ตะลอนเที่ยว : รอยอดีตยังเด่นชัด ณ อยุธยา

ตะลอนเที่ยว : รอยอดีตยังเด่นชัด ณ อยุธยา

ตะลอนเที่ยว : รอยอดีตยังเด่นชัด ณ อยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 08.19 น.

พระนครศรีอยุธยา คือจังหวัดหนึ่งของไทย ในอดีตนั้นเขตพื้นที่แห่งนี้คือที่ตั้งของราชธานีของสยาม โดยมีนามว่ากรุงเทพมหานครบวรทวารวดีศรีศรีอยุธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมมหาสถาน  

กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของสยามอยู่นานถึง 417 ปี มีพระมหากษัตริย์ปกครอง 33 พระองค์ ปฐมบรมกษัตริย์สมเด็จพระรามาธิบดี ที่ 1 และกษัตริย์พระองค์สุดท้ายคือสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ โดยมีราชวงศ์ 5 ราชวงศ์ คือ อู่ทอง สุพรรณภูมิ สุโขทัย ปราสาททอง และบ้านพลูหลวง 

เมื่อกรุงศรีอยุธยาล่มสลายหลังแพ้สงครามพม่าในปี 2310 จากนั้นสยามก็ได้ย้ายราชธานีไปยังกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร จนกระทั่งได้สถาปนาราชธานีแห่งใหม่ขึ้นหลังจากยุคกรุงธนบุรี คือกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ แล้วราชธานีแห่งนี้ได้ดำรงคงอยู่มาตั้งแต่ 2325 จวบจนปัจจุบัน

ย้อนกลับไปดูความงดงามในแง่มุมต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยา จะพบว่าในวันที่บ้านเมืองยังอยู่ดีมีสุข มีความสมบูรณ์งดงาม มีความรุ่งเรืองทั้งด้านศาสตร์และศิลป์ โดยสามารถสืบดูได้จากร่องรอยแห่งความเจริญที่ยังคงทิ้งหลักฐานให้ปรากฏอยู่ แม้จะเหลือเพียงซากปรักหักพังของโบราณสถานทั้งวัดและวังก็ตาม แต่ก็บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่ากรุงศรีอยุธยาในยุคที่รุ่งเรืองก็คือเมืองที่ดุจดั่งสรวงสวรรค์

วันนี้เราจะย้อนกลับไปชมความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยากันอีกครั้ง โดยขอพาคุณไปชมความอลังการของกรุเครื่องทองแห่งกรุงศรีอยุธยา ที่ค้นพบจากกรุวัดราชบูรณะอันบ่งบอกได้ถึงความวิจิตรของงานประณีตศิลป์ที่ช่วยให้เรามองเห็นหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของพระนครศรีอยุธยา ที่ทำให้เราทราบถึงความเป็นอยู่ของชาวกรุงศรีอยุธยาในสมัยโบราณได้เป็นอย่างดี 

ปัจจุบันเครื่องทองจากกรุวัดราชบูรณะถูกนำไปเก็บรักษาและจัดแสดงไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา เครื่องทองจากกรุที่ค้นพบมีมากมายหลายชนิด แต่ก็มีอีกมิใช่น้อยที่ถูกโจรกรรมไปแล้ว แต่เท่าที่หลงเหลืออยู่นั้นก็สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่ประเมินราคามิได้ อาทิ เครื่องราชกกุธภัณฑ์จำลองทองคำ ประกอบด้วยพระแส้ วาลวิชนี (พัชนีฝักมะขาม) และพัดโบก พระแสงขรรค์ชัยศรี ทับทรวงทองคำ กำไลทองคำประดับอัญมณี และเครื่องราชูปโภค รวมทั้งเครื่องอุทิศ เครื่องราชบรรณาการ เป็นต้น และที่สำคัญที่สุดคือพระบรมสารีริกธาตุ

ขอย้ำว่าหากคุณไปอยุธยาแล้วหลายสิบครั้ง แต่ไม่เคยไปชมกรุเครื่องทองวัดราชบูรณะ และกรุจากวัดสำคัญอื่นๆ เช่น วัดมหาธาตุ วัดพระราม ขอให้คุณไปชื่นชมความวิจิตรอลังการของโบราณวัตถุสมัยกรุงศรีอยุธยาที่พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา 

และเมื่อไปอยุธยาแล้ว ขอย้ำว่าต้องไม่พลาดการไปชมวัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร บางปะอิน วัดนี้ตั้งอยู่บนเกาะลอยกลางแม่น้ำเจ้าพระยา 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดนี้ วัดนิเวศธรรมประวัติ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร และทรงใช้วัดนี้เป็นสถานที่บำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อครั้งเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ วังบางปะอิน

สถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของวัดนิเวศธรรมประวัติคือ ศิลปะแบบโกธิค โดยทรงตั้งพระทัยให้มีความละม้ายคล้ายกับโบสถ์ของศาสนาคริสต์ องค์พระประธานในพระอุโบสถมีนามว่าพระพุทธนฤมลธรรโมภาส ส่วนด้านขวาของพระอุโบสถประดิษฐานพระคันธารราฐ (พระพุทธรูปประทับยืนปางขอฝน)ด้านตรงข้ามพระคันธารราฐคือที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทำจากศิลาแบบปางนาคปรก และด้านซ้ายของพระอุโบสถ (เมื่อหันหน้าเดินออกจากพระอุโบสถ) มีสวนหินดิศกุลอนุสรณ์ สถานที่บรรจุพระอัฐิสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และพระอัฐิเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมารดาของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และพระอัฐิของเจ้านายในราชสกุลดิศกุลอีกหลายพระองค์ 

วันนี้ ชวนคุณเที่ยวอยุธยาด้วยกัน แล้วถ้าหากคุณสนใจร่วมทริปที่รับสมาชิกเพียงกลุ่มเล็กๆ จำนวน 10-14 คนเพื่อไปท่องเที่ยวโดยเน้นเรื่องโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และขนบธรรมเนียมของท้องถิ่นต่างๆ โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : เกาะหมาก คือเกาะปีนัง

ตะลอนเที่ยว : เกาะหมาก คือเกาะปีนัง

ตะลอนเที่ยว : เกาะหมาก คือเกาะปีนัง

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.48 น.

ประมาณ 2 สัปดาห์ที่แล้วเล่าเรื่องเมืองปีนัง หรือเกาะหมากให้คุณได้ฟัง แล้วบอกว่าจะพาไปเที่ยวในช่วงปลายเดือนเมษายนปีนี้ ทำให้ผู้อ่านกลุ่มหนึ่งส่งข่าวมาแล้วบอกว่าสนใจอยากร่วมทริปด้วย 

วันนี้จึงมาเล่าเรื่องปีนังแบบประมาณว่าฉายหนังซ้ำอีกรอบ เพราะครั้งที่แล้วพูดถึงปีนังแบบรวบรัด วันนี้มาขยายความต่อว่า ปีนังเคยเป็นดินแดนของสยามมาก่อน เพราะในยุคเก่าก่อนนั้นปีนังอยู่ในการปกครองของเมืองไทรบุรี หรือปัจจุบันคือรัฐเคดะห์ ย้ำว่าไทรบุรีเคยเป็นดินแดนของสยาม แต่อังกฤษขอเช่าที่นี้จากสุลต่านรัฐเคดะห์ ซึ่งสุลต่านแห่งเคดะห์ก็ให้เช่า เพราะต้องการหลุดพ้นจากอำนาจของสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยอังกฤษขอเช่าในนามบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ถามว่าเช่าไปเพื่ออะไร ตอบว่าเช่าเพื่อตั้งสถานีการค้า ครั้งเมื่ออังกฤษเข้าครอบครองมาเลเซียหรือมลายูได้ทั้งหมด ก็หมายความว่ารัฐเคดะห์และปีนังได้ตกไปอยู่ในการครอบครองของอังกฤษ จนเมื่อมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษแล้ว ไทรบุรีก็จึงตกเป็นของมาเลเซียไปโดยปริยาย

เมื่อพูดถึงปีนังก็ทำให้ต้องสาวประวัติศาสตร์ลงไปแล้วทำให้พบว่า ในอดีตนั้นมีจีนฮกเกี้ยน ชื่อคอซู้เจียง ได้อพยพมาตั้งรกรากที่เกาะหมาก โดยแรกเข้ามานั้นได้ทำอาชีพชาวสวนผัก ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 จากนั้นก็ได้อพยพเข้ามาทำกินในเขตแดนสยามที่เมืองตะกั่วป่า พังงา แล้วเปลี่ยนไปทำอาชีพค้าขายแร่ดีบุกของสยามกับปีนัง และขยายกิจการไปทำเหมือนแร่ดีบุกในที่สุด สำหรับคอซู้เจียงคือต้นตระกูล ณ ระนอง

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป ในครั้งหนึ่งระหว่างเสด็จกลับจากยุโรป ทรงแวะพักที่บ้านระนอง ณ เมืองปีนัง ของคอซู้เจียง ในปี 2440 ปัจจุบันบ้านหลังดังกล่าวได้ถูกรื้อถอนไปแล้ว และพื้นที่ของบ้านในยุคปัจจุบันได้กลายเป็นหอศิลปะและโรงละคร เดวัน ศรีปีนัง ถนนสุลต่านอาหมัด ซาฮ์ แต่เดิมคือถนนนอร์ธแทม 

ถนนเส้นนี้ในครั้งอดีตคือที่ตั้งของคฤหาสน์ของคนมีฐานะดีในปีนัง เช่น คฤหาสน์ตระกูล ณ ระนอง ที่ชื่อบ้านจักรพงษ์ และอัษฎางค์ สำหรับบ้านจักรพงษ์เคยใช้เป็นสถานที่รับเสด็จ เมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรป ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2450ปัจจุบันบ้านหลังดังกล่าวถูกรื้อลงแล้ว ส่วนที่ตั้งของบ้านก็ได้ถูกขายแล้วนำไปสร้างอพาร์ทเมนท์

ส่วนบ้านอัษฎางค์เคยใช้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ในปี 2467 และ
รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินี ในปี 2472 

ปัจจุบันบ้านหลังดังกล่าวถูกรื้อถอนไปแล้ว 

วันนี้เขียนเล่าประวัติศาสตร์เมืองปีนังที่เกี่ยวพันกับสยามและพระราชวงศ์ฺชั้นสูงของไทย เพื่อให้คุณผู้อ่านเห็นชัดว่าปีนังกับสยามหรือไทยมีความเกี่ยวข้องผูกพันกันมายาวนานในครั้งอดีต แม้ปัจจุบันปีนังจะไม่ได้อยู่ในความปกครองของไทยก็ตาม แต่อดีตยังคงตราตรึงอยู่ตลอดไป 

ส่วนภาพประกอบเรื่องในวันนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เล่าให้ฟัง แต่นำภาพที่เป็นภาพปัจจุบันมาฝาก เพราะ Mr.Flower เพิ่งไปปีนังล่าสุดเมื่อปลายเดือน
กุมภาพันธ์นี้ และตั้งใจพาสมาชิกกลุ่มเล็กๆ14-15 คนไปเที่ยวปีนังด้วยกัน หากคุณสนใจร่วมทริป โปรดติดต่อ 091-7233615 คาดว่าจะเดินทางไปท่องเที่ยวปีนังประมาณ หลังสงกรานต์ปีนี้ แล้วพักที่ปีนัง 2 คืน หากสนใจกรุณารีบติดต่อ เพราะรับสมาชิกจำนวนจำกัด

ตะลอนเที่ยว : ระนอง‘ฝนแปด แดดสี่’และทะเลเมียนมา

ตะลอนเที่ยว : ระนอง‘ฝนแปด แดดสี่’และทะเลเมียนมา

ตะลอนเที่ยว : ระนอง‘ฝนแปด แดดสี่’และทะเลเมียนมา

วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมืองฝนแปด แดดสี่ เมืองนี้คือเมืองระนอง จังหวัดขนาดเล็ก แต่ทว่ามีความอุดมสมบูรณ์มากมาย เพราะสมัยก่อนนั้นอุดมทั้งแร่ธาตุ โดยเฉพาะแร่ดีบุก และยังอุดมด้วยพืชพันธ์ุธัญญาหาร และยังเป็นแหล่งสำคัญของการผลิตอาหารทะเลอีกด้วย ไม่ว่าอาหารทะเลนั้นจะมาจากทะเลไทยหรือทะเลเมียนมาก็ตาม เพราะระนองอยู่ใกล้ชิดกับจังหวัดเกาะสองของเมียนมา (เกาะสองไม่ใช่เกาะ แต่เป็นส่วนปลายสุดของแหลมจากแผ่นดินใหญ่ของเมียนมา) 

ระนองในวันนี้เป็นเมืองที่ถูกมองว่าเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ไม่มีความคึกคักในเชิงธุรกิจเหมือนกับจังหวัดอื่นๆ ในภาคใต้ เช่น ภูเก็ต กระบี่ สงขลา นครศรีธรรมราช หรือสุราษฎร์ธานี แต่ต้องบอกว่าระนองแท้จริงแล้วเมืองระนองมีความน่าสนใจมากมาย เพราะเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญเมืองหนึ่งของจังหวัดชายทะเลด้านอันดามัน และยังเป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญกับเมียนมา ส่วนตัวจังหวัดระนองเองก็มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เช่น หาดทราย เกาะแก่ง น้ำตก เนินเขา และโบราณสถานสำคัญ แต่ทรัพยากรสำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งของระนองคือ น้ำแร่ร้อน ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของมนุษย์ 

ระนองมีแหล่งน้ำแร่ร้อนหลายแห่ง เช่น รักษะวาริน พรรั้ง คลองบางริ้น รัตนรังสรรค์บ้านหาดยาย พรุหลุมพี และบ้านนา เป็นต้น ดังนั้น เมื่อเราไปถึงเมืองระนองแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องทำก็คือไปแช่น้ำแร่จากแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ น้ำแร่เมืองระนองมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เพราะไม่มีกลิ่นกำมะถันแรงจัดเหมือนน้ำแร่ร้อนจากแหล่งอื่นๆ และยังมีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์คือแมกนีเซียม โซเดียมซัลเฟต และแคลเซียม ดังนั้น จึงทำให้ผู้ที่แช่น้ำแร่เมืองระนองแล้วสามารถรักษาโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคข้ออักเสบ ปวดข้อ บำบัดอาการปวดเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ และรักษาโรคผิวหนังได้อีกด้วย ผู้ที่แช่น้ำแร่ร้อนจะทำให้ขยายหลอดเลือด และผ่อนคลายความเมื่อยล้า ความเครียดได้ แต่ต้องแช่น้ำแร่ร้อนตามระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่นานจนเกินไป 

แต่สิ่งสำคัญที่นักท่องเที่ยวต่างแดนต้องทำเมื่อไปเยือนเมืองระนองคือ ไปเที่ยวเกาะ เที่ยวทะเล และชมชายหาดสวยๆ ของระนอง แต่ก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยข้ามแดนไปเที่ยวเกาะในเขตเมียนมา ถามว่าทำไมต้องไปเที่ยวเกาะและทะเลของเมียนมาตอบสั้นๆ ว่าเพราะสวยเหลือเกิน เช่น เกาะเซตันเกาะหัวใจมรกต เกาะฮอร์สชู เกาะย่านเชือก เกาะซาลิ เกาะนาวโอพี เป็นต้น แต่ที่สำคัญคือเมื่อไปเที่ยวเกาะแล้ว ก็ต้องดำน้ำแบบดำน้ำตื้น (snorkeling) เพื่อดูโลกใต้ทะเลที่มีระดับความลึกของน้ำไม่เกิน 10 เมตร แล้วจะได้พบกับความงามสุดบรรยายของแหล่งมีชีวิตใต้น้ำ ที่มีทั้งปะการังสารพัดชนิด ปลาสารพัดชนิด ที่มีสีสันสวยงาม และแสนน่ารักอย่างเช่น ปลาการ์ตูน ดอกไม้ทะเล เต่า หมึกปลาไหลมอเรย์ และบางทีก็พบฉลามที่ไม่เป็นอันตรายกับนักท่องเที่ยว 

หลายคนที่ไม่เคยไประนองอาจถามว่าระนองมีอะไรดี ทำไม Mr.Flower ชวนไปเที่ยวระนอง ตอบว่ามีดีหลายอย่าง คือดีทั้งที่เที่ยว ที่กิน ที่นอน และที่สำคัญคือเป็นเมืองที่เราสามารถใช้ชีวิตแบบไม่ต้องเร่งรีบมากนักเมื่อเทียบกับเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ เพราะระนองเป็นเมืองชิล ชิล และซอฟท์ ซอฟท์ รับรองว่าเมื่อคุณได้สัมผัสแล้วจะรักอย่างแน่นอน 

Mr.Flower จัดทริปรับสมาชิก 16 คนเท่านั้น เราจะไปเที่ยวระนองและข้ามไปเกาะซาลิ ของเมียนมากันในวันที่ 28 มีนาคมถึง 1 เมษายนนี้ หากคนสนใจร่วมทริปสุดพิเศษไปด้วยกัน รีบติดต่อด่วนที่ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ไปทะเลกันดีกว่า

ตะลอนเที่ยว : ไปทะเลกันดีกว่า

ตะลอนเที่ยว : ไปทะเลกันดีกว่า

วันอาทิตย์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หน้าร้อนมาถึงอีกแล้ว เมื่อหน้าร้อนมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างพากันนึกถึงคือ ทะเล เพราะเมื่อไปทะเลก็ได้เล่นน้ำทะเล ได้รับลมทะเล และได้สวมชุดว่ายน้ำสวยๆ สุด Sexy ส่วนจะ Sexy แบบไหน ก็ต้องบอกว่าตามแบบของแต่ละคน เพราะความ Sexyของคนนั้นมีต่างๆ กันไป เอาเป็นว่าหากเราเห็นและมั่นใจว่า Sexy ก็เป็นอันว่าพอใจแล้ว

หน้าร้อนนี้จะชวนคุณไปเที่ยวระนอง (กันอีก) แต่วันนี้จะยังไม่เขียนถึงสถานที่ท่องเที่ยวในระนอง แต่จะมาเล่าให้คุณฟังในสัปดาห์ต่อๆ ไป

วันนี้จะชวนคุณไปดำน้ำแบบ Snorkeling (ดำน้ำแบบตื้น) ที่เกาะซาลิ ในเขตของเมียนมาด้วยกัน ถามว่าทำไมต้องเป็นเกาะซาลิ ตอบได้ว่าเพราะมีปลาการ์ตูนให้ชมอย่างมหัศจรรย์ เพราะหลายต่อหลายจุดใต้ทะเลในบริเวณเกาะซาลิเปรียบเสมือนบ้านของปลาการ์ตูน และนอกจากปลาการ์ตูนแล้วยังมีสิ่งมีชีวิตอีกสารพัดชนิดอยู่ใต้ท้องทะเล อาทิ ปะการังต่างๆ เต่า ปลา ปลาไหล หมึก และบางทีก็ได้พบกับฉลามชนิดที่ไม่เป็นอันตรายต่อนักดำน้ำ

เกาะซาลิเป็นเกาะส่วนตัวของเอกชน ที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลเมียนมา ดังนั้น การเข้าไปในพื้นที่เกาะ จึงต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของ โดยต้องซื้อทัวร์ผ่านจากบริษัททัวร์ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น และที่สำคัญคือมีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะขึ้นบนเกาะด้วย ไม่ได้หมายความว่านักท่องเที่ยวจะแห่หรือพากันขึ้นไปบนเกาะได้ตามความพอใจ

บนเกาะแห่งนี้ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวพักค้างคืน แต่มีห้องน้ำ และห้องอาบน้ำให้บริการในช่วงกลางวัน และอนุญาตให้รับประทานอาหารได้

การจะข้ามไปเที่ยวทะเลและเกาะแก่งในเขตเมียนมาได้นั้น นักท่องเที่ยวทุกคนต้องซื้อทัวร์เท่านั้น และหากเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติจะต้องทำใบผ่านแดนให้เรียบร้อยก่อน ส่วนการเดินทางก็ใช้เรือเร็ว (speed boat)

เรือจะออกจากท่าเรือในจังหวัดระนองโดยขนาดของเรือก็ขึ้นอยู่กับจำนวนนักท่องเที่ยวหากนักท่องเที่ยวมีจำนวนมาก ก็ใช้เรือลำใหญ่ แต่หากมีจำนวนน้อย ขนาดของเรือก็จะได้สัดส่วนกับจำนวนคน และมีข้อบังคับที่เข้มงวดมากคือในขณะอยู่บนเรือนั้น ทุกคนต้องสวมเสื้อชูชีพตลอดเวลา รวมถึงเวลาลงน้ำทะเลก็ต้องสวมเสื้อชูชีพด้วย

ระหว่างอยู่บนเรือก็จะได้รับบริการอาหารว่าง ขนม ผลไม้ เครื่องดื่ม แต่ห้ามดื่มแอลกอฮอล์เป็นอันขาด และห้ามทิ้งขยะใดๆ ลงน้ำทะเล รวมถึงห้ามให้อาหารกับปลาและสัตว์ในทะเล

ส่วนคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น ก็สามารถดูโลกใต้ทะเลได้ เพราะแค่เพียงสวมหน้ากากsnorkeling แล้วก้มหน้าให้หน้ากากจมลงในน้ำเพียงเล็กน้อย ก็จะได้เห็นโลกใต้ทะเลที่แสนสวยแล้ว

สำหรับทริปนี้ เราเดินทางออกจากกรุงเทพฯ วันที่ 28 มีนาคม โดยรถตู้ VIP รถออกจากกรุงเทพฯประมาณ 21 นาฬิกาเดินทางถึงระนองเช้าตรู่วันที่ 29 มีนาคม นอนที่ระนอง 3 คืน โดยวันที่ 30 มีนาคม จะข้ามไปเที่ยวเกาะซาลิ แล้วกลับมานอนที่ระนอง เดินทางกลับกรุงเทพฯ 1 เมษายน คาดว่าจะถึงกรุงเทพฯประมาณ 21 นาฬิกา ส่วนรายละเอียดของการท่องเที่ยวสามารถสอบถามได้โดยตรงกับ Mr.Flower

รับสมาชิก 18 คนเท่านั้นครับหากคุณสนใจร่วมทริปนี้ โปรดติดต่อ091-7233615 ครับผม

ตะลอนเที่ยว : อยุธยาเมืองเก่า ยังมีมนต์ขลังไม่คลาย

ตะลอนเที่ยว : อยุธยาเมืองเก่า ยังมีมนต์ขลังไม่คลาย

ตะลอนเที่ยว : อยุธยาเมืองเก่า ยังมีมนต์ขลังไม่คลาย

วันอาทิตย์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มีหลายคนมักถามว่า “ไปอยุธยาอีกแล้ว ไปแล้วไปอีก ไม่เบื่อหรือ”

คนที่รักอยุธยาก็ตอบชัดเจนว่า“ไม่เบื่อเลย ไม่เคยเบื่อ เพราะไปอยุธยาครั้งใดก็ตาม ก็ได้ความรู้ ความสนุก และได้ความประทับใจตลอด”

จริงครับ ขอบอกว่าจริงอย่างที่สุดเพราะไปอยุธยาทุกครั้งก็ได้ความประทับใจทุกครั้ง แล้วถ้ายิ่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอดีตราชธานีไทยที่ชื่อกรุงศรีอยุธยาไปก่อน ก็จะยิ่งอิ่มเอมใจในความมีเสน่ห์ของอยุธยา แล้วยิ่งได้เห็นโบราณสถานมากมาย ที่แม้จะเหลือแค่ซากเศษก็ตาม ก็ยังทำให้ประทับใจได้อย่างสุดแสนจะพรรณนา

ขอเชิญชวนให้คุณๆ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น วัยชรา หรือวัยฉกรรจ์ ไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยาที่พระนครศรีอยุธยา 

พิพิธภัณฑ์ ปิดบริการในวันจันทร์เท่านั้น ส่วนวันอื่นๆ เปิดให้บริการตั้งแต่09.00-16.00 น. เก็บค่าเข้าชมสำหรับคนไทยที่อายุเกินวัยนักเรียน นิสิต นักศึกษา แต่ไม่เกิน 60 ปี เพียงคนละ30 บาทเท่านั้น ส่วนต่างชาติเสียค่าเข้าชมคนละ 150 บาท 

ขอแนะนำมากที่สุดให้คุณเข้าชมห้องจัดแสดงกรุเครื่องทองจากกรุมหาสมบัติวัดราชบูรณะ โดยจัดแสดงเครื่องทองที่ทำขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเครื่องอุทิศถวายแด่พระมหากษัตริย์พระองค์ก่อนๆ 

โบราณวัตถุชิ้นสำคัญในห้องแสดงกรุเครื่องทองคือ พระแสงขรรค์ชัยศรีพระคชาธารจำลอง พระสุวรรณภิงคาร พระสุวรรณมาลา และจุลมงกุฎ เป็นต้นขอย้ำว่าเป็นต้นเท่านั้น เพราะในความจริงยังมีโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอื่นๆ อีกมากมาย

หลายคนไปอยุธยาหลายสิบครั้งหรืออาจจะเป็นร้อยครั้ง แต่ไม่เคยไปชมความมหัศจรรย์ของกรุเครื่องทองวัดราชบูรณะเลยแม้แต่ครั้งเดียว ขอบอกว่า คุณพลาดชมสิ่งสำคัญนะครับ เพราะฉะนั้นต้องไปชมให้ได้ ย้ำว่าต้องไปให้ได้ 

ทริปนี้ Mr.Flower ยังพาคุณไปเที่ยวชมและกราบนมัสการพระพุทธนฤมลธรรโมภาส พระประธานที่ประดิษฐานในพระอุโบสถ ซึ่งพระอุโบสถแห่งนี้สร้างด้วยศิลปะโกธิค โดยสร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 

นอกจากนั้นยังพาไปล่องเรือชมโบราณสถานต่างๆ ที่ตั้งอยู่สองริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงที่ไหลผ่านตัวเมืองอยุธยา ซึ่งจะได้ชมวัดไชยวัฒนาราม วัดพนัญเชิง
วัดพุทไธสวรรค์ และอีกสารพัดวัดที่มีมากมายจนจดจำชื่อได้ไม่หมดไม่สิ้น และยังได้ชมชุมชนชาวมุสลิม ชมมัสยิดที่ตั้งอยู่ริมฝั่งเจ้าพระยา แล้วก็ยังได้ชมโบสถ์คริสต์วัดนักบุญยอแซฟ โบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่ถูกระบุว่ามีอายุเก่าแก่มากที่สุดในประเทศไทย โดยมีหลักฐานระบุว่าสร้างในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ และยังได้ชมความงามของพระตำหนักสิริยาลัย ที่อยู่ริมฝั่งเจ้าพระยาด้านตรงข้ามกับวัดไชยวัฒนาราม

วันนี้ขอพาคุณเที่ยวชมความงดงามของอยุธยาเพียงแค่นี้ก่อน แล้ววันหน้าจะพาคุณไปเที่ยวชมความงดงามในสถานที่ต่างๆ ของอยุธยาอีก หากสนใจร่วมทริปสุดพิเศษที่ Mr.Flowerพาคุณไปซึมซับมนต์เสน่ห์ของอยุธยาด้วยกัน โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : จากด่านสะเดาไปเกาะปีนัง

ตะลอนเที่ยว : จากด่านสะเดาไปเกาะปีนัง

ตะลอนเที่ยว : จากด่านสะเดาไปเกาะปีนัง

วันอาทิตย์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คนไทยที่ศึกษาประวัติศาสตร์ไทยในยุคตั้งแต่ปลายกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว น่าจะต้องรู้ดีว่าเกาะปีนังหรือเกาะหมาก เคยเป็นดินแดนของสยามมาก่อน จนกระทั่งมาถึงยุคล่าอาณานิคมโดยอังกฤษ ดินแดนหลายแห่งที่เคยเป็นของไทย โดยเฉพาะในเขตตอนใต้
ของไทย ก็ได้ตกไปเป็นของอังกฤษ และสุดท้ายได้กลายเป็นของมาเลเซีย

หนึ่งในดินแดนที่เคยเป็นของไทยในอดีตคือเกาะหมาก แต่ปัจจุบันมีชื่อเรียกว่าเกาะปีนัง ก็คือหนึ่งในพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นดินแดนของอาณาจักรสยามมาก่อน

ปีนังในวันนี้มีความเจริญมากกว่าเมื่อ 100 กว่าปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษากลิ่นอาย และรูปลักษณ์ของอดีตไว้ได้อย่างน่าสนใจ เพราะฉะนั้น
ใครก็ตามที่ได้ไปเยือนเกาะปีนัง ก็จะได้พบเห็นตึกรามบ้านช่องใหญ่โต รวมทั้งเห็นถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ไปพร้อมๆ กับการได้เห็นบ้านเรือนในยุคไล่ล่าอาณานิคม

หลายคนอาจจะเคยทราบว่า อภัสรา หงสกุล สาวไทยคนแรกที่ได้ครองมงกุฎนางงามจักรวาล เมื่อยุคทศวรรษ 1960 ได้เคยไปศึกษาระดับชั้นมัธยมที่เกาะปีนัง และคงได้ทราบเช่นกันว่าลูกหลานของเจ้าสัวใหญ่ที่เป็นนักธุรกิจรายสำคัญจำนวนหนึ่งของไทย ก็เคยไปศึกษาที่เกาะปีนัง

นั่นแสดงว่าคุณภาพการศึกษาของปีนังได้มาตรฐานสากล ซึ่งก็เป็นเพราะว่าได้มีการวางรากฐานการศึกษาไว้โดยอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศเจ้าอาณานิคม

นอกเหนือจากเรื่องระบบการศึกษาแล้ว สิ่งสำคัญที่เราได้พบเห็นเมื่อเราได้เข้าไปอยู่บนเกาะปีนังก็คือมีพื้นที่สีเขียวเป็นจำนวนมาก มีต้นไม้ใหญ่ ขอย้ำว่าเป็นต้นไม้ใหญ่แบบใหญ่มหึมา อยู่บนถนนในตัวเมืองของเกาะปีนัง ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่หาได้ยากมากที่สุดในกรุงเทพมหานคร และในเกือบทุกจังหวัดของประเทศไทย

เพราะฉะนั้น เมื่อนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสไปเยือนเกาะปีนัง สิ่งแรกที่เขาประทับใจก็คือความเขียวขจีของแมกไม้ และอีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความประทับใจได้มากพอสมควรก็คือบ้านเรือนเก่าในสไตล์ชิโนโปรตุกีส ซึ่งเรื่องของบ้านเรือนเก่านั้นก็ดูไม่แตกต่างไปจากบ้านเรือนในตัวเมืองเก่าของเกาะภูเก็ต

แต่อีกสิ่งที่น่าสนใจก็คือความเจริญและความก้าวหน้าของเกาะปีนัง ซึ่งเป็นความเจริญที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจบริหารพื้นที่โดยผู้บริหารของเกาะแห่งนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับไฮเทคเทคโนโลยีมีอยู่มากมายบนเกาะแห่งนี้ จนได้ชื่อว่าเป็นซิลิคอนวาเล่ย์ของโลกตะวันออก

สำหรับทริปนี้ Mr.Flower เดินทางเข้าปีนังโดยออกจากด่านสะเดา จังหวัดสงขลา สาเหตุที่เลือกเดินทางโดยเส้นทางนี้ก็เพราะอยากกลับไปดูว่าด่านสะเดาในยุคปัจจุบัน มีความแตกต่างมากน้อยจากยุค 10 กว่าปีที่แล้วเพียงใด ก็ได้พบว่าด่านสะเดาในยุคนี้ดูไม่ค่อยคึกคักมากเหมือนยุค 10 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าปัจจุบันสินค้าที่คนไทยเคยเรียกว่าสินค้าหนีภาษีจากจีน ได้กระจายไปอยู่ในที่ต่างๆ มากมาย และหาซื้อได้ง่าย แล้วก็ไม่ได้เรียกว่าสินค้าหนีภาษีอีกต่อไป เพราะสินค้าจีนมีราคาถูกเมื่อเทียบกับสินค้าไทย ส่วนคุณภาพนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณาในรายละเอียด

ด่านสะเดาเป็นด่านหนึ่งที่ชาวมาเลเซียนิยมเดินทางเข้ามาเที่ยว โดยบางคนมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่หาดใหญ่ แต่ก็มีบางคนซึ่งอาจจะมีเวลาไม่มากนัก และอาจมีทุนทรัพย์น้อยกว่า ก็จึงเลือกเที่ยวอยู่บริเวณพรมแดนไทย-มาเลเซีย แถวๆ ด่านสะเดา

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันคือมีโรงแรมขนาดกลางเกิดขึ้นมากมายตามบริเวณใกล้กับด่านสะเดา ส่วนร้านค้าของชาวบ้านที่สมัยก่อนเคยเป็นร้านขายของหนีภาษี ปรากฏว่ามีน้อยลง แต่มีร้านขายสินค้าอื่นๆ อาทิ อาหารของใช้เบ็ดเตล็ด ร้านเสื้อผ้า ร้านเสริมสวย เปิดมากมายกว่าเดิม ส่วนวิถีชีวิตของผู้คนแถวๆ ด่านสะเดาก็เปลี่ยนไปจากเดิมมากพอสมควร โดยพบเห็นผู้ประกอบการร้านค้าย่อยๆ มากขึ้น ส่วนภาพลักษณ์เดิมๆ ที่เคยปรากฏ โดยเฉพาะในเรื่องแหล่งค้าประเวณี ก็ยังมีให้เห็นอยู่ โดยสังเกตเห็นได้จากผู้คนที่น่าจะยังเกี่ยวข้องกับเรื่องการค้าประเวณี

อย่างไรก็ตาม Mr.Flower อยากจะชวนคุณไปเที่ยวเกาะปีนังด้วยกันโดยใช้เส้นทางจากด่านสะเดา โดยนอนที่บริเวณใกล้กับด่านสะเดาหนึ่งคืน แล้วไปนอนที่เกาะปีนังสองคืน หากคุณสนใจจะร่วมทริปไปด้วยกัน โปรดติดต่อที่หมายเลข 091-7233615

รับสมาชิก 14 ถึง 16 คนเท่านั้น และคาดว่าจะเดินทางในช่วงหลังสงกรานต์ปีนี้ครับ

ตะลอนเที่ยว : แบ่งปันกันและกัน ทำให้มีความสุข

ตะลอนเที่ยว : แบ่งปันกันและกัน ทำให้มีความสุข

ตะลอนเที่ยว : แบ่งปันกันและกัน ทำให้มีความสุข

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เป็นกิจกรรมประจำทุกๆ เดือนที่คณะของเราผู้อ่านแนวหน้า และผู้ฟังรายการวิทยุ Good Time (FM95.5 MHz.) จะไปร่วมกันเลี้ยงอาหารคนชราและเด็กพิการ โดยสลับกันเดือนละแห่ง เช่น เดือนนี้ไปเลี้ยงอาหารคนชรา เดือนต่อไปก็ไปเลี้ยงอาหารเด็กพิการ โครงการนี้เป็นสิ่งที่คณะของเราทำต่อเนื่องมานานมากกว่า 4-5 ปีแล้ว ทั้งนี้ยังไม่นับโครงการทำหมันให้หมาแมวจรจัด (ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และโครงการหาบ้านให้หมาแมวจรจัด รวมถึงโครงการไถ่ชีวิตวัวควายจากโรงฆ่าสัตว์แล้วนำไปเลี้ยงดูต่อจนกว่าสัตว์จะถึงอายุขัย (โครงการไถ่ชีวิตวัวควายทำต่อเนื่องมากนานกว่า 16 ปีแล้ว)

คนที่ร่วมทำโครงการเหล่านี้บอกตรงกันว่า ทำแล้วมีความสุข สุขที่เห็นคนชรายิ้มได้ สุขที่ได้เห็นเด็กน้อยมีความสุข และสุขที่เห็นหมาแมว วัวควาย มีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมแต่ที่มากกว่านั้นคือทำให้ได้รับรู้และสัมผัสว่าโลกใบนี้ยังมีความรักให้กันและกันเสมอ เป็นความรักที่ให้กันระหว่างคนกันคน และคนกับสัตว์ แล้วก็ได้สัมผัสด้วยว่าสัตว์ก็มีความรักให้กับคนเช่นกัน

สำหรับการไปเลี้ยงอาหารคนชรานั้น ก่อนจะไปเลี้ยงทุกครั้ง เราจะติดต่อสอบถามไปยังผู้ดูแลสถานสงเคราะห์คนชราที่บ้านบางเขนว่าคนชราต้องการรับประทานอาหารอะไร แล้วเราก็จะทำอาหารนั้นด้วยฝีมือของสมาชิกของเรา (ซึ่งประกอบด้วยคนจากหลากหลายอาชีพ เช่น หมอ พยาบาล ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นักธุรกิจ และกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นสมาชิกของเรา) 

สาเหตุที่เราตัดสินใจทำอาหารเองเพราะว่าเราต้องการให้คนชราได้รับอาหารที่สด สะอาด ถูกหลักอนามัย ไม่มีสารกันบูด ไม่มีเครื่องปรุงอาหารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เราควบคุมคุณภาพของอาหารได้ทุกขั้นตอน เพราะเราเกรงว่าหากอาหารที่เรานำไปให้คนชรารับประทานแล้ว คนชราเกิดปัญหาภายหลังเมื่อรับประทานเข้าไป เราจะต้องเกิดความไม่สบายใจแล้วที่หนักกว่านั้นคือเกรงว่าคนชราจะมีปัญหาวิกฤตตามมาเนื่องจากเป็นคนที่มีภูมิต้านทานโรคไม่มากเท่าคนหนุ่มสาวที่ยังแข็งแรง

เหล่าบรรดาแม่ครัว และผู้ช่วยทั้งหลายไปรวมตัวกันในโรงครัวของสถานสงเคราะห์ตั้งแต่ช่วงสายๆ ของวันที่เราเลี้ยงอาหารคนชรา ใครมีฝีมือด้านไหน ก็ทำไปตามความถนัด แล้วสุดท้ายก็ได้ของกินที่แสนอร่อย สด สะอาดในครั้งนี้เราทำข้าวขาหมู ไข่พะโล้ และไข่ต้มแบบยางมะตูมพร้อมด้วยเครื่องดื่มเย็นสารพัดชนิด และยังมีขนมแห้ง ผลไม้ นมสดบรรจุกระป๋อง สาหร่ายอบกรอบ และเงินขวัญถุงให้คนชราคนละ 300 บาท แล้วที่สำคัญคือเราเลี้ยงอาหารเจ้าหน้าที่ของสถานสงเคราะห์ พร้อมให้เงินสินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ กับเจ้าหน้าที่ด้วย

รอยยิ้มที่ได้จากการไปร่วมกันเลี้ยงอาหารคนชราและเด็กพิการ คือเครื่องยืนยันว่าโลกเรายังมีรอยยิ้มให้กันเสมอ แม้เราจะไม่ใช่ญาติพี่น้องโดยสายเลือด แต่เราก็เชื่อมั่นเสมอว่าเราคือเพื่อนร่วมสังคม เราพร้อมจะแบ่งปันให้กันเสมอ แม้เราจะไม่ใช่เศรษฐี แต่เรายังบอกกับตัวเองเสมอๆ ว่าเราพร้อมจะแบ่งปันให้กันตามอัตภาพของเรา เพราะเราคือเพื่อนร่วมโลก ร่วมสังคม

หากคุณๆ สนใจร่วมกิจกรรมเพื่อการแบ่งปันให้กับคนและสัตว์ โปรดติดต่อได้ที่ 091-7233615 ครั้งต่อไปพวกเราจะไปเลี้ยงอาหารและบริจาคของให้กับเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อนที่สถานสงเคราะห์รามอินทรา ตามปกติเรามักจะไปร่วมกันบริจาคในวันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือน แล้วขอฝากไปถึงผู้ที่มีความสามารถรับหมาแมวไปเลี้ยงดูอุปการะได้ กลุ่มของเราหาบ้านให้หมาแมวจรจัดด้วยนะครับ หมาแมวทุกตัวที่เราหาให้นั้นผ่านการทำหมันและฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว ขอเชิญชวนคุณที่มีความพร้อม โปรดร่วมโครงการกับเราครับ

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าสำคัญของโชกุนโตกุกาวะ แห่งเมืองนิกโก

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าสำคัญของโชกุนโตกุกาวะ แห่งเมืองนิกโก

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้าสำคัญของโชกุนโตกุกาวะ แห่งเมืองนิกโก

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Mr.Flower พาคุณไปเที่ยวญี่ปุ่น (โดยผ่านตัวอักษรและรูปภาพ) แล้วบอกว่าจะพาไปเที่ยวจริงๆ ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ทำให้มีผู้อ่านคอลัมน์จำนวนหนึ่งติดตามและไถ่ถามมาว่าจะไปช่วงไหนแน่ ขออนุญาตตอบคร่าวๆ คือน่าจะกลางเดือนมีนาคม หรือไม่ก็หลังสงกรานต์ครับ

มีผู้อ่านคอลัมน์รายหนึ่งบอกว่าขอให้ช่วยพาไปที่ศาลเจ้านิกโกโทโชกู เพราะอยากไปมาก เนื่องจากเป็นผู้ที่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น แล้วชื่นชอบโชกุนโตกุกาวะ อิเอยาสุ เป็นอย่างมาก แล้วเห็นว่ามีข้อเขียนในคอลัมน์สัปดาห์ก่อนบอกว่าจะพาไปเที่ยวที่ศาลเจ้าแห่งนี้ด้วย 

Mr.Flower ขอตอบสนองด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง และเต็มใจพาคณะ (เล็กๆ) ไปเที่ยวกัน เพราะเชื่อว่าผู้ที่ติดตามคอลัมน์ตะลอนเที่ยว คือผู้ที่ชอบการเที่ยวแบบเจาะลึกลงรายละเอียด และนิยมการท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ ที่นิยมการค้นหาความรู้ควบคู่ไปกับความบันเทิง 

ก่อนอื่นขอเล่าให้ฟังโดยสรุปว่าโชกุน โตกุกาวะ อิเอยาสุ คือผู้มีบทบาทสำคัญผู้หนึ่งในการรวมญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่น โดยเขาผู้นี้อยู่ในยุคเอโดะ คือราวๆ ศตวรรษที่ 17-19 ซึ่งเป็นยุคหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นยุคที่ญี่ปุ่นมีความรุ่งเรืองมาก และเป็นผู้ที่ทำให้เมืองเอโดะกลายเป็นย่านศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นกรุงโตเกียว 

เมื่อโชกุนโตกุกาวะ อิเอยาสุ เสียชีวิตลงจึงถูกนำร่างไปไว้ ณ ศาลเจ้านิกโกโทโชกู เมืองนิกโก และผู้คนชาวญี่ปุ่นก็ย่องยกให้เขาเป็นเสมือนเทพเจ้าองค์หนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงไม่ต้องประหลาดใจที่เมื่อไปญี่ปุ่นแล้วจะได้ยินชื่อศาลเจ้าโทโชกู อยู่ตามเมืองต่างๆ ของญี่ปุ่น

แต่สำหรับที่ศาลเจ้านิกโกโทโชกูแห่งนี้ นับเป็นต้นตำรับของศาลเจ้าของโชกุนโตกุกาวะอิเอยาสุ โดยแท้ และในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูไม้ใบร่วงทุกปีจะจัดงานสำคัญคือเทศกาลชูคิไทไซ โดยมีขบวนแห่นักรบจำนวนนับพันๆ คนเพื่อจำลองการเชิญอัฐิของโชกุนผู้นี้

เมื่อไปศาลเจ้าแห่งนี้แล้ว สิ่งสำคัญนอกเหนือจากศาลเจ้าแล้ว ยังมีเจดีย์ห้าชั้นเป็น landmark ของที่แห่งนี้ด้วย เจดีย์ห้าชั้นเป็นสัญลักษณ์ของธาตุสำคัญต่างๆ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และความว่างเปล่า

และที่สำคัญคือประตูโยะเมะอิมง ที่ได้รับการยอมรับว่างดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในศาลเจ้าของญี่ปุ่น และได้รับการยกย่องว่าเป็นงานแกะสลักชิ้นเอกเยี่ยมยอดสมัยเอโดะ

จริงๆ แล้วศาลเจ้าแห่งนี้มีงานศิลปะมากมายให้ชม ทั้งงานศิลปะเชิงอุปมาอุปมัยที่ช่วยสอนใจให้มนุษย์ทำดี ละเว้นการทำชั่ว และยังมีงานศิลป์ที่ทำจากโลหะที่น่าจะส่งมาจากยุโรปอยู่ในเขตศาลเจ้าด้วย 

แต่ต้องย้ำว่าผู้ที่จะไปเที่ยวศาลเจ้าแห่งนี้ด้วยกันต้องออกกำลังกายขาให้ดีนะครับ เพราะต้องขึ้นบันไดไปบนเนินเขาด้วย บันไดที่ต้องขึ้นไปก็ไม่มากไม่มายนักหรอก แค่ประมาณ 170 กว่าขั้นเท่านั้น แต่มันอยู่บนเนินเขาเพราะฉะนั้น ต้องมีกำลังขาที่แข็งแรงจึงจะขึ้นไปถึงศาลเจ้าสูงสุดบนเนินเขาได้

หากคุณสนใจไปเที่ยวด้วยกัน โปรดติดต่อที่ 091-7233615 รับสมาชิก 14 คนเท่านั้นครับ

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวญี่ปุ่นแบบนั่งรถไฟ แล้วเดินเท้าเที่ยว

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวญี่ปุ่นแบบนั่งรถไฟ แล้วเดินเท้าเที่ยว

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวญี่ปุ่นแบบนั่งรถไฟ แล้วเดินเท้าเที่ยว

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 08.30 น.

คนไทยจำนวนไม่น้อยชอบไปเที่ยวญี่ปุ่น เพราะเห็นว่าญี่ปุ่นมีมนต์เสน่ห์น่าหลงใหล และที่สำคัญคือเวลาไปเที่ยวญี่ปุ่นในหน้าหนาวได้สวมเสื้อกันหนาวตัวเก๋ที่อุตส่าห์ซื้อไว้ตั้งนานแล้ว แต่ไม่สามารถหาที่สวมใส่ในเขตประเทศไทยได้ ยกเว้นต้องขึ้นไปอยู่บนดอยสูงเสียดฟ้าในเขตภาคเหนือในยามหน้าหนาว 

วันนี้ Mr.Flower มาชวนคุณไปเที่ยวญี่ปุ่นกันอีก แต่ก็ยังเน้นการเที่ยวแบบนั่งรถไฟ แล้วเดินเที่ยวเหมือนเช่นเคย โดยจะพาไปเที่ยวนอกกรุงโตเกียว โดยใช้เวลาเที่ยวประมาณ 4-5 วัน เช่น ไปทะเลสาบคาวากูจิโกะ เพื่อชมภูเขาไฟฟูจิยามา หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของญี่ปุ่น แล้วไปศาลเจ้าโทคิวะ (ศาลเจ้าที่สร้างเพื่อระลึกถึงโชกุนตระกูลโตกุกาวะ) 

ก่อนอื่นต้องบอกว่าหากจะเที่ยวญี่ปุ่นกับ Mr.Flower ให้สนุกสนานนั้น คุณต้องชื่นชอบการเดิน และเดิน เพราะการท่องเที่ยวให้ได้สัมผัสกับความเป็นท้องถิ่นแท้จริงต้องสัมผัสด้วยการเดิน การเห็น การกิน และการได้นอนพักในย่านนั้น

อันที่จริงในทริปที่จะพาไปเที่ยวนั้น จะพาไปเที่ยวเมืองนิกโกะด้วย เหตุที่อยากพาไปเที่ยวเมืองนี้เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวทั้งแบบธรรมชาติ คือป่าและน้ำตก และยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างด้วยมือของมนุษย์ เช่น ศาลเจ้าสำคัญๆ 

ไหนๆ ก็พูดถึงนิกโกะแล้ว ขออธิบายเพิ่มเติมนิดหน่อยนะครับ เมืองนี้อยู่บนเทือกเขาในจังหวัด Tochigi ห่างจากกรุงโตเกียวไปทางทิศเหนือประมาณ 140 กิโลเมตร เมืองนี้สวยทุกฤดู โดยเฉพาะหน้าร้อนและหน้าใบไม้ร่วง และที่สำคัญคือมีน้ำตก Kegon น้ำตกแสนสวยอยู่ในอุทยานนิกโกะ และยังมีทะเลสาบสวยๆหลายแห่ง เช่น Chuzenji และ Ryuzu แต่ทว่าช่วงที่ผมไปเที่ยวนั้นอยู่ในช่วงหน้าหนาว น้ำตกจึงกลายเป็นน้ำแข็ง แต่หากคุณไปเที่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วง คุณจะประทับใจกับใบไม้เปลี่ยนสีที่งดงามทั้งเทือกเขา

ขอบอกว่าหากไปเที่ยวย่านนี้ต้องเดิน เดิน และเดินเท่านั้น เพราะมิฉะนั้นจะไม่ได้สัมผัสความงามของธรรมชาติโดยแท้จริง และหากเราไปเที่ยวหน้าใบไม้เปลี่ยนสีแล้วละก็ จะบอกได้คำเดียวว่างามยิ่งกว่าภาพวาดของจิตรกรระดับโลก 

ส่วนทริปนี้ นอกจากเที่ยวป่าเขาชมน้ำตก(ที่กลายเป็นน้ำแข็ง) ก็ยังไปเที่ยววัดอีกด้วย วัดที่ไปในทริปนี้คือวัดนาริตะ เป็นวัดที่ใหญ่โตมาก มีโบราณสถานมากมาย อายุของวัดก็ยาวนานกว่าพันปี แล้ววันที่ไปเที่ยวชมนั้น ทางวัดกำลังมีพิธีบูชาไฟ ซึ่งมีผู้คนจำนวนมากมายมหาศาลไปร่วมพิธี แต่ที่สะดุดตามากคือเครื่องแต่งกายของพระสงฆ์ในลัทธิชินโต ที่นับว่างดงามมาก เพราะมีสีสันหลากหลาย แต่ก็คงไว้ด้วยความเข้มขลังชวนให้ศรัทธา

และทริปนี้ก็ปิดท้ายด้วยภาพสวยงามของฟูจิยามาในยามหน้าหนาว หลายคนบอกว่าไปเที่ยวฟูจิยามาหน้าใดก็ตาม ก็ยังคงความงามตลอดเวลา ไปหน้าหนาวก็สวยแบบหนึ่ง ไปเที่ยวหน้าร้อนก็สวยอีกแบบหนึ่ง ยิ่งไปเที่ยวหน้าร้อน ก็ยิ่งพบความสวยงามของดอกไม้รอบๆ ทะเลสาบคาวากูจิโกะ และทะเลสาบอีกสี่แห่งที่อยู่รอบล้อมฟูจิยามา แต่หากไปหน้าใบไม้ร่วงก็จะพบกับสีสันของใบไม้ที่เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นแดง เหลือง ส้ม งดงามมากจนเกินบรรยาย

เอาเป็นว่าหากคุณสนใจการเที่ยวญี่ปุ่นแบบเดิน เดิน และเดิน เพื่อให้ได้สัมผัสกับความงามของญี่ปุ่นในแง่มุมต่างๆ ที่นำเที่ยวโดย Mr.Flower ก็สามารถติดต่อได้ที่ 091-7233615 แล้วเราไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกันครับ

ตะลอนเที่ยว : Good Bye อาจารย์ใหญ่

ตะลอนเที่ยว : Good Bye อาจารย์ใหญ่

ตะลอนเที่ยว : Good Bye อาจารย์ใหญ่

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้จบการศึกษาจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ทุกคนล้วนมีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับอาจารย์ใหญ่ที่เป็นสัตว์ทดลองด้วยกันทั้งสิ้น เพราะว่ามีร่างหรือซากของอาจารย์ใหญ่ให้ศึกษาจึงทำให้นิสิตนักศึกษาสัตวแพทย์ฯ สำเร็จการศึกษาอย่างสมบูรณ์

เมื่อนิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์จากอาจารย์ใหญ่แล้ว ก็จึงร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้มีพระคุณด้วยการจัดงานทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้อาจารย์ใหญ่ทางสัตวแพทย์เป็นประจำทุกปี

สำหรับการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้อาจารย์ใหญ่ทางสัตวแพทย์ประจำปี 2568 ของคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปีนี้จัดงานเพื่อตอบแทนบุญคุณของอาจารย์ใหญ่อย่างสมเกียรติ โดยจัดงานทำบุญอุทิศกุศลให้ ณ คณะสัตวแพทยศาสตร์ เมื่อวันที่ 18 มกราคม แล้วจึงนำซากของอาจารย์ใหญ่ไปฌาปนกิจที่เมรุสำหรับเผาสัตว์ ณ วัดธาตุทอง แล้ววันรุ่งขึ้นจึงนำอัฐิไปลอยอังคารณ ปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ

ขออนุญาตเล่าให้ฟังคร่าวๆ ถึงเรื่องการนำซากสัตว์เลี้ยงไปบริจาคเพื่อเป็นอาจารย์ใหญ่สัตวแพทย์ของนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเจ้าของนำสัตว์เลี้ยงที่ตายแล้วไปบริจาคได้ที่ศูนย์กายสัตว์อุทิศ โดยซากสัตว์ที่จะนำไปบริจาคต้องผ่านการตรวจสอบแล้ว เช่น ต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี และต้องมีประวัติการรักษาที่ชัดเจนเพื่อประกอบการพิจารณารับซากไว้เป็นอาจารย์ใหญ่

ขอย้ำว่าซากของสัตว์เลี้ยงมีความสำคัญมากในการศึกษาของนิสิตคณะสัตวแพทย์ฯเพราะเป็นส่วนประกอบสำคัญในการเรียนและฝึกการผ่าตัด อันจะนำไปช่วยเหลือและรักษาสัตว์ที่ยังมีชีวิตได้อย่างดีที่สุด

การนำซากสัตว์เลี้ยงไปบริจาคมีวิธีการอย่างไร อันดับแรกคือต้องนำซากไปบริจาคเมื่อสัตว์ตายภายใน 24 ชั่วโมง ย้ำว่าต้องไม่เกิน 24 ชั่วโมง หากเกินเวลา 24 ชั่วโมงไปแล้ว อาจส่งผลเสียต่ออวัยวะภายในของสัตว์เลี้ยง และทำให้ยากต่อการใช้ศึกษา

เพราะฉะนั้น ย้ำว่าหากคุณต้องการนำซากสัตว์เลี้ยงไปบริจาคเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ต้องนำไปภายใน 24 ชั่วโมง หลังสัตว์เลี้ยงตาย

คราวนี้เรามาดูบรรยากาศของงานทำบุญอุทิศกุศลให้อาจารย์ใหญ่กันบ้าง ขอบอกตรงๆ ว่าสภาพของงานโดยรวมนั้นเต็มไปด้วยความเศร้าโศกเพราะความคิดถึงอาลัยรักต่อสัตว์เลี้ยง หลายคนนั้นตาแดงเพราะร้องไห้ตลอดเวลา แม้ว่าสัตว์เลี้ยงที่นำไปบริจาคนั้นจะตายไปแล้วนานกว่า 1 ปีก็ตาม แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไร ก็ไม่ได้ทำให้ความรักความคิดถึงที่เจ้าของมีต่อสัตว์เลี้ยงหมดสิ้นไป แต่เมื่อเข้าไปอยู่ในบรรยากาศพิธีทำบุญ ก็ยิ่งทำให้คิดถึงสัตว์เลี้ยงที่เคยอยู่ด้วยกันมายาวนานมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น จึงห้ามไม่ให้ร้องไห้ด้วยความคิดถึงได้ยากมาก

สำหรับพิธีการทำบุญอุทิศกุศลนั้น ก็กระทำเหมือนกับการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับมนุษย์ที่วายชนม์ คือมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์โดยพระสงฆ์ แล้วต่อด้วยพิธีมาติกาบังสุกุล และมีพระเทศนา แล้วจึงถวายเครื่องไทยธรรมจนกระทั่งถึงพิธีฌาปนกิจ แล้วจบสิ้นกระบวนการด้วยการนำอัฐิไปลอยอังคาร

ทางคณะสัตวแพทย์ฯ ฝากแจ้งว่ายังต้องการซากของสัตว์เลี้ยงเพื่อนำไปเป็นอาจารย์ใหญ่ เพราะฉะนั้น หากคุณๆ ที่มีสัตว์เลี้ยงซึ่งตายแล้ว และอยู่ในเงื่อนไขที่สามารถนำไปเป็นอาจารย์ใหญ่ได้ ก็ขอได้นำซากของสัตว์เลี้ยงไปบริจาคที่ศูนย์กายสัตว์ โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อันที่จริงคุณสามารถนำซากสัตว์เลี้ยงไปบริจาคให้กับคณะสัตวแพทย์ฯ ของมหาวิทยาลัยทุกแห่ง) เพราะซากของสัตว์เลี้ยงคือสิ่งสำคัญมีช่วยให้นิสิตนักศึกษาสัตวแพทย์จบการศึกษาเป็นสัตวแพทย์อย่างสมบูรณ์แบบ และมีความรู้ความเข้าใจในกายและอวัยวะของสัตว์เป็นอย่างดี อันจะเป็นประโยชน์อย่างสูงสุดต่อการรักษาสัตว์เลี้ยงที่ยังมีชีวิตอยู่ให้มีสุขภาพอนามัยดีและแข็งแรง

ขอทิ้งท้ายว่า หากคุณได้อ่านข้อความสุดท้ายที่บรรดาเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่กลายเป็นอาจารย์ใหญ่เขียนถึงสัตว์เลี้ยงแสนรักแล้ว คุณจะต้องน้ำตาไหลอย่างแน่นอน และขอย้ำว่าทุกถ้อยคำที่เขียนออกมานั้นล้วนบรรยายถึงความรักความผูกพันที่คนมีต่อสัตว์อย่างลึกซึ้ง

บรรดานิสิตและคณาจารย์ของคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ ฝากคำขอบคุณอาจารย์ใหญ่สัตวแพทย์ และเจ้าของซากสัตว์เลี้ยง โดยย้ำหนักแน่นว่า เพราะมีอาจารย์ใหญ่ให้ได้ศึกษาหาความรู้ จึงทำให้นิสิตสัตวแพทย์ทุกคนได้สำเร็จการศึกษาแล้วกลายเป็นสัตวแพทย์ที่สมบูรณ์แบบเช่นทุกวันนี้ พระคุณนี้ไม่มีวันลบเลือนไปจากใจของนิสิตและสัตวแพทย์ทุกคน