ตะลอนเที่ยว : กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร

https://www.naewna.com/lady/851204

ตะลอนเที่ยว : กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร

ตะลอนเที่ยว : กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร

วันอาทิตย์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คนไทย โดยเฉพาะคนที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯอาจจะบ่นว่ากรุงเทพฯ ไม่น่าอยู่ กรุงเทพฯ มีปัญหาสารพัดสารพัน แต่ Mr.Flower จะบอกความจริงให้นะครับ กรุงเทพฯ (ของเรา) ยังเป็นเมืองที่น่าอยู่ แม้จะมีปัญหา แต่ก็ยังน่าอยู่ เมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ในประเทศต่างๆ แล้ว กรุงเทพฯ ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่หลายคนอาจเกิดอาการหงุดหงิด เมื่อต้องประสบปัญหาต่างๆ เมื่อยามอยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เมืองแห่งทวยเทพ

เมื่อวันเสาร์ที่ 4 มกราคม Mr.Flower ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อไปร่วมพิธีทำบุญอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันทิวงคตของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศทรงดำรงพระราชอิสริยยศสยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรกของสยาม โดยพิธีนี้จัด ณ บริเวณหน้าพระอนุสาวรีย์ของพระองค์ท่าน ซึ่งประดิษฐาน ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จทิวงคตเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2437 

แต่ Mr.Flower ขออนุญาตเล่าให้คุณๆ ฟังว่า ก่อนที่จะเดินทางไปถึงวัดมหาธาตุฯ ก็ได้ซึมซับความงามของกรุงเทพฯ ในยามเช้าตรู่ ขอบอกว่ากรุงเทพฯ ยามเช้าเป็นเมืองที่น่าอยู่มากเหลือเกิน เพราะรถยนต์ยังไม่คับคั่ง ไม่มีปัญหาจราจรติดขัด อากาศยามเช้าในช่วงต้นเดือนมกราคมก็ยังเย็นสบาย เมื่อมองไปยังศาลพระหลักเมือง ก็เห็นยอดปรางค์ปราสาทที่แสนงดงาม ครั้นเมื่อมองไปฝั่งตรงข้ามศาลพระหลักเมืองก็ได้พบกับภาพที่แสนวิจิตรคือวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระบรมมหาราชวัง ครั้นเมื่อมองเข้าไปในท้องสนามหลวง ก็พบกับทิวแถวของต้นมะขามที่มีมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ (แต่เมื่อต้นใดตายลง ก็จะนำต้นใหม่ไปปลูกทดแทน) 

และต้องเรียนให้ทราบว่าขณะนี้ในบริเวณมณฑลพิธี ณ ท้องสนามหลวงยังคงประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว ที่อัญเชิญมาเพื่อให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติในเมืองไทยได้ถวายราชสักการะ จนถึงวันที่14 กุมภาพันธ์ 2568 (อัญเชิญไปประดิษฐานตั้งแต่ 4 ธันวาคม 2567) เพราะฉะนั้น ใครที่ยังไม่ได้ไปกราบถวายราชสักการะพระเขี้ยวแก้ว ก็ขอเชิญนะครับ และข้อย้ำว่าสามารถไปกราบได้จนถึง 14 กุมภาพันธ์ 2568 เท่านั้น

แล้วเมื่อ Mr.Flower ไปถึงเขตวัดมหาธาตุฯ บริเวณที่อยู่ติดกับกรมศิลปากร ก็ได้พบกับความงามของตึกแดง หรือหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร ตึกถาวรวัตถุ หรือห้องสมุดปิยมหาราชรฦก ซึ่งแต่เดิมคือที่ตั้งของหอสมุดแห่งชาติ 

Mr.Flower เคยนำกลุ่มคณะเล็กๆ (ประมาณ 10 กว่าคน) เดินเที่ยวชมความงดงามในแง่มุมต่างๆ ของกรุงเทพฯ โดยพาชมวัดเก่าแก่ที่มีมากมาย ชมพระราชวัง และโบราณสถาน รวมถึงบ้านเรือนในยุคเก่าต้นสมัยรัตนโกสินทร์ แล้วก็ไปชิม ไปซื้อหาข้าวของต่างๆ ที่ผลิตในชุมชนสารพัดแห่งในกรุงเทพฯ เช่น ตลาดนางเลิ้ง ชุมชนบ้านบาตร บ้านบุ ตรอกพานถม บ้านหม้อแพร่งสรรพศาสตร์ เวิ้งนาครเกษม ตลาดเทเวศร์ บ้านแขก กุฎีจีน ตลาดน้อย สำเพ็ง เยาวราช เป็นต้น 

ผู้ที่ร่วมทริปด้วยต่างบอกว่าสนุกสนานในการเดินชมกรุงเทพฯ เพราะได้ความรู้ ได้กินอาหารและขนมแสนอร่อย แล้วยังได้ย้อนระลึกถึงวันวานของกรุงเทพฯ ด้วย

วันหน้า Mr.Flower จะชวนคุณๆ ไปร่วมทริปเดินทอดน่องท่องชุมชนเมืองกรุงเทพฯ ด้วยกันนะครับ แล้วเราจะได้ประจักษ์ชัดว่าเมืองกรุงเทพฯ ของเราน่ารัก น่าชม น่าอยู่ และน่าค้นหาเป็นที่สุด

ตะลอนเที่ยว : เราร่วมกันแบ่งปันเพื่อความสุขใจ

ตะลอนเที่ยว : เราร่วมกันแบ่งปันเพื่อความสุขใจ

ตะลอนเที่ยว : เราร่วมกันแบ่งปันเพื่อความสุขใจ

วันอาทิตย์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

จะหมดปี 2567 แล้ว เรามาทบทวนกันสักนิดดีไหมว่า ในรอบปีที่กำลังจะผ่านไปนั้น เราได้ร่วมกันทำสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมกันบ้าง นอกจากนั้น เราควรจะทบทวนด้วยว่าเราได้ทำสิ่งใดที่ทำให้ตัวของเราชุ่มชื่นใจบ้าง

ต้องบอกตรงๆ ว่า Mr.Flower ภาคภูมิใจมาก ในฐานะคนเขียนคอลัมน์ที่มีส่วนช่วยให้คุณผู้อ่านได้ร่วมกันทำความดีตามอัตภาพของแต่ละคน โดยเราทุกคนได้มีโอกาสร่วมกันทำสิ่งที่ดีต่างๆ นานาให้กับเพื่อนร่วมโลก ทั้งคนและสัตว์ ซึ่งทุกครั้งที่เราได้นึกถึงเรื่องดีๆ ที่เราร่วมกันทำ ก็จะบังเกิดความปีติโดยพลัน แต่ต้องบอกว่าความปีตินั้นไม่ได้มาจากสิ่งที่เราคาดหวังว่าเราจะได้รับผลตอบแทนใดๆ จากคนหรือสัตว์ที่เราให้ความช่วยเหลือ แต่เรารู้เพียงว่าเราทำเพราะเราสามารถแบ่งปันได้ และรู้ว่าทำแล้วเรามีความสุขใจ สุขใจที่ได้เป็นผู้ให้ สุขใจที่ได้แบ่งปัน

และในคอลัมน์วันนี้ เราจะมาร่วมรำลึกด้วยกันว่าตลอดปี 2567 พวกเราได้ร่วมกันทำกิจกรรมอะไรเพื่อสังคมของเราบ้าง 

หลายท่านที่มีส่วนร่วมกิจกรรม เมื่อได้เห็นภาพที่นำมาเสนอในวันนี้ จะต้องระลึกได้ทันทีว่าเราไปร่วมทำความดีในกิจกรรมต่างๆ มากมาย ทั้งในและต่างประเทศ เช่น การมีส่วนร่วมจัดงานที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ อินเดีย เพื่อถวายเป็นราชสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังมีกิจกรรมอื่นๆ ในเมืองไทยอีกมากมาย อาทิ การเลี้ยงอาหารประจำช่วง 2 เดือน ณ สถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางเขน และบ้านเด็กตาบอดผู้พิการซ้ำซ้อน รามอินทรา 34 รวมถึงกิจกรรมทำหมันให้หมาแมวจรจัด โดยร่วมกับคณะสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังมีกิจกรรมหาบ้านให้ลูกหมาลูกแมว และหมาแมวจรจัด และร่วมกันบริจาคเพื่อรักษาสัตว์ที่บาดเจ็บ พิการ และการร่วมกันไถ่ชีวิตวัวควาย แล้วนำไปมอบให้ผู้ร่วมโครงการเพื่อให้เลี้ยงดูวัวควายต่อไป
จนกว่าจะสิ้นอายุขัย

นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมบริจาคข้าวของ เครื่องเขียน แบบเรียน ชุดนักเรียน รองเท้านักเรียนให้กับนักเรียนโรงเรียนต่างๆ ที่ติดต่อขอรับความช่วยเหลือมายังคอลัมน์ตะลอนเที่ยว โดยในวันเด็กประจำปี 2568 เราจะไปมอบของให้นักเรียนโรงเรียนบ้านเตยใหญ่ ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก โรงเรียนนี้มีนักเรียนทั้งหมด 61 คน และมีครูพร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ประจำโรงเรียนอีก 10 คน โดยทางโรงเรียนขอรับการสนับสนุนด้านชุดนักเรียน เครื่องเขียน แบบเรียน และอุปกรณ์กีฬา รวมถึงรองเท้านักเรียน ซึ่งพวกเราก็จะร่วมกันบริจาคของต่างๆ ให้นักเรียนโรงเรียนบ้านเตยใหญ่ ดังนั้น ขอเชิญชวนคุณๆ ที่สะดวกร่วมกิจกรรมกับเรา โดยเราจะเดินทางไปมอบของและเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ในวันเด็กแห่งชาติ 2568 หากคุณๆ สนใจร่วมโครงการกับเรา โปรดติดต่อ Mr.Flower ที่ 091-7233615เพื่อจะได้ทราบจำนวนผู้ไปร่วมงาน และจะได้ทราบว่าผู้ใดจะบริจาคสิ่งใดให้นักเรียนบ้าง นอกจากนี้จะได้จัดเตรียมพาหนะสำหรับการเดินทางด้วย 

และนอกจากทำบุญทำกุศลกับคน และสัตว์แล้ว เรายังทำบุญเพื่อบำรุงพระศาสนาเป็นประจำอีกด้วย ซึ่งแต่ละวัดที่เราไปร่วมกับทำบุญนั้นก็ทำให้เราได้พบว่าพระและเณร ณ วัดต่างๆ มีความเป็นอยูู่อย่างไร ขาดแคลนสิ่งใดบ้าง เมื่อเราทราบ เราก็จัดหาสิ่งของที่พระและเณรต้องการไปถวายให้เป็นประจำ

ส่วนเรื่องการท่องเที่ยวเพื่อความบันเทิงใจของพวกเรานั้น เราก็ได้ไปร่วมทริปต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศเป็นระยะ โดยล่าสุดเพิ่งพาคณะไปกราบนมัสการพระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี ประเทศศรีลังกา ซึ่งผู้ร่วมคณะก็ได้ทั้งความอิ่มเอมใจจากการได้เข้ากราบสักการะพระเขี้ยวแก้ว และยังได้เที่ยวชมโบราณสถานของศรีลังกาอีกด้วย 

ปีหน้าฟ้าใหม่ 2568 นี้ เราทุกคนในกลุ่มก็ยังมุ่งมั่นทำความดีเพื่อสังคมต่อไป และขอเชิญชวนคุณๆ เข้าร่วมกิจกรรมกับเราด้วยขอเชิญชวนคุณๆ เข้าร่วมกลุ่มสมาชิกแห่งความดีที่มุ่งเน้นการแบ่งปันเพื่อสังคมของเราด้วยกัน สนใจร่วมกลุ่ม โปรดติดต่อ 091-7233615 

สวัสดีปีใหม่ 2568 แด่ทุกท่าน

ตะลอนเที่ยว : ศิขิริยา (Sigiriya) แห่งศรีลังกา

https://www.naewna.com/lady/848872

ตะลอนเที่ยว : ศิขิริยา (Sigiriya) แห่งศรีลังกา

ตะลอนเที่ยว : ศิขิริยา (Sigiriya) แห่งศรีลังกา

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับคณะผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มหนึ่งที่ขึ้นไปยืนบนยอดสูงสุดของศิขิริยา แห่งศรีลังกาได้สมความปรารถนา แม้บางคนจะบอกเชิงบ่นว่า สงสัยคงได้แค่ไปยืนดูที่บริเวณ
เชิงเขาเท่านั้น แต่เมื่อไปถึงสถานที่แล้วไยจึงจะปล่อยให้ชาวคณะไม่ขึ้นไปบนยอดของพระราชวังแห่งนี้ เพราะ Mr.Flower ไม่มีวันปล่อยให้ชาวคณะพลาดโอกาสอย่างแน่นอน แม้จะต้องโอ้โลมปฏิโลมเป็นเวลานานพอสมควรก็ตาม

ก่อนอื่นขอเล่าสั้นๆ ว่า ศิขิริยาหรือ Sigiriya คือภูเขาแห่งสิงห์ ที่ถูกยกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งหรือสถานที่สำคัญของศรีลังกาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก และเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ไปศรีลังกาหมายใจจะไปเยือนให้จงได้

ศิขิริยาอยู่บริเวณตอนกลางของศรีลังกา อยู่ในเมืองมาตาเล เป็นโบราณสถาน(วัง) บนยอดเขา โดยสมัยที่ยังงดงามบริบูรณ์นั้น จะมีสวนหิน สวนน้ำพุ สวนดอกไม้บ่อน้ำขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพังเท่านั้น แต่ก็ยังคงความงดงามตามสภาพที่ต้องใช้จินตนาการเข้าไปผสมอย่างค่อนข้างมาก แต่เท่าที่ได้ไปสัมผัสนั้น แม้จะเหลือเพียงซาก แต่ก็บ่งบอกได้ชัดเจนว่าสถานที่แห่งนี้เคยใหญ่โตโอ่อ่าอลังการมาก่อนเมื่อครั้งอดีต

แม้จะเหลือเพียงซากอาคารโดยเฉพาะส่วนฐาน แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ยังหลงเหลือและงดงามมากคือภาพบรรดาสตรีนานาชาติถูกวาดบนส่วนที่เป็นหลืบของหน้าผา โดยเป็นภาพวาดแบบ fresco คือภาพที่วาดบนผนังขณะที่ผิวของผนังยังไม่แห้งสนิท ตามประวัติระบุว่าภาพที่หลงเหลือนี้มีอายุประมาณ 1,500 ปี หากภาพยังสมบูรณ์จะนับเป็นภาพ fresco ที่ขนาดใหญ่ที่สุดของโลกก็ว่าได้

การเข้าชมศิขิริยานั้นต้องใช้ทั้งความพยายามและความมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก(สำหรับผู้ที่แข้งขาไม่ค่อยจะดีมากนัก) แล้วยังต้องเสียค่าเข้าชมคนละ 30 ดอลลาร์สหรัฐ(เรียกได้ว่าแพงเอาการเลยเชียวแหละ)

คณะของเราบุกบั่นไปจนถึงยอดของศิขิริยาได้เกือบทุกคน แล้วก็ได้ซึมซับกับความงดงามของซากวังเก่า ผสมผสานกับลมเย็นๆ บนยอดเขาสูง ที่มองไปทุกทิศทุกทางก็ได้เห็นวิวทิวทัศน์ของป่าเขาพร้อมกับได้เห็นพระจันทร์ช่วงเย็น แล้วก็ต้องรีบลงมาจากยอดเขา ก่อนที่ฝนจะเทลงมา แต่ก็ชื่นใจที่ยังได้เห็นอาทิตย์อัสดงลับขอบฟ้า

ศิขิริยาถูกสร้างโดยพระเจ้ากัสสปะโอรสของพระเจ้าดธุเสนา แต่กัสสปะมีพระมารดาเป็นหญิงสามัญชน จึงมีศักดิ์ต่ำกว่าพระอนุชาที่ชื่อโมคคัลลานะ ซึ่งมีพระมารดาเป็นเชื้อพระวงศ์ ดังนั้น กัสสปะจึงชิงราชบัลลังก์จากพระบิดา เพราะพระบิดาจะยกราชบัลลังก์ให้น้องชาย เมื่อชิงบัลลังก์ได้แล้วจึงทรงสร้างวังที่ศิขิริยาแทนวังเดิมที่เมืองอนุราธปุระ ส่วนโมคคัลลานะก็ลี้ภัยไปอยู่อินเดีย จนวันหนึ่งจึงกลับมาทวงราชบัลลังก์คืน เมื่อได้ราชบัลลังก์คืนแล้ว ก็กลับไปอยู่ ณ อนุราธปุระ แล้วทอดทิ้งศิขิริยาให้ร้างว่างเปล่า

ขอเล่าแบบรวบรัดว่าบันไดขึ้นไปถึงยอดศิขิริยามีประมาณ 1,300 ขั้น โดยมีทั้งบันไดที่ทำมาตั้งแต่โบราณกาล และบันไดเหล็กที่มาทำในยุคหลังเพื่อให้นักท่องเที่ยวปีนป่ายขึ้นไปถึงยอดเขาได้โดยสะดวกมากกว่าใช้ทางเดิม

ขอย้ำว่าจุดสำคัญๆ ของศิขิริยาคือสวนต่างๆ ทั้งสวนหิน สวนน้ำพุ บ่อน้ำ กำแพงหิน ภาพ fresco และผนังกระจก หรือ the mirror wall ที่แต่เดิมเคยถูกขัดจนมันวาวสะท้อนเงาของผู้คนได้ แต่ปัจจุบันก็ไม่ได้มีความมันวาวเหมือนเดิมแล้ว แต่ก็ยังคงความมหัศจรรย์อยู่ไม่เสื่อมคลาย และอีกสิ่งที่ต้องกล่าวถึงคือเท้าสิงห์ที่หลงเหลืออยู่หนึ่งคู่ ซึ่งอยู่บริเวณเกือบยอดสุดของ
ศิขิริยาแล้ว ขนาดเหลือเพียงเท้าสิงห์เท่านั้น แต่ก็บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่อลังการอย่างสุดบรรยาย

ปีหน้าตั้งใจจะไปเมืองอนุราธปุระ แห่งศรีลังกา ใครสนใจจะไปด้วยกัน รีบติดต่อจองที่นั่งนะครับ เราไปกันเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น 12-15 คนครับ สนใจร่วมทริปโปรดติดต่อ 091-7233615ครับผม

ตะลอนเที่ยว : เจ้าพระยาตระการตา

https://www.naewna.com/lady/847517

ตะลอนเที่ยว : เจ้าพระยาตระการตา

ตะลอนเที่ยว : เจ้าพระยาตระการตา

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.30 น.

ภาพแห่งความประทับใจที่บังเกิดขึ้น ณ แม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านกรุงเทพมหานครในช่วงการแสดงแสงสี สร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็น เพราะสามารถช่วยรังสรรค์เพิ่มความยิ่งใหญ่อลังการให้กับแม่น้ำที่ถูกยกย่องว่าเป็นสายเลือดเส้นใหญ่ของประเทศไทย

ตามปกตินั้น สองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านกรุงเทพมหานครก็มีความงดงามตามแบบฉบับ เพราะมีทั้งวัดวาอาราม บ้านเรือนและตึกรามบ้านช่องของประชาชน รวมถึงตึกสูงเสียดฟ้า อันเป็นโรงแรม ศูนย์การค้า ศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศไทย ขณะเดียวกันก็มีความงามของโบราณสถาน พระราชวัง และสะพานเก่าแก่อายุเกือบหนึ่งศตวรรษปรากฏให้เห็นมากมาย

ครั้นเมื่อได้รับการประดับประดาตกแต่งด้วยแสงสีอันวิจิตร ก็ยิ่งเพิ่มความงดงามให้กับสองฟากฝั่งเจ้าพระยา ทำให้ผู้ที่ได้มีโอกาสพบเห็นติดตราตรึงใจ สร้างความประทับใจไม่รู้ลืม

ในช่วงเดือนเกือบสุดท้ายของปี อย่างเช่นเดือนพฤศจิกายนและไล่มาจนถึงเดือนสุดท้ายคือเดือนธันวาคม แม่เจ้าพระยาจะถูกเพิ่มความงดงามด้วยแสงสีจากแสงไฟฟ้าหลากสีสัน รวมถึงสีสันแสนงดงามจากเทคนิคทันสมัยอีกทั้งพลุสีสันสดใส รวมถึงโดรนที่ช่วยเพิ่มความวิจิตรตระการตา

จนได้รับคำกล่าวยกย่องชื่นชม จากผู้ได้รับชมความงดงามของแม่เจ้าพระยาในช่วงนี้ว่า แม่เจ้าพระยาของไทยงดงามทุกฤดูกาล แล้วยิ่งใกล้เทศกาลปีใหม่ตามธรรมเนียมของตะวันตก เจ้าพระยาก็จะงดงามมากยิ่งขึ้น เพราะได้รับการรังสรรค์เพิ่มสีสันจากแสงไฟ และพลุสีสวยสด

อีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ Mr.Flower ขอเชิญชวนคุณผู้อ่าน รวมถึงญาติมิตรสหายของคุณผู้อ่านคอลัมน์นี้ ไปร่วมประทับใจกับความงดงามของแม่เจ้าพระยาด้วยกัน โดยขอเชิญร่วมลงเรือและรับประทานอาหารเย็นรสชาติดี พร้อมชมแสงสี และพลุตระการตาบนเรือสุดคลาสสิก

หากคุณสนใจร่วมทริปล่องเรือบนแม่เจ้าพระยา ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ขอเชิญสำรองที่นั่งโดยด่วน ที่หมายเลข091-7233615 แล้วพบกันครับ

ตะลอนเที่ยว : ด้วยความจงรักและภักดี

https://www.naewna.com/lady/846131

ตะลอนเที่ยว : ด้วยความจงรักและภักดี

ตะลอนเที่ยว : ด้วยความจงรักและภักดี

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เสียงประกาศคำสัตย์ปฏิญาณตนของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตน ณ พระลานพระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 ยังดังกึกก้องในมโนสำนึกของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ตราบจนบัดนี้ (หมายเหตุแต่ในช่วงปี 2541-2551 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนแปลงวันพิธีจากวันที่ 3 ธันวาคม เป็นวันที่ 2 ธันวาคม)

ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม 

ข้าพระพุทธเจ้า (ยศ-ชื่อ-นามสกุล) ขอถวายคำสัตย์ปฏิญาณ ต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า ข้าพระพุทธเจ้า จะยอมตายเพื่อรักษาไว้ ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ แห่ง
พระมหากษัตริย์เจ้า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดี และถวายความปลอดภัยต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จนชีวิตหาไม่ ข้าพระพุทธเจ้า จะเชิดชูและรักษาไว้ ซึ่งเกียรติยศ เกียรติศักดิ์ ของทหารรักษาพระองค์ ทั้งจะปฏิบัติตนให้เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททุกประการ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ภาพประวัติศาสตร์ของการสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ณ พระลานพระราชวังดุสิต กลับมาปรากฏต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และภาพนี้ได้ประจักษ์ชัดต่อสายตาสาธารณชนอีกครั้ง หลังจากภาพประวัติศาสตร์เช่นนี้ห่างหายไปจากประเทศไทยนับจากสิ้นสุดการสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตน ณ ลานประวัติศาสตร์แห่งนี้เมื่อปี 2551 

จากปี 2551 จวบจนถึงปี 2567 ปวงชนชาวไทยยังคงตั้งตารอคอยว่าจะได้พบได้เห็นภาพประวัติศาสตร์หวนกลับมาอีกครั้ง จนกระทั่งบ่ายวันที่ 3 ธันวาคม 2567 สิ่งที่คนไทยทั้งประเทศหวังไว้ก็ได้กลับมาบังเกิดอย่างยิ่งใหญ่และตราตรึงประทับใจอย่างยากจะหาคำบรรยายได้โดยง่าย 

พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หรือ จัดขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ พิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ จัดขึ้นครั้งแรกในรัชสมัย ในปี 2496 แล้วจึงจัดพิธีต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2500 จนถึงปี 2551 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 

สำหรับการสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคมมีทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์เข้าร่วมพิธีดังนี้ 

กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ สวมเสื้อสีแดง กางเกงดำติดแถบสีแดงสองแถบ

กรมนักเรียนนายร้อยรักษาพระองค์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า สวมเสื้อสีแดงกางเกงดำติดแถบสีแดงสองแถบ

กรมนักเรียนนายเรือรักษาพระองค์โรงเรียนนายเรือ สวมเสื้อและกางเกงสีกรมท่าดำกางเกงติดแถบสีทอง

กรมนักเรียนนายเรืออากาศรักษาพระองค์โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช สวมเสื้อสีฟ้า กางเกงดำ ติดแถบสีเหลือง

กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ สวมเสื้อและกางเกงสีกรมท่าดำ กางเกงติดแถบสีแดง

กองพันทหารอากาศโยธิน 3 กรมทหารอากาศโยธิน รักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน สวมเสื้อสีบานเย็น กางเกงสีกรมท่า ติดแถบสีทอง 

กองพันทหารม้าที่ 25 กรมทหารม้าที่ 4รักษาพระองค์ สวมเสื้อและกางเกงสีฟ้าหม่นติดแถบสีทอง

กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ สวมเสื้อสีม่วง กางเกงดำ ติดแถบสีม่วงและมีดิ้นทองอยู่ที่ขอบของแถบ

กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 21 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ สวมเสื้อสีเหลือง กางเกงดำ ติดแถบสีเหลืองและขลิบขอบด้วยเส้นสีม่วง

 กองพันทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 กองพลนาวิกโยธินหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน สวมเสื้อสีเหลือง กางเกงสีกรมท่าดำ ติดแถบไหมสีทอง

และกองพันทหารม้าที่ 29 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สวนสนามโดยนั่งบนหลังม้า สวมเสื้อและกางเกงสีฟ้าหม่น ติดเส้นสีเหลือง สวมรองเท้าบู๊ตสูงถึงระดับหัวเข่า

พิธีนี้มีความงดงามด้วยการสวนสนามที่แสดงออกถึงความเข้มแข็ง สง่างามพร้อมเพรียง ที่มาพร้อมกับสีสันแสนสวยของเครื่องแบบที่ดุจสีลูกกวาดแสนสวย นับเป็นภาพที่สร้างความประทับใจให้กับสาธารณชน และยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความจงรักภักดีที่เหล่าทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์พร้อมใจถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ของราชอาณาจักรไทย

ตะลอนเที่ยว : ศรีลังกา ไปแล้วอยากไปอีก

https://www.naewna.com/lady/844720

ตะลอนเที่ยว : ศรีลังกา ไปแล้วอยากไปอีก

ตะลอนเที่ยว : ศรีลังกา ไปแล้วอยากไปอีก

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.15 น.

หลังจากจัดทริปไปศรีลังกาสองสามทริปในระยะเวลา 1-2 ปี ก็ทำให้ทราบว่ามีสมาชิกตะลอนเที่ยวมากมายติดอกติดใจความน่ารัก ความงาม และความเป็นธรรมชาติของศรีลังกา และมีเสียงเรียกร้องเป็นระยะๆ ว่าจัดไปเที่ยวศรีลังกากันอีกเถอะอยากไปอีก เพราะติดใจเสน่ห์เมืองซีลอน (ชื่อเดิมก่อนจะเป็นศรีลังกา)

เมื่อมีเสียงเรียกร้องมามากมาย ก็ทำให้ต้องสนองความต้องการของสมาชิก ดังนั้น Mr.Flower จึงจะพาคุณๆ ไปเที่ยวเมืองซีลอนเป็นครั้งที่สองในปีนี้ โดยเดินทาง 11-16 ธันวาคม 2567 (ออกเดินทางจากสุวรรณภูมิช่วงค่ำวันที่ 11 ธันวาคม แล้วกลับถึงเมืองไทยวันที่ 16 ธันวาคม เวลาประมาณ 6 นาฬิกา คือเช้าตรู่ของวันจันทร์) 

สัปดาห์นี้คงไม่ต้องเขียนเล่าประวัติเมืองซีลอน และประวัติพระเขี้ยวแก้วอีก เพราะเล่าให้ฟังไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อนๆหน้านี้ แต่วันนี้จะบอกว่าเราจะไปเที่ยวที่ไหนกับบ้าง พร้อมกับนำเสนอเฉพาะภาพจากวัดพระเขี้ยวแก้วให้ชม

โปรแกรมทัวร์ (คร่าวๆ) 

11 ธันวาคม สมาชิกพบกันที่ชั้นสี่(ขาออก) สนามบินสุวรรณภูมิ ประตู 4 เวลา 19.30 น. หลังจากนั้น Mr.Flower จะนำสมาชิกไป load กระเป๋าเดินทางที่เคาน์เตอร์ของสายการบินไทย แล้วผ่านพิธีการของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เรียบร้อยแล้วรอเวลาเครื่องบินบินออกจากประเทศไทยในเวลาประมาณ 22.00 น. 

เวลา 24.00 น. (เวลาศรีลังกาช้ากว่าไทย 1 ชั่วโมง) เครื่องบินไปถึงสนามบินBandaraniake International Airport เมือง Negombo กรุง Colombo สนามบินนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองกรุงโคลอมโบ ประมาณ 30 กิโลเมตร แล้วพักที่โรงแรม Grandbell Hotel Colombo

12 ธันวาคม เวลา 07.00 น.รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม แล้วไปเที่ยวชมสถานที่สำคัญ เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติศรีลังกา ลานประกาศอิสรภาพ และศาสนสถานสำคัญ เช่น Kalayani Raja Maha Viharn เป็นต้น แล้วไปชม Pettah, Jami Ul Altar Mosque เป็นต้น ระหว่างนั้นพักรับประทานอาหารเที่ยงในบริเวณท่าเรือดั้งเดิมของซีลอนในยุคอาณานิคมที่ได้รับการปรับปรุงตกแต่งจนงดงามน่าเดินเที่ยว แล้วจึงเดินทางต่อไป Kandy (ระยะทางห่างจากกรุงโคลอมโบ ประมาณ 150 กิโลเมตร แต่บางครั้งต้องนั่งรถยนต์นานกว่า 5 ชั่วโมง ขึ้นกับสภาพจราจร เพราะถนนแคบมีเพียงสองช่องทางจราจรเท่านั้น) แต่รับรองว่าเมื่อไปถึง Kandy จะประทับใจมากจนหาคำบรรยายได้ยาก รับประทานอาหารเย็นแล้วเข้าพักโรงแรมที่อยู่ในเขตพื้นที่ซึ่งเคยเป็นที่ตากอากาศของอังกฤษในยุคล่าอาณานิคม

13 ธันวาคม เวลา 07.00 น.รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม แล้วลงจากเนินเขาที่ตั้งโรงแรมไปวัดพระเขี้ยวแก้ว เพื่อกราบนมัสการพระเขี้ยวแก้ว พร้อมชมโบราณสถานในเขตวังเดิม ที่พระมหาราชาถวายเป็นเขตพระอารามวัดพระเขี้ยวแก้ว จากนั้นรับประทานอาหารเที่ยง แล้วเดินทางต่อไปชมเมืองป้อมปราการสิคิริยา (Sigiriya) หรือสิงหคีรี (Sinhakiri) สิคิริยาเป็นเขตโบราณสถานที่สำคัญ เคยเป็นที่ตั้งพระราชวังของกษัตริย์คัชยาภา (Kashyapa) สิ่งสำคัญของพระราชวังแห่งนี้นอกจากซากปรักหักพังของอาคารแล้ว ยังต้องย้ำว่ามีสิ่งสำคัญที่ต้องชมคือ ภาพวาดแบบ Frescoes ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นภาพเขียนแบบ Frescoesที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ ยาว 140 เมตร สูง 40 เมตร จุดเด่นคือเป็นภาพสตรี 500 นาง และที่ต้องไปชมคือ Mirror Wall ที่สร้างจากอิฐและใช้ปูนขาวฉาบแล้วขัดมันจนสะท้อนภาพได้ราวกับกระจก และยังมีสวนหิน สวนน้ำและสวนริมหน้าผา ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นของดั่งเดิมที่ยังหลงเหลืออยู่ เมื่อชม Sigiriya เรียบร้อยแล้ว ก็เข้าพักที่โรงแรมในเมือง Dumbulla เพื่อจะได้ไม่ต้องตีรถยนต์กลับไปนอนที่ Kandy 

14 ธันวาคม รับประทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย แล้วพาไปชมเมือง Dumbulla แล้วกลับไปเก็บตกสถานที่สำคัญในเมือง Kandy รับประทานอาหารเที่ยงแล้วนั่งรถกลับไปนอนที่เมืองตากอากาศริมชายทะเล มหาสมุทรอินเดียในเขตกรุงโคลอมโบ ต้องบอกว่าน้ำทะเลที่นี่สีสวยสดใสราวกับ Turquoise 

15 ธันวาคม รับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ยังไม่ต้องรีบออกจากโรงแรม เพื่อจะได้มีเวลาดื่มด่ำกับบรรยากาศริมทะเลแสนสวย จนช่วงใกล้ๆ เที่ยงจึงออกไป
รับประทานอาหารอร่อยๆ ในกรุงโคลอมโบแล้วพาไปนมัสการพระในวัดสำคัญของกรุงโคลอมโบ แล้วจากนั้นก็จะมีเวลาว่างเพื่อซื้อหาข้าวของต่างๆ ตามที่ต้องการ ซึ่งเราจะมีเวลามากมาย เพราะคณะจะกลับเข้าสนามบินกรุงโคลอมโบเวลาประมาณ 3 ทุ่ม เพื่อ check in แล้วรอเวลาขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย

16 ธันวาคม เวลาประมาณ 06.00 น.ถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ พร้อมกับความประทับใจในทริปศรีลังกาแบบส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

หากคุณๆ สนใจจะร่วมทริปไปกับเรากรุณารีบติดต่อด่วนครับ รับสมาชิกจำนวนจำกัดเพียง 20  คนเท่านั้น  

แล้วเราจะร่วมเดินทางไปสัมผัสความงามของศรีลังกาด้วยกันนะครับ

ตะลอนเที่ยว : จิตรกรรมไทยสุดวิจิตร ตามแบบฉบับของหทัย บุนนาค

https://www.naewna.com/lady/843257

ตะลอนเที่ยว : จิตรกรรมไทยสุดวิจิตร ตามแบบฉบับของหทัย บุนนาค

ตะลอนเที่ยว : จิตรกรรมไทยสุดวิจิตร ตามแบบฉบับของหทัย บุนนาค

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

จิตรกรไทยผู้รังสรรค์ภาพเขียนลายไทย ลายกนก และเรื่องราวของรามเกียรติ์พร้อมทั้งวรรณคดีไทยเรื่องต่างๆ รวมไปถึงฉากวิมานสวรรค์ชั้นฟ้าสุดวิจิตรในยุคนี้ (นอกจากฝีมือสุดยอดของอาจารย์จักรพันธ์ุ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ด้านจิตรกรรม พ.ศ. 2543) ก็เห็นจะต้องยกนิ้วโป้งชมว่ายอดเยี่ยมให้กับ หทัย บุนนาค

สัปดาห์ที่แล้ว Mr.Flower นำภาพจิตรกรรมไทยที่หทัยบรรจงวาดลงบนแพรพรรณของพัดด้ามจิ้ว ซึ่งเป็นพัดทรงของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณพระบรมราชินี และภาพจิตรกรรมไทยอันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวของรามเกียรติ์ และภาพพุทธชาดก ที่จิตรกรฝีมือยอดเยี่ยมผู้นี้ตั้งใจทำเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาไว้ในอุโบสถวัดสวัสดิ์วารีสีมาราม หรือวัดแคสามเสน มานำเสนอให้คุณได้ชื่นชมในความวิจิตรของงานจิตรกรรมไทยชั้นเยี่ยมยอด

ซึ่งอันที่จริงแล้ว หทัยยังมีงานจิตรกรรมรูปดอกไม้ที่งดงามอีกมากมาย รวมถึงภาพวาดของบุคคลต่างๆ จนกระทั่งถึงพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระฉายาลักษณ์ของเจ้านายชั้นสูงอีกหลายพระองค์

แต่วันนี้ Mr.Flower ขอนำเสนองานจิตรกรรมต้นแบบที่ถูกนำไปสร้างพระสุพรรณเภตรา ที่งามสง่าซึ่งถูกจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน เกาะเกิด อยุธยา รวมถึงภาพสวนศิวาลัยในฝัน ซึ่งเป็นงานจิตรกรรมที่หทัยรังสรรค์ขึ้นตามพระราชปรารภในสมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งเป็นภาพจิตรกรรมที่งดงามวิจิตรมากที่สุดอีกชิ้นหนึ่ง

และที่สำคัญคือในวันนี้หทัยกำลังบรรจงรังสรรค์จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดแคสามเสน บริเวณที่เรียกว่าบานแผละ (บานแผละหมายถึงส่วนหนาของผนังอุโบสถและวิหาร ที่บานประตูหรือหน้าต่างติดอยู่ เมื่อปิดบานประตูหรือหน้าต่างแล้วจะมีผนังว่าง ซึ่งเป็นบริเวณที่จิตรกรมักจะวาดภาพประดับไว้) โดยหทัยบรรจงวาดภาพดอกโบตั๋นเป็นแบบพรรณพฤกษา โดยวาดรอบล้อมกรอบภาพไว้ แล้วมีภาพอุบะดอกรักเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของงานจิตรกรรมชิ้นนี้

เมื่อครั้งก่อนได้เขียนเล่าและเชิญชวนคุณผู้อ่านคอลัมน์ไว้ว่า ในวันหนึ่งในเร็วๆ นี้เราจะไปทริปเดินทอดน่องชมวัดชมวัง และชมบ้านเรือนในชุมชนต่างๆ ของกรุงเทพฯ ด้วยกันโดยกำลังนัดหมายวันที่หทัยไปวาดภาพบนผนังบานแผละ เพื่อจะได้มีโอกาสชมความงามของจริงจากจิตรกรรมฝาผนัง และได้สนทนากับจิตรกรเอกผู้นี้ แล้วที่สำคัญยิ่งกว่าคือจะได้ร่วมกันสมทบทุนเพื่อร่วมสร้างจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ ซึ่งเท่ากับได้ร่วมกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาด้วย และยังสามารถซื้อหาภาพพุทธประวัติ และพุทธชาดก (ฉบับลอกแบบจากต้นตำรับของจริง) ที่วาดโดยหทัยไปถวายวัดต่างๆ ที่แต่ละคนศรัทธาได้อีกด้วย

ขออธิบายว่าภาพพุทธประวัติและพุทธชาดกที่หทัยทำถวายพระไว้ในอุโบสถวัดแคสามเสนนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว และถวายวัดแคสามเสนเรียบร้อยแล้ว แต่ก็มีผู้เสนอแนวคิดว่าน่าจะทำแบบใส่กรอบเพื่อนำไปติดผนังโบสถ์วิหารในวัดต่างๆ ได้ด้วย เพราะการที่วัดต่างๆ จะหาจิตรกรรมฝีมือเป็นเอกไปวาดภาพบนผนังโบสถ์วิหารเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก ดังนั้น การนำภาพจิตรกรรมชั้นเยี่ยมไปประดับผนังโบสถ์วิหารจึงเป็นเรื่องที่ควรกระทำ และถือได้ว่าเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า และทำนุบำรุงพระศาสนาไปพร้อมๆ กัน และนี่คือต้นธารความคิดที่ทำให้หทัยคัดลอกงานจิตรกรรมของตนเองไว้บนเฟรมแล้วใส่กรอบงดงามพร้อมนำไปประดับผนังโบสถ์วิหารที่แต่ละคนมีจิตศรัทธา ซึ่งหากคุณสนใจจะนำภาพจิตรกรรมของหทัยไปถวายวัดแห่งใด ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ โดยติดต่อที่ facebook ชั้นเรียนสีน้ำบ้าน อ.หทัย บุนนาค หรือโทรศัพท์ 090-9717834

ตะลอนเที่ยว : จิตรกรรมไทยสุดวิจิตร

https://www.naewna.com/lady/841797

ตะลอนเที่ยว : จิตรกรรมไทยสุดวิจิตร

ตะลอนเที่ยว : จิตรกรรมไทยสุดวิจิตร

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หลายคนชื่นชมความวิจิตรตระการตาของกระบวนเรือพระที่นั่งในวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินด้วยกระบวนพยุหยาตราชลมารค เพื่อถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2567 โดยในวันพระราชพิธีดังกล่าวนั้น หลายคนได้เห็นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพัดด้ามจิ้วขณะประทับนั่งเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ 

วันนี้ Mr.Flower จะพาคุณไปรูู้จักงานจิตรกรรมไทยสุดวิจิตร ผลงานของคุณหทัยบุนนาค ผู้รังสรรค์จิตรกรรมไทยลงบนพัดด้ามจิ้วที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงใช้ 

อันที่จริง Mr.Flower รู้จักคุณหทัยมาประมาณ 40 ปีแล้ว และได้เห็นได้ประจักษ์ความวิจิตรบรรจงของงานจิตรกรรมไทยสารพัดชนิดที่เป็นงานฝีมือของคุณหทัย เช่น
จิตรกรรมไทยบนตาลปัตร ภาพจิตรกรรมไทยบนฉากลับแล และบนกระดาษ และผ้าใบ รวมถึงบนเครื่องถม และบนภาชนะเครื่องเคลือบ

หลายคนทราบดีว่าคุณหทัยถวายงานวาดภาพจิตรกรรมไทยบนพัดด้ามจิ้วที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงใช้มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ และได้ถวายงานนี้แด่สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาพัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 

วันนี้จึงนำภาพเขียนจิตรกรรมไทยบนพัดด้ามจิ้วมาฝากคุณๆ เพื่อให้ได้ตราตรึงใจกับความวิจิตรของภาพจิตรกรรมไทยที่สามารถรังสรรค์ลงบนพื้นผิวของวัสดุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม กระดาษ ผ้าใบ ผนังพระอุโบสถ พระวิหาร

วันหน้า Mr.Flower จะชักชวนและนำพาคุณๆ ไปคุย ไปพบปะกับคุณหทัยที่วัดสวัสดิ์วารีสีมาราม (วัดแค สามเสน)และชมความวิจิตรบรรจงของภาพจิตรกรรมประดับผนังพระอุโบสถวัดสวัสดิ์วารีฯ โดยคุณหทัยทำงานพุทธศิลป์นี้เพื่อถวายเป็นพุทธบูชามาแล้วประมาณ 3-4 ปี บัดนี้งานสำเร็จลุล่วงแล้ว แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงมีงานเพิ่มเติมเพื่อให้บังเกิดความวิจิตรกับผนังพระอุโบสถอีกเล็กน้อย 

แต่ที่สำคัญกว่าคือคุณหทัยตั้งใจช่วยให้บังเกิดความงามด้วยจิตรกรรมไทยในพระอุโบสถ พระวิหารของวัดต่างๆทั่วประเทศไทย ด้วยการนำภาพจิตรกรรมไทยที่เล่าเรื่องพุทธประวัติของพระสมณโคดม สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปประดับฝาผนัง

วันหน้าในเร็วๆ นี้เมื่อ Mr.Flower นัดแนะเวลาอันเหมาะสมกับคุณหทัยได้เรียบร้อยแล้ว จะมาเรียนแจ้งให้คุณๆ ได้ทราบเพื่อจะได้ไปพูดคุยสนทนากับคุณหทัยที่พระอุโบสถวัดสวัสดิ์วารีฯ ด้วย และเพื่อคุณๆที่มีจิตศรัทธาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาจะได้มีส่วนร่วมนำภาพจิตรกรรมพุทธประวัติไปประดับโบสถ์วิหารในวัดต่างๆ ที่คุณมีศรัทธา 

หากสนใจร่วมไปพูดคุยพบปะคุณหทัยโปรดติดตามรายละเอียดวันเวลาได้ในคอลัมน์ตะลอนเที่ยว by Mr.Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า หรือสอบถามที่ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : พระจักรีอวตารทรงปราบมารให้มลาย

https://www.naewna.com/lady/840415

ตะลอนเที่ยว : พระจักรีอวตารทรงปราบมารให้มลาย

ตะลอนเที่ยว : พระจักรีอวตารทรงปราบมารให้มลาย

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 07.15 น.

พระจักราวตาร คือโขนรามเกียรติ์ ตอนล่าสุดที่กำลังแสดง ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยในขณะนี้โดยเปิดการแสดงรอบประชาชนมาตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน และจะแสดงไปจนถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2567 แต่ขอย้ำว่าไม่ได้เปิดการแสดงทุกวัน เนื่องจากต้องให้นักแสดง นักดนตรี นักร้องได้หยุดพักผ่อนบ้าง เนื่องจากแสดงทุกวันไม่ไหวอย่างแน่นอนเพราะต้องใช้พลกำลังอย่างมากมายมหาศาลในการแสดงแต่ละรอบ และที่มากกว่านั้นคือจำเป็นต้องหยุดเพื่อซ่อมแซมฉาก และเครื่องประกอบการแสดงที่มีมากมายสุดจะพรรณนาให้หมดให้สิ้นได้ในเวลาอันสั้นๆ

ดังนั้น หากคุณต้องการไปชมโขนรามเกียรติ์ตอนพระจักราวตาร จึงจำเป็นต้องตรวจสอบรอบที่จะไปชมการแสดงให้ดี ว่ามีวันไหนบ้าง มีรอบใดบ้าง และรอบใดที่บัตรจำหน่ายหมดสิ้นไปแล้ว (สามารถดูรายละเอียดของบัตรแต่ละรอบได้จากเว็บไซต์ของ thaiticketmajor.com)

ขออนุญาตเรียนย้ำว่าบัตรชมการแสดงของหลายรอบหมดไปแล้ว ยังเหลือเพียงบางรอบเท่านั้น และก็ต้องย้ำว่าที่นั่งชมการแสดงที่อยู่ในตำแหน่งดีๆ มองเห็น
การแสดงแบบตรงๆ ไม่ได้นั่งเอียงหรือเบี่ยงไปทางซีกใดซีกหนึ่งของหอประชุมก็เกือบหมดแล้วเช่นกัน เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่ยังชะล่าใจ และยังนอนใจ ไม่ยอมรีบจองบัตร ก็จะต้องประสบกับความผิดหวังอย่างแน่นอน และขอย้ำว่าการแสดงจะเปิดไปจนถึง 8 ธันวาคม 2567 เท่านั้น ไม่สามารถขยายหรือเพิ่มรอบการแสดงได้

วันนี้ Mr.Flower ขออนุญาตไม่เล่าเรื่องย่อของพระจักราวตาร เพราะเคยเล่าให้ฟังไปแล้วในสัปดาห์ก่อนหน้านี้ แต่ขอนำภาพการที่สวยสดงดงามสุดแสนอลังการมาฝาก ซึ่งก็ต้องบอกว่าเลือกมาเฉพาะบางฉากบางตอนเท่านั้น แต่ในการแสดงจริงนั้นยังมีอีกสารพัดฉากที่สุดแสนมโหฬารอลังการ อีกทั้งยังไม่รวมถึงกระบวนท่าฟ้อนรำที่แสนจะงดงามอ่อนช้อย รวมถึงฉากยิ่งใหญ่ คือฉากยกรบของพลพรรควานรกับทัพของยักษา ที่ในฉากนี้ใช้นักแสดงมากนับร้อยคน 

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดการแสดงมาแล้วร่วม2 ทศวรรษ แต่ละตอนของการแสดงมาจากการคัดเลือกบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ โดยผ่านการกำกับของครูโขนที่มีฝีมือระดับเยี่ยมยอดของประเทศไทย แต่ละฉากเน้นความงดงามของท่าร่ายรำ กระบวนรบ และทุกฉากมีแสงสีเสียงประกอบอย่างแสนวิเศษ 

งานศิลป์ชั้นสูงอันเป็นมรดกไทยชิ้นนี้ยังคงดำรงอยู่ได้ก็ด้วยพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และด้วยพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้นี้จึงทำให้การแสดงโขนยังคงโลดแล่นอยู่ได้อย่างงดงามอลังการ และสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทยผู้รักมรดกไทยมาจวบจนทุกวันนี้  

ขอย้ำอีกครั้งว่า กรุณารีบจองบัตรชมโขนพระจักราวตารโดยด่วน จองบัตรได้ที่thaiticketmajor.com

ตะลอนเที่ยว : งดงามไร้กาลเวลา ทรงคุณค่าราชประเพณีไทย

https://www.naewna.com/lady/839037

ตะลอนเที่ยว : งดงามไร้กาลเวลา ทรงคุณค่าราชประเพณีไทย

ตะลอนเที่ยว : งดงามไร้กาลเวลา ทรงคุณค่าราชประเพณีไทย

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 07.15 น.

พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย 

กิ่งแก้วแพร้วพรรณราย พายอ่อนหยับจับงามงอน

นาวาแน่นเป็นขนัด ล้วนรูปสัตว์แสนยากร

เรือริ้วทิวธงสลอน สาครลั่นครั้นครื้นฟอง

เรือครุฑยุดนาคหิ้ว ลิ่วลอยมาพาผันผยอง

พลพายกรายพายทอง ร้องโห่เห่โอ้เห่มา

สรมุขมุขสี่ด้าน เพียงพิมานผ่านเมฆา

ม่านกรองทองรจนา หลังคาแดงแย่งมังกร

สมรรถไชยไกรกาบแก้ว แสงแวววับจับสาคร

เรียบเรียงเคียงคู่จร ดังร่อนฟ้ามาแดนดิน

สุวรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์

เพียงหงส์ทรงพรหมินทร์ ลินลาศเลือนเตือนตาชม   

เรือไชยไวว่องวิ่ง รวดเร็วจริงยิ่งอย่างลม

เสียงเส้าเร้าระดม ห่มท้ายเยิ่น เดินคู่กันฯ  

(กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร)

วันที่ 27 ตุลาคม 2567 เวลา 15.11 นาฬิกาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิตไปยังท่าวาสุกรี เพื่อประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมารโดยเสด็จในการนี้ด้วย

ในวันดังกล่าว นับเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทย เพราะนับเป็นครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 แห่งบรมราชจักรีวงศ์ ที่เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามฯ 

นับแต่ช่วงเช้าตรู่วันที่ 27 ตุลาคม ปรากฏว่ามีประชาชนจำนวนมากมายไปจับจองพื้นที่ริมสองฟากฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะในบริเวณที่กระบวนเรือพระที่นั่งจะผ่าน ซึ่งเริ่มตั้งแต่บริเวณท่าวาสุกรีไปจนถึงปากคลองตลาด ทำให้บริเวณสองฝั่งเจ้าพระยาในช่วงดังกล่าวนั้นเต็มไปด้วยประชาชนที่พร้อมใจกันสวมเสื้อสีเหลืองเพื่อเฝ้าฯรับเสด็จ และเมื่อเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เคลื่อนผ่านหน้าประชาชนที่เฝ้าฯรับเสด็จก็จะได้ยินเสียงแซ่ซ้องด้วยคำว่า ทรงพระเจริญ ดังกึกก้องไปทั่วทั้งโค้งและคุ้งของแม่เจ้าพระยา (ระยะทางจากท่าวาสุกรีถึงท่าเรือวัดอรุณราชวรารามฯ รวม 4,200 เมตร)

ผู้ที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จในบริเวณสองริมฝั่งแม่เจ้าพระยา มีความสุขและปลื้มปีติจนสุดจะบรรยาย เพราะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของไทย และบังเกิดความรักและหวงแหนในพระราชประเพณีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค เพราะว่าไทยเป็นประเทศเดียวในโลกใบนี้ที่ยังคงเก็บรักษาพระราชประเพณีนี้ไว้ได้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์แบบที่สุด

กระบวนพยุหยาตราชลมารคในครั้งนี้มีเรือต่างๆ และเรือพระที่นั่งรวมทั้งสิ้น 52 ลำจัดกระบวนเป็น 5 ริ้ว 3 สาย กระบวนมีความยาว 1,200 เมตร กว้าง 900 เมตร ใช้กำลังพลรวมทั้งหมด 2,200 นาย กระบวนพยุหยาตราชลมารคครั้งนี้มีเรือต่างๆ ดังนี้ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ (เรือพระที่นั่งทรง) เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช(เรืออัญเชิญผ้าไตรพระราชทาน) เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือในกระบวนพยุหยาตราชลมารคเป็นเรือรูปสัตว์ เรือดั้ง เรือแซง

สำหรับริ้วกระบวนเรือในสายกลาง เป็นเรือสำคัญเช่น เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และมีเรืออีเหลือง (เรือกลอง) เรือแตงโม (เรือของผู้บัญชาการขบวนเรือ เป็นเรือกลองใน) เรือตำรวจนอก และเรือตำรวจใน

ริ้วกระบวนเรือสายใน ที่แล่นขนาบข้างเรือพระที่นั่ง มีเรือทองขวานฟ้า ทองบ้าบิน เป็นเรือประตูหน้าเรือเสือทยานชล เสือคำรณสินธุ์ เป็นเรือพิฆาต และเรือรูปสัตว์ 8 ลำ คือ เรืออสุรวายุภักษ์ เรืออสุรปักษี เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือครุฑเหินเห็จ เรือครุฑเตร็จไตรจักร เรือพาลีรั้งทวีป และเรือสุครีพครองเมือง ปิดท้ายด้วยเรือเอกไชยเหินหาว และเอกไชยหลาวทอง เป็นเรือคู่ชัก

ส่วนเรือในริ้วสายนอก ประกอบด้วยเรือดั้งเรือแซง สายละ 14 รวม 

กระบวนพยุหยาตราชลมารคคือความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ และเป็นเครื่องยืนยันถึงรากเหง้าด้านขนบธรรมเนียมประเพณีสำคัญของไทย และบ่งบอกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยกับพสกนิกรไทยยังมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นลึกซึ้งต่อกันอย่างไม่มีวันเสื่อมสูญ

ขอบคุณภาพจาก Atipoj Srisukhon (โกจู๊ดกระบี่)