ฟิลิปปินส์ประท้วงใหญ่ เหตุทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม จี้เอาผิด สส.-เจ้าหน้าที่ระดับสูง

ฟิลิปปินส์ประท้วงใหญ่ เหตุทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม จี้เอาผิด สส.-เจ้าหน้าที่ระดับสูง

1 ธ.ค. 2568 11:23 น.

ฟิลิปปินส์ประท้วงใหญ่ เหตุทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม จี้เอาผิด สส.-เจ้าหน้าที่ระดับสูง

รัฐบาลฟิลิปปินส์เผชิญกระแสต่อต้านครั้งใหญ่เมื่อประชาชนจำนวนมาก รวมถึงคณะสงฆ์คาทอลิก ออกมาชุมนุมตามท้องถนนในกรุงมะนิลาและหลายพื้นที่ทั่วประเทศ  เพื่อเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีอย่างรวดเร็วต่อสมาชิกสภาและเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ถูกเชื่อมโยงกับคดีทุจริตงบโครงการควบคุมน้ำท่วมทั่วประเทศ

การประท้วงหลักจัดขึ้นที่อนุสาวรีย์ “พลังประชาชน” บนถนน EDSA ในกรุงมะนิลา โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 5,000 คน ส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อสีขาว นอกจากนี้ กลุ่มซ้ายจัดยังได้จัดการประท้วงแยกต่างหากในสวนสาธารณะหลักของกรุงมานิลา โดยเรียกร้องอย่างชัดเจนให้เจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวหาทั้งหมดลาออกทันทีและเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี

ความโกรธแค้นของประชาชนพุ่งสูงขึ้น หลังจากพบว่ามีการทุจริตครั้งใหญ่ในโครงการควบคุมน้ำท่วมทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลให้โครงการต่าง ๆ มีคุณภาพต่ำ ชำรุด หรือไม่มีอยู่จริง ทั้งที่ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมร้ายแรงและสภาพอากาศสุดขั้วในเขตร้อนเป็นประจำ

ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ พยายามอย่างหนักในการระงับความไม่พอใจของสาธารณชนต่อกรณีอื้อฉาวนี้ โดยได้กล่าวเตือนถึงความผิดปกติของโครงการควบคุมน้ำท่วมในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ผู้ประท้วงเรียกร้องให้สมาชิกสภาคองเกรส เจ้าหน้าที่ และเจ้าของบริษัทก่อสร้างที่อยู่เบื้องหลังโครงการควบคุมน้ำท่วมที่ผิดปกติหลายพันโครงการในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ถูกจำคุกและได้รับคำสั่งให้คืนเงินของรัฐบาลที่พวกเขาขโมยไป โดยมีผู้ประท้วงคนหนึ่งสวมเสื้อที่มีข้อความว่า “ไม่เมตตาต่อคนโลภ”

บาทหลวง ฟลาวี วิลลานูเอบา จากนิกายคาทอลิก ซึ่งเป็นผู้นำในการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตนี้ ได้กล่าวกับฝูงชนว่า “หากเงินถูกขโมย นั่นคืออาชญากรรม แต่หากศักดิ์ศรีและชีวิตถูกพรากไป นี่คือบาปต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อประเทศชาติ และที่สำคัญที่สุดคือต่อพระเจ้า” พร้อมเรียกร้องว่า “จงจำคุกผู้ทุจริตและฆาตกรทั้งหมด”

เจ้าหน้าที่โยธาธิการอย่างน้อย 7 คน ถูกจำคุกในข้อหาใช้เงินของรัฐโดยมิชอบและข้อหาทุจริตอื่น ๆ จากความผิดปกติในโครงการควบคุมน้ำท่วมเพียงโครงการเดียว และกำลังมีการติดตามตัวผู้บริหารของบริษัท Sunwest Corp. ที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าว

ส่วนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (28 พ.ย.) เฮนรี อัลกันตารา อดีตวิศวกรของรัฐบาล ได้ยอมรับสารภาพต่อวุฒิสภาว่ามีส่วนร่วมในการทุจริต และได้คืนเงินสินบน 110 ล้านเปโซ (ประมาณ 60 ล้านบาท) ที่เขาขโมยไป และให้คำมั่นว่าจะคืนเพิ่มเติมอีกในไม่กี่สัปดาห์

ประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ เปิดเผยว่าทางการได้อายัดทรัพย์สินมูลค่าประมาณ 12,000 ล้านเปโซ (ประมาณ 6,577 ล้านบาท) ของผู้ต้องสงสัยในคดีทุจริตโครงการควบคุมน้ำท่วมแล้ว นายมาร์กอส จูเนียร์ เคยให้คำมั่นว่า สว. สส. และผู้บริหารบริษัทก่อสร้างที่ทรงอิทธิพลอีกหลายสิบคนซึ่งพัวพันกับคดีทุจริต จะถูกจำคุกก่อนช่วงเทศกาลคริสต์มาส

ในสถานการณ์ที่ประชาชนแตกแยกและเคยมีการโค่นล้มประธานาธิบดีมาแล้วสองคนในช่วง 39 ปีที่ผ่านมา ได้มีเสียงเรียกร้องให้กองทัพถอนการสนับสนุนรัฐบาลมาร์กอส อย่างไรก็ตาม กองทัพฟิลิปปินส์ ได้ปฏิเสธการเรียกร้องดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยระบุว่ากองทัพยังคงเป็นเสาหลักแห่งเสถียรภาพและเป็นผู้พิทักษ์ประชาธิปไตย

มีการระดมกำลังตำรวจมากกว่า 17,000 นาย เพื่อดูแลความปลอดภัยในการประท้วงในกรุงมะนิลา และพื้นที่รอบทำเนียบประธานาธิบดีมาลากันยังได้ถูกปิดตาย โดยมีการตรึงกำลังเจ้าหน้าที่ปราบจลาจล รถบรรทุก และรั้วลวดหนามตามถนนและสะพานสำคัญ.

ที่มา AP

แอนโทนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย สร้างประวัติศาสตร์เข้าพิธีแต่งงานขณะดำรงตำแหน่งเป็นคนแรก

แอนโทนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย สร้างประวัติศาสตร์เข้าพิธีแต่งงานขณะดำรงตำแหน่งเป็นคนแรก

1 ธ.ค. 2568 10:12 น.

แอนโทนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย สร้างประวัติศาสตร์เข้าพิธีแต่งงานขณะดำรงตำแหน่งเป็นคนแรก

แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้การเมืองออสเตรเลีย หลังเข้าพิธีแต่งงานกับคู่รักในงานวิวาห์สุดเรียบง่ายและเป็นส่วนตัว โดยจัดขึ้นที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรี

นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกในรอบ 124 ปีของรัฐบาลกลางออสเตรเลียที่เข้าพิธีแต่งงานระหว่างที่ดำรงตำแหน่งผู้นำ โดยพิธีจัดขึ้นในช่วงบ่ายที่ทำเนียบประธานาธิบดี กรุงแคนเบอร์รา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น มีแขกประมาณ 60 คน รวมถึงรัฐมนตรีหลายคนเข้าร่วม โดยมีผู้ประกอบพิธีสมรสเป็นเจ้าหน้าที่จดทะเบียน โดยสื่อออสเตรเลียเพิ่งรายงานข่าวในภายหลังจากพิธีเสร็จสิ้นแล้ว เนื่องจากนายอัลบาเนซีต้องการความเป็นส่วนตัวสูง

ในแถลงการณ์ร่วม นายอัลบาเนซี เจ้าบ่าวและโจดี เฮย์ดอน เจ้าสาวกล่าวว่า “เรามีความสุขมากที่ได้ประกาศความรักและคำสัญญา ต่อหน้าครอบครัวและเพื่อนสนิทที่สุดของพวกเรา” โดยมีรายงานว่าทั้งคู่เขียนคำสาบานด้วยตัวเอง มีเจ้าตูบ “โทโท” สุนัขประจำบ้านรับหน้าที่ถือแหวน ส่วน “เอลล่า” หลานสาววัย 5 ขวบของเจ้าสาว ทำหน้าที่โปรยดอกไม้

อัลบาเนซี วัย 62 ปี ซึ่งหย่าร้างและมีบุตรชายหนึ่งคน ได้ขอเฮย์ดอน วัย 46 ปี แต่งงานเมื่อวันวาเลนไทน์ปีที่แล้ว ภายในทำเนียบนายกรัฐมนตรีเช่นกัน เดิมทีทั้งคู่วางแผนจัดงานแต่งงานใหญ่กว่าเดิม ก่อนการเลือกตั้งกลางปี 2025 โดยเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่ากำลังพิจารณาเชิญ จัสติน ทรูโด อดีตนายกรัฐมนตรีแคนาดา ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทมาร่วมงานด้วย แต่ทีมยุทธศาสตร์ของพรรคแรงงานมองว่า การจัดงานแต่งงานใหญ่ในช่วงที่ประชาชนเผชิญ วิกฤตค่าครองชีพ อาจกระทบคะแนนเสียงพรรค จึงเสนอให้เลื่อนพิธีไปหลังการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยวันจัดงาน

เฮย์ดอน ซึ่งทำงานในสายการเงิน รู้จักกับอัลบาเนซีครั้งแรกในงานเลี้ยงธุรกิจที่เมืองเมลเบิร์นในปี 2020 ก่อนทั้งคู่จะเริ่มสานสัมพันธ์และใช้เวลา 4 ปีจนถึงวันแต่งงาน โดยพิธีแต่งงานเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังสภาฯ ปิดสมัยประชุมปลายปี ถือเป็นช่วงเวลาที่ทำเนียบรัฐบาลเงียบสงบเหมาะแก่การจัดงานเล็ก ๆ ในครอบครัว.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ผู้นำออสเตรเลีย

มือปืนไนจีเรีย บุกโจมตีหมู่บ้าน ลักพาตัวเจ้าสาว-เพื่อน รวม 14 คน

มือปืนไนจีเรีย บุกโจมตีหมู่บ้าน ลักพาตัวเจ้าสาว-เพื่อน รวม 14 คน

1 ธ.ค. 2568 06:10 น.

มือปืนไนจีเรีย บุกโจมตีหมู่บ้าน ลักพาตัวเจ้าสาว-เพื่อน รวม 14 คน

กลุ่มมือปืนในไนจีเรีย บุกโจมตีหมู่บ้านทางตะวันออกเฉียงเหนือ และลักพาตัวเจ้าสาวกับเพื่อนๆ และเด็กทารกอีก 1 คน และว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศแล้วก็ตาม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มมือปืนบุกโจมตีหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไนจีเรีย เมื่อช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา และลักพาตัวผู้หญิงรวม 13 คน กับเด็กทารกอีก 1 คนไป นับเป็นเหตุลักพาตัวครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในชาติแอฟริกาแห่งนี้

ชาวบ้านท้องถิ่นบอกกับสำนักข่าว AFP ว่า เจ้าสาวกับเพื่อนเจ้าสาวอีก 10 คน อยู่ในกลุ่มผู้ที่ถูกลักพาตัวไปจากหมู่บ้านชาโช (Chacho) ในรัฐโซโกโต (Sokoto State) เมื่อวันอาทิตย์ โดยที่ทารกคนหนึ่ง แม่ของทารก และผู้หญิงอีกคนก็ถูกพาตัวไปด้วย

อนึ่ง ในภูมิภาคแถบตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย มีประเพณีที่เจ้าสาวจะใช้เวลาค่ำคืนแรกของการแต่งงานกับเพื่อนเจ้าสาวในบ้านใหม่ โดยที่เจ้าบ่าวจะย้ายเข้ามาอยู่ทีหลัง

ทั้งนี้ ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายที่คนท้องถิ่นเรียกว่า “กลุ่มโจร” บุกโจมตีสถานที่ต่างๆ ทั่วไนจีเรีย และก่อเหตุลักพาตัวผู้คนมากมายเพื่อเรียกค่าไถ่ ในขณะที่รัฐบาลกำลังถูกกดดันอย่างหนักให้หาทางแก้ไขสถานการณ์ ส่งผลให้ประธานาธิบดีโบลา ทินูบู ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศเมื่อ 26 พ.ย.

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าจะเข้าแทรกแซงทางทหารในไนจีเรีย เพื่อยุติสิ่งที่เขาเรียกว่า การสังหารชาวคริสต์โดยกลุ่มอิสลามิสต์หัวรุนแรง

รายงานข่าวกรองของไนจีเรียระบุว่า ในรัฐโซโกโตมีเหตุการณ์ลักพาตัวฝีมือกลุ่มโจรเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเดือนพฤศจิกายน ทำลายสถิติการโจมตีมากครั้งที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเชื่อว่า การที่รัฐข้างเคียงทำข้อตกลงเพื่อให้กลุ่มโจรยุติการโจมตีในรัฐของพวกเขา เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การโจมตีในรัฐโซโกโตเพิ่มขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงโจมตีการทำข้อตกลงเหล่านี้มาตลอด โดยให้เหตุผลว่า ข้อตกลงดังกล่าวทำให้แก๊งโจรสามารถตั้งฐานที่มั่นในแหล่งซ่องสุมของพวกเขาได้ ขณะเดียวกันก็ยังคงโจมตีในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไปได้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นายกฯ อิสราเอล ยื่นคำร้องขออภัยโทษ ยุติคดีทุจริตคอร์รัปชัน

นายกฯ อิสราเอล ยื่นคำร้องขออภัยโทษ ยุติคดีทุจริตคอร์รัปชัน

1 ธ.ค. 2568 05:31 น.

นายกฯ อิสราเอล ยื่นคำร้องขออภัยโทษ ยุติคดีทุจริตคอร์รัปชัน

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ยื่นคำร้องต่อประธานาธิบดี เพื่อขออภัยโทษคดีคอร์รัปชันที่เขากำลังถูกดำเนินคดีอยู่แล้ว อ้างจะช่วยลดความแตกแยกในประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. 2568 นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้ยื่นคำร้องต่อฝ่ายกฎหมายของสำนักงานประธานาธิบดีแล้ว เพื่อขออภัยโทษข้อหาทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อหาทางยุติการดำเนินคดีในศาลซึ่งยืดเยื้อมานาน และทำให้เกิดความแตกแยกในประเทศอย่างรุนแรง

นายเนทันยาฮูกล่าวว่า คำร้องนี้จะช่วยรวมประเทศให้เป็นหนึ่งเดียวในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิภาค นอกจากนั้น ข้อกำหนดที่ให้เขาต้องไปปรากฏตัวที่ศาลสัปดาห์ละสามครั้ง เป็นสิ่งรบกวนสมาธิที่ทำให้เขานำพาประเทศได้ยากลำบาก

“การดำเนินคดีที่ผ่านมาฉีกเราออกจากกันจากภายใน ปลุกปั่นความแตกแยก และทำให้ความบาดหมางลึกล้ำยิ่งขึ้น ผมมั่นใจเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ในชาติว่า การยุติการพิจารณาคดีโดยทันทีจะช่วยลดความขัดแย้งและส่งเสริมการปรองดองในวงกว้างที่ประเทศของเราต้องการอย่างยิ่งยวด”

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายตรงข้ามของเขาออกมาโจมตีทันทีว่า คำร้องดังกล่าวเป็นการบ่อนทำลายสถาบันประชาธิปไตยของอิสราเอล และเป็นการส่งข้อความอันตรายว่าเขาอยู่เหนือกฎหมาย

ขณะที่สำนักงานของนาย ไอแซค เฮอร์ซ็อก ประธานาธิบดีอิสราเอล ระบุในแถลงการณ์ว่า “หลังจากได้รับความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ประธานาธิบดีจะพิจารณาคำร้องนี้อย่างมีความรับผิดชอบและจริงใจ”

นายเนทันยาฮูเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวในประวัติศาสตร์อิสราเอลที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกนำตัวขึ้นศาลคดีคอร์รัปชัน โดยเขาถูกตั้งข้อหาฉ้อโกง ใช้อำนาจในทางที่ผิด และรับสินบน แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับผู้สนับสนุนทางการเมืองที่ร่ำรวย อย่างไรก็ตาม เขายังไม่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาใด ๆ

นายเนทันยาฮูปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และประณามการดำเนินคดีตัวเขาว่าเป็นการ “ล่าแม่มด” ที่จัดฉากขึ้นโดยสื่อ ตำรวจ และฝ่ายตุลาการ

การยื่นคำร้องครั้งนี้เกิดขึ้นหลายสัปดาห์หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องให้อิสราเอลอภัยโทษให้แก่นายเนทันยาฮู และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นายทรัมป์เพิ่งส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีเฮอร์ซ็อก และเรียกคดีทุจริตของเนทันยาฮูว่าเป็น “การดำเนินคดีทางการเมืองที่ไม่ยุติธรรม”

ทั้งนี้ คำร้องขอพระราชทานอภัยโทษของเนทันยาฮูประกอบด้วยเอกสารสองฉบับ คือ จดหมายรายละเอียดที่ลงนามโดยทนายความของเขา และจดหมายที่ลงนามโดยเนทันยาฮูเอง เอกสารเหล่านี้จะถูกส่งไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอความคิดเห็น จากนั้นจะถูกโอนไปยังที่ปรึกษาด้านกฎหมายในสำนักงานประธานาธิบดี ซึ่งจะรวบรวมความคิดเห็นเพิ่มเติมให้ประธานาธิบดีพิจารณา

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายคนรวมถึงนาง เอมิ พัลมอร์ อดีตอธิบดีกรมกระทรวงยุติธรรมอิสราเอล กล่าวว่า คำร้องขออภัยโทษนี้ไม่สามารถหยุดการพิจารณาคดีได้

“คุณไม่สามารถอ้างว่าตัวเองบริสุทธิ์ในขณะที่การพิจารณาคดียังคงดำเนินอยู่ แล้วมาขอให้ประธานาธิบดีเข้าแทรกแซงได้” และเสริมว่าวิธีเดียวที่จะหยุดการพิจารณาคดีได้คือต้องขอให้อัยการสูงสุดระงับการดำเนินคดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews

ผู้ก่อตั้งองค์กรสิทธิ์ในการตายโดยสมัครใจ จบชีวิตตัวเองแล้ว

ผู้ก่อตั้งองค์กรสิทธิ์ในการตายโดยสมัครใจ จบชีวิตตัวเองแล้ว

1 ธ.ค. 2568 04:10 น.

ผู้ก่อตั้งองค์กรสิทธิ์ในการตายโดยสมัครใจ จบชีวิตตัวเองแล้ว

ผู้ก่อตั้งองค์กรสนับสนุนสิทธิ์ในการจบชีวิตโดยสมัครใจในสวิตเซอร์แลนด์ เสียชีวิตแล้วในวัย 92 ปี จากการทำอัตวินิบาตกรรมโดยมีผู้ช่วยเหลือ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 พ.ย. 2568 ว่า นายลุดวิก มิเนลลี วัย 92 ปี ผู้ก่อตั้งองค์กร “ดิกนิตัส” (Dignitas) ซึ่งรณรงค์เรื่องสิทธิ์ในการจบชีวิตโดยสมัครใจ (right-to-die) ในสวิตเซอร์แลนด์ เสียชีวิตแล้วจากการทำอัตวินิบาตกรรมโดยมีผู้ช่วยเหลือ เพียงไม่กี่วันก่อนจะถึงวันเกิดอายุ 93 ปีของเขา

องค์กรดิกนิตัสโพสต์ข้อความแสดงความอาลัยต่อการจากไปของนายมิเนลลี โดยระบุว่า เขาได้ใช้ชีวิตเพื่อ “เสรีภาพในการเลือก การกำหนดชีวิตด้วยตนเอง และสิทธิมนุษยชน”

อนึ่ง นายมิเนลลีก่อตั้งองค์กร ดิกนิตัส ในปี 2541 และนับแต่นั้นเป็นต้นมา องค์กรก็ได้ช่วยให้คนหลายพันคนจากโลกนี้ไปอย่างสงบ

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา บางประเทศเริ่มเปลี่ยนแปลงจุดยืนเรื่องการ “ช่วยทำอัตวินิบาตกรรม” โดยออสเตรเลีย, แคนาดา และนิวซีแลนด์ เริ่มมีการออกกฎหมายสนับสนุนเรื่องดังกล่าว ขณะที่รัฐสภาของสหราชอาณาจักรก็กำลังพิจารณากฎหมายว่าด้วยการช่วยทำอัตวินิบาตกรรม

อย่างไรก็ตาม ผู้ต่อต้านกฎหมายดังกล่าวออกมาโต้แย้งว่า กฎหมายนี้อาจนำไปสู่การบีบบังคับผู้พิการและผู้เปราะบางให้ตัดสินใจจบชีวิตตนเองได้

ทั้งนี้ ผู้คนจำนวนมากที่ได้รับความช่วยเหลือจากองค์กร ดิกนิตัส ให้จากโลกนี้ไป เป็นผู้ที่เดินทางมายังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจากในประเทศของพวกเขาไม่อนุญาตให้มีการช่วยทำอัตวินิบาตกรรม

ตลอดชีวิตของนายมิเนลลี เขารณรงค์เรื่องสิทธิ์ในการจบชีวิตโดยสมัครใจอย่างแข็งขัน โดยมีคำขวัญให้แก่องค์กรของตัวเองว่า “ศักดิ์ศรีในการมีชีวิต ศักดิ์ศรีในการตาย”

ในการสัมภาษณ์กับ BBC เมื่อปี 2553 นายมิเนลลีกล่าวว่า “ผมเชื่อมั่นว่าเราต้องต่อสู้เพื่อนำสิทธิมนุษยชนสุดท้ายมาใช้ในสังคมของเรา และสิทธิมนุษยชนสุดท้ายคือสิทธิในการตัดสินใจยุติชีวิตของตนเอง และความเป็นไปได้ที่จะยุติชีวิตนี้โดยปราศจากความเสี่ยงและความเจ็บปวด”

เดิมทีแล้วนายมิเนลลีมีอาชีพเป็นนักข่าว โดยทำงานเป็นผู้สื่อข่าวให้กับนิตยสารข่าวเยอรมัน แดร์ ชปีเกล ก่อนจะไปศึกษากฎหมายและหันมาสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน

หลังจากการก่อตั้งดิกนิตัส เขาต้องเผชิญกับข้อพิพาททางกฎหมายหลายครั้ง และประสบความสำเร็จในการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาของสวิสหลายคดี

ในแถลงการณ์ ดิกนิตัสระบุว่าผลงานของนายมิเนลลีนั้นมีอิทธิพลอย่างยั่งยืน โดยชี้ไปที่คำตัดสินของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปในปี 2554 ซึ่งยืนยันสิทธิของบุคคลว่าสามารถตัดสินใจกำหนดรูปแบบและเวลาของการยุติชีวิตของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การการุณยฆาต (Euthanasia) ซึ่งคือการที่แพทย์ฉีดยาเพื่อยุติชีวิตของบุคคลโดยเจตนาเพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมาน นั้นผิดกฎหมายในสวิตเซอร์แลนด์

แต่การทำอัตวินิบาตกรรมโดยมีผู้ช่วยเหลือ (assisted dying) ซึ่งคือการที่บุคคลได้รับยาจากผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ แล้วนำไปใช้เองนั้น ได้รับการอนุญาตตามกฎหมายมานานหลายทศวรรษแล้ว

ดิกนิตัสระบุในแถลงการณ์ของพวกเขาว่า จะยังคง “บริหารจัดการและพัฒนาสมาคมตามเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้ง ในฐานะองค์กรสากลที่เป็นมืออาชีพและพร้อมต่อสู้เพื่อการกำหนดชีวิตตนเองและเสรีภาพในการเลือก ทั้งในขณะมีชีวิตและเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

พบแล้ว 146 ศพ เหตุไฟไหม้อาคารฮ่องกง ตรวจค้นเสร็จแล้ว 4 จาก 7 หลัง

พบแล้ว 146 ศพ เหตุไฟไหม้อาคารฮ่องกง ตรวจค้นเสร็จแล้ว 4 จาก 7 หลัง

1 ธ.ค. 2568 03:32 น.

พบแล้ว 146 ศพ เหตุไฟไหม้อาคารฮ่องกง ตรวจค้นเสร็จแล้ว 4 จาก 7 หลัง

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้อาคารสูงอย่างรุนแรงในฮ่องกง เพิ่มขึ้นเป็น 146 ศพแล้ว ในขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีก 150 ราย โดยเจ้าหน้าที่ตรวจค้นอาคารเสร็จแล้ว 4 จาก 7 หลัง

ตำรวจฮ่องกงเปิดเผยในวันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. 2568 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุเพลิงไหม้อาคารสูงของโครงการที่พักอาศัย “หว่องฟุกคอร์ต” (Wang Fuk Court) ที่เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 146 ศพแล้ว และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากยังมีผู้สูญหายอีก 150 คน

เหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวสร้างความเสียหายให้แก่อาคาร 7 จาก 8 หลังของโครงการหว่องฟุกคอร์ต ในเขตไท่โปทางตอนเหนือของเกาะฮ่องกง โดยในเบื้องต้นยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นต้นเหตุของเพลิงไหม้ แต่ข้อกล่าวหาที่ว่า ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วเนื่องจากวัสดุก่อสร้างที่ติดไฟง่าย ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจเป็นวงกว้าง

การไว้อาลัยนาน 3 วันเริ่มต้นขึ้นแล้วในวันเสาร์ที่ผ่านมา (29 พ.ย.) โดยมีผู้คนนับพันมารวมตัวกัน ณ จุดเกิดเหตุเพื่อไว้อาลัยให้กับเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย และมีผู้คนเข้าคิวยาวถึง 2 กม. เพื่อรอวางดอกไม้และข้อความไว้อาลัย

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุเพลิงไหม้ครั้งร้ายแรงที่สุดของเกาะฮ่องกงในรอบมากกว่า 70 ปี โดยไฟลุกลามอย่างรวดเร็วไปตามนั่งร้านไม้ไผ่และตาข่ายก่อสร้างที่หุ้มอยู่นอกอาคารสูง 31 ชั้น ก่อนที่ลมจะพัดสะเก็ดไฟลอยไปติดที่อาคารหลังอื่น ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงและมีนั่งร้านหุ้มอยู่ภายนอกในลักษณะเดียวกัน

เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานจนถึงช่วงเช้าวันศุกร์ หรือราว 40 ชั่วโมง จึงจะสามารถดับไฟได้ทั้งหมด ต้องใช้ทีมนักดับเพลิงจำนวนกว่า 2,000 คน ในวันเดียวกัน ตำรวจก็เริ่มเข้าไปเก็บหลักฐานภายในอาคาร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ และล่าสุดพวกเขาตรวจค้นอาคารที่ถูกไฟไหม้เสร็จสิ้นแล้ว 4 จาก 7 หลัง

มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเสียชีวิตในเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ด้วย 1 นาย คือเจ้าหน้าที่ โฮ ไว่โหว อายุ 37 ปี และบาดเจ็บอีก 12 นาย เนื่องจากต้องผจญเพลิงความร้อนสูงกว่า 500 องศาเซลเซียส

จนถึงตอนนี้ มีผู้ถูกจับกุมแล้ว 11 คน โดย 8 คนตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่า ก่อเหตุทุจริตเกี่ยวกับการปรับปรุงอาคาร ขณะที่อีก 3 คนถูกควบคุมตัวในข้อหาฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา

คณะกรรมการอิสระต่อต้านการทุจริต (ICAC) ระบุว่า ผู้ที่ถูกจับกุมในการสอบสวนคดีทุจริตครั้งนี้รวมถึงผู้อำนวยการของบริษัทวิศวกรรมและผู้รับเหมาช่วงนั่งร้าน โดยก่อนหน้านี้โฆษกตำรวจกล่าวว่า พวกเขามีเหตุผลที่เชื่อว่า “ผู้ที่รับผิดชอบบริษัทดังกล่าวประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” ซึ่งนำไปสู่การเกิดเพลิงไหม้และทำให้ไฟ “ลุกลามอย่างควบคุมไม่ได้”

หลังเกิดเหตุ ทางการฮ่องกงสั่งระงับงานก่อสร้างอาคารในโครงการเอกชนกว่า 30 แห่งเป็นการชั่วคราว

เมื่อวันเสาร์ ตำรวจฮ่องกงควบคุมตัวชายวัย 24 ปีคนหนึ่งในข้อหาต้องสงสัยว่าปลุกปั่นให้ขัดขืนอำนาจรัฐ โดยชายผู้นี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่ยื่นคำร้องให้มีการสอบสวนเหตุเพลิงไหม้โดยอิสระ

ทั้งนี้ โครงการหว่องฟุกคอร์ตสร้างขึ้นในปี 2526 มีห้องพักทั้งหมด 1,984 หน่วย และมีผู้อยู่อาศัยประมาณ 4,600 คน ตามการสำรวจประชากรในปี 2564 โดยที่ผู้อาศัยเกือบ 40% มีอายุ 65 ปีขึ้นไป บางคนอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้มาตั้งแต่แรก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศรีลังกาอ่วม ไซโคลนถล่ม น้ำท่วมเมืองหลวง ดับทะลุ 330 ศพ

ศรีลังกาอ่วม ไซโคลนถล่ม น้ำท่วมเมืองหลวง ดับทะลุ 330 ศพ

30 พ.ย. 2568 23:13 น.

ศรีลังกาอ่วม ไซโคลนถล่ม น้ำท่วมเมืองหลวง ดับทะลุ 330 ศพ

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มในศรีลังกา จากอิทธิพลของพายุไซโคลน เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 330 ศพแล้ว ในขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกหลายร้อยราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พื้นที่ลุ่มต่ำของกรุงโคลัมโบ เมืองหลวงของประเทศศรีลังกา ถูกน้ำท่วมในวันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย.2568 หลังจากพายุไซโคลนกำลังแรงทำให้เกิดฝนตกหนักและโคลนถล่มในหลายพื้นที่ของประเทศ ซึ่งล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 334 ศพ และมีผู้สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่ของศรีลังการะบุว่า ขอบเขตของความเสียหายในพื้นที่ตอนกลางของประเทศ ซึ่งเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพิ่งเริ่มปรากฏให้เห็นเท่านั้น หลังจากเจ้าหน้าที่สามารถเปิดทางถนนที่ถูกต้นไม้ที่หักโค่นกับโคลนที่ถล่มลงมากีดขวาง

ศูนย์จัดการภัยพิบัติ (DMC) ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 334 ศพ หลังเกิดฝนตกหนักเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เนื่องจากอิทธิพลของพายุไซโคลน “ดิตวาห์” และมีผู้สูญหายอีกเกือบ 400 ราย

พื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงโคลัมโบเกิดน้ำท่วม เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำเคลานีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ทางการออกคำสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

“แม้ว่าพายุไซโคลนจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ตอนนี้ฝนที่ตกหนักบริเวณต้นน้ำกำลังทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำตามแนวแม่น้ำเคลานี” เจ้าหน้าที่ศูนย์ DMC กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รัฐบาลศรีลังกาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ ซึ่งอินเดียตอบสนองเป็นชาติแรก และเฮลิคอปเตอร์ที่พวกเขาส่งมาก็ช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้แล้ว 24 คนในวันอาทิตย์ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และชายนั่งรถเข็น ที่ติดค้างอยู่ในเมืองค็อตมาเล ซึ่งห่างจากกรุงโคลัมโบไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 90 กิโลเมตร

กองทัพอากาศศรีลังกากล่าวว่า ปากีสถาน ก็กำลังส่งทีมกู้ภัยมาเช่นกัน ส่วนญี่ปุ่นเตรียมส่งทีมมาประเมินความต้องการเร่งด่วนของศรีลังกา และให้คำมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลือ

ทางการระบุด้วยว่า น้ำที่ท่วมในเมืองหลวงจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 วันจึงจะลดลง ในขณะที่พายุไซโคลนดิตวาห์กำลังเคลื่อนตัวขึ้นเหนือสู่ประเทศอินเดีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สลด เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซียพุ่ง 442 ศพ บาดเจ็บ-สูญหายอีกนับพันคน

สลด เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซียพุ่ง 442 ศพ บาดเจ็บ-สูญหายอีกนับพันคน

30 พ.ย. 2568 22:10 น.

สลด เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซียพุ่ง 442 ศพ บาดเจ็บ-สูญหายอีกนับพันคน

เหตุน้ำท่วมรุนแรงบนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 442 ศพ นอกจากนั้นยังมีผู้สูญหายกับผู้บาดเจ็บรวมกว่าพันราย ในขณะที่ทางการกำลังเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มบนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในวันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. 2568 โดยล่าสุดอยู่ที่ 442 ศพแล้ว ในขณะที่ปฏิบัติการช่วยเหลือยังดำเนินต่อไป ท่ามกลางถนนสายหลักที่ถูกตัดขาด และอินเทอร์เน็ตกับไฟฟ้าได้รับการฟื้นฟูเพียงบางส่วนเท่านั้น

สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของอินโดนีเซีย (BNPB) เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตดังกล่าว นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 640 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกประมาณ 400 คนใน 3 จังหวัดได้แก่ สุมาตราเหนือ สุมาตราตะวันตก และอาเจะห์

เหตุน้ำท่วมทำให้ประชาชนมีเกือบ 50,000 ครอบครัวที่ต้องอพยพ และมีอย่างน้อย 2 เมืองบนเกาะสุมาตรายังคงไม่สามารถเข้าถึงได้ในวันอาทิตย์ โดยทางการระบุว่า ได้ส่งเรือรบ 2 ลำจากกรุงจาการ์ตาเพื่อนำความช่วยเหลือไปมอบให้ผู้ประสบภัยแล้ว โดยคาดว่าจะเดินทางไปถึงในวันจันทร์นี้

อนึ่ง ไซโคลน เซนยาร์ ซึ่งเป็นพายุโซนร้อนที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในภูมิภาคแถบนี้ ทำให้มรสุมในอินโดนีเซียรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดดินถล่มและน้ำท่วมครั้งใหญ่บนเกาะสุมาตรา ทำให้บ้านเรือนถูกพัดหายไปและอาคารหลายพันหลังจมอยู่ใต้น้ำ

หน่วยงานภัยพิบัติของอินโดนีเซียกล่าวว่า สภาพอากาศที่เลวร้ายเป็นอุปสรรคต่อปฏิบัติการกู้ภัย และแม้ว่าผู้คนนับหมื่นรายจะได้รับการอพยพแล้ว แต่ยังมีอีกหลายร้อยคนที่ยังคงติดค้างอยู่

ที่เมืองตาปานูลี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด มีรายงานว่าชาวบ้านได้บุกเข้าปล้นร้านค้าเพื่อหาอาหารประทังชีวิต ในขณะที่รัฐบาลกลางของอินโดนีเซียกำลังถูกกดดันอย่างหนักให้ประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติแห่งชาติบนเกาะสุมาตรา เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีการประสานงานกันมากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

กราดยิงงานรวมญาติในแคลิฟอร์เนีย ดับ 4 ศพ บาดเจ็บ 10 ราย

กราดยิงงานรวมญาติในแคลิฟอร์เนีย ดับ 4 ศพ บาดเจ็บ 10 ราย

30 พ.ย. 2568 12:33 น.

กราดยิงงานรวมญาติในแคลิฟอร์เนีย ดับ 4 ศพ บาดเจ็บ 10 ราย

เกิดเหตุกราดยิงภายในห้องจัดเลี้ยงแห่งหนึ่งในเมืองสต็อกตัน รัฐแคลิฟอร์เนีย ระหว่างงานรวมญาติ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บ 10 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กและผู้ใหญ่ เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าเป็นการก่อเหตุที่มุ่งเป้าไปที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ

สำนักงานเขตซานวาคินเคาน์ตี้ เปิดเผยว่า เกิดเหตุกราดยิงภายในห้องจัดเลี้ยงในเมืองสต็อกตัน รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (29 พ.ย.) โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่มีการจัดงานรวมญาติภายในห้องดังกล่าว มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 4 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีก 10 ราย โดยผู้เคราะห์ร้ายมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่

นางเฮเธอร์ เบรนต์ โฆษกสำนักงานเขตซานวาคินเคาน์ตี้ แถลงต่อผู้สื่อข่าว ณ จุดเกิดเหตุว่า ข้อมูลเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า “เหตุการณ์นี้อาจเป็นการก่อเหตุแบบพุ่งเป้า” นางเบรนต์เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “เกินกว่าจะหยั่งถึง” และระบุว่า “ภารกิจอันดับหนึ่งของเราคือการระบุตัวผู้ต้องสงสัย” ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการทำงานเพื่อระบุแรงจูงใจที่เป็นไปได้ แต่ยังไม่มีการระบุตัวผู้ต้องสงสัยหรือจับกุมใครได้

เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการของผู้บาดเจ็บในทันที แต่มีการรายงานก่อนหน้านี้ว่าผู้บาดเจ็บหลายรายถูกนำส่งโรงพยาบาล

เมืองสต็อกตันเป็นเมืองที่มีประชากรประมาณ 320,000 คน ตั้งอยู่ในแคลิฟอร์เนียตอนกลาง ห่างจากเมืองซาคราเมนโตไปทางใต้ประมาณ 45 ไมล์ ด้านสำนักงานผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย นายกาวิน นิวซัม เปิดเผยว่าผู้ว่าการรัฐได้รับรายงานเกี่ยวกับ “เหตุกราดยิงอันน่าสยดสยอง” นี้แล้ว

ที่มา ABC News / AP

คิม จองอึน ประกาศเสริม “ยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์” ให้กองทัพอากาศเกาหลีเหนือ

คิม จองอึน ประกาศเสริม "ยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์" ให้กองทัพอากาศเกาหลีเหนือ

30 พ.ย. 2568 11:50 น.

คิม จองอึน ประกาศเสริม “ยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์” ให้กองทัพอากาศเกาหลีเหนือ

นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ประกาศกร้าวจะเสริมความแข็งแกร่งให้กองทัพอากาศด้วย “ยุทโธปกรณ์ทางทหารเชิงยุทธศาสตร์ใหม่” เพื่อเตรียมพร้อมตอบโต้การยั่วยุจากศัตรู ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดขั้นสูงสุด หลังเกาหลีเหนือปฏิเสธการเจรจาและติดตั้งรั้วลวดหนาม 3 ชั้น

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้ประกาศแผนการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกองทัพอากาศ โดยให้คำมั่นว่าจะติดตั้ง “ยุทโธปกรณ์ทางทหารเชิงยุทธศาสตร์ใหม่”

นายคิมกล่าวสุนทรพจน์ในงานฉลองครบรอบ 80 ปี กองทัพอากาศเกาหลีเหนือ เมื่อวันศุกร์ (28 พ.ย.)  โดยมี คิม จูแอ บุตรสาวของเขา ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้สืบทอดอำนาจที่ได้รับการยอมรับ เข้าร่วมพิธีด้วย

นายคิมระบุว่า “กองทัพอากาศจะได้รับมอบยุทโธปกรณ์ทางทหารเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ และได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญใหม่” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมถึงประเภทของยุทโธปกรณ์ดังกล่าว ผู้นำเกาหลีเหนือยังกล่าวเสริมว่า “กองทัพอากาศจะต้องปราบปรามและควบคุมการกระทำที่สอดแนมและการยั่วยุทางทหารที่อาจเกิดขึ้นจากศัตรูทุกรูปแบบได้อย่างเด็ดขาด”

ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยสื่อของรัฐ แสดงให้เห็นนายคิมและบุตรสาวกำลังรับชมเครื่องบินขับไล่ทำการบินผาดโผนแสดงแสนยานุภาพบนท้องฟ้า

ในพิธีดังกล่าว นายคิมยังชมการบินสาธิตของกองทัพอากาศจากแท่นสังเกตการณ์ และการแสดง ตลอดจนการมอบเครื่องอิสริยาภรณ์คิมจองอิลให้แก่กองทัพอากาศ ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระดับสูงสุดของประเทศ

ในขณะที่เกาหลีเหนือยังคงผลักดันการปรับปรุงกองกำลังทหารให้มีความทันสมัย แต่ก็ยังมุ่งเน้นไปที่การเสริมกำลังกองทัพอากาศด้วยการเปิดตัวการซ้อมรบทางอากาศด้วยกระสุนจริงครั้งแรกโดยใช้เครื่องบินทหารเมื่อเดือนพฤษภาคม และระบบเครื่องบินแจ้งเตือนล่วงหน้าและควบคุมทางอากาศในเดือนมีนาคม

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดอย่างยิ่งบริเวณชายแดนระหว่างสองเกาหลี โดยเฉพาะหลังเกาหลีเหนือปฏิเสธข้อเสนอการเจรจาของเกาหลีใต้ เพื่อป้องกันการปะทะกันทางทหารโดยไม่ตั้งใจ

เกาหลีใต้ได้เสนอจัดการเจรจาทางทหารเพื่อหารือเกี่ยวกับ “เส้นแบ่งเขตทางทหาร” หลังมีรายงานการรุกล้ำโดยกองทัพเกาหลีเหนือซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เกาหลีเหนือไม่ได้ตอบรับข้อเสนอใด ๆ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (24 พ.ย.) นายอี แจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ระบุว่า เกาหลีเหนือได้ “กระทำการขั้นสุดโต่ง” ด้วยการติดตั้งรั้วลวดหนามถึงสามชั้นตามแนวชายแดน นายอี แจมยอง ยังได้เตือนถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า “เรามาถึงจุดที่ไม่รู้ว่าการปะทะกันโดยไม่ตั้งใจจะเกิดขึ้นเมื่อใด” พร้อมระบุว่า “ช่องทางการติดต่อทั้งหมดถูกตัดขาด พวกเขาปฏิเสธการเจรจาและการติดต่อทั้งหมด นี่เป็นสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง”.

ที่มา Yonhap