ยอดตายแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ พุ่งเป็น 72 ศพ สาหัสที่สุดในรอบ 12 ปี

ยอดตายแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ พุ่งเป็น 72 ศพ สาหัสที่สุดในรอบ 12 ปี

3 ต.ค. 2568 04:13 น.

ยอดตายแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ พุ่งเป็น 72 ศพ สาหัสที่สุดในรอบ 12 ปี

ยอดตายแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ พุ่งเป็น 72 ศพ มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 294 ราย ประชาชนได้รับผลกระทบ 47,221 ครัวเรือน สาหัสที่สุดในรอบ 12 ปี

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 คณะกรรมการจัดการและลดความเสี่ยงภัยพิบัติแห่งชาติฟิลิปปินส์ รายงานยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหว ขนาด 6.9  ในจังหวัดเซบู ทางตอนกลางของประเทศ เมื่อเวลา 21.59 น. ของวันอังคารที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็น 72 ศพแล้ว และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 294 ราย

โดยมีผู้เสียชีวิต 30 ศพในเมืองโบโก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วงที่สุด ส่วนที่เหลืออยู่ในเมืองซานเรมิจิโอ 22 ศพ ในเมืองเมเดยิน 12 ศพ เมืองตาโบกอน 5 ศพ และโซกอด ตาบูเอลัน และบอร์บอนเมืองละ 1 ศพ ทางการระบุว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดอยู่ในเขตวิซายัสตอนกลาง ซึ่งได้รับผลกระทบหนักสุด สถานการณ์ซ้ำเติมด้วยฝนที่ตกเป็นระยะๆ สะพานและถนนหลายสายได้รับความเสียหาย ทำให้การเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยและการค้นหาช่วยเหลือผู้รอดชีวิตทำได้ล่าช้า

รายงานยังระบุว่ามีประชาชนได้รับผลกระทบ 47,221 ครัวเรือน หรือคิดเป็น 170,959 คน ส่งผลให้รัฐบาลประจำเซบูประกาศให้ทั้งจังหวัดอยู่ในภาวะภัยพิบัติ และยังมีโครงสร้างพื้นฐานเสียหาย 87 แห่ง พร้อมด้วยบ้านเรือนอีก 597 หลัง

ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์เผชิญโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ หลังเหตุแผ่นดินไหวแมกนิจูด 6.9 ที่นอกชายฝั่งเมืองเซบู เมื่อค่ำวันอังคารที่ 30 กันยายน  หน่วยเฝ้าระวังแผ่นดินไหวระบุ จุดศูนย์กลางอยู่ลึกเพียง 10 กิโลเมตร และยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาหลายครั้ง โดยครั้งแรงสุดวัดได้แมกนิจูด 6 แต่ยืนยันว่าไม่มีความเสี่ยงสึนามิ โดยเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ ถือเป็นภัยพิบัติร้ายแรงที่สุดของฟิลิปปินส์นับตั้งแต่ปี 2556 .

เกิดเหตุโจมตี “ธรรมศาลา” ศาสนสถานของชาวยิวในเมืองแมนเชสเตอร์ ของอังกฤษ เสียชีวิต 3 ศพ

เกิดเหตุโจมตี "ธรรมศาลา" ศาสนสถานของชาวยิวในเมืองแมนเชสเตอร์ ของอังกฤษ เสียชีวิต 3 ศพ

2 ต.ค. 2568 22:48 น.

เกิดเหตุโจมตี “ธรรมศาลา” ศาสนสถานของชาวยิวในเมืองแมนเชสเตอร์ ของอังกฤษ เสียชีวิต 3 ศพ

เกิดเหตุโจมตี “ธรรมศาลา” ศาสนสถานของชาวยิว ในเมืองแมนเชสเตอร์ ของอังกฤษ โดยเหตุเกิดในวันยมคิปปูร์ วันสำคัญของชาวยิว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บหลายราย ตร.เปิดสอบสวนเป็นคดีก่อการร้าย 

วันที่ 2 ตุลาคม 2568  ตำรวจอังกฤษได้รับแจ้งเหตุชายคนร้ายก่อเหตุรุนแรงด้านหน้า ธรรมศาลา (synagogue) “เฮตันปาร์ก ฮีบรู คองเกรเกชัน” ในเขตครัมป์ซอล ทางเหนือของเมืองแมนเชสเตอร์ โดยผู้ก่อเหตุขับรถพุ่งชนกลุ่มคน ก่อนลงมาทำร้ายด้วยอาวุธมีด ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงวิสามัญชายผู้ต้องสงสัย ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 3 ศพ ได้แก่ เหยื่อ 2 ศพ และตัวผู้ก่อเหตุ  ส่วนผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 4 ราย ถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยอาการสาหัส

ตำรวจระบุว่า ได้ใช้ปฏิบัติการ “Plato” สำหรับรับมือกรณีการโจมตีแบบก่อการร้ายร้ายแรง พร้อมส่งหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าตรวจสอบพื้นที่ เนื่องจากมีความกังวลว่าจะมีอุปกรณ์ระเบิดซุกซ่อนอยู่

ทางด้านนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ตัดสินใจยกเลิกภารกิจการประชุมสุดยอดการเมืองยุโรป ที่กรุงโคเปนเฮเกน ของเดนมาร์ก และรีบเดินทางกลับลอนดอนทันที เพื่อเข้าร่วมประชุมฉุกเฉินรับมือสถานการณ์ โดยประกาศจะเพิ่มกำลังตำรวจคุ้มกันธรรมศาลาและชุมชนชาวยิวทั่วประเทศ

โดยนายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวว่า ตกใจและสลดใจอย่างยิ่ง เนื่องจากเหตุเกิดในวัน ยมคิปปูร์ วันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวยิว ยิ่งทำให้โศกนาฏกรรมครั้งนี้เลวร้ายกว่าที่เคย ขณะที่ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงออกแถลงการณ์แสดงความเสียพระทัยอย่างสุดซึ้ง

ด้านชาวบ้านในพื้นที่ต่างให้สัมภาษณ์ด้วยความตกใจ หลายคนเผยว่าเป็นย่านที่ผู้คนหลากหลายศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุรุนแรงเช่นนี้ ขณะเดียวกัน สภามุสลิมแห่งสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์ประณามการก่อการร้ายครั้งนี้โดยเด็ดขาด

ทางด้านสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหราชอาณาจักร ออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น การโจมตีอันน่าชิงชังและสร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่ง.

“เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง

“เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง

2 ต.ค. 2568 22:21 น.

“เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง

“เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง ยืนยันประกอบอาชีพสุจริต ไม่เคยมีความผิดทางอาญาตามที่ถูกกล่าวหา ประกาศฟ้องเพื่อปกป้องชื่อเสียงตัวเอง ครอบครัวและธุรกิจ

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 2 ตุลาคม 2568 นาย Benjamin Mauerberger (เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์) หรือ “เบน สมิธ” ได้ออกแถลงการณ์เป็นภาษาไทย ความยาว 2 หน้ากระดาษครึ่ง มีใจความโดยสรุปว่า ตลอดระยะเวลาช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ตนและครอบครัว พร้อมหุ้นส่วนทางธุรกิจตกเป็นเหยื่อของกระบวนการโจมตีเพื่อทำลายชื่อเสียงจากนักข่าวต่างประเทศรายหนึ่ง และมีการขยายต่อไปยังสื่ออื่น เพื่อพยายามทำลายชื่อเสียงโดยการกล่าวหาด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จและบิดเบือน เป็นการโจมตีที่มีเจตนาร้ายอย่างชัดเจน โดยพยายามฉายภาพให้ประชาชนเห็นว่าตนเป็นอาชญากรหนีคดี และสื่อความว่าในชีวิตและอาชีพการงานของตน มาจากการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คำกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นการกุเรื่องอันแสนต่ำช้าสามานย์ โดยไม่มีความจริงหรือหลักฐานใด ๆ

ยันไม่เคยมีคดีอาญา

นาย Benjamin กล่าวด้วยว่า “ผมไม่เคยเป็นผู้ทำความผิดทางอาญาหรือเป็นอาชญากรหนีคดีตามที่มีการกล่าวอ้างอย่างผิดๆ การกล่าวหาทั้งหมดมิได้มีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะคดีที่ประเทศ New Zealand ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผมเริ่มทำงานนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สืบสวนสอบสวนแล้วและได้ข้อสรุปแล้วว่าไม่ใช่เป็นการกระทำความผิดทางอาญา”

ในบรรดาข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จ มีข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุดได้แก่ข้อกล่าวหาที่ว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการฟอกเงิน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการค้ามนุษย์ในประเทศกัมพูชา “ผมขอยืนยันว่าผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องที่ถูกกล่าวหานั้น ไม่ว่าทั้งในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ทั้งหมดล้วนเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง ส่วนกรณีที่เกี่ยวกับการเสนอขายหุ้นของ Tiantian Ventures ซึ่งได้มีการตรวจสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) นั้น ผมขอยืนยันว่าผมไม่มีความเกี่ยวข้องกับ Tiantian Ventures บุคคลที่ปรากฏในภาพถ่ายต่าง ๆ ตามที่ปรากฏในสื่อไม่ใช่ผม และผมไม่ใช่บุคคลที่ถูกกล่าวโทษโดยสำนักงาน ก.ล.ต. เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด”

โวยตกเป็นเหยื่อทางการเมือง

นาย Benjamin ยังกล่าวอีกว่า “วันนี้ ผม ครอบครัวของผม และกิจการของผมกำลังตกเป็นเหยื่อทางการเมืองที่มีการใช้วิธีการที่สกปรกเพื่อที่จะโจมตีบุคคลอื่น โดยมีผม ครอบครัวของผม และกิจการของผมเป็นเครื่องมือ ผมขอยืนยันว่าผมเป็นพลเมืองที่เคารพและปฏิบัติตามกฎหมายของทุก ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่ผมพำนักอาศัย เดินทาง หรือทำธุรกิจ ผมรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่เป็นผู้ค้าและประกอบธุรกิจในประเทศไทย” ขอยืนยันว่าได้ทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใส ด้วยความรับผิดชอบ และปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกประการ

ชี้มุ่งโจมตีโดยไม่มีหลักฐาน

“ในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อมวลชนต่างประเทศรายนี้ได้เผยแพร่ข้อความกว่า 130 ครั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นการมุ่งโจมตีผม อย่างต่อเนื่องแทนที่จะเป็นการรายงานข่าวในลักษณะเชิงสืบสวน การรายงานข่าวในลักษณะเช่นนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงลักษณะของกระบวนการโจมตีเพื่อทำลายชื่อเสียง ซึ่งปราศจากหลักฐานที่เป็นรูปธรรมใด ๆ รองรับโดยสิ้นเชิง”  นอกจากนี้ ยังได้นำหนังสือเดินทางของตนซึ่งเป็นเอกสารส่วนบุคคลไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวและอาจทำให้ตนเสี่ยงอาจถูกโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลหรือมีการนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในทางมิชอบ

ลั่นดำเนินคดีตามกฎหมาย

ด้วยเหตุนี้ จึงได้เริ่มต้นดำเนินการทางกฎหมายสื่อรายนี้และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อสิ่งที่พวกเขาทำต่อหน้าศาลยุติธรรม พร้อมขอร้องให้องค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น ICIJ และ OCCRP ช่วยกันตรวจสอบกลไกการทำงานและบุคคลผู้ให้การสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการให้ร้ายป้ายสีดังกล่าว เพื่อจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้วงการสื่อสารมวลชน ในช่วงเวลาที่ความน่าเชื่อถือของสื่อกำลังถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง

วิงวอนขอความเป็นธรรม

“ท้ายนี้ ผม ครอบครัวของผม และกิจการของผมได้ร้องขอความเป็นธรรมต่อประชาชนและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสื่อมวลชนต่าง ๆ ให้ช่วยกันกลั่นกรองข้อเท็จจริงและคัดกรองข้อมูลก่อนที่จะมีการส่งต่อหรือนำเสนอต่อประชาชน เพื่อเป็นการปกป้องชื่อเสียงของผม ครอบครัวของผม และกิจการของผม หากยังคงมีการกระทำที่เป็นการคุกคามผม ครอบครัวของผม และกิจการของผม ต่อไป ผมขอสงวนสิทธิในการดำเนินคดีเพื่อปกป้องชื่อเสียงและผลประโยชน์ของผม ครอบครัวของผม และกิจการของผมต่อไป”

ฟิลิปปินส์เตือนน้ำท่วมชายฝั่ง พายุ “แมตโม” จ่อถล่มเกาะลูซอน

ฟิลิปปินส์เตือนน้ำท่วมชายฝั่ง พายุ "แมตโม" จ่อถล่มเกาะลูซอน

2 ต.ค. 2568 16:05 น.

ฟิลิปปินส์เตือนน้ำท่วมชายฝั่ง พายุ “แมตโม” จ่อถล่มเกาะลูซอน

ศูนย์พยากรณ์อากาศแห่งชาติฟิลิปปินส์ ได้ออกคำเตือนฉุกเฉินเมื่อวันพฤหัสบดี เกี่ยวกับอันตรายจากคลื่นพายุซัดฝั่ง ที่คาดว่าจะสูงระหว่าง 1.0 ถึง 3.0 เมตร ภายใน 36 ชั่วโมง ในพื้นที่ชายฝั่งที่ราบต่ำและเปราะบางทางตอนเหนือและตะวันออกของเกาะลูซอน

พายุโซนร้อนแมตโม กำลังเคลื่อนตัวด้วยความเร็วลม 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าจะทวีกำลังขึ้นเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรง ก่อนจะพัดขึ้นฝั่งเกาะลูซอน ซึ่งเป็นเกาะหลักของประเทศ ในช่วงเช้าวันศุกร์

คลื่นพายุซัดฝั่งเกิดจากกระแสลมที่รุนแรงผลักดันปริมาณน้ำทะเลจำนวนมากเข้าสู่ชายฝั่ง ซึ่งมีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดน้ำท่วมรุนแรง ความเสียหายต่อทรัพย์สิน และการสูญเสียชีวิตได้

สื่อฟิลิปปินส์รายงานว่า ณ เวลา 16.00 น. ของวันนี้ (2 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น พายุดีเปรสชันเขตร้อนลูกดังกล่าว อยู่ห่างจากเมืองวีรัก จังหวัดกาตันดูอาเนส ไปทางตะวันออก 665 กิโลเมตร โดยขณะนี้มีความเร็วลม 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีลมกระโชกแรงสูงสุด 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พายุแมตโมจะทวีกำลังแรงขึ้นจนถึงระดับพายุโซนร้อนรุนแรง ก่อนที่จะพัดขึ้นฝั่งบริเวณจังหวัดอิซาเบลาหรือออโรราตอนเหนือ ในช่วงเช้าหรือบ่ายวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น

แม้ว่าจะยังไม่มีคำสั่งอพยพอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลในทันที แต่กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า พื้นที่คาดการณ์จะเกิดฝนตกหนัก และสภาพทะเลจะปั่นป่วนและ “มีความเสี่ยงสำหรับเรือทุกประเภท”

การมาถึงของพายุแมตโมเกิดขึ้นเพียงสามวันหลังจากที่ฟิลิปปินส์เพิ่งเผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 6.9 ที่บริเวณภาคกลาง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 72 ศพ และบ้านเรือนเกือบ 600 หลังถูกทำลาย ประชาชนหลายพันคนต้องนอนตามท้องถนนเพราะความหวาดกลัวอาฟเตอร์ช็อก

ประเทศฟิลิปปินส์เผชิญกับพายุโซนร้อนและพายุไต้ฝุ่นโดยเฉลี่ย 20 ลูกต่อปี ซึ่งมักจะเข้าถล่มพื้นที่ที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติและมีประชากรหลายล้านคนอาศัยอยู่ภายใต้ความยากจน

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าพายุในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะทวีกำลังรุนแรงขึ้น เนื่องจากภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ขับเคลื่อนโดยกิจกรรมของมนุษย์ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พายุไต้ฝุ่นบัวลอย  ได้คร่าชีวิตผู้คนไป 37 ศพ และทำให้ประชาชน 400,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนในภาคเหนือ และก่อนหน้านั้นในช่วงปลายเดือนกันยายน พายุไต้ฝุ่นรากาซา ก็ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 14 ศพ.

ที่มา ABS-CBN

อินโดนีเซียไร้ปาฏิหาริย์ ไม่พบ “สัญญาณชีวิต” ใต้ซากอาคารโรงเรียนถล่ม

อินโดนีเซียไร้ปาฏิหาริย์ ไม่พบ "สัญญาณชีวิต" ใต้ซากอาคารโรงเรียนถล่ม

2 ต.ค. 2568 14:36 น.

อินโดนีเซียไร้ปาฏิหาริย์ ไม่พบ “สัญญาณชีวิต” ใต้ซากอาคารโรงเรียนถล่ม

ปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคารโรงเรียนประจำอิสลาม 2 ชั้น ที่เมืองซีโดอาร์โจ อินโดนีเซีย ซึ่งถล่มลงมาเมื่อวันจันทร์ ต้องเผชิญกับข่าวร้าย หลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยยืนยันว่าโดรนจับความร้อนไม่พบสัญญาณชีพใด ๆ เหลืออยู่ภายใต้ซากปรักหักพังอีกแล้ว แม้ก่อนหน้านี้จะได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือก็ตาม โดยมีนักเรียนยังสูญหายอีก 59 คน ท่ามกลางหัวใจที่แตกสลายของครอบครัวที่เฝ้ารอคอย

สำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติ (BNBP) ของอินโดนีเซีย เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหายใต้ซากอาคารโรงเรียนประจำอิสลามในเมืองซีโดอาร์โจ  ไม่พบสัญญาณของชีวิตอีกต่อไปแล้ว

โรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งมีนักเรียนส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นชายหลายร้อยคน ได้ถล่มลงมาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 ก.ย.)  ขณะที่อาคารกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีนักเรียนเสียชีวิตอย่างน้อย 5 คน และบาดเจ็บประมาณ 100 คน

พลโท ซูฮาร์ยันโต ผู้อำนวยการ BNBP แถลงเมื่อบ่ายวันนี้ (2 ต.ค.) ว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ใช้โดรนจับความร้อนในการตรวจสอบ แต่ไม่สามารถตรวจจับสัญญาณชีวิตใด ๆ จากใต้ซากปรักหักพังได้

“เมื่อคืนที่ผ่านมา เราเคลียร์พื้นที่เพื่อให้เกิดความเงียบ เราหวังว่าการใช้อุปกรณ์ที่ซับซ้อนจะช่วยให้เราได้ยินสัญญาณชีวิตบ้าง” พลโท ซูฮาร์ยันโต กล่าว พร้อมสรุปว่า “ในทางวิทยาศาสตร์ เราไม่พบสัญญาณชีวิต”

ก่อนหน้านี้เมื่อวันพุธ ทางการเคยระบุว่า ยังคงได้ยินเสียงร้องไห้และเสียงตะโกน มาจากใต้ซากอาคาร ทำให้เกิดความหวังในการค้นหาผู้รอดชีวิต

การกู้ภัยเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากโครงสร้างอาคารไม่มั่นคง เพื่อลดความเสี่ยงจากการถล่มซ้ำ ทางการจึงตัดสินใจยกระดับปฏิบัติการเข้าสู่ “ขั้นตอนต่อไป” คือ การใช้เครื่องจักรกลหนักเพื่อเคลื่อนย้ายแผ่นคอนกรีตขนาดใหญ่ โดยจะใช้วิธีเครนยก หรือตัดคอนกรีตให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ

ในขณะนี้ มีผู้ยังคงติดอยู่ใต้ซากอาคาร 59 คน ขณะที่ตัวเลขมีการเปลี่ยนแปลงตลอดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ครอบครัวของนักเรียนต่างเฝ้ารออยู่ที่โรงเรียน หลายคนหลั่งน้ำตาแต่ยังคงมีความหวังริบหรี่

BNBP ระบุว่า สาเหตุของการถล่มคือ ฐานรากของอาคารไม่มั่นคงและไม่สามารถรองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากการที่โรงเรียนกำลังต่อเติมเพิ่มอีก 2 ชั้น และผู้ว่าการเมืองซีโดอาร์โจเปิดเผยว่า ฝ่ายบริหารของโรงเรียนไม่ได้รับใบอนุญาตในการต่อเติมเพิ่มชั้นอาคารดังกล่าว. 

ที่มา BBC

“อีลอน มัสก์” ขึ้นแท่นบุคคลแรกของโลก มีทรัพย์สินทะลุ 5 แสนล้านดอลลาร์

 "อีลอน มัสก์" ขึ้นแท่นบุคคลแรกของโลก มีทรัพย์สินทะลุ 5 แสนล้านดอลลาร์

2 ต.ค. 2568 12:23 น.

“อีลอน มัสก์” ขึ้นแท่นบุคคลแรกของโลก มีทรัพย์สินทะลุ 5 แสนล้านดอลลาร์

อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเทสลา สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ หลังมูลค่าทรัพย์สินสุทธิพุ่งทะลุ 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16.22 ล้านล้านบาท) เป็นคนแรกของโลก โดยความมั่งคั่งนี้มาจากการทะยานขึ้นของมูลค่าบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าเทสลา และบริษัทอื่น ๆ ในเครือ ทั้ง xAI และสเปซเอ็กซ์

นิตยสารฟอร์บส์ รายงานดัชนีมหาเศรษฐีเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของ อีลอน มัสก์ ได้พุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 500,100 ล้านดอลลาร์ ก่อนที่จะลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่กว่า 499,000 ล้านดอลลาร์ในเวลาต่อมา ซึ่งถือเป็นบุคคลแรกในประวัติศาสตร์ที่มีความมั่งคั่งเกิน 500,000 ล้านดอลลาร์

ความสำเร็จครั้งนี้ตอกย้ำสถานะของมัสก์ในฐานะ บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก โดยทิ้งห่างคู่แข่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปอย่างมาก โดยอันดับสองในดัชนีของฟอร์บส์ คือ แลร์รี แอลลิสัน ผู้ก่อตั้ง ออราเคิล ซึ่งมีทรัพย์สินประมาณ 350,700 ล้านดอลลาร์ (ราว 11.38 ล้านล้านบาท)

ความมั่งคั่งมหาศาลของมัสก์มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับสัดส่วนการถือหุ้นในเทสลา ที่มีอยู่กว่า 12% โดยราคาหุ้นของบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าแห่งนี้ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปีนี้ โดยเฉพาะเมื่อสิ้นสุดการซื้อขายในนิวยอร์กเมื่อวันพุธ ราคาหุ้นเทสลาปรับตัวสูงขึ้นกว่า 3.3% และเพิ่มขึ้นรวมแล้วกว่า 20% ในปีนี้

นักลงทุนต่างตอบรับในเชิงบวกกับการที่มัสก์หันมาให้ความสำคัญกับบริษัทของเขามากขึ้น แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องการเมืองเหมือนช่วงต้นปีที่ผ่านมา ที่เขาเคยถูกวิจารณ์จากบทบาทในคณะกรรมการของรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งมีหน้าที่ลดการใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ

นอกจากเทสลาแล้ว มูลค่าของบริษัทอื่น ๆ ในเครือของมัสก์ก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกันในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ xAI บริษัทสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ และสเปซเอ็กซ์ บริษัทจรวดและเทคโนโลยีอวกาศ

เมื่อเดือนที่แล้ว มัสก์ได้ประกาศว่าเขาเข้าซื้อหุ้นเทสลา มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นการแสดงความเชื่อมั่นในบริษัทอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารของเทสลายังเคยกล่าวไว้ว่า มัสก์อาจได้รับแพ็กเกจค่าตอบแทนที่มีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ หากเขาสามารถทำตามเป้าหมายที่ทะเยอทะยานหลายข้อได้สำเร็จในทศวรรษหน้า เช่น การเพิ่มมูลค่าของเทสลาให้เป็นแปดเท่า, การขายหุ่นยนต์ AI จำนวน 1 ล้านตัว และรถยนต์เทสลาอีก 12 ล้านคัน

ปัจจุบันเทสลากำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นธุรกิจด้าน AI และหุ่นยนต์ ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายอื่น เช่น BYD ของจีน.

ที่มา BBC

ทำเนียบขาวเตือน เลิกจ้าง จนท.รัฐ “กำลังจะเกิดขึ้น” ภายใน 2 วัน หลังวิกฤตชัตดาวน์ยืดเยื้อ

ทำเนียบขาวเตือน เลิกจ้าง จนท.รัฐ  "กำลังจะเกิดขึ้น" ภายใน 2 วัน หลังวิกฤตชัตดาวน์ยืดเยื้อ

2 ต.ค. 2568 11:41 น.

ทำเนียบขาวเตือน เลิกจ้าง จนท.รัฐ “กำลังจะเกิดขึ้น” ภายใน 2 วัน หลังวิกฤตชัตดาวน์ยืดเยื้อ

ทำเนียบขาวประกาศว่า สหรัฐฯ เตรียมปลดเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางจำนวนมากภายใน 2 วัน หากยังไม่มีข้อตกลงยุติภาวะชัตดาวน์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี ขณะที่ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตยังคงโยนความผิดให้กันและกัน

การปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือ “ชัตดาวน์” ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (1 ต.ค.) หลังเส้นตายที่สมาชิกรีพับลิกันและเดโมแครตในสภาคองเกรสไม่สามารถตกลงแผนการใช้จ่ายงบประมาณใหม่ได้

ในการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อบ่ายวันพุธ รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ได้เข้าร่วมการแถลงข่าวพร้อมกับ แคโรลีน ลีวิตต์ โฆษกประจำทำเนียบขาว โดยได้กล่าวโทษพรรคเดโมแครตว่ากำลังเล่นเกมการเมือง ลีวิตต์ กล่าวเตือนว่า การเลิกจ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลครั้งใหญ่ กำลังจะเกิดขึ้นภายในสองวัน “บางครั้งคุณต้องทำในสิ่งที่คุณไม่อยากทำ” เธอกล่าว พร้อมเสริมว่า “เดโมแครตทำให้เราต้องตกอยู่ในสถานการณ์นี้”

ด้านรองประธานาธิบดี แวนซ์ กล่าวว่า “หากพวกเขากังวลมากเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวอเมริกัน และพวกเขาก็ควรจะกังวล สิ่งที่พวกเขาควรทำคือการเปิดหน่วยงานรัฐบาลใหม่ ไม่ใช่มาบ่นเกี่ยวกับวิธีที่เราดำเนินการ”

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าการปิดหน่วยงานครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อพนักงานรัฐบาลกลางที่ไม่จำเป็น ประมาณ 40% หรือราว 750,000 คน ให้ต้องถูกพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งคาดว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าการปิดหน่วยงานในปี 2561

พรรคเดโมแครตต้องการการรับประกันเรื่องงบประมาณด้านการดูแลสุขภาพ สำหรับชาวอเมริกันที่มีรายได้น้อย ก่อนที่จะตกลงเรื่องแผนการใช้จ่าย พวกเขาอ้างว่าความพยายามในการเจรจาต่อรองกับพรรครีพับลิกันเกี่ยวกับผลประโยชน์ด้านสุขภาพยังไม่ประสบความสำเร็จ

พรรครีพับลิกัน: ซึ่งควบคุมทั้งสองสภาแต่ไม่มีเสียง 60 เสียงที่จำเป็นในการผ่านร่างกฎหมายงบประมาณ ต้องการใช้มาตรการชั่วคราว เพื่อให้รัฐบาลเปิดทำการไปจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน โดยใช้เงินทุนในระดับปัจจุบัน

วุฒิสมาชิก จอห์น ทูน จากรีพับลิกัน ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา กล่าวว่า “มันไม่ใช่เรื่องว่าใครแพ้หรือใครชนะ หรือใครจะถูกตำหนิ มันเกี่ยวกับชาวอเมริกัน และเดโมแครต ได้จับชาวอเมริกันเป็นตัวประกันในแบบที่พวกเขาคิดว่าได้ประโยชน์ทางการเมือง” พรรครีพับลิกันยังอ้างว่าการขยายสวัสดิการสุขภาพที่เดโมแครตต้องการจะทำให้ผู้เสียภาษีต้องเสียเงินมากขึ้น และเป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อจัดการกับความซับซ้อนในยุคโควิด-19 ที่ปัจจุบันไม่มีอีกแล้ว

ในขณะนี้ มีการคาดการณ์ว่าเจ้าหน้าที่ที่มีความจำเป็น เช่น เจ้าหน้าที่ชายแดนและทหาร อาจถูกบังคับให้ทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างไปก่อน แต่ในอดีตเจ้าหน้าที่เหล่านี้มักจะได้รับเงินย้อนหลังเมื่อรัฐบาลเปิดทำการอีกครั้ง คาดว่าจะมีการลงมติอีกครั้งสำหรับร่างกฎหมายงบประมาณระยะสั้นที่พรรครีพับลิกันเสนอในวันศุกร์นี้ แต่ก็มีสัญญาณน้อยมากที่บ่งชี้ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพร้อมที่จะประนีประนอมในเวลานี้.

ที่มา BBC

อิสราเอลสกัดเรือช่วยกาซา 13 ลำ รวบ “เกรตา ทุนเบิร์ก” บนเรือ นานาชาติร่วมประณาม

อิสราเอลสกัดเรือช่วยกาซา 13 ลำ รวบ "เกรตา ทุนเบิร์ก" บนเรือ นานาชาติร่วมประณาม

2 ต.ค. 2568 10:55 น.

อิสราเอลสกัดเรือช่วยกาซา 13 ลำ รวบ “เกรตา ทุนเบิร์ก” บนเรือ นานาชาติร่วมประณาม

ผู้จัดขบวนเรือ ได้เปิดเผยว่า กองทัพอิสราเอลได้เข้าสกัดขบวนเรือจำนวน 13 ลำ ที่บรรทุกนักเคลื่อนไหวและสิ่งของบรรเทาทุกข์ เพื่อมุ่งหน้าสู่ฉนวนกาซา ซึ่งเป็นพื้นที่สงครามที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ยังมีเรืออีก 30 ลำ ที่ยังคงเดินหน้าไปยังกาซา

กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล ได้เผยแพร่วิดีโอผ่านบัญชี X ที่ได้รับการยืนยันโดยสำนักข่าวรอยเตอร์ส เผยให้เห็นภาพของ เกรตา ทุนเบิร์ก นักรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศชื่อดัง ซึ่งเป็นผู้โดยสารที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของขบวนเรือนี้ กำลังนั่งอยู่บนดาดฟ้าเรือล้อมรอบไปด้วยทหาร

กระทรวงต่างประเทศอิสราเอลระบุว่า “เรือหลายลำของขบวนเรือ ‘ฮามาส-ซูมุด’ ถูกสกัดอย่างปลอดภัย และผู้โดยสารถูกนำตัวไปยังท่าเรืออิสราเอล” พร้อมยืนยันว่า “เกรตาและเพื่อนของเธอปลอดภัย 

กองเรือ Global Sumud Flotilla ซึ่งบรรทุกยาและอาหารไปยังกาซา ประกอบด้วยเรือพลเรือนกว่า 40 ลำ พร้อมด้วยผู้โดยสารประมาณ 500 คน ซึ่งรวมถึง สมาชิกรัฐสภา ทนายความ และนักกิจกรรม ขบวนเรือได้เผยแพร่วิดีโอหลายชุดผ่านเทเลแกรม โดยมีข้อความจากผู้ที่อยู่บนเรือบางคน ชูหนังสือเดินทางและอ้างว่าพวกเขาถูกลักพาตัวและถูกนำตัวไปยังอิสราเอลโดยขัดต่อความประสงค์ของตน และย้ำว่าภารกิจของพวกเขาเป็นไปเพื่อมนุษยธรรมที่ไม่ใช้ความรุนแรง

การสกัดขบวนเรือครั้งนี้ได้จุดชนวนให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศที่มีพลเมืองของตนอยู่ในขบวนเรือนี้ กระทรวงการต่างประเทศตุรกี เรียกการเข้าโจมตีขบวนเรือของอิสราเอลว่า “เป็นการกระทำของผู้ก่อการร้าย” ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตพลเรือนผู้บริสุทธิ์

ด้านนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ประณามการสกัดเรือ โดยเสริมว่ากองกำลังอิสราเอลได้ควบคุมตัวชาวมาเลเซีย 8 คน “การขัดขวางภารกิจด้านมนุษยธรรมนี้ อิสราเอลได้แสดงให้เห็นถึงการดูหมิ่นอย่างสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่ต่อสิทธิของชาวปาเลสไตน์ แต่ยังรวมถึงจิตสำนึกของโลกด้วย” นายอันวาร์กล่าว

ก่อนหน้านี้ กองทัพเรืออิสราเอล ได้เตือนขบวนเรือว่ากำลังเข้าใกล้เขตสู้รบและละเมิดการปิดล้อมที่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมเสนอที่จะถ่ายโอนความช่วยเหลืออย่างสันติผ่านช่องทางที่ปลอดภัยไปยังกาซา

ผู้จัดขบวนเรือประณามการโจมตีดังกล่าวว่าเป็น “อาชญากรรมสงคราม” และกล่าวว่ากองทัพใช้ยุทธวิธีที่ก้าวร้าว รวมถึงการใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ โดยระบุว่าเรือหลายลำถูกสกัดและขึ้นเรืออย่างผิดกฎหมายในน่านน้ำสากล และพวกเขายังคงยืนกรานว่าจะเดินหน้าต่อไป

ข้อมูลการติดตามเรือแสดงให้เห็นว่ามีเรือ 13 ลำถูกสกัดกั้นหรือหยุดเดินเรือแล้วในเช้าวันพฤหัสบดี แต่ผู้จัดขบวนเรือระบุว่า เรืออีก 30 ลำ ยังคงแล่นต่อไป โดยเหลือระยะทางประมาณ 46 ไมล์ทะเลจากจุดหมายปลายทาง และตั้งเป้าที่จะเดินทางถึงกาซาในเช้าวันพฤหัสบดีหากไม่ถูกสกัด

อิสราเอลได้ดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่อกาซานับตั้งแต่กลุ่มฮามาสเข้าควบคุมพื้นที่ดังกล่าวในปี 2007 และเคยเกิดความพยายามที่คล้ายกันนี้หลายครั้ง ซึ่งเคยเกิดเหตุการณ์รุนแรงในปี 2010 โดยมีนักเคลื่อนไหว 9 คนถูกสังหาร หลังทหารอิสราเอลบุกขึ้นเรือในขบวนเรือชุดหนึ่ง.

ที่มา  Reuters

พายุเฮอร์ริเคน “อิเมลดา” พัดเข้าเบอร์มิวดา ปิดโรงเรียน-สนามบิน เตรียมรับมือฝนถล่มหนัก

พายุเฮอร์ริเคน "อิเมลดา" พัดเข้าเบอร์มิวดา ปิดโรงเรียน-สนามบิน เตรียมรับมือฝนถล่มหนัก

2 ต.ค. 2568 10:34 น.

พายุเฮอร์ริเคน “อิเมลดา” พัดเข้าเบอร์มิวดา ปิดโรงเรียน-สนามบิน เตรียมรับมือฝนถล่มหนัก

พายุเฮอร์ริเคนระดับ 2 “อิเมลดา” เคลื่อนตัวเข้าเกาะเบอร์มิวดา เจ้าหน้าที่สั่งปิดโรงเรียน สนามบิน และหน่วยงานราชการ เตรียมรับมือฝนตกหนักและลมแรง

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาของทางการเบอร์มิวดา ประกาศว่า พายุเฮอร์ริเคน “อิเมลดา” (Imelda) กำลังพัดเข้าเกาะเบอร์มิวดา ดินแดนขนาดเล็กของอังกฤษ ในวันนี้ (2 ต.ค.) ด้วยความรุนแรงเทียบเทาเฮอร์ริเคนระดับ 2 

ทางการเบอร์มิวดาระบุว่า คาดว่าอิทธิพลของพายุลูกนี้จะทำให้มีลมแรงและฝนตกหนัก ซึ่งจะเริ่มกระทบเกาะและต่อเนื่องจนถึงวันพฤหัสบดี พร้อมสั่งปิดโรงเรียนรัฐ สนามบินนานาชาติ และสำนักงานราชการ พร้อมส่งทหารกว่า 100 นาย ออกลาดตระเวน ป้องกันโครงสร้างพื้นฐาน ทำความสะอาดถนน และช่วยดูแลศูนย์พักพิงฉุกเฉินก่อนพายุเข้า

พยากรณ์ระบุว่าพายุอิเมลดา จะทำให้ฝนตกหนัก สูงสุดประมาณ 10 เซนติเมตร พร้อมสร้างคลื่นพายุรุนแรงซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วม โดยมีรายงานว่าผู้ใช้ไฟฟ้าหลายร้อยครัวเรือนยังคงขาดไฟฟ้าก่อนพายุพัดเข้า.

คึกคัก ชาวจีนแห่เดินทางวันหยุดยาววันชาติ-ไหว้พระจันทร์ วันแรก 336 ล้านเที่ยว เพิ่ม 1.7% จากปีก่อน

คึกคัก ชาวจีนแห่เดินทางวันหยุดยาววันชาติ-ไหว้พระจันทร์ วันแรก 336 ล้านเที่ยว เพิ่ม 1.7% จากปีก่อน

2 ต.ค. 2568 09:29 น.

คึกคัก ชาวจีนแห่เดินทางวันหยุดยาววันชาติ-ไหว้พระจันทร์ วันแรก 336 ล้านเที่ยว เพิ่ม 1.7% จากปีก่อน

จีนเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว วันชาติและเทศกาลไหว้พระจันทร์ ทำให้คมนาคมคึกคัก ประชาชนแห่เดินทางกลับภูมิลำเนา สัญจรท่องเที่ยว วันแรกรวมกว่า 336 ล้านเที่ยว เพิ่มขึ้น 1.7% จากปีก่อน

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 เครือข่ายคมนาคมของจีนรายงานการเดินทางคึกคักในวันแรกของวันหยุดราชการวันชาติและเทศกาลไหว้พระจันทร์ หรือที่เรียกว่า “สัปดาห์ทอง” (Golden week) มียอดผู้โดยสารคมนาคมพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เศรษฐกิจวันหยุดคาดหนุนการจับจ่ายใช้สอยอย่างมหาศาล โดยยอดจองตั๋วผ่านแพลตฟอร์มรถไฟ 12306 ของ China State Railway ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน ถึง 10 ตุลาคม รวมกว่า 120 ล้านใบ

บริษัท China Railway Shanghai Bureau Group Co เปิดเผยว่า เฉพาะเครือข่ายรถไฟในเขต สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี คาดว่าจะทำสถิติผู้โดยสารต่อวันสูงสุดใหม่ในวันพุธนี้ ด้วยจำนวนผู้โดยสารประมาณ 4.26 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 370,000 คน หรือ 9.5% จากวันเดียวกันของปีที่แล้ว  ขณะที่ China Railway Beijing Bureau Group Co คาดว่าจะให้บริการผู้โดยสารประมาณ 1.73 ล้านคน ในวันเดียวกัน 

ตัวเลขการเดินทางที่เพิ่มขึ้นทำให้ภาพรวมการเดินทางวันแรกของสัปดาห์ทองคึกคักเป็นอย่างมาก โดยหน่วยงานคาดว่าการเดินทางและการจับจ่ายใช้สอยในช่วงวันหยุดนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจของจีนและเพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น เจ้าหน้าที่รถไฟทั่วประเทศได้ประสานงานกับระบบขนส่งสาธารณะทั้งรถบัสและรถไฟใต้ดิน เพื่อให้การเดินทางสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

ด้านการเดินทางบนทางหลวงคาดว่าจะมีผู้โดยสารมากกว่า 310 ล้านเที่ยวในวันพุธนี้ ขณะที่การเดินทางทางเรือคาดว่าจะมีผู้โดยสาร 1.22 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11.2% ส่วนการเดินทางทางอากาศคาดว่าจะมีผู้โดยสาร 2.48 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่วนสนามบินนานาชาติปักกิ่ง ดาซิง จะรับผู้โดยสารสูงสุด 166,400 คนในวันเดียว ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เปิดให้บริการมา 6 ปี.