ตะลอนเที่ยว : แบ่งปันกันและกัน ทำให้มีความสุข

ตะลอนเที่ยว : แบ่งปันกันและกัน ทำให้มีความสุข

ตะลอนเที่ยว : แบ่งปันกันและกัน ทำให้มีความสุข

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เป็นกิจกรรมประจำทุกๆ เดือนที่คณะของเราผู้อ่านแนวหน้า และผู้ฟังรายการวิทยุ Good Time (FM95.5 MHz.) จะไปร่วมกันเลี้ยงอาหารคนชราและเด็กพิการ โดยสลับกันเดือนละแห่ง เช่น เดือนนี้ไปเลี้ยงอาหารคนชรา เดือนต่อไปก็ไปเลี้ยงอาหารเด็กพิการ โครงการนี้เป็นสิ่งที่คณะของเราทำต่อเนื่องมานานมากกว่า 4-5 ปีแล้ว ทั้งนี้ยังไม่นับโครงการทำหมันให้หมาแมวจรจัด (ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และโครงการหาบ้านให้หมาแมวจรจัด รวมถึงโครงการไถ่ชีวิตวัวควายจากโรงฆ่าสัตว์แล้วนำไปเลี้ยงดูต่อจนกว่าสัตว์จะถึงอายุขัย (โครงการไถ่ชีวิตวัวควายทำต่อเนื่องมากนานกว่า 16 ปีแล้ว)

คนที่ร่วมทำโครงการเหล่านี้บอกตรงกันว่า ทำแล้วมีความสุข สุขที่เห็นคนชรายิ้มได้ สุขที่ได้เห็นเด็กน้อยมีความสุข และสุขที่เห็นหมาแมว วัวควาย มีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมแต่ที่มากกว่านั้นคือทำให้ได้รับรู้และสัมผัสว่าโลกใบนี้ยังมีความรักให้กันและกันเสมอ เป็นความรักที่ให้กันระหว่างคนกันคน และคนกับสัตว์ แล้วก็ได้สัมผัสด้วยว่าสัตว์ก็มีความรักให้กับคนเช่นกัน

สำหรับการไปเลี้ยงอาหารคนชรานั้น ก่อนจะไปเลี้ยงทุกครั้ง เราจะติดต่อสอบถามไปยังผู้ดูแลสถานสงเคราะห์คนชราที่บ้านบางเขนว่าคนชราต้องการรับประทานอาหารอะไร แล้วเราก็จะทำอาหารนั้นด้วยฝีมือของสมาชิกของเรา (ซึ่งประกอบด้วยคนจากหลากหลายอาชีพ เช่น หมอ พยาบาล ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นักธุรกิจ และกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นสมาชิกของเรา) 

สาเหตุที่เราตัดสินใจทำอาหารเองเพราะว่าเราต้องการให้คนชราได้รับอาหารที่สด สะอาด ถูกหลักอนามัย ไม่มีสารกันบูด ไม่มีเครื่องปรุงอาหารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เราควบคุมคุณภาพของอาหารได้ทุกขั้นตอน เพราะเราเกรงว่าหากอาหารที่เรานำไปให้คนชรารับประทานแล้ว คนชราเกิดปัญหาภายหลังเมื่อรับประทานเข้าไป เราจะต้องเกิดความไม่สบายใจแล้วที่หนักกว่านั้นคือเกรงว่าคนชราจะมีปัญหาวิกฤตตามมาเนื่องจากเป็นคนที่มีภูมิต้านทานโรคไม่มากเท่าคนหนุ่มสาวที่ยังแข็งแรง

เหล่าบรรดาแม่ครัว และผู้ช่วยทั้งหลายไปรวมตัวกันในโรงครัวของสถานสงเคราะห์ตั้งแต่ช่วงสายๆ ของวันที่เราเลี้ยงอาหารคนชรา ใครมีฝีมือด้านไหน ก็ทำไปตามความถนัด แล้วสุดท้ายก็ได้ของกินที่แสนอร่อย สด สะอาดในครั้งนี้เราทำข้าวขาหมู ไข่พะโล้ และไข่ต้มแบบยางมะตูมพร้อมด้วยเครื่องดื่มเย็นสารพัดชนิด และยังมีขนมแห้ง ผลไม้ นมสดบรรจุกระป๋อง สาหร่ายอบกรอบ และเงินขวัญถุงให้คนชราคนละ 300 บาท แล้วที่สำคัญคือเราเลี้ยงอาหารเจ้าหน้าที่ของสถานสงเคราะห์ พร้อมให้เงินสินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ กับเจ้าหน้าที่ด้วย

รอยยิ้มที่ได้จากการไปร่วมกันเลี้ยงอาหารคนชราและเด็กพิการ คือเครื่องยืนยันว่าโลกเรายังมีรอยยิ้มให้กันเสมอ แม้เราจะไม่ใช่ญาติพี่น้องโดยสายเลือด แต่เราก็เชื่อมั่นเสมอว่าเราคือเพื่อนร่วมสังคม เราพร้อมจะแบ่งปันให้กันเสมอ แม้เราจะไม่ใช่เศรษฐี แต่เรายังบอกกับตัวเองเสมอๆ ว่าเราพร้อมจะแบ่งปันให้กันตามอัตภาพของเรา เพราะเราคือเพื่อนร่วมโลก ร่วมสังคม

หากคุณๆ สนใจร่วมกิจกรรมเพื่อการแบ่งปันให้กับคนและสัตว์ โปรดติดต่อได้ที่ 091-7233615 ครั้งต่อไปพวกเราจะไปเลี้ยงอาหารและบริจาคของให้กับเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อนที่สถานสงเคราะห์รามอินทรา ตามปกติเรามักจะไปร่วมกันบริจาคในวันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือน แล้วขอฝากไปถึงผู้ที่มีความสามารถรับหมาแมวไปเลี้ยงดูอุปการะได้ กลุ่มของเราหาบ้านให้หมาแมวจรจัดด้วยนะครับ หมาแมวทุกตัวที่เราหาให้นั้นผ่านการทำหมันและฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว ขอเชิญชวนคุณที่มีความพร้อม โปรดร่วมโครงการกับเราครับ

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าสำคัญของโชกุนโตกุกาวะ แห่งเมืองนิกโก

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าสำคัญของโชกุนโตกุกาวะ แห่งเมืองนิกโก

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าสำคัญของโชกุนโตกุกาวะ แห่งเมืองนิกโก

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Mr.Flower พาคุณไปเที่ยวญี่ปุ่น (โดยผ่านตัวอักษรและรูปภาพ) แล้วบอกว่าจะพาไปเที่ยวจริงๆ ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ทำให้มีผู้อ่านคอลัมน์จำนวนหนึ่งติดตามและไถ่ถามมาว่าจะไปช่วงไหนแน่ ขออนุญาตตอบคร่าวๆ คือน่าจะกลางเดือนมีนาคม หรือไม่ก็หลังสงกรานต์ครับ

มีผู้อ่านคอลัมน์รายหนึ่งบอกว่าขอให้ช่วยพาไปที่ศาลเจ้านิกโกโทโชกู เพราะอยากไปมาก เนื่องจากเป็นผู้ที่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น แล้วชื่นชอบโชกุนโตกุกาวะ อิเอยาสุ เป็นอย่างมาก แล้วเห็นว่ามีข้อเขียนในคอลัมน์สัปดาห์ก่อนบอกว่าจะพาไปเที่ยวที่ศาลเจ้าแห่งนี้ด้วย 

Mr.Flower ขอตอบสนองด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง และเต็มใจพาคณะ (เล็กๆ) ไปเที่ยวกัน เพราะเชื่อว่าผู้ที่ติดตามคอลัมน์ตะลอนเที่ยว คือผู้ที่ชอบการเที่ยวแบบเจาะลึกลงรายละเอียด และนิยมการท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ ที่นิยมการค้นหาความรู้ควบคู่ไปกับความบันเทิง 

ก่อนอื่นขอเล่าให้ฟังโดยสรุปว่าโชกุน โตกุกาวะ อิเอยาสุ คือผู้มีบทบาทสำคัญผู้หนึ่งในการรวมญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่น โดยเขาผู้นี้อยู่ในยุคเอโดะ คือราวๆ ศตวรรษที่ 17-19 ซึ่งเป็นยุคหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นยุคที่ญี่ปุ่นมีความรุ่งเรืองมาก และเป็นผู้ที่ทำให้เมืองเอโดะกลายเป็นย่านศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นกรุงโตเกียว 

เมื่อโชกุนโตกุกาวะ อิเอยาสุ เสียชีวิตลงจึงถูกนำร่างไปไว้ ณ ศาลเจ้านิกโกโทโชกู เมืองนิกโก และผู้คนชาวญี่ปุ่นก็ย่องยกให้เขาเป็นเสมือนเทพเจ้าองค์หนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงไม่ต้องประหลาดใจที่เมื่อไปญี่ปุ่นแล้วจะได้ยินชื่อศาลเจ้าโทโชกู อยู่ตามเมืองต่างๆ ของญี่ปุ่น

แต่สำหรับที่ศาลเจ้านิกโกโทโชกูแห่งนี้ นับเป็นต้นตำรับของศาลเจ้าของโชกุนโตกุกาวะอิเอยาสุ โดยแท้ และในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูไม้ใบร่วงทุกปีจะจัดงานสำคัญคือเทศกาลชูคิไทไซ โดยมีขบวนแห่นักรบจำนวนนับพันๆ คนเพื่อจำลองการเชิญอัฐิของโชกุนผู้นี้

เมื่อไปศาลเจ้าแห่งนี้แล้ว สิ่งสำคัญนอกเหนือจากศาลเจ้าแล้ว ยังมีเจดีย์ห้าชั้นเป็น landmark ของที่แห่งนี้ด้วย เจดีย์ห้าชั้นเป็นสัญลักษณ์ของธาตุสำคัญต่างๆ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และความว่างเปล่า

และที่สำคัญคือประตูโยะเมะอิมง ที่ได้รับการยอมรับว่างดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในศาลเจ้าของญี่ปุ่น และได้รับการยกย่องว่าเป็นงานแกะสลักชิ้นเอกเยี่ยมยอดสมัยเอโดะ

จริงๆ แล้วศาลเจ้าแห่งนี้มีงานศิลปะมากมายให้ชม ทั้งงานศิลปะเชิงอุปมาอุปมัยที่ช่วยสอนใจให้มนุษย์ทำดี ละเว้นการทำชั่ว และยังมีงานศิลป์ที่ทำจากโลหะที่น่าจะส่งมาจากยุโรปอยู่ในเขตศาลเจ้าด้วย 

แต่ต้องย้ำว่าผู้ที่จะไปเที่ยวศาลเจ้าแห่งนี้ด้วยกันต้องออกกำลังกายขาให้ดีนะครับ เพราะต้องขึ้นบันไดไปบนเนินเขาด้วย บันไดที่ต้องขึ้นไปก็ไม่มากไม่มายนักหรอก แค่ประมาณ 170 กว่าขั้นเท่านั้น แต่มันอยู่บนเนินเขาเพราะฉะนั้น ต้องมีกำลังขาที่แข็งแรงจึงจะขึ้นไปถึงศาลเจ้าสูงสุดบนเนินเขาได้

หากคุณสนใจไปเที่ยวด้วยกัน โปรดติดต่อที่ 091-7233615 รับสมาชิก 14 คนเท่านั้นครับ

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวญี่ปุ่นแบบนั่งรถไฟ แล้วเดินเท้าเที่ยว

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวญี่ปุ่นแบบนั่งรถไฟ แล้วเดินเท้าเที่ยว

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวญี่ปุ่นแบบนั่งรถไฟ แล้วเดินเท้าเที่ยว

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 08.30 น.

คนไทยจำนวนไม่น้อยชอบไปเที่ยวญี่ปุ่น เพราะเห็นว่าญี่ปุ่นมีมนต์เสน่ห์น่าหลงใหล และที่สำคัญคือเวลาไปเที่ยวญี่ปุ่นในหน้าหนาวได้สวมเสื้อกันหนาวตัวเก๋ที่อุตส่าห์ซื้อไว้ตั้งนานแล้ว แต่ไม่สามารถหาที่สวมใส่ในเขตประเทศไทยได้ ยกเว้นต้องขึ้นไปอยู่บนดอยสูงเสียดฟ้าในเขตภาคเหนือในยามหน้าหนาว 

วันนี้ Mr.Flower มาชวนคุณไปเที่ยวญี่ปุ่นกันอีก แต่ก็ยังเน้นการเที่ยวแบบนั่งรถไฟ แล้วเดินเที่ยวเหมือนเช่นเคย โดยจะพาไปเที่ยวนอกกรุงโตเกียว โดยใช้เวลาเที่ยวประมาณ 4-5 วัน เช่น ไปทะเลสาบคาวากูจิโกะ เพื่อชมภูเขาไฟฟูจิยามา หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของญี่ปุ่น แล้วไปศาลเจ้าโทคิวะ (ศาลเจ้าที่สร้างเพื่อระลึกถึงโชกุนตระกูลโตกุกาวะ) 

ก่อนอื่นต้องบอกว่าหากจะเที่ยวญี่ปุ่นกับ Mr.Flower ให้สนุกสนานนั้น คุณต้องชื่นชอบการเดิน และเดิน เพราะการท่องเที่ยวให้ได้สัมผัสกับความเป็นท้องถิ่นแท้จริงต้องสัมผัสด้วยการเดิน การเห็น การกิน และการได้นอนพักในย่านนั้น

อันที่จริงในทริปที่จะพาไปเที่ยวนั้น จะพาไปเที่ยวเมืองนิกโกะด้วย เหตุที่อยากพาไปเที่ยวเมืองนี้เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวทั้งแบบธรรมชาติ คือป่าและน้ำตก และยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างด้วยมือของมนุษย์ เช่น ศาลเจ้าสำคัญๆ 

ไหนๆ ก็พูดถึงนิกโกะแล้ว ขออธิบายเพิ่มเติมนิดหน่อยนะครับ เมืองนี้อยู่บนเทือกเขาในจังหวัด Tochigi ห่างจากกรุงโตเกียวไปทางทิศเหนือประมาณ 140 กิโลเมตร เมืองนี้สวยทุกฤดู โดยเฉพาะหน้าร้อนและหน้าใบไม้ร่วง และที่สำคัญคือมีน้ำตก Kegon น้ำตกแสนสวยอยู่ในอุทยานนิกโกะ และยังมีทะเลสาบสวยๆหลายแห่ง เช่น Chuzenji และ Ryuzu แต่ทว่าช่วงที่ผมไปเที่ยวนั้นอยู่ในช่วงหน้าหนาว น้ำตกจึงกลายเป็นน้ำแข็ง แต่หากคุณไปเที่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วง คุณจะประทับใจกับใบไม้เปลี่ยนสีที่งดงามทั้งเทือกเขา

ขอบอกว่าหากไปเที่ยวย่านนี้ต้องเดิน เดิน และเดินเท่านั้น เพราะมิฉะนั้นจะไม่ได้สัมผัสความงามของธรรมชาติโดยแท้จริง และหากเราไปเที่ยวหน้าใบไม้เปลี่ยนสีแล้วละก็ จะบอกได้คำเดียวว่างามยิ่งกว่าภาพวาดของจิตรกรระดับโลก 

ส่วนทริปนี้ นอกจากเที่ยวป่าเขาชมน้ำตก(ที่กลายเป็นน้ำแข็ง) ก็ยังไปเที่ยววัดอีกด้วย วัดที่ไปในทริปนี้คือวัดนาริตะ เป็นวัดที่ใหญ่โตมาก มีโบราณสถานมากมาย อายุของวัดก็ยาวนานกว่าพันปี แล้ววันที่ไปเที่ยวชมนั้น ทางวัดกำลังมีพิธีบูชาไฟ ซึ่งมีผู้คนจำนวนมากมายมหาศาลไปร่วมพิธี แต่ที่สะดุดตามากคือเครื่องแต่งกายของพระสงฆ์ในลัทธิชินโต ที่นับว่างดงามมาก เพราะมีสีสันหลากหลาย แต่ก็คงไว้ด้วยความเข้มขลังชวนให้ศรัทธา

และทริปนี้ก็ปิดท้ายด้วยภาพสวยงามของฟูจิยามาในยามหน้าหนาว หลายคนบอกว่าไปเที่ยวฟูจิยามาหน้าใดก็ตาม ก็ยังคงความงามตลอดเวลา ไปหน้าหนาวก็สวยแบบหนึ่ง ไปเที่ยวหน้าร้อนก็สวยอีกแบบหนึ่ง ยิ่งไปเที่ยวหน้าร้อน ก็ยิ่งพบความสวยงามของดอกไม้รอบๆ ทะเลสาบคาวากูจิโกะ และทะเลสาบอีกสี่แห่งที่อยู่รอบล้อมฟูจิยามา แต่หากไปหน้าใบไม้ร่วงก็จะพบกับสีสันของใบไม้ที่เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นแดง เหลือง ส้ม งดงามมากจนเกินบรรยาย

เอาเป็นว่าหากคุณสนใจการเที่ยวญี่ปุ่นแบบเดิน เดิน และเดิน เพื่อให้ได้สัมผัสกับความงามของญี่ปุ่นในแง่มุมต่างๆ ที่นำเที่ยวโดย Mr.Flower ก็สามารถติดต่อได้ที่ 091-7233615 แล้วเราไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกันครับ

ตะลอนเที่ยว : Good Bye อาจารย์ใหญ่

ตะลอนเที่ยว : Good Bye อาจารย์ใหญ่

ตะลอนเที่ยว : Good Bye อาจารย์ใหญ่

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้จบการศึกษาจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ทุกคนล้วนมีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับอาจารย์ใหญ่ที่เป็นสัตว์ทดลองด้วยกันทั้งสิ้น เพราะว่ามีร่างหรือซากของอาจารย์ใหญ่ให้ศึกษาจึงทำให้นิสิตนักศึกษาสัตวแพทย์ฯ สำเร็จการศึกษาอย่างสมบูรณ์

เมื่อนิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์จากอาจารย์ใหญ่แล้ว ก็จึงร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้มีพระคุณด้วยการจัดงานทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้อาจารย์ใหญ่ทางสัตวแพทย์เป็นประจำทุกปี

สำหรับการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้อาจารย์ใหญ่ทางสัตวแพทย์ประจำปี 2568 ของคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปีนี้จัดงานเพื่อตอบแทนบุญคุณของอาจารย์ใหญ่อย่างสมเกียรติ โดยจัดงานทำบุญอุทิศกุศลให้ ณ คณะสัตวแพทยศาสตร์ เมื่อวันที่ 18 มกราคม แล้วจึงนำซากของอาจารย์ใหญ่ไปฌาปนกิจที่เมรุสำหรับเผาสัตว์ ณ วัดธาตุทอง แล้ววันรุ่งขึ้นจึงนำอัฐิไปลอยอังคารณ ปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ

ขออนุญาตเล่าให้ฟังคร่าวๆ ถึงเรื่องการนำซากสัตว์เลี้ยงไปบริจาคเพื่อเป็นอาจารย์ใหญ่สัตวแพทย์ของนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเจ้าของนำสัตว์เลี้ยงที่ตายแล้วไปบริจาคได้ที่ศูนย์กายสัตว์อุทิศ โดยซากสัตว์ที่จะนำไปบริจาคต้องผ่านการตรวจสอบแล้ว เช่น ต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี และต้องมีประวัติการรักษาที่ชัดเจนเพื่อประกอบการพิจารณารับซากไว้เป็นอาจารย์ใหญ่

ขอย้ำว่าซากของสัตว์เลี้ยงมีความสำคัญมากในการศึกษาของนิสิตคณะสัตวแพทย์ฯเพราะเป็นส่วนประกอบสำคัญในการเรียนและฝึกการผ่าตัด อันจะนำไปช่วยเหลือและรักษาสัตว์ที่ยังมีชีวิตได้อย่างดีที่สุด

การนำซากสัตว์เลี้ยงไปบริจาคมีวิธีการอย่างไร อันดับแรกคือต้องนำซากไปบริจาคเมื่อสัตว์ตายภายใน 24 ชั่วโมง ย้ำว่าต้องไม่เกิน 24 ชั่วโมง หากเกินเวลา 24 ชั่วโมงไปแล้ว อาจส่งผลเสียต่ออวัยวะภายในของสัตว์เลี้ยง และทำให้ยากต่อการใช้ศึกษา

เพราะฉะนั้น ย้ำว่าหากคุณต้องการนำซากสัตว์เลี้ยงไปบริจาคเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ต้องนำไปภายใน 24 ชั่วโมง หลังสัตว์เลี้ยงตาย

คราวนี้เรามาดูบรรยากาศของงานทำบุญอุทิศกุศลให้อาจารย์ใหญ่กันบ้าง ขอบอกตรงๆ ว่าสภาพของงานโดยรวมนั้นเต็มไปด้วยความเศร้าโศกเพราะความคิดถึงอาลัยรักต่อสัตว์เลี้ยง หลายคนนั้นตาแดงเพราะร้องไห้ตลอดเวลา แม้ว่าสัตว์เลี้ยงที่นำไปบริจาคนั้นจะตายไปแล้วนานกว่า 1 ปีก็ตาม แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไร ก็ไม่ได้ทำให้ความรักความคิดถึงที่เจ้าของมีต่อสัตว์เลี้ยงหมดสิ้นไป แต่เมื่อเข้าไปอยู่ในบรรยากาศพิธีทำบุญ ก็ยิ่งทำให้คิดถึงสัตว์เลี้ยงที่เคยอยู่ด้วยกันมายาวนานมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น จึงห้ามไม่ให้ร้องไห้ด้วยความคิดถึงได้ยากมาก

สำหรับพิธีการทำบุญอุทิศกุศลนั้น ก็กระทำเหมือนกับการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับมนุษย์ที่วายชนม์ คือมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์โดยพระสงฆ์ แล้วต่อด้วยพิธีมาติกาบังสุกุล และมีพระเทศนา แล้วจึงถวายเครื่องไทยธรรมจนกระทั่งถึงพิธีฌาปนกิจ แล้วจบสิ้นกระบวนการด้วยการนำอัฐิไปลอยอังคาร

ทางคณะสัตวแพทย์ฯ ฝากแจ้งว่ายังต้องการซากของสัตว์เลี้ยงเพื่อนำไปเป็นอาจารย์ใหญ่ เพราะฉะนั้น หากคุณๆ ที่มีสัตว์เลี้ยงซึ่งตายแล้ว และอยู่ในเงื่อนไขที่สามารถนำไปเป็นอาจารย์ใหญ่ได้ ก็ขอได้นำซากของสัตว์เลี้ยงไปบริจาคที่ศูนย์กายสัตว์ โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อันที่จริงคุณสามารถนำซากสัตว์เลี้ยงไปบริจาคให้กับคณะสัตวแพทย์ฯ ของมหาวิทยาลัยทุกแห่ง) เพราะซากของสัตว์เลี้ยงคือสิ่งสำคัญมีช่วยให้นิสิตนักศึกษาสัตวแพทย์จบการศึกษาเป็นสัตวแพทย์อย่างสมบูรณ์แบบ และมีความรู้ความเข้าใจในกายและอวัยวะของสัตว์เป็นอย่างดี อันจะเป็นประโยชน์อย่างสูงสุดต่อการรักษาสัตว์เลี้ยงที่ยังมีชีวิตอยู่ให้มีสุขภาพอนามัยดีและแข็งแรง

ขอทิ้งท้ายว่า หากคุณได้อ่านข้อความสุดท้ายที่บรรดาเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่กลายเป็นอาจารย์ใหญ่เขียนถึงสัตว์เลี้ยงแสนรักแล้ว คุณจะต้องน้ำตาไหลอย่างแน่นอน และขอย้ำว่าทุกถ้อยคำที่เขียนออกมานั้นล้วนบรรยายถึงความรักความผูกพันที่คนมีต่อสัตว์อย่างลึกซึ้ง

บรรดานิสิตและคณาจารย์ของคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ ฝากคำขอบคุณอาจารย์ใหญ่สัตวแพทย์ และเจ้าของซากสัตว์เลี้ยง โดยย้ำหนักแน่นว่า เพราะมีอาจารย์ใหญ่ให้ได้ศึกษาหาความรู้ จึงทำให้นิสิตสัตวแพทย์ทุกคนได้สำเร็จการศึกษาแล้วกลายเป็นสัตวแพทย์ที่สมบูรณ์แบบเช่นทุกวันนี้ พระคุณนี้ไม่มีวันลบเลือนไปจากใจของนิสิตและสัตวแพทย์ทุกคน

ตะลอนเที่ยว : วันเด็ก วันแห่งความสดใส

ตะลอนเที่ยว : วันเด็ก วันแห่งความสดใส

ตะลอนเที่ยว : วันเด็ก วันแห่งความสดใส

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วัยเด็กคือวัยแห่งความสดใส เป็นวัยแห่งความร่าเริง ขณะเดียวกันเด็กก็เป็นความหวังของสังคมและประเทศชาติ

เด็กคือทรัพยากรที่มีค่าสูงสุดของประเทศ เพราะฉะนั้น เด็กจึงต้องได้รับการอบรมเลี้ยงดู สั่งสอนและบ่มเพาะให้พร้อมจะเติบโตเป็นคนที่มีความพร้อมที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์และเป็นผู้ที่ไม่หยุดยั้งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

สำหรับงานวันเด็กปีนี้ สมาชิกคอลัมน์ตะลอนเที่ยว และสมาชิกรายการ Good TimeFM95.5 ได้ร่วมกันกับสมาชิกกลุ่มอื่นๆไปจัดงานวันเด็กให้กลับหนูๆ ผู้น่ารักที่โรงเรียนบ้านเตยใหญ่ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก

โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนประมาณ70 คน มีครูและเจ้าหน้าที่อีกประมาณ10 คน

แล้วเป็นปกติเมื่อกลุ่มของเราจะไปจัดงานวันเด็กให้เด็กในโรงเรียนใดก็ตาม เรามักจะถามเด็กๆ ว่าต้องการอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งส่วนมากก็จะได้รับคำตอบว่า ต้องการตุ๊กตา ของเล่น ขนม เครื่องเขียนแบบเรียน กระเป๋านักเรียน อุปกรณ์การกีฬา และที่เป็นคำตอบที่ได้รับตรงกันมากที่สุดคือ อยากได้รองเท้านักเรียนคู่ใหม่

เพราะฉะนั้นในปีนี้คณะผู้ร่วมจัดงาน  โดยเฉพาะในกลุ่มของ Mr.Flower จึงร่วมกันจัดหารองเท้านักเรียนให้กับนักเรียนทุกคน รวมถึงซื้ออุปกรณ์การกีฬา เช่น ฟุตบอล วอลเลย์บอล บาสเกตบอล ลูกปิงปอง และลูกบอลสำหรับเด็กชั้นอนุบาล ซึ่งเป็นลูกบอลที่ไม่มีผิวของลูกบอลแข็งและหนาเท่ากับลูกบอลของนักเรียนระดับชั้นประถมสามถึงประถมหก

ส่วนเรื่องอาหารการกินและของแจกอื่นๆ คณะของเราก็จัดเตรียมไปมากมาย ตามภาพที่นำมาให้คุณได้เห็นในวันนี้ ขณะเดียวกันก็มีผู้ใหญ่ใจดีที่เห็นความสำคัญของเด็กและเยาวชน กรุณามอบเงินเพื่อใช้ในกิจการด้านการเรียนและการกีฬาของเด็กนักเรียนด้วย

ภาพประทับใจทุกครั้งเมื่อเราไปร่วมกันจัดกิจกรรมวันเด็กเป็นประจำทุกปีคือ รอยยิ้มของน้องหนูก้าวขึ้นไปเป็นอนาคตของประเทศชาติ เสียงหัวเราะของเด็กคือเสียงที่ไพเราะที่สุดอย่างหนึ่ง การที่เด็กๆ ได้ร่วมกันแสดงการร้องรำทำเพลง การเต้น และทำกิจกรรมโดยเฉพาะเล่นเกมร่วมกัน คือ ภาพที่ทำให้ผู้ร่วมจัดงานรวมทั้งเด็กทุกคนมีความสุขมากที่สุด

ภาพที่เด็กๆ นำรองเท้าที่ทุกคนได้รับออกมาอวดกัน และนำของขวัญอื่นๆ ที่แต่ละคนได้มาอวดกันและอวดผู้ปกครองที่ไปร่วมงานวันเด็กด้วย คือภาพที่ทำให้ผู้ที่อยู่ในงานทุกคนมีรอยยิ้มและมีความสุข ซึ่งเป็นสุขที่เกิดจากการให้ และความสุขที่เกิดจากการได้รับ

แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่คณะผู้ร่วมจัดงานวันเด็กมักจะกล่าวกับเด็กทุกคนคือ อย่าคิดว่าสิ่งของที่ได้รับในวันนี้คือของฟรี แต่ขอให้คิดว่านี่คือการแบ่งปันกันระหว่างคนในสังคมวันนี้น้องหนูยังอยู่ในสถานะของเด็กน้อยที่ต้องได้รับการดูแลและได้รับความช่วยเหลือ แต่วันหนึ่งในอนาคตเมื่อน้องหนูเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และเป็นผู้ที่มีความพร้อมที่จะแบ่งปันให้กับคนอื่นๆ ในสังคม น้องหนูก็จะต้องแบ่งปันให้กับผู้ที่เราสามารถให้ความช่วยเหลือได้

เหตุผลที่คณะผู้ร่วมจัดงานของเรามักจะย้ำเรื่องการแบ่งปันให้กับผู้คนในสังคมก็เพราะต้องการปลูกฝังให้เด็กมีจิตของการเป็นผู้ให้ในวันที่เขามีความพร้อมกับการเป็นผู้ให้ แต่ที่สำคัญที่สุดคือพยายามบอกกับเด็กว่าอย่าคิดว่าโลกใบนี้มีของฟรี เพราะทุกอย่างมีมูลค่าทั้งสิ้น แล้วก็อย่าหลงเชื่อว่าจะมีใครนำของฟรีมาให้ โดยเฉพาะกลุ่มนักการเมือง รวมถึงคนที่นำสิ่งของมาหลอกล่อเพื่อให้เด็กน้อยหลงเข้าใจว่าโลกใบนี้มีของฟรี

หากคุณผู้อ่านสนใจร่วมกิจกรรมเพื่อการแบ่งปันให้กับผู้คนในสังคมร่วมกับMr.Flower ซึ่งคณะของเราจะมีกิจกรรมเลี้ยงอาหารคนชรา และเด็กพิการ รวมถึงการช่วยเหลือสัตว์ อาทิ หมาแมวจรจัด รวมถึงการไถ่ชีวิตวัวควาย ก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยติดต่อที่หมายเลข 091-7233615

เราทุกคนเชื่อว่าสังคมของเราจะมีความสุขมากขึ้นเมื่อเราแบ่งปันให้กันและกัน

ตะลอนเที่ยว : เดินทอดน่องท่องเมืองกรุงฯ

ตะลอนเที่ยว : เดินทอดน่องท่องเมืองกรุงฯ

ตะลอนเที่ยว : เดินทอดน่องท่องเมืองกรุงฯ

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มีคำถามว่านานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้เดินทอดน่องท่องไปทั่วกรุงเทพฯ

ก็ต้องถามด้วยว่าคุณเคยเดินเที่ยวตรอกซอกซอยและถนนต่างๆ ในกรุงเทพฯ บ้างหรือไม่

หากคุณตอบว่าไม่เคย ก็ต้องบอกว่าน่าเสียดาย เพราะว่าคุณพลาดโอกาสที่จะเห็นความงดงามและความน่าสนใจที่แฝงอยู่ตามตรอกซอกซอยและถนนต่างๆในกรุงเทพมหานคร

ภาพที่ผมนำมาเสนอเพื่อจะชวนคุณเดินทอดน่องท่องไปทั่วกรุงฯ ในวันนี้เป็นภาพที่ผมเชื่อว่าคุณได้ผ่านมาจนนับไม่ถ้วนแล้ว แต่คุณอาจจะงงเมื่อดูภาพประกอบคอลัมน์วันนี้ แล้วอาจจะถามตัวเองว่าทำไมเราจึงไม่เห็นความงามของกรุงเทพฯ ในแบบที่ Mr.Flower พยายามนำเสนอ

ถามอีกว่าคุณเคยเห็นกำแพงของเมืองพระนคร  ซึ่งหมายถึงกรุงเทพมหานครหรือไม่ ถ้าจะให้ผมตอบ ผมเชื่อว่าคุณเห็นแต่คุณอาจไม่รู้ว่านั่นคือกำแพงเมืองของกรุงเทพฯเพราะใครก็ตามที่เคยไปวัดบวรนิเวศ หรือไปบางลำพูจะต้องเห็นกำแพงพระนครอย่างแน่นอน แต่หลายคนเห็นแล้วไม่รู้ แล้วก็อาจจะนึกว่าเป็นกำแพงวัด ทั้งที่ตรงนั้นไม่ใช่เขตวัด แต่อยู่ตรงข้ามกับวัดบวรฯ

นี่คือเสน่ห์ของกรุงเทพฯ ที่จะพบได้เมื่อคุณเดินแล้วชมเมืองกรุงฯ ของเรา

ส่วนตึกรูปทรงคล้ายโบสถ์ฝรั่ง ที่ทาสีพาสเทล ก็เป็นตึกที่ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยผ่าน แต่ก็คงไม่ได้สังเกต หรือสังเกตแต่ก็อาจไม่รู้ว่าคือตึกอะไร ขอตอบให้ทราบว่านี่คือตึกหอสมุดของวัดบวรฯ

คุณคงจะบอกตัวเองว่าตึกสวยแบบนี้ แต่ทำไมเราจึงไม่เคยสังเกต นี่คือเหตุผลที่ผมขอเชิญคุณไปร่วมเดินทอดน่องท่องกรุงเทพฯด้วยกัน

ส่วนตึกแถวสองชั้นสีเหลือง ที่มีประตูและหน้าต่างสีเขียวอ่อนและเขียวแก่ ก็คือตึกที่อยู่ย่านถนนตะนาว จุดเด่นของตึกแถวดังกล่าวคือสร้างโค้งไปกับแนวถนน ซึ่งโค้งคล้ายกับอาคารที่อยู่ในมหานครลอนดอนแห่งกรุงลอนดอน (พิคคาเดลลี เซอร์คัส)

ส่วนภาพอาคารบนถนนราชดำเนินก็ยังคงเป็นภาพที่หลายคนคุ้นตาโดยหลายคนบอกว่าเป็นภาพที่เสมือนจำลองมาจากตึกบนถนนฌ็องเซลิเซ (Champs Elysees) ในกรุงปารีส

อันที่จริงยังมีมุมอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งถือว่าเป็นมุมที่สวยงามของกรุงเทพมหานคร ละครที่หลายคนอาจจะบอกว่าเต็มไปด้วยสีสันและแสงสี บางคนอาจจะบอกว่ากรุงเทพฯมีแต่ความโกลาหลวุ่นวาย แต่ก็ต้องบอกว่าสำหรับมหานครใหญ่ของโลกแห่งนี้ก็มักจะเต็มไปด้วยความวุ่นวายไม่ต่างกัน แต่ไม่ว่าอย่างไร กรุงเทพฯ ก็ยังคงสวยงาม และมีเสน่ห์ในสายตาของคนที่รักและหลงใหลกรุงเทพฯ

วันหน้าผมจะชวนคุณไปเดินทอดน่องท่องกรุงเทพฯด้วยกัน เตรียมซ้อมเดินไปนะครับ เราจะไปสัมผัสความงามในแง่มุมต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร

ตะลอนเที่ยว : กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร

https://www.naewna.com/lady/851204

ตะลอนเที่ยว : กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร

ตะลอนเที่ยว : กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร

วันอาทิตย์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คนไทย โดยเฉพาะคนที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯอาจจะบ่นว่ากรุงเทพฯ ไม่น่าอยู่ กรุงเทพฯ มีปัญหาสารพัดสารพัน แต่ Mr.Flower จะบอกความจริงให้นะครับ กรุงเทพฯ (ของเรา) ยังเป็นเมืองที่น่าอยู่ แม้จะมีปัญหา แต่ก็ยังน่าอยู่ เมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ในประเทศต่างๆ แล้ว กรุงเทพฯ ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่หลายคนอาจเกิดอาการหงุดหงิด เมื่อต้องประสบปัญหาต่างๆ เมื่อยามอยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เมืองแห่งทวยเทพ

เมื่อวันเสาร์ที่ 4 มกราคม Mr.Flower ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อไปร่วมพิธีทำบุญอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันทิวงคตของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศทรงดำรงพระราชอิสริยยศสยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรกของสยาม โดยพิธีนี้จัด ณ บริเวณหน้าพระอนุสาวรีย์ของพระองค์ท่าน ซึ่งประดิษฐาน ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จทิวงคตเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2437 

แต่ Mr.Flower ขออนุญาตเล่าให้คุณๆ ฟังว่า ก่อนที่จะเดินทางไปถึงวัดมหาธาตุฯ ก็ได้ซึมซับความงามของกรุงเทพฯ ในยามเช้าตรู่ ขอบอกว่ากรุงเทพฯ ยามเช้าเป็นเมืองที่น่าอยู่มากเหลือเกิน เพราะรถยนต์ยังไม่คับคั่ง ไม่มีปัญหาจราจรติดขัด อากาศยามเช้าในช่วงต้นเดือนมกราคมก็ยังเย็นสบาย เมื่อมองไปยังศาลพระหลักเมือง ก็เห็นยอดปรางค์ปราสาทที่แสนงดงาม ครั้นเมื่อมองไปฝั่งตรงข้ามศาลพระหลักเมืองก็ได้พบกับภาพที่แสนวิจิตรคือวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระบรมมหาราชวัง ครั้นเมื่อมองเข้าไปในท้องสนามหลวง ก็พบกับทิวแถวของต้นมะขามที่มีมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ (แต่เมื่อต้นใดตายลง ก็จะนำต้นใหม่ไปปลูกทดแทน) 

และต้องเรียนให้ทราบว่าขณะนี้ในบริเวณมณฑลพิธี ณ ท้องสนามหลวงยังคงประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว ที่อัญเชิญมาเพื่อให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติในเมืองไทยได้ถวายราชสักการะ จนถึงวันที่14 กุมภาพันธ์ 2568 (อัญเชิญไปประดิษฐานตั้งแต่ 4 ธันวาคม 2567) เพราะฉะนั้น ใครที่ยังไม่ได้ไปกราบถวายราชสักการะพระเขี้ยวแก้ว ก็ขอเชิญนะครับ และข้อย้ำว่าสามารถไปกราบได้จนถึง 14 กุมภาพันธ์ 2568 เท่านั้น

แล้วเมื่อ Mr.Flower ไปถึงเขตวัดมหาธาตุฯ บริเวณที่อยู่ติดกับกรมศิลปากร ก็ได้พบกับความงามของตึกแดง หรือหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร ตึกถาวรวัตถุ หรือห้องสมุดปิยมหาราชรฦก ซึ่งแต่เดิมคือที่ตั้งของหอสมุดแห่งชาติ 

Mr.Flower เคยนำกลุ่มคณะเล็กๆ (ประมาณ 10 กว่าคน) เดินเที่ยวชมความงดงามในแง่มุมต่างๆ ของกรุงเทพฯ โดยพาชมวัดเก่าแก่ที่มีมากมาย ชมพระราชวัง และโบราณสถาน รวมถึงบ้านเรือนในยุคเก่าต้นสมัยรัตนโกสินทร์ แล้วก็ไปชิม ไปซื้อหาข้าวของต่างๆ ที่ผลิตในชุมชนสารพัดแห่งในกรุงเทพฯ เช่น ตลาดนางเลิ้ง ชุมชนบ้านบาตร บ้านบุ ตรอกพานถม บ้านหม้อแพร่งสรรพศาสตร์ เวิ้งนาครเกษม ตลาดเทเวศร์ บ้านแขก กุฎีจีน ตลาดน้อย สำเพ็ง เยาวราช เป็นต้น 

ผู้ที่ร่วมทริปด้วยต่างบอกว่าสนุกสนานในการเดินชมกรุงเทพฯ เพราะได้ความรู้ ได้กินอาหารและขนมแสนอร่อย แล้วยังได้ย้อนระลึกถึงวันวานของกรุงเทพฯ ด้วย

วันหน้า Mr.Flower จะชวนคุณๆ ไปร่วมทริปเดินทอดน่องท่องชุมชนเมืองกรุงเทพฯ ด้วยกันนะครับ แล้วเราจะได้ประจักษ์ชัดว่าเมืองกรุงเทพฯ ของเราน่ารัก น่าชม น่าอยู่ และน่าค้นหาเป็นที่สุด

ตะลอนเที่ยว : เราร่วมกันแบ่งปันเพื่อความสุขใจ

ตะลอนเที่ยว : เราร่วมกันแบ่งปันเพื่อความสุขใจ

ตะลอนเที่ยว : เราร่วมกันแบ่งปันเพื่อความสุขใจ

วันอาทิตย์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

จะหมดปี 2567 แล้ว เรามาทบทวนกันสักนิดดีไหมว่า ในรอบปีที่กำลังจะผ่านไปนั้น เราได้ร่วมกันทำสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมกันบ้าง นอกจากนั้น เราควรจะทบทวนด้วยว่าเราได้ทำสิ่งใดที่ทำให้ตัวของเราชุ่มชื่นใจบ้าง

ต้องบอกตรงๆ ว่า Mr.Flower ภาคภูมิใจมาก ในฐานะคนเขียนคอลัมน์ที่มีส่วนช่วยให้คุณผู้อ่านได้ร่วมกันทำความดีตามอัตภาพของแต่ละคน โดยเราทุกคนได้มีโอกาสร่วมกันทำสิ่งที่ดีต่างๆ นานาให้กับเพื่อนร่วมโลก ทั้งคนและสัตว์ ซึ่งทุกครั้งที่เราได้นึกถึงเรื่องดีๆ ที่เราร่วมกันทำ ก็จะบังเกิดความปีติโดยพลัน แต่ต้องบอกว่าความปีตินั้นไม่ได้มาจากสิ่งที่เราคาดหวังว่าเราจะได้รับผลตอบแทนใดๆ จากคนหรือสัตว์ที่เราให้ความช่วยเหลือ แต่เรารู้เพียงว่าเราทำเพราะเราสามารถแบ่งปันได้ และรู้ว่าทำแล้วเรามีความสุขใจ สุขใจที่ได้เป็นผู้ให้ สุขใจที่ได้แบ่งปัน

และในคอลัมน์วันนี้ เราจะมาร่วมรำลึกด้วยกันว่าตลอดปี 2567 พวกเราได้ร่วมกันทำกิจกรรมอะไรเพื่อสังคมของเราบ้าง 

หลายท่านที่มีส่วนร่วมกิจกรรม เมื่อได้เห็นภาพที่นำมาเสนอในวันนี้ จะต้องระลึกได้ทันทีว่าเราไปร่วมทำความดีในกิจกรรมต่างๆ มากมาย ทั้งในและต่างประเทศ เช่น การมีส่วนร่วมจัดงานที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ อินเดีย เพื่อถวายเป็นราชสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังมีกิจกรรมอื่นๆ ในเมืองไทยอีกมากมาย อาทิ การเลี้ยงอาหารประจำช่วง 2 เดือน ณ สถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางเขน และบ้านเด็กตาบอดผู้พิการซ้ำซ้อน รามอินทรา 34 รวมถึงกิจกรรมทำหมันให้หมาแมวจรจัด โดยร่วมกับคณะสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังมีกิจกรรมหาบ้านให้ลูกหมาลูกแมว และหมาแมวจรจัด และร่วมกันบริจาคเพื่อรักษาสัตว์ที่บาดเจ็บ พิการ และการร่วมกันไถ่ชีวิตวัวควาย แล้วนำไปมอบให้ผู้ร่วมโครงการเพื่อให้เลี้ยงดูวัวควายต่อไป
จนกว่าจะสิ้นอายุขัย

นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมบริจาคข้าวของ เครื่องเขียน แบบเรียน ชุดนักเรียน รองเท้านักเรียนให้กับนักเรียนโรงเรียนต่างๆ ที่ติดต่อขอรับความช่วยเหลือมายังคอลัมน์ตะลอนเที่ยว โดยในวันเด็กประจำปี 2568 เราจะไปมอบของให้นักเรียนโรงเรียนบ้านเตยใหญ่ ตำบลองครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก โรงเรียนนี้มีนักเรียนทั้งหมด 61 คน และมีครูพร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ประจำโรงเรียนอีก 10 คน โดยทางโรงเรียนขอรับการสนับสนุนด้านชุดนักเรียน เครื่องเขียน แบบเรียน และอุปกรณ์กีฬา รวมถึงรองเท้านักเรียน ซึ่งพวกเราก็จะร่วมกันบริจาคของต่างๆ ให้นักเรียนโรงเรียนบ้านเตยใหญ่ ดังนั้น ขอเชิญชวนคุณๆ ที่สะดวกร่วมกิจกรรมกับเรา โดยเราจะเดินทางไปมอบของและเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ในวันเด็กแห่งชาติ 2568 หากคุณๆ สนใจร่วมโครงการกับเรา โปรดติดต่อ Mr.Flower ที่ 091-7233615เพื่อจะได้ทราบจำนวนผู้ไปร่วมงาน และจะได้ทราบว่าผู้ใดจะบริจาคสิ่งใดให้นักเรียนบ้าง นอกจากนี้จะได้จัดเตรียมพาหนะสำหรับการเดินทางด้วย 

และนอกจากทำบุญทำกุศลกับคน และสัตว์แล้ว เรายังทำบุญเพื่อบำรุงพระศาสนาเป็นประจำอีกด้วย ซึ่งแต่ละวัดที่เราไปร่วมกับทำบุญนั้นก็ทำให้เราได้พบว่าพระและเณร ณ วัดต่างๆ มีความเป็นอยูู่อย่างไร ขาดแคลนสิ่งใดบ้าง เมื่อเราทราบ เราก็จัดหาสิ่งของที่พระและเณรต้องการไปถวายให้เป็นประจำ

ส่วนเรื่องการท่องเที่ยวเพื่อความบันเทิงใจของพวกเรานั้น เราก็ได้ไปร่วมทริปต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศเป็นระยะ โดยล่าสุดเพิ่งพาคณะไปกราบนมัสการพระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี ประเทศศรีลังกา ซึ่งผู้ร่วมคณะก็ได้ทั้งความอิ่มเอมใจจากการได้เข้ากราบสักการะพระเขี้ยวแก้ว และยังได้เที่ยวชมโบราณสถานของศรีลังกาอีกด้วย 

ปีหน้าฟ้าใหม่ 2568 นี้ เราทุกคนในกลุ่มก็ยังมุ่งมั่นทำความดีเพื่อสังคมต่อไป และขอเชิญชวนคุณๆ เข้าร่วมกิจกรรมกับเราด้วยขอเชิญชวนคุณๆ เข้าร่วมกลุ่มสมาชิกแห่งความดีที่มุ่งเน้นการแบ่งปันเพื่อสังคมของเราด้วยกัน สนใจร่วมกลุ่ม โปรดติดต่อ 091-7233615 

สวัสดีปีใหม่ 2568 แด่ทุกท่าน

ตะลอนเที่ยว : ศิขิริยา (Sigiriya) แห่งศรีลังกา

https://www.naewna.com/lady/848872

ตะลอนเที่ยว : ศิขิริยา (Sigiriya) แห่งศรีลังกา

ตะลอนเที่ยว : ศิขิริยา (Sigiriya) แห่งศรีลังกา

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับคณะผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มหนึ่งที่ขึ้นไปยืนบนยอดสูงสุดของศิขิริยา แห่งศรีลังกาได้สมความปรารถนา แม้บางคนจะบอกเชิงบ่นว่า สงสัยคงได้แค่ไปยืนดูที่บริเวณ
เชิงเขาเท่านั้น แต่เมื่อไปถึงสถานที่แล้วไยจึงจะปล่อยให้ชาวคณะไม่ขึ้นไปบนยอดของพระราชวังแห่งนี้ เพราะ Mr.Flower ไม่มีวันปล่อยให้ชาวคณะพลาดโอกาสอย่างแน่นอน แม้จะต้องโอ้โลมปฏิโลมเป็นเวลานานพอสมควรก็ตาม

ก่อนอื่นขอเล่าสั้นๆ ว่า ศิขิริยาหรือ Sigiriya คือภูเขาแห่งสิงห์ ที่ถูกยกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งหรือสถานที่สำคัญของศรีลังกาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก และเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ไปศรีลังกาหมายใจจะไปเยือนให้จงได้

ศิขิริยาอยู่บริเวณตอนกลางของศรีลังกา อยู่ในเมืองมาตาเล เป็นโบราณสถาน(วัง) บนยอดเขา โดยสมัยที่ยังงดงามบริบูรณ์นั้น จะมีสวนหิน สวนน้ำพุ สวนดอกไม้บ่อน้ำขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพังเท่านั้น แต่ก็ยังคงความงดงามตามสภาพที่ต้องใช้จินตนาการเข้าไปผสมอย่างค่อนข้างมาก แต่เท่าที่ได้ไปสัมผัสนั้น แม้จะเหลือเพียงซาก แต่ก็บ่งบอกได้ชัดเจนว่าสถานที่แห่งนี้เคยใหญ่โตโอ่อ่าอลังการมาก่อนเมื่อครั้งอดีต

แม้จะเหลือเพียงซากอาคารโดยเฉพาะส่วนฐาน แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ยังหลงเหลือและงดงามมากคือภาพบรรดาสตรีนานาชาติถูกวาดบนส่วนที่เป็นหลืบของหน้าผา โดยเป็นภาพวาดแบบ fresco คือภาพที่วาดบนผนังขณะที่ผิวของผนังยังไม่แห้งสนิท ตามประวัติระบุว่าภาพที่หลงเหลือนี้มีอายุประมาณ 1,500 ปี หากภาพยังสมบูรณ์จะนับเป็นภาพ fresco ที่ขนาดใหญ่ที่สุดของโลกก็ว่าได้

การเข้าชมศิขิริยานั้นต้องใช้ทั้งความพยายามและความมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก(สำหรับผู้ที่แข้งขาไม่ค่อยจะดีมากนัก) แล้วยังต้องเสียค่าเข้าชมคนละ 30 ดอลลาร์สหรัฐ(เรียกได้ว่าแพงเอาการเลยเชียวแหละ)

คณะของเราบุกบั่นไปจนถึงยอดของศิขิริยาได้เกือบทุกคน แล้วก็ได้ซึมซับกับความงดงามของซากวังเก่า ผสมผสานกับลมเย็นๆ บนยอดเขาสูง ที่มองไปทุกทิศทุกทางก็ได้เห็นวิวทิวทัศน์ของป่าเขาพร้อมกับได้เห็นพระจันทร์ช่วงเย็น แล้วก็ต้องรีบลงมาจากยอดเขา ก่อนที่ฝนจะเทลงมา แต่ก็ชื่นใจที่ยังได้เห็นอาทิตย์อัสดงลับขอบฟ้า

ศิขิริยาถูกสร้างโดยพระเจ้ากัสสปะโอรสของพระเจ้าดธุเสนา แต่กัสสปะมีพระมารดาเป็นหญิงสามัญชน จึงมีศักดิ์ต่ำกว่าพระอนุชาที่ชื่อโมคคัลลานะ ซึ่งมีพระมารดาเป็นเชื้อพระวงศ์ ดังนั้น กัสสปะจึงชิงราชบัลลังก์จากพระบิดา เพราะพระบิดาจะยกราชบัลลังก์ให้น้องชาย เมื่อชิงบัลลังก์ได้แล้วจึงทรงสร้างวังที่ศิขิริยาแทนวังเดิมที่เมืองอนุราธปุระ ส่วนโมคคัลลานะก็ลี้ภัยไปอยู่อินเดีย จนวันหนึ่งจึงกลับมาทวงราชบัลลังก์คืน เมื่อได้ราชบัลลังก์คืนแล้ว ก็กลับไปอยู่ ณ อนุราธปุระ แล้วทอดทิ้งศิขิริยาให้ร้างว่างเปล่า

ขอเล่าแบบรวบรัดว่าบันไดขึ้นไปถึงยอดศิขิริยามีประมาณ 1,300 ขั้น โดยมีทั้งบันไดที่ทำมาตั้งแต่โบราณกาล และบันไดเหล็กที่มาทำในยุคหลังเพื่อให้นักท่องเที่ยวปีนป่ายขึ้นไปถึงยอดเขาได้โดยสะดวกมากกว่าใช้ทางเดิม

ขอย้ำว่าจุดสำคัญๆ ของศิขิริยาคือสวนต่างๆ ทั้งสวนหิน สวนน้ำพุ บ่อน้ำ กำแพงหิน ภาพ fresco และผนังกระจก หรือ the mirror wall ที่แต่เดิมเคยถูกขัดจนมันวาวสะท้อนเงาของผู้คนได้ แต่ปัจจุบันก็ไม่ได้มีความมันวาวเหมือนเดิมแล้ว แต่ก็ยังคงความมหัศจรรย์อยู่ไม่เสื่อมคลาย และอีกสิ่งที่ต้องกล่าวถึงคือเท้าสิงห์ที่หลงเหลืออยู่หนึ่งคู่ ซึ่งอยู่บริเวณเกือบยอดสุดของ
ศิขิริยาแล้ว ขนาดเหลือเพียงเท้าสิงห์เท่านั้น แต่ก็บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่อลังการอย่างสุดบรรยาย

ปีหน้าตั้งใจจะไปเมืองอนุราธปุระ แห่งศรีลังกา ใครสนใจจะไปด้วยกัน รีบติดต่อจองที่นั่งนะครับ เราไปกันเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น 12-15 คนครับ สนใจร่วมทริปโปรดติดต่อ 091-7233615ครับผม

ตะลอนเที่ยว : เจ้าพระยาตระการตา

https://www.naewna.com/lady/847517

ตะลอนเที่ยว : เจ้าพระยาตระการตา

ตะลอนเที่ยว : เจ้าพระยาตระการตา

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.30 น.

ภาพแห่งความประทับใจที่บังเกิดขึ้น ณ แม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านกรุงเทพมหานครในช่วงการแสดงแสงสี สร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็น เพราะสามารถช่วยรังสรรค์เพิ่มความยิ่งใหญ่อลังการให้กับแม่น้ำที่ถูกยกย่องว่าเป็นสายเลือดเส้นใหญ่ของประเทศไทย

ตามปกตินั้น สองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านกรุงเทพมหานครก็มีความงดงามตามแบบฉบับ เพราะมีทั้งวัดวาอาราม บ้านเรือนและตึกรามบ้านช่องของประชาชน รวมถึงตึกสูงเสียดฟ้า อันเป็นโรงแรม ศูนย์การค้า ศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศไทย ขณะเดียวกันก็มีความงามของโบราณสถาน พระราชวัง และสะพานเก่าแก่อายุเกือบหนึ่งศตวรรษปรากฏให้เห็นมากมาย

ครั้นเมื่อได้รับการประดับประดาตกแต่งด้วยแสงสีอันวิจิตร ก็ยิ่งเพิ่มความงดงามให้กับสองฟากฝั่งเจ้าพระยา ทำให้ผู้ที่ได้มีโอกาสพบเห็นติดตราตรึงใจ สร้างความประทับใจไม่รู้ลืม

ในช่วงเดือนเกือบสุดท้ายของปี อย่างเช่นเดือนพฤศจิกายนและไล่มาจนถึงเดือนสุดท้ายคือเดือนธันวาคม แม่เจ้าพระยาจะถูกเพิ่มความงดงามด้วยแสงสีจากแสงไฟฟ้าหลากสีสัน รวมถึงสีสันแสนงดงามจากเทคนิคทันสมัยอีกทั้งพลุสีสันสดใส รวมถึงโดรนที่ช่วยเพิ่มความวิจิตรตระการตา

จนได้รับคำกล่าวยกย่องชื่นชม จากผู้ได้รับชมความงดงามของแม่เจ้าพระยาในช่วงนี้ว่า แม่เจ้าพระยาของไทยงดงามทุกฤดูกาล แล้วยิ่งใกล้เทศกาลปีใหม่ตามธรรมเนียมของตะวันตก เจ้าพระยาก็จะงดงามมากยิ่งขึ้น เพราะได้รับการรังสรรค์เพิ่มสีสันจากแสงไฟ และพลุสีสวยสด

อีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ Mr.Flower ขอเชิญชวนคุณผู้อ่าน รวมถึงญาติมิตรสหายของคุณผู้อ่านคอลัมน์นี้ ไปร่วมประทับใจกับความงดงามของแม่เจ้าพระยาด้วยกัน โดยขอเชิญร่วมลงเรือและรับประทานอาหารเย็นรสชาติดี พร้อมชมแสงสี และพลุตระการตาบนเรือสุดคลาสสิก

หากคุณสนใจร่วมทริปล่องเรือบนแม่เจ้าพระยา ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ขอเชิญสำรองที่นั่งโดยด่วน ที่หมายเลข091-7233615 แล้วพบกันครับ