ตะลอนเที่ยว : หลากสี ต่างสรร สารพันอินเดีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/781992

ตะลอนเที่ยว : หลากสี ต่างสรร สารพันอินเดีย

ตะลอนเที่ยว : หลากสี ต่างสรร สารพันอินเดีย

วันอาทิตย์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ยังคงชวนคุณๆ ไปเที่ยวอินเดียด้วยกัน โดยเมื่อสัปดาห์ก่อนๆ นั้นได้นำคุณไปเที่ยวชมเมืองกายา สถานที่ตั้งพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสมณโคดม และไปที่เมืองสารนาถ พาราณสี ไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันเพื่อไปกราบนมัสการธัมเมกขสถูป สถานที่แสดงปฐมเทศนา แล้วก็ไปล่องพระแม่คงคายามค่ำ และยามเช้า 

หลายคนอาจจะรู้สึกกลัวๆ เมืองอินเดีย เพราะได้รับภาพหลอนในเชิงลบมาเยอะแยะ แต่จริงๆ แล้วต้องบอกว่าอินเดียมีมุมดีๆ มากมาย ส่วนภาพหลอนเก่าๆ นั้น หากคุณได้ไปเจอกับภาคจริงๆ ของอินเดียแล้ว รับรองว่าคุณจะบอกกับตัวเองว่า เรานั้นโง่มานานมาก ที่หลงกลัวเมืองอินเดีย เพราะอินเดียมีมนต์เสน่ห์มากมายหลากหลายมุม และเต็มไปด้วยสีสันที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์

วันนี้ Mr.Flower ขอบอกย้ำว่า 21-26 กุมภาพันธ์นี้ เราจะไปอินเดียและเนปาลกัน โดยจะไปสังเวชนียสถานสำคัญอีกสองแห่งคือที่สาลวโนทยาน เมืองกุสินาราสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพานของพระพุทธองค์ แล้วไปยังเมืองอื่นๆ ในสมัยพุทธกาล เช่น สาวัตถี ไพสาลี เป็นต้น แล้วจากนั้นจะข้ามพรมแดนไปยังเนปาล ไปที่เมืองลุมพินีวัน สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร แล้วจากนั้นจะบินต่อไปยังกรุงกาฐมาณฑุ เพื่อไปเที่ยวชมเมืองโบราณมรดกโลก และไปชมวังของกุมารี เทวนารีผู้ยังอยู่บนโลกมนุษย์ แล้วจึงบินกลับกรุงเทพฯ

แต่สำหรับวันนี้ขออนุญาตนำภาพของอินเดียในแง่มุมต่างๆ มาฝากคุณอีกครั้งก่อนที่คณะของเราจะเดินทางไปสัมผัสของจริงอีกครั้งในเร็วๆ นี้ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมมีภาพของทัชมาฮาลด้วย ก็ต้องบอกว่า เราตั้งใจจะพาคณะไปเที่ยวชมทัชมาลฮาลในอนาคตอันใกล้นี้ ก็จึงนำภาพของสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดแห่งของโลกมาฝากคุณก่อน

หลายคนอาจถามว่าทำไมทริปนี้จึงไม่พาไปทัชมาฮาลด้วย ตอบได้โดยทันทีว่าไปไม่ทันครับ เพราะการเดินทางในอินเดียนั้นต้องใช้เวลานานมาก เพราะรถรามากมาย เนื่องจากผู้คนมากมายมหาศาล แล้วหากเดินทางบนถนนระหว่างเมือง ที่ไม่มีถนน super highway แล้วก็ต้องใช้เวลานานมาก
เพราะถนนแคบ รถมากมาย และยังมีพาหนะอื่นๆ เช่น เกวียน รถไถนา จักรยานยนต์จักรยาน และผู้คนเดินกันขวักไขว่ เพราะฉะนั้นการเดินทางจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง ซึ่งมีระยะทางเพียง 250 กิโลเมตร แต่อาจต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 7 ชั่วโมง ซึ่งก็ต้องเข้าใจ และต้องทำใจให้ยอมรับกับความเป็นจริง 

อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำเหมือนเดิมว่าอินเดียมีสารพัดมนตราที่จะมัดใจคนที่ชื่นชอบอินเดียได้ จึงทำให้บางคนไปอินเดียได้บ่อยแสนบ่อย เพราะเมืองแต่ละเมืองในอินเดียนั้นมีเสน่ห์แตกต่างกันไป 

บางคนหลงใหลกับตลาดขายของในกรุงนิวเดลี บางคนหลงเสน่ห์ของเทศกาลโฮลีหรือการนำสีฝุ่นออกมาโปรยสาดใส่กันอย่างสนุกสนาน บางคนชอบเทศกาลส่งพระพิฆเนศ หรือเทศกาลคเณศจตุรถี บางคนชอบเมืองสีชมพู นครชัยปุระ (จัยปูร์) หรือบางคนชอบถ้ำอชันตา เอลโรลา บางคนชอบแคว้นกัสมีร์ หรือแคชเมียร์ และยังมีอีกสารพัดจะสรรหามากล่าวในที่นี้ 

บอกได้คำเดียวว่าอินเดียมีความน่าสนใจมากจริงๆ หากคุณเคยไปสัมผัสมาแล้ว แล้วคุณชื่นชอบ คุณจะกลับไปอีกเมื่อคุณต้องการกลับไป เพราะหลงใหลในมนต์เสน่ห์ของอินเดียจนถอนใจไม่ได้ 

อย่าลืมนะครับ 21-26 กุมภาฯนี้ เรามีนัดกันที่อินเดียและเนปาล โดยจะไปลงเมืองสาวัตถี ไพสาลี กุสินารา แล้วข้ามไปลุมพินีวัน แล้วไปจบทริปที่กรุงกาฐมาณฑุ

สนใจร่วมทริปกับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615 ด่วนครับ เพราะที่นั่งมีจำกัดมากครับ

ตะลอนเที่ยว : กุสินารา เมืองที่พระสมณโคดมเสด็จดับขันธปรินิพพาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/780556

ตะลอนเที่ยว : กุสินารา เมืองที่พระสมณโคดมเสด็จดับขันธปรินิพพาน

ตะลอนเที่ยว : กุสินารา เมืองที่พระสมณโคดมเสด็จดับขันธปรินิพพาน

วันอาทิตย์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2567, 08.19 น.

เมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม Mr.Flower พาผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มเล็กๆ ไปเมืองกายา หรือคยา รัฐพิหาร สถานที่ตั้งเจดีย์พุทธคยา สังเวชนียสถานสำคัญแห่งหนึ่งอันสืบเนื่องกับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระสมณโคดม เพราะเป็นสถานที่ทรงตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อวันเพ็ญเดือนหก ก่อนปีพุทธศักราช 45 ปี สำหรับในช่วงเวลาที่คณะของเราไปพุทธคยานั้น องค์ทะไล ลามะ เท็นซิน กยัตโส ทะไล ลามะ องค์ที่ 14 เสด็จ ณ พุทธคยาด้วย

นอกจากไปเมืองกายาแล้ว ยังนำไปที่ธัมเมกขสถูป ณ เมืองสารนาถ ในนครพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ (เดิมอยู่ในแคว้นกาสี สมัยพุทธกาล) เพื่อไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน สถานที่แสดงปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตรโปรดปัญจวัคคีย์ ในวันเพ็ญ เดือนแปด ก่อนปีพุทธศักราช 45 ปีสำหรับธัมเมกขสถูปเป็นสังเวชนียสถานอีกแห่งหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

นอกจากนำสมาชิกไปที่สังเวชนียสถานทั้งสองแห่งคือเจดีย์พุทธคยา และธัมเมกขสถูปแล้ว ยังนำสมาชิกไปล่องแม่พระคงคา เพื่อชมพิธีอารตีในยามค่ำ แล้วก็ยังหวนกลับไปชมแม่พระคงคาในยามรุ่งอรุณ เพื่อชมการทำพิธีอาบน้ำล้างบาปในแม่น้ำของผู้นับถือศาสนาฮินดูอีกด้วย

เมื่อไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานมาแล้วสองแห่ง ก็ทำให้มีเสียงเรียกร้องว่าขอให้นำพาไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานอีกสองแห่งที่เหลือคือสาลวโนทยาน เมืองกุสินารา จังหวัดเทวริยา รัฐอุตตรประเทศ สถานที่ที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน และเมืองลุมพินีวัน อำเภอไภรวา แคว้นอูธ ประเทศเนปาล สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งในกาลต่อมาได้ทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงเป็นพระสมณโคดมพุทธเจ้า 

ดังนั้น Mr.Flower จึงกำหนดจัดทริปไปยังเมืองกุสินาราและลุมพินีวัน ในวันที่ 21-26 กุมภาพันธ์2567 เพื่อนำสมาชิกไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานอีกสองแห่ง คือสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน และสถานที่ประสูติ

โดยมีกำหนดการเดินทางออกจากกรุงเทพฯ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ไปยังเมืองพาราณสี แล้วนั่งรถต่อไปยังเมืองกุสินารา เมืองทั้งสองแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากกันประมาณ 245 กิโลเมตร แต่ต้องบอกให้ทราบว่าระยะทางที่คนไทยบอกว่าแค่เพียง 245 กิโลเมตรนั้น มันต่างกันมากระหว่างหนทางเท่านี้ในประเทศไทยกับหนทางในประเทศอินเดีย เพราะระยะทาง 245 กิโลเมตรในอินเดีย อาจต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่า 7-8 ชั่วโมงก็ได้ หากมีการจราจรคับคั่งมากๆ เพราะถนนระหว่างเมืองในอินเดียเล็กและแคบมาก ยกเว้นถนน super highway แต่แม้จะใช้ super highway ก็ต้องเจอกับข้อบังคับทางกฎหมายคือห้ามขับรถยนต์เร็วกว่ากำหนด ซึ่งกำหนดไว้ที่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถึงแม้จะกำหนดไว้ตามนั้น แต่เมื่อขับรถจริงๆ ก็ไม่เคยได้ใช้ความเร็วตามกำหนด เพราะรถยนต์และรถอื่นๆ เช่น จักรยานยนต์ รถบรรทุกขนาดใหญ่ และรถไถนา รถอีแต๋นต่างใช้ถนน super highway กันมากมาย แถมถนนบางช่วงยังก่อสร้างมายาวนาน ดังนั้นจึงทำให้ระยะทางแค่ 245 กิโลเมตรแต่ต้องใช้เวลาเดินทางนานมาก เพราะฉะนั้น คณะของเราอาจจะแวะพักนอนค้างคืนที่ไวสาลี หรือไพสาลี หนึ่งคืนครั้นรุ่งเช้าก็เดินทางต่อไปกุสินารา แล้วพักค้างคืนที่กุสินารา จากนั้นเราก็จะไปกราบนมัสการพระมหาปรินิพพานสถูป และวิหารปรินิพพาน รวมถึงมกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และไปยังสถานที่ซึ่งโทณพราหมณ์จัดแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้กับเจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆ และที่สำคัญคือเราจะไปพักกันที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ วัดสำคัญทางศาสนาพุทธในเมืองกุสินารา และทำบุญทำกุศลร่วมกันที่วัดแห่งนี้ 

วันต่อไปจะเดินทางข้ามพรมแดนอินเดียเข้าสู่ประเทศเนปาล เพื่อไปเมืองลุมพินีวัน โดยจะค้างคืนที่ลุมพินีวันแล้ววันต่อมาจึงจะใช้สายการบินในประเทศเนปาลบินไปกรุงกาฐมาณฑุ พักที่กรุงกาฐมาณฑุหนึ่งคืนพร้อมกับพาเที่ยวชมโบราณสถานในเมืองหลวงของเนปาล แล้ววันรุ่งขึ้นในช่วงเย็นๆ ของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เดินทางกลับประเทศไทย โดยบินออกจากกรุงกาฐมาณฑุไปยังกรุงเทพมหานคร

นี่คือกำหนดการเดินทางโดยคร่าวๆ หากคุณๆ สนใจร่วมทริปที่มีสมาชิกเพียงจำนวนเล็กน้อย (ไม่เกิน 20 คน)กับ Mr.Flower โปรดติดต่อที่ 091-7233615 ขออนุญาตย้ำว่าด่วนนะครับ เพราะรับสมาชิกได้อีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ตะลอนเที่ยว : ล่องเจ้าพระยา ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/779163

ตะลอนเที่ยว : ล่องเจ้าพระยา ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่

ตะลอนเที่ยว : ล่องเจ้าพระยา ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผ่านพ้นวันส่งท้ายปีเก่า แล้วเข้าสู่ศักราชใหม่มาได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว แต่ Mr.Flower ยังเชื่อว่าหลายต่อหลายคนยังอยู่ในห้วงบรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ โดยการฉลองปีใหม่น่าจะจบสิ้นลงในช่วงสัปดาห์นี้แล้ว แล้วอีกไม่นานก็จะเข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีน แล้วพอเผลออีกแป๊บเดียว ก็จะถึงวันสงกรานต์อีกแล้ว 

ในช่วงที่ยังคงมีกลิ่นอายของวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่อบอวลอยู่เช่นนี้ ก็ขอนำภาพสวยๆ ในคืนส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ในลำน้ำเจ้าพระยาในบริเวณกรุงเทพฯ โดยในคืนวันที่ 31 ธันวาคมนั้น กลุ่มผู้อ่านแนวหน้าและผู้ฟังรายการ Good Time จำนวน20 กว่าคนไปพบปะสังสรรค์กันบนเรือเมเนธีโดยรับประทานอาหารค่ำแล้วพูดคุยสรวลเสเฮฮาด้วยกัน แล้วก็ลอยเรือล่องไปบนลำน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ช่วงถนนตกไปจนถึงบริเวณสะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยลอยเรือแบบอ้อยอิ่งไปบนกระแสธารา เพื่อรอชมพลุและแสง สี เสียงบริเวณสองฝากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา 

เราลงเรือกันตั้งแต่เวลาประมาณ2 ทุ่ม เมื่อลงเรือแล้วก็รับประทานอาหาร ขนมเครื่องดื่ม แล้วพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แล้วก็ชมวิวทิวทัศน์ ชมแสงไฟจากอาคารบ้านเรือนและโบราณสถานของสองฝั่งเจ้าพระยา โดยพยายามซึมซับความงามของแม่น้ำเจ้าพระยาเวลาค่ำ และชื่นชมความงามของแสงโคม แสงไฟจากอาคารต่างๆ ที่ตั้งเรียงรายอยู่สองฝั่งของแม่น้ำ ประกอบกับคืนส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เป็นคืนที่เพิ่งจะเข้าเดือนแรมได้เพียงไม่กี่วัน ดังนั้นจึงมีพระจันทร์ลอยดวงทอแสงอร่ามให้ชมในยามค่ำแม้จะไม่ใช่จันทร์เต็มดวง แต่ก็ต้องยอมรับว่าจันทร์คืนสุดท้ายของปี พ.ศ. 2566 งดงามไม่น้อย

หลายสถานที่ริมฝั่งเจ้าพระยาจัดงานรื่นเริงกันอย่างครึกครื้น สนุกสนาน ส่วนในลำน้ำเจ้าพระยาก็มีเรือมากมายลอยลำกันอย่างคับคั่ง ผู้คนส่งเสียงร้องเพลงกันอย่างแสนสำราญ จนกระทั่งเวลาใกล้เที่ยงคืน เรือทุกลำต่างก็ลอยลำอยู่ใกล้ๆ กับบริเวณจัดงานเพราะจะมีการแสดงพลุครั้งสำคัญของปีณ ลำน้ำเจ้าพระยา โดยปีนี้มีการจัดงานส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ อย่างยิ่งใหญ่สองแห่งในลำน้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพฯ คือที่วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร และที่ศูนย์การค้าไอคอนสยาม แต่กรมเจ้าท่าได้กันบริเวณไว้ โดยห้ามเรือจากสะพานพระรามแปดแล่นเลยหน้าวัดอรุณฯ ส่วนเรือที่มาจากท่าเรือถนนตก ก็ห้ามแล่นเกินเขตหน้าไอคอนสยาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาใกล้จุดพลุต้อนรับปีใหม่ ก็จะมีเขตที่ห้ามเรือเข้าไปใกล้บริเวณจุดพลุ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน และเพื่อป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทางน้ำในคืนที่มีเรือใหญ่มหึมานับร้อยลำไปรวมตัวกันเพื่อรอชมความงามของพลุเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา

ครั้นเมื่อได้เวลาเที่ยงคืนตรงเป๊ะ พลุลูกแรกก็ถูกจุดขึ้น แล้วตามมาด้วยพลุอีกหลายร้อยลูก แต่ละลูกมีสีสันสวยงามอร่ามตา บางลูกก็ระเบิดแล้วส่องแสงระยิบระยับวาววับจับตา การจุดพลุดำเนินไปเป็นเวลา 9 นาที แล้วทุกอย่างก็เงียบสงบ ตามมาด้วยเสียงตะโกนด้วยความเบิกบานว่า สุขสันต์วันปีใหม่ Happy New Year ขอให้
มีความสุขมากๆ ขอให้มีความเบิกบานสราญใจทุกคนต่างยิ้มแย้มอวยชัยให้พรกันและกันในบรรยากาศที่แสนจะอบอุ่นอบอวลไปด้วยมิตรภาพ

เมื่อจบสิ้นการจุดพลุเฉลิมฉลองปีใหม่แล้ว เรือทุกลำต่างก็แยกย้ายกันกลับไปรอเทียบท่า ส่งผู้โดยสารกลับขึ้นฝั่ง แล้วกลับบ้านด้วยความสวัสดิภาพ พร้อมกับความประทับใจที่มากจนเกินจะบรรยายออกมาได้หมด

สำหรับคุณผู้อ่านแนวหน้าที่มีความประสงค์จะล่องเจ้าพระยากับเรือเมเนธี หรือเรือคลาสสิก ไม่ว่าจะล่องพร้อมกับรับประทาน Dinner หรือล่องเรือในช่วงกลางวันเพื่อชมบ้านเรือนสองริมฝั่งน้ำ หรือ จะล่องเรือออกไปไกลถึงปากเกร็ด นนทบุรี หรือจะล่องเลยไปถึงอยุธยา ลพบุรี แล้วค้างคืนที่อยุธยาหรือลพบุรีสักคืน ก็สามารถบอก Mr.Flower ได้ เราสามารถจัดให้คุณได้ตามความต้องการ แม้กระทั่งล่องเรือไปชมพระจุฑาธุชราชฐาน เกาะสีชัง และขอบอกว่าเรือของเรามีให้บริการล่องเจ้าพระยาและรับประทาน Seafood Dinner หรือ ThaiCuisine Dinner ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ 

สนใจร่วมทริปล่องเจ้าพระยากับเราโปรดติดต่อ Mr.Flower ที่ 091-7233615 หรือหากจะเช่าเหมาเรือเพื่อจัดกิจกรรมเฉพาะหมู่คณะ ก็สามารถติดต่อ Mr.Flowerได้เช่นกัน

ตะลอนเที่ยว : สงบร่มเย็นในแดนพุทธภูมิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/778081

ตะลอนเที่ยว : สงบร่มเย็นในแดนพุทธภูมิ

ตะลอนเที่ยว : สงบร่มเย็นในแดนพุทธภูมิ

วันอาทิตย์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Mr.Flower เพิ่งกลับมาจากอินเดียเมื่อค่ำวันพุธที่ 27 ธันวาคม 2566 โดยการไปอินเดียครั้งนี้ ได้มีโอกาสดีที่ได้พบว่าองค์ดาไล ลามะ องค์ที่ 14 ผู้นำด้านจิตวิญญาณของชาวทิเบต เสด็จไปประทับและโปรดญาติโยมที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย โดยพระองค์จะประทับอยู่ที่พุทธคยาจนถึงช่วงปีใหม่ พ.ศ. 2567 

ในการไปอินเดียครั้งนี้ Mr.Flower นำคณะเล็กๆ ไปด้วยกันรวม 10 คน ไปถึงพุทธคยาวันที่ 23 ธันวาคม โดยคืนแรกนอนพักที่วัดไทยพุทธคยา คืนที่สองและสามไปนอนที่เมืองพาราณสี ส่วนคืนที่สี่กลับไปนอนที่วัดไทยพุทธคยา เพื่อจะได้เตรียมตัวกลับไทยได้สะดวกในวันที่ 27 ธันวาคม 

ผู้ร่วมทริปทุกคนบอกว่าอิ่มเอมใจมากกับการร่วมเดินทางด้วยกันในครั้งนี้ เพราะนอกจากจะได้ทราบข่าวดีเรื่ององค์ดาไล ลามะ องค์ที่ 14 ประทับอยู่ที่พุทธคยา
แล้ว ยังได้มีโอกาสได้กราบสักการะนมัสการและถวายผ้าไตร และเครื่องไทยธรรมแด่พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ Ph.D.) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และกราบนมัสการพระวิเทศวชิรญาณ วิ. (สมพงษ์ญาณธีโร) รักษาการเจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ โดยพระวิเทศวชิรญาณ วิ.ท่านได้นำสามเณรสุเทพ นรากร อายุ 10 ขวบซึ่งสามเณรสุเทพบวชอยู่ที่วัดหนองขุน อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ไปสวดปาฏิโมกข์ ถวายเป็นพุทธบูชา และถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จ
พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และถวายแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

สามเณรสุเทพได้รับการยกย่องว่ามีความจำเป็นเลิศ เพราะสามารถสวดพระปาฏิโมกข์ได้ด้วยปากเปล่า จนจบภายในเวลาเพียง 46 นาทีเท่านั้น นับว่าเป็นสามเณรที่สมควรได้รับการยกย่องและสนับสนุนให้ได้เล่าเรียนพระธรรมวินัยขั้นสูง และศึกษาพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ต่อ เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อการช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ขจรขจายยิ่งๆ ขึ้นไป ในการนี้ สามเณรสุเทพได้สวดพระปาฏิโมกข์ ณ ลานพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และยังได้เมตตาสวดพระปาฏิโมกข์ให้บรรดาพระและเณรจากทิเบต และเมียนมารวมถึงพุทธศาสนิกชนไทยที่ไปรวมตัวกันในพระอุโบสถวัดไทยพุทธคยาด้วย ต้องยอมรับว่าการจะได้ฟังการสวดพระปาฏิโมกข์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้น บุคคลใดที่ได้ฟังพระปาฏิโมกข์ จึงนับว่ามีบุญมาก 

ในทริปนี้ Mr.Flower ยังนำสมาชิกไปกราบนมัสการธัมเมกขสถูป หรือมหาสถูปที่พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงสร้างเพื่อเป็นสิ่งบูชาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเพื่อเป็นสังเวชนียสถานในการแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในเมืองสารนาถ แคว้นพาราณสี และเข้าชมพิพิธภัณฑสถานเมืองสารนาถ แล้วในช่วงค่ำนำสมาชิกไปล่องเรือในแม่น้ำคงคา ชมบ้านเมืองและวังเก่าริมแม่น้ำคงคา และได้มองเห็นสัจธรรมของการทุกชีวิตคือการตายจาก โดยได้เห็นการเผาศพด้วยฟืน ณ ริมแม่พระคงคา โดยไฟจากการเผาศพที่ริมน้ำแห่งนี้ไม่เคยมอดดับแม้แต่วินาทีเดียวมาตั้งแต่ 4 พันกว่าปีมาแล้ว และยังได้ชมพิธีบูชาอารตี ณ ริมฝั่งพระคงคาอีกด้วย 

สำหรับทริปหน้าจะจัดในช่วงวันที่ 22-27 กุมภาพันธ์ 2567 ครั้งนี้จะพาไปเมืองที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย และสถานที่ประสูติ ณ ลุมพินีวัน ประเทศเนปาล โดยในช่วงเวลาดังกล่าวองค์ดาไล ลามะ จะเสด็จ ณ เมืองกุสินาราด้วย 

ผู้ที่สนใจร่วมทริปกุสินารา ลุมพินีวันในครั้งหน้า โปรดติดต่อจองที่นั่งด่วน ที่หมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : 108 ปี คีตสมัย อาจารย์เจริญใจ สุนทรวาทิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776846

ตะลอนเที่ยว : 108 ปี คีตสมัย อาจารย์เจริญใจ สุนทรวาทิน

ตะลอนเที่ยว : 108 ปี คีตสมัย อาจารย์เจริญใจ สุนทรวาทิน

วันอาทิตย์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 07.25 น.

วาระครบ 108 ปี ชาตกาลอาจารย์เจริญใจ สุนทรวาทิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาคีตศิลป์ไทย ผู้เป็นเอตทัคคะและปูชนียบุคคลของวงการดนตรีไทย แม้ว่าท่านจะละสังขารไปแล้วเป็นเวลา 10 กว่าปี แต่คุณความดีของท่านยังดำรงคงอยู่บนแผ่นดินไทย ดังนั้น ในโอกาส 108 ปี ชาตกาลของท่าน คณะลูกศิษย์ของครู และชมรมดนตรีไทย สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงร่วมกันจัดงานเพื่อรำลึกถึงพระคุณครูที่ได้ประสิทธิ์ประสาทการดนตรีไทยให้กับศิษย์ 

ในโอกาสนี้ คณะศิษย์ของอาจารย์เจริญใจ ได้ขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธาน และทรงร่วมบรรเลงเพลงชุดกล่อมสยาม และทอดพระเนตรการแสดง ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม 2566 เมื่อเวลา 09.00 น. 

การแสดงเพื่อรำลึกถึงพระคุณของอาจารย์เจริญใจมีหลากหลาย อาทิ การบรรเลงด้วยวงมโหรีพิเศษ ชมรมดนตรีไทย สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วงมโหรี
เครื่องใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย วงปีพาทย์ไม้แข็งเครื่องใหญ่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ การบรรเลงด้วยซอสามสายจากคณะลูกศิษย์อาจารย์เจริญใจ ร่วม 22 คันและขับร้องเพลงหมู่โดยวงมวลมิตร และการจับระบำชุดดาวดึงส์ 

อาจารย์เจริญใจได้รับการฝึกฝนด้านดนตรีไทยมาตั้งแต่วัยเยาว์ เพราะเกิดในตระกูลนักดนตรีไทย บิดาของอาจารย์เจริญใจคือพระยาเสนาะดุริยางค์ ผู้ฝึกสอนให้อาจารย์สามารถขับร้องเพลงไทย จนอาจารย์ได้รับการยกย่องว่าเป็นแบบอย่างที่ดีเลิศ ซึ่งปรากฏผลงานมาตั้งแต่วัยเยาว์ด้วยอายุเพียง 8 ปี ในการร่วมขับร้องงานประชันวงปี่พาทย์ “สี่มะเส็ง” ณ วังบางขุนพรหมนอกจากการขับร้องเพลงที่ดีเลิศแล้ว อาจารย์ยังเล่นดนตรีได้หลายชนิด แต่มีเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งที่อาจารย์ได้รับการยกย่องว่ามีฝีมือเล่นเป็นเลิศคือซอสามสาย

อาจารย์เจริญใจได้ถวายตัวรับราชการในกรมมหรสพ ทำหน้าที่ขับร้อง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้นต่อมาได้ถวายตัวเป็นข้าหลวง เป็นนักร้อง
ประจำวงมโหรีในราชสำนัก ในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี 

เมื่อปี 2506 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขับร้องและบรรเลงเดี่ยวซอสามสาย เพลงบุหลันลอยเลื่อน ในการเฝ้าฯรับเสด็จสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอ ที่ 2 แห่งเดนมาร์ก สมัยทรงดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารี 

และอาจารย์ยังถวายการสอนขับร้องและดนตรีไทยแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งแต่ปี 2518 นอกจากนั้น อาจารย์ยังมีงานอีกมากมาย อาทิ ผู้ควบคุมวงดนตรีไทย ชมรมดนตรีไทย สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวงดนตรีไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสอนซอสามสายให้คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวางหลักสูตร และสอนวิชาขับร้องให้คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงวงดนตรีไทยของธนาคารต่างๆ เช่น กสิกรไทย และไทยพาณิชย์ 

งานที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2566 จึงเป็นการแสดงความเคารพ รัก และกตัญญูต่ออาจารย์เจริญใจ ในฐานะที่อาจารย์คือปูชนียบุคคลคนสำคัญท่านหนึ่งของวงการดนตรีไทย

(ขอบคุณภาพจากศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

ตะลอนเที่ยว : สว่างกระจ่างกลางนภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775499

ตะลอนเที่ยว : สว่างกระจ่างกลางนภา

ตะลอนเที่ยว : สว่างกระจ่างกลางนภา

วันอาทิตย์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

งานพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9 ประจำปี 2566 จบลงไปแล้วเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พร้อมกับความประทับใจในหลากหลายรูปแบบ ทั้งไม้ดอกบานสะพรั่งทั่วสวน รวมถึงไม้ใบเขียวขจีสดสวยทั่วสวนหลวงฯ อีกทั้งยังมีการแสดงมากมาย พร้อมการออกร้านค้าสารพัดสารพัน แต่สำหรับผู้ที่เป็นแฟนพันธ์ุแท้ของงานพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9 จะบอกตรงกันว่า Highlight ของงานที่ผู้คนต่างจับตาเฝ้ารอคอยคือ การจุดพลุในวันแรกของงานคือวันที่ 1 ธันวาคม และวันปิดงาน คือ 10 ธันวาคม โดยแต่ก่อนนั้น ในครั้งที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ยังทรงมีพระชนม์ชีพนั้น จะมีพลุที่งดงามอลังการจุดเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวา มหาราชด้วย

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ ขอนำภาพการจุดพลุในงานพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9 มาฝากคุณผู้อ่าน และนำภาพการแสดงแสง สี เสียง พร้อมการจุดพลุในงานวิจิตรเจ้าพระยา ซึ่งจัดมาตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม แล้วจะจัดไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ณ บริเวณต่างๆ ของลำน้ำเจ้าพระยา ในเขตกรุงเทพมหานคร มาฝากคุณผู้อ่านในโอกาสนี้ด้วย เพื่อเป็นการย้ำให้คุณๆ ไม่ลืมไปชมความงามของงานวิจิตรเจ้าพระยา ที่จะมีไปจนถึงวันสิ้นปี 2566 และเพื่อบอกด้วยว่า ปีหน้าเราจะไปพบกันใหม่ในงานพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9

สำหรับงานวิจิตรเจ้าพระยานั้น ขอเรียนให้คุณผู้อ่านทราบว่า Mr.Flower จัดทริปล่องเรือรับประทาน Dinner พร้อมชมความวิจิตรของพลุเหนือลำน้ำเจ้าพระยา และชมความงดงามของแสงไฟที่ติดประดับอาคารสถานที่ต่างๆ พร้อมทั้งโบราณสถานสองริมฝั่งเจ้าพระยา โดยเรือจะพาคุณๆ ไปชมความวิจิตรของลำน้ำเจ้าพระยาทุกๆ วันเสาร์ และอาทิตย์ พร้อมรับประทานอาหารรสชาติแสนอร่อยในระหว่างการล่องเรือชมความวิจิตรเหนือลำเจ้าพระยา และได้สรวลเสเฮฮาปาร์ตี้กับสมาชิกคอลัมน์ตะลอนเที่ยว

ผู้สนใจร่วมทริปชมความวิจิตรเหนือเจ้าพระยากับ Mr.Flower โปรดติดต่อได้ที่หมายเลข 091-7233615 รับสมาชิกทริปละ 40 คนเท่านั้น ส่วนคืนส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 31 ธันวาคมนี้Mr.Flower ขอเชิญชวนคุณๆ ร่วมล่องเรือเหนือลำเจ้าพระยา ชมพลุตระการตา และชมแสง สี แสงของสองฟากฝั่งเจ้าพระยาด้วยกัน หากสนใจร่วมส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ด้วยกัน โปรดติดต่อโทรศัพท์หมายเลขที่ให้ไว้ข้างต้นครับ

ขอขอบคุณภาพพลุสวยงามจากฝีมือของสมาชิกล่องเรือกับ Mr.Flower คือ คุณณัฐทัตต์ วงศ์ทองเหลือ (ถ่ายภาพพลุจากสวนหลวง ร. 9) และจากช่างภาพประจำเรือที่คณะของเราใช้บริการล่องเจ้าพระยา (ถ่ายภาพพลุงามงดสดสวยเหนือลำเจ้าพระยา)

ตะลอนเที่ยว : หนังใหญ่ วัดขนอน ราชบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774213

ตะลอนเที่ยว : หนังใหญ่ วัดขนอน ราชบุรี

ตะลอนเที่ยว : หนังใหญ่ วัดขนอน ราชบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลายคนที่ได้ไปชมโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งจัดแสดงเป็นประจำทุกปี (ยกเว้นในบางปีที่งดการแสดงเนื่องจากมีเหตุจำเป็น) โดยแสดงมาเกือบ 20 ปีแล้ว และการแสดงโขนรามเกียรติ์ ตอนล่าสุดคือกุมภกรรณทดน้ำ ซึ่งเพิ่งลาโรงไปเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม

เมื่อกระแสความนิยมชมโขนรามเกียรติ์เฟื่องฟูขึ้นในสังคมไทย เนื่องมาจากพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระพันปีหลวง ก็ทำให้เกิดความตื่นตัวด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและการแสดงนาฏศิลป์ชั้นสูงอีกชนิดหนึ่งตามมา นั่นคือ หนังใหญ่

มีคำกล่าวว่าโขนในราชสำนักนั้นมีต้นกำเนิดมาจากการแสดงหนังใหญ่ เพราะหนังใหญ่ถือเป็นมหรสพหลวงชนิดหนึ่งที่มีหลักฐานว่าแสดงในราชสำนักกรุงศรีอยุธยามาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทองแล้วสืบต่อมาจนถึงสมัยกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ โดยในสมัยสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ปรากฏหลักฐานเรื่องหนังใหญ่อยู่ในกฎมณเฑียรบาล และในการสมโภชช้างเผือก แล้วมีการแสดงสืบต่อเรื่อยมาแล้วก็ยังมีหลักฐานว่าในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เล่นหนังใหญ่เพื่อฉลองการรับพระแก้วมรกต ครั้งมาถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ก็มีหลักฐานการแสดงหนังใหญ่ปรากฏตั้งแต่ครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

โดยแรกเริ่มนั้นหนังใหญ่แสดงในราชสำนัก เพราะเป็นมหรสพหลวง แต่ในกาลต่อมาได้แพร่หลายไปยังนอกวัง แล้วชาวบ้านที่มีความรู้ในการแสดงหนังใหญ่ก็นำไปแสดงเป็นมหรสพพื้นบ้าน ดังมีหลักฐานว่าในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการสร้างตัวหนังใหญ่ และเล่นหนังใหญ่ที่วัดขนอน ราชบุรี แต่ก็พบหลักฐานว่าในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มีหนังใหญ่ที่วัดพลับพลาชัย เพชรบุรี

ดังที่ได้กล่าวว่า ในสมัยโบราณนั้นหนังใหญ่คือมหรสพหลวง มักแสดงเรื่องรามเกียรติ์ โดยในการแสดงตอนสำคัญๆจะใช้ตัวหนังมากถึง 600 ตัว ตัวหนังใหญ่แบ่งเป็นสองชนิด คือหนังกลางวัน และหนังกลางคืน หนังกลางวัน ตัวหนังมีสีสันมากถึง 5 สี (เบญจรงค์) โดยสีทองใช้ทองคำเปลวปิดลงไป เชิดในเวลากลางวัน ส่วนหนังกลางคืน มีสีดำขาวเท่านั้น ใช้เชิดในเวลาค่ำ

ตัวหนังใหญ่จะแบ่งย่อยได้อีกคือ หนังเล็ก ขนาดสูงไม่เกิน 60 เซนติเมตร แสดงในโรงที่มีจอหนังกว้างไม่เกิน 4 เมตร ใช้แสดงในงานจุดดอกไม้ไฟ หรือระทา
ต่อมาคือตัวหนังกลาง ขนาดตั้งแต่ 90-130 เซนติเมตร มักมีประจำวัดและวังต่างๆ และสุดท้ายคือหนังใหญ่ฉบับหลวง จะทำตัวหนังใหญ่ที่สุดเท่าที่จะหาหนังวัว หนังควายมาทำได้ ใช้ประดับในวังหลวง ส่วนหนังใหญ่ของวังหลวงก็จะต่างจากวังหน้า เพราะมีอิสริยยศ อิสริยศักดิ์ไม่เท่าเทียมกัน

Mr.Flower ขอชวนเชิญคุณๆ ร่วมกันอนุรักษ์หนังใหญ่ และร่วมกันสนับสนุนให้หนังใหญ่อยู่คู่กับแผ่นดินไทยสืบต่อไป โดยการชวนคุณๆ ไปร่วมทริปชมและสนับสนุนหนังใหญ่ วัดขนอนในช่วงต้นปีใหม่ 2567 ที่กำลังจะมาถึงนี้โดยกำหนดไปชมหนังใหญ่วัดขนอนวันเสาร์ที่ 6 มกราคม 2567 หากคุณสนใจร่วมทริปอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยโปรดติดต่อโทรศัพท์ หมายเลข091-7233615

ขอเชิญชวนร่วมกันอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของไทยให้อยู่สืบต่อไป เพื่อเป็นมรดกของลูกหลานไทยในอนาคต

ตะลอนเที่ยว : พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระราชวังฤดูร้อนของกรุงรัตนโกสินทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772878

ตะลอนเที่ยว : พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระราชวังฤดูร้อนของกรุงรัตนโกสินทร์

ตะลอนเที่ยว : พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระราชวังฤดูร้อนของกรุงรัตนโกสินทร์

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พระราชวังฤดูร้อนแห่งหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้ชื่อว่างดงาม แต่เรียบง่ายมากที่สุดคือ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน แห่งเมืองเพชรบุรี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น เมื่อ 2466-2467 สำหรับประทับในช่วงฤดูร้อน

ปัจจุบันพระราชฐานแห่งนี้อยู่ในความดูแลของมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

ในปีหน้านี้ พระราชฐานแห่งนี้จะมีอายุ 100 ปี ซึ่งน่าจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองครั้งสำคัญ แต่ทว่าสภาพปัจจุบันของพระราชฐานมีความเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา แม้ผู้ดูแลจะพยายามซ่อมบำรุงให้อยู่ในสภาพที่ดีสักเพียงใด แต่ก็ต้องเสื่อมไปตามสภาพเนื่องด้วยกาลเวลา

ดังนั้น วันนี้ Mr. Flower จึงขออนุญาตมูลนิธิฯ เชิญชวนคุณผูู้อ่านแนวหน้าได้โปรดร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์พระราชฐานให้กลับมาวิจิตรงดงามดังเดิม ด้วยการสมัครเป็นสมาชิกบูรโณปถัมภ์ ได้ที่ https://forms.gle/gQL9CwgBESvfRiBn9 ค่าสมาชิกคือ 6,910 บาทสิทธิพิเศษที่สมาชิกจะได้รับคือ afternoon tea และของว่างยามบ่าย คือขนมอร่อยๆ ของเมืองเพชรฯ พร้อมกับแซนด์วิชตำรับพิเศษของมูลนิธิฯ ที่เรือนเจ้าพระยารามราฆพ ณ ริมทะเลชะอำที่แสนสงบ แล้วหลังจากนั้น เมื่อเข้าชมพระราชฐานครั้งต่อๆ ไปจะได้รับส่วนลดพิเศษ และสามารถนำพาผู้ติดตามไปได้อีกหนึ่งคน โดยจ่ายค่าเข้าชมในราคาลดพิเศษ แต่ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ก่อนเข้าชม 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Mr.Flower นำคณะเล็กๆ ไปชมพระราชฐานแห่งนี้ พร้อมชมการสาธิตอ่านบทพระราชนิพนธ์ มัทนะพาธา ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ แล้วชมการแสดงละครมัทนะพาธา ณ สวนมัทนะพาธา 

ขอบอกกล่าวเล่าประวัติของพระราชนิเวศน์มฤคทายวันให้ทราบโดยคร่าวๆ ดังนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายแอร์โกเล มันเฟรดี (Ercole Manfredi) สถาปนิกชาวอิตาเลียน ออกแบบพระราชนิเวศน์ฯ ในรูปแบบไทยผสมตะวันตก โดยใช้ไม้สักทองสร้างทั้งหมด พระราชฐานแห่งนี้ยกพื้นสูง มีใต้ถุนโล่ง มีเสาคอนกรีตเป็นตัวฐานทั้งหมด 1,080 ต้น ที่ฐานของเสามีรางน้ำเพื่อกันมด ปลวก และสัตว์อื่นๆ ไต่ปีนป่ายขึ้นไปบนพระที่นั่ง องค์พระราชฐานส่วนใหญ่เปิดโล่งเพื่อรับลมทะเลตลอดเวลา หลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องว่าวสี่เหลี่ยม องค์พระที่นั่งมีบานเกล็ดระบายความร้อน และเปิดรับแสงสว่าง 

องค์พระที่นั่งพระราชนิเวศน์มฤคทายวันมีความยาวทั้งสิ้น 399 เมตร แบ่งเป็นสามส่วนคือ ท้องพระโรง เขตที่ประทับฝ่ายหน้า และเขตที่ประทับฝ่ายใน โดยมีทางเชื่อมถึงกันโดยตลอด สำหรับพระที่นั่งมีพระนามดังต่อไปนี้ 

พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ มีท้องพระโรงสำหรับเสด็จออกทรงว่าราชการ รับพระราชอาคันตุกะ และเพื่อใช้ทรงประกอบพระราชพิธี และมีเวทีสำหรับแสดงละครด้วย

หมู่พระที่นั่งสมุทรพิมาน ความสำคัญคือ เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีทางเชื่อมต่อไปยังศาลาลงสรงฝ่ายหน้า

หมู่พระที่นั่งพิศาลสาคร เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระวรราชชายาและมีทางเชื่อมต่อไปยังศาลาลงสรงฝ่ายใน 

นอกจากนี้ยังมีสวนต่างๆ เช่น สวนเวนิสวานิช สวนศกุนตลา และสวนมัทนะพาธา

ก่อนจะลากันในวันนี้ ขอเชิญชวนคุณๆ ร่วมกันเป็นสมาชิกบูรโณปถัมภ์ เพื่อร่วมกันบูรณะพระราชนิเวศน์มฤคทายวันให้กลับมาวิจิตรงดงามเหมือนดังเดิม และขอเชิญคุณๆ ไปเที่ยวชม เพื่อชื่นชมกับความงามของพระราชวังฤดูร้อนแห่งนี้ 

สำหรับคุณๆ ที่สนใจจะไปเที่ยวชมพระราชนิเวศน์ฯ เป็นหมู่คณะ และต้องการให้ Mr.Flower นำพาคุณไปเที่ยวชม แล้วไปชมแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่น่าสนใจของเมืองเพชรฯ สามารถติดต่อได้ที่ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : กว่าจะปรากฏความงดงามของโขนต่อสายตาผู้ชม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771438

ตะลอนเที่ยว : กว่าจะปรากฏความงดงามของโขนต่อสายตาผู้ชม

ตะลอนเที่ยว : กว่าจะปรากฏความงดงามของโขนต่อสายตาผู้ชม

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การแสดงโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้รับการยกย่องจากสาธารณชนที่ได้ไปชมการแสดงแล้ว โดยทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า งดงาม วิจิตร อลังการ เมื่อได้ชมแล้วแสนจะภาคภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย เพราะเราทุกคนมีบรรพบุรุษผู้ทรงคุณ ที่ได้รังสรรค์ศิลปะการแสดงชิ้นสำคัญนี้ไว้เป็นมรดกของชาติไทย

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ในวันนี้ มีกำเนิดการแสดงครั้งแรก ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อปี 2550 โดยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ จากสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่พระราชทานชุบชีวิตการแสดงนาฏศิลป์ชั้นสูงของแผ่นดินให้กลับฟื้นคืนมาสู่สาธารณชน ด้วยความที่พระองค์ท่านทรงเอาพระทัยใส่ในการทรงทำนุบำรุงและส่งเสริมให้โขนอยู่คู่กับแผ่นดินไทยสืบต่อไปอีกทั้งทรงอุทิศทั้งพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อให้การแสดงโขนตามแบบฉบับของราชสำนัก ซึ่งเป็นการสืบทอดรักษาภูมิปัญญาของงานศิลป์ทุกสรรพแขนงเข้าด้วยกัน ทั้งด้านวรรณกรรม นาฏกรรมคีตกรรม การขับร้องบรรเลง ศิลปกรรมทุกแขนง ทั้งหัตถศิลป์ และงานช่างฝีมือสารพัดชนิด อีกทั้งด้านพัสตราภรณ์ ศิราภรณ์ จนในที่สุดโขนได้กลับมาเป็นที่นิยมอย่างสูงในสังคมไทยอีกครั้ง และที่น่าภาคภูมิใจมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งคือองค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(UNESCO) ได้ขึ้นทะเบียนและประกาศให้โขนของไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมวลมนุษยชาติ เมื่อปี 2561 

สำหรับในปีล่าสุดนี้ โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จัดแสดงเรื่องรามเกียรติ์ ตอนกุมภกรรณทดน้ำ โดยจะเปิดการแสดงถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2566 เท่านั้น ซึ่งบัดนี้บัตรเข้าชมการแสดงทุกรอบได้ถูกจำหน่ายหมดไปเกือบสองสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว ดังนั้น ผู้ที่พลาดชมการแสดงในปีนี้ ก็ต้องอดใจรอชมการแสดงตอนใหม่ในปีหน้า 

การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯครั้งแรกเมื่อปี 2550 นำเสนอตอนพรหมาศ และในปี 2552 ได้นำตอนพรหมาศ กลับมาแสดงอีกครั้ง ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ชมอย่างมากมาย จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้จัดการแสดงโขนเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2552 มาจนถึงปัจจุบัน โดยมีการแสดงตอนต่างๆ ไปแล้ว ดังนี้ ปี 2553 ตอนนางลอย ปี 2554 ตอนศึกมัยราพณ์ปี 2555 ตอนจองถนน ปี 2556 ตอนโมกขศักดิ์ ปี 2557 ตอนนาคบาศ ปี 2558 ตอนพรหมาศ ปี 2559 ตั้งใจจะนำเสนอตอนพิเภกสวามิภักดิ์ แต่ต้องยกเลิกการแสดงเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต ต่อมาปี 2560 จึงจัดแสดงโขนพิเศษขึ้นสามตอน คือสีดาหายถวายพล และพิเภกสวามิภักดิ์ ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ ท้องสนามหลวง 

ครั้นในปี 2561 จึงจัดการแสดงตามปกติ ณ โรงละครศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ตอน พิเภกสวามิภักดิ์ ปี 2562 ตอนสืบมรรคา ต่อมาเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงทำให้ต้องงดการแสดงจนกระทั่งในปี 2565 ได้กลับมาจัดการแสดงตอนสะกดทัพ และปีล่าสุด 2566 ตอนกุมภกรรณทดน้ำ

วันนี้ Mr. Flower ขอนำภาพเบื้องหลังบางช่วงบางตอนของคณะทำงานเพื่อให้การแสดงโขนได้ปรากฏความวิจิตรอลังการต่อสายตาผู้ชม เหตุที่บอกว่าเบื้องหลังบางช่วงบางตอน เพราะอันที่จริงยังมีบุคคลอยู่เบื้องหลังการทำงานนี้อีกมากมาย ตั้งแต่คณะทำงานเริ่มต้นผู้เขียนบท ผู้ทำฉาก ผู้คัดเลือกนักแสดง ผู้ฝึกซ้อมนักแสดง ตัวของนักแสดง นักร้อง นักดนตรีนักพากย์ ช่างเทคนิคต่างๆ ช่างแต่งตัว ช่างแต่งหน้า ช่างทำผม เจ้าหน้าที่ดูแลอุปกรณ์ประกอบการแสดง เจ้าหน้าที่จัดเตรียมอาหารการกินให้นักแสดง ฯลฯ 

ส่วนภาพที่นำมาเสนอในวันนี้ ก็เป็นภาพบนเวทีการแสดงที่แสนวิจิตรตระการตากับภาพเบื้องหลังการแสดง ที่ชี้ให้เห็นถึงการแต่งหน้า แต่งตัว ทำผม บอกได้เพียงคำเดียวว่าทุกคนทุ่มเทกับการแสดงโขนครั้งนี้มากที่สุด เพื่อให้ออกมางดงามสมกับที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ที่ทรงชุบฟื้นให้โขนได้กลับมาโลดแล่นอย่างโดดเด่นสมศักดิ์ศรีของการแสดงนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย

ตะลอนเที่ยว : สงบงามตามแบบเมือง Bourton on the Water ประเทศอังกฤษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770083

ตะลอนเที่ยว : สงบงามตามแบบเมือง Bourton on the Water ประเทศอังกฤษ

ตะลอนเที่ยว : สงบงามตามแบบเมือง Bourton on the Water ประเทศอังกฤษ

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เสน่ห์สำคัญอย่างหนึ่งของการไปเที่ยวประเทศอังกฤษ คือการได้ไปเที่ยวชมบ้านเมืองในชนบท โดยเฉพาะชนบทที่เต็มไปด้วยธรรมชาติไร้ความพลุกพล่านวุ่นวายเมื่อเปรียบเทียบกับกรุงลอนดอน

อันที่จริงหมู่บ้านชนบทในอังกฤษมีมากมายก่ายกองให้คุณๆ เลือกเที่ยวได้ตามกำลังทรัพย์ และความชื่นชอบ แต่วันนี้Mr.Flower ชวนคุณไปเที่ยวเมืองที่อยู่นอกกรุงลอนดอน นั่งรถยนต์ออกจากกรุงลอนดอนไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง หากจะพูดถึงที่ตั้งจริงๆ ของ Bourton on theWater คืออยู่ที่ Cotswold, Gloucestershireมีแม่น้ำ Windrush ไหลผ่าน โดยที่นี่เป็นหมู่บ้านอนุรักษ์ (Conservation Area) เมืองนี้มีประชากรประมาณ 3,500 คนเท่านั้น แต่ทว่าเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากถึงปีละ 3 แสนคนเป็นอย่างน้อย

ความน่ารักของเมืองคือมีแม่น้ำสายเล็กๆ ไหลอ้อยอิ่งผ่าน โดยมีสะพานขนาดเล็กทำด้วยหินเป็นตัวเชื่อมสองฟากฝั่งเมือง ด้วยความที่เป็นเมืองเล็กๆ แต่มีความน่าสนใจมากตรงที่บ้านเรือนมีสไตล์แบบ English Coutryบ้านช่องส่วนใหญ่มีเพียง 1-2 ชั้นเท่านั้น มีสวนแบบอังกฤษที่หน้าบ้าน ตัวบ้านทำจากหินและคอนกรีต หลังกะทัดรัดมาก ดูแล้วอบอุ่นน่าพักอาศัย ส่วนบนสายน้ำก็มีจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวคือฝูงเป็ดและหงส์ กับห่านว่ายวนเวียนหาอาหารในน้ำ แล้วก็รอรับอาหารจากนักท่องเที่ยวไปพร้อมๆ กัน เป็ดและห่านที่นี่เป็นมิตรมาก ไม่กลัวผู้คน เพราะรู้ว่าคนไม่ทำอันตราย แถมใจดี มีอาหารให้กินบ้าง แต่ที่แน่ๆ คือผู้คนที่ไปเยือนเมืองนี้ชอบถ่ายรูปกับเป็ดและหงส์

นอกจากเดินเที่ยวไปเรื่อยๆ ในหมู่บ้านแล้วนั่งเล่นสบายๆ ริมสายน้ำ นั่งดูเป็ดและห่านแล้ว ก็ยังมีร้านรวงเล็กๆ ให้เลือกกินอาหาร ขนม ไอศกรีม และซื้อของที่ระลึกมากมายพอประมาณ มีโรงแรมสองแห่ง เห็นแล้วน่าพักมาก แต่ไม่มีเวลาพัก เพราะต้องกลับเข้าไปนอนในกรุงลอนดอน เนื่องจากยังมีงานคั่งค้างในช่วงค่ำ แต่ตั้งใจว่าจะกลับไปพักค้างคืนให้จงได้ในอนาคตอันใกล้ (หากคุณๆ สนใจร่วมทริปในเร็วๆ นี้ ก็ขอให้บอกนะครับ จะได้พาคุณๆ ไปเที่ยวด้วยกัน)

ช่วงเวลาที่ Mr.Flower ไปเที่ยวเมืองนี้คือเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่เพิ่งผ่านไป อากาศเย็นสบายมาก เพราะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว แต่ยังไม่หนาวจัดมากนัก ถ้าหากคุณคิดจะไปฉลองคริสต์มาสที่สุดพิเศษในเมืองเล็กๆ ที่แสนน่ารักแห่งนี้ รับรองว่าคุณจะประทับใจมากจนยากจะลืมได้ แล้วยิ่งหากไปกับคนรู้ใจด้วยแล้ว รับรองว่าจะสุดแสนโรแมนติก จนเกินจะหาคำบรรยายได้

ขอกระซิบถามว่า เมื่อดูภาพของเมืองBourton on the Water แล้ว คุณมีความคิดอยากไปสัมผัสความน่ารักของเมืองนี้หรือไม่ หากต้องการไปเที่ยวเมืองน่ารัก ที่แสนสงบ ติดต่อ Mr.Flower ได้ที่ 091-7233615 แล้วเราไปเที่ยวด้วยกันครับ แต่เน้นว่าไปเพียงกลุ่มเล็กๆ 8-10 คน เท่านั้นครับ หากสนใจรีบติดต่อครับ