ANA ของญี่ปุ่นยกเลิกเที่ยวบิน 65 เที่ยว หลัง Airbus เรียกคืน A320 กระทบการบินทั่วโลก

ANA ของญี่ปุ่นยกเลิกเที่ยวบิน 65 เที่ยว หลัง Airbus เรียกคืน A320 กระทบการบินทั่วโลก

29 พ.ย. 2568 09:34 น.

ANA ของญี่ปุ่นยกเลิกเที่ยวบิน 65 เที่ยว หลัง Airbus เรียกคืน A320 กระทบการบินทั่วโลก

เกิดความโกลาหลในอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก หลัง Airbus เรียกคืนเครื่องบิน A320 จำนวนกว่า 6,000 ลำ ส่งผลให้สายการบินหลายแห่งต้องนำเครื่องออกจากฝูงบิน และมีการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากในหลายประเทศ

สายการบิน ANA สายการบินใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในสายการบินที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากการที่บริษัทแอร์บัส เรียกคืนเครื่องบินแอร์บัส A320 ในครั้งนี้ โดยมีการประกาศยกเลิกเที่ยวบินถึง 65 เที่ยวในวันนี้ ขณะที่สายการบินในเครืออย่าง Peach Aviation ซึ่งใช้ A320 เป็นหลัก ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

โดยบริษัท Airbus เปิดเผยเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนว่า ได้สั่งให้ดำเนินการซ่อมแซมด่วนต่อเครื่องบินตระกูล A320 กว่า 6,000 ลำ หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนเครื่องบินรุ่นนี้ทั่วโลก หลังมีรายงานเหตุขัดข้องของระบบควบคุมการบิน จากกรณีของเที่ยวบิน JetBlue เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ประสบเหตุร่วงวูบกลางอากาศและต้องลงจอดฉุกเฉิน

แม้การแก้ไขจะเป็นเพียงการย้อนกลับไปใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นก่อนหน้า และใช้เวลาประมาณ สองชั่วโมงต่อเครื่อง แต่สายการบินต่าง ๆ ต้องหยุดให้บริการเครื่องเป็นการชั่วคราว ซึ่งสร้างความล่าช้าและความปั่นป่วนเป็นวงกว้าง ขณะนี้หน่วยงานกำกับดูแลการบินยุโรปได้ออกคำสั่งฉุกเฉินให้ทุกสายการบินต้องซ่อมด่วนก่อนนำเครื่องกลับมาให้บริการ

ล่าสุดมีผู้โดยสารทั่วโลกเริ่มได้รับผลกระทบ หลังสายการบินในหลายภูมิภาคเริ่มประกาศล่าช้าและยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก เช่น American Airlines: เครื่องกว่า 340 ลำต้องซ่อม, Air France: ยกเลิก 35 เที่ยวบิน, Air New Zealand: เตือนการยกเลิกเพิ่ม, Volaris ของเม็กซิโก: อาจล่าช้าถึง 72 ชั่วโมง และ Avianca ของโคลอมเบีย: กระทบมากกว่า 70% ของฝูงบินจนต้องปิดจำหน่ายตั๋วถึง 8 ธันวาคม

ขณะเดียวกัน โรงซ่อมเครื่องบินทั่วโลกก็มีงานค้างจำนวนมากจากกรณีปัญหาเครื่องยนต์ของ Airbus ที่ยังแก้ไขไม่ทัน ทำให้การจัดคิวซ่อมครั้งใหม่นี้ยิ่งเพิ่มความท้าทาย

ด้านนักวิเคราะห์การบินเตือนว่า การเรียกคืนเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ท่องเที่ยวที่คึกคักที่สุดของปี โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ทำให้ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าปกติ แม้การซ่อมจะทำได้รวดเร็ว แต่การจัดคิวและกำลังคนในอุตสาหกรรมซ่อมบำรุงยังเป็นอุปสรรคสำคัญ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แอร์บัส

น้ำใจหลั่งไหล ชาวฮ่องกงระดมบริจาคของ ช่วยเหลือเหยื่อไฟไหม้อาคาร

น้ำใจหลั่งไหล ชาวฮ่องกงระดมบริจาคของ ช่วยเหลือเหยื่อไฟไหม้อาคาร

29 พ.ย. 2568 08:35 น.

น้ำใจหลั่งไหล ชาวฮ่องกงระดมบริจาคของ ช่วยเหลือเหยื่อไฟไหม้อาคาร

ชาวฮ่องกงจำนวนมาก รวมถึงกลุ่มจิตอาสาและองค์กรชุมชน ต่างเร่งให้ความช่วยเหลือ บริจาคเงินและของใช้ หลังเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ในอาคารที่พักอาศัยในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

สิ่งของบรรเทาทุกข์จากภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป เช่น ผ้าห่ม อาหาร และน้ำดื่ม ถูกนำส่งอย่างต่อเนื่องไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว ของผู้ประสบเหตุเพลิงไหม้ ขณะเดียวกันยังมีชาวเมืองจำนวนมากรวมตัวกัน เพื่อช่วยกันลำเลียงสิ่งของ จัดกิจกรรมระดมทุน และเปิดให้คำปรึกษาด้านจิตใจทางออนไลน์ให้แก่ผู้ประสบภัยด้วย

อาสาสมัครรายหนึ่งกล่าวว่าเธอรู้สึกอบอุ่นใจที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำระดับชาติ ผู้นำในทุกระดับ รวมถึงทุกภาคส่วนของสังคม ใครมีเงินก็ช่วยเงิน ใครมีกำลังก็ช่วยแรง ทำให้รู้สึกได้ว่าพอมีเหตุร้าย ทุกฝ่ายก็พร้อมเข้ามาช่วยเหลือ โดยอาสาสมัครมาจากทั่วฮ่องกง รวมถึงจากจีนแผ่นดินใหญ่และต่างประเทศ หลายคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ต่างมาด้วยใจอาสา

ขณะที่อาสาสมัครนักเรียนอีกคนหนึ่งกล่าวเสริมว่า “ทุกคนกำลังร่วมแรงร่วมใจกัน นี่สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณของการช่วยเหลือกันเมื่อมีภัยอย่างแท้จริง”

แองกัส อึ้ง ฮก-หมิง ประธานสมาคมเยาวชนเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area Youth Association) เปิดเผยว่า ได้ระดมอาสาสมัครจำนวนมากเพื่อสนับสนุนภารกิจกู้ภัยและช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ โดยได้เปิดรับอาสาสมัครถึง 1,200 คนภายในสองวัน ขณะนี้สิ่งของยังเพียงพอ เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครก็มีจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าทุกคนพร้อมร่วมมือกันเต็มที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย 

ทั้งนี้ ปฏิบัติการดับเพลิง กู้ภัย และค้นหาผู้สูญหายได้เสร็จสิ้นในเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา นับตั้งแต่เกิดเหตุไฟไหม้ที่คอนโดมิเนียมวังฟุก คอร์ต เมื่อบ่ายวันพุธ โดยเหตุการณ์ครั้งนี้คร่าชีวิตประชาชนแล้ว 128 ราย.

ที่มา : bastillepost

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฮ่องกง

เมียนมาปล่อยนักโทษการเมืองกว่า 200 คน รวมถึงคนใกล้ชิด “ออง ซาน ซูจี” ตามแผนนิรโทษกรรมก่อนเลือกตั้ง

เมียนมาปล่อยนักโทษการเมืองกว่า 200 คน รวมถึงคนใกล้ชิด "ออง ซาน ซูจี" ตามแผนนิรโทษกรรมก่อนเลือกตั้ง

29 พ.ย. 2568 06:20 น.

เมียนมาปล่อยนักโทษการเมืองกว่า 200 คน รวมถึงคนใกล้ชิด “ออง ซาน ซูจี” ตามแผนนิรโทษกรรมก่อนเลือกตั้ง

กองทัพเมียนมาปล่อยนักโทษการเมืองกว่า 200 คน รวมถึง “อู จ่อ โต” คนใกล้ชิดนางออง ซาน ซูจี ตามแผนมาตรการนิรโทษกรรมก่อนจัดการเลือกตั้ง 28 ธ.ค. ขณะผู้เชี่ยวชาญชี้เป็นเพียงฉากทางการเมือง

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เว็บไซต์ข่าวอิรวดี รายงานว่า กองทัพเมียนมาได้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองจำนวนหนึ่งในมาตรการนิรโทษกรรมก่อนการเลือกตั้ง โดยหนึ่งในผู้ได้รับอิสรภาพคือนาย อู จ่อ โต อดีตหัวหน้าคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของนางออง ซาน ซูจี  

ก่อนหน้านี้เพียง 1 วัน ทางการเมียนมาประกาศนิรโทษกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ให้ผู้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายจำกัดเสรีภาพหลังรัฐประหารจำนวน 3,085 คน ถูกยกเลิกโทษ แต่ยังไม่ชัดว่ามีผู้ถูกปล่อยจริงเท่าใด เพราะหลายคนมีคดีอื่นเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากเรือนจำอินเส่ง ในนครย่างกุ้ง รายงานว่าเช้าวันเดียวกันมีผู้ต้องขังราว 200 คน ได้รับการปล่อยตัว ท่ามกลางครอบครัวที่มารอด้วยป้ายชื่อและโผกอดด้วยน้ำตาเมื่อได้พบกันอีกครั้ง ส่วนทางด้านนายอู จ่อ โต ซึ่งถูกคุมขังตั้งแต่ปี 2564 ได้หลีกเลี่ยงการให้ความเห็นทางการเมืองหลังได้รับอิสรภาพ แต่ย้ำว่าจะเข้มแข็งและเดินหน้าทำงานร่วมกับนางซูจี ซึ่งยังถูกคุมตัวในเรือนจำที่กรุงเนปีดอว์

ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนและผู้แทนสหประชาชาติบางรายมองว่า การเลือกตั้งเมียนมาที่กำลังจะมาถึงเป็นเพียงฉากบังหน้า เพื่อสร้างภาพปรองดองโดยไม่มีหลักฐานว่ากองทัพจะคืนอำนาจให้ประชาชนจริง ในขณะที่ก่อนหน้านี้ กองทัพได้ออกกฎหมายใหม่ลงโทษผู้วิจารณ์หรือประท้วงการเลือกตั้งสูงสุดถึง 10 ปี

ทั้งนี้ ข้อมูลของกลุ่มผู้ช่วยเหลือนักโทษการเมือง ระบุว่า กองทัพเมียนมายังคงควบคุมตัวผู้เห็นต่างทางการเมืองมากกว่า 22,000 คน ทั่วประเทศ แม้จะมีการปล่อยตัวบางส่วนก่อนเลือกตั้งก็ตาม.

ที่มา Irrawaddy

ภาพ AFP

แอร์บัสสั่งอัปเดตซอฟต์แวร์ A320 กว่า 6,000 ลำ หลังพบรังสีดวงอาทิตย์รบกวนข้อมูลควบคุมการบิน

แอร์บัสสั่งอัปเดตซอฟต์แวร์ A320 กว่า 6,000 ลำ หลังพบรังสีดวงอาทิตย์รบกวนข้อมูลควบคุมการบิน

29 พ.ย. 2568 05:47 น.

แอร์บัสสั่งอัปเดตซอฟต์แวร์ A320 กว่า 6,000 ลำ หลังพบรังสีดวงอาทิตย์รบกวนข้อมูลควบคุมการบิน

บริษัทแอร์บัส สั่งอัปเดตซอฟต์แวร์ A320 กว่า 6,000 ลำ หลังพบรังสีดวงอาทิตย์รบกวนข้อมูลควบคุมบิน หวั่นทำให้เที่ยวบินทั่วโลกได้รับผลกระทบล่าช้า หรือยกเลิกเที่ยวบินในช่วงสุดสัปดาห์เดินทางคับคั่ง

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัทแอร์บัส ผู้ผลิตอากาศยานรายใหญ่ของยุโรป ออกคำสั่งให้สายการบินทั่วโลกปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ของเครื่องบิน A320 เป็นการด่วนกว่า 6,000 ลำ หรือราวครึ่งหนึ่งของฝูงบินแอร์บัสทั้งหมด หลังตรวจพบว่ารังสีความเข้มสูงจากดวงอาทิตย์ อาจทำให้ข้อมูลสำคัญของระบบควบคุมการบินเกิดความผิดพลาด

แอร์บัสระบุว่า การเปลี่ยนซอฟต์แวร์ต้องดำเนินการก่อนเที่ยวบินตามกำหนดถัดไป ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดความล่าช้าหรือยกเลิกเที่ยวบินในหลายประเทศ ขณะเดียวกันองค์การความปลอดภัยการบินแห่งยุโรป เตรียมออกคำสั่งฉุกเฉินกำหนดให้สายการบินทุกแห่งต้องดำเนินการตามมาตรการนี้ทันที

ก่อนหน้านี้ แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมเผยว่า คำสั่งเร่งด่วนนี้มีสาเหตุมาจากเหตุการณ์เที่ยวบิน JetBlue 1230 เส้นทาง แคนคูน–นวร์ก เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา ประสบปัญหาระบบควบคุมการบินจนเกิดการลดระดับอย่างฉับพลัน ผู้โดยสารหลายคนได้รับบาดเจ็บ เครื่องต้องลงฉุกเฉินที่เมืองเทมปา รัฐฟลอริดา ของสหรัฐฯ และอยู่ภายใต้การสอบสวนของสำนักงานบริหารการบินสหรัฐ  

รายงานข่าวระบุว่า ระบบที่เกี่ยวข้องคือ “คอมพิวเตอร์ควบคุมการบินหลัก” (Elevator and Aileron Computer- ELAC) ซึ่งเชื่อมคำสั่งจากการบังคับของนักบินไปยังแผงควบคุมด้านหลังเครื่องบิน แม้ว่าผู้ผลิตระบบคือบริษัท ธาเลสจากฝรั่งเศสจะยืนยันว่า ส่วนฮาร์ดแวร์ทำตามสเป็กของแอร์บัส แต่ซอฟต์แวร์ที่มีปัญหาไม่ใช่ความรับผิดชอบของบริษัท

โดยคำสั่งที่ออกมาทำให้สายการบินใหญ่เริ่มหยุดบินเพื่ออัปเดตซอฟต์แวร์ อาทิ อเมริกันแอร์ไลน์  ซึ่งเป็นผู้ใช้ A320 มากที่สุด ระบุว่าเครื่องประมาณ 340 ลำ ต้องอัปเดต และคาดว่าจะเสร็จภายใน 1–2 วัน ใช้เวลาลำละราว 2 ชั่วโมง ในขณะที่สายการบินอื่นอย่าง วิซ แอร์ , อีซี เจ็ต , เดลตา แอร์ไลน์ส ,แอร์ อินเดีย , แอร์ นิวซีแลนด์ , ลุฟท์ฮันซา และอินดิโก ต่างแจ้งเตือนผู้โดยสารถึงความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเครื่องบิน  A320 ให้บริการทั่วโลกกว่า 11,300 ลำ ซึ่งทางแอร์บัสยอมรับว่า คำสั่งนี้จะสร้างผลกระทบต่อผู้โดยสารทั่วโลก แต่ยืนยันว่าการแก้ไขเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทุกเที่ยวบิน.

ที่มา BBC

ลาออกแล้ว หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบปรน.ยูเครน ตัวแทนเจรจาหลักกับสหรัฐฯ หลังถูกบุกค้นที่พักในกรุงเคียฟ

ลาออกแล้ว หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบปรน.ยูเครน ตัวแทนเจรจาหลักกับสหรัฐฯ หลังถูกบุกค้นที่พักในกรุงเคียฟ

29 พ.ย. 2568 00:58 น.

ลาออกแล้ว หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบปรน.ยูเครน ตัวแทนเจรจาหลักกับสหรัฐฯ หลังถูกบุกค้นที่พักในกรุงเคียฟ

เซเลนสกีประกาศ นายอันดรีย์ ยาร์มัค หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบปรน.ยูเครน ตัวแทนเจรจาหลักกับสหรัฐฯ ยื่นหนังสือลาออกแล้ว หลังถูกบุกค้นที่พักในกรุงเคียฟ

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 นายโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ประกาศว่า นายอันดรีย์ ยาร์มัค หัวหน้าคณะทำงานประธานาธิบดี และผู้เจรจาสันติภาพคนสำคัญ ได้ยื่นใบลาออก หลังหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชันบุกค้นที่พักภายในเขตรัฐบาลกลางกรุงเคียฟ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ยูเครนถูกสหรัฐฯ กดดันอย่างหนักให้เร่งทำข้อตกลงสันติภาพ หลังสงครามรัสเซีย–ยูเครนยืดเยื้อมานานเกือบ 4 ปี การลาออกของยาร์มัค วัย 54 ปี ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดเซเลนสกีที่สุดคนหนึ่ง ถือเป็นแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างอำนาจในทำเนียบ และอาจกระทบยุทธศาสตร์การเจรจา

เซเลนสกีกล่าวในแถลงการณ์ว่า ต้องการจัดระเบียบใหม่ในสำนักงานประธานาธิบดี เพื่อปกป้องเอกภาพภายในช่วงเวลาสำคัญของประเทศ พร้อมย้ำว่าไม่มีเรื่องอื่นใด นอกจากการป้องกันยูเครน

ด้านโฆษกของยาร์มัคเผยว่า หน่วยงานปราบโกงยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาใด ทำให้ยาร์มัคยังไม่ถือเป็นผู้ต้องสงสัย และไม่ได้รับแจ้งสาเหตุของการตรวจค้น ขณะที่เขาระบุผ่านเทเลแกรมว่าให้ความร่วมมือเต็มที่ พร้อมทนายความ

ทั้งนี้ นายยาร์มัค เป็นผู้มีบทบาทสำคัญทั้งในทำเนียบและการเจรจากับสหรัฐฯ โดยเพิ่งถูกเซเลนสกีมอบหมายให้ดูแลการเจรจาครั้งใหญ่กับรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เดินหน้าผลักดันร่างข้อตกลงสันติภาพฉบับใหม่ ขณะที่นายเซเลนสกีกล่าวว่า จะเริ่มปรึกษาหารือเพื่อแต่งตั้งหัวหน้าคณะทำงานคนใหม่ในวันเสาร์นี้.

ตร.ฮ่องกงจับเพิ่ม 8 ราย ผู้เกี่ยวข้องเหตุไฟไหม้อาคารพักอาศัย ยอดตายพุ่ง 128 ศพ สูญหายกว่า 200 คน

ตร.ฮ่องกงจับเพิ่ม 8 ราย ผู้เกี่ยวข้องเหตุไฟไหม้อาคารพักอาศัย ยอดตายพุ่ง 128 ศพ สูญหายกว่า 200 คน

28 พ.ย. 2568 23:33 น.

ตร.ฮ่องกงจับเพิ่ม 8 ราย ผู้เกี่ยวข้องเหตุไฟไหม้อาคารพักอาศัย ยอดตายพุ่ง 128 ศพ สูญหายกว่า 200 คน

ตร.ฮ่องกงรวบผู้เกี่ยวข้องเพิ่ม 8 ราย จากโศกนาฏกรรมไฟไหม้ตึกพักอาศัย ถูกสอบตั้งแต่ผู้บริหารบ.ที่ปรึกษา ผจก.โครงการ ผู้รับเหมา นายหน้า ขณะที่ผู้รอดชีวิตต้องนอนตามศูนย์พักพิงเป็นคืนที่ 3  

เนื้อหา:วันที่ 29 พ.ย. สื่อฮ่องกงรายงานความคืบหน้าเหตุไฟไหม้ร้ายแรงที่ หวังฟุกคอร์ท ย่านไทโป ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนเพิ่มเป็น 128 ศพ และยังมีผู้สูญหายมากถึง ราว 200 คน ขณะที่ยอดผู้บาดเจ็บยังคงทยอยรักษาตัวในโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วเมือง

ทางการเปิดเผยว่าในวันศุกร์ (28 พ.ย.)ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยเพิ่มอีก 8 ราย ในการสืบสวนครั้งใหญ่ของสำนักงานปราบปรามทุจริต ประกอบด้วย ผู้อำนวยการบริษัทที่ปรึกษา 2 คน ผู้จัดการโครงการดูแลงานบำรุงรักษา 2 คน ตลอดจนผู้รับเหมานั่งร้าน 3 คน และนายหน้าคนกลาง 1 คน

ก่อนหน้านี้ ตำรวจได้จับกุมชาย 3 คนจากบริษัทก่อสร้างในข้อหาประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ต่อชีวิตผู้อยู่อาศัย หลังพบว่าใช้วัสดุที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และมีส่วนทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว

เหตุสลดครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วฮ่องกง เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยสูง จากการที่เปลวไฟสามารถลุกลามจากอาคารเดียวกลายเป็น เพลิงไหม้พร้อมกันหลายตึกสูงหลายสิบชั้น ทำให้สังคมตั้งคำถามว่ามาตรการความปลอดภัยถูกปล่อยปละละเลยได้อย่างไร

ด้านรัฐบาลฮ่องกงประกาศมาตรการเยียวยา โดยครอบครัวผู้เสียชีวิตจะได้รับ 200,000 ดอลลาร์ฮ่องกง ประมาณ 7.2 แสนบาท ส่วนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจะได้รับเงินช่วยเหลือ 50,000 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 1.8 แสนบาท  ภายในสัปดาห์หน้า.

ที่มา CNN

ศาลโตเกียวชี้การห้ามสมรสเพศเดียวกัน “ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ”

ศาลโตเกียวชี้การห้ามสมรสเพศเดียวกัน "ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ"

28 พ.ย. 2568 15:56 น.

ศาลโตเกียวชี้การห้ามสมรสเพศเดียวกัน “ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ”

ศาลสูงกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้มีคำตัดสินที่สร้างความผิดหวังต่อกลุ่มผู้สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ โดยระบุว่า กฎหมายที่ห้ามการสมรสระหว่างคู่รักเพศเดียวกันนั้น “ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” ซึ่งถือเป็นคำตัดสินที่สวนทางกับแนวโน้มของศาลอื่น ๆ ทั่วประเทศ ที่เคยตัดสินว่าการห้ามดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ และทำให้ความหวังในการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมในญี่ปุ่นต้องหยุดชะงักลง

ศาลสูงกรุงโตเกียวได้ตัดสินคดีเกี่ยวกับการสมรสเพศเดียวกันวันนี้ (28 พ.ย.) โดยผู้พิพากษาอายูมิ ฮิกาชิ ระบุว่า ประเด็นกฎหมายเกี่ยวกับการสมรสเพศเดียวกันควรถูกพิจารณาโดยรัฐสภาเป็นอันดับแรก ซึ่งคำตัดสินนี้ทำให้ญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศเดียวในกลุ่ม G7 ที่ยังไม่รับรองการสมรสของคู่รักเพศเดียวกันอย่างสมบูรณ์ หรือให้ความคุ้มครองทางกฎหมายที่ชัดเจน

ด้านนอกศาลสูงกรุงโตเกียว โจทก์และทีมกฎหมายที่รวมตัวกันต่างแสดงความผิดหวัง โดยชูป้ายที่มีข้อความว่า “คำตัดสินไม่ยุติธรรม”

ชิโน คาวาจิ หนึ่งในโจทก์ กล่าวกับสื่อท้องถิ่นว่า คำตัดสินนี้ “ยากที่จะทำความเข้าใจ” และตั้งคำถามถึงความยุติธรรมของศาล ส่วนฮิโรมิ ฮาโตไก คู่รักของเธอ กล่าวว่าเธอ “โกรธแค้นอย่างยิ่ง” แต่ยืนยันว่าจะ “ต่อสู้ต่อไป”

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ออกแถลงการณ์ประณามคำตัดสินดังกล่าว โดยระบุว่าเป็น “เป็นการก้าวถอยหลังที่สร้างความเสียหาย” ในประเด็นสมรสเพศเดียวกัน และเรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งดำเนินการทางกฎหมายเพื่อให้คู่รักเพศเดียวกันได้รับสิทธิในการสมรสอย่างเต็มที่เช่นเดียวกับคู่รักต่างเพศ

คำตัดสินของศาลโตเกียวในวันนี้ ถือเป็นคำตัดสินสุดท้ายจากคดีสมรสเพศเดียวกันทั้งสิ้น 6 คดี ที่ยื่นฟ้องทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2562 ถึง 2564 ซึ่งรวมถึงศาลในเมืองซัปโปโร โอซากา และฟุกุโอกะ

ในบรรดา 6 คดีนี้ มีถึง 5 คดีที่ศาลตัดสินว่า การห้ามสมรสเพศเดียวกันนั้น “ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” แม้ว่าศาลจะปฏิเสธคำเรียกร้องค่าชดเชยของโจทก์ก็ตาม คำตัดสินของศาลโตเกียวจึงเป็น ข้อยกเว้นที่เกิดขึ้นท่ามกลางชุดคำตัดสินที่เคยสร้างความหวังให้กับการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมในญี่ปุ่นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม คดีทั้งหมดนี้จะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาต่อไป ซึ่งจะเป็นการตัดสินชี้ขาดขั้นสุดท้ายในประเด็นนี้.

ที่มา BBC

ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับพุ่ง 128 ศพ จับเพิ่มอีก 2 ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาโครงการปรับปรุงอาคาร

ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับพุ่ง 128 ศพ จับเพิ่มอีก 2 ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาโครงการปรับปรุงอาคาร

28 พ.ย. 2568 14:53 น.

ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับพุ่ง 128 ศพ จับเพิ่มอีก 2 ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาโครงการปรับปรุงอาคาร

คณะกรรมการอิสระต่อต้านการทุจริตของฮ่องกง ได้จับกุมผู้บริหารของบริษัทที่ปรึกษาด้านการปรับปรุงอาคารเพิ่มอีก 2 ราย ทำให้ยอดรวมผู้ถูกจับกุมจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 7 ทศวรรษ พุ่งเป็น 5 ราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุด ณ บ่ายวันศุกร์ ทะลุ 128 ราย และยังมีผู้สูญหายกว่า 200 ราย ที่ยังไม่ทราบชะตากรรม

สื่อฮ่องกงรายงานความคืบหน้าของโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ที่อาคารที่พักอาศัย “หวังฟุกคอร์ท” ในเขตต่ายโป  ซึ่งเริ่มลุกไหม้เมื่อช่วงบ่ายวันพุธ (26 พ.ย.) ว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ได้เพิ่มขึ้นเป็น 128 ราย แล้ว ขณะที่ผู้บาดเจ็บอยู่ที่ 79 ราย และทางการได้รับแจ้งผู้สูญหายถึง 467 ราย ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันชะตากรรมได้ประมาณ 200 ราย

คณะกรรมการอิสระต่อต้านการทุจริต (ICAC) ได้ขยายผลการสอบสวนและเข้าจับกุมกรรมการบริษัท Will Power Architects Company ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาที่รับผิดชอบโครงการปรับปรุงอาคารในที่เกิดเหตุเพิ่มอีก 2 คน หลังจากเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ตำรวจได้จับกุมเจ้าหน้าที่อาวุโสของบริษัท Prestige Construction & Engineering Co Limited ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้าง จำนวน 3 ราย ในข้อหาต้องสงสัยว่า ฆ่าคนตายโดยประมาท ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงกรรมการบริษัท 2 ราย ทำให้ยอดผู้ถูกจับกุมรวมเป็น 5 ราย

ทั้ังนี้ มีกรณีขอความช่วยเหลือสำหรับผู้สูญหาย 467 กรณี แต่บางกรณีอาจเป็นผลมาจากการสอบถามที่ซ้ำซ้อนกัน ซึ่งรวมถึงผู้เสียชีวิต 39 ราย บาดเจ็บ 35 ราย กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล พบผู้ปลอดภัย 110 ราย และอีก 200 รายยังคงสูญหาย

ในบรรดาผู้สูญหาย 200 ราย มีบางคนอยู่ใน “สถานการณ์” ที่ไม่ชัดเจน ถังเปิดเผยว่าในจำนวนนี้มี 80 ศพที่ “ไม่สามารถระบุตัวตนได้” สิ่งที่ไม่ได้ถูกเปิดเผยคือร่างของพวกเขาอาจถูกเผาไหม้จนจำไม่ได้

เจ้าหน้าที่ระบุว่าจากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่ามีการใช้วัสดุที่เข้าข่ายไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย เจ้าหน้าที่พบโฟมสไตรีนซึ่งเป็นสารไวไฟสูงถูกใช้ปิดช่องหน้าต่างลิฟต์ในทุกชั้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วภายในตัวอาคาร และลามเข้าสู่ห้องพักผ่านทางเดิน นอกจากนั้น วัสดุตาข่ายและผ้าคลุมที่ใช้ภายนอกอาคารเพื่อคลุมนั่งร้าน ก็ไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านอัคคีภัยเช่นกัน ซึ่งทำให้ไฟที่ลุกไหม้จากนั่งร้านไม้ไผ่ภายนอก  ได้โหมกระหน่ำอย่างรวดเร็ว

สำนักงานดับเพลิงฮ่องกงกล่าวในการแถลงข่าวว่า เพลิงไหม้เริ่มต้นจากชั้นล่างแล้วลุกลามขึ้นไปยังชั้นบน และเสริมว่ายังไม่สามารถระบุสาเหตุได้ แต่การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป และกล่าวต่อว่า เมื่ออุณหภูมิสูงสุดของไฟสูงถึง 500 องศาเซลเซียส นี่จึงเป็นสาเหตุให้ไฟจึงลุกไหม้ขึ้นอีกครั้งในบางจุดหลังจากถูกดับลงแล้ว และยืนยันว่าไฟทั้งหมดถูกดับลงแล้ว ณ  เวลาประมาณ 10:18 น. ตามเวลาท้องถิ่น 

เจ้าหน้าที่กล่าวว่าตำรวจจะเริ่มเข้าไปในอาคารหวังฟุกคอร์ทในวันนี้เพื่อเริ่มรวบรวมหลักฐาน และจะใช้เวลาในการสอบสวนในอีก 3-4 สัปดาห์ข้างหน้า

เจ้าหน้าที่กล่าวว่าได้ระดมรถดับเพลิง 391 คัน และรถพยาบาล 188 คัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงมากกว่า 2,311 นายเข้าร่วมในปฏิบัติการครั้งนี้ โดยมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 12 นายระหว่างปฏิบัติการนี้  เจ้าหน้าที่ยังระบุว่าไม่ได้ใช้เฮลิคอปเตอร์ และเชื่อว่าการหย่อนน้ำดับเพลิงทาสงอากาศไม่มีประสิทธิภาพในการดับไฟภายในอาคาร 

เจ้าหน้าที่ยังกล่าวอีกว่าไม่ได้ใช้โดรน และกล่าวว่ายังคงศึกษาวิธีการใช้โดรนในการปฏิบัติการประเภทนี้อยู่ เจ้าหน้าที่กล่าวว่าหน่วยดับเพลิงได้ตรวจสอบสัญญาณเตือนไฟไหม้ทั้ง 8 ตึกแล้ว แต่พบว่าระบบทำงานไม่มีประสิทธิภาพ

นาย จอห์น ลี กา-ชิว ผู้บริหารสูงสุดของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบโครงการปรับปรุงอาคารในที่พักอาศัยของรัฐบาลทั้งหมดโดยทันที และยืนยันว่าจะมีการสืบสวนคดีอาชญากรรมครั้งนี้อย่างเข้มข้น

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดของจีน ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้มีการระดมสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อลดจำนวนผู้บาดเจ็บและสูญเสียให้น้อยที่สุด

ปัจจุบัน ไฟที่ลุกไหม้อาคารทั้ง 7 ใน 8 หลังของโครงการหวัง ฟุก คอร์ท สามารถควบคุมได้แล้ว และยังคงมีผู้พักอาศัย 56 รายที่ยังคงพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล.

ที่มา South China Morning Post / BBC

สุดเศร้า นักดับเพลิงสู้ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับสลดก่อนแต่งงานเดือนเดียว หลังคบหากับแฟนสาวมากว่า 10 ปี

สุดเศร้า นักดับเพลิงสู้ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับสลดก่อนแต่งงานเดือนเดียว หลังคบหากับแฟนสาวมากว่า 10 ปี

28 พ.ย. 2568 12:46 น.

สุดเศร้า นักดับเพลิงสู้ไฟไหม้ตึกฮ่องกง ดับสลดก่อนแต่งงานเดือนเดียว หลังคบหากับแฟนสาวมากว่า 10 ปี

เผยนักดับเพลิงฮ่องกงผู้สละชีพจากเหตุไฟไหม้อาคารพักอาศัย เสียชีวิต 1 เดือนก่อนถึงวันแต่งงานกับแฟนสาวที่คบกันมา 10 ปี ขณะที่ยอดตายไฟไหม้พุ่ง 94 ศพ กลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งเลวร้ายที่สุดของฮ่องกง

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 สื่อฮ่องกงรายงานเหตุสูญเสียครั้งใหญ่ในเหตุไฟไหม้ซึ่งทำให้นาย “โฮ ไว่โหว” นักผจญเพลิงวัย 37 ปี ต้องสังเวยชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ทั้งที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับแฟนสาวที่คบกันมานานกว่า 10 ปี ในเดือนหน้า

รายงานข่าวระบุว่า ก่อนเสียชีวิตนายโฮกำลังเตรียมแต่งงานกับแฟนสาวที่คบหากันยาวนานกว่า 10 ปี ซึ่งเขามักโพสต์ภาพคู่หวานให้เห็นบ่อยครั้ง ขณะที่แฟนสาวโพสต์ข้อความสุดสะเทือนใจว่า“ซูเปอร์ฮีโร่ของฉันทำภารกิจเสร็จแล้ว และกลับไปยังดาวคริปทอนแล้ว” 

รายงานข่าวระบุว่า โฮซึ่งเคยเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษประจำสนามบิน ได้ผันตัวเป็นนักดับเพลิงเมื่อ 9 ปีก่อน เขาเดินทางถึงจุดเกิดเหตุเวลาประมาณ 15.01 น. และลงพื้นที่ค้นหาผู้ติดอยู่ภายในอาคาร แต่ได้ขาดการติดต่อกับทีมราว 15.30 น. ก่อนที่เพื่อนร่วมงานจะพบร่างเขาหมดสติอยู่ในพื้นที่เปิดโล่งด้านนอกอาคาร มีบาดแผลไฟลุกไหม้บริเวณใบหน้าอย่างรุนแรง แม้ถูกเร่งนำส่งโรงพยาบาล แต่แพทย์ยืนยันการเสียชีวิตเวลา 16.45 น.

หลังเหตุการณ์เกิดขึ้น แรงอาลัยหลั่งไหลจากทั้งเพื่อนร่วมงานและชาวฮ่องกง กรมบริการดับเพลิงฮ่องกง  ปรับหน้าเว็บไซต์เป็นขาวดำเพื่อไว้อาลัย ขณะที่เพื่อนร่วมทีมโพสต์ภาพร่วมงานกับโฮ พร้อมข้อความว่า “จะไม่ลืมคุณ” และ “ขอให้ไปสู่สุคติ” ด้านชาวเน็ตจำนวนมากเข้าไปแสดงความเสียใจในอินสตาแกรมของเขา โดยเขียนว่า “คุณคือฮีโร่ของชาวฮ่องกง”

“You’re a Stupid Person!” ทรัมป์เดือดจัด ด่านักข่าว “โง่” หลังถูกถามเรื่องมือปืนยิงทหารดับ

"You’re a Stupid Person!" ทรัมป์เดือดจัด ด่านักข่าว "โง่" หลังถูกถามเรื่องมือปืนยิงทหารดับ

28 พ.ย. 2568 12:39 น.

“You’re a Stupid Person!” ทรัมป์เดือดจัด ด่านักข่าว “โง่” หลังถูกถามเรื่องมือปืนยิงทหารดับ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระเบิดอารมณ์ใส่ผู้สื่อข่าวหญิงรายหนึ่งระหว่างการแถลงข่าว โดยกล่าวว่า “You’re a Stupid Person!” หรือ “เธอมันโง่” หลังจากเธอถามคำถามเกี่ยวกับการตรวจสอบประวัติผู้ต้องสงสัยชาวอัฟกานิสถาน ซึ่งก่อเหตุยิงทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 2 นายในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. พร้อมโทษฝ่ายบริหารของรัฐบาลไบเดนที่ปล่อยให้คนเหล่านี้เข้ามาในประเทศโดยไม่มีการตรวจสอบ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ฉุนขาดและเรียกผู้สื่อข่าวรายหนึ่งว่าเป็น “คนโง่” ในระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (27 พ.ย.) หลังจากที่เธอได้ซักถามเขาเกี่ยวกับการตรวจสอบประวัติของผู้ต้องสงสัยชาวอัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดียิงทหารทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 2 นาย ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ระหว่างการแถลงข่าวเกี่ยวกับเหตุยิงดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้ระบุว่า “เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่าผู้ต้องสงสัยได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ CIA ในอัฟกานิสถานมาเป็นเวลาหลายปี และเขาได้รับการตรวจสอบประวัติแล้ว ผลการตรวจสอบก็ ‘ผ่าน’ ด้วยดี”

ทรัมป์ตอบโต้ว่า “เขาเป็นบ้า ผมหมายถึงเขาเสียสติ มันเกิดขึ้นบ่อยเกินไปกับคนพวกนี้ คุณเห็นแล้ว แต่ดูสิ พวกเขาเข้ามาแบบนี้ แห่กันเข้ามา ไม่มีอะไรตรวจสอบเลย พวกเขาเข้ามาโดยไม่มีการตรวจสอบ และเรามีคนแบบนี้อีกมากในประเทศนี้ และเราจะเอาพวกเขาออกไป”

ผู้สื่อข่าวจึงตั้งคำถามต่อว่า “จริง ๆ แล้ว ผู้ตรวจการกระทรวงยุติธรรม ของคุณเพิ่งรายงานในปีนี้ว่า กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิและ FBI ได้ดำเนินการตรวจสอบประวัติชาวอัฟกันที่ถูกพาเข้ามาในสหรัฐฯ อย่างถี่ถ้วน แล้วทำไมคุณถึงตำหนิฝ่ายบริหารของรัฐบาลไบเดนสำหรับสิ่งที่ชายคนนี้ทำ?”

ทรัมป์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “เพราะพวกเขาปล่อยให้เข้ามา คุณโง่หรือเปล่า? คุณเป็นคนโง่หรือไง?” ทรัมป์ตอกกลับอย่างฉุนเฉียว “เพราะพวกเขาเข้ามาบนเครื่องบินพร้อมกับคนอีกหลายพันคนที่ไม่ควรอยู่ที่นี่ และคุณกำลังถามคำถามก็เพราะคุณเป็นคนโง่”

เขากล่าวต่อไปว่า มีกฎหมายที่ผ่านออกมาซึ่งทำให้การเนรเทศคนเหล่านี้เป็นเรื่องเกือบเป็นไปไม่ได้เมื่อเข้ามาแล้ว และย้ำว่าคนเหล่านี้เข้ามาโดยไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีใครเช็คประวัติ และมันเป็นความอัปยศอดสู ทรัมป์ตำหนิสถานการณ์อัฟกานิสถานทั้งหมดว่าเป็นความยุ่งเหยิง

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศการเสียชีวิตของซาราห์ เบคสตรอม วัย 20 ปี ในเย็นวันพฤหัสบดี หลังจากที่เธอถูกยิงโดยผู้ต้องสงสัยซึ่งเชื่อว่าเป็นชาวอัฟกานิสถานเมื่อวันก่อนหน้า ขณะที่ แอนดรูว์ วูล์ฟ วัย 24 ปี ก็ถูกยิงในการโจมตีครั้งเดียวกันและยังคงอาการวิกฤต

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ใช้คำพูดที่รุนแรงต่อผู้สื่อข่าว ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤศจิกายน ทรัมป์เคยเรียกผู้สื่อข่าวหญิงคนหนึ่งว่า “piggy” (ลูกหมู) และอีกคนว่า “a terrible person” (คนแย่ๆ) และเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน นายทรัมป์ก็ได้แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อรายงานของหนังสือพิมพ์ นิวยอร์กไทมส์ ที่มุ่งเน้นไปที่อายุและสัญญาณความเหนื่อยล้าที่เพิ่มขึ้นของเขา โดยได้เรียกผู้เขียนบทความที่เป็นผู้หญิงว่า “ugly” (น่าเกลียด).