นิตยสารTime ยกย่อง “สถาปนิกแห่ง AI” เป็นบุคคลแห่งปี 2025

นิตยสารTime ยกย่อง “สถาปนิกแห่ง AI” เป็นบุคคลแห่งปี 2025

13 ธ.ค. 2568 10:25 น.

นิตยสารTime ยกย่อง “สถาปนิกแห่ง AI” เป็นบุคคลแห่งปี 2025

นิตยสาร Time ประกาศยกย่องกลุ่มบุคคลภายใต้ชื่อ “Architects of AI” หรือ “สถาปนิกแห่งปัญญาประดิษฐ์” ให้เป็น บุคคลแห่งปี 2025อย่างเป็นทางการ ชี้ปีแห่งปัญญาประดิษฐ์เปลี่ยนโลกอย่างไม่มีวันหวนกลับ

Time ระบุว่า ปี 2025 คือปีที่ศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ปรากฏอย่างชัดเจนต่อสายตาโลก และเป็นจุดเปลี่ยนที่ไม่อาจย้อนกลับได้อีกต่อไป โดยนิตยสารระบุผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า การนำพามนุษยชาติสู่ยุคของเครื่องจักรที่สามารถคิดได้ สำหรับการสร้างทั้งความตื่นตะลึงและความกังวลให้กับผู้คน และสำหรับการเปลี่ยนแปลงปัจจุบัน พร้อมก้าวข้ามขีดจำกัดของความเป็นไปได้ ทำให้สถาปนิกแห่ง AI คือบุคคลแห่งปี 2025 ของ TIME 

Time อธิบายว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการเลือกบุคคล ไม่ใช่เทคโนโลยี โดยเน้นไปที่กลุ่มคนที่เป็นผู้จินตนาการ ออกแบบ และสร้างระบบ AI ขึ้นมา แม้ในอดีตนิตยสารจะเคยยกย่องแนวคิดหรือสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์มาแล้วก็ตาม

แซม เจคอบส์ บรรณาธิการบริหารของ Time เขียนอธิบายว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา นิตยสารไม่ได้เลือกเฉพาะบุคคลเพียงคนเดียวเสมอไป แต่เคยเลือกทั้งกลุ่มบุคคล ผู้หญิงจำนวนมากขึ้น และในบางกรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ก็เคยเลือกแนวคิด เช่น โลกที่กำลังเผชิญภาวะเสี่ยงสูญพันธุ์ในปี 1988 หรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในปี 1982

เขายังยกตัวอย่างว่า การถกเถียงในยุคนั้นเกี่ยวกับการเลือกคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แทน สตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้งแอปเปิล กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกนำไปเขียนเป็นหนังสือและสร้างเป็นภาพยนตร์ในเวลาต่อมา

นักวิเคราะห์มองว่า การเลือก AI เป็นบุคคลแห่งปีถือว่าสอดคล้องกับบริบทของปี 2025 โดย โธมัส ฮัสซัน นักวิเคราะห์อาวุโสจากบริษัทวิจัย Forrester ระบุว่า ปีนี้คือช่วงเวลาที่ AI เปลี่ยนสถานะจากเทคโนโลยีใหม่สำหรับผู้ใช้กลุ่มแรก ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตกระแสหลักของผู้บริโภคจำนวนมาก

ก่อนหน้าการประกาศอย่างเป็นทางการ AI ถูกมองว่าเป็นตัวเต็งอันดับต้น ๆ  ร่วมกับบุคคลในแวดวงเทคโนโลยีอย่าง เจนเซน หวง ซีอีโอ Nvidia และ แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI ขณะที่ผู้นำศาสนาอย่าง สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 พระสันตะปาปาชาวอเมริกันองค์แรก ก็ถูกจับตามองเช่นกัน รวมถึงผู้นำทางการเมืองอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์, เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และ โซห์ราน มัมดานี ว่าที่นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยได้รับเลือกให้เป็นบุคคลแห่งปี 2024 หลังคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่สอง ต่อจาก เทย์เลอร์ สวิฟต์ ซึ่งได้รับตำแหน่งบุคคลแห่งปี ในปี 2023

การคัดเลือกบุคคลแห่งปีของ Time เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 1927 โดยบรรณาธิการจะพิจารณาบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลต่อข่าวและเหตุการณ์ของโลกมากที่สุดในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา.

ที่มา : AP

ขอบคุณภาพ นิตยสารTime

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ บุคคลแห่งปี

หมอผีเปรูทำนายอนาคตประเทศ ชี้ผลเลือกตั้งปธน. นาย โฮเซ คาสต์ คว้าชัย

หมอผีเปรูทำนายอนาคตประเทศ ชี้ผลเลือกตั้งปธน. นาย โฮเซ คาสต์ คว้าชัย

13 ธ.ค. 2568 09:59 น.

หมอผีเปรูทำนายอนาคตประเทศ ชี้ผลเลือกตั้งปธน. นาย โฮเซ คาสต์ คว้าชัย

หมอผีชาวแอนดีสจากทั่วประเทศเปรู จัดพิธีกรรมโบราณริมชายหาดในกรุงลิมา เพื่อทำนายอนาคตทางการเมืองของประเทศ โดยเฉพาะการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบตัดสินของประเทศชิลี ชี้ว่านาย โฮเซ คาสต์ คว้าชัย

พิธีกรรมดังกล่าวใช้วัตถุศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อดั้งเดิม ทั้งไม้ ปาโลซันโต ใบโคคา ยาสูบดำ สมุนไพรจากป่าฝนอเมซอน และกลีบดอกไม้ หมอผีเริ่มพิธีด้วยการขอบคุณ ปาชามามา หรือแม่พระธรณี และ โคชามามา แม่แห่งท้องทะเล ก่อนเข้าสู่บทสวดเพื่อเปิดเผยภาพอนาคต

การทำนายครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การเมืองชิลี โดยหมอผีส่วนใหญ่ระบุว่า พวกเขามองเห็นกระแสประชาชนที่ต้องการ การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และทำนายว่านาย โฮเซ คาสต์ (José Kast) มีแนวโน้มจะเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันอาทิตย์นี้ (14 ธ.ค.)

นอกจากนี้ หมอผียังกล่าวถึงปัญหาผู้อพยพที่ส่งผลต่อทั้งชิลีและเปรู โดยเชื่อว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย และผู้นำในภูมิภาคจะสามารถบรรลุข้อตกลงอย่างสันติ โดยเฉพาะประเด็นผู้อพยพจากเวเนซุเอลา

พิธีกรรมยังพาดพิงถึงเม็กซิโกด้วย โดยหมอผีทำนายว่า ในปีหน้า เม็กซิโกจะอนุญาตให้ เบ็ตซีย์ ชาเวซ อดีตนายกรัฐมนตรีเปรู เดินทางออกนอกประเทศอย่างปลอดภัย หลังเธอลี้ภัยอยู่ภายในบ้านพักเอกอัครราชทูตเม็กซิโกในกรุงลิมา

หมอผีที่เข้าร่วมพิธีต่างสวมใส่ชุดพื้นเมือง และย้ำว่าพวกเขาสืบทอดองค์ความรู้ทางจิตวิญญาณจากบรรพบุรุษมาหลายชั่วอายุคน สะท้อนบทบาทของผู้นำทางจิตวิญญาณและผู้เยียวยาในยุคอารยธรรมอินคาและอารยธรรมโบราณก่อนหน้านั้น.

ที่มา :AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หมอผีเปรู

“ฮุน มาเนต” เผยคุย “อันวาร์–ทรัมป์” หาทางหยุดยิงไทย-กัมพูชา เสนอใช้ภาพดาวเทียมพิสูจน์ใครยิงก่อน

"ฮุน มาเนต" เผยคุย “อันวาร์–ทรัมป์” หาทางหยุดยิงไทย-กัมพูชา เสนอใช้ภาพดาวเทียมพิสูจน์ใครยิงก่อน

13 ธ.ค. 2568 07:01 น.

“ฮุน มาเนต” เผยคุย “อันวาร์–ทรัมป์” หาทางหยุดยิงไทย-กัมพูชา เสนอใช้ภาพดาวเทียมพิสูจน์ใครยิงก่อน

ฮุน มาเนต เผยหารือ “อันวาร์–ทรัมป์” หาทางหยุดยิงไทย-กัมพูชา เสนอใช้ภาพดาวเทียมสหรัฐ–มาเลเซีย ตรวจสอบเหตุปะทะ 7 ธ.ค. ชี้เป็นวิธีโปร่งใสพิสูจน์ใครยิงก่อน

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความลงเฟสบุ๊ก ระบุว่า ได้หารือทางโทรศัพท์กับ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม และกับ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เมื่อคืนวันที่ 12 ธันวาคม เพื่อหาทางนำไปสู่การหยุดยิงระหว่างไทยแลักัมพูชา และผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาปฏิบัติตามปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์

นายกรัฐมนตรีกัมพูชาระบุว่า ได้ขอบคุณผู้นำทั้งสองประเทศที่พยายามอย่างต่อเนื่องในการสนับสนุนสันติภาพระยะยาวระหว่างกัมพูชาและไทย พร้อมย้ำว่า กัมพูชายึดมั่นในการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธีมาโดยตลอด ตามเจตนารมณ์ของปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์

สำหรับเหตุยิงปะทะที่เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ซึ่งนำไปสู่การปะทะรอบใหม่ระหว่างทั้งสองประเทศ นายฮุน มาเนต ระบุว่า ได้เสนอให้สหรัฐฯ และมาเลเซีย ใช้ศักยภาพด้านข่าวกรองของกองทัพหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ภาพถ่ายดาวเทียมในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ และภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากนั้น เพื่อตรวจสอบอย่างชัดเจนว่าฝ่ายใดเป็นผู้เปิดฉากยิงก่อน

ฮุน มาเนต กล่าวว่า เขามองว่าวิธีนี้เป็นแนวทางที่ง่ายที่สุดและโปร่งใสมากที่สุดในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง พร้อมย้ำว่า กัมพูชาพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ หากมีความจำเป็นต้องดำเนินการตรวจสอบในลักษณะนี้

ที่มา Facebook / Hun Manet

อิหร่านจับกุมตัวนักเคลื่อนไหวสิทธิฯ เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ ชี้ถูกควบคุมตัวอย่างรุนแรง

อิหร่านจับกุมตัวนักเคลื่อนไหวสิทธิฯ เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ ชี้ถูกควบคุมตัวอย่างรุนแรง

13 ธ.ค. 2568 05:18 น.

อิหร่านจับกุมตัวนักเคลื่อนไหวสิทธิฯ เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ ชี้ถูกควบคุมตัวอย่างรุนแรง

อิหร่านจับกุม “นาร์เกส โมฮัมมาดี” นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนวัย 53 ปี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ระหว่างเธอเข้าร่วมพิธีรำลึกถึงทนายความด้านสิทธิมนุษยชนที่เพิ่งถูกพบเสียชีวิตมีเงื่อนงำ

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการอิหร่านได้จับกุมตัว นาร์เกส โมฮัมมาดี นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนวัย 53 ปี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ระหว่างเธอเข้าร่วมพิธีรำลึกถึงทนายความด้านสิทธิมนุษยชนที่เพิ่งถูกพบเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ

มูลนิธินาร์เกส ระบุว่า โมฮัมมาดีถูกควบคุมตัวที่เมือง มัชฮัด ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิหร่าน ห่างจากกรุงเตหะรานราว 680 กิโลเมตร ขณะเข้าร่วมพิธีไว้อาลัยให้กับ คอสรอว์ อาลีคอร์ดี ทนายความและนักสิทธิมนุษยชนวัย 46 ปี ซึ่งถูกพบเสียชีวิตในสำนักงานของเขาเองเมื่อต้นเดือนนี้

รายงานข่าวระบุว่า จนถึงขณะนี้ทางการอิหร่านยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการควบคุมตัวโมฮัมมาดี และยังไม่ชัดเจนว่าเธอจะถูกส่งกลับเข้าเรือนจำเพื่อรับโทษที่เหลือหรือไม่

แหล่งข่าวชี้ว่า การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการกวาดล้างกลุ่มปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวที่เข้มข้นขึ้น ขณะที่อิหร่านกำลังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตร เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และความกังวลต่อความขัดแย้งกับอิสราเอลที่อาจปะทุซ้ำ

ผู้สนับสนุนของโมฮัมมาดีกล่าวว่า เธอถูกควบคุมตัวอย่างรุนแรงโดยกองกำลังความมั่นคงและตำรวจ และมีนักกิจกรรมรายอื่นถูกจับกุมด้วย โดยมูลนิธินาร์เกสออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกจับทั้งหมดโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข พร้อมระบุว่า การจับกุมนี้เป็นการละเมิดเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้โมฮัมมาดีถูกตัดสินให้รับโทษรับโทษจำคุก 13 ปี 9 เดือน ในข้อหาสมคบคิดบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐ และโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน ต่อมาโมฮัมมาดีได้รับอนุญาตให้พักโทษชั่วคราวด้วยเหตุผลด้านสุขภาพในเดือนธันวาคม 2567 เดิมกำหนดเพียง 3 สัปดาห์แต่ได้รับการขยายเวลา อย่างไรก็ตาม เธอยังคงเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประท้วงในที่สาธารณะ และให้สัมภาษณ์สื่อระหว่างประเทศ รวมถึงการชุมนุมหน้าเรือนจำซึ่งเป็นสถานที่ที่เธอเคยถูกคุมขัง.//

ที่มา BBC

กัมพูชาอ้างจับสายลับไทย ล้วงข้อมูลส่งกองทัพ

กัมพูชาอ้างจับสายลับไทย ล้วงข้อมูลส่งกองทัพ

13 ธ.ค. 2568 04:44 น.

กัมพูชาอ้างจับสายลับไทย ล้วงข้อมูลส่งกองทัพ

สื่อกัมพูชารายงานอ้างเจ้าหน้าที่จังหวัดบันเตียเมียนเจย จับกุม “สายลับไทย” พัวพันส่งข้อมูลให้ทหารไทย 

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ข่าวพนมเปญโพสต์ ของกัมพูชา รายงานว่า เจ้าหน้าที่จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา แถลงว่า ได้จับกุมชายสัญชาติไทยรายหนึ่ง ในหมู่บ้านสรักครัม อำเภอสวายเชก ระหว่างกำลังเก็บข้อมูลต้องสงสัยเพื่อนำไปส่งต่อให้กองทัพไทย

รายงานระบุว่า ชายไทยรายนี้ถูกควบคุมตัวในพื้นที่ใกล้ชายแดน ขณะทำกิจกรรมที่เข้าข่าย “สอดแนมข้อมูลด้านความมั่นคง” ซึ่งทางการกัมพูชากำลังสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม

จนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่กัมพูชายังไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้ต้องสงสัย รวมถึงประเภทข้อมูลที่เชื่อว่าเขากำลังรวบรวมอยู่ โดยระบุเพียงว่าเป็น “คดีอ่อนไหวด้านความมั่นคง” และจะมีการแถลงข้อมูลอย่างเป็นทางการอีกครั้งหลังการสอบสวนคืบหน้า.

ระทึก นักโดดร่มออสเตรเลียเจอวินาทีเฉียดตาย ร่มสำรองเกี่ยวหางเครื่องบินทำให้ตัวห้อยกลางอากาศ

ระทึก นักโดดร่มออสเตรเลียเจอวินาทีเฉียดตาย ร่มสำรองเกี่ยวหางเครื่องบินทำให้ตัวห้อยกลางอากาศ

13 ธ.ค. 2568 04:29 น.

ระทึก นักโดดร่มออสเตรเลียเจอวินาทีเฉียดตาย ร่มสำรองเกี่ยวหางเครื่องบินทำให้ตัวห้อยกลางอากาศ

สุดระทึก นักโดดร่มออสเตรเลียเจอวินาทีเฉียดตาย เมื่อร่มสำรองเกี่ยวหางเครื่องบินทำให้ตัวห้อยอยู่กลางอากาศระดับ 4,500 เมตร

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 สำนักงานความปลอดภัยการคมนาคมออสเตรเลีย เผยภาพเหตุการณ์สุดระทึก ขณะที่นายเอเดรียน เฟอร์กูสัน นักโดดร่มชาย ถูกดึงกระชากออกจากประตูเครื่องบินแล้วร่มสำรองเกิดไปติดกับแผ่นปีกด้านหลังของเครื่องบิน เซสนา คาราวาน จนทำให้ตัวของเขาห้อยอยู่กลางอากาศที่ความสูงกว่า 15,000 ฟุต หรือประมาณ 4,500 เมตร

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่สนามบินทัลลี  ในรัฐควีนส์แลนด์ ขณะกลุ่มนักโดดร่ม 17 คนเตรียมทำภารกิจโดดพร้อมกันแบบ 16-way formation โดยมีอีก 1 คนรอบันทึกภาพ และระหว่างที่นายเฟอร์กูสันกำลังก้าวออกจากเครื่อง สายดึงร่มสำรองดันไปเกี่ยวกับหางเครื่องบิน ทำให้เขาห้อยอยู่ด้านหลังเครื่องบิน

ต่อมาเขาตัดสินใจใช้ มีดพิเศษซึ่งนักโดดร่มมักพกติดตัว ตัดสายร่มไป 11 เส้น เพื่อหลุดออกจากเครื่องบิน ก่อนร่วงลงมาพร้อมเศษร่มที่ขาด เขาจึงกางร่มหลักซึ่งแม้จะพันกันบางส่วน แต่ยังทำงานได้และสามารถ ลงจอดอย่างปลอดภัยได้ในที่สุด.  

ที่มา AP

ทรัมป์โพสต์แล้ว ชี้ทหารเหยียบกับระเบิดเป็นอุบัติเหตุ แต่ไทยตอบโต้แรง

ทรัมป์โพสต์แล้ว ชี้ทหารเหยียบกับระเบิดเป็นอุบัติเหตุ แต่ไทยตอบโต้แรง

13 ธ.ค. 2568 02:21 น.

ทรัมป์โพสต์แล้ว ชี้ทหารเหยียบกับระเบิดเป็นอุบัติเหตุ แต่ไทยตอบโต้แรง

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความหลังคุยผู้นำไทยกับกัมพูชา อ้าง 2 ฝ่ายยอมตกลงหยุดยิงแล้ว พร้อมระบุด้วยว่าเหตุทหารเหยียบกับระเบิดเป็นอุบัติเหตุ แต่ไทยกลับตอบโต้อย่างรุนแรง

เมื่อวันศุกร์ที่ 12 ธ.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social หลังจากได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย กับสมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยระบุว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงจะหยุดยิงแล้ว และกลับเข้าสู่ข้อตกลงสันติภาพตามเดิม

“เมื่อเช้านี้ ผมมีการสนทนาที่ดีมากกับนายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต เรื่องการปะทุขึ้นอีกครั้งอย่างน่าเศร้าของสงครามที่ดำเนินมาอย่างยาวนานของพวกเขา ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะยุติการยิงทั้งหมด โดยมีผลตั้งแต่เย็นนี้เป็นต้นไป และกลับไปสู่ข้อตกลงสันติภาพดั้งเดิมที่พวกเขาทำไว้กับผม ด้วยความช่วยเหลือจาก นายกรัฐมนตรีผู้ยิ่งใหญ่ของมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม”

ก่อนหน้านี้ นายอนุทินเปิดเผยกับสื่อเรื่องการสนทนากับนายทรัมป์ โดยบอกว่า นายทรัมป์อยากให้ไทยกัมพูชาหยุดยิง แต่ตนบอกผู้นำสหรัฐฯ ไปว่า “ขอให้ไปบอกเพื่อนเราดีกว่า ว่าอย่าบอกว่าหยุดยิงเฉยๆ ต้องออกมาบอกให้โลกรู้ว่ากัมพูชาจะหยุดยิง กัมพูชาจะถอนกำลังออกไป กัมพูชาจะเก็บกู้วัตถุระเบิดที่วางเอาไว้ออกไปให้หมด แล้วทำให้เห็น ประเทศไทยเราอยู่เฉยๆ ไม่เคยอยากจะเข้าไปได้อะไรของเขาอยู่แล้วไม่มี แต่เขาต้องหยุดทุกอย่างก่อน” และย้ำว่า “กัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดสัญญา เพราะฉะนั้นคนที่ละเมิดสัญญาต้องแก้ไข ไม่ใช่คนที่ต้องถูกกระทำมาแก้ไข”

ข้อความของนายทรัมป์ระบุด้วยว่า “เหตุกับระเบิดซึ่งทำให้ทหารไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากนั้น เป็นอุบัติเหตุ แต่ถึงกระนั้น ประเทศไทยก็ได้ตอบโต้กลับอย่างรุนแรง”

“ทั้งสองประเทศพร้อมสร้างสันติภาพและทำการค้ากับสหรัฐอเมริกาต่อไปเป็นเกียรติของผมที่ได้ทำงานร่วมกับอนุทินและฮุน มาเนต ในการแก้ไขสิ่งที่อาจจะลุกลามกลายเป็นสงครามใหญ่ระหว่างสองประเทศที่ยอดเยี่ยมและมั่งคั่งนี้! ผมขอขอบคุณ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม สำหรับความช่วยเหลือของเขาในเรื่องที่สำคัญยิ่งนี้ด้วย”

อนึ่ง ในเรื่องของกับระเบิด นายอนุทินเผยว่า ได้บอกกับนายทรัมป์ไปว่า “นี่เป็นสิ่งที่ทางกองทัพรายงานมาตลอดว่ามันจะถึงจุดนี้ เมื่อวันที่เราเก็บกู้วัตถุระเบิดภายใต้ปฏิญญาไปถึงจุดหนึ่งที่เราจะเจอเยอะมาก แล้วเขาจะไม่ยอมให้เราเข้าไป เราก็เก็บมา 2-3 อาทิตย์ ผู้สื่อข่าวก็เห็นมี ASEAN Observer Team (AOT) ซึ่งเป็นสักขีพยานของนานาชาติจากอาเซียนเข้ามาร่วมกับเรา และวัตถุระเบิดที่เราไปเก็บกู้มาหรือกับระเบิดที่ทำให้น้องๆ ทหารของเราต้องบาดเจ็บ เสียชีวิตไป ก็ได้รับการยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเป็นระเบิดใหม่เพิ่งวาง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial

ปักกิ่งต้อนรับหิมะแรกของฤดูกาล อุณหภูมิดิ่ง ขณะที่บางเขตเผชิญพายุหิมะ

ปักกิ่งต้อนรับหิมะแรกของฤดูกาล อุณหภูมิดิ่ง ขณะที่บางเขตเผชิญพายุหิมะ

12 ธ.ค. 2568 23:58 น.

ปักกิ่งต้อนรับหิมะแรกของฤดูกาล อุณหภูมิดิ่ง ขณะที่บางเขตเผชิญพายุหิมะ

ชาวกรุงปักกิ่งของจีน ต้อนรับหิมะตกครั้งแรกของปี คลื่นความหนาวระลอกใหม่พัดเข้าคาดหิมะตกหนักต่อเนื่องถึงเช้าวันเสาร์ หลายเขตเสี่ยงพายุหิมะ

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวซินหัว ของทางการจีนรายงานว่า กรุงปักกิ่งเผชิญหิมะแรกของฤดูกาล หลังคลื่นอากาศเย็นจัดแผ่ปกคลุมพื้นที่อย่างรวดเร็ว โดยหิมะที่เริ่มตกตั้งแต่ช่วงเช้าจะต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเช้ามืดวันเสาร์

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาปักกิ่ง คาดว่าหลายพื้นที่ทั่วเมืองจะมี หิมะตกหนักปานกลาง ขณะที่บางเขตอย่าง ฝางซาน

เหมินโถวโกว ชางผิง เยียนชิง ไหว่โหลว และ มี่อวิ่น อาจเผชิญ หิมะหนัก และบางจุดอาจรุนแรงถึงระดับ พายุหิมะ 

รายงานข่าวระบุว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ในหลายเขตเร่งรับมือ ทั้งการโรยเกลือบนถนน ทางด่วน และเตรียมความพร้อมด้านการจราจร เพื่อลดอุบัติเหตุจากสภาพถนนลื่นที่อาจเกิดขึ้น.

ที่มา Xinhua , AP

หักส้ม-ตัดเกมแดง ท่าทีการเมืองหลัง “ภูมิใจไทย” ยุบสภา

หักส้ม-ตัดเกมแดง ท่าทีการเมืองหลัง “ภูมิใจไทย” ยุบสภา

12 ธ.ค. 2568 21:08 น.

หักส้ม-ตัดเกมแดง ท่าทีการเมืองหลัง “ภูมิใจไทย” ยุบสภา

หักส้ม-ตัดเกมแดง ท่าทีการเมืองหลัง “ภูมิใจไทย” ยุบสภา นักวิเคราะห์ มอง “น้ำเงิน” แรงเกาะกระแสชาตินิยม คาดกวาดเก้าอี้ สส.เขตทั่วไทย 130 ที่นั่ง จับตาพลังดูดบ้านใหญ่ แผนแยกกันตี-ไม่ตัดคะแนนกันเอง

หลังการยุบสภา ท่ามกลางวิกฤติชายแดนไทย-กัมพูชา หลายคนจับตาถึงการเลือกตั้ง 2569 ที่คาดว่าจะมีการเลือกตั้งในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และมีแนวโน้มว่าพรรคร่วมรัฐบาลเดิมอยู่เกาะกลุ่มกันเหนียวแน่นหรือไม่

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ วิเคราะห์กับทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ว่า การที่พรรคภูมิใจไทย ตัดสินใจยุบสภาตอนนี้คงประเมินแล้วว่าเกมนี้จะได้เปรียบ ด้วยสถานการณ์ความเป็นชาตินิยมจะเป็นประเด็นที่สร้างกระแสความนิยม ขณะที่พรรคประชาชน ก็ค่อนข้างรับศึกหนักกับกระแสนี้อยู่พอสมควร เพราะเมื่อแสดงความคิดเห็นออกมา ก็มักจะไม่ได้รับการตอบรับในเชิงบวก ขณะที่พรรคเพื่อไทย ก็ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะตัวเองก็เคยบริหารมาแล้ว และต้องออกไปเพราะความขัดแย้งเรื่องกัมพูชา

สิ่งนี้ทำให้พรรคภูมิใจไทย ได้เปรียบมากที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ ต่อให้ไม่ได้คะแนนเสียงโดยตรง แต่คะแนนเสียงก็ไม่ไปทางส้มหรือแดง แต่คะแนนเสียงในการเลือกตั้งก็จะวนอยู่ในกลุ่มพรรคการเมืองที่พร้อมจะสนับสนุนคุณอนุทิน กลับมาเป็นนายกฯอีกสมัย

การทำงานของรัฐบาลตอนนี้หลังยุบสภา ไม่ได้มีสุญญากาศ แม้จะมีข้อห้ามอยู่บ้าง โดยเฉพาะกรณีการปะทะของไทย-กัมพูชา จะไม่มีผลต่อการพิจารณาของรัฐบาลรักษาการ แต่จะมีผลต่อนโยบายที่เป็นโครงการระยะยาวที่จะผูกพันกับรัฐบาลชุดต่อไป โดยต้องใช้งบประมาณจากงบรายจ่ายประจำปี

“ในช่วงเลือกตั้ง การดูแลกองทัพที่ยังปะทะอยู่จะไม่มีปัญหา เพราะรัฐธรรมนูญได้เขียนว่า ถ้าต้องการโยกย้ายแม่ทัพนายกอง เพื่อไปช่วยในการรบ รัฐบาลรักษาการสามารถเขียนเรื่องมาที่ กกต. เมื่ออนุมัติก็ทำได้ เนื่องจากอำนาจนายกฯ หลังยุบสภา ไม่ได้ถูกจำกัดตามรัฐธรรมนูญเท่าไหร่ แต่จะแค่กำหนดว่าไม่ให้ใช้ตำแหน่งไปในลักษณะที่เอื้อต่อการเลือกตั้งเท่านั้น”

การเลือกตั้ง 2569 ประเมิน ณ วันนี้พรรคภูมิใจไทยยังน่าจะได้คะแนนเสียงอันดับ 1 ด้วยความที่มีความเข้มแข็งมากในระบบ สส.เขต โดยเฉพาะยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง ในการที่เปิดตัวผู้สมัครเดิมและคนที่ย้ายเข้ามา อยู่ในระดับการันตีผลได้ และเคยมีผล งานในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แม้การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว พรรคก้าวไกล จะกระแสแรงมาก แต่คนเหล่านี้ก็ผ่านมาได้ และกระแสวันนี้ไม่ได้หนักเหมือนตอนนั้น แล้วทำไมจะผ่านไปไม่ได้

พรรคประชาชน อาจจะมาเป็นอันดับ 2 โดยคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ก็ต้องมาลุ้นว่าจะสร้างกระแสให้คนมาเลือกได้มากเท่าครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ แต่ สส.เขต น่าจะได้น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะถ้าเราเห็นการวางตัวผู้ลงสมัครของพรรคภูมิใจไทย จะมีลักษณะในการวางยุทธศาสตร์ร่วมกัน อย่างการเลือกตั้งครั้งที่แล้วแข่งกัน หั่นคะแนนของอีกฝั่ง แต่รอบนี้แบ่งกันไปคนละครึ่ง เพื่อที่จะไม่ต้องตัดคะแนนกัน กลยุทธ์นี้จะทำให้พรรคประชาชน ลำบากมากขึ้น

คาดว่าพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีแนวโน้มว่าจะกวาดเก้าอี้ สส.เขตได้ 120-130 ที่นั่ง ที่เหลือก็ต้องไปรวมปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งยังไม่รวมกับ สส.ที่พร้อมจะเข้ามา โดยมีแนวโน้มว่า สส.จากพรรคเพื่อไทย จะถูกดูดเข้ามาภูมิใจไทยมากขึ้น

เกมต่อรองอเมริกา เจรจาหยุดยิงกัมพูชา อำนาจหลังยุบสภา ทหารยึดเบ็ดเสร็จ

เกมต่อรองอเมริกา เจรจาหยุดยิงกัมพูชา อำนาจหลังยุบสภา ทหารยึดเบ็ดเสร็จ

12 ธ.ค. 2568 17:37 น.

เกมต่อรองอเมริกา เจรจาหยุดยิงกัมพูชา อำนาจหลังยุบสภา ทหารยึดเบ็ดเสร็จ

ทางออกชายแดน การเมืองรอเลือกตั้ง “ที่ปรึกษา กลาโหม” มอง เกมต่อรองอเมริกา เจรจาหยุดยิงกัมพูชา “นายก” อำนาจหลังยุบสภายังเหมือนเดิม แต่มีเวลาให้ทหารยึดเบ็ดเสร็จมากขึ้น

หลังการยุบสภาของนายกฯ และเริ่มมีผลในวันนี้ (12 ธ.ค.68) ทำให้หลายคนเป็นห่วง เนื่องจากไทยยังเผชิญกับภัยคุกคามของกัมพูชา บริเวณแนวชายแดน ที่ตอนนี้ยังไม่หยุดโจมตี และเกิดคำถามว่าระหว่างรอเลือกตั้ง 2569 ใครจะเป็นผู้บัญชาการคุมสถานการณ์สูงสุด ในภาวะที่นายกฯ รักษาการ

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม ได้ให้ข้อมูลว่า หลังนายกฯ ประกาศยุบสภาและรอการเลือกตั้งครั้งใหม่ ในกรอบของกลาโหมทุกอย่างยังเหมือนเดิม โดยเฉพาะผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังเป็นผู้ที่เป็นผู้บัญชาการรบในทุกส่วน มีอำนาจเด็ดขาด ขณะที่ฝ่ายการเมืองที่นั่งอยู่ในตำแหน่งรักษาการยังคงสนับสนุนอย่างเต็มที่

สิ่งที่น่ากังวลคือ ในพื้นที่มีการสู้รบติดพันยืดเยื้อ กกต.จะจัดการเลือกตั้งอย่างไรให้มีความชัดเจน ให้มีการเลือกตั้งได้ทั่วประเทศ แม้ขั้นตอนเหล่านี้จะต้องใช้เวลาการพิจารณาเนิ่นนาน แต่หน่วยงานรัฐต้องชำระข้อสงสัยต่างๆ ให้เสร็จสิ้น

ส่วนการสู้รบก็อาจเป็นแง่ดี เพราะถ้าฝ่ายการเมืองที่ไม่มีอำนาจเต็มระบบอย่างน้อยทหารก็สามารถใช้แนวทางยุทธวิธีของตัวเองได้มากขึ้น นั่นหมายความว่าการที่ชาติมหาอำนาจจะเข้ามาแทรกแซง จะทำให้ฝ่ายการเมืองที่สนับสนุนกองทัพมาอย่างต่อเนื่อง อาจบอกว่ายังอยู่ในขั้นตอนประสานเพื่อใช้เวลาต่อได้ ในภาวะที่กองทัพกำลังเข้าสู้รบในภาวะที่ได้เปรียบ

“ในพื้นที่สู้รบ การจัดการเลือกตั้งเช่น พื้นที่พนมดงรัก จ.สุรินทร์ จะเกี่ยวโยงกับความสะดวก และความปลอดภัยในการเลือกตั้ง เช่นเดียวกับพื้นที่ จ.สระแก้ว ดังนั้นถ้ามีการรบให้เจ็บอย่างรวดเร็วก็จะทำให้สามารถจัดการเลือกตั้งในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อาจมีการลักลอบการเข้ามาขุดคูเลตในบางพื้นที่ของทหารกัมพูชา ก็อาจจะมีได้ เลยทำให้การต่อสู้ในครั้งนี้ ทหารจะต้องทำให้เบ็ดเสร็จและเด็ดขาด”

“โดนัล ทรัมป์” โทรหา “อนุทิน” เจรจารบกัมพูชา

กรณีที่มีกระแสข่าวระบุถึง โดนัล ทรัมป์ จะต่อสายหา นายอนุทิน ชาญวีรกูล ฐานะรักษาการนายกฯ ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า การบัญชาการในเรื่องความมั่นคงของคุณอนุทิน ระหว่างรอการเลือกตั้งใหม่ยังคงมีอำนาจการตัดสินใจได้เต็มที่ และด้วยบุคลิกที่มีความเป็นตัวเองมากกว่ารัฐบาลชุดก่อน แต่โจทย์ที่สำคัญในเรื่องความมั่นคงคือ การอธิบายให้คนในประเทศเข้าใจ มากกว่าการอธิบายให้ผู้นำสหรัฐเข้าใจ ถึงการที่กัมพูชา ไม่ทำอะไรตรงไปตรงมาอย่างที่เจรจากันไว้

ทางกลับกัน คุณอนุทิน ก็ต้องตอบกลับโดนัล ทรัมป์ ถึงการไม่ปฏิบัติตามปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่ใช่มากดดันแค่ไทยฝ่ายเดียว ถ้ากดดันกัมพูชาได้แล้วค่อยมาเจรจากับไทยอีกครั้ง ซึ่งรูปแบบการเจรจากับสหรัฐอเมริกาจะเป็นไปในแนวทางนี้

สำหรับประชาชนอยากให้ทราบว่าแม้การเมืองจะผันผวน แต่การจัดการความผันผวนภายในประเทศต้องเป็นรูปธรรม เพราะจะถูกนำไปใช้ในสถานการณ์เลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้