อิสราเอลจัดพิธีรำลึก อำลาศพแรงงานคนไทยที่ฮามาสส่งคืนให้ล่าสุด ก่อนส่งกลับประเทศไทย

อิสราเอลจัดพิธีรำลึก อำลาศพแรงงานคนไทยที่ฮามาสส่งคืนให้ล่าสุด ก่อนส่งกลับประเทศไทย

10 ธ.ค. 2568 07:04 น.

อิสราเอลจัดพิธีรำลึก อำลาศพแรงงานคนไทยที่ฮามาสส่งคืนให้ล่าสุด ก่อนส่งกลับประเทศไทย

อิสราเอลจัดพิธีอำลาศพแรงงานไทยวัย 42 ปี เหยื่อเหตุโจมตีคิบุตซ์เบเอรี หลังฮามาสส่งคืนให้ล่าสุด โดยพิธีจัดขึ้นสนามบินเบนกูเรียน ก่อนเตรียมส่งกลับไทย

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 ทางการอิสราเอลได้มีพิธีรำลึกและอำลาศพนายสุทธิศักดิ์ รินทลักษณ์ แรงงานคนไทย วัย 42 ปี อย่างเป็นทางการ ที่สนามบิน เบน กูเรียน โดยหลังพิธีอำลา ร่างของนายสุทธิศักดิ์จะถูกส่งกลับประเทศไทย เพื่อให้ครอบครัวประกอบพิธีตามความเชื่อทางศาสนาต่อไป

นายสุทธิศักดิ์ เป็นแรงงานภาคเกษตร ทำงานอยู่ที่ คิบุตซ์เบเอรี ทางตอนใต้ของอิสราเอล หนึ่งในชุมชนที่ถูกโจมตีหนักที่สุดในการบุกจู่โจมของกลุ่มติดอาวุธเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 

โดยเขาเสียชีวิตจากเหตุการณ์ฮามาสโจมตี จากนั้นศพของเขาก็ถูกนำไปไว้ในเขตกาซา โดยอิสราเอลยืนยันการเสียชีวิตของนายสุทธิศักดิ์อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคม ปีที่แล้ว ก่อนที่กลุ่มฮามาสจะส่งคืนศพตัวประกันศพล่าสุดเมื่อวันพุธ ที่ 3 ธ.ค. ตามข้อตกลงหยุดยิงระยะแรก.

ญี่ปุ่นประเมิน แผ่นดินไหว 7.5 เจ็บ 34 ราย น้ำรั่วจากโรงเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์

ญี่ปุ่นประเมิน แผ่นดินไหว 7.5 เจ็บ 34 ราย น้ำรั่วจากโรงเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์

10 ธ.ค. 2568 06:04 น.

ญี่ปุ่นประเมิน แผ่นดินไหว 7.5 เจ็บ 34 ราย น้ำรั่วจากโรงเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์

ญี่ปุ่นประเมินความเสียหายจากแผ่นดินไหวระดับ 7.5 เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยพบผู้บาดเจ็บแล้ว 34 ราย ขณะที่มีรายงานน้ำรั่วจากโรงเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว แต่ทางการยืนยันว่าไม่อันตราย

เมื่อวันอังคารที่ 9 ธ.ค. 2568 ญี่ปุ่นกำลังประเมินความเสียหายจากแผ่นดินไหวระดับ 7.5 ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา พร้อมเตือนประชาชนว่ามีโอกาสเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมา โดยล่าสุดพบผู้บาดเจ็บแล้ว 34 ราย อาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหายเล็กน้อย และเกิดคลื่นสึนามิขนาดย่อมพัดเข้าสู่ชายฝั่งหลายจุด

สำนักงานดับเพลิงและจัดการภัยพิบัติกล่าวว่า แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 34 ราย โดยหนึ่งในนั้นบาดเจ็บสาหัส ขณะที่สถานีโทรทัศน์ NHK รายงานว่า การบาดเจ็บส่วนใหญ่เกิดจากวัตถุที่ตกลงมา

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ได้มีการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินเพื่อประเมินความเสียหายอย่างเร่งด่วน โดยเธอให้คำมั่นต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างเต็มที่ต่อไป พร้อมย้ำเตือนให้ประชาชนปกป้องชีวิตของตนเอง

ทั้งนี้ แผ่นดินไหวขนาดแมกนิจูด 7.5 เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23:15 น.วันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น จุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากชายฝั่งจังหวัดอาโอโมริ ทางเหนือสุดของเกาะฮอนชู ประมาณ 80 กม. และอยู่ลึกลงไปใต้ทะเลราว 44 กม. ทำให้ทางการต้องประกาศเตือนภัยสึนามินานหลายชั่วโมง ก่อนจะยกเลิกในเวลา 06:30 น. วันอังคาร

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) รายงานว่า ตรวจพบคลื่นสึนามิสูง 70 ซม. ที่ท่าเรือคุจิในจังหวัดอิวาเตะ ซึ่งอยู่ทางใต้ของอาโอโมริเล็กน้อย และมีคลื่นสูง 50 ซม.ซัดเข้าสู่ชุมชนอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน สร้างความเสียหายให้แก่แพเลี้ยงหอยนางรมบางส่วน

ด้านนายมิโนรุ คิฮาระ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีกล่าวว่า มีบ้านเรือนประมาณ 800 หลังไม่มีไฟฟ้าใช้ และรถไฟหัวกระสุนชินคันเซ็นและรถไฟท้องถิ่นบางสายถูกระงับการให้บริการในบางพื้นที่เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันอังคาร ก่อนจะกลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติในเวลาต่อมา ขณะที่ไฟฟ้าส่วนใหญ่ก็กลับมาในช่วงเช้าวันเดียวกัน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชินจิโร โคอิซูมิ กล่าวว่า มีประชาชนประมาณ 480 คนต้องเข้าพักพิงที่ฐานทัพอากาศฮาชิโนเฮะ และได้ระดมเฮลิคอปเตอร์ป้องกันประเทศ 18 ลำเพื่อประเมินความเสียหาย

สำนักข่าว NHK รายงานว่า มีผู้โดยสารประมาณ 200 คนติดค้างที่สนามบินนิวชิโตเสะ ในฮอกไกโด และอาคารผู้โดยสารภายในประเทศส่วนหนึ่งไม่สามารถใช้งานได้ในวันอังคาร เนื่องจากบางส่วนของเพดานแตก และตกลงมากองกับพื้น

ส่วนสำนักงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น (NRA) เปิดเผยว่า มีน้ำประมาณ 450 ลิตร รั่วไหลออกจากพื้นที่หล่อเย็นเชื้อเพลิงใช้แล้วที่โรงงานแปรรูปเชื้อเพลิง “ร็อกคาโช” ในจังหวัดอาโอโมริ แต่ระดับน้ำยังถือว่าอยู่ในช่วงปกติและไม่มีข้อกังวลด้านความปลอดภัย ขณะที่ไม่พบความผิดปกติใด ๆ ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้วอื่น ๆ

JMA เตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดอาฟเตอร์ช็อกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยกล่าวว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่จะเกิดแผ่นดินไหวระดับ 8 แมกนิจูด และอาจเกิดสึนามิขึ้นตามแนวชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ตั้งแต่จังหวัดชิบะ (Chiba) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของกรุงโตเกียว ไปจนถึงฮอกไกโด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews

เกาหลีใต้ส่งบินรบขึ้นฟ้า หลังเครื่องบินรัสเซีย-จีน ล้ำเขตป้องกันภัยทางอากาศ

เกาหลีใต้ส่งบินรบขึ้นฟ้า หลังเครื่องบินรัสเซีย-จีน ล้ำเขตป้องกันภัยทางอากาศ

10 ธ.ค. 2568 04:36 น.

เกาหลีใต้ส่งบินรบขึ้นฟ้า หลังเครื่องบินรัสเซีย-จีน ล้ำเขตป้องกันภัยทางอากาศ

(ภาพจาก AFP PHOTO / SOUTH KOREAN DEFENCE MINISTRY)

เกาหลีใต้ส่งเครื่องบินรบขึ้นฟ้า หลังตรวจพบเครื่องบินทหารของรัสเซียกับจีน บินเข้าสู่เขตป้องกันภัยทางอากาศ แต่ไม่มีการเผชิญหน้ากันแต่อย่างใด

เมื่อวันอังคารที่ 9 ธ.ค. 2568 เกาหลีใต้เปิดเผยว่า กองทัพของพวกเขาส่งเครื่องบินรบออกปฏิบัติการ หลังจากตรวจพบว่า เครื่องบินทหารของรัสเซีย 7 ลำ และของจีนอีก 2 ลำ บินรุกล้ำเข้าสู่เขตป้องกันภัยทางอากาศของพวกเขา โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า

คณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ระบุในแถลงการณ์ว่า เครื่องบินของรัสเซียและจีนได้เข้าสู่ เขตแสดงตนเพื่อป้องกันภัยทางอากาศของเกาหลี (KADIZ) เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยที่ไม่มีเครื่องบินลำใดที่ละเมิดน่านฟ้าของเกาหลีใต้

ทางการเกาหลีใต้สั่งการให้เครื่องบินขับไล่ขึ้นปฏิบัติการทางยุทธวิธี เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันใด ๆ เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เครื่องบินของรัสเซียกับจีนบินอยู่ในเขต KADIZ นานประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนจะบินออกไป

ทั้งนี้ เขตแสดงตนเพื่อป้องกันภัยทางอากาศ เป็นพื้นที่ที่ถูกขยายออกไปจากเขตน่านฟ้าของประเทศต่าง ๆ กำหนดขึ้น เพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับตรวจสอบอากาศยานด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง แต่เขตนี้ไม่ถือเป็นน่านฟ้าของประเทศนั้น ๆ และการบินเข้าไปก็ไม่ถือว่าเป็นการรุกล้ำน่านฟ้า

กระทรวงกลาโหมของจีนเปิดเผยในเวลาต่อมาว่า กองทัพของพวกเขาดำเนินการซ้อมรบร่วมกับกองทัพรัสเซีย ตามแผนความร่วมมือประจำปี บริเวณทะเลจีนตะวันออกและมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกในวันอังคาร โดยเป็นการฝึกซ้อมลาดตระเวนทางอากาศเชิงยุทธศาสตร์ร่วมครั้งที่ 10 ของพวกเขา

อนึ่ง นับตั้งแต่ปี 2562 จีนกับรัสเซียส่งเครื่องบินทหารบินเข้าสู่เขตป้องกันภัยทางอากาศของเกาหลีใต้เป็นประจำโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า โดยอ้างว่าเป็นการฝึกซ้อมร่วม โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน เกาหลีใต้ก็ต้องส่งเครื่องบินรบขึ้นสกัดกั้น เนื่องจากเครื่องบินทหารของจีน 5 ลำและรัสเซีย 6 ลำบินผ่านเขตป้องกันภัยทางอากาศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กต.สหรัฐฯ กังวลไทยปะทะกัมพูชา เรียกร้องหยุดยิงทันที

กต.สหรัฐฯ กังวลไทยปะทะกัมพูชา เรียกร้องหยุดยิงทันที

10 ธ.ค. 2568 03:23 น.

กต.สหรัฐฯ กังวลไทยปะทะกัมพูชา เรียกร้องหยุดยิงทันที

กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความกังวลเกี่ยวกับเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงทันที และกลับไปใช้กระบวนการสันติภาพ

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2568 กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์แสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงทันที และกลับไปใช้มาตรการตามปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า “สหรัฐฯ มีความกังวลเกี่ยวกับการสู้รบและจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย”

“เราขอเรียกร้องอย่างยิ่งให้มีการยุติความเป็นปรปักษ์โดยทันที, การคุ้มครองพลเรือน และให้ทั้งสองฝ่ายกลับไปใช้มาตรการลดความตึงเครียดที่ระบุไว้ในปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ ที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาและไทยลงนามร่วมกันเมื่อ 26 ตุลาคม โดยมีประธานาธิบดีทรัมป์และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซียเป็นสักขีพยาน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : state.gov

ทรัมป์จวกยับ ยุโรปกำลังเสื่อมถอย ผู้นำอ่อนแอ-หยุดสงครามไม่ได้

ทรัมป์จวกยับ ยุโรปกำลังเสื่อมถอย ผู้นำอ่อนแอ-หยุดสงครามไม่ได้

10 ธ.ค. 2568 02:37 น.

ทรัมป์จวกยับ ยุโรปกำลังเสื่อมถอย ผู้นำอ่อนแอ-หยุดสงครามไม่ได้

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวโจมตีสหภาพยุโรปว่ากำลังเสื่อมถอย ผู้นำอ่อนแอ ตัดสินใจไม่เด็ดขาดทำให้หยุดสงครามในยูเครนไม่ได้

สำนักข่าว โพลิติโก เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันอังคารที่ 9 ธ.ค. 2568 โดยนายทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์ประเทศในยุโรปว่ากำลังเสื่อมถอย ผู้นำอ่อนแอ ล้มเหลวในการควบคุมการอพยพ หรือมีมาตรการที่เด็ดขาดเพื่อยุติสงครามยูเครนกับรัสเซีย และปล่อยให้เคียฟต่อสู้ “จนกว่าพวกเขาจะหมดแรง”

ในการสัมภาษณ์ ทรัมป์อ้างว่าความแตกแยกทางอุดมการณ์กำลังเสี่ยงที่จะทำลายพันธมิตรของวอชิงตัน เมื่อถูกถามว่าผู้นำที่เขาเห็นว่าอ่อนแอยังคงเป็นพันธมิตรได้หรือไม่ นายทรัมป์ตอบว่า “ก็แล้วแต่ … ผมคิดว่าพวกเขาอ่อนแอ และคิดว่าพวกเขากังวลเรื่องความถูกต้องทางการเมือง (politically correct) มากเกินไป ผมว่าพวกเขาไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร”

เมื่อถูกถามว่ายุโรปสามารถช่วยยุติสงครามได้หรือไม่ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า: “พวกเขาพูดคุยกัน แต่พวกเขาไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ และสงครามก็ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ”

คำพูดของนายทรัมป์เกิดขึ้นในขณะที่ผู้นำยุโรป กำลังพยายามเข้าไปมีบทบาทในแผนการสันติภาพของสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามในยูเครน เนื่องจากพวกเขากังวลว่า สหรัฐฯ จะเลือกหาทางออกอย่างรวดเร็ว จนตัดทอนผลประโยชน์ในระยะยาวของทวีปยุโรป

ที่สหราชอาณาจักร สำนักงานนายกรัฐมนตรีปฏิเสธข้อกล่าวหาของนายทรัมป์ที่ระบุว่า ยุโรปไม่ยอมลงมือทำอะไรเลย โดยระบุว่า ยุโรปมีบทบาทในการคว่ำบาตรรัสเซียและสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ

นายทรัมป์ยังคงเพิ่มแรงกดดันต่อประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ให้ยอมทำข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้ง และเรียกร้องให้เขา “ร่วมมือ” ด้วยการยกดินแดนบางส่วนให้กับมอสโก แต่เซเลนสกีปฏิเสธการยอมเสียดินแดน และว่ายูเครนกำลังเตรียมนำเสนอแผนสันติภาพฉบับปรับปรุงต่อทำเนียบขาว

เซเลนสกีโพสต์ข้อความผ่าน X ในช่วงเย็นวันอังคาร ระบุว่า ยูเครนและยุโรปกำลังทำงานอย่างแข็งขันใน “ทุกองค์ประกอบของขั้นตอนที่เป็นไปได้ในการยุติสงคราม” และว่าองค์ประกอบของแผนฝ่ายยูเครนกับยุโรปมีพัฒนาการไปมากแล้ว และเคียฟพร้อมที่จะนำเสนอแผนดังกล่าวต่อพันธมิตรของพวกเขาในสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ที่แรกของโลก ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้ ก.ม.ห้ามเด็กต่ำ 16 ใช้โซเชียล

ที่แรกของโลก ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้ ก.ม.ห้ามเด็กต่ำ 16 ใช้โซเชียล

10 ธ.ค. 2568 00:35 น.

ที่แรกของโลก ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้ ก.ม.ห้ามเด็กต่ำ 16 ใช้โซเชียล

ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้กฎหมาย ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี เข้าถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์แล้ว ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

เมื่อเที่ยงคืนวันอังคารที่ 9 ธ.ค. 2568 ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์แล้ว นับเป็นประเทศแรกของโลกที่มีมาตรการเช่นนี้ ส่งผลให้เด็กกว่า 5 ล้านคนในประเทศ ไม่สามารถล็อกอินเข้าบัญชีโซเชียลมีเดียของตัวเองได้อีกต่อไป

ตามข้อกำหนดในกฎหมายใหม่นี้ พ่อแม่กับลูกที่ฝ่าฝืนจะไม่ต้องรับโทษใดๆ แต่บริษัทเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่อนุญาตให้เด็กใช้งานจะถูกปรับเงินสูงสุดถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1 พันล้านบาท)

แพลตฟอร์มที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนี้ได้แก่ Facebook, Instagram, Snapchat, Threads, TikTok, X, YouTube, Reddit และแพลตฟอร์มสตรีมมิงอย่าง Kick และ Twitch

แต่แพลตฟอร์มสำหรับเด็กอย่าง YouTube Kids, Google Classroom และแอปพลิเคชันส่งข้อความอย่าง WhatsApp จะยังคงเปิดให้เด็กเล็กใช้งานได้

รัฐบาลออสเตรเลียระบุว่า การแบนนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องเยาวชนจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย โดยอ้างผลการศึกษาฉบับหนึ่งซึ่งพบว่า 96% ของเด็กอายุ 10-15 ปีในออสเตรเลีย ใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ และ 7 ใน 10 ส่วนของจำนวนนี้ ได้สัมผัสกับเนื้อหาที่เป็นอันตราย เช่น การแสดงความเกลียดชังผู้หญิง, มีความรุนแรง รวมถึงเนื้อหาที่ส่งเสริมการกินที่ผิดปกติและการจบชีวิตตัวเอง

แต่นักวิจารณ์ชี้ว่า การทำเช่นนี้อาจเป็นการตัดขาดวัยรุ่นที่อยู่ในสภาพเปราะบางจากสังคม และผลักเด็กๆ เข้าสู่มุมมืดที่ไม่มีการตรวจสอบในอินเทอร์เน็ต

เด็กชาย เอสซา โชลล์ ชาวเมลเบิร์นอายุ 15 ปี ซึ่งเป็นผู้ป่วยอัมพาตเขตขาทั้ง 4 ส่วน บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า โซเชียลมีเดียทำให้เขาสามารถเข้าถึงชุมชนของผู้คนที่มีความสนใจคล้ายกันได้

“ผมติดตาม NBA, ฟุตบอลออสเตรเลีย, ผมติดตามบัญชีเกี่ยวกับภาพยนตร์และดนตรี” โชลล์กล่าวก่อนที่ข้อห้ามจะมีผลบังคับใช้ “การแบนโซเชียลมีเดียจะทำให้โลกของผมเล็กลง”

ขณะที่เด็กหญิง ปาโลมา อายุ 12 ปี ในนครซิดนีย์กล่าวว่า เธอใช้เวลาอยู่กับโซเชียลมีเดียระหว่าง 30 นาทีถึงสองชั่วโมงต่อวัน และเธอเสียใจกับการแบน

“ฉันรู้สึกไม่พอใจ… เพราะฉันเป็นส่วนหนึ่งของหลายชุมชนบน Snapchat และ TikTok” ปาโลมากล่าว “ฉันได้พัฒนาความเป็นเพื่อนที่ดีบนแอปพลิเคชันเหล่านี้ กับผู้คนในสหรัฐฯ และนิวซีแลนด์ ที่มีสิ่งที่สนใจร่วมกัน เช่น การเล่นเกม และมันทำให้ฉันรู้สึกเชื่อมโยงกับโลกมากขึ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลด ไฟไหม้อาคารสูง 7 ชั้นในจาการ์ตา ดับแล้ว 22 ศพ

สลด ไฟไหม้อาคารสูง 7 ชั้นในจาการ์ตา ดับแล้ว 22 ศพ

9 ธ.ค. 2568 22:27 น.

สลด ไฟไหม้อาคารสูง 7 ชั้นในจาการ์ตา ดับแล้ว 22 ศพ

เกิดเหตุไฟไหม้รุนแรงที่อาคารสำนักงานแห่งหนึ่งในกรุงจาการ์ตา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 22 ศพ โดยสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเป็นผลจากแบตเตอรี่โดรนระเบิด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดไฟไหม้รุนแรงลุกลามอาคารสำนักงานของบริษัทโดรนแห่งหนึ่งในกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย เมื่อวันอังคารที่ 9 ธ.ค. 2568 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 22 ศพ สำนักงานดับเพลิงต้องระดมเจ้าหน้าที่กว่า 100 นาย กับรถน้ำอีก 29 คัน จึงสามารถดับไฟลงได้ หลังจากผ่านไป 3 ชั่วโมง

ตำรวจท้องถิ่นระบุว่า อาคารดังกล่าวถูกใช้เป็นสำนักงานขายและสำนักงานเก็บสินค้าของบริษัทโดรนแห่งหนึ่ง โดยขณะเกิดเหตุพนักงานหลายคนในอาคารออกไปรับประทานอาหารกลางวัน ทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็นว่า แบตเตอรี่โดรนลูกหนึ่งเริ่มมีประกายไฟในพื้นที่เก็บและทดสอบสินค้า และลุกลามไปยังชั้นบนของอาคาร

อย่างไรก็ตาม นายสุสัตโย ปูร์โนโม คอนโดร ผู้บัญชาการตำรวจกรุงจาการ์ตา บอกกับผู้สื่อข่าวว่า สาเหตุที่แท้จริงยังอยู่ระหว่างการสืบสวนของทีมปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ โดยยืนยันว่า ตำรวจจะสืบสวนเหตุไฟไหม้ครั้งนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน

ด้านนาย นูร์ฮายาติ อายุ 53 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งบอกกับสำนักข่าว เอเอฟพี ว่า ไฟเริ่มลุกไหม้ในช่วงพักทานอาหารกลางวัน และไฟลุกลามจนมีขนาดใหญ่แล้วในตอนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ “ประตูถูกปิด เมื่อนักดับเพลิงพังประตูเข้าไป ไฟก็ไหม้รุนแรงและเป็นสีแดงฉานแล้ว”

ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิต 17 ศพ ก่อนจะปรับเพิ่มเป็น 22 ศพในเวลาต่อมา โดยเป็นผู้หญิงถึง 15 ราย และหนึ่งในนั้นกำลังตั้งครรภ์ ขณะเดียวกัน มีผู้รอดชีวิต 19 คนได้รับการช่วยเหลือหลังจากพวกเขาหนีขึ้นไปอยู่บนดาดฟ้าของอาคาร

นายสุสัตโยระบุอีกว่า ผู้บังคับการตำรวจท้องที่ได้รับบาดเจ็บขณะช่วยเหลือในการอพยพผู้คนออกจากอาคาร ในขณะที่นักดับเพลิงกำลังพยายามลดอุณหภูมิของอาคารและการระบายควันหนาแน่นออกจากชั้นต่างๆ และเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจค้นสถานที่อีกครั้งเมื่อเคลียร์พื้นที่เสร็จแล้ว

ผู้บัญชาการตำรวจจาการ์ตาบอกด้วยว่า ตำรวจกำลังสอบปากคำพยานทั้งหมด รวมถึงเจ้าของธุรกิจและเจ้าของอาคาร และกำลังสืบสวนว่าสาเหตุของเพลิงไหม้เชื่อมโยงกับความประมาทเลินเล่อ หรือมีบุคคลอื่นที่ต้องรับผิดชอบหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คณะกรรมการสิทธิฯ กัมพูชา ร่อนหนังสือถึงสหประชาชาติและอาเซียน อ้างถูกไทยละเมิดดินแดน–สิทธิเสรีภาพ

คณะกรรมการสิทธิฯ กัมพูชา ร่อนหนังสือถึงสหประชาชาติและอาเซียน อ้างถูกไทยละเมิดดินแดน–สิทธิเสรีภาพ

9 ธ.ค. 2568 13:35 น.

คณะกรรมการสิทธิฯ กัมพูชา ร่อนหนังสือถึงสหประชาชาติและอาเซียน อ้างถูกไทยละเมิดดินแดน–สิทธิเสรีภาพ

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา ทำหนังสือยื่นด่วนถึงหน่วยงานสิทธิฯ ระดับสหประชาชาติและอาเซียน กล่าวอ้างไทยละเมิดดินแดน–สิทธิเสรีภาพประชาชนกัมพูชา

วันที่ 9 ธันวาคม 2568  สำนักข่าวของกัมพูชา รายงานว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (Cambodian Human Rights Committee: CHRC) ได้จัดทำและยื่นคำร้องฉุกเฉินไปยังสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ที่นครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ และสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กรุงเทพฯ รวมถึงสถาบันสิทธิมนุษยชนระดับชาติในอาเซียน และตัวแทนมาเลเซียในฐานะประธานหมุนเวียน

โดยคำร้องระบุถึง การละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา รวมทั้งการละเมิดสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนกัมพูชาผู้บริสุทธิ์ โดยกล่าวว่าเกี่ยวข้องกับ “การกระทำของฝ่ายทหารไทย” ตามที่ CHRC อ้าง

รายงานยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณใดของแนวชายแดน และฝ่ายไทยยังไม่มีการออกแถลงชี้แจงในทันที ทาง CHRC ระบุว่าได้ส่งคำร้องถึงหลายหน่วยงานสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติและอาเซียน เพื่อขอให้เข้ามาติดตามและดำเนินการตามกลไกระหว่างประเทศ พร้อมย้ำว่าประชาชนกัมพูชาต้องได้รับการคุ้มครองจากการละเมิดทุกรูปแบบ.

นายกฯ ญี่ปุ่น เตือนประชาชน “เตรียมพร้อมอพยพตลอดเวลา” หลังผู้เชี่ยวชาญชี้มีความเสี่ยงแผ่นดินไหวใหญ่

นายกฯ ญี่ปุ่น เตือนประชาชน "เตรียมพร้อมอพยพตลอดเวลา" หลังผู้เชี่ยวชาญชี้มีความเสี่ยงแผ่นดินไหวใหญ่

9 ธ.ค. 2568 12:08 น.

นายกฯ ญี่ปุ่น เตือนประชาชน “เตรียมพร้อมอพยพตลอดเวลา” หลังผู้เชี่ยวชาญชี้มีความเสี่ยงแผ่นดินไหวใหญ่

นายกฯ ญี่ปุ่น เตือนประชาชน “พร้อมอพยพตลอดเวลา” หลังแผ่นดินไหว 7.5 เขย่าฝั่งตะวันออก ผู้เชี่ยวชาญชี้ความเสี่ยงเกิด “Mega Quake” สูงกว่าปกติ  

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น แถลงเตือนประชาชนทั่วประเทศให้ “คงความพร้อมอพยพทันที” หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.5 เมื่อคืนที่ผ่านมา บริเวณชายฝั่งตะวันออกของจังหวัดอาโอโมริ ซึ่งสร้างความเสียหายเบื้องต้น มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 30 คน และเกิดเหตุเพลิงไหม้บ้าน 1 หลัง

ผู้นำญี่ปุ่นระบุว่า ขอให้ประชาชนในพื้นที่ฮอกไกโด–ซันริกุ ตรวจสอบเส้นทางอพยพ จุดปลอดภัยในพื้นที่ รวมถึงติดตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดในช่วงสัปดาห์นี้  หลังหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาชี้โอกาสเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น  

ด้านสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นแถลงเพิ่มเติมว่า ชายฝั่งแปซิฟิก ตั้งแต่ฮอกไกโดถึงชิบะ ควรอยู่ในภาวะ “เฝ้าระวังสูงสุด” ต่อความเสี่ยงแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ขณะเดียวกัน นายโมริคุโบะ สึกาสะ เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะรัฐมนตรีด้านการรับมือภัยพิบัติ แถลงข่าวย้ำให้ประชาชนติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวต่อเนื่อง พร้อมเตือนว่าความเสี่ยงเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ทางเหนือของญี่ปุ่นยังคงสูงกว่าปกติในช่วงนี้.

“พาราเมาท์” สู้ต่อ เสนอราคาใหม่ซื้อกิจการ Warner Bros Discovery

“พาราเมาท์” สู้ต่อ เสนอราคาใหม่ซื้อกิจการ Warner Bros Discovery

9 ธ.ค. 2568 05:41 น.

“พาราเมาท์” สู้ต่อ เสนอราคาใหม่ซื้อกิจการ Warner Bros Discovery

บริษัท พาราเมาท์ ยื่นข้อเสนอใหม่เพื่อซื้อกิจการของ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ดิสคัฟเวอรี่ แข่งกับเน็ตฟลิกซ์ต่อ ท่ามกลางความกังวลเรื่องการผูกขาด

เมื่อวันจันทร์ที่ 8 ธ.ค. 2568 บริษัท พาราเมาท์ สกายแดนซ์ (Paramount Skydance) ยื่นข้อเสนอใหม่เพื่อขอซื้อกิจการสตูดิโอ “วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ดิสคัฟเวอรี่” (Warner Bros Discovery) เพื่อพยายามเอาชนะคู่แข่งรายสำคัญอย่าง “เน็ตฟลิกซ์” (Netflix)

พาราเมาท์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากตระกูลเอลลิสัน ของนาย แลร์รี เอลลิสัน มหาเศรษฐีผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ Oracle ระบุว่าบริษัทกำลังยื่นข้อเสนอโดยตรงต่อผู้ถือหุ้นที่ราคา 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น เพื่อซื้อกิจการ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ทั้งหมด รวมถึงเครือข่ายโทรทัศน์ดั้งเดิมด้วย

พาราเมาท์เชื่อว่าข้อเสนอของพวกเขานั้น เป็นทางเลือกที่เหนือกว่าข้อเสนอของเน็ตฟลิกซ์ โดยจะให้เงินสดล่วงหน้าแก่ผู้ถือหุ้นมากกว่า และมีแนวโน้มที่จะได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ มากขึ้น

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาบอกว่า ดีลของเน็ตฟลิกซ์ที่จะเข้าซื้อกิจการของ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ดิสคัฟเวอรี่ อาจมีปัญหา จากความกังวลด้านการแข่งขันเนื่องจากขนาดของบริษัททั้งสอง

พาราเมาท์เป็นผู้เล่นในวงการสตรีมมิ่งที่มีขนาดเล็กกว่าเน็ตฟลิกซ์ โดยพวกเขาเป็นที่รู้จักจากแบรนด์ต่าง ๆ เช่น ซีบีเอส นิวส์ (CBS News), นิคคาโลเดียน (Nickelodeon) และภาพยนตร์ชุด Mission Impossible

พาราเมาท์เริ่มยื่นข้อเสนอซื้อ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ดิสคัฟเวอรี่ เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทำให้ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ซึ่งเป็นเจ้าของทั้งช่อง HBO และภาพยนตร์คลาสสิกตั้งแต่ Looney Tunes ไปจนถึง Harry Potter ต้องเปิดกระบวนการประมูลอย่างเป็นทางการ

นักวิเคราะห์เชื่อว่า การรวมกิจการของพาราเมาท์และวอร์เนอร์ บราเธอร์ส นั้นสมเหตุสมผล เนื่องจากจะทำให้บริษัทมีขนาดใหญ่พอที่จะแข่งขันกับคู่แข่งอย่างเน็ตฟลิกซ์และดิสนีย์ได้

พาราเมาท์ยังถูกมองว่าเป็นผู้เสนอที่แข็งแกร่ง เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับตระกูลเอลลิสัน ซึ่งอาจช่วยให้กระบวนการอนุมัติง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ประกาศให้เน็ตฟลิกซ์เป็นผู้ชนะการประมูลไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (5 ธ.ค.) โดยประกาศข้อตกลงที่ประเมินมูลค่าสตูดิโอและเครือข่ายสตรีมมิง รวมถึง HBO ไว้ที่ประมาณ 8.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยรวมถึงหนี้สินด้วย

วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ระบุว่า กระบวนการขายจะเริ่มขึ้นหลังจากธุรกิจส่วนอื่น ๆ ของบริษัท รวมถึง ซีเอ็นเอ็น (CNN) แยกออกไปเป็นบริษัทอิสระตามแผนที่วางเอาไว้

ข้อเสนอล่าสุดของพาราเมาท์ประเมินมูลค่าของบริษัท วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ทั้งหมดเอาไว้ที่ 1.08 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าเป็นข้อเสนอที่ดีกว่า ตามเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และนายจาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของนายทรัมป์ ผู้เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนทางการเงินของพาราเมาท์ ก็กำลังทำงานร่วมในข้อตกลงนี้

แต่ผู้บริหารของเน็ตฟลิกซ์ออกมาปฏิเสธความพยายามของพาราเมาท์ โดยระบุว่า เป็นสิ่งที่ “คาดไว้แล้วทั้งหมด”

ด้าน วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ระบุว่า จะทบทวนข้อเสนอของพาราเมาท์ แต่ขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อแนะนำเดิม และระบุว่าจะตอบกลับภายใน 10 วันทำการ

ทั้งนี้ ไม่ว่าบริษัทใดจะได้เป็นผู้ซื้อกิจการของ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ก็ตาม ก็จะต้องเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านการแข่งขันในสหรัฐฯ และยุโรป

นักวิเคราะห์กล่าวว่า แผนของเน็ตฟลิกซ์มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการครอบงำตลาดสตรีมมิง ขณะที่ข้อเสนอของพาราเมาท์จะกระตุ้นให้เกิดการทบทวนผลกระทบต่อผู้ลงโฆษณาและผู้จัดจำหน่ายโทรทัศน์ในท้องถิ่น เนื่องจากอำนาจของบริษัทที่ควบรวมกันจะครอบคลุมเครือข่ายกีฬาและเครือข่ายสำหรับเด็กด้วย

แผนของพาราเมาท์ ซึ่งจะทำให้ซีบีเอส (CBS) และ ซีเอ็นเอ็น (CNN) อยู่ภายใต้บริษัทแม่เดียวกัน ได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิดเนื่องจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อธุรกิจข่าว และความสัมพันธ์ของตระกูลเอลลิสันกับทรัมป์ ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า อยากมีส่วนร่วมในกระบวนการอนุมัติด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc