แผ่นดินไหว 6.6 เขย่าเกาะซิมูลู นอกชายฝั่งสุมาตรา อินโดนีเซีย ไม่มีคำเตือนสึนามิ

แผ่นดินไหว 6.6 เขย่าเกาะซิมูลู นอกชายฝั่งสุมาตรา อินโดนีเซีย ไม่มีคำเตือนสึนามิ

27 พ.ย. 2568 13:55 น.

แผ่นดินไหว 6.6 เขย่าเกาะซิมูลู นอกชายฝั่งสุมาตรา อินโดนีเซีย ไม่มีคำเตือนสึนามิ

เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.6 แมกนิจูด บริเวณเกาะซิมูลู นอกชายฝั่งเกาะสุมาตรา ของอินโดนีเซีย ยังไม่มีรายงานความเสียหายหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ และไม่มีการประกาศเตือนภัยสึนามิ

เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.6 แมกนิจูด บริเวณเกาะซิมูลู (Simeulue Island) นอกชายฝั่งเกาะสุมาตรา ทางตะวันตกของอินโดนีเซีย เมื่อวันพฤหัสบดี (27 พ.ย.) ตามรายงานของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) โดยยังไม่พบรายงานความเสียหายหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ และไม่มีการประกาศเตือนภัยสึนามิ

USGS ระบุว่าแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเวลา 11.56 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่ความลึกประมาณ 25 กิโลเมตร ขณะเดียวกัน ศูนย์เตือนภัยสึนามิในมหาสมุทรอินเดียยืนยันว่าไม่มีความเสี่ยงจากสึนามิ จากแผ่นดินไหวครั้งนี้

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาและภูมิอากาศอินโดนีเซีย (BMKG) บันทึกความแรงอยู่ที่ 6.3 แมกนิจูด ลึก 10 กิโลเมตร พร้อมย้ำว่าแรงสั่นสะเทือนดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดสึนามิ

อินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประสบเหตุแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตวงแหวนแห่งไฟแปซิฟิก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แผ่นเปลือกโลกหลายแผ่นมาบรรจบและมีการเคลื่อนไหวสูง ทำให้เกิดทั้งภูเขาไฟระเบิดและแผ่นดินไหวเป็นประจำ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินโดนีเซีย

“อาซาฮี” เผยข้อมูลลูกค้ากว่า 1.5 ล้านรายรั่วไหล หลังถูกโจมตีทางไซเบอร์

"อาซาฮี" เผยข้อมูลลูกค้ากว่า 1.5 ล้านรายรั่วไหล หลังถูกโจมตีทางไซเบอร์

27 พ.ย. 2568 13:29 น.

“อาซาฮี” เผยข้อมูลลูกค้ากว่า 1.5 ล้านรายรั่วไหล หลังถูกโจมตีทางไซเบอร์

บริษัทอาซาฮี ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า การโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ เมื่อเดือนกันยายน อาจทำให้ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้ามากกว่า 1.5 ล้านราย รั่วไหลสู่สาธารณะ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบปฏิบัติการทั่วทั้งโรงงานในญี่ปุ่นและทำให้บริษัทต้องเลื่อนการประกาศผลประกอบการประจำปีออกไป

บริษัทอาซาฮี ได้เผยแพร่แถลงการณ์เกี่ยวกับผลการสอบสวนการโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำเนินงานของโรงงานทั่วประเทศญี่ปุ่น จนถึงขั้นทำให้พนักงานต้องจดบันทึกรับคำสั่งซื้อด้วยปากกาและกระดาษ

อาซาฮีระบุว่า จากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่าข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ที่เคยติดต่อศูนย์บริการลูกค้าของบริษัทมีความเป็นไปได้ที่จะถูกเปิดเผย โดยบริษัทจะแจ้งให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบทราบในเร็ว ๆ นี้

นอกจากนี้ บริษัทยังเสริมว่าจะต้องเลื่อนการเปิดเผยผลประกอบการทางการเงินประจำปีออกไป เพื่อมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการโจมตีครั้งนี้

แม้ว่าอาซาฮีจะไม่ได้ระบุตัวตนหรือข้อเรียกร้องของผู้โจมตี แต่กลุ่มที่ชื่อว่า Qilin ซึ่งเคยโจมตีบริษัทใหญ่ ๆ มาก่อน ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบในการโจมตีอาซาฮี

ผู้ผลิตเบียร์กล่าวว่า จากการค้นพบเบื้องต้น พบการขัดข้องที่ศูนย์ข้อมูลแห่งหนึ่งของบริษัทเมื่อวันที่ 29 กันยายน และแม้จะสามารถแยกเครือข่ายที่ถูกโจมตีได้อย่างรวดเร็ว แต่คณะผู้ตรวจสอบพบว่า ผู้โจมตีได้แทรกซึมเข้าสู่เครือข่าย ทำการเข้ารหัสข้อมูล และปล่อยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ไปแล้ว

อาซาฮีระบุว่า ข้อมูลบางส่วนในคอมพิวเตอร์ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่จัดเก็บในเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกแฮ็ก ได้ถูกเปิดเผย ซึ่งรวมถึงข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า 1.52 ล้านราย ได้แก่ ชื่อ, เพศ, ที่อยู่ และข้อมูลการติดต่อ ข้อมูลของพนักงานและอดีตพนักงานประมาณ 107,000 คน ข้อมูลของสมาชิกในครอบครัวของพนักงาน 168,000 คน ชื่อและรายละเอียดการติดต่อของบุคคลภายนอกที่เคยติดต่อกับบริษัท 114,000 ราย อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่รั่วไหลในรายการของอาซาฮี ไม่รวมถึงรายละเอียดบัตรเครดิต

บริษัทยืนยันว่า ยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่แล้ว และผลกระทบจากการโจมตีจำกัดอยู่เพียงระบบที่จัดการในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น โดยบริษัทในยุโรป เช่น Peroni และ Fuller’s Brewery ในสหราชอาณาจักร ไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีครั้งนี้

บริษัทใช้เวลาเกือบสองเดือนในการควบคุมการโจมตี และกำลังดำเนินการกู้คืนระบบและปรับปรุงเครือข่ายใหม่ การหยุดชะงักดังกล่าวส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนเครื่องดื่มในร้านค้าทั่วประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากอาซาฮีครองส่วนแบ่งตลาดเบียร์ประมาณ 40% ของประเทศ การขาดแคลนยังส่งผลกระทบต่อเครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ของอาซาฮี เช่น เบียร์ขิงและโซดา

นายอัตสึชิ คัตสึกิ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ได้กล่าวขอโทษต่อความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และกล่าวว่า “เรากำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ระบบกลับมาใช้งานได้เต็มรูปแบบโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งดำเนินมาตรการป้องกันการเกิดซ้ำ และเสริมสร้างความมั่นคงด้านข้อมูลทั่วทั้งกลุ่ม”

ก่อนหน้านี้ แบรนด์ระดับโลกอื่น ๆ ก็เคยเผชิญกับการโจมตีทางไซเบอร์ที่คล้ายกัน เช่น Jaguar Land Rover ก็ถูกบีบให้ต้องขอรับเงินฉุกเฉิน หลังจากถูกโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่ทำให้การดำเนินงานในโรงงานของอังกฤษต้องหยุดชะงัก.

ที่มา BBC

รถไฟทดสอบพุ่งชนคนงานในยูนนาน เสียชีวิต 11 ศพ บาดเจ็บ 2 ราย

รถไฟทดสอบพุ่งชนคนงานในยูนนาน เสียชีวิต 11 ศพ บาดเจ็บ 2 ราย

27 พ.ย. 2568 12:47 น.

รถไฟทดสอบพุ่งชนคนงานในยูนนาน เสียชีวิต 11 ศพ บาดเจ็บ 2 ราย

สื่อของรัฐบาลจีนรายงานว่า เกิดอุบัติเหตุรถไฟพุ่งชนคนงานริมรางรถไฟ ในมณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ในช่วงเช้ามืดของวันนี้ (27 พ.ย.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 11 ราย และบาดเจ็บ 2 ราย

สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของทางการจีนระบุว่า รถไฟทดสอบขบวนหมายเลข 55537 ซึ่งเป็นรถไฟที่ใช้ในการทดสอบอุปกรณ์ตรวจวัดแผ่นดินไหว ได้พุ่งชนเข้ากับกลุ่มคนงานก่อสร้างที่กำลังเข้าสู่แนวรางรถไฟบริเวณทางโค้ง ใกล้กับสถานีหลัวหยางเจิ้น ในเมืองคุนหมิง ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลยูนนาน

สำนักงานการรถไฟคุนหมิง ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า รถไฟดังกล่าว “กำลังวิ่งผ่านทางโค้งภายในสถานีหลัวหยางเจิ้นคุนหมิงตามปกติ” เมื่อเกิดการชนกับคนงานก่อสร้างที่เข้ามาในพื้นที่ราง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การขนส่งทางรถไฟได้กลับสู่ภาวะปกติแล้วในช่วงเที่ยงวันพฤหัสบดี โดยผู้บาดเจ็บทั้งสองรายกำลังได้รับการรักษาพยาบาล ซีซีทีวีรายงานว่า การรักษาผู้บาดเจ็บและงานซ่อมแซมที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น ทางการระบุว่า ขณะนี้กำลังดำเนินการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการชนครั้งนี้

สำนักงานรถไฟแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้เสียชีวิต และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของทั้งผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ รายงานระบุว่า หน่วยงานการรถไฟจะดำเนินการให้ผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบตามกฎหมายและข้อบังคับ ศึกษาบทเรียนจากอุบัติเหตุ และพยายามทุกวิถีทางเพื่อความปลอดภัยและเสถียรภาพของการขนส่งทางรถไฟ

มีการตั้งข้อสังเกตว่า อุบัติเหตุทางอุตสาหกรรมในจีนค่อนข้างเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เนื่องจากกฎระเบียบที่คลุมเครือและมาตรฐานความปลอดภัยที่หย่อนยาน.

ที่มา South China Morning Post / Global Times

รัฐบาลทหารพม่าประกาศอภัยโทษกว่า 8,600 คน ก่อนการเลือกตั้ง

รัฐบาลทหารพม่าประกาศอภัยโทษกว่า 8,600 คน ก่อนการเลือกตั้ง

27 พ.ย. 2568 12:04 น.

รัฐบาลทหารพม่าประกาศอภัยโทษกว่า 8,600 คน ก่อนการเลือกตั้ง

สื่อของรัฐบาลพม่ารายงานว่า คณะผู้ปกครองทหารจะอภัยโทษและยกเลิกข้อหาให้แก่บุคคลรวม 8,665 คน ก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในเดือนธันวาคม ซึ่งถูกประเทศตะวันตกและกลุ่มสิทธิมนุษยชนมองว่าเป็นการ “จัดฉาก” เพื่อรวบอำนาจ โดยยังไม่ชัดเจนว่ามีนักโทษการเมืองรวมอยู่ในการปล่อยตัวครั้งนี้กี่คน

สื่อของรัฐบาลพม่ารายงานว่า คณะผู้ปกครองทหารของพม่าได้มีคำสั่งให้มีการลดหย่อนโทษหรือยกเลิกข้อหาแก่พลเรือนรวมทั้งหมด 8,665 คน เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถใช้สิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้

คำสั่งดังกล่าวรวมถึงการ ลดหย่อนโทษ ให้แก่ผู้ต้องขัง 3,085 คน ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดภายใต้มาตรา 505A ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งกำหนดให้การแสดงความคิดเห็นที่อาจก่อให้เกิดความกลัวหรือเผยแพร่ข่าวปลอมเป็นความผิดทางอาญา นอกจากนี้ ยังมีการ ยกเลิกข้อหา ให้แก่บุคคลอีก 5,580 คน ที่ยังหลบหนีอยู่

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่า ในบรรดาบุคคลที่ได้รับการอภัยโทษและยกเลิกข้อหาเหล่านี้ มีนักโทษทางการเมืองอยู่จำนวนเท่าใด หรือการปล่อยตัวจะเกิดขึ้นเมื่อใด

ก่อนที่จะมีการประกาศอภัยโทษอย่างเป็นทางการ ซอว์ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหารพม่า กล่าวเมื่อวันพุธว่า มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทุกคนสามารถใช้สิทธิ์ของตนได้ “อย่างเสรีและเป็นธรรม” ในการเลือกตั้งที่กำลังจะจัดขึ้น

ทั้งนี้ พม่าตกอยู่ในความวุ่นวาย นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารโดยกองทัพเมื่อปี 2021 ซึ่งโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนที่นำโดยนางออง ซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบล ผู้ซึ่งถูกควบคุมตัวนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การประท้วงทั่วประเทศต่อต้านการรัฐประหารได้ขยายตัวกลายเป็นการต่อต้านด้วยอาวุธ โดยมีการผนึกกำลังกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่ม

ตามข้อมูลของ สมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (AAPP) ซึ่งเป็นกลุ่มสิทธิมนุษยชน พบว่ามีประชาชนถูกควบคุมตัวด้วยข้อหาทางการเมืองแล้วมากกว่า 30,000 คน นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร

รัฐบาลทหารพม่ามีกำหนดจัดการเลือกตั้งในหลายระยะในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคม แต่เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านจำนวนมากถูกสั่งห้ามเข้าร่วมหรือประกาศบอยคอต ทำให้การเลือกตั้งดังกล่าวถูกประเทศตะวันตกและกลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายแห่งมองว่าเป็นการ “จัดฉาก” เพื่อรวมอำนาจการปกครองของกองทัพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์เดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศจะยกเลิกสถานะทางกฎหมายชั่วคราวสำหรับพลเมืองพม่าในสหรัฐฯ โดยอ้างว่าพวกเขาสามารถเดินทางกลับไปยังประเทศได้อย่างปลอดภัยแล้ว โดยยกเหตุผลของการเลือกตั้งที่กองทัพวางแผนไว้ว่าเป็นสัญญาณของสถานการณ์ที่ดีขึ้น

ซอว์ มิน ตุน กล่าวเมื่อวันพุธว่า การประกาศของสหรัฐฯ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก และยินดีต้อนรับพลเมืองที่อยู่ต่างประเทศให้กลับมามีส่วนร่วมในการลงคะแนนเสียง.

ที่มา Reuters

นทท.สาวออสเตรเลียถูกฉลามกัดเสียชีวิตที่ชายหาดรัฐนิว เซาธ์เวลส์ ผู้ชายที่มาด้วยกันบาดเจ็บสาหัส

นทท.สาวออสเตรเลียถูกฉลามกัดเสียชีวิตที่ชายหาดรัฐนิว เซาธ์เวลส์ ผู้ชายที่มาด้วยกันบาดเจ็บสาหัส

27 พ.ย. 2568 11:38 น.

นทท.สาวออสเตรเลียถูกฉลามกัดเสียชีวิตที่ชายหาดรัฐนิว เซาธ์เวลส์ ผู้ชายที่มาด้วยกันบาดเจ็บสาหัส

เกิดเหตุสลด นักท่องเที่ยวหญิงอายุประมาณ 20 ปีลงเล่นน้ำที่ชายหาดรัฐนิว เซาธ์เวลส์ ถูกฉลามกัดเสียชีวิต ส่วนผู้ชายอีกคนที่มาด้วยกันถูกกัดต้นขาเหวอะ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เว็บไซต์ข่าว BBC รายงานว่า เกิดเหตุฉลามกัดนักท่องเที่ยวเสียชีวิต ที่ชายหาดที่อยู่ห่างไกลของเมืองครอว์ดี้เบย์ ในเขตอุทยานแห่งชาติครอว์ดี้ เบย์ ในรัฐนิว เซาธ์เวลส์ ของออสเตรเลีย ขณะที่มีนักท่องเที่ยวอีกรายถูกฉลามกัดมีแผลเหวอะบริเวณต้นขา ถูกนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

ตำรวจเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 20 ปี ส่วนผู้บาดเจ็บเป็นชายอายุน่าจะไล่เลี่ยกัน จนถึงตอนนี้ทางการยังสั่งปิดพื้นที่ชายหาดแห่งนี้ และชายหาดใกล้เคียง พร้อมส่งโดรนขึ้นบินสำรวจ โดยมีผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจสอบว่าเป็นฉลามสายพันธุ์ใด

พร้อมกันนี้ตำรวจแนะนำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังชายหาดแห่งนี้และใกล้เคียง ตลอดจนให้ฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยชายฝั่ง

ทั้งนี้ นับเป็นเหตุการณ์คนถูกฉลามทำร้าย ครั้งที่ 5 ของออสเตรเลียในปีนี้ ครั้งก่อนหน้านี้คือเมื่อไม่ถึง 3 เดือนก่อน เมื่อนักท่องเที่ยวชายถูกฉลามกัดเสียชีวิตบริเวณชายหาดทางตอนเหนือของเมืองซิดนีย์ ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่ค่อยได้เกิดขึ้นในพื้นที่ชายฝั่งแถบนี้. 

ที่มา BBC

ทรัมป์แนะนายกฯ ทาคาอิจิ “อย่ายั่วยุจีน” ปมไต้หวัน หลังข้อพิพาทการทูตปะทุ

ทรัมป์แนะนายกฯ ทาคาอิจิ "อย่ายั่วยุจีน" ปมไต้หวัน หลังข้อพิพาทการทูตปะทุ

27 พ.ย. 2568 11:21 น.

ทรัมป์แนะนายกฯ ทาคาอิจิ “อย่ายั่วยุจีน” ปมไต้หวัน หลังข้อพิพาทการทูตปะทุ

หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้แนะนำให้นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น หลีกเลี่ยงการยั่วยุจีน ในประเด็นอธิปไตยเหนือไต้หวัน หลังจากเกิดข้อพิพาททางการทูตระหว่างญี่ปุ่นกับจีน จากคำกล่าวของผู้นำญี่ปุ่นที่ว่าอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากไต้หวันถูกโจมตี

วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานวันนี้ (27 พ.ย.) โดยอ้างอิงแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นและเจ้าหน้าที่อเมริกันที่ได้รับทราบข้อมูลการสนทนา ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้แนะนำ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ แห่งญี่ปุ่น ไม่ให้กระตุ้นจีนในประเด็นอธิปไตยของไต้หวัน คำแนะนำดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเกิดความตึงเครียดทางการทูตครั้งใหญ่ระหว่างญี่ปุ่นและจีน

ความขัดแย้งระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีชนวนมาจากคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ที่เคยเสนอว่า ญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากไต้หวันซึ่งเป็นดินแดนที่จีนอ้างสิทธิ์เป็นส่วนหนึ่งของตนเองถูกโจมตี

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (24 พ.ย.) นายสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์ และได้เน้นย้ำประเด็นที่มีความอ่อนไหวอยู่เสมอ โดยกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า นายสีกล่าวว่า การคืนสู่มาตุภูมิของไต้หวันเป็น “ส่วนสำคัญของระเบียบโลกหลังสงคราม”

หลังจากการสนทนาระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ไม่นาน ทรัมป์ก็ได้โทรศัพท์ไปยังทาคาอิจิ และ “แนะนำเธอไม่ให้ยั่วยุจีนในประเด็นอธิปไตยของไต้หวัน

รายงานระบุว่า คำแนะนำจากทรัมป์นั้นเป็นไปอย่าง “นุ่มนวล” และเขาไม่ได้กดดันให้นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเพิกถอนคำพูดของเธอ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นหลายรายระบุว่า “ข้อความดังกล่าวทำให้เกิดความกังวล”

ตามรายงานของ WSJ ระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ “ไม่ต้องการให้ความขัดแย้งเรื่องไต้หวันเป็นอันตรายต่อการผ่อนคลายความตึงเครียดที่บรรลุข้อตกลงกับนายสีเมื่อเดือนที่แล้ว” ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวรวมถึงคำมั่นของจีนที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากสหรัฐฯ มากขึ้น หลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามการค้า

จีนแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อคำกล่าวของทาคาอิจิ โดยได้เรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นเข้าพบ และได้แนะนำพลเมืองของตนไม่ให้เดินทางไปญี่ปุ่น นอกจากนี้ สื่อของรัฐบาลจีนยังรายงานว่า มีการเลื่อนกำหนดการฉายภาพยนตร์ญี่ปุ่นอย่างน้อยสองเรื่องในประเทศจีนอีกด้วย.

ที่มา AFP 

กัมพูชาโต้เดือดสำนักข่าว CNA บิดเบือนกล่าวหากัมพูชาไม่จริงใจในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

กัมพูชาโต้เดือดสำนักข่าว CNA บิดเบือนกล่าวหากัมพูชาไม่จริงใจในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

27 พ.ย. 2568 11:14 น.

กัมพูชาโต้เดือดสำนักข่าว CNA บิดเบือนกล่าวหากัมพูชาไม่จริงใจในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

กัมพูชาตอบโต้เดือด บทวิเคราะห์ของสำนักข่าว CNA ที่ระบุว่ากัมพูชาไม่จริงใจในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ ระบุเนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด และเป็นเพียงมุมมองความเห็นของผู้เขียน

รัฐบาลกัมพูชาออกมาปฏิเสธเนื้อหา ในบทวิเคราะห์ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของสำนักข่าว CNA เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ที่มุ่งวิจารณ์ความพยายามของกัมพูชาในการปราบปรามเครือข่าย ออนไลน์สแกม – คอลเซนเตอร์ – อาชญากรรมข้ามชาติ โดยกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาแถลงว่า บทความดังกล่าวสร้างความเข้าใจผิด และเป็นเพียงมุมมองอารมณ์และความเห็นทางการเมืองของผู้เขียน

บทความที่เป็นประเด็น เขียนโดย เนียร์มัล โฆช นักข่าวอาวุโสของ Straits Times ผู้มีประสบการณ์กว่า 30 ปี โดยระบุว่า แม้กัมพูชาจะมีการบุกทลายหลายครั้ง แต่ภาพที่เห็นอาจหลอกตา และอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ยัง ฝังรากลึกในประเทศ

โฆษกกระทรวงมหาดไทยยังโต้แย้งว่า บทความดังกล่าวไม่สะท้อนความจริงและไม่เคารพความพยายามของเจ้าหน้าที่ทั้งในประเทศและต่างชาติ” พร้อมย้ำว่ากัมพูชาไม่ใช่ประเทศเดียว ที่เผชิญปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาคนี้

โฆษกยังระบุด้วยว่า แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วก็เผชิญปัญหาเดียวกัน และสื่อ CNA เองก็เคยผลิตสารคดีเชิงสืบสวนเกี่ยวกับอีกประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ถูกจัดว่าเป็นศูนย์กลางอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งตอกย้ำว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นหลายแห่งไม่ใช่เพียงกัมพูชา

รัฐบาลกัมพูชายังอ้างว่าได้ดำเนินการตามแผนปราบปราม ศูนย์สแกม – คอลเซนเตอร์ – อาชญากรรมเทคโนโลยี อย่างจริงจังและโปร่งใส โดยเปิดเผยสถิติล่าสุดว่าในปี 2023: จับกุมและเนรเทศชาวต่างชาติ 283 คน, ปี 2024: เพิ่มเป็น 2,982 คน และปีนี้ (2025): จับกุมผู้ต้องหาเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงทางเทคโนโลยีแล้ว 24 คดี

ในจำนวนนี้ 13 คดีมาจากการสืบสวนโดยตรง, 11 คดีร่วมมือกับต่างประเทศ, ผู้ต้องหาต่างชาติที่ถูกคุมตัวปีนี้: 1,859 คน และส่งฟ้องศาลแล้ว 11 คดี รวมผู้ต้องหา 148 ราย รวมถึงหัวหน้าแก๊งและกลุ่มเสี่ยงสูง

รัฐบาลย้ำว่า การปราบปรามยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และให้ความร่วมมือใกล้ชิดกับหลายประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่กำลังเร่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เหมือนกัน โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนกัมพูชาและชาวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาค.

ที่มา : CNA

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กัมพูชา

เกาหลีใต้ยืนยัน พลเมืองอาสาสมัครที่ไปร่วมรบสงครามรัสเซีย-ยูเครน เสียชีวิต 1 นาย

เกาหลีใต้ยืนยัน พลเมืองอาสาสมัครที่ไปร่วมรบสงครามรัสเซีย-ยูเครน เสียชีวิต 1 นาย

27 พ.ย. 2568 10:43 น.

เกาหลีใต้ยืนยัน พลเมืองอาสาสมัครที่ไปร่วมรบสงครามรัสเซีย-ยูเครน เสียชีวิต 1 นาย

เกาหลีใต้ยืนยัน อาสาสมัครชาวเกาหลีใต้ ที่ไปร่วมรบเคียงข้างกองกำลังยูเครนเพื่อต่อสู้การรุกรานของรัสเซีย ได้เสียชีวิตแล้วจากการสู้รบในพื้นที่ดอแนตสค์ ทางตะวันออกของยูเครน

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า นายคิม (ไม่ระบุชื่อ) วัย 50 ปี อาสาสมัครชาวเกาหลีใต้ที่ไปร่วมรบเคียงข้างกองกำลังยูเครนเพื่อต่อสู้การรุกรานของรัสเซีย ได้เสียชีวิตแล้วจากการสู้รบในพื้นที่ดอแนตสค์ ทางตะวันออกของยูเครน

แถลงการณ์ระบุว่า นายคิมเสียชีวิตเมื่อเดือนพฤษภาคม ในพื้นที่ดอแนตสค์ โดยทางการยูเครนได้แจ้งข้อมูลการเสียชีวิตและกำหนดการพิธีศพให้รัฐบาลเกาหลีใต้ทราบล่วงหน้า และได้มีการจัดพิธีศพขึ้นที่กรุงเคียฟ เมื่อวันอังคาร (25 พ.ย.) ที่ผ่านมา โดยมีเจ้าหน้าที่กงสุลจากสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำยูเครนได้เข้าร่วมในพิธี 

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังระบุว่า ได้ให้ความช่วยเหลือด้านการติดต่อกงสุลที่จำเป็นแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตแล้ว

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ สื่อรัสเซียรายงานโดยอ้างหน่วยงานความมั่นคงรัสเซียว่า มีชาวเกาหลีใต้จำนวนหนึ่งเข้าร่วมรบในฐานะทหารอาสา และบางรายถูกสังหาร แต่รัฐบาลเกาหลีใต้ยังไม่เคยยืนยัน โดยระบุว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล.

ที่มา Yonhap

ไฟไหม้รพ.สเปน อพยพโกลาหล ผู้ป่วย–หมอ พยาบาล

ไฟไหม้รพ.สเปน อพยพโกลาหล ผู้ป่วย–หมอ พยาบาล

27 พ.ย. 2568 09:52 น.

ไฟไหม้รพ.สเปน อพยพโกลาหล ผู้ป่วย–หมอ พยาบาล

ระทึก ไฟไหม้โรงพยาบาลในสเปน ไฟลุกลามรวดเร็วเพราะฉนวนติดไฟง่ายที่ติดด้านนอกอาคาร เจ้าหน้าที่เร่งอพยพผู้ป่วยทั้งตึก ควบคุมเพลิงได้ทัน เคราะห์ดีไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต 

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่โรงพยาบาล ซานตา ลูเซีย ในเมือง การ์ตาเฮนา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของสเปน หลังเปลวไฟปะทุจากบริเวณชั้นดาดฟ้าของอาคาร 5 ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็วไปตามผนังอาคาร เนื่องจากกระแสลมแรง และวัสดุปิดผิวอาคารที่ติดไฟง่าย ทำให้เกิดควันดำพวยพุ่งเห็นได้ทั่วเมือง

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระดมกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ และสามารถสกัดเพลิงได้ภายในไม่นาน แต่ก่อนหน้านั้นต้องเร่งอพยพผู้ป่วยและบุคลากรการแพทย์จำนวนมากออกจากพื้นที่เสี่ยง ส่งต่อไปยังโซนปลอดภัยของโรงพยาบาลและศูนย์แพทย์ใกล้เคียง

หน่วยงานท้องถิ่นยืนยันว่า ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ได้เปิดใช้แผนฉุกเฉินเต็มรูปแบบ พร้อมเตรียมตรวจสอบโครงสร้างอาคารที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ความเสียหายส่วนใหญ่เกิดขึ้นบริเวณด้านหน้าและพื้นที่ส่วนกลางของตึก ขณะที่หอผู้ป่วยวิกฤตและหน่วยดูแลสำคัญยังคงเปิดใช้งานได้ตามปกติ ขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญกำลังสอบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้ โดยคาดว่าจุดเริ่มต้นมาจากพื้นที่ระเบียงชั้นบนของอาคาร.

ไฟไหม้เผาสลัมบังกลาเทศวอด 1,500 หลัง – หลายพันชีวิตไร้บ้านชั่วข้ามคืน

ไฟไหม้เผาสลัมบังกลาเทศวอด 1,500 หลัง – หลายพันชีวิตไร้บ้านชั่วข้ามคืน

27 พ.ย. 2568 09:45 น.

ไฟไหม้เผาสลัมบังกลาเทศวอด 1,500 หลัง – หลายพันชีวิตไร้บ้านชั่วข้ามคืน

ไฟไหม้ชุมชนแออัดกลางกรุงธากา เผาผลาญบ้านเรือนกว่า 1,500 หลัง แม้จะไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่ประชาชนหลายพันคนต้อง ไร้บ้านในชั่วข้ามคืน นับเป็นเหตุอัคคีภัยที่หนักหน่วงที่สุดครั้งหนึ่งในปีนี้

เพลิงไหม้เริ่มขึ้นเมื่อค่ำวันอังคารตามเวลาในท้องถิ่น ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็วในพื้นที่ชุมชนแออัดที่มีบ้านเรือนปลูกชิดกันเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องใช้เวลานานกว่า 16 ชั่วโมง กว่าจะสามารถควบคุมเพลิงได้ ขณะที่ควันดำขนาดมหึมาพวยพุ่งขึ้นปกคลุมกรุงธากาตลอดคืน

พันโท โมฮัมหมัด ทาจูล อิสลาม เชาฮ์ดูรี ผู้อำนวยการดับเพลิง เปิดเผยว่า บ้านมากกว่า 1,500 หลัง ถูกไฟไหม้หรือได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทำให้ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพออกมา มีเพียงเสื้อผ้าติดตัว

ชุมชนคอเรลเป็นสลัมขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงธากา มีพื้นที่กว่า 160 เอเคอร์ หรือประมาณ 406 ไร่ มีผู้อยู่อาศัยกว่า 60,000 ครอบครัว หลายคนเป็นผู้ลี้ภัยสภาพภูมิอากาศ ที่ย้ายหนีภัยน้ำท่วมและความยากจนจากชนบท แต่กลับต้องเผชิญโศกนาฏกรรมครั้งใหม่ในเมืองหลวง

พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้ย่านหรูของธากา ทำให้เห็นภาพความเหลื่อมล้ำเด่นชัดยิ่งขึ้น เมื่อเปลวไฟลุกท่วมชุมชนราคาต่ำที่ล้อมรอบไปด้วยอาคารสูงสุดทันสมัย

ช่วงเช้าวันพุธ ผู้ประสบภัยจำนวนมากต่างกลับมาค้นหาของมีค่าที่อาจเหลือรอดอยู่ใต้เศษซากไฟไหม้ ขณะที่เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า การเข้าถึงพื้นที่ล่าช้าเนื่องจากตรอกซอกซอยแคบ ทำให้การควบคุมเพลิงเป็นไปอย่างยากลำบาก

กรุงธากาซึ่งมีประชากรกว่า 10.2 ล้านคน เต็มไปด้วยชุมชนแออัดที่ผู้คนอพยพจากชนบทเข้ามาหางาน แต่ต้องเผชิญทั้งความยากจน ความแออัด รวมถึงต้องเสี่ยงภัยไฟไหม้ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งครั้งนี้คือหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไฟไหม้