ทรัมป์มั่นใจ “ข้อตกลงสันติภาพกาซา” มีโอกาสสำเร็จสูง

ทรัมป์มั่นใจ "ข้อตกลงสันติภาพกาซา" มีโอกาสสำเร็จสูง

7 ต.ค. 2568 11:10 น.

ทรัมป์มั่นใจ “ข้อตกลงสันติภาพกาซา” มีโอกาสสำเร็จสูง

การเจรจาทางอ้อมเพื่อข้อตกลงสันติภาพของสหรัฐฯ ในการยุติสงครามกาซากำลังดำเนินต่อไปที่เมืองชาร์ม เอล-ชีค ประเทศอียิปต์ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ มั่นใจว่า “มีโอกาสดี” ที่จะบรรลุข้อตกลงที่ยั่งยืน แม้กลุ่มฮามาสยังไม่ตอบรับเงื่อนไขสำคัญทั้งหมดในการปลดอาวุธและยุติบทบาทการปกครองกาซา

การเจรจาทางอ้อม เพื่อบรรลุข้อตกลงสุดท้ายตามแผนสันติภาพของสหรัฐอเมริกา เพื่อยุติสงครามในฉนวนกาซา มีกำหนดจะดำเนินต่อไปในวันอังคารนี้ ณ เมืองชาร์ม เอล-ชีค ประเทศอียิปต์ โดยมีเจ้าหน้าที่จากอียิปต์และกาตาร์เป็นผู้จัดการเจรจาแบบไม่เปิดเผยตัว กับคณะผู้แทนจากอิสราเอลและฮามาส แยกกัน

เจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์และอียิปต์เปิดเผยว่า การประชุมมุ่งเน้นที่การ “สร้างเงื่อนไขภาคสนาม” สำหรับการแลกเปลี่ยนตัวประกันที่เป็นไปได้ ซึ่งจะนำไปสู่การปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลทั้งหมด แลกกับ นักโทษชาวปาเลสไตน์จำนวนหนึ่ง

ขณะที่การประชุมดำเนินไปเมื่อวันจันทร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวต่อผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า “เรามีโอกาสที่ดีจริง ๆ ที่จะทำข้อตกลงได้ และมันจะเป็นข้อตกลงที่ยั่งยืน” พร้อมเร่งให้ทุกฝ่าย “เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว” และระบุว่า เขาได้รับแจ้งว่าเฟสแรกของแผนสันติภาพ ซึ่งรวมถึงการปล่อยตัวประกัน “ควรจะเสร็จสิ้นในสัปดาห์นี้”

แผนสันติภาพ 20 ข้อดังกล่าว ซึ่งเห็นชอบร่วมกันระหว่างทรัมป์และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เสนอให้มีการยุติการสู้รบในทันทีและปล่อยตัวประกัน 48 คน (ซึ่งคาดว่ายังมีชีวิตอยู่เพียง 20 คน) แลกกับการปล่อยตัวนักโทษชาวกาซาหลายร้อยคน

นอกจากนี้ แผนยังกำหนดเงื่อนไขสำคัญคือ กลุ่มฮามาสจะต้องไม่มีบทบาทในการปกครองกาซา และมีการเปิดประตูสำหรับรัฐปาเลสไตน์ในอนาคต โดยแผนระบุด้วยว่าเมื่อทั้งสองฝ่ายยอมรับข้อเสนอ “ความช่วยเหลือเต็มรูปแบบจะถูกส่งเข้าไปในฉนวนกาซาทันที”

กลุ่มฮามาสได้ตอบรับข้อเสนอส่วนหนึ่ง โดยระบุว่า “เห็นด้วยกับการปล่อยตัวนักโทษอิสราเอลทั้งหมด ทั้งที่ยังมีชีวิตและเสียชีวิต ตามสูตรการแลกเปลี่ยนที่อยู่ในข้อเสนอของทรัมป์” หากมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับการแลกเปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม ฮามาส ไม่ได้กล่าวถึงหรือยอมรับ ข้อเรียกร้องสำคัญในแผนโดยเฉพาะเจาะจง คือ การปลดอาวุธ และการยุติบทบาทในการปกครองกาซาอย่างสิ้นเชิง โดยระบุเพียงว่าเห็นชอบกับการมอบการบริหารฉนวนกาซาให้แก่ “องค์กรปาเลสไตน์ที่เป็นอิสระ” ซึ่งขึ้นอยู่กับฉันทามติของชาติปาเลสไตน์ และฮามาสจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของ “กรอบการทำงานระดับชาติ”

การเจรจารอบนี้เกิดขึ้นในวันครบรอบ 2 ปีของเหตุการณ์โจมตีอิสราเอลตอนใต้โดยกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 1,200 ราย และนำไปสู่ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในกาซา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 67,160 ราย ตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขกาซา

นายอันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ และนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ต่างแสดงการสนับสนุนแผนของทรัมป์ โดยเลขาธิการยูเอ็นกล่าวว่า แผนนี้ “เป็นโอกาสที่ต้องคว้าไว้เพื่อยุติความขัดแย้งอันน่าเศร้าโศกนี้”

เจ้าหน้าที่ความมั่นคงอาวุโสของอิสราเอลเปิดเผยว่า การเจรจาในเบื้องต้นจะมุ่งเน้นที่การปล่อยตัวประกันเท่านั้น และให้เวลาฮามาสเพียงไม่กี่วันในการดำเนินการในเฟสนี้ให้เสร็จสิ้น โดยคาดว่าการหารือเหล่านี้จะเป็นการหารือที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่เริ่มสงคราม และอาจเป็นตัวกำหนดว่าหนทางสู่การยุติความขัดแย้งจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมหรือไม่.

ที่มา BBC

ช็อกวงการแพทย์ ผลวิจัยชี้ “ยาสูดพ่นโรคหอบ” ในสหรัฐฯ ปล่อยคาร์บอนเทียบเท่ารถยนต์กว่า 5 แสนคันต่อปี

ช็อกวงการแพทย์ ผลวิจัยชี้ "ยาสูดพ่นโรคหอบ" ในสหรัฐฯ ปล่อยคาร์บอนเทียบเท่ารถยนต์กว่า 5 แสนคันต่อปี

7 ต.ค. 2568 10:49 น.

ช็อกวงการแพทย์ ผลวิจัยชี้ “ยาสูดพ่นโรคหอบ” ในสหรัฐฯ ปล่อยคาร์บอนเทียบเท่ารถยนต์กว่า 5 แสนคันต่อปี

ผลวิจัยชี้ ยาสูดพ่นโรคหอบ และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในสหรัฐฯ สร้างมลพิษเทียบเท่ารถยนต์กว่า 530,000 คันต่อปี โดยเฉพาะชนิดพ่นละอองแรงดัน ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 98% ของทั้งหมด

วันที่ 6 ตุลาคม 2568 ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เปิดเผยงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ชื่อดัง JAMA (Journal of the American Medical Association) ซึ่งระบุว่า ยาสูดพ่นรักษาโรคหอบหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ที่ใช้ในสหรัฐฯ ระหว่างปี 2557–2567 สร้างการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 24.9 ล้านตัน หรือสร้างมลพิษเทียบเท่ารถยนต์ประมาณ 530,000 คันต่อปี

งานวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลยาแห่งชาติ พบว่า ยาพ่นแบบแรงดัน (Metered-Dose Inhalers) ซึ่งใช้ก๊าซไฮโดรฟลูออโรอัลเคน (HFA) เป็นตัวขับแรงดัน เป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลัก คิดเป็น 98% ของการปล่อยทั้งหมด  ในขณะที่ยาสูดชนิดผงแห้ง (Dry Powder Inhalers) และ ชนิดละอองนุ่ม (Soft Mist Inhalers) อุปกรณ์สูดพ่นยาที่ไม่ต้องใช้แรงดันก๊าซช่วย แต่จะอาศัยแรงสูดลมหายใจของผู้ใช้เอง เพื่อพาอนุภาคยาผงเข้าสู่ปอด กลับมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำกว่าอย่างมาก

นายวิลเลียม เฟลด์แมน หัวหน้าทีมวิจัยและผู้เชี่ยวชาญโรคปอดจาก UCLA กล่าวว่า การก่อมลพิษเทียบเท่ารถกว่า 530,000 คันต่อปีเป็นเรื่องใหญ่มาก และสิ่งนี้สามารถแก้ไขได้ไม่ยาก หากผู้ป่วยมีทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่านี้ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถเปลี่ยนไปใช้ยาพ่นชนิดผงหรือชนิดละอองนุ่มได้ โดยประเทศอย่างสวีเดนและญี่ปุ่นได้ใช้อย่างแพร่หลายโดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพทางการรักษา

นักวิจัยระบุว่า ปัญหาสำคัญอยู่ที่ราคาและการเข้าถึงยาสูดชนิดผง ซึ่งมักไม่ได้รับการคุ้มครองจากประกัน ทำให้มีราคาสูง พร้อมย้ำว่า จุดประสงค์ของงานวิจัยไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษผู้ป่วย แต่เพื่อผลักดันให้เกิดการปฏิรูปด้านนโยบายและราคา มีการจัดหายาเหล่านี้ให้ผู้ป่วยอย่างยั่งยืน โดยไม่เพิ่มภาระแก่พวกเขา โดยเริ่มจากระดับนโยบายสูงสุดของประเทศ.

ที่มา Aljazeera

ระทึก สะพานฟิลิปปินส์ถล่มกลาง คาดรับน้ำหนักไม่ไหวหลังรถบรรทุกสิบล้อขึ้นพร้อมกัน 3 คัน

ระทึก สะพานฟิลิปปินส์ถล่มกลาง คาดรับน้ำหนักไม่ไหวหลังรถบรรทุกสิบล้อขึ้นพร้อมกัน 3 คัน

7 ต.ค. 2568 09:30 น.

ระทึก สะพานฟิลิปปินส์ถล่มกลาง คาดรับน้ำหนักไม่ไหวหลังรถบรรทุกสิบล้อขึ้นพร้อมกัน 3 คัน

เกิดเหตุสะพานที่ฟิลิปปินส์รับน้ำหนักไม่ไหวพังถล่มยุบตัวลงไปตรงกลางสะพาน หลังรถบรรทุกสิบล้อ 3 คันวิ่งข้ามไปพร้อมกัน เจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือคนขับและผู้โดยสารบาดเจ็บที่ตกค้า

วันที่ 7 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุสะพาน “พิกกะตัน” ระยะทางยาวประมาณ 75 เมตร ในจังหวัดคากายัน ทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์ พังถล่มลงตรงช่วงกลางสะพาน ระหว่างที่มีรถบรรทุกสิบล้อ 3 คันกำลังวิ่งข้ามไปอยู่บนสะพานพร้อมๆกัน ส่งผลให้รถทั้งหมดร่วงลงมาพร้อมโครงเหล็กที่บิดงอจนเสียรูป

สำนักงานจัดการภัยพิบัติท้องถิ่น ของเมืองอัลคาลา เปิดเผยว่า สะพานได้ถล่มลงพร้อมรถเทรลเลอร์หลายคัน เบื้องต้นมีรายงานผู้บาดเจ็บหลายราย แต่ยังไม่มีผู้เสียชีวิต ขณะทีมกู้ภัยเร่งเข้าช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในซากสะพาน และนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล  ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าช่วยอำนวยการจราจรและจัดเส้นทางเบี่ยง หลังสะพานแห่งนี้เป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญเชื่อมเมืองต่าง ๆ ในจังหวัดคากายัน 

รายงานข่าวระบุว่า สะพานพิกกะตันถือเป็นสะพานแห่งที่สองในจังหวัดนี้ที่ถล่มภายในปีเดียวกัน โดยขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุของการพังถล่ม แต่คาดว่าเกิดจากโครงสร้างสะพานเสื่อมโทรมและการรับน้ำหนักเกินพิกัด.

ที่มา Rappler

แรงเกินต้าน Taylor Swift ทำสถิติใหม่ อัลบั้มขายทะลุ 2.7 ล้านในวันเดียว

แรงเกินต้าน Taylor Swift ทำสถิติใหม่ อัลบั้มขายทะลุ 2.7 ล้านในวันเดียว

7 ต.ค. 2568 08:17 น.

แรงเกินต้าน Taylor Swift ทำสถิติใหม่ อัลบั้มขายทะลุ 2.7 ล้านในวันเดียว

เทย์เลอร์ สวิฟต์  สร้างปรากฏการณ์ “The Life Of A Showgirl” ยอดขายทะลุ 2.7 ล้านก๊อบปี้ในวันแรกในสหรัฐฯ แซงยอดขายสัปดาห์แรกของอัลบั้มก่อนหน้าไปแล้ว

อัลบั้มใหม่ของ เทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift) สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งในวงการเพลง หลังจากอัลบั้มลำดับที่ 12 “The Life Of A Showgirl” ขายได้ 2.7 ล้านก๊อบปี้ในสหรัฐอเมริกาเพียงวันแรกของการวางจำหน่าย (3 ตุลาคม) ทั้งในรูปแบบซีดี ดิจิทัล และแผ่นเสียง ตามรายงานของบริษัทข้อมูลดนตรี Luminate

ตัวเลขนี้ไม่ทำลายสถิติในด้านยอดขายเท่านั้น แต่ยังทำลายสถิติเดิมของเธอเองอย่างขาดลอย เพราะอัลบั้มก่อนหน้าอย่าง The Tortured Poets Department ที่ออกในปี 2024 เคยมียอดขาย 2.61 ล้านชุดในเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็ม ขณะที่ The Life Of A Showgirl กลับทำได้เกินกว่านั้นภายในเวลาแค่ 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ อัลบั้มใหม่นี้ยังกลายเป็น อัลบั้มที่มียอดขายสัปดาห์แรกมากที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ นับตั้งแต่ปี 1991 ที่ Luminate เริ่มเก็บข้อมูลยอดขาย โดยใช้เวลาเพียงวันเดียวในการขึ้นชาร์ต อันดับหนึ่งในปัจจุบันยังคงเป็นของ Adele กับอัลบั้ม 25 ที่ขายได้ 3.378 ล้านชุดในสัปดาห์แรก เมื่อปี 2015

The Life Of A Showgirl ยังสร้างสถิติใหม่ในหมวด แผ่นเสียง (vinyl) โดยขายได้กว่า 1.2 ล้านแผ่นภายในสัปดาห์แรก ซึ่งถือเป็นจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสหรัฐฯ แซงหน้าเจ้าของสถิติก่อนหน้าอย่าง The Tortured Poets Department ของเธอเอง ที่เคยทำไว้ 859,000 แผ่น

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันยอดขายคือ กลยุทธ์การออกอัลบั้มหลายเวอร์ชัน  โดยสวิฟต์จับมือกับพันธมิตรหลักอย่าง Target วางจำหน่ายแผ่นซีดี 3 แบบ ได้แก่ It’s Frightening, It’s Rapturous และ It’s Beautiful editions

นอกจากนี้ยังมี เวอร์ชันแผ่นเสียงพิเศษ The Crowd Is Your King สีชมพูระยิบ “Summertime Spritz Pink Shimmer Vinyl” รวมถึงเวอร์ชันสะสมอื่น ๆ และเวอร์ชันมาตรฐานทั้งแผ่นเสียงและคาสเซ็ตสี “Sweat and Vanilla Perfume Portofino Orange Vinyl”

ความแตกต่างของการออกแบบและบรรจุภัณฑ์ในแต่ละเวอร์ชันยังช่วยกระตุ้นให้แฟนเพลงสายสะสมซื้อซ้ำหลายชุด

ล่าสุด เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สวิฟต์ยังประกาศเปิดตัว ซีดีเวอร์ชันใหม่อีก 4 แบบ ที่นำเสนอเพลงจากอัลบั้มในรูปแบบอะคูสติกด้วย 

ไม่เพียงแต่ในวงการเพลงเท่านั้น เทย์เลอร์ สวิฟต์ยังครองรายได้สูงสุดในบ็อกซ์ออฟฟิศสหรัฐฯ ตลอดสุดสัปดาห์ด้วย งานอีเวนต์เปิดตัวอัลบั้ม “The Official Release Party of a Show Girl” เป็นเวลา 3 วัน ทำรายได้ 33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 1,200 ล้านบาท ตามรายงานจาก Comscore เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เทย์เลอร์ สวิฟต์

สลด ไฟไหม้ห้อง ICU อินเดีย ทำผู้ป่วยอาการวิกฤต 6 คน เสียชีวิต

สลด ไฟไหม้ห้อง ICU อินเดีย ทำผู้ป่วยอาการวิกฤต 6 คน เสียชีวิต

7 ต.ค. 2568 05:52 น.

สลด ไฟไหม้ห้อง ICU อินเดีย ทำผู้ป่วยอาการวิกฤต 6 คน เสียชีวิต

ไฟไหม้ห้องไอซียูของโรงพยาบาลทางตะวันตกของอินเดีย เป็นเหตุให้มีผู้ป่วยอาการวิกฤตเสียชีวิตถึง 6 ศพ ขณะที่สาเหตุคาดกันว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเพลิงไหม้ที่ห้องดูแลผู้ป่วยวิกฤต หรือห้องไอซียู (ICU) ของโรงพยาบาล “สวาอี มาน สิงห์” (Sawai Man Singh) ในเมืองไจปูร์ ทางตะวันตกของประเทศอินเดีย เมื่อกลางดึกของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (5 ต.ค. 2568) เป็นเหตุให้มีผู้ป่วยอาการวิกฤตเสียชีวิตถึง 6 ศพ

ข่าวระบุว่า สาเหตุของเพลิงไหม้อาจเป็นเพราะ “ไฟฟ้าลัดวงจร” โดยในตอนเกิดเหตุมีผู้ป่วยอยู่ในห้องไอซียูทั้งหมด 11 คน โดย 5 คนได้รับการช่วยเหลือออกมาทัน แต่อีก 6 คนซึ่งประกอบด้วยหญิง 2 คน ชายอีก 4 คน เสียชีวิต

หลังเกิดเหตุ ญาติผู้เสียชีวิตออกมากล่าวหาเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลว่า ปล่อยปละละเลยจนทำให้มีผู้เสียชีวิต โดยญาติคนหนึ่งอ้างว่า “เราเห็นควันและแจ้งเจ้าหน้าที่ (ของโรงพยาบาล) ทันที แต่พวกเขากลับไม่สนใจ และเมื่อไฟเริ่มลุกไหม้พวกเขากลับเป็นคนแรกที่วิ่งหนี”

ญาติอีกคนหนึ่ง ซึ่งสูญเสียแม่จากอุบัติเหตุครั้งนี้ กล่าวหาว่าโรงพยาบาลไม่มีอุปกรณ์ฉุกเฉินใดๆ เลย ทั้งเครื่องดับเพลิง ถังดับเพลิง หรือแม้แต่น้ำที่จะใช้ดับไฟ

ขณะที่นาย จัคดิช โมดี (Jagdish Modi) รองผู้อำนวยการของโรงพยาบาลปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยระบุว่า “ผมเข้าใจความรู้สึกของผู้คนในสถานการณ์เช่นนี้ แต่ข้อกล่าวหาเหล่านั้น ไม่เป็นความจริง เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลหลายคนเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อปกป้องผู้ป่วย และอพยพผู้ป่วยจากห้อง ICU และวอร์ดต่างๆ”

ด้านนาย บาจันลาล ชาร์มา (Bhajanlal Sharma) มุขมนตรีของรัฐราชสถาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองไจปูร์ ประกาศสืบสวนข้อเท็จจริง และเผยว่า เจ้าหน้าที่กำลังใช้มาตรการทุกอย่างเพื่อรับประกันความปลอดภัย, การรักษาคนไข้ และการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้

ทั้งนี้ สวาอี มาน สิงห์ เป็นโรงพยาบาลรัฐ โดยเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลใหญ่ที่สุดในรัฐราชสถาน และต้องรักษาผู้ป่วยวันละหลายพันคน

เพลิงไหม้เกิดขึ้นก่อนเที่ยงคืนเล็กน้อยในศูนย์อุบัติเหตุ (trauma centre) ของโรงพยาบาล และลุกลามไปทั่วอาคารอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ต้องทุบหน้าต่างและต่อสู้กับเพลิงไหม้เป็นเวลานานเกือบ 2 ชั่วโมง ก่อนที่จะสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีมีเคือง พบชิ้นส่วนผลิตจาก UK อยู่ในโดรน-มิสไซล์รัสเซีย

เซเลนสกีมีเคือง พบชิ้นส่วนผลิตจาก UK อยู่ในโดรน-มิสไซล์รัสเซีย

7 ต.ค. 2568 04:16 น.

เซเลนสกีมีเคือง พบชิ้นส่วนผลิตจาก UK อยู่ในโดรน-มิสไซล์รัสเซีย

เซเลนสกีเผยว่า ผลการตรวจสอบซากมิสไซล์และโดรนที่รัสเซียใช้โจมตียูเครน พบชิ้นส่วนที่ผลิตในสหราชอาณาจักร กับชาติพันธมิตรประเทศอื่นๆ จำนวนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยในวันจันทร์ที่ 6 ต.ค. 2568 ว่า เจ้าหน้าที่ของพวกเขาพบชิ้นส่วนที่ผลิตในต่างประเทศมากกว่า 100,000 ชิ้น อยู่ภายในโดรนกับมิสไซล์ที่รัสเซียใช้โจมตียูเครนครั้งใหญ่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

เซเลนสกีระบุว่า ชิ้นส่วนที่พบมาจากหลากหลายประเทศ รวมถึงชาติพันธมิตรของยูเครนอย่าง สหราชอาณาจักร (UK), เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ทำให้ผู้นำยูเครนเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรเพิ่มประสิทธิภาพในการคว่ำบาตร เพื่อไม่ให้ชิ้นส่วนเหล่านี้ตกถึงมือรัสเซียได้อีก

“ไมโครคอมพิวเตอร์สำหรับควบคุมการบินของโดรนถูกผลิตขึ้นในสหราชอาณาจักร” เซเลนสกีระบุผ่าน X ว่า “การปิดกั้นแผนการหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง และประเทศที่สนับสนุนยูเครนมีข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับทุกบริษัทและทุกผลิตภัณฑ์ที่รัสเซียยังคงใช้อยู่แล้ว”

ด้านกระทรวงการค้าและธุรกิจของสหราชอาณาจักร (DBT) ระบุว่า พวกเขาเพิ่งดำเนินการเพื่อปราบปรามบริษัทสัญชาติ UK ที่ยังคงปล่อยให้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองเดินทางเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของกองทัพรัสเซียได้อยู่ โดยโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า “เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อรายงานที่ระบุว่าสินค้าจากบริษัทในสหราชอาณาจักรถูกพบในอาวุธของรัสเซีย”

โฆษกกล่าวอีกว่า รัฐบาลได้สั่งห้ามการส่งออกสินค้าหลายพันรายการไปยังรัสเซีย รวมถึงยุทโธปกรณ์ทุกรายการที่ยูเครนแจ้งให้พวกเขาทราบ พร้อมเสริมว่า พวกเขาได้บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงที่สุดไปแล้ว บุคคลหรือบริษัทใดๆ ที่ไม่ปฏิบัติตามอาจต้องเผชิญกับ “บทลงโทษทางการเงินครั้งใหญ่ หรือการดำเนินคดีทางอาญา”

ทั้งนี้ นอกจากชิ้นส่วนที่ผลิตในชาติพันธมิตรตะวันตกแล้ว เซเลนสกีระบุว่า เจ้าหน้าที่ยังพบชิ้นส่วนที่ผลิตจากจีน และไต้หวันด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอล-ฮามาส เริ่มเจรจาข้อตกลงสันติภาพ ตามแผนของทรัมป์แล้ว

อิสราเอล-ฮามาส เริ่มเจรจาข้อตกลงสันติภาพ ตามแผนของทรัมป์แล้ว

7 ต.ค. 2568 03:00 น.

อิสราเอล-ฮามาส เริ่มเจรจาข้อตกลงสันติภาพ ตามแผนของทรัมป์แล้ว

ผู้แทนอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส เริ่มการเจรจาทางอ้อมที่อียิปต์แล้ว เพื่อทำข้อตกลงสันติภาพตามข้อเสนอของสหรัฐฯ เพื่อหาทางยุติสงครามในฉนวนกาซา ที่ดำเนินมา 2 ปีแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 6 ต.ค. 2568 การเจรจาทางอ้อมระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส เพื่อบรรลุข้อตกลงสุดท้ายตามแผนการสันติภาพของสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามในฉนวนกาซา เริ่มต้นขึ้นแล้วที่เมืองชาร์ม เอล-ชีคห์ ประเทศอียิปต์

เจ้าหน้าที่ของปาเลสไตน์กับอียิปต์บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า การประชุมจะเน้นไปที่ “การสร้างเงื่อนไขในพื้นที่” สำหรับความเป็นไปได้ในการแลกเปลี่ยนตัวประกัน ซึ่งจะนำไปสู่การปลดปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลทั้งหมด แลกกับนักโทษชาวปาเลสไตน์จำนวนหนึ่ง

กลุ่มฮามาสระบุก่อนหน้านี้ว่า พวกเขาเห็นด้วยกับแผนการสันติภาพที่สหรัฐฯ เสนอบางส่วน ซึ่งรวมถึงการปล่อยตัวตัวประกันและการมอบการปกครองฉนวนกาซาให้กับกลุ่มนักวิชาการชาวปาเลสไตน์ แต่ฮามาสต้องการเจรจาในประเด็นอื่นๆ และการตอบรับของพวกเขาก็ไม่พูดถึงข้อเรียกร้องสำคัญอย่างการปลดอาวุธ และการไม่เข้าไปมีบทบาทในการปกครองกาซาในอนาคต

การเจรจาครั้งล่าสุดนี้ คาดกันว่าจะเป็นการหารือที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาเริ่มขึ้นเมื่อ 7 ต.ค. 2566 และอาจตัดสินเส้นทางที่จะนำไปสู่จุดจบของความขัดแย้งนี้

นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ, นายจาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของนายทรัมป์ และชีค โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลเราะห์มาน อัล ธานี รัฐมนตรีต่างประเทศของกาตาร์ เป็นหนึ่งในผู้ที่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย

ขณะเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย เรียกร้องให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับความพยายามยุติสงครามในฉนวนกาซา “ดำเนินการอย่างรวดเร็ว” และระบุว่า เขาได้รับแจ้งว่าระยะแรกของแผนสันติภาพ ซึ่งรวมถึงการปล่อยตัวตัวประกัน “ควรจะเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้”

ทั้งนี้ แผนสันติภาพ 20 ข้อ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เสนอให้มีการยุติการสู้รบในทันที และการปล่อยตัวตัวประกัน 48 คน ซึ่งเชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่เพียง 20 คน เพื่อแลกกับชาวกาซาที่ถูกควบคุมตัวหลายร้อยคน

แผนดังกล่าวระบุด้วยว่า เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงตามข้อเสนอนี้แล้ว ความช่วยเหลือเต็มรูปแบบจะถูกส่งเข้าไปในฉนวนกาซาทันที

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เมืองชิคาโก-รัฐอิลลินอยส์ ยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ ต้านส่งทหารคุมเมือง

เมืองชิคาโก-รัฐอิลลินอยส์ ยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ ต้านส่งทหารคุมเมือง

7 ต.ค. 2568 01:01 น.

เมืองชิคาโก-รัฐอิลลินอยส์ ยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ ต้านส่งทหารคุมเมือง

ทางการเมืองชิคาโกและรัฐอิลลินอยส์ยื่นฟ้องร้องรัฐบาลกลางของโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อต้านแผนส่งทหารกองกำลังพิทักษ์ชาติมายังเมืองชิคาโก หลังเกิดการประท้วงต่อต้านแคมเปญปราบผู้อพยพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการเมืองชิคาโกและรัฐอิลลินอยส์ ยื่นฟ้องร้องรัฐบาลทรัมป์แล้ว ในวันจันทร์ที่ 6 ต.ค. 2568 เพื่อต่อต้านแผนการของรัฐบาลที่จะส่งทหารกองกำลังพิทักษ์ชาติ (National Guard) ไปยังเมืองชิคาโก

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ ทำเนียบขาวพยายามส่งทหารไปยังเมืองต่างๆ ที่ฝ่ายเดโมแครตเป็นผู้ควบคุม หลังเกิดการประท้วงต่อต้านการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

การฟ้องร้องของรัฐอิลลินอยส์และเมืองชิคาโกยังถือเป็นการต่อสู้ทางกฎหมายคดีล่าสุดที่ทำเนียบขาวมีกับเจ้าหน้าที่ระดับรัฐและระดับท้องถิ่น และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสั่งระงับการส่งกองกำลังพิทักษ์ชาติไปยังเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน

เอกสารคำฟ้องระบุว่า “การส่งกำลังทหารของรัฐบาลกลางของจำเลยไปยังรัฐอิลลินอยส์นั้น ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน” และ “โจทก์ขอให้ศาลนี้สั่งระงับการทำให้ทหารกองกำลังพิทักษ์ชาติแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งรวมถึงกองกำลังพิทักษ์ชาติรัฐอิลลินอยส์และรัฐเท็กซัส กลายเป็นของรัฐบาลกลาง ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เป็นอันตราย และขัดต่อรัฐธรรมนูญ”

ทั้งนี้ ทำเนียบขาวประกาศเมื่อ 2 วันก่อนว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อนุมัติการส่งทหารกองกำลังพิทักษ์ชาติรัฐอิลลินอยส์จำนวน 300 นาย ไปยังชิคาโก โดยอ้างว่าเพื่อ “ปกป้องเจ้าหน้าที่และทรัพย์สินของรัฐบาลกลาง” ซึ่งเป็นกลยุทธ์เดียวกับที่เคยใช้จัดการกับการประท้วงต่อต้านสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ICE) ในลอสแอนเจลิสและวอชิงตัน ดี.ซี.

นาย เจ.บี. พริตซ์เกอร์ ผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์ ประณามการส่งกำลังดังกล่าว โดยเปิดเผยว่า เขาปฏิเสธการเรียกร้องของรัฐบาลทรัมป์ ที่ให้เขาประจำการทหารกองกำลังพิทักษ์ชาติในรัฐของตัวเองเพื่อควบคุมการประท้วง ขณะที่เมื่อวันอาทิตย์มีข่าวว่ารัฐบาลจะส่งทหารกองกำลังพิทักษ์ชาติของรัฐเท็กซัส 400 นายไปยังอิลลินอยส์ ทำให้นายพริตซ์เกอร์โจมตีว่าเป็นการรุกราน

ด้านทำเนียบขาวก็ออกแถลงการณ์ระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์จะไม่เพิกเฉยต่อความไร้ระเบียบที่สร้างความเดือดร้อนให้กับเมืองต่าง ๆ ของอเมริกา

น.ส.อาบิเกล แจ็กสัน โฆษกหญิงของทำเนียบขาวบอกกับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ว่า ท่ามกลางการจลาจลรุนแรงและความไร้ระเบียบที่กำลังดำเนินอยู่ ผู้นำท้องถิ่นอย่างนายพริตซ์เกอร์กลับปฏิเสธที่จะเข้ามาควบคุม ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายของเขาเพื่อปกป้องเจ้าหน้าที่และทรัพย์สินของรัฐบาลกลาง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เหยื่อโรงเรียนอินโดนีเซียถล่มพุ่ง 65 ศพ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้รอดชีวิตต่อ

เหยื่อโรงเรียนอินโดนีเซียถล่มพุ่ง 65 ศพ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้รอดชีวิตต่อ

7 ต.ค. 2568 00:02 น.

เหยื่อโรงเรียนอินโดนีเซียถล่มพุ่ง 65 ศพ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้รอดชีวิตต่อ

ผู้เสียชีวิตในเหตุโรงเรียนถล่มที่อินโดนีเซียเพิ่มขึ้นเป็น 65 ศพแล้ว ในขณะที่หน่วยกู้ภัยยังคงพยายามค้นหาผู้รอดชีวิตต่อไปแม้จะผ่านมา 7 วันแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุโรงเรียนถล่มที่ประเทศอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 65 ศพแล้วในวันจันทร์ที่ 6 ต.ค. 2568 ในขณะที่ทีมกู้ภัยยังคงพยายามค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมา 7 วันแล้วนับตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อสัปดาห์ก่อน

กำแพงและพื้นคอนกรีตของโรงเรียนประจำสอนศาสนาอิสลามชื่อว่า “อัล โคซินี” ในจังหวัดชวาตะวันออก พังถล่มใส่นักเรียนชายจำนวนหลายร้อยคน เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่สามารถหลบหนีออกมาได้ แต่ก็มีบางส่วนที่ติดอยู่ใต้ซากอาคาร แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า มีผู้ประสบภัยจำนวนเท่าใด

นายโมฮัมหมัด สยาฟี หัวหน้าสำนักงานกู้ภัยและค้นหาของอินโดนีเซียกล่าวว่า พบร่างและชิ้นส่วนศพผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก ทำให้จำนวนผู้เคราะห์ร้ายที่ได้รับการยืนยันเพิ่มขึ้นเป็น 65 ศพแล้ว ซึ่งปฏิบัติการค้นหาจะดำเนินต่อไปจนกว่าเจ้าหน้าที่จะแน่ใจว่า ไม่มีผู้รอดชีวิตแล้ว

ทางการอินโดนีเซียระบุว่า สาเหตุที่ทำให้โรงเรียนถล่มเป็นเพราะงานก่อสร้างที่ชั้นบนของอาคาร ทำให้รากฐานของอาคารเรียนรับน้ำหนักไม่ไหว

ทั้งนี้ จากข้อมูลของกระทรวงกิจการศาสนาของอินโดนีเซีย ทั่วประเทศหมู่เกาะแห่งนี้มีโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามอยู่ประมาณ 42,000 แห่ง แต่นายโดดี ฮังโกโด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการให้สัมภาษณ์กับสื่อเมื่อวันอาทิตย์ว่า มีโรงเรียนอิสลามเพียง 50 แห่งเท่านั้นที่มีใบอนุญาตก่อสร้าง

ตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า โรงเรียนอัล โคซินี มีใบอนุญาตก่อสร้างหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

3 นักวิทย์คว้าโนเบลการแพทย์ จากการไขปริศนาระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์

3 นักวิทย์คว้าโนเบลการแพทย์ จากการไขปริศนาระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์

6 ต.ค. 2568 22:52 น.

3 นักวิทย์คว้าโนเบลการแพทย์ จากการไขปริศนาระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์

นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น กับ 2 นักวิจัยชาวอังกฤษ คว้ารางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี 2568 ไปครอง จากผลงานการค้นพบว่าทำไม ระบบภูมิคุ้มกันปกติจึงไม่ทำร้ายเซลล์ร่างกายตัวเอง

เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2568 คณะกรรมการรางวัลโนเบลได้มอบรางวัลโนเบล สาขาการแพทย์ ประจำปี 2568 (ค.ศ. 2025) ให้แก่ ศ.ชิมอน ซาคากุจิ นักภูมิคุ้มกันวิทยาชาวญี่ปุ่น กับ ดร.แมรี บรุนโคว และ ดร.เฟรด แรมส์เดลล์ 2 นักวิจัยชาวอังกฤษ จากการพบคำตอบว่า ทำไมระบบภูมิคุ้มกันจึงโจมตีแต่เชื้อที่เป็นอันตราย แต่ไม่ทำร้ายเซลล์ในร่างกาย

คณะกรรมการโนเบลระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ทั้ง 3 คน ค้นพบ “ยามรักษาความปลอดภัย” ที่คอยกำจัดบางส่วนของระบบภูมิคุ้มกันที่อาจโจมตีร่างกายตัวเองได้ และงานของพวกเขากำลังถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาการรักษาแบบใหม่ สำหรับโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (โรคพุ่มพวง) และโรคมะเร็ง

“การค้นพบของพวกเขามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจว่า ระบบภูมิคุ้มกันทำงานอย่างไร และเหตุใดพวกเราทุกคนจึงไม่เป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองอย่างรุนแรง” นายออลเลอ เคมเปอ ประธานคณะกรรมการโนเบลกล่าว

ผลงานของนักวิทยาศาสตร์ทั้ง 3 คน ช่วยทำให้เข้าใจว่า ระบบภูมิคุ้มกัน ทำงานอย่างไร มันปกป้องเราจากการติดเชื้อนับพันที่พยายามจะรุกรานร่างกาย แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทำร้ายเนื้อเยื่อของเราเองได้อย่างไร

ระบบภูมิคุ้มกันของเราใช้ เซลล์เม็ดเลือดขาว ที่คอยมองหาสัญญาณของการติดเชื้อ แม้กระทั่งไวรัสและแบคทีเรียที่ไม่เคยพบมาก่อน โดยเซลล์เหล่านี้ใช้เซ็นเซอร์ที่เรียกว่า “ตัวรับ” (receptors) ซึ่งถูกสร้างขึ้นแบบสุ่มด้วยการผสมผสานที่แตกต่างกันถึง “หนึ่งพันล้านล้านรูปแบบ”

เซ็นเซอร์นี้ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันมีความสามารถในการโจมตีผู้บุกรุกที่หลากหลาย แต่การสร้างขึ้นมาแบบสุ่มย่อมทำให้เกิดเซลล์เม็ดเลือดขาวที่สามารถโจมตีร่างกายของเราเองได้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

นักวิทยาศาสตร์ทราบอยู่แล้วว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวที่อาจเป็นอันตรายเหล่านี้ บางส่วนจะถูกทำลายใน ต่อมไทมัส (thymus) ซึ่งเป็นบริเวณที่เซลล์เม็ดเลือดขาวเติบโตเต็มที่

รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปีนี้มอบให้แก่การค้นพบ “ทีเซลล์ควบคุม” (regulatory T-cells) ที่รู้จักกันในชื่อ “ยามรักษาความปลอดภัยของระบบภูมิคุ้มกัน” ซึ่งเดินทางไปทั่วร่างกายเพื่อปลดอาวุธเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่น ๆ ที่กำลังโจมตีร่างกาย

แต่ระบบนี้ล้มเหลวในคนที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง อย่างเบาหวานประเภท 1, โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis) และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis)

คณะกรรมการโนเบลกล่าวเสริมว่า “การค้นพบเหล่านี้ได้วางรากฐานสำหรับสาขาการวิจัยใหม่ และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาการรักษาใหม่ ๆ ตัวอย่างเช่น สำหรับโรคมะเร็งและโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง”

ในกรณีของ “มะเร็ง” นั้น ทีเซลล์ควบคุมจะหยุดยั้งไม่ให้ร่างกายต่อสู้กับเนื้องอก ดังนั้นงานวิจัยจึงมุ่งเน้นไปที่การลดจำนวนของทีเซลล์ควบคุมเหล่านี้

ส่วนใน “โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง” มีการทดลองเพื่อหาทางเพิ่มจำนวนทีเซลล์ควบคุม เพื่อให้ร่างกายไม่ถูกระบบภูมิคุ้มกันโจมตีอีกต่อไป โดยแนวทางที่คล้ายกันนี้อาจมีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงของการที่ร่างกายปฏิเสธการปลูกถ่ายอวัยวะด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ศ.ชิมอน ซาคากุจิ จากมหาวิทยาลัยโอซากา ทดลองนำต่อมไทมัสออกจากหนูทดลองเพื่อให้พวกมันเกิดโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง และแสดงให้เห็นว่า การฉีดเซลล์ภูมิคุ้มกันจากหนูตัวอื่นสามารถป้องกันโรคนี้ได้ บ่งชี้ว่า มีระบบบางอย่างที่คอยป้องกันไม่ให้เซลล์ภูมิคุ้มกันโจมตีร่างกายอยู่

ส่วน ดร.แมรี บรุนโคว จากสถาบันระบบชีววิทยา (Systems Biology) ในเมืองซีแอตเติล กับ ดร.เฟรด แรมส์เดลล์ ที่ตอนนี้ทำงานกับบริษัทชีวเทคโนโลยี “โซโนมา ไบโอเทอราพิวติกส์” (Sonoma Biotherapeutics) ในซานฟรานซิสโก กำลังศึกษาโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองทางพันธุกรรมในหนูและมนุษย์ ซึ่งนำไปสู่การค้นพบ “ยีน” ที่มีความสำคัญต่อวิธีการทำงานของ “ทีเซลล์ควบคุม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc