกที่มีการใช้จ่ายเงินแบบราชามหาเศรษฐีหายหน้าหายตาไปเกือบหมด โรงแรมหลายแห่ง โดยเฉพาะโรงแรมขนาดใหญ่มีแขกเข้าพักในแต่ละวันไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนห้องพัก

ผู้ประกอบการโรงแรมส่วนใหญ่บ่นตรงกันว่า นักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อหายไปจนน่าใจหาย ยิ่งช่วงที่ไม่ใช่วันหยุดสุดสัปดาห์แล้วเงียบเหงาจนน่ากลัว แต่พอถึงช่วงสุดสัปดาห์ก็ยังพอจะมีคนไทยกลุ่มหนึ่งไปเที่ยวพัทยากันบ้าง แต่โรงแรมใหญ่ๆ ก็ยังคงว่างเปล่าอยู่ดี

Mr.Flower ได้พบความจริงตามที่ผู้ประกอบการโรงแรมในพัทยาบ่นให้ฟังอย่างชัดเจน เพราะขนาดเป็นช่วงสุดท้ายปลายเดือน พัทยาก็ยังค่อนข้างเงียบเหงา แม้สถานที่ท่องเที่ยวยามราตรีจะพยายามประดับประดาไฟแสงสีอย่างสุดแสนอลังการ แต่ผู้คนก็ไม่คึกคักเหมือนเมื่อหลายปีก่อน

ดังนั้น Mr.Flower จึงขอถามคุณๆ ว่า คุณไปเที่ยวพัทยาครั้งล่าสุดเมื่อไร เมื่อถามเช่นนี้แล้วก็อยากจะชวนคุณๆ ไปเที่ยวพัทยาในช่วงวันแห่งความรักนี้ และอยากชวนไปเที่ยวพัทยากันมากๆ หากคุณไม่ชอบเที่ยวแบบตระเวนราตรีในพัทยาก็สามารถเลือกไปเที่ยวแบบผจญภัยก็ได้ หรือหากคิดไม่ออกว่าจะไปเที่ยวอะไรที่พัทยา ก็ขอให้ลองกลับไปฟื้นความหลังของคุณในวันเก่าๆ เพื่อค้นหาความสุขในวันวานที่พัทยาก็ได้ อย่าปล่อยให้พัทยาเงียบเหงาเศร้าสร้อย พัทยากำลังรอคอยให้คุณๆ ไปเยือนไปเยี่ยม

ขอย้ำว่า ไทยเที่ยวไทย เที่ยวได้ทุกวัน เที่ยวได้ตลอด เที่ยวไทยเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

(หมายเหตุ ขอบคุณโรงแรมบาราคูดา พัทยา ที่เอื้อเฟื้อที่พักให้ Mr.Flower ในการไปรื้อฟื้นความทรงจำที่พัทยาในครั้งนี้)

ชิลล์ ชิลล์ ที่สระน้ำโรงแรมบาราคูดา พัทยา

ตะลอนเที่ยว : ตรุษจีน VS วาเลนไทน์ East Meet West

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/201106

วันอาทิตย์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
สังคมไทยเป็นสังคมแบบหลวมๆ ดังนั้นจึงมีการเปิดรับขนบธรรมเนียมประเพณี ค่านิยมและความเชื่อจากนานาชาติได้โดยไม่มีข้อหวงห้ามหรือข้อจำกัดใดๆ เพราะฉะนั้นสังคมไทยจึงมีขนบธรรมเนียมและประเพณีที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นของซีกโลกตะวันออกหรือตะวันตก ซึ่งก็นับเป็นความใจกว้างอย่างหนึ่งของคนในสังคมไทย

ในช่วงสัปดาห์นี้ เทศกาลหนึ่งที่คนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากต่างให้ความสำคัญก็คือ ตรุษจีน ดังนั้นจึงมีการจัดงานเทศกาลตรุษจีนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศของไทย ส่วนในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็จะมีอีกงานหนึ่งซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยต่างให้ความสำคัญมิใช่น้อย นั่นคือ วันวาเลนไทน์ หรือวันแห่งความรัก (ส่วนวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ก็จะตรงกับวันมาฆบูชา วันสำคัญของพุทธศาสนา แต่ทว่าเป็นวันที่คนไทยจำนวนไม่น้อยกลับไม่เคยให้ความสำคัญ บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าวันมาฆบูชาคือวันอะไร มีความสำคัญอย่างไร เพราะฉะนั้นสัปดาห์หน้าเราจะมาชวนคุณๆ ไปทำบุญทำกุศลในวันมาฆบูชาด้วยกัน)

ดังนั้น สัปดาห์นี้เราจะพูดถึงเทศกาลตรุษจีนและวันวาเลนไทน์ก่อนนะครับ และจะชวนคุณไปร่วมเทศกาลทั้งสองนี้ด้วย

วันตรุษจีนคือวันสำคัญของช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ชาวจีนให้ความสำคัญมากที่สุด ปีนี้ตรุษจีนตรงกับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ คนจีนเรียกเทศกาลนี้ว่าเหนียน หมายถึงการเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ธัญญาหารได้ผลอุดมสมบูรณ์ สำหรับของไหว้สำคัญในวันตรุษจีนคือ โหงวแซ (ของคาว 5 อย่าง) คือ หมู ไก่ ตับ ปลา และกุ้งมังกร หรือปลาหมึกแห้ง และยังมีของหวาน 5 อย่าง เรียกว่าโหงวเปี้ย เช่น ซาลาเปาไส้หวาน ขนมไข่ ขนมถ้วยฟู ขนมกุยช่าย และขนมจันอับ รวมถึงผลไม้ 5 อย่าง เรียกว่าโหงวก้วย ผลไม้สำคัญที่ใช้ไหว้คือส้ม (โชคดี) องุ่น (งอกงาม) และกล้วยหอม (การมีลูกหลานมากมาย) สับปะรด (มีโชคลาภมาสู่) ส่วนที่เหลือก็แล้วแต่บ้านใดสะดวกจะนำไปไหว้ แต่หากบ้านใดไม่สะดวกในการจัดของไหว้เจ้าชุดใหญ่ ก็จะจัดของไหว้ชุดเล็ก เรียกว่า ซาแซ ซาเปี้ย และซาก้วย (ซาแปลว่าสาม) โดยวันไหว้ตรุษจีนปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ ส่วนวันเที่ยวตรงกับวันที่ 8 กุมภาพันธ์

ก่อนถึงวันตรุษจีนนั้น ชาวบ้านจะจัดเก็บข้าวของภายในบ้าน ทำความสะอาดบ้านขนาดใหญ่ จัดซื้อข้าวของเพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษและเทพยดาฟ้าดิน และเซ่นไหว้ผีสางต่างๆ แล้วประดับประดาบ้านด้วยโคมไฟสีแดง กระดาษแดง เพราะเชื่อว่าเป็นสีแห่งความโชคดี ทำให้อยู่ดีมีสุข และที่สำคัญคือญาติพี่น้องทุกคนจะไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาด้วยกันในบ้านในวันตรุษจีน ทานอาหารร่วมกัน พูดคุยกัน และอวยชัยให้พรกันและกัน โดยทุกคนจะทำจิตใจให้เบิกบาน งดการทำบาปทุกชนิด
เพื่อต้อนรับสิ่งดีๆ ที่กำลังจะเข้ามาสู่ตนเองและครอบครัว

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งในวันตรุษจีนคืออั้งเปา (กระเป๋าแดง) ที่จะได้รับแตะเอีย โดยลูกหลานต่างก็หวังจะได้รับอั้งเปาจากผู้ใหญ่ในบ้านของตน

ตรุษจีนปีนี้ Mr.Flower มีแหล่งให้คุณไปเที่ยวชมเทศกาลตรุษจีนมากมาย อาทิ เยาวราช กรุงเทพฯ จัด และยังมีงานเทศกาลตรุษจีนทั่วทุกภูมิภาคของไทย ส่วนททท. ได้ร่วมจัดงานเทศกาลตรุษจีนในจังหวัดดังต่อไปนี้ กรุงเทพฯ (เยาวราช) (8-9 ก.พ.) เชียงใหม่ (8-9 ก.พ.) นครสวรรค์ (1-12 ก.พ.) สุพรรณบุรี (7-9 ก.พ.) พระนครศรีอยุธยา (9-14 ก.พ.) เพชรบุรี (9-10 ก.พ.) ราชบุรี (8-12 ก.พ.) นครราชสีมา (7-9 ก.พ.) อุดรธานี (8-10 ก.พ.) ชลบุรี (พัทยา) (8 ก.พ.) สงขลา(หาดใหญ่)  (6- 10 ก.พ.) ตรัง (7-9 ก.พ.) และภูเก็ต (8 ก.พ.)

รัฐบาลจีนเคยกล่าวชื่นชมประเทศไทยว่ามีการจัดงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนยิ่งใหญ่มากที่สุดในโลกรองจากจีน นับเป็นเทศกาลตรุษจีน
ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนอกแผ่นดินจีน และรัฐบาลจีนได้ส่งการแสดงทางวัฒนธรรมโดยตรงมาจากมณฑลต่างๆ ของจีนมาร่วมเฉลิมฉลองด้วย อาทิ การฟ้อนรำ ระบำ ดนตรี งิ้ว หุ่นกระบอก ศิลปะการต่อสู้ (กังฟู) และกายกรรม และที่สำคัญคือจีนอัญเชิญพระกษิติครรภโพธิสัตว์ หรือ ตี้ จ้าง หวาง ผู ส่า หรือขุมทรัพย์แห่งแผ่นดิน จากวัดฮั่วเฉิง เขาจิ่วหัวซาน มณฑลอานฮุย มาเพื่อให้ชาวไทสักการะด้วย

เมื่อเที่ยวงานตรุษจีนแล้ว ก็ขอเชิญชวนคุณๆ ไปเที่ยวเทศกาลวาเลนไทน์ด้วยครับ จริงๆ แล้วเกือบทุกห้างสรรพสินค้าของไทยล้วนจัดงานวันวาเลนไทน์ทั้งสิ้น แต่ขณะเดียวกันททท. ก็ร่วมจัดงานวันแห่งความรักตามสถานที่เหล่านี้ด้วย งานจาวดอยสัมพันธ์ มหัศจรรย์หุบเขาแห่งความรัก วันที่ 14 ก.พ. ณ หุบเขาบ้านห้วยแม่ซ้าย ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย, เทศกาลปาย…ทางมีความรัก 13-15 ก.พ. เมืองปาย เชียงใหม่, งานเทศกาลดอกเสี้ยวบานบนภูชี้ฟ้า วันที่ 13-15 ก.พ. ณ บ้านร่มฟ้าไทย ภูชี้ฟ้า ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย, งานเทศกาลวันแห่งความรัก วันที่ 14 ก.พ. ณ เกาะวาเลนไทน์ เขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก, งานสตรอเบอร์รี่ของดีอำเภอสะเมิง วันที่ 12-15 ก.พ. ณ บริเวณที่ว่าการอำเภอสะเมิง เชียงใหม่, งาน Soul Land and Love Songsดินแดนแห่งความรัก วันที่ 12-14 ก.พ. ณ ทะเลหลวงแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์รูปหัวใจ สุโขทัย

หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมของเทศกาลตรุษจีนและวันแห่งความรัก โปรดโทร.1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย รับรองได้ข้อมูลครบครัน

ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ (ปีใหม่นี้ขอให้สมหวังทุกอย่าง ปีใหม่นี้ขอให้ร่ำรวย)

ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ (คิดหวังสิ่งใดขอให้สมหวังดังปรารถนาในปีใหม่นี้ มีแต่ความสุข มั่งคั่ง โชคดี ร่ำรวยตลอดปี)

 

ตะลอนเที่ยว : Row Row Row Your Boat

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/199975

วันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

Row, row, row your boat, Gently down the stream,
Merrily Merrily, Merrily, Merrily, Life is but a dream

Row, row, row your boat, Gently down the brook,
If you catch a little fish, Please let it off the hook
Row, row, row your boat, Gently down the creek,

If you see a little mouse, Listen to it squeak

ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านที่เคยฟังเพลงนี้ในครั้งเมื่อครั้งเยาว์วัย ต้องนึกถึงเพลงนี้ขึ้นมาได้โดยทันใด และมั่นใจว่าเพลงนี้คงจะช่วยดึงความทรงจำดีๆ ในวันวานให้หวนกลับมาได้โดยไม่ยาก ใช่ไหมครับ

เมื่อครั้งที่เรายังเป็นเด็กน้อย ผมเชื่อว่าทุกคนคงตื่นเต้นมากกับการได้ลงเรือไปลอยลำอยู่ในกลางน้ำ ยิ่งได้ลองพายเรือด้วยตัวเองด้วยแล้วก็ยิ่งสนุกและตื่นเต้นมาก

สัปดาห์นี้ Mr.Flower จะชวนคุณๆ ไปเที่ยวยุโรปด้วยกัน หลังจากที่เราตะลอนเที่ยวในเมืองไทยมายาวนานต่อเนื่องกันหลายเดือนแล้ว แต่การไปท่องเที่ยวยุโรปในทริปนี้ เราจะไปล่องเรือเดินสมุทรที่ได้รับการยกย่องและยอมรับโดยนานาชาติว่าเป็นเรือที่ดีที่สุด ทั้งในด้านบริการและด้านความปลอดภัย

ครับผม เราจะไปล่อง Mediterranean กับเรือ Crystal Symphony ในทริป Mediterranean Sonata ล่องจาก Monte Carlo, Monaco ไปยัง Venice, Italy

ทริปนี้คุณแหนจะเป็นผู้นำทัวร์ โดย Mr.Flower จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหัวหน้าทัวร์ คณะจะออกเดินทางจากกรุงเทพฯ วันที่ 9แล้วกลับถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ 17 เมษายน 2559

Crystal Symphony จะพาคุณๆ ไปชมเมืองท่องเที่ยวแสนโรแมนติกชื่อดังระดับโลก ดังต่อไปนี้ครับ ลงเรือที่ Monte Carlo,Monaco แล้วไปแวะจุดแรกที่ Corsica/Ajaccio, France ต่อไปก็แวะที่ Sorrento, Italy จากนั้นก็จะล่องอยู่ในทะเล Ionian Sea จากนั้นก็แวะที่ Kotor, Montenegro หลังจากนั้นก็ไปแวะที่ Dubrovnik, Croatia แล้วไปสิ้นสุดทริปแสนสำราญที่ Vinice, Italy.

คณะของเราจะเดินทางออกจากกรุงเทพฯ และบินกลับกรุงเทพฯด้วยสายการบิน Thai Airways และ Lufthansa Airlines โดยจะออกเดินทางไปและกลับในวันเดียวกัน คือเดินทางออกวันที่ 9 เมษายน และกลับถึงกรุงเทพฯ วันที่ 17 เมษายน

รายละเอียดการเดินทางด้วยเครื่องบิน มีดังนี้

เดินทางออกจากกรุงเทพฯ โดย Thai Airways วันที่ 9 เมษายน TG 920 (BKK/Frankfurt) เวลา 23.45 น. จากนั้นเปลี่ยนเครื่องเป็น Lufthansa LH 1058 (Frankfurt/Nice) วันที่ 10 เมษายน เวลา 08.20 น. ขากลับจาก Nice สู่กรุงเทพฯ วันที่ 17 เมษายน โดย Lufthansa LH 325(Nice/Frankfurt) เวลา 10.30 น. แล้วต่อด้วย TG 921 (Frankfurt/BKK) ถึงกรุงเทพฯ 07.25 น.

ส่วนผู้ที่เดินทางออกจากกรุงเทพฯ โดย Lufthansa Airlines คือ วันที่ 9 เมษายน LH773 (BKK/Frankfurt) เวลา 23.40 น. เปลี่ยนเครื่องจาก Frankfurt ไป Nice โดย LH 1058 เวลา 08.20 น. ขากลับจาก Nice สู่กรุงเทพฯ วันที่ 17 เมษายน โดย LH 331 (Nice/Frankfurt) เวลา 19.30 น. แล้วเปลี่ยนเครื่องเป็น LH 772 (Frankfurt/BKK) ถึงกรุงเทพฯ 14.45 น.

กำหนดการล่องเรือ มีดังนี้

10 เมษายน เรือออกจาก Monte Carlo เวลา 10.00 น.

11 เมษายน ถึงเมือง Corsica/Ajaccio, France ขึ้นจากเรือเวลา 08.00 น. กลับลงเรือ 16.00 น.

12 เมษายน ถึงเมือง Sorrento, Italy ขึ้นจากเรือ 10.00 น. กลับลงเรือ 22.00 น.

13 เมษายน ล่องทะเล Ionien Sea

14 เมษายน ถึงเมือง Kotor, Montenegro ขึ้นจากเรือ 08.00 น. กลับลงเรือ เที่ยงคืน

15 เมษายน ถึงเมือง Dubrovnik, Croatia ขึ้นจากเรือ 07.30 น. กลับลงเรือ 17.30 น.

16 เมษายน ถึงเมือง Vinice, Italy เวลา 13.00 น. และขึ้นจากเรือเวลา 14.00 น.

อัตราค่าบริการ ราคาเรือต่อท่านสำหรับห้องแบบ A1 Deck 9 ห้องมีระเบียง ราคา 3,585 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนห้องแบบ A2 Deck 9 ห้องมีระเบียง ราคา 3,550 ดอลลาร์สหรัฐ

ราคาบัตรโดยสารเครื่องบิน Thai Airways ชั้นประหยัด ราคาประมาณ 50,825 บาทต่อท่าน ส่วน Lufthansa Airlines ชั้นประหยัด ราคาประมาณ 78,280 บาทต่อท่าน

ค่าบริการพาหนะจากเมือง Nice ไปท่าเรือ Monte Carlo ท่านละ 75 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าบริการพาหนะจากเมือง Vinice ไปสนามบิน Vanice ท่านละ 55 ดอลลาร์สหรัฐ

ท่านที่สนใจร่วมเดินทางหรือต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโปรดติดต่อ ทัวร์คุณแหน โทร.02-5212690-1 หรือ 091-7233615

สำหรับสัปดาห์นี้ Mr.Flower ขอนำรูปบรรยากาศแสนโรแมนติกจากเมือง Monte Carlo มาฝากคุณๆ ซึ่ง Mr.Flower ได้นำแฟนคลับของหนังสือพิมพ์แนวหน้าและทัวร์คุณแหนไปล่องเรือใน Mediterranean มาเมื่อเดือนตุลาคม 2558

แล้วพบกันนะครับ สวัสดีครับ

 

ตะลอนเที่ยว : ร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือ กับหนังสือพิมพ์แนวหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/198902

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เด็กไทยในเมืองใหญ่ในยุคนี้จำนวนไม่น้อยไม่รู้จักโคและกระบือแล้ว เด็กบางคนแยกไม่ได้ว่าตัวไหนคือโค และตัวไหนคือกระบือ (น่าประหลาดยิ่งกว่าที่เด็กบางคนถามว่าวัวกับโคคือสัตว์ชนิดเดียวกันหรือไม่)

น่าอัศจรรย์ที่คนในสังคมไทยบางกลุ่มละเลยและหลงลืมความสำคัญของสัตว์สองชนิดนี้ ทั้งๆ ที่ทั้งโคและกระบือคือเพื่อนสี่ขาที่คนไทยใช้แรงงานของพวกเขามาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ สังคมไทยและสังคมในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้โคและกระบือช่วยทำไร่ไถนาให้กับมนุษย์มาโดยตลอด บางก็อาศัยนมจากวัวและกระบือเป็นอาหาร

ส่วนบางประเทศในเอเชีย เช่น อินเดียและเนปาลนั้นนับถือว่าวัวคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะเป็นพาหนะของพระศิวะ ดังนั้นผู้ที่นับถือฮินดูจึงไม่ตี ไม่ฆ่า ไม่กินวัว บางคนบอกว่าไม่กินเนื้อวัว เพราะนับถือพระพิฆเนศ เนื่องจากพระพิฆเนศทรงดื่มน้ำนมวัว ดังนั้นเมื่อเคารพบูชาเทพแห่งศิลปวิทยาการและเทพแห่งความสำเร็จพระองค์นี้แล้วจึงไม่กินเนื้อวัว ส่วนคนที่นับถือเจ้าแม่กวนอิมก็ไม่บริโภคเนื้อวัวเช่นกัน (และไม่บริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่ด้วย)

สำหรับคนไทยจำนวนมากก็ไม่กินเนื้อวัวและเนื้อควาย สาเหตุก็เพราะถูกอบรมสั่งสอนมาว่า เขาช่วยเราทำไร่ไถนาปลูกข้าวให้เราได้กิน เขามีบุญคุณต่อเรา ดังนั้นจึงไม่กินไม่ฆ่าเขา คนไทยยุคเก่าก่อนจะคุ้นเคยกับวิถีชีวิตและความผูกพันระหว่างชาวนากับวัวควาย  การใช้วัวและควายไถ่นา คราดนา และการใช้ควายเดินเพื่อนวดข้าวให้เมล็ดข้าวหลุดจากรวง

Mr.Flower สาธยายเรื่องของวัวและควายมาพอประมาณ สาเหตุที่ต้องสาธยายนำมาก็เพราะจะประชาสัมพันธ์โครงการ “ไถ่ชีวิตโค-กระบือร่วมกับหนังสือพิมพ์แนวหน้า” โดยโครงการนี้ได้กระทำมาระยะหนึ่งแล้ว และได้ไปไถ่ชีวิตโค-กระบือจากโรงฆ่าสัตว์ที่จังหวัดปทุมธานีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม 2559 จำนวน 5 ชีวิต คือโค 2 ตัว กระบือ 3 ตัว

มีผู้ถามว่าเมื่อไถ่ชีวิตเขาออกมาแล้ว เอาเขาไปไว้ไหน เอาไปทำอะไร ดูแลเขาอย่างไร ใครดูแล

คำตอบคือ นำเขาไปให้กับชาวไร่ชาวนารายเล็กซึ่งผ่านการคัดสรรแล้วว่าสามารถดูแลเลี้ยงดูเขาได้ดี ไม่ฆ่าเขา ไม่ขายเขา ไม่ทิ้งเขา ไม่ปล่อยให้เขาอดอยาก ไม่ปล่อยให้เขาโดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่ปล่อยให้เขาเจ็บป่วยจนล้มตาย

ผู้ที่รับโค-กระบือจากโครงการไถ่ชีวิตไปเลี้ยงต้องทำสัญญากับคณะผู้จัดทำโครงการนี้ก่อน และหากผิดสัญญาจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้มอบโค-กระบือให้

ทั้งนี้ทางผู้จัดทำโครงการได้ร่วมมือกับคณาจารย์และนิสิตจากคณะสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจะออกไปเยี่ยมเยียนชาวไร่ชาวนาที่รับโค-กระบือไปเลี้ยง และตรวจสุขภาพ ฉีดยา ฉีดวัคซีนให้โดยไม่คิดค่าบริการ และจะอบรมกรรมวิธีผสมเทียม ทำคลอดให้กับชาวไร่ชาวนาที่รับโค-กระบือไปเลี้ยงด้วย

สำหรับโค-กระบือที่ทางโครงการของเราได้ไปไถ่ชีวิตมาทั้ง 5 ชีวิตนี้จะส่งมอบให้กับชาวนารายเล็กในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาต่อไป (ซึ่งคอลัมน์ตะลอนเที่ยว และคอลัมน์อื่นๆ ในหนังสือพิมพ์แนวหน้าจะติดตามรายงานความเป็นอยู่ของเขามาให้คุณผู้อ่านที่ร่วมสมทบทุนกับโครงการนี้ได้รับทราบอย่างใกล้ชิดเป็นระยะๆ)

มีผู้ถามว่า โครงการนี้จะดำเนินต่อไปใช่หรือไม่ คำตอบคือ ใช่ครับ โครงการจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ และเราจะจัดทริปรวมกลุ่มไปเยี่ยมเยียนพวกเขา พร้อมๆ กับจัดทริปชวนคุณๆ ไปไหว้พระ ทำบุญ ท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยากันเป็นครั้งเป็นคราไป เพื่อจะได้ใช้โอกาสนี้พบปะสังสรรค์ร่วมกันในหมู่ผู้อ่านแนวหน้าและผู้ร่วมบริจาคสมทบทุน

ขอขอบคุณผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าที่ร่วมสนับสนุนโครงการนี้ และขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านด้วย

สำหรับท่านที่ต้องการร่วมสนับสนุนโครงการนี้โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

 

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองไทย คุ้มค่า สนุก สุขใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/197828

วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 36 ซึ่งจัดขึ้น ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันพุธที่ 13 มกราคม แล้วจะปิดงานในช่วงค่ำ
วันอาทิตย์นี้ (17 มกราคม 2559) เป็นอีกงานหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากมายจากคนไทยและชาวต่างชาติที่มีโอกาสเข้ามาท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ในระยะนี้

โดยภาพรวมของงานเป็นการนำเสนอของดี ของเด่น และของสวยๆ งามๆ จากสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งจาก
ภาคเหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก และภาคใต้ เรียกได้ว่าเป็นการรวมศูนย์ของดีของเด่นจากทั่วประเทศมาไว้ในสวนลุมฯ

สินค้าจากคนไทยภูเขา

เสื้อผ้าแพรภัณฑ์จากล้านนา

บรรยากาศของงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยเน้นความสนุกสนานของการละเล่นพื้นเมืองจากภาคต่างๆ ผสมผสานกับ
เอกลักษณ์เฉพาะถิ่น เช่น อาหารการกินประจำถิ่น เสื้อผ้าแพรภัณฑ์ที่ผลิตในชุมชนต่างๆ  และสินค้าพื้นเมือง

แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดในงานนี้คือ การจับจ่ายใช้สอยซื้อข้าวของต่างๆ นานาจากผู้ไปร่วมชมงาน โดยเฉพาะของกินที่ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ตัวอย่างเช่น หมูย่างเมืองตรัง กุ้งเผาปราจีนบุรี ไก่กอเละ ข้าวมันไก่เบตง รวมถึงส้มตำไก่ย่าง ปลาเผา และที่ขายดีไม่แพ้กันก็คือผ้าทอพื้นเมือง และเสื้อผ้าจากภาคเหนือและอีสาน

หลายๆ คนอาจจะวิพากษ์ว่า งานนี้ไม่เห็นจะตอบโจทย์เรื่องสถานที่ท่องเที่ยวเลย แต่หลายๆ คนก็บอกว่า นี่แหละคือการตอบโจทย์เรื่องการส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมุมมองในเรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องนานาจิตตัง ต่างคนต่างคิด อาจจะผิดทั้งคู่หรือถูกทั้งคู่ก็ได้ ตามแต่ใครจะเลือกมองมุมไหน

สีสันแห่งภาคใต้

ผู้ค้าบางคนที่นำของใช้ และของเล่น ของตกแต่งบ้านไปขายในงานอาจจะบ่นว่า ขายของไม่ค่อยดี ขายของไม่ได้ แต่ผู้ค้าขายอาหารจำนวนมากบอกว่าขายดี อยากให้จัดงานแบบนี้บ่อยๆ เพราะเสียค่าเช่าที่ราคาไม่แพง เมื่อเสียค่าเช่าที่ถูก ก็สามารถขายสินค้าราคาถูกได้

สำหรับเวทีการแสดงจากภาคต่างๆ ก็รวมเอาศิลปะการแสดงประจำภาคมาฝากผู้ชมอย่างจุใจ เช่น ภาคอีสานก็มีเซิ้งสนุกสนานโดยวงโปงลาง และการฟ้อนรำประจำภาคมาอวดสายตาคนชม ภาคเหนือก็มีการรำฟ้อนเล็บ การรำวงย้อนยุค การแสดงเสื้อผ้าแพรภัณฑ์จากราชสำนักฝ่ายเหนือของไทย ภาคใต้ก็มีรองเง็ง ระบำพัด โนราห์ หนังตะลุง ภาคกลางก็มีรำวง ลิเก หุ่นคน รำตัด เพลงฉ่อย ส่วนเวทีการแสดงส่วนกลางก็มีนักร้องนักแสดงชื่อดังไปให้ความบันเทิงทุกคืน สามารถดึงดูดคนชมได้จำนวนมากมายในแต่ละคืน

ตัวเลขผู้เข้าชมงานนี้ในแต่ละวันตกประมาณหนึ่งแสนคน ซึ่งคาดว่าเมื่อจบงานนี้จะมีผู้เข้าชมประมาณ 6 แสนกว่าคน ส่วนตัวเลขการค้าขายในแต่ละวันนั้นกำลังรอการสรุปจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และขณะเดียวกันก็กำลังรอสรุปตัวเลขค่าใช้จ่ายด้วยเช่นกัน

สาวอีสานงามหลาย

ผีตาโขน เมืองเลย

แต่จากการพูดคุยและเก็บข้อมูลโดย Mr.Flower ที่ไปสังเกตการณ์งานนี้สองวัน คือวันพฤหัสบดี และวันเสาร์ ปรากฏว่า ร้านขายอาหารส่วนใหญ่ขายดีมาก คนเข้าคิวเป็นแถวยาว ของมีไม่พอขาย ส่วนรายได้ของร้านค้าก็คงจะมากมายพอดู เพราะคุยกับเจ้าของร้านแล้ว เจ้าของบอกว่า “ก็ขายได้ดีนะคะ แต่ก็ไม่ได้เน้นการขายของราคาแพงมากนัก เรามาเพื่อประชาสัมพันธ์ของดีของจังหวัดเราด้วย คิดแบบนี้ก็คุ้มแล้วค่ะ” (ร้านหมูย่างเมืองตรัง)

เจ้าของร้านขายข้าวมันไก่เบตง บอกว่า “อยากให้คนไทยไปเที่ยวยะลากันมากๆ ยะลามีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะแยะมากมาย มีอาหารอร่อย ธรรมชาติก็บริสุทธิ์ ขอฝากบอกว่า ยะลาในวันนี้ยังรอรับนักท่องเที่ยวไปเยือน หลายคนอาจกลัวเหตุไม่ปลอดภัย แต่คนยะลายืนยันว่า ยะลาวันนี้ปลอดภัยครับ เชิญไปเที่ยวยะลาครับ”

ปลาตะเพียนใบลานสาน ของดีภาคกลาง

สาวรำวง รอหนุ่มๆมาโค้ง

จริง ๆ แล้ว Mr.Flower ได้พูดคุยกับผู้บริหารททท. บางรายที่ไปอยู่ในงานนี้ และได้พบ (แต่ไม่ได้สัมภาษณ์) รองนายกรัฐมนตรีธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ที่ไปเยี่ยมชมงาน หลายคนบอกว่าพอใจพอสมควรกับการจัดงานนี้ และอยากให้รัฐบาลส่งเสริมให้มีงานเช่นนี้บ่อยๆ อาจจะ 3-4 เดือนต่อครั้ง เพราะสามารถส่งเสริมให้เกิดการกระจายรายได้อย่างเป็นรูปธรรม ผู้บริหาร ททท.บางราย
บอกว่า หากนายกรัฐมนตรีเห็นว่ามีผู้คนเข้าไปชมงานจำนวนมาก มีรายได้หมุนเวียนมากมายในงานนี้ เชื่อว่านายกรัฐมนตรีอาจจะมีบัญชาให้จัดงานนี้บ่อย ๆ ก็ได้

จับจ่ายใช้สอย อิ่มหนำสำราญ

ส่วนคนไปเที่ยวงานหลายคนบอกกับ Mr.Flower ว่า “มีงานเช่นนี้ก็ดีนะ เพราะอย่างน้อยๆ ก็ทำให้มีสีสันในกรุงเทพฯ มากขึ้น ผู้คนไม่ต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในห้างสรรพสินค้าเพียงอย่างเดียว เพราะมีที่อื่นๆ ให้เลือกไปเที่ยวไปชมมากขึ้น หากมีทุกเดือนก็คงจะดี แต่ไม่ต้องมีทุกเดือนก็ได้ สักสองสามเดือนครั้งก็น่าจะดี เพราะหากมีบ่อยเกินไปคนอาจจะไม่ตื่นเต้น และมองว่าจำเจ แต่ที่ชอบคือ ชอบชมการแสดงจากภาคต่างๆ สวยงามดี และสามารถพาลูกหลานมาชมได้ด้วย ไม่ต้องไปไกลถึงต่างจังหวัด” แต่พอ Mr.Flower ถามแย้งว่า อ้าว ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ดีสิครับ เพราะเขาต้องการให้ไปเที่ยวในจังหวัดนั้นๆ จริงๆ หากดูแล้วไม่ไปก็ไม่ดีสิครับ คนไปเที่ยวงานตอบว่า “แหม พี่ขา เศรษฐกิจแบบนี้ คงยากนะคะที่จะพากันไปเที่ยวหมดทั้งบ้าน ต้องทำมาหากินคะ พี่ขา เอาไว้รอเศรษฐกิจดี ขายของได้ดี มีเงินมากๆ ก็จะไปเที่ยวแน่นอนค่ะ”

ของดีภาคตะวันออก

เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 36 ปิดฉากลงวันอาทิตย์นี้แล้ว ปีหน้าฟ้าใหม่มาพบมาเจอกันอีกครับส่วนครั้งหน้าจะจัดงานด้วย Theme หรือแนวคิดหลักอะไรคงต้องรอชมกันครับ หากคุณๆ มีข้อเสนอแนะใดๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการจัดงานในครั้งหน้า โปรดส่งความคิดเห็นของคุณไปยัง ททท. หรือหากไม่ทราบว่าจะส่งไปยังททท. ได้อย่างไร โปรดส่งผ่านมาทางคอลัมน์ตะลอนเที่ยวได้ครับMr. Flower จะส่งต่อให้ผู้บริหารททท.ได้รับทราบต่อไป

สัปดาห์นี้ Mr.Flower ขอนำภาพสีสันจากงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยมาฝากคุณๆ แล้วปีหน้าไปพบกันในงานเที่ยวเมืองไทยนะครับ