รัฐกรณาฏกะของอินเดีย ให้สิทธิ์ลา “ช่วงมีประจำเดือน” แต่ยังได้รับค่าจ้างแก่สตรีทำงานประจำทุกคน

รัฐกรณาฏกะของอินเดีย ให้สิทธิ์ลา "ช่วงมีประจำเดือน" แต่ยังได้รับค่าจ้างแก่สตรีทำงานประจำทุกคน

14 พ.ย. 2568 16:31 น.

รัฐกรณาฏกะของอินเดีย ให้สิทธิ์ลา “ช่วงมีประจำเดือน” แต่ยังได้รับค่าจ้างแก่สตรีทำงานประจำทุกคน

รัฐกรณาฏกะ ทางตอนใต้ของอินเดีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทไอทีขนาดใหญ่ระดับโลกหลายแห่ง ได้กลายเป็นรัฐแรกในประเทศที่เสนอให้ สตรีวัยทำงานทุกคนในตำแหน่งงานที่เป็นทางการ สามารถลาหยุดช่วงมีประจำเดือนโดยยังได้รับค่าจ้างได้

ภายใต้นโยบายใหม่นี้ สตรีอายุระหว่าง 18 ถึง 52 ปี ที่ทำงานในบริษัทรัฐบาลและบริษัทเอกชน สามารถลาหยุดช่วงมีประจำเดือนได้เดือนละ 1 วัน โดยไม่สามารถสะสมวันลาได้ และที่สำคัญคือไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ เพื่อขอใช้สิทธิ์วันลาดังกล่าว

นโยบายนี้ครอบคลุมสตรีในภาคส่วนที่เป็นทางการราว 350,000 ถึง 400,000 คน แม้ว่าจะยังไม่รวมกลุ่มแรงงานขนาดใหญ่กว่า ซึ่งคาดว่ามีจำนวนถึง 6 ล้านคน ที่ทำงานเป็นคนงานในบ้าน แรงงานรายวัน และแรงงานอิสระ ในภาคส่วนที่ไม่เป็นทางการ

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า นโยบายควรขยายไปยังภาคส่วนที่ไม่เป็นทางการด้วย แต่ถึงกระนั้น นโยบายการลาประจำเดือนของรัฐกรณาฏกะก็ยังถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นนโยบายแรกที่ครอบคลุมไปถึงภาคเอกชน โดยใช้กับลูกจ้างโดยไม่คำนึงถึงประเภทงานหรือสัญญาจ้าง

แนวคิดเรื่องการลาประจำเดือนไม่ใช่เรื่องใหม่ ประเทศต่าง ๆ เช่น สเปน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย ได้เสนอนโยบายนี้แล้ว นอกจากนี้ บางรัฐของอินเดียก็มีวันลาขณะมีประจำเดือนที่จำกัดอยู่แล้ว โดยรัฐพิหารและรัฐโอริสสาให้วันลา 2 วันต่อเดือนสำหรับพนักงานของรัฐบาล ขณะที่รัฐเกรละมอบสิทธิ์นี้ให้แก่พนักงานมหาวิทยาลัยและสถาบันฝึกอบรมอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ในอินเดีย ความเคลื่อนไหวในการให้วันหยุดพิเศษแก่สตรีกำลังจุดชนวนให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดอคติทางเพศและความกังวลด้านความเท่าเทียมกัน ในขณะที่คนอื่น ๆ โต้แย้งว่านี่คือสิทธิ์ที่จำเป็น ซึ่งช่วยให้สตรีไม่ต้องสูญเสียรายได้ หรือต้องทำงานภายใต้ความเจ็บปวดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงมีประจำเดือน

นาย สันโตษ ลาด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของรัฐกรณาฏกะ กล่าวว่า “นี่เป็นหนึ่งในนโยบายที่ก้าวหน้าที่สุดสำหรับสตรีที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ” เจ้าหน้าที่จาก Nasscom หรีอสมาคมการค้าของอุตสาหกรรมไอที ระบุว่า บริษัทหลายแห่งในกรณาฏกะได้ให้สิทธิ์ลาขณะมีประจำเดือนอยู่แล้ว ดังนั้นการดำเนินการตามคำสั่งของรัฐบาลจึงไม่น่าจะเป็นปัญหา

ประติภา อาร์. ประธานสหภาพแรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าและสิ่งทอในท้องถิ่น แสดงความยินดีกับการตัดสินใจนี้ โดยชี้ว่าคนงานหญิงในโรงงานตัดเย็บส่วนใหญ่ได้รับวันลาต่อปีเพียง 11 วันเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สตรีบางคนรู้สึกว่านโยบายนี้ยากต่อการนำไปปฏิบัติ เนื่องจากประจำเดือนยังคงเป็นเรื่องต้องห้ามในหลายพื้นที่ของอินเดีย โดยสตรีมักถูกห้ามไม่ให้เข้าวัด หรือถูกแยกให้อยู่คนเดียวที่บ้านในฐานะ “ผู้ไม่สะอาด” ในช่วงมีประจำเดือน

อานุนิตา กุนดู ผู้จัดการบริษัทซอฟต์แวร์ ให้ความเห็นว่า “เราจะไปขอวันลาขณะมีประจำเดือนได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่แม้แต่จะพูดถึงมัน สังคมของเรายังไม่ถึงระดับนั้น” อรุณา ปาปิเรดดี พนักงานไอทีอีกคนกล่าวว่า “ถ้าถามฉัน ไม่จำเป็นต้องมีวันลา ผู้หญิงก็ประสบความสำเร็จในตำแหน่งสูง ๆ ได้ โดยไม่ต้องเอ่ยถึงคำว่า ‘ม.’ (ประจำเดือน) ด้วยซ้ำ”

ปุชเพนทรา นักสังคมศาสตร์ กล่าวว่าความท้าทายที่แท้จริงคือการต่อสู้กับการตีตราที่ฝังลึกเกี่ยวกับประจำเดือน “หากผู้หญิงขอลาสองวันในรัฐพิหาร ก็จะเข้าใจกันว่าเกิดจากการมีประจำเดือน มันเอื้ออำนวยความสะดวกให้ผู้หญิง แต่มันไม่ได้ให้อำนาจแก่พวกเธอ”

เขาระบุว่า ในหลายพื้นที่ของอินเดีย รวมถึงรัฐพิหาร ซึ่งให้วันลาขณะมีประจำเดือนมานานหลายทศวรรษ ร้านค้ายังคงห่อผ้าอนามัยในกระดาษหนังสือพิมพ์เก่า ๆ แต่สตรีบางคนในรัฐกรณาฏกะกล่าวว่า นโยบายการลาขณะมีประจำเดือนของรัฐบาลอาจทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยเกี่ยวกับประจำเดือนมากขึ้น

ศรียา ศรี ครูในเมืองเบงคาลูรู กล่าวว่า “การเรียกมันว่าวันลาขณะมีประจำเดือนจะช่วยต่อสู้กับการตีตราได้” สัปนา เอส. คณบดีร่วมที่ Christ University และหัวหน้าคณะกรรมการวันลาประจำเดือนของรัฐกรณาฏกะ เรียกร้องให้สตรีใช้ประโยชน์จากนโยบายนี้ “สิ่งที่จำเป็นคือการโจมตีการปรับสภาพทางสังคมที่มีอยู่ ผู้หญิงไม่ควรขอโทษหรืออายที่จะขอวันลาขณะมีประจำเดือน”.

ที่มา BBC

“บิ๊กกุ้ง” เห็นด้วย ยกเลิกปฏิญญาสันติภาพตอบโต้กัมพูชา แนะจับตาพื้นที่ “ปราสาทตาควาย”

"บิ๊กกุ้ง" เห็นด้วย ยกเลิกปฏิญญาสันติภาพตอบโต้กัมพูชา แนะจับตาพื้นที่ "ปราสาทตาควาย"

14 พ.ย. 2568 15:58 น.

“บิ๊กกุ้ง” เห็นด้วย ยกเลิกปฏิญญาสันติภาพตอบโต้กัมพูชา แนะจับตาพื้นที่ “ปราสาทตาควาย”

“บิ๊กกุ้ง” เห็นด้วยยกเลิกปฏิญญาสันติภาพ – ระงับปล่อยตัว 18 เชลยศึกตอบโต้กัมพูชา ชี้เป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม เชื่อกัมพูชาสร้างสถานการณ์ที่สระแก้ว หวังกลบข่าวทหารไทยเหยียบกับระเบิด แนะจับตาบริเวณ “ปราสาทตาควาย” เป็นพิเศษ ซึ่งอาจถูกเบี่ยงประเด็นจากพื้นที่ จ.สระแก้ว

วันที่ 14 พ.ย. 68 เวลา 13.00 น. พลโทบุญสิน พาดกลาง หรือ แม่ทัพกุ้ง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก เดินทางมายังวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) หลังได้รับเชิญเป็นวิทยากรพิเศษ บรรยายเรื่อง “การบัญชาการและการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติ กรณีศึกษาการป้องกันชายแดน กองทัพภาคที่ 2” ให้กับนายพลที่ได้รับตำแหน่งใหม่ 391 นาย

ก่อนเข้าบรรยาย พลโทบุญสิน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิดในพื้นที่ช่องตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ และสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยระบุว่า ขณะนี้เกษียณแล้วและไม่อาจให้ความเห็นเชิงลึกได้ แต่ยืนยันว่า ควรยึดคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรีเป็นหลัก

ในส่วนของเชลยศึกกัมพูชาจำนวน 18 คน แม่ทัพกุ้งกล่าวว่า ทหารปฏิบัติตามกฎระเบียบของกองทัพอย่างเคร่งครัด และการระงับปล่อยตัว ถือเป็นสัญญาณตอบโต้ที่ชัดเจน พร้อมย้ำว่ากองทัพมีความพร้อมในด้านอื่น ๆ ที่ไม่สามารถเปิดเผยได้

สำหรับการยกเลิกปฏิญญาสันติภาพ พลโทบุญสิน เห็นว่าเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม เพราะกัมพูชาละเมิดข้อตกลง และยังมีการวางกับระเบิดตามแนวชายแดนจนทำให้กำลังพลของไทยได้รับบาดเจ็บและสูญเสียขา จึงจำเป็นต้องแสดงออกถึงความไม่พอใจ ทั้งในเชิงเอกสารและมาตรการอื่น ๆ 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากกัมพูชายิงข้ามแดนมาทางฝั่งไทย ไทยมีสิทธิ์ตอบโต้ที่ฐานกัมพูชาหรือไม่ พลโทบุญสินระบุว่า แนวทางตอบโต้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแม่ทัพภาค และผู้บัญชาการทหารบก โดยจะพิจารณาจากการตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชา หรือเหตุการณ์วางระเบิดในพื้นที่ก่อนตัดสินใจ 

ด้านท่าทีรัฐบาล พลโทบุญสิน มองว่า นายกรัฐมนตรีเองก็ไม่พอใจต่อเหตุวางกับระเบิดของกัมพูชา และต้องติดตามพัฒนาการตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด 

พลโทบุญสิน ยังกล่าวถึงกรณีกัมพูชาเผยแพร่ข้อมูลว่า ทหารไทยยิงชาวบ้านกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ โดยมองว่า อาจเป็นการสร้างสถานการณ์หรือเกม เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น จากกรณีทหารไทยเหยียบระเบิด ซึ่งอาจมีนัยทางการเมืองจากฝั่งกัมพูชา และต้องจับตาเจตนาที่แท้จริงของผู้นำกัมพูชา

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงผลกระทบระหว่างพื้นที่ชายแดนภาค 1 จะลุกลามไปยังพื้นที่ภาค 2 หรือไม่ พลโทบุญสินตอบว่า ทั้งหมดเป็นประเทศไทย และเป็นพื้นที่เชื่อมโยงกัน มันจึงเชื่อมโยงกันอยู่แล้ว และจุดที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือบริเวณปราสาทตาควาย ซึ่งอาจถูกเบี่ยงประเด็นจากพื้นที่ จ.สระแก้ว

ส่วนกรณีมาเลเซียซึ่งเป็นตัวกลางอยากให้สงบศึก พลโทบุญสินระบุว่า ต้องรอดูท่าทีรัฐบาลไทยเป็นหลัก พร้อมฝากให้นายกรัฐมนตรีแสดงความเข้มแข็ง เพราะประชาชนต้องการเห็นรัฐบาลที่มีศักยภาพ และย้ำว่าไทยเป็นประเทศที่ใหญ่กว่า การตัดสินใจใด ๆ จะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ

รัสเซียโจมตียูเครน “แบบคำนวณไว้แล้ว” “หวังผลสร้างความเสียหาย ปชช. ดับ 4 ศพ

รัสเซียโจมตียูเครน "แบบคำนวณไว้แล้ว" "หวังผลสร้างความเสียหาย ปชช. ดับ 4 ศพ

14 พ.ย. 2568 15:31 น.

รัสเซียโจมตียูเครน “แบบคำนวณไว้แล้ว” “หวังผลสร้างความเสียหาย ปชช. ดับ 4 ศพ

ยูเครนเปิดเผยว่า การโจมตีของรัสเซียในช่วงข้ามคืน ซึ่งมุ่งเป้าไปที่กรุงเคียฟ คร่าชีวิตประชาชน 4 คน และสร้างความเสียหายต่ออาคารหลายแห่งทั่วเมือง ท่ามกลางการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่รุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะโรงไฟฟ้า ระบบรถไฟ และพื้นที่อยู่อาศัย

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี กล่าวว่า “นี่เป็นการโจมตีที่ผ่านการคำนวณมาแล้วโดยหวังสร้างความเสียหายสูงสุดต่อประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน” โดยการโจมตีครั้งนี้ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 26 คน รวมถึงหญิงตั้งครรภ์หนึ่งราย

เซเลนสกีระบุว่า รัสเซียยิงโดรนประมาณ 430 ลำ และขีปนาวุธ 18 ลูกในการโจมตีครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีในพื้นที่เผยถึงการยิงกระสุนส่องวิถีเพื่อสกัดโดรน และมีการใช้ระบบต่อต้านขีปนาวุธหลายจุด

ทิมูร์ ตคาเชนโก หัวหน้าการบริหารการทหารกรุงเคียฟระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า “มีอาคารชุดหลายแห่งทั่วกรุงเคียฟได้รับความเสียหาย แทบทุกเขตของเมืองได้รับผลกระทบ” หน่วยกู้ภัยยูเครนช่วยประชาชนหลายสิบคนออกจากพื้นที่ไฟไหม้และซากปรักหักพัง ขณะที่ตำรวจระบุว่ามีอาคารพักอาศัย 30 แห่งใน 9 เขตได้รับความเสียหาย

นายกเทศมนตรี วิตาลี คลิตช์โก กล่าวว่า บางพื้นที่ในเขตเดสเนียนสกีและโพดิลประสบปัญหาระบบทำความร้อนหยุดชั่วคราว แต่ยืนยันว่าการหยุดจ่ายพลังงานฉุกเฉินที่เกิดจากการโจมตีได้รับการแก้ไขแล้วในช่วงเช้า การคมนาคมบางส่วนยังถูกจำกัด โดยรถบัสและรถรางล่าช้า

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันที่ชาติตะวันตกเพิ่มต่อรัสเซีย โดยแคนาดาประกาศคว่ำบาตรรอบใหม่เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยมุ่งเป้าไปที่การผลิตโดรนและพลังงานของรัสเซีย รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้โจมตีทางไซเบอร์

ในวันเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่มจี7 เรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที พร้อมยืนยันการสนับสนุนอย่าง “ไม่หวั่นไหวฃ” ต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังพิจารณานำทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกอายัดหลังการรุกรานส่วนหนึ่งมาใช้ให้กู้ยูเครนเพื่อสนับสนุนงบประมาณและการทหารในสองปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม หลังสงครามยืดเยื้อเกือบ 4 ปี ทั้งสองฝ่ายต่างตั้งแนวป้องกันแน่นหนา ขณะที่รัสเซียปฏิเสธการเรียกร้องให้หยุดยิง รวมถึงความพยายามของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการฟื้นการเจรจาสันติภาพที่หยุดชะงักมานาน

กองกำลังรัสเซียยังคงรุกคืบในภาคตะวันออกของยูเครนหลายเดือนติดต่อกัน โดยมุ่งยึดเขตโดเนตสก์และลูฮันสก์ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานรอบล่าสุดของรัสเซียทำให้ยูเครนเสี่ยงต่อปัญหาความร้อนขัดข้องในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

ยูเครนเองได้เพิ่มปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของรัสเซีย และขยายเป้าหมายออกไปไกลกว่าพื้นที่แนวหน้า กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่าสามารถสกัดโดรนยูเครนได้กว่า 200 ลำในคืนวันศุกร์ รวมถึง 66 ลำเหนือเขตคราสโนดาร์ และ 45 ลำเหนือเขตซาราตอฟทางใต้

เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่โรงกลั่นน้ำมันเชชคารีส หนึ่งในโรงกลั่นใหญ่ของรัสเซียในท่าเรือโนโวโรสซิสค์ริมทะเลดำ ก่อนควบคุมเพลิงไว้ได้ ทางการคราสโนดาร์ระบุว่า เรือพาณิชย์ลำหนึ่งในพื้นที่ได้รับความเสียหาย และมีลูกเรือสามคนบาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล.

ที่มา AFP

สีจิ้นผิงเข้าเฝ้าฯ ในหลวง-ราชินี หนุนสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน

สีจิ้นผิงเข้าเฝ้าฯ ในหลวง-ราชินี หนุนสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน

14 พ.ย. 2568 14:42 น.

สีจิ้นผิงเข้าเฝ้าฯ ในหลวง-ราชินี หนุนสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน

วันศุกร์ (14 พ.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ พร้อมแสดงความปรารถนาในการสร้างความพยายามร่วมกันเพื่อเดินหน้าการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน

สีจิ้นผิงกล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลือกจีนเป็นประเทศใหญ่แห่งแรกในการเสด็จพระราชดำเนินเยือน และยังเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนนับตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งสะท้อนการให้ความสำคัญยิ่งกับความสัมพันธ์จีน-ไทย และมิตรภาพอันลึกซึ้งที่ว่า “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”

ทั้งนี้ สีจิ้นผิงแสดงความเสียใจต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมกล่าวว่าราชวงศ์ไทยมีความสัมพันธ์อันดีกับจีนมาอย่างยาวนาน และมีคุณูปการสำคัญต่อการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างสองประเทศ ซึ่งจีนซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง

สีจิ้นผิงระบุว่าปี 2025 ตรงกับวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต และปีทองแห่งมิตรภาพจีน-ไทย โดยตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา จีนและไทยได้ทำงานร่วมกันและสนับสนุนกันและกันเสมอมา ท่ามกลางภูมิทัศน์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ทั้งสองประเทศเป็นดังญาติที่ดี มิตรที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี

สีจิ้นผิงแสดงความประสงค์จะทำงานร่วมกับพระมหากษัตริย์ไทย ณ จุดเริ่มต้นครั้งประวัติศาสตร์ใหม่นี้ เพื่อเดินหน้าการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันในช่วง 50 ปีข้างหน้า และร่วมเขียนบทใหม่ของมิตรภาพจีน-ไทย.

ที่มา Xinhua

สหรัฐฯ ไฟเขียวขายยุทโธปกรณ์ทางทหารให้ไต้หวัน 330 ล้านดอลลาร์ ล็อตแรกในยุค “ทรัมป์”

สหรัฐฯ ไฟเขียวขายยุทโธปกรณ์ทางทหารให้ไต้หวัน 330 ล้านดอลลาร์ ล็อตแรกในยุค "ทรัมป์"

14 พ.ย. 2568 13:22 น.

สหรัฐฯ ไฟเขียวขายยุทโธปกรณ์ทางทหารให้ไต้หวัน 330 ล้านดอลลาร์ ล็อตแรกในยุค “ทรัมป์”

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้อนุมัติการขายยุทโธปกรณ์ของเครื่องบินขับไล่ให้กับไต้หวัน มูลค่า 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 10,670 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นการทำธุรกรรมด้านอาวุธครั้งแรกนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม

เพนทากอนระบุในถ้อยแถลงว่า “การขายที่เสนอจะช่วยปรับปรุงศักยภาพของผู้รับ (ไต้หวัน) ในการรับมือภัยคุกคามในปัจจุบันและอนาคต โดยการรักษาความพร้อมในการปฏิบัติงานของฝูงบิน F-16, C-130 และอากาศยานอื่น ๆ ของผู้รับ”

แม้ว่าสหรัฐฯ จะมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับรัฐบาลจีน แต่ก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการกับไต้หวัน และเป็นซัพพลายเออร์อาวุธที่สำคัญที่สุดขอไต้หวัน ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีพันธะผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องจัดหาเครื่องมือให้ไต้หวันสามารถป้องกันตนเองได้

กระทรวงกลาโหมไต้หวันออกแถลงการณ์แสดงความคาดหวังว่า การขายยุทโธปกรณ์ครั้งนี้จะ “มีผลบังคับใช้” ภายในหนึ่งเดือน “สหรัฐอเมริกายังคงช่วยเหลือไต้หวันในการรักษาขีดความสามารถในการป้องกันตนเองที่เพียงพอ ซึ่งกระทรวงฯ ขอแสดงความขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง”

กระทรวงกลาโหมไต้หวันระบุเพิ่มเติมว่า การจัดหาชิ้นส่วนเหล่านี้จะช่วยรักษาความพร้อมของเครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศและเสริมสร้างการป้องกันภัยทางอากาศ ทำให้ความยืดหยุ่นในการป้องกันแข็งแกร่งขึ้น และเพิ่มความสามารถของเกาะในการตอบสนองต่อการรุกรานใน “เขตสีเทา” ของจีน

กองทัพจีนมักส่งภารกิจเข้ามาในน่านน้ำและน่านฟ้าโดยรอบไต้หวันเป็นประจำ ซึ่งรัฐบาลไต้หวันเรียกว่าเป็นกิจกรรมใน “เขตสีเทา” ที่มีป้าหมายเพื่อกดดันไต้หวัน แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นการสู้รบจริงจัง

จีนอ้างว่าไต้หวันซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเป็นดินแดนของตน และไม่ตัดโอกาสการใช้กำลังเพื่อเข้าควบคุมเกาะนี้ รัฐบาลไต้หวันปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อการอ้างสิทธิ์อธิปไตยของจีน และกล่าวว่ามีเพียงประชาชนไต้หวันเท่านั้นที่สามารถตัดสินอนาคตของตนเองได้

การประกาศความเป็นไปได้ในการขายยุทโธปกรณ์ครั้งนี้มีขึ้น หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้พบปะกันเมื่อปลายเดือนที่แล้วที่เกาหลีใต้ เพื่อพยายามบรรลุข้อตกลงทางการค้า โดยก่อนการประชุมดังกล่าว มีความกังวลในไต้หวันว่าทรัมป์อาจจะ “ขายผลประโยชน์” ของไต้หวันบางส่วนให้กับนายสี จิ้นผิง เพื่อแลกกับข้อตกลงทางการค้า.

ที่มา Reuters

จีนรับเสด็จ “ในหลวง–พระราชินีสุทิดา” เยือนอย่างเป็นทางการ ประกาศภาพลักษณ์มิตรแท้ผู้มั่นคง

จีนรับเสด็จ “ในหลวง–พระราชินีสุทิดา” เยือนอย่างเป็นทางการ ประกาศภาพลักษณ์มิตรแท้ผู้มั่นคง

14 พ.ย. 2568 13:17 น.

จีนรับเสด็จ “ในหลวง–พระราชินีสุทิดา” เยือนอย่างเป็นทางการ ประกาศภาพลักษณ์มิตรแท้ผู้มั่นคง

ผู้นำจีนจัดพิธีต้อนรับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีอย่างยิ่งใหญ่ เป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี ที่กษัตริย์ไทยเสด็จเยือนจีนเป็นทางการ นับตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต

นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ด้วยกองทหารเกียรติยศยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ ในโอกาสการเสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการของพระมหากษัตริย์ไทยในรอบ 50 ปี 

โดยการเสด็จเยือนครั้งนี้มีขึ้นต่อเนื่องกับการเยือนของ กษัตริย์เฟลิเป VI และพระราชินีเลติเซียแห่งสเปน เพียงไม่กี่วันก่อน 

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าปัจจุบัน จีนไม่เพียงเป็น นักท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของไทย แต่ยังเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ยานยนต์ และยังเป็นประเทศที่ไทยนำเข้าสินค้าสูงถึง 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา

ด้านนักวิชาการด้านเอเชียอย่าง ฌูว์ลิแอต โลช จากสถาบัน Inalco กรุงปารีส วิเคราะห์ว่าการเยือนครั้งนี้เปิดโอกาสให้จีน ได้กระชับความแน่นแฟ้นและใกล้ชิดกับราชอาณาจักรไทย และส่งสัญญาณว่าจีนยังคงมีบทบาทในภูมิภาค ขณะที่อิทธิพลของสหรัฐฯ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ด้านสำนักข่าวซินหัวเผยแพร่บทบรรณาธิการที่ไฮไลต์ว่า ไทย–จีนมีการค้าและแลกเปลี่ยนกันตั้งแต่พันปีก่อน สมัยที่เรือสำเภาเชื่อมเสถียรภาพการค้าระหว่างสองแผ่นดิน

ซินหัวระบุว่า ก่อนจักรวรรดิตะวันตกบุกเอเชีย การค้าส่วนใหญ่ของไทยส่งออกไปจีน ไม่ว่าจะเป็น ข้าว เครื่องเทศ แร่ดีบุก เพื่อแลกเปลี่ยนกับ เครื่องลายคราม ผ้าไหม ชา และเหล็กกล้า จากจีน

อีกทั้งก่อนการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเพียงไม่กี่ปี ไทยเคยส่งนักกีฬาเทเบิลเทนนิสเข้าร่วมแข่งในจีน และในปี 1974 ปักกิ่งยังเคยช่วยไทยด้วยการขายน้ำมันราคาถูกในช่วงเศรษฐกิจถดถอย

สำหรับไทย การเสด็จเยือนครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–จีนในวาระ ครบรอบ 50 ปีทางการทูต ที่ทั้งสองประเทศต้องการผลักดันสู่ความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในมิติการค้า การลงทุน และความมั่นคงในอนาคต.

ที่มา : Reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สี จิ้นผิง

นายกฯ ญี่ปุ่น “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” เผยนอนวันละ 2-4 ชม. เคยเรียกเจ้าหน้าที่ประชุมตอนตี 3

นายกฯ ญี่ปุ่น "ซานาเอะ ทาคาอิจิ" เผยนอนวันละ 2-4 ชม. เคยเรียกเจ้าหน้าที่ประชุมตอนตี 3

14 พ.ย. 2568 12:10 น.

นายกฯ ญี่ปุ่น “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” เผยนอนวันละ 2-4 ชม. เคยเรียกเจ้าหน้าที่ประชุมตอนตี 3

นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่าเธอนอนเพียงคืนละ 2–4 ชั่วโมง แม้กำลังเผชิญกระแสวิจารณ์ว่าเป็นผู้นำที่ส่งเสริมให้ประชาชนทำงานหนักเกินควร หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่เธอเรียกประชุมเจ้าหน้าที่เวลา 03.00 น.

การเปิดเผยเรื่องการนอนน้อยของนายกฯ ทาคาอิจิ มีขึ้นหลังจากที่เธอถูกวิพากษ์วิจารณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จากการเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ในสำนักงานเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมรัฐสภาในเวลา 03.00 น.

ในการประชุมคณะกรรมาธิการด้านกฎหมาย ซึ่งเธอถูกซักถามถึงความสำคัญของการลดชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานจนเป็นที่ทราบกันดีในญี่ปุ่น นายกฯ ทาคาอิจิกล่าวว่า “ตอนนี้ฉันนอนประมาณ 2 ชั่วโมง อย่างมากสุดก็ 4 ชั่วโมง ฉันรู้สึกว่ามันไม่ดีต่อผิวของฉัน”

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประสบปัญหาด้านความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานมาอย่างยาวนาน โดยคนงานจำนวนมากเผชิญกับความกดดันอย่างหนักในที่ทำงาน จนมีคำศัพท์เฉพาะคือ “คาโรชิ” (karoshi) ซึ่งหมายถึงการเสียชีวิตจากการทำงานหนักเกินไป

นายกฯ ทาคาอิจิ ยังถูกขอให้ชี้แจงเกี่ยวกับการหารือของรัฐบาลเธอในการขยายเพดานสูงสุดของชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเธอได้กล่าวปกป้องการหารือนี้ โดยระบุว่าพนักงานและนายจ้างมีความต้องการที่แตกต่างกัน บางคนเลือกทำงานสองงานเพื่อหารายได้ให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ขณะที่บางธุรกิจก็กำหนดข้อจำกัดที่เข้มงวดสำหรับการทำงานล่วงเวลา

อย่างไรก็ตาม นายกฯ ทาคาอิจิย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงใด ๆ จะต้องทำให้แน่ใจว่า สุขภาพของพนักงานจะได้รับการคุ้มครอง “แน่นอนว่า ถ้าเราสามารถสร้างสถานการณ์ที่ผู้คนสามารถสร้างความสมดุลระหว่างการดูแลบุตรและการดูแลผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสมตามความต้องการ ควบคู่ไปกับการทำงาน การพักผ่อน และการผ่อนคลาย นั่นจะเป็นอุดมคติ” 

นางทาคาอิจิเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนที่แล้ว ในฐานะนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น และหลังจากได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย เธอก็ได้ให้คำมั่นว่า “จะละทิ้งคำว่า ‘ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน’ สำหรับตัวเอง ฉันจะทำงาน ทำงาน ทำงาน ทำงาน และทำงาน”

ตั้งแต่นั้นมา เธอก็มีตารางงานที่ยุ่งมาก ทั้งการเข้าร่วมการประชุมระดับภูมิภาค ตลอดจนการเจรจาทวิภาคีกับผู้นำต่างประเทศ เช่น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้.

ที่มา AFP

UNCUT เขมร-สแกมเมอร์

UNCUT เขมร-สแกมเมอร์

14 พ.ย. 2568 12:06 น.

UNCUT เขมร-สแกมเมอร์

พยายามรวบรวมเอาข่าวสารที่กระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทางเกี่ยวกับเรื่องราวของแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ ที่ผสมปนเปไปด้วยจีนเทา ขแมร์เทา และไทยเทา ที่ถูกเหมารวมไปกับกลุ่มนักการเมือง – นักการเงิน – ทหาร – ตำรวจไทย นัยว่ามากกว่า 200 นาย ไปจนถึงขั้นแอบอ้างว่า มีอดีตนายกรัฐมนตรีไทย เกี่ยวข้องด้วย…

จนกระทั่งได้ข้อสรุปที่ทำให้ต้องแยกเรื่องต่างๆ ออกมาให้ชัดเจนเป็น 2 กลุ่มกับอีก 1 เรื่อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน…

เครือข่ายสแกมเมอร์

กลุ่มแรกมี นายเฉิน จื้อ บิ๊กบอสเครือข่ายสแกมเมอร์รายใหญ่ที่มีฐานธุรกิจผิดกฎหมายขนาดใหญ่ ทั้งการพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ และการค้ามนุษย์อยู่ในเขมร รวมถึงในประเทศไทย

นายเฉิน จื้อ เป็นผู้ก่อตั้ง และประธานบริษัท Prince Group เข้าไปทำธุรกิจข้ามชาติในสหรัฐฯ ด้วยการเปิดศูนย์ฉ้อโกงเงินดิจิทัลในรูปแบบบิตคอยน์ โดยการสมคบคิดกันฉ้อโกงทางโทรศัพท์ และฟอกเงินจากเหยื่อในสหรัฐฯ และทั่วโลก กระทั่งรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ประกาศยึดทรัพย์มูลค่า 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 127,271 เหรียญบิตคอยน์) … ขณะที่ นายเฉิน จื้อ ยังคงหลบหนี

เช่นเดียวกับที่รัฐบาลอังกฤษ เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ประกาศลั่นว่า จะเล่นงานเด็ดขาดกับธุรกิจสีเทาของเขมรในทุกเครือข่ายที่เข้าไปหลอกลวงประชาชนของพวกเขา

หลังจากที่มีการเปิดเผยเครือข่ายลับผู้ทรงอิทธิพลอีกเครือข่ายหนึ่ง ของ ฮุน เซน ประธานวุฒิสมาชิกเขมร บิดาของ ฮุน มาเนต นายกฯ เขมรคนปัจจุบัน

เครือข่ายนี้มีชื่อของ นายยิม เลียก ประธานกลุ่มธนาคาร BIC Group ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติในเขมร เช่นเดียวกับเครือข่ายอื่นๆ (อาทิ ออกญาก๊ก อาน คนสนิทของฮุนเซน)

เมื่อมีการเปิดเผยโครงข่ายของกลุ่ม ธนาคาร BIC Group สิ่งที่ทำให้สื่อตกใจ ก็คือ มีคนไทยในแวดวงการเงิน การเมือง และคนรุ่นใหม่ในธุรกิจ Consortium เข้าไปร่วมอยู่ในเครือข่ายธุรกิจสีเทาด้วย

ในจำนวนนี้ มีชื่อของ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรมช.กระทรวงการคลัง รวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ตามหลังเรื่องนี้ออกสู่สายตาประชาชน นายวรภัค ได้ยื่นใบลาออกจาก ครม.นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นที่เรียบร้อยไป พร้อมกับปฏิเสธชัดว่า เขาไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเครือข่ายของ นายยิม เลียก เลย

เช่นเดียวกับ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อดีตปลัดกระทรวงการคลัง, พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ และนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธ์ุ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งต่างก็ปฏิเสธเช่นกันว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธ์ุ เปิดเผยว่า เขาเข้าไปมีส่วนในการจัดตั้งธนาคาร BIC Group ก็ด้วยเหตุที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลังให้แก่การรวมตัวกันของกลุ่มธนาคารในภูมิภาค CLMV +TH ก่อนจะลาออกมานานหลายปีแล้ว

The Fixer

อีกชื่อหนึ่งที่ถูกเปิดเผยขึ้นระหว่างการค้นหาว่า ใครในประเทศไทยเกี่ยวข้องกับเครือข่ายธุรกิจสีเทาที่รายล้อมอยู่รอบตัว ฮุน เซน อีก… และเขาคนนั้นก็คือ นายเบน สมิธ

เบน มีชื่อเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจสีเทาในเขมร และการฟอกเงินให้กับเครือข่ายสแกมเมอร์ข้างต้น โดยการเปิดเผยของ นายรังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน

เบน สมิธ มีชื่อเต็มๆ ว่า เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ถูกกล่าวหาว่า มีความเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงินมากมายให้กับนักการเมืองไทย เศรษฐี และบรรดานักลงทุนไทยจำนวนมาก ตลอดจนถึงสองพ่อลูกตระกูลฮุนจากเขมรด้วย

ก่อนหน้าที่ รังสิมันต์ จะเปิดเผยชื่อของ เบน … มีผู้ให้ข้อมูลว่า เบน คือเจ้าของเรือยอชต์หรูที่พา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ นายทักษิณ ชินวัตร เดินทางไปเกาะหลีเป๊ะเพื่อพบกับ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ซึ่งขอให้นายทักษิณ ไปเป็นที่ปรึกษาให้เขา

นายรังสิมันต์ อ้างถึงข้อมูลของ นายทอม ไรท์ (ผู้เปิดโปงโครงการ 1 MDB) ว่า เบน เป็นชาวแอฟริกาใต้ และได้สัญชาติเขมรจากการทำหน้าที่เป็น “Fixers” หรือ ผู้ถือเงินลงทุนให้แก่บรรดาผู้นำ มหาเศรษฐี และผู้มีอิทธิพล

อย่างไรก็ตาม ผู้คนในแวดวงการเงินของไทย กล่าวถึงเบน ว่า เขาคือมืออาชีพด้านที่ปรึกษาการลงทุน ไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับธุรกิจสีเทาของกลุ่มมิจฉาชีพในเขมร กูรูในแวดวงยังเปิดเผยด้วยว่า เขาจะคิดค่าธรรมเนียมการลงทุนแตกต่างกัน… ถ้ามันมาจากที่ที่เขาเห็นว่า ไม่น่าจะใช่เงินบริสุทธิ์ เบนอาจไม่รับงาน หรือคิดค่าธรรมเนียมในราคาที่แพงกว่า

ธุรกิจในประเทศไทยจำนวนไม่น้อยถูกเขาซื้อไว้ให้ลูกค้า หรือลงทุนเอง ล่าสุด มีข่าวว่าเขาซื้อหุ้น บมจ.บางจาก ในส่วนของ นายพิชัย ชุณหวชิร… แต่ก็มีการปฏิเสธข่าวนี้ว่า นายพิชัย ไม่ได้ขายหุ้นบางจากให้แก่เบน แต่ได้โอนหุ้น BCP ออกจากพอร์ตทั้งหมด 450,000 หุ้น

แต่ต่อมา พิชัย ได้ขายบิ๊กล็อตหุ้น BCPG (บริษัทลูกบางจาก) จำนวน 1.1 ล้านหุ้น … ไม่ว่า เบน จะซื้อหุ้นให้ใคร เขาก็คือ นักการเงิน และที่ปรึกษาการลงทุน ข้อกล่าวหาว่าเขาพัวพันธุรกิจสีเทา ไม่มีหลักฐานใดยืนยันในเรื่องนี้ และไม่น่าเป็นไปได้ที่เขาจะเข้าไปพัวพันธุรกิจผิดกฎหมาย

ผลกระทบในประเทศ

ในห้วงเวลาเดียวกัน นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ เปิดเผยว่า นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ก็มีเครือข่ายเกี่ยวข้องโยงใยในพนันออนไลน์ นั่นทำให้นายรังสิมันต์ กล่าวพาดพิง ร.อ.ธรรมนัส ในฐานะที่นายชนนพัฒฐ์อยู่ใต้ร่มชายคา และเรียกร้องให้ นายกฯ อนุทิน ปลด ร.อ.ธรรมนัส

เมื่อวันที่ 11 พ.ย. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือปปง. ออกแถลงการณ์ว่า ได้เข้ายึด และอายัดทรัพย์สินของ สส.ชนนพัฒฐ์ กับพวก รวมมูลค่า 159 ล้านบาท ตามหลักฐานว่ามีความผิดพัวพันกับเว็บพนันออนไลน์จริง…

หลังถูกสังคมกดดัน นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้เรียก 15 หน่วยงาน ลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าจะร่วมมือกันจัดการขั้นเด็ดขาดกับธุรกิจสีเทานี้

ว่าแต่การเรียกรวมพลนั้น เอาจริงๆ เป็นเพียง “พิธีกรรม” ที่ทำขึ้นเพื่อยืดเวลาหรือไม่? ประเด็นนี้ ทำให้นายกฯ อนุทิน ถูกโจมตีอย่างรุนแรงว่า ไม่จริงใจในการปราบปรามสแกมเมอร์…ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ผู้คนต่างคาดหวังว่า ถ้านายกฯ อนุทิน และพรรคภูมิใจไทย ใช้โอกาสนี้ให้มีค่าด้วยการปราบปรามขั้นเด็ดขาด และรวดเร็วกับกลุ่มสแกมเมอร์ การเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคภูมิใจไทย คงจะได้คะแนนเสียงมาในแบบกินรวบ และกลายเป็นพรรคอันดับ 1 ที่ครองเสียงข้างมากไว้ในมือ

แต่มาวันนี้ พรรคภูมิใจไทย อาจได้คะแนนแค่ 120 – 150 …อาจน้อยกว่าพรรคประชาชน ขณะที่พรรคเพื่อไทยอาจได้ราว 80 บวกลบ ตามด้วยพรรคกล้าธรรม และพรรคเล็กพรรคน้อยที่ได้เสียงจากช่องว่างจากการที่ผู้คนมากกว่า 32 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่เห็นใครเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำประเทศ

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดบริเวณปราสาทพระวิหารอีกเป็นรายที่ 7 เมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา โอกาสก็กลับมาเข้าทางพรรคภูมิใจไทยอีกครั้ง ในการปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงให้ยุติข้อพิพาทระหว่างไทย-เขมร ซึ่งทำกันไว้ที่กัวลาลัมเปอร์ โดยมี ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นสักขีพยาน

เมื่อสายน้ำถูกแยกออกเป็น 2 ทาง ทางหนึ่ง… สั่งการให้ทหารปฏิบัติการโจมตีเพื่อสั่งสอนเขมร … กับอีกทางหนึ่ง… จัดการกับธุรกิจสีเทา สแกมเมอร์ และการค้ามนุษย์

ทั้งหมดนี้เก็บตก รวบรวม และแยกแยะข้อมูลมาให้เรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็ลองไปพินิจพิเคราะห์กันดูว่า ประเทศไทยจะยุติข้อพิพาทกับเขมรได้หรือไม่ สำคัญคือ จะตัดตอนบรรดาสแกมเมอร์ได้หรือไม่ อย่างไร?!

หรือที่สุด มันจะ UNCUT ตัดไม่ขาดทั้งเขมร และเหล่าสแกมเมอร์ที่ว่านี้!!

หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์รัสเซีย “AIdol” ล้มคะมำกลางเวทีวันเปิดตัวในมอสโก

หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์รัสเซีย "AIdol" ล้มคะมำกลางเวทีวันเปิดตัวในมอสโก

14 พ.ย. 2568 11:43 น.

หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์รัสเซีย “AIdol” ล้มคะมำกลางเวทีวันเปิดตัวในมอสโก

หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ หรือฮิวแมนอยด์ ตัวแรกของรัสเซีย ที่ติดตั้งระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชื่อว่า “AIdol” ประสบเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อมันล้มคะมำบนเวทีระหว่างการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานเทคโนโลยีที่กรุงมอสโก เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้ทีมงานต้องรีบนำหุ่นยนต์ออกจากสายตาประชาชนเพื่อแก้ไขความผิดพลาด

หุ่นยนต์ AIdol ถูกนำเสนอโดยผู้พัฒนาว่าเป็นหุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ขั้นสูง ซึ่งสร้างขึ้นโดยส่วนประกอบที่ผลิตในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่หุ่นยนต์ถูกนำเข้าสู่เวทีโดยเจ้าหน้าที่สองคน พร้อมเสียงเพลงประกอบจากภาพยนตร์เรื่อง “Rocky” มันได้เสียการทรงตัวและล้มลง ทำให้ชิ้นส่วนบางอย่างกระเด็นตกอยู่บนเวที

ภาพวิดีโอของเหตุการณ์นี้ ซึ่งเผยแพร่โดยสื่ออิสระของรัสเซีย แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่รีบเร่งนำหุ่นยนต์ไปซ่อนหลังฉากกั้นขณะที่กำลังถูกลากออกจากพื้นเวที

การเปิดตัวของ AIdol เป็นความพยายามของรัสเซียที่จะเข้าร่วมการแข่งขันระดับโลกในการพัฒนาหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI บริษัท AIdol ซึ่งเป็นผู้พัฒนา นำโดย วลาดิเมียร์ วิตูคิน ซีอีโอ ระบุว่า หุ่นยนต์ตัวนี้สามารถผสมผสานการเคลื่อนไหว การจัดการวัตถุ และการโต้ตอบแบบมนุษย์ผ่าน AI ที่ฝังอยู่ในตัว

ทางบริษัทอธิบายสาเหตุที่หุ่นยนต์ล้มว่าเกิดจากปัญหาในการปรับเทียบ และยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างที่หุ่นยนต์ยังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบ วลาดิเมียร์ วิตูคิน กล่าวว่า “ผมหวังว่าความผิดพลาดนี้จะเปลี่ยนเป็นประสบการณ์”

แม้ว่าการเปิดตัวมีจุดประสงค์เพื่อแสดงความก้าวหน้าของ AI และวิทยาการหุ่นยนต์ภายในประเทศ แต่ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียและฟอรัมเทคโนโลยีของรัสเซียกลับพุ่งเป้าไปที่ความไม่เสถียรของหุ่นยนต์ และการตัดสินใจเปิดตัวหุ่นยนต์ต้นแบบที่ยังไม่สมบูรณ์ วิดีโอเหตุการณ์ดังกล่าวถูกแชร์อย่างกว้างขวางทางออนไลน์ โดยหลายคนตั้งคำถามว่าภาคส่วนหุ่นยนต์ของรัสเซียพร้อมที่จะแข่งขันในระดับสากลหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ผู้พัฒนาปฏิเสธคำวิจารณ์ โดยระบุว่า AIdol ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ 48 โวลต์ ซึ่งสามารถทำงานต่อเนื่องได้นานถึง 6 ชั่วโมง และประกอบด้วยชิ้นส่วนที่ผลิตในรัสเซียถึง 77 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทางบริษัทตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนนี้ให้เป็น 93 เปอร์เซ็นต์ ในการผลิตในอนาคต

พวกเขากล่าวเสริมว่า หุ่นยนต์นี้มีมอเตอร์เซอร์โว 19 ตัว ทำให้มันสามารถแสดงอารมณ์พื้นฐานได้มากกว่าสิบอย่างและมีการแสดงออกทางสีหน้าเล็กน้อย ได้หลายร้อยแบบ ผิวหนังซิลิโคนของมันถูกออกแบบมาเพื่อจำลองการแสดงออกทางสีหน้าของมนุษย์ด้วยระดับความตึงที่แตกต่างกัน

“หุ่นยนต์สามารถยิ้ม คิด และประหลาดใจได้เหมือนกับคน” วิตูคินกล่าวระหว่างการนำเสนอ และเสริมในภายหลังว่า “นี่คือการเรียนรู้แบบเรียลไทม์ ที่ความผิดพลาดที่ดีจะกลายเป็นความรู้ และความผิดพลาดที่แย่จะกลายเป็นประสบการณ์”

ในขณะนี้ หุ่นยนต์ดังกล่าวถูกนำออกจากพื้นที่จัดแสดงชั่วคราวเพื่อให้วิศวกรตรวจสอบระบบการทรงตัวและซอฟต์แวร์ควบคุม เนื่องจากมันยังอยู่ในช่วงการทดสอบ.

ที่มา Newsweek

ด่วน มาเลเซียแก้ข่าวแล้ว ยืนยันทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นใหม่

ด่วน มาเลเซียแก้ข่าวแล้ว ยืนยันทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นใหม่

14 พ.ย. 2568 10:07 น.

ด่วน มาเลเซียแก้ข่าวแล้ว ยืนยันทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นใหม่

สำนักข่าวเบอร์นามาของมาเลเซีย ชี้แจงความผิดพลาดในการแปลภาษา เกี่ยวกับคำแถลงของรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียเกี่ยวกับทุ่นระเบิดของกัมพูชาก่อนหน้านี้ โดยยืนยันว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นทุ่นระเบิดใหม่จริง

สำนักข่าวเบอร์นามาของมาเลเซีย ออกมาขอโทษต่อความผิดพลาด และแก้ไขเนื้อข่าว หลังจากมีรายงานข่าวก่อนหน้านี้ว่า ดาโต๊ะ เสรี โมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของมาเลเซีย กล่าวว่า “ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ในประเทศไทยและกัมพูชารายงานว่า ทุ่นระเบิดเหล่านั้นไม่ใช่ทุ่นระเบิดที่วางใหม่ ผมเพิ่งวางสายจากรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ความหวังของผมคือขอให้ทั้งสองฝ่ายสงบลงและสานต่อการเจรจาสันติภาพต่อไป”

โดยทางสำนักข่าวชี้แจงว่า เรื่องราวต้นฉบับมีข้อผิดพลาดในการแปลข้อความอ้างอิงที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวเป็นภาษามลายู ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความหมายที่ตั้งใจไว้ในคำแถลงของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในย่อหน้าที่แปด 

ประโยคที่ไม่ถูกต้องในฉบับแปลภาษาอังกฤษคือ “แต่ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนในประเทศไทยและกัมพูชารายงานว่าพวกเขาไม่ใช่ทุ่นระเบิดใหม่” ถ้อยคำนี้ขัดแย้งกับข้อมูลที่รายงานในฉบับภาษามาเลย์ดั้งเดิม

โดยประโยคในวรรคที่แปดควรได้รับการแทนที่ทั้งหมดด้วยคำแปลที่ถูกต้องดังต่อไปนี้ “แต่ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนในไทยและกัมพูชารายงานว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ ผมเพิ่งวางสายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ผมหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสงบลงและเดินหน้าเจรจาสันติภาพต่อไป” 

พร้อมทั้งยังยืนยันว่ามาเลเซียพร้อมที่จะเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชาเพื่อรักษาข้อตกลงหยุดยิงที่ได้ลงนามไว้ระหว่างสองประเทศ ซึ่งนายโมฮัมหมัดคาดว่าการเจรจาจะจัดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ หลังจากการหารือกับนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม.

ที่มา : Bernama

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยกัมพูชา