ตะลอนเที่ยว : ไปวังนารายณ์ฯ ลพบุรี (อีกครั้ง)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/787753

ตะลอนเที่ยว : ไปวังนารายณ์ฯ ลพบุรี (อีกครั้ง)

ตะลอนเที่ยว : ไปวังนารายณ์ฯ ลพบุรี (อีกครั้ง)

วันอาทิตย์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อประมาณสองสัปดาห์ที่แล้วMr.Flower พาคุณไปเที่ยวชมพระราชวังที่สร้างในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือที่หลายคนเรียกว่าพระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรีมาแล้ว ซึ่งมีหลายคนถามมาว่าเมื่อไรจะพาไปเที่ยวชมอีก เพราะไม่เคยทราบมาก่อนว่าที่ลพบุรีมีวังของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช 

ตอบคำถามสำหรับผู้ที่ประสงค์จะให้Mr.Flower จัดทริปพาคุณๆ ไปเที่ยวพระนารายณ์ราชนิเวศน์ว่า น่าจะนำคุณไปชมโบราณสถานแห่งนี้อีกครั้งในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2567 ดังนั้นหากคุณสนใจกรุณาติดต่อจับจองที่นั่งได้ที่ 091-7233615 นะครับขอย้ำว่าเราจัดทริปแบบกะทัดรัด ไม่รับสมาชิกมากเกินไป เพราะเวลาไปกันมากๆ ก็จะเกิดอาการมากหมอ มากความ ทำให้เสียบรรยากาศการท่องเที่ยว เสียอรรถรสของการเสพความงามของโบราณสถาน

ขออนุญาตฉายหนังซ้ำประวัติของพระนารายณ์ราชนิเวศน์อีกครั้ง พระราชวังแห่งนี้ก่อสร้างในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ พ.ศ. 2209 มีอาณาบริเวณรวมทั้งหมด 41 ไร่เท่านั้น ตามประวัติระบุว่าเพื่อทรงใช้สำหรับประทับเวลาเสด็จออกจากกรุงศรีอยุธยา เพื่อการสำราญพระอิริยาบถ เพื่อทรงใช้ประทับในการทรงล่าสัตว์ รวมถึงทรงใช้เพื่อพระราชทานเลี้ยงอาคันตุกะจากต่างประเทศที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี และใช้เพื่อทรงว่าราชการ แต่บางกระแสก็บอกว่าทรงสร้างเพื่อเป็นราชธานีสำรอง หากเกิดเหตุการณ์คับขันขึ้นในกรุงศรีอยุธยา เพื่อจะได้ทรงมีสถานที่สำหรับจัดการกับสถานการณ์การเมืองที่คับขันได้อย่างเหมาะสม

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรค์ ในพระราชวังแห่งนี้ เมื่อ 11 กรกฎาคม 2231 หลังจากพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว พระราชวังแห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้างมานานกว่าร้อยปี จนมาถึงยุคพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์พระราชวังนี้ขึ้นและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงสร้างพระที่นั่งใหม่ขึ้นในปี 2399 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่าพระนารายณ์ราชนิเวศน์ 

พระราชฐานแห่งนี้แบ่งเป็นเขตพระราชฐานชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน มีซุ้มประตูทั้งหมด 11 แห่ง ประตูทางเข้าเป็นทรงจัตุรมุข ทำเป็นช่องโค้งทรงแหลม จั่วซุ้มประตูตกแต่งลายกระจังปูนปั้นได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของดอกบัว ซุ้มประตูและกำแพงพระราชฐานชั้นกลางและชั้นใน เจาะเป็นช่องเล็กๆ เป็นรูปโค้งแหลมคล้ายบัวเรียงเป็นแถวสำหรับวางตะเกียง ประมาณ 2,000 ช่อง 

พระที่นั่งองค์เดิมที่สร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คือ พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท มีศิลปะแบบผสมผสานระหว่างไทยและตะวันตก เดิมเป็นท้องพระโรงมียอดทรงมณฑป ตรงกลางท้องพระโรงมีสีหบัญชร เป็นที่เสด็จออกเพื่อทรงมีพระราชปฏิสันถารกับผู้เข้าเฝ้า ประตูและหน้าต่างท้องพระโรงด้านหน้าทำเป็นโค้งแหลม ส่วนตัวมณฑปซึ่งอยู่ด้านหลังทำประตูหน้าต่างเป็นซุ้มแบบไทย คือ ซุ้มเรือนแก้วฐานสิงห์ ตามจดหมายเหตุของทูตฝรั่งเศส พรรณนาพระที่นั่งว่าผนังประดับด้วยกระจกเงา นำมาจากฝรั่งเศส เพดานแบ่งเป็นช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัส4 ช่อง ประดับลายดอกไม้ทองคำ และแก้วผลึกที่ได้มาจากเมืองจีน ผนังด้านนอกพระที่นั่งตรงมณฑปชั้นล่างเจาะเป็นช่องโค้งแหลมสำหรับวางตะเกียง ซึ่งจะเห็นได้อีกเป็นจำนวนมาก ตามซุ้มประตูและกำแพงของพระราชวัง 

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเคยเสด็จออกต้อนรับคณะราชทูตฝรั่งเศส เชอวาลิเยร์ เดอมองต์ ณ พระที่นั่งองค์นี้ เมื่อ พ.ศ. 2228 และยังมีพระที่นั่งจันทรพิศาล สร้าง พ.ศ.2209 เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนารายณ์ฯสร้างทับลงไปบนรากฐานเดิมของพระที่นั่งซึ่งพระราเมศวรพระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าอู่ทองทรงสร้างเมื่อครั้งทรงครองเมืองลพบุรี พระที่นั่งองค์นี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยแท้ด้านหน้ามีมุขเด็จ ภายหลังเมื่อได้สร้างพระที่นั่งสุทธาสวรรค์ขึ้น สมเด็จพระนารายณ์ฯทรงย้ายไปประทับที่พระที่นั่งองค์ใหม่และพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระที่นั่งจันทรพิศาลเป็นที่ออกขุนนาง ซึ่งตรงกับบันทึกของชาวฝรั่งเศสว่าเป็นหอประชุมองคมนตรี

พระที่นั่งสุทธาสวรรค์ เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของสมเด็จพระนารายณ์ฯ ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน บันทึกของชาวฝรั่งเศสกล่าวว่า พระที่นั่งองค์นี้อยู่ในพระราชอุทยานที่ร่มรื่น ด้วยพรรณไม้ต่างๆ หลังคาพระที่นั่งมุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลือง ที่มุมทั้งสี่มีสระน้ำใหญ่สี่สระ เป็นที่สรงสนานของพระเจ้าแผ่นดิน สมเด็จพระนารายณ์ฯ สวรรคต ณ พระที่นั่งองค์นี้เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมพ.ศ. 2231 

อันที่จริงยังมีอาคารอื่นๆ อีกมาก แต่พื้นที่สำหรับเล่าเรื่องหมดสิ้นแล้ว เอาเป็นว่าหากคุณสนใจจะร่วมทริปไปกับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615 นะครับ

ตะลอนเที่ยว : วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร วัดบรมสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/786354

ตะลอนเที่ยว : วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร วัดบรมสุข

ตะลอนเที่ยว : วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร วัดบรมสุข

วันอาทิตย์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วัดในกรุงเทพฯ มีมากมายหลายร้อยวัด หากอ้างตามข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระบุว่ามีวัดที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานฯ รวมทั้งสิ้น 450 วัดแบ่งเป็นพระอารามหลวง หรือวัดหลวง คือวัดที่พระเจ้าแผ่นดินทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงสร้างขึ้น รวมถึงวัดที่พระบรมวงศานุวงศ์ทรงสร้าง ทรงบูรณะ และร่วมถึงวัดที่มีผู้สร้างแล้วน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นวัดหลวงรวมทั้งสิ้น 95 วัด ส่วนอีก 455 วัด คือวัดที่ประชาชนสร้างขึ้น หรือบูรณปฏิสังขรณ์

วันนี้จะชวนคุณไปกราบนมัสการพระประธานของวัดบรมนิวาสราชวรวิหารและเที่ยวชมความงามของวัดนี้ด้วยกันวัดบรมนิวาส เดิมชื่อวัดบรมสุข ตั้งอยู่บนถนนพระรามที่ 6 แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดราชวรวิหาร ตามประวัติกล่าวว่าวัดนี้สร้างโดยพระอินทรเดชะ (อาด) แต่สร้างไม่สำเร็จจึงน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ได้ถวายเมื่อครั้งพระองค์ยังทรงผนวชเป็นสมเด็จพระวชิรญาณภิกขุ

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว วัดนี้ถูกเรียกว่าวัดนอก เพราะอยู่นอกกำแพงพระนคร เป็นวัดฝ่ายอรัญวาสี เน้นการปฏิบัติวิปัสสนา ส่วนวัดในคือวัดบวรนิเวศ เพราะตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมือง เป็นวัดฝ่ายคามวาสี เน้นการศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฎก

วัดบรมสุขได้รับพระราชทานนามว่าวัดบรมนิวาสเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นทรงราชย์ วัดแห่งนี้มีพระอุโบสถขนาดกะทัดรัดหน้าบันประดับตราพระมหามงกุฎล้อมด้วยลายพรรณพฤกษา การที่ทรงให้สร้างหน้าบันพระอุโบสถเป็นพระมหามงกุฎแทนรูปปั้นพระนารายณ์ทรงสุบรรณ แสดงให้เห็นว่ารัชกาลที่ 4 ทรงปรับเปลี่ยนแบบพระราชนิยมจากเดิมเป็นแบบตะวันตกมากขึ้น เพราะตะวันตกมักใช้ตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์บนอาคารสถานที่และบนเครื่องใช้ส่วนในราชสำนัก ซึ่งเห็นได้ชัดในอังกฤษและฝรั่งเศสแต่ก็ยังทรงรักษาความเป็นศิลปะไทยไว้อย่างเคร่งครัดด้วยการทรงให้สร้างลายพรรณพฤกษาล้อมตราพระมหามงกุฎ ส่วนซุ้มประตูและลวดลายบนบานหน้าต่างบานประตูก็ยังทรงให้เป็นแบบไทยและแบบตะวันออก โดยทรงให้ทำลวดลายเป็นพรรณพฤกษาและมีเซี่ยวกางหรือทวารบาลแบบจีนประดับไว้ นี่คือการทรงผสมผสานศิลปะของโลกของตะวันออกกับโลกของตะวันตกอย่างลงตัว

พระประธานในพระอุโบสถมีนามว่าทศพลญาณ อัญเชิญมาจากเมืองพิษณุโลก ส่วนจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถเป็นฝีมือวาดของขรัวอินโข่ง โดยทรงออกแบบภาพปริศนาธรรมโดยสมเด็จพระวชิรญาณภิกขุ ภาพปริศนาธรรมแบบนี้จะพบเพียงสองแห่งคือในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร และวัดบรมนิเวศเท่านั้น โดยเรื่องราวยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา แต่ใช้กลวิธีการเล่าเรื่องผ่านภาพเขียนโดยผ่านปริศนาธรรมโดยภาพทั้งหมดมี 12 ภาพ แต่ภาพในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศมีทั้งหมด 21 ภาพ (เนื่องจากขนาดของพระอุโบสถต่างกัน) ย้ำว่าเมื่อเข้าไปในพระอุโบสถ ขอให้พินิจพิเคราะห์ภาพจิตรกรรมฝาผนังให้ดี แล้วจะเห็นว่ามีความล้ำสมัยมากในยุคกว่า 170 ปีมาแล้ว

และขอให้ชมความงามของบานประตูพระอุโบสถด้วย เพราะเป็นงานมุกฝีมือช่างหลวงที่วิจิตรมาก บานประตูนี้ถูกกล่าวขานนามว่าบานประตูพระมหากษัตริย์ (รัชกาลที่ 4) และบานประตูพระราชินี (สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี) ซึ่งจะคล้ายกับบานประตูวัดโสมนัสราชวรวิหาร

ส่วนพระระเบียงคดทำเป็นรูปพระอสีติสาวก (สาวก 80 รูป) ยืนพนมมืออยู่ใต้ฉัตร โดยทำเป็นแบบปูนปั้นนูนสูงประดับบนผนัง ด้านล่างมีป้ายชื่อพระสาวกสลักบนแผ่นหินอ่อน

คุณคงเห็นแล้วนะครับว่าวัดบรมนิวาสฯมีความน่าสนใจมากจริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏในวัด โดยเฉพาะในพระอุโบสถ และรอบๆ พระอุโบสถล้วนมีความนัยเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาและยังแสดงให้เห็นถึงพระราชดำริที่ก้าวหน้าของในหลวง รัชกาลที่ 4ที่พระราชทานไว้เป็นสมบัติของแผ่นดินไทย

สนใจร่วมทริปชมความงามวิจิตรของวัดต่างๆ ในเขตกรุงเทพกับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615 ครับ เราจัดทริปเล็กๆ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบศิลปวัฒนธรรม โบราณสถานที่ทรงคุณค่าของแผ่นดินไทย

(ขอบคุณภาพจากชาวคณะ Good Time)

ตะลอนเที่ยว : พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ลพบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/784871

ตะลอนเที่ยว : พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ลพบุรี

ตะลอนเที่ยว : พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ลพบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 07.35 น.

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2567 คณะผู้อ่านแนวหน้าที่เป็นแฟนคอลัมน์ตะลอนเที่ยวไปทำบุญ ทำทาน ด้วยกันที่วัดถ้ำตะโกอำเภอท่าวุ้ง ลพบุรี ด้วยการทำอาหารปรุงสดใหม่ถวายพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 65 รูป (อันที่จริงสามเณรไม่ใช้สรรพนามว่ารูป) และทำอาหารเลี้ยงเด็กนักเรียนในอุปการะของวัดจำนวนประมาณ 250 คน แล้วก็มอบข้าวของเครื่องใช้ อาหารสด เครื่องปรุงอาหาร น้ำมันพืชนมสด นมถั่วเหลือง นมผงอย่างดีสำหรับชงให้เด็กอ่อนอายุ 1 ขวบ ขนม เครื่องเขียนแบบเรียน ของเล่น เสื้อผ้า และเครื่องกีฬาให้กับเด็กนักเรียน และครูของโรงเรียนสุวัฒนบดี ซึ่งเปิดสอนให้กับเด็กๆ ภายในวัด และเด็กๆ ก็ยังมีที่พักอยู่ภายในโรงเรียนด้วย ทั้งนี้พบว่าเด็กส่วนมากมาจากตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมาด้านภาคเหนือของไทย

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจทำบุญทำทานในวันที่ 21 มกราคมแล้ว คณะของเราก็ไปเที่ยวพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ซึ่งอยู่ในเขตตำบลท่าหินอำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี 

ตามประวัติระบุว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังแห่งนี้เมื่อ พ.ศ. 2209เพื่อทรงใช้สำหรับประทับในยามทรงสำราญพระราชหฤทัย รวมถึงเพื่อใช้ออกว่าราชการในยามเสด็จพระราชดำเนินออกจากพระราชวังในกรุงศรีอยุธยา แต่หลังจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เสด็จสวรรคตแล้วพระราชวังนี้ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้นานกว่าร้อยปีจนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะในปี 2399 แล้วพระราชทานนามว่าพระนารายณ์ราชนิเวศน์ 

พระราชวังแห่งนี้แบ่งเป็นเขตพระราชฐานต่างๆ ดังนี้ 

เขตพระราชฐานชั้นใน มีพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ (ตามประวัติกล่าวว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งองค์นี้) และยังมีหมู่ตึกพระประเทียบ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 

เขตพระราชฐานชั้นกลาง มีพระที่นั่งจันทรพิศาล และดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท หมู่พระที่นั่งพิมานมงกุฎ ประกอบด้วยพระที่นั่งพิมานมงกุฎ สุทธิวินิจฉัย ไชยศาสตรากรอักษรศาสตราคม และตึกทิมดาบ ปัจจุบันพระที่นั่งจันทรพิศาลและพิมานมงกุฎใช้เป็นอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ส่วนเขตพระราชฐานชั้นนอกประกอบด้วย โรงช้างหลวง 10 โรง ตึกพระเจ้าเหา(หอพระประจำพระราชวัง) ตึกเลี้ยงต้อนรับแขกเมือง (ทรงใช้สำหรับพระราชทานเลี้ยงคณะทูตจากฝรั่งเศส)  หมู่ตึกพระคลังศุภรัตน์ (หมู่ตึก 12 ท้องพระคลัง) อ่างเก็บน้ำซับเหล็ก (แหล่งน้ำสำหรับใช้ในเขตพระราชฐาน)

ปัจจุบันพระที่นั่งและอาคารต่างๆ ยังมีให้เห็น แม้บางอาคารจะทรุดโทรมไป แต่ก็ยังคงอยู่ให้เห็นเป็นประจักษ์ว่าในอดีตนั้นในเขตพระราชวังแห่งนี้มีความงดงามและภูมิฐานมาก 

ทั้งนี้ในช่วงวันที่ 9-18 กุมภาพันธ์ 2567 จะมีงานวันแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งนับเป็นงานประจำปีที่สำคัญของจังหวัดลพบุรี 

Mr.Flower จะพาคุณๆ แต่งกายด้วยชุดไทย หรือชุดแบบตะวันตกในยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แล้วไปเที่ยวงานนี้ด้วยกัน โดยไปแบบไม่ค้างคืน ออกจากกรุงเทพสายๆ ประมาณ 10 โมง แล้วกลับถึงกรุงเทพฯประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง หากคุณๆ สนใจร่วมทริปไปด้วยกัน โปรดติดต่อ091-7233615 รับจำนวนจำกัดครับ

ตะลอนเที่ยว : ทำบุญ ทำทาน เกื้อกูลกันและกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/783386

ตะลอนเที่ยว : ทำบุญ ทำทาน เกื้อกูลกันและกัน

ตะลอนเที่ยว : ทำบุญ ทำทาน เกื้อกูลกันและกัน

วันอาทิตย์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เป็นประจำที่คอลัมน์ตะลอนเที่ยวจะจัดกิจกรรมชวนคุณผู้อ่านไปเที่ยวด้วยกันไปทำบุญ ทำทาน ช่วยเหลือทั้งคนและสัตว์ เพราะเราทุกคนที่ไปร่วมกิจกรรมมีความคิดเห็นสอดคล้องต้องกันว่า สังคมของเราจะดำเนินไปด้วยความสุขสงบร่มเย็นได้ ก็เพราะความรักที่แต่ละคนมอบให้กันและกัน ส่งมอบน้ำใจให้กันและกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ผู้ตกทุกข์ได้ยาก หรืออยู่ในสถานะที่ต้องได้รับความช่วยเหลือเจือจุน

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2567 คณะของเราได้ไปทำอาหารปรุงสดๆ สุกใหม่ๆ ถวายพระและเณร จำนวน 65 รูป (อันที่จริงเณรไม่ต้องใช้สรรพนามว่ารูป) และทำอาหารเลี้ยงเด็ก (หลายคนเรียกว่าเด็กกำพร้า แต่เมื่อเช็คจริงๆ ก็พบว่าไม่ใช่เด็กกำพร้า เพราะเขายังมีพ่อแม่ เพียงแต่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่เท่านั้น ส่วนพ่อแม่ของเขาอยู่อาศัยในเขตห่างไกลทุรกันดารตามตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมา ดังนั้นเจ้าอาวาสวัดถ้ำตะโก อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี จึงนำเด็กๆ เหล่านี้มาอุปการะ ให้การเลี้ยงดู และให้การศึกษา เพื่อให้เด็กๆ ไม่ต้องตกไปอยู่ในวังวนของขบวนการทำเรื่องผิดกฎหมายต่างๆ นานาที่มีอยู่เต็มเมืองไทย

เด็กๆ ที่มาจากตะเข็บชายแดนที่เข้ามารับการอุปการะที่วัดถ้ำตะโกมีประมาณ 250 คนทั้งหญิงและชาย มีอายุตั้งแต่ก่อนวัยเรียน และเรียนชั้นมัธยมศึกษา แต่ก็มีเด็กอ่อนบางคน (อายุประมาณ 1 ปีเท่านั้น) ที่ถูกพ่อแม่ทิ้ง แล้วมีผู้นำมาให้พระเลี้ยงดู

ในวันที่คณะของเราไปเลี้ยงอาหารเด็กนั้นเราได้นำสิ่งของต่างๆ ไปมอบให้เด็กด้วย อาทิ นมผงคุณภาพดีสำหรับเด็กอ่อน (จำนวน3 กล่องใหญ่ กล่องละ 3.8 กิโลกรัม) และยังมีของกิน และของใช้อีกสารพัดอย่าง เช่น ยาสีฟัน แปรงสีฟัน แชมพูสำหรับอาบน้ำและสระผม ของเล่น และอุปกรณ์กีฬา รวมถึงเสื้อผ้าโดยของเหล่านั้นเราได้แจ้งกับครูว่า ครูสามารถนำไปใช้ได้ เพราะเรานำมาเผื่อแผ่ให้ครูด้วย นอกจากนั้น ผู้ร่วมคณะของเรายังได้มอบของสดสำหรับทำอาหารมื้อต่อๆ ไปสำหรับถวายพระและเณร รวมถึงเป็นอาหารสำหรับเด็กๆ อีกด้วย

ในการนี้ ผู้ร่วมคณะยังมอบเตาอบขนมปังเครื่องใหญ่ ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้สำหรับผลิตขนมปังขายให้กับวัดด้วย โดยได้สอนวิธีการใช้เตาอบให้กับเจ้าหน้าที่ของวัด เพื่อจะได้ใช้เครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การไปทำบุญ ทำทานในครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นข้อบกพร่องบางประการในการบริหารจัดการของวัด เช่น วันเสาร์ อาทิตย์จะมีผู้ไปบริจาคของ และทำอาหารถวายพระ-เณร และเลี้ยงเด็กค่อนข้างมาก (วันที่เราไปนั้นมีผู้ไปทำอาหารมากถึง 7-8 ราย) ซึ่งทำให้เกิดปัญหาของเหลือทิ้ง สิ้นเปลืองทรัพยากรโลกโดยเปล่าประโยชน์

Mr.Flower จึงขออนุญาตแนะนำพระว่าควรจะแจ้งญาติโยมที่จะไปปรุงอาหารสดๆถวายพระและเลี้ยงเด็กให้ทราบว่าในแต่ละสัปดาห์มีเจ้าภาพกี่รายแล้ว และสามารถรับเจ้าภาพทำอาหารได้วันละกี่ราย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำอาหารมากจนเกินกำลังจะรับประทานได้ และเพื่อรักษาทรัพยากรของโลกไปพร้อมๆ กันพระท่านบอกว่าบางทีญาติโยมไม่ได้แจ้งล่วงหน้าว่าจะไปทำอาหารสดที่โรงครัวของวัด แต่ไปรู้เอาก็ต่อเมื่อญาติโยมถึงวัดแล้ว 

อย่างไรก็ตาม พระท่านบอกว่าจะต้องจัดระบบการทำอาหารสดในแต่ละวันให้ดีกว่าเดิม เพื่อให้พระ เณร และเด็กๆ มีอาหารที่เพียงพอ โดยไม่ต้องเหลือทิ้งโดยเฉพาะในวันเสาร์และอาทิตย์ที่จะมีญาติโยมไปทำอาหารกันหลายราย แต่วันธรรมดามักไม่ค่อยมีผู้ไปทำอาหารเลี้ยง หรือแม้แต่วันเสาร์ อาทิตย์ก็จะมีผู้คนแห่กันไปทำอาหารเฉพาะมื้อเพล มื้อเที่ยงเป็นจำนวนมากแต่มื้อเย็นไม่มีใครทำอาหารเลี้ยงเด็กๆ 

Mr.Flower นำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อแจ้งคุณผู้อ่านคอลัมน์ให้เห็นถึงปัญหาการบริหารจัดการ เพื่อที่เราจะได้ช่วยกันแก้ปัญหาให้ตรงจุดตรงประเด็น เพื่อให้พระ เณร และเด็กๆ มีอาหารฉันและกินอย่างเพียงพอและพอดี โดยไม่ต้องทิ้งให้กลายเป็นขยะส่งผลให้เกิดปัญหาโลกร้อนตามมา

สำหรับเดือนกุมภาพันธ์ Mr.Flower ขอชวนเชิญคุณๆ ไปร่วมกันเลี้ยงอาหารคนชราที่บ้านพักคนชราบางเขน ถนนวิภาวดีรังสิตซอยวิภาวดี 64 ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ เราจะเริ่มทำอาหารสดๆ ปรุงสุกใหม่ๆ เลี้ยงคนชราเวลา 09.30 น. หากคุณๆ สนใจไปร่วมกิจกรรมกับเรา โปรดติดต่อ 091-7233615 

วันนี้เล่าเรื่องทำบุญ ทำทานจนหมดพื้นที่จึงไม่ได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อเราทำกิจกรรมที่วัดถ้ำตะโกเรียบร้อยแล้ว คณะของเราไปเที่ยวชมพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ลพบุรี วันหน้าจะมาเล่าเรื่องวังพระนารายณ์ที่ลพบุรีให้ฟังนะครับ

ตะลอนเที่ยว : หลากสี ต่างสรร สารพันอินเดีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/781992

ตะลอนเที่ยว : หลากสี ต่างสรร สารพันอินเดีย

ตะลอนเที่ยว : หลากสี ต่างสรร สารพันอินเดีย

วันอาทิตย์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ยังคงชวนคุณๆ ไปเที่ยวอินเดียด้วยกัน โดยเมื่อสัปดาห์ก่อนๆ นั้นได้นำคุณไปเที่ยวชมเมืองกายา สถานที่ตั้งพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสมณโคดม และไปที่เมืองสารนาถ พาราณสี ไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันเพื่อไปกราบนมัสการธัมเมกขสถูป สถานที่แสดงปฐมเทศนา แล้วก็ไปล่องพระแม่คงคายามค่ำ และยามเช้า 

หลายคนอาจจะรู้สึกกลัวๆ เมืองอินเดีย เพราะได้รับภาพหลอนในเชิงลบมาเยอะแยะ แต่จริงๆ แล้วต้องบอกว่าอินเดียมีมุมดีๆ มากมาย ส่วนภาพหลอนเก่าๆ นั้น หากคุณได้ไปเจอกับภาคจริงๆ ของอินเดียแล้ว รับรองว่าคุณจะบอกกับตัวเองว่า เรานั้นโง่มานานมาก ที่หลงกลัวเมืองอินเดีย เพราะอินเดียมีมนต์เสน่ห์มากมายหลากหลายมุม และเต็มไปด้วยสีสันที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์

วันนี้ Mr.Flower ขอบอกย้ำว่า 21-26 กุมภาพันธ์นี้ เราจะไปอินเดียและเนปาลกัน โดยจะไปสังเวชนียสถานสำคัญอีกสองแห่งคือที่สาลวโนทยาน เมืองกุสินาราสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพานของพระพุทธองค์ แล้วไปยังเมืองอื่นๆ ในสมัยพุทธกาล เช่น สาวัตถี ไพสาลี เป็นต้น แล้วจากนั้นจะข้ามพรมแดนไปยังเนปาล ไปที่เมืองลุมพินีวัน สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร แล้วจากนั้นจะบินต่อไปยังกรุงกาฐมาณฑุ เพื่อไปเที่ยวชมเมืองโบราณมรดกโลก และไปชมวังของกุมารี เทวนารีผู้ยังอยู่บนโลกมนุษย์ แล้วจึงบินกลับกรุงเทพฯ

แต่สำหรับวันนี้ขออนุญาตนำภาพของอินเดียในแง่มุมต่างๆ มาฝากคุณอีกครั้งก่อนที่คณะของเราจะเดินทางไปสัมผัสของจริงอีกครั้งในเร็วๆ นี้ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมมีภาพของทัชมาฮาลด้วย ก็ต้องบอกว่า เราตั้งใจจะพาคณะไปเที่ยวชมทัชมาลฮาลในอนาคตอันใกล้นี้ ก็จึงนำภาพของสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดแห่งของโลกมาฝากคุณก่อน

หลายคนอาจถามว่าทำไมทริปนี้จึงไม่พาไปทัชมาฮาลด้วย ตอบได้โดยทันทีว่าไปไม่ทันครับ เพราะการเดินทางในอินเดียนั้นต้องใช้เวลานานมาก เพราะรถรามากมาย เนื่องจากผู้คนมากมายมหาศาล แล้วหากเดินทางบนถนนระหว่างเมือง ที่ไม่มีถนน super highway แล้วก็ต้องใช้เวลานานมาก
เพราะถนนแคบ รถมากมาย และยังมีพาหนะอื่นๆ เช่น เกวียน รถไถนา จักรยานยนต์จักรยาน และผู้คนเดินกันขวักไขว่ เพราะฉะนั้นการเดินทางจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง ซึ่งมีระยะทางเพียง 250 กิโลเมตร แต่อาจต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 7 ชั่วโมง ซึ่งก็ต้องเข้าใจ และต้องทำใจให้ยอมรับกับความเป็นจริง 

อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำเหมือนเดิมว่าอินเดียมีสารพัดมนตราที่จะมัดใจคนที่ชื่นชอบอินเดียได้ จึงทำให้บางคนไปอินเดียได้บ่อยแสนบ่อย เพราะเมืองแต่ละเมืองในอินเดียนั้นมีเสน่ห์แตกต่างกันไป 

บางคนหลงใหลกับตลาดขายของในกรุงนิวเดลี บางคนหลงเสน่ห์ของเทศกาลโฮลีหรือการนำสีฝุ่นออกมาโปรยสาดใส่กันอย่างสนุกสนาน บางคนชอบเทศกาลส่งพระพิฆเนศ หรือเทศกาลคเณศจตุรถี บางคนชอบเมืองสีชมพู นครชัยปุระ (จัยปูร์) หรือบางคนชอบถ้ำอชันตา เอลโรลา บางคนชอบแคว้นกัสมีร์ หรือแคชเมียร์ และยังมีอีกสารพัดจะสรรหามากล่าวในที่นี้ 

บอกได้คำเดียวว่าอินเดียมีความน่าสนใจมากจริงๆ หากคุณเคยไปสัมผัสมาแล้ว แล้วคุณชื่นชอบ คุณจะกลับไปอีกเมื่อคุณต้องการกลับไป เพราะหลงใหลในมนต์เสน่ห์ของอินเดียจนถอนใจไม่ได้ 

อย่าลืมนะครับ 21-26 กุมภาฯนี้ เรามีนัดกันที่อินเดียและเนปาล โดยจะไปลงเมืองสาวัตถี ไพสาลี กุสินารา แล้วข้ามไปลุมพินีวัน แล้วไปจบทริปที่กรุงกาฐมาณฑุ

สนใจร่วมทริปกับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615 ด่วนครับ เพราะที่นั่งมีจำกัดมากครับ

ตะลอนเที่ยว : กุสินารา เมืองที่พระสมณโคดมเสด็จดับขันธปรินิพพาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/780556

ตะลอนเที่ยว : กุสินารา เมืองที่พระสมณโคดมเสด็จดับขันธปรินิพพาน

ตะลอนเที่ยว : กุสินารา เมืองที่พระสมณโคดมเสด็จดับขันธปรินิพพาน

วันอาทิตย์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2567, 08.19 น.

เมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม Mr.Flower พาผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มเล็กๆ ไปเมืองกายา หรือคยา รัฐพิหาร สถานที่ตั้งเจดีย์พุทธคยา สังเวชนียสถานสำคัญแห่งหนึ่งอันสืบเนื่องกับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระสมณโคดม เพราะเป็นสถานที่ทรงตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อวันเพ็ญเดือนหก ก่อนปีพุทธศักราช 45 ปี สำหรับในช่วงเวลาที่คณะของเราไปพุทธคยานั้น องค์ทะไล ลามะ เท็นซิน กยัตโส ทะไล ลามะ องค์ที่ 14 เสด็จ ณ พุทธคยาด้วย

นอกจากไปเมืองกายาแล้ว ยังนำไปที่ธัมเมกขสถูป ณ เมืองสารนาถ ในนครพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ (เดิมอยู่ในแคว้นกาสี สมัยพุทธกาล) เพื่อไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน สถานที่แสดงปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตรโปรดปัญจวัคคีย์ ในวันเพ็ญ เดือนแปด ก่อนปีพุทธศักราช 45 ปีสำหรับธัมเมกขสถูปเป็นสังเวชนียสถานอีกแห่งหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

นอกจากนำสมาชิกไปที่สังเวชนียสถานทั้งสองแห่งคือเจดีย์พุทธคยา และธัมเมกขสถูปแล้ว ยังนำสมาชิกไปล่องแม่พระคงคา เพื่อชมพิธีอารตีในยามค่ำ แล้วก็ยังหวนกลับไปชมแม่พระคงคาในยามรุ่งอรุณ เพื่อชมการทำพิธีอาบน้ำล้างบาปในแม่น้ำของผู้นับถือศาสนาฮินดูอีกด้วย

เมื่อไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานมาแล้วสองแห่ง ก็ทำให้มีเสียงเรียกร้องว่าขอให้นำพาไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานอีกสองแห่งที่เหลือคือสาลวโนทยาน เมืองกุสินารา จังหวัดเทวริยา รัฐอุตตรประเทศ สถานที่ที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน และเมืองลุมพินีวัน อำเภอไภรวา แคว้นอูธ ประเทศเนปาล สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งในกาลต่อมาได้ทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงเป็นพระสมณโคดมพุทธเจ้า 

ดังนั้น Mr.Flower จึงกำหนดจัดทริปไปยังเมืองกุสินาราและลุมพินีวัน ในวันที่ 21-26 กุมภาพันธ์2567 เพื่อนำสมาชิกไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานอีกสองแห่ง คือสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน และสถานที่ประสูติ

โดยมีกำหนดการเดินทางออกจากกรุงเทพฯ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ไปยังเมืองพาราณสี แล้วนั่งรถต่อไปยังเมืองกุสินารา เมืองทั้งสองแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากกันประมาณ 245 กิโลเมตร แต่ต้องบอกให้ทราบว่าระยะทางที่คนไทยบอกว่าแค่เพียง 245 กิโลเมตรนั้น มันต่างกันมากระหว่างหนทางเท่านี้ในประเทศไทยกับหนทางในประเทศอินเดีย เพราะระยะทาง 245 กิโลเมตรในอินเดีย อาจต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่า 7-8 ชั่วโมงก็ได้ หากมีการจราจรคับคั่งมากๆ เพราะถนนระหว่างเมืองในอินเดียเล็กและแคบมาก ยกเว้นถนน super highway แต่แม้จะใช้ super highway ก็ต้องเจอกับข้อบังคับทางกฎหมายคือห้ามขับรถยนต์เร็วกว่ากำหนด ซึ่งกำหนดไว้ที่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถึงแม้จะกำหนดไว้ตามนั้น แต่เมื่อขับรถจริงๆ ก็ไม่เคยได้ใช้ความเร็วตามกำหนด เพราะรถยนต์และรถอื่นๆ เช่น จักรยานยนต์ รถบรรทุกขนาดใหญ่ และรถไถนา รถอีแต๋นต่างใช้ถนน super highway กันมากมาย แถมถนนบางช่วงยังก่อสร้างมายาวนาน ดังนั้นจึงทำให้ระยะทางแค่ 245 กิโลเมตรแต่ต้องใช้เวลาเดินทางนานมาก เพราะฉะนั้น คณะของเราอาจจะแวะพักนอนค้างคืนที่ไวสาลี หรือไพสาลี หนึ่งคืนครั้นรุ่งเช้าก็เดินทางต่อไปกุสินารา แล้วพักค้างคืนที่กุสินารา จากนั้นเราก็จะไปกราบนมัสการพระมหาปรินิพพานสถูป และวิหารปรินิพพาน รวมถึงมกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และไปยังสถานที่ซึ่งโทณพราหมณ์จัดแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้กับเจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆ และที่สำคัญคือเราจะไปพักกันที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ วัดสำคัญทางศาสนาพุทธในเมืองกุสินารา และทำบุญทำกุศลร่วมกันที่วัดแห่งนี้ 

วันต่อไปจะเดินทางข้ามพรมแดนอินเดียเข้าสู่ประเทศเนปาล เพื่อไปเมืองลุมพินีวัน โดยจะค้างคืนที่ลุมพินีวันแล้ววันต่อมาจึงจะใช้สายการบินในประเทศเนปาลบินไปกรุงกาฐมาณฑุ พักที่กรุงกาฐมาณฑุหนึ่งคืนพร้อมกับพาเที่ยวชมโบราณสถานในเมืองหลวงของเนปาล แล้ววันรุ่งขึ้นในช่วงเย็นๆ ของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เดินทางกลับประเทศไทย โดยบินออกจากกรุงกาฐมาณฑุไปยังกรุงเทพมหานคร

นี่คือกำหนดการเดินทางโดยคร่าวๆ หากคุณๆ สนใจร่วมทริปที่มีสมาชิกเพียงจำนวนเล็กน้อย (ไม่เกิน 20 คน)กับ Mr.Flower โปรดติดต่อที่ 091-7233615 ขออนุญาตย้ำว่าด่วนนะครับ เพราะรับสมาชิกได้อีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ตะลอนเที่ยว : ล่องเจ้าพระยา ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/779163

ตะลอนเที่ยว : ล่องเจ้าพระยา ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่

ตะลอนเที่ยว : ล่องเจ้าพระยา ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผ่านพ้นวันส่งท้ายปีเก่า แล้วเข้าสู่ศักราชใหม่มาได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว แต่ Mr.Flower ยังเชื่อว่าหลายต่อหลายคนยังอยู่ในห้วงบรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ โดยการฉลองปีใหม่น่าจะจบสิ้นลงในช่วงสัปดาห์นี้แล้ว แล้วอีกไม่นานก็จะเข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีน แล้วพอเผลออีกแป๊บเดียว ก็จะถึงวันสงกรานต์อีกแล้ว 

ในช่วงที่ยังคงมีกลิ่นอายของวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่อบอวลอยู่เช่นนี้ ก็ขอนำภาพสวยๆ ในคืนส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ในลำน้ำเจ้าพระยาในบริเวณกรุงเทพฯ โดยในคืนวันที่ 31 ธันวาคมนั้น กลุ่มผู้อ่านแนวหน้าและผู้ฟังรายการ Good Time จำนวน20 กว่าคนไปพบปะสังสรรค์กันบนเรือเมเนธีโดยรับประทานอาหารค่ำแล้วพูดคุยสรวลเสเฮฮาด้วยกัน แล้วก็ลอยเรือล่องไปบนลำน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ช่วงถนนตกไปจนถึงบริเวณสะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยลอยเรือแบบอ้อยอิ่งไปบนกระแสธารา เพื่อรอชมพลุและแสง สี เสียงบริเวณสองฝากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา 

เราลงเรือกันตั้งแต่เวลาประมาณ2 ทุ่ม เมื่อลงเรือแล้วก็รับประทานอาหาร ขนมเครื่องดื่ม แล้วพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แล้วก็ชมวิวทิวทัศน์ ชมแสงไฟจากอาคารบ้านเรือนและโบราณสถานของสองฝั่งเจ้าพระยา โดยพยายามซึมซับความงามของแม่น้ำเจ้าพระยาเวลาค่ำ และชื่นชมความงามของแสงโคม แสงไฟจากอาคารต่างๆ ที่ตั้งเรียงรายอยู่สองฝั่งของแม่น้ำ ประกอบกับคืนส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เป็นคืนที่เพิ่งจะเข้าเดือนแรมได้เพียงไม่กี่วัน ดังนั้นจึงมีพระจันทร์ลอยดวงทอแสงอร่ามให้ชมในยามค่ำแม้จะไม่ใช่จันทร์เต็มดวง แต่ก็ต้องยอมรับว่าจันทร์คืนสุดท้ายของปี พ.ศ. 2566 งดงามไม่น้อย

หลายสถานที่ริมฝั่งเจ้าพระยาจัดงานรื่นเริงกันอย่างครึกครื้น สนุกสนาน ส่วนในลำน้ำเจ้าพระยาก็มีเรือมากมายลอยลำกันอย่างคับคั่ง ผู้คนส่งเสียงร้องเพลงกันอย่างแสนสำราญ จนกระทั่งเวลาใกล้เที่ยงคืน เรือทุกลำต่างก็ลอยลำอยู่ใกล้ๆ กับบริเวณจัดงานเพราะจะมีการแสดงพลุครั้งสำคัญของปีณ ลำน้ำเจ้าพระยา โดยปีนี้มีการจัดงานส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ อย่างยิ่งใหญ่สองแห่งในลำน้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพฯ คือที่วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร และที่ศูนย์การค้าไอคอนสยาม แต่กรมเจ้าท่าได้กันบริเวณไว้ โดยห้ามเรือจากสะพานพระรามแปดแล่นเลยหน้าวัดอรุณฯ ส่วนเรือที่มาจากท่าเรือถนนตก ก็ห้ามแล่นเกินเขตหน้าไอคอนสยาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาใกล้จุดพลุต้อนรับปีใหม่ ก็จะมีเขตที่ห้ามเรือเข้าไปใกล้บริเวณจุดพลุ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน และเพื่อป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทางน้ำในคืนที่มีเรือใหญ่มหึมานับร้อยลำไปรวมตัวกันเพื่อรอชมความงามของพลุเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา

ครั้นเมื่อได้เวลาเที่ยงคืนตรงเป๊ะ พลุลูกแรกก็ถูกจุดขึ้น แล้วตามมาด้วยพลุอีกหลายร้อยลูก แต่ละลูกมีสีสันสวยงามอร่ามตา บางลูกก็ระเบิดแล้วส่องแสงระยิบระยับวาววับจับตา การจุดพลุดำเนินไปเป็นเวลา 9 นาที แล้วทุกอย่างก็เงียบสงบ ตามมาด้วยเสียงตะโกนด้วยความเบิกบานว่า สุขสันต์วันปีใหม่ Happy New Year ขอให้
มีความสุขมากๆ ขอให้มีความเบิกบานสราญใจทุกคนต่างยิ้มแย้มอวยชัยให้พรกันและกันในบรรยากาศที่แสนจะอบอุ่นอบอวลไปด้วยมิตรภาพ

เมื่อจบสิ้นการจุดพลุเฉลิมฉลองปีใหม่แล้ว เรือทุกลำต่างก็แยกย้ายกันกลับไปรอเทียบท่า ส่งผู้โดยสารกลับขึ้นฝั่ง แล้วกลับบ้านด้วยความสวัสดิภาพ พร้อมกับความประทับใจที่มากจนเกินจะบรรยายออกมาได้หมด

สำหรับคุณผู้อ่านแนวหน้าที่มีความประสงค์จะล่องเจ้าพระยากับเรือเมเนธี หรือเรือคลาสสิก ไม่ว่าจะล่องพร้อมกับรับประทาน Dinner หรือล่องเรือในช่วงกลางวันเพื่อชมบ้านเรือนสองริมฝั่งน้ำ หรือ จะล่องเรือออกไปไกลถึงปากเกร็ด นนทบุรี หรือจะล่องเลยไปถึงอยุธยา ลพบุรี แล้วค้างคืนที่อยุธยาหรือลพบุรีสักคืน ก็สามารถบอก Mr.Flower ได้ เราสามารถจัดให้คุณได้ตามความต้องการ แม้กระทั่งล่องเรือไปชมพระจุฑาธุชราชฐาน เกาะสีชัง และขอบอกว่าเรือของเรามีให้บริการล่องเจ้าพระยาและรับประทาน Seafood Dinner หรือ ThaiCuisine Dinner ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ 

สนใจร่วมทริปล่องเจ้าพระยากับเราโปรดติดต่อ Mr.Flower ที่ 091-7233615 หรือหากจะเช่าเหมาเรือเพื่อจัดกิจกรรมเฉพาะหมู่คณะ ก็สามารถติดต่อ Mr.Flowerได้เช่นกัน

ตะลอนเที่ยว : สงบร่มเย็นในแดนพุทธภูมิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/778081

ตะลอนเที่ยว : สงบร่มเย็นในแดนพุทธภูมิ

ตะลอนเที่ยว : สงบร่มเย็นในแดนพุทธภูมิ

วันอาทิตย์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Mr.Flower เพิ่งกลับมาจากอินเดียเมื่อค่ำวันพุธที่ 27 ธันวาคม 2566 โดยการไปอินเดียครั้งนี้ ได้มีโอกาสดีที่ได้พบว่าองค์ดาไล ลามะ องค์ที่ 14 ผู้นำด้านจิตวิญญาณของชาวทิเบต เสด็จไปประทับและโปรดญาติโยมที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย โดยพระองค์จะประทับอยู่ที่พุทธคยาจนถึงช่วงปีใหม่ พ.ศ. 2567 

ในการไปอินเดียครั้งนี้ Mr.Flower นำคณะเล็กๆ ไปด้วยกันรวม 10 คน ไปถึงพุทธคยาวันที่ 23 ธันวาคม โดยคืนแรกนอนพักที่วัดไทยพุทธคยา คืนที่สองและสามไปนอนที่เมืองพาราณสี ส่วนคืนที่สี่กลับไปนอนที่วัดไทยพุทธคยา เพื่อจะได้เตรียมตัวกลับไทยได้สะดวกในวันที่ 27 ธันวาคม 

ผู้ร่วมทริปทุกคนบอกว่าอิ่มเอมใจมากกับการร่วมเดินทางด้วยกันในครั้งนี้ เพราะนอกจากจะได้ทราบข่าวดีเรื่ององค์ดาไล ลามะ องค์ที่ 14 ประทับอยู่ที่พุทธคยา
แล้ว ยังได้มีโอกาสได้กราบสักการะนมัสการและถวายผ้าไตร และเครื่องไทยธรรมแด่พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ Ph.D.) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และกราบนมัสการพระวิเทศวชิรญาณ วิ. (สมพงษ์ญาณธีโร) รักษาการเจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ โดยพระวิเทศวชิรญาณ วิ.ท่านได้นำสามเณรสุเทพ นรากร อายุ 10 ขวบซึ่งสามเณรสุเทพบวชอยู่ที่วัดหนองขุน อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ไปสวดปาฏิโมกข์ ถวายเป็นพุทธบูชา และถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จ
พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และถวายแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

สามเณรสุเทพได้รับการยกย่องว่ามีความจำเป็นเลิศ เพราะสามารถสวดพระปาฏิโมกข์ได้ด้วยปากเปล่า จนจบภายในเวลาเพียง 46 นาทีเท่านั้น นับว่าเป็นสามเณรที่สมควรได้รับการยกย่องและสนับสนุนให้ได้เล่าเรียนพระธรรมวินัยขั้นสูง และศึกษาพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ต่อ เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อการช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ขจรขจายยิ่งๆ ขึ้นไป ในการนี้ สามเณรสุเทพได้สวดพระปาฏิโมกข์ ณ ลานพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และยังได้เมตตาสวดพระปาฏิโมกข์ให้บรรดาพระและเณรจากทิเบต และเมียนมารวมถึงพุทธศาสนิกชนไทยที่ไปรวมตัวกันในพระอุโบสถวัดไทยพุทธคยาด้วย ต้องยอมรับว่าการจะได้ฟังการสวดพระปาฏิโมกข์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้น บุคคลใดที่ได้ฟังพระปาฏิโมกข์ จึงนับว่ามีบุญมาก 

ในทริปนี้ Mr.Flower ยังนำสมาชิกไปกราบนมัสการธัมเมกขสถูป หรือมหาสถูปที่พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงสร้างเพื่อเป็นสิ่งบูชาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเพื่อเป็นสังเวชนียสถานในการแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในเมืองสารนาถ แคว้นพาราณสี และเข้าชมพิพิธภัณฑสถานเมืองสารนาถ แล้วในช่วงค่ำนำสมาชิกไปล่องเรือในแม่น้ำคงคา ชมบ้านเมืองและวังเก่าริมแม่น้ำคงคา และได้มองเห็นสัจธรรมของการทุกชีวิตคือการตายจาก โดยได้เห็นการเผาศพด้วยฟืน ณ ริมแม่พระคงคา โดยไฟจากการเผาศพที่ริมน้ำแห่งนี้ไม่เคยมอดดับแม้แต่วินาทีเดียวมาตั้งแต่ 4 พันกว่าปีมาแล้ว และยังได้ชมพิธีบูชาอารตี ณ ริมฝั่งพระคงคาอีกด้วย 

สำหรับทริปหน้าจะจัดในช่วงวันที่ 22-27 กุมภาพันธ์ 2567 ครั้งนี้จะพาไปเมืองที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย และสถานที่ประสูติ ณ ลุมพินีวัน ประเทศเนปาล โดยในช่วงเวลาดังกล่าวองค์ดาไล ลามะ จะเสด็จ ณ เมืองกุสินาราด้วย 

ผู้ที่สนใจร่วมทริปกุสินารา ลุมพินีวันในครั้งหน้า โปรดติดต่อจองที่นั่งด่วน ที่หมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : 108 ปี คีตสมัย อาจารย์เจริญใจ สุนทรวาทิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776846

ตะลอนเที่ยว : 108 ปี คีตสมัย อาจารย์เจริญใจ สุนทรวาทิน

ตะลอนเที่ยว : 108 ปี คีตสมัย อาจารย์เจริญใจ สุนทรวาทิน

วันอาทิตย์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 07.25 น.

วาระครบ 108 ปี ชาตกาลอาจารย์เจริญใจ สุนทรวาทิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาคีตศิลป์ไทย ผู้เป็นเอตทัคคะและปูชนียบุคคลของวงการดนตรีไทย แม้ว่าท่านจะละสังขารไปแล้วเป็นเวลา 10 กว่าปี แต่คุณความดีของท่านยังดำรงคงอยู่บนแผ่นดินไทย ดังนั้น ในโอกาส 108 ปี ชาตกาลของท่าน คณะลูกศิษย์ของครู และชมรมดนตรีไทย สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงร่วมกันจัดงานเพื่อรำลึกถึงพระคุณครูที่ได้ประสิทธิ์ประสาทการดนตรีไทยให้กับศิษย์ 

ในโอกาสนี้ คณะศิษย์ของอาจารย์เจริญใจ ได้ขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธาน และทรงร่วมบรรเลงเพลงชุดกล่อมสยาม และทอดพระเนตรการแสดง ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม 2566 เมื่อเวลา 09.00 น. 

การแสดงเพื่อรำลึกถึงพระคุณของอาจารย์เจริญใจมีหลากหลาย อาทิ การบรรเลงด้วยวงมโหรีพิเศษ ชมรมดนตรีไทย สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วงมโหรี
เครื่องใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย วงปีพาทย์ไม้แข็งเครื่องใหญ่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ การบรรเลงด้วยซอสามสายจากคณะลูกศิษย์อาจารย์เจริญใจ ร่วม 22 คันและขับร้องเพลงหมู่โดยวงมวลมิตร และการจับระบำชุดดาวดึงส์ 

อาจารย์เจริญใจได้รับการฝึกฝนด้านดนตรีไทยมาตั้งแต่วัยเยาว์ เพราะเกิดในตระกูลนักดนตรีไทย บิดาของอาจารย์เจริญใจคือพระยาเสนาะดุริยางค์ ผู้ฝึกสอนให้อาจารย์สามารถขับร้องเพลงไทย จนอาจารย์ได้รับการยกย่องว่าเป็นแบบอย่างที่ดีเลิศ ซึ่งปรากฏผลงานมาตั้งแต่วัยเยาว์ด้วยอายุเพียง 8 ปี ในการร่วมขับร้องงานประชันวงปี่พาทย์ “สี่มะเส็ง” ณ วังบางขุนพรหมนอกจากการขับร้องเพลงที่ดีเลิศแล้ว อาจารย์ยังเล่นดนตรีได้หลายชนิด แต่มีเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งที่อาจารย์ได้รับการยกย่องว่ามีฝีมือเล่นเป็นเลิศคือซอสามสาย

อาจารย์เจริญใจได้ถวายตัวรับราชการในกรมมหรสพ ทำหน้าที่ขับร้อง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้นต่อมาได้ถวายตัวเป็นข้าหลวง เป็นนักร้อง
ประจำวงมโหรีในราชสำนัก ในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี 

เมื่อปี 2506 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขับร้องและบรรเลงเดี่ยวซอสามสาย เพลงบุหลันลอยเลื่อน ในการเฝ้าฯรับเสด็จสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอ ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก สมัยทรงดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารี 

และอาจารย์ยังถวายการสอนขับร้องและดนตรีไทยแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งแต่ปี 2518 นอกจากนั้น อาจารย์ยังมีงานอีกมากมาย อาทิ ผู้ควบคุมวงดนตรีไทย ชมรมดนตรีไทย สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวงดนตรีไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสอนซอสามสายให้คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวางหลักสูตร และสอนวิชาขับร้องให้คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงวงดนตรีไทยของธนาคารต่างๆ เช่น กสิกรไทย และไทยพาณิชย์ 

งานที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2566 จึงเป็นการแสดงความเคารพ รัก และกตัญญูต่ออาจารย์เจริญใจ ในฐานะที่อาจารย์คือปูชนียบุคคลคนสำคัญท่านหนึ่งของวงการดนตรีไทย

(ขอบคุณภาพจากศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

ตะลอนเที่ยว : สว่างกระจ่างกลางนภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775499

ตะลอนเที่ยว : สว่างกระจ่างกลางนภา

ตะลอนเที่ยว : สว่างกระจ่างกลางนภา

วันอาทิตย์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

งานพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9 ประจำปี 2566 จบลงไปแล้วเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พร้อมกับความประทับใจในหลากหลายรูปแบบ ทั้งไม้ดอกบานสะพรั่งทั่วสวน รวมถึงไม้ใบเขียวขจีสดสวยทั่วสวนหลวงฯ อีกทั้งยังมีการแสดงมากมาย พร้อมการออกร้านค้าสารพัดสารพัน แต่สำหรับผู้ที่เป็นแฟนพันธ์ุแท้ของงานพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9 จะบอกตรงกันว่า Highlight ของงานที่ผู้คนต่างจับตาเฝ้ารอคอยคือ การจุดพลุในวันแรกของงานคือวันที่ 1 ธันวาคม และวันปิดงาน คือ 10 ธันวาคม โดยแต่ก่อนนั้น ในครั้งที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ยังทรงมีพระชนม์ชีพนั้น จะมีพลุที่งดงามอลังการจุดเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวา มหาราชด้วย

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ ขอนำภาพการจุดพลุในงานพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9 มาฝากคุณผู้อ่าน และนำภาพการแสดงแสง สี เสียง พร้อมการจุดพลุในงานวิจิตรเจ้าพระยา ซึ่งจัดมาตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม แล้วจะจัดไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ณ บริเวณต่างๆ ของลำน้ำเจ้าพระยา ในเขตกรุงเทพมหานคร มาฝากคุณผู้อ่านในโอกาสนี้ด้วย เพื่อเป็นการย้ำให้คุณๆ ไม่ลืมไปชมความงามของงานวิจิตรเจ้าพระยา ที่จะมีไปจนถึงวันสิ้นปี 2566 และเพื่อบอกด้วยว่า ปีหน้าเราจะไปพบกันใหม่ในงานพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9

สำหรับงานวิจิตรเจ้าพระยานั้น ขอเรียนให้คุณผู้อ่านทราบว่า Mr.Flower จัดทริปล่องเรือรับประทาน Dinner พร้อมชมความวิจิตรของพลุเหนือลำน้ำเจ้าพระยา และชมความงดงามของแสงไฟที่ติดประดับอาคารสถานที่ต่างๆ พร้อมทั้งโบราณสถานสองริมฝั่งเจ้าพระยา โดยเรือจะพาคุณๆ ไปชมความวิจิตรของลำน้ำเจ้าพระยาทุกๆ วันเสาร์ และอาทิตย์ พร้อมรับประทานอาหารรสชาติแสนอร่อยในระหว่างการล่องเรือชมความวิจิตรเหนือลำเจ้าพระยา และได้สรวลเสเฮฮาปาร์ตี้กับสมาชิกคอลัมน์ตะลอนเที่ยว

ผู้สนใจร่วมทริปชมความวิจิตรเหนือเจ้าพระยากับ Mr.Flower โปรดติดต่อได้ที่หมายเลข 091-7233615 รับสมาชิกทริปละ 40 คนเท่านั้น ส่วนคืนส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 31 ธันวาคมนี้Mr.Flower ขอเชิญชวนคุณๆ ร่วมล่องเรือเหนือลำเจ้าพระยา ชมพลุตระการตา และชมแสง สี แสงของสองฟากฝั่งเจ้าพระยาด้วยกัน หากสนใจร่วมส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ด้วยกัน โปรดติดต่อโทรศัพท์หมายเลขที่ให้ไว้ข้างต้นครับ

ขอขอบคุณภาพพลุสวยงามจากฝีมือของสมาชิกล่องเรือกับ Mr.Flower คือ คุณณัฐทัตต์ วงศ์ทองเหลือ (ถ่ายภาพพลุจากสวนหลวง ร. 9) และจากช่างภาพประจำเรือที่คณะของเราใช้บริการล่องเจ้าพระยา (ถ่ายภาพพลุงามงดสดสวยเหนือลำเจ้าพระยา)