นักบินอวกาศจีนกลับถึงโลกแล้ว หลังขยะอวกาศทำล่าช้ากว่าสัปดาห์

นักบินอวกาศจีนกลับถึงโลกแล้ว หลังขยะอวกาศทำล่าช้ากว่าสัปดาห์

15 พ.ย. 2568 05:25 น.

นักบินอวกาศจีนกลับถึงโลกแล้ว หลังขยะอวกาศทำล่าช้ากว่าสัปดาห์

(นักบินอวกาศ เฉิน ตง, เฉิน จงรุ่ย และ หวัง เจี๋ย)

นักบินอวกาศชาวจีน 3 คนซึ่งขึ้นไปบนสถานีอวกาศเทียนกงเมื่อ 6 เดือนก่อน เดินทางกลับถึงโลกแล้ว ล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมเกิน 1 สัปดาห์ เพราะขยะอวกาศเป็นต้นเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักบินอวกาศชาวจีน 3 คน เดินทางกลับจากสถานีอวกาศ “เทียนกง” ถึงโลกแล้ว ในวันศุกร์ที่ 14 พ.ย. 2568 หลังจากแผนการเดินทางกลับล่าช้าไปกว่าหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากแคปซูลสำหรับเดินทางกลับที่พวกเขาตั้งใจจะใช้นั้นได้รับความเสียหาย ซึ่งน่าจะเกิดจากการถูกขยะอวกาศพุ่งชน

สำนักงานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมแห่งประเทศจีน (CMSA) เปิดเผยว่า ทีมงานได้ทิ้งยานอวกาศ “เสินโจว-20” ไว้ในวงโคจร และใช้ยาน “เสินโจว-21” ที่เพิ่งมาถึงไม่นานพร้อมกับทีมนักบินอวกาศชุดใหม่ 3 คน มาประจำการที่สถานีเทียนกง ในการเดินทางกลับแทน

CMSA ระบุในวันศุกร์ว่า แผนการเดินทางกลับเดิมถูกยกเลิกเนื่องจากมีรอยร้าวขนาดเล็กที่หน้าต่างของแคปซูล “เสินโจว-20” ซึ่งน่าจะเกิดจากการปะทะกับเศษขยะอวกาศ

นักบินอวกาศทั้ง 3 คนมีกำหนดประจำการบนสถานีอวกาศ 6 เดือน และเดิมจะเดินทางกลับในวันที่ 5 พ.ย. หรือ 4 วันหลังจากลูกเรือชุดใหม่มาถึง แต่การพบรอยร้าวทำให้การเดินทางของพวกเขาต้องเลื่อนออกไป 9 วัน ทำให้พวกเขาต้องอยู่ในอวกาศนาน 204 วัน กลายเป็นสถิตินักบินที่อยู่บนสถานีอวกาศเทียนกงนานที่สุด

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า การเปลี่ยนแปลงกำหนดการเดินทางครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อภารกิจในอนาคตหรือไม่ โดย CMSA ระบุว่า ยาน “เสินโจว-22” จะถูกปล่อยขึ้นสู่ห้วงอวกาศ แต่ไม่ได้ระบุว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด

นาย เฉิน ตง ผู้บัญชาการภารกิจ กล่าวว่า เขารู้สึกโล่งใจหลังจากการเดินทางกลับ โดยเรียกการเดินทางในอวกาศครั้งล่าสุดของเขาว่าเป็นทั้งโอกาสในการฝึกฝนและการทดสอบจริง

“เส้นทางการสำรวจอวกาศโดยมนุษย์นั้นไม่ได้ราบรื่น” นายเฉินกล่าวหลังจากออกมาจากแคปซูล “มันเต็มไปด้วยความยากลำบากและความท้าทาย แต่นั่นคือเหตุผลที่เราเลือกที่จะเดินบนเส้นทางนี้”

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน เศษขยะอวกาศจำนวนหลายล้านชิ้นกำลังโคจรรอบโลกด้วยความเร็วกว่ากระสุนปืน โดยเศษส่วนใหญ่มีขนาดเล็กมาก เกิดจากการปล่อยจรวดและการชนกันของเศษซาก ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงต่อทั้ง ดาวเทียม, สถานีอวกาศ และนักบินอวกาศที่ออกไปปฏิบัติงานนอกสถานี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

สหรัฐฯ ปิดดีลสวิส หั่นภาษีจาก 39% เหลือ 15% แลกลงทุน 2 แสนล้านดอลลาร์

สหรัฐฯ ปิดดีลสวิส หั่นภาษีจาก 39% เหลือ 15% แลกลงทุน 2 แสนล้านดอลลาร์

15 พ.ย. 2568 03:55 น.

สหรัฐฯ ปิดดีลสวิส หั่นภาษีจาก 39% เหลือ 15% แลกลงทุน 2 แสนล้านดอลลาร์

สหรัฐฯ กับสวิตเซอร์แลนด์บรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างกันแล้ว โดยสหรัฐฯ จะลดอัตราภาษีสินค้านำเข้าจาก 39% เหลือ 15% ขณะที่สวิสจะลงทุนในสหรัฐฯ 2 แสนล้านดอลลาร์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 14 พ.ย. 2568 ว่า สหรัฐฯ กับสวิตเซอร์แลนด์บรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างกันแล้ว โดยสหรัฐฯ จะลดอัตราภาษีศุลกากรที่พวกเขาเรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ลงจาก 39% เหลือ 15% ในขณะที่แดนนาฬิกาสัญญาจะลงทุนในสหรัฐฯ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

“นี่เป็นความโล่งใจอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจของเรา” นายกาย ปาร์เมลิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์กล่าว พร้อมระบุด้วยว่า เศรษฐกิจของประเทศได้รับความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่มีการเก็บภาษีเพิ่มเติมเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

นายปาร์เมลินกล่าวอีกว่า การเคลื่อนไหวของเหล่าผู้นำธุรกิจชาวสวิส ที่เข้าพบนายทรัมป์ที่ทำเนียบขาวเมื่อสัปดาห์ก่อน ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็น “ปัจจัยชี้ขาด” ในการบรรลุข้อตกลงนี้

อนึ่ง เมื่อสัปดาห์ก่อน บรรดาผู้บริหารระดับสูงของอุตสาหกรรมต่างๆ ได้เข้าเยี่ยมชมห้องทำงานรูปไข่ พร้อมนำของขวัญอย่าง นาฬิกาโรเล็กซ์ทองคำ และทองคำแท่งสลักพิเศษจากบริษัทผลิตทองคำ MKS ซึ่งมีฐานอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ไปให้นายทรัมป์ด้วย

ทั้งนี้ การเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับสวิตเซอร์แลนด์ติดขัดมาตลอด โดยเมื่อหลายเดือนก่อน ประธานาธิบดี คารีน เคลเลอร์-ซุทเทอร์ แห่งสวิตเซอร์แลนด์ พยายามเปลี่ยนใจนายทรัมป์เรื่องภาษีแต่ไม่เป็นผล โดยนายทรัมป์กล่าวว่า เธอเป็นผู้หญิงที่ดี แต่เธอไม่ต้องการฟัง

แต่หลังจากการพบปะกับผู้นำธุรกิจชาวสวิสเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ทรัมป์ได้เปิดเผยในสัปดาห์นี้ว่ากำลังมีการดำเนินการเรื่องข้อตกลงอยู่

นายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ยืนยันว่า มีการบรรลุข้อตกลงเกิดขึ้นแล้ว และว่า “ความสามารถในการทำข้อตกลงที่ไม่มีใครเทียบของประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมอบผลประโยชน์ให้กับชาวอเมริกันต่อไป”

ด้านนาง เอเลเน บุดลิเกอร์ อาร์เตียดา หัวหน้าผู้เจรจาการค้าของสวิตเซอร์แลนด์กล่าวว่า ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อบรรลุข้อตกลงนี้ โดยที่นายปาร์เมลินกล่าวว่า ข้อตกลงนี้จะทำให้สวิตเซอร์แลนด์มีอัตราภาษีอยู่ที่ 15% เช่นเดียวกับชาติสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ

นายปาร์เมลินบอกอีกว่า ภายใต้ข้อตกลงนี้ สวิตเซอร์แลนด์จะลงทุนทางเศรษฐกิจมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าสู่สหรัฐฯ โดยตรงภายในปี 2571 โดยที่ 1 ใน 3 ของเงินจำนวนดังกล่าว จะลงทุนเข้าสู่สหรัฐฯ ในปี 2569 สวิตเซอร์แลนด์ยังตกลงยกเลิกภาษีสำหรับโควตาเนื้อนำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงเนื้อวัว, เนื้อไบซัน และเนื้อสัตว์ปีก

นายเกรียร์กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ได้ทำลายอุปสรรคทางการค้าที่มีมายาวนาน และการลงทุนของสวิตเซอร์แลนด์จะนำมาซึ่งตำแหน่งงานใหม่หลายพันตำแหน่ง

สำหรับอุตสาหกรรมสวิส ข้อตกลงนี้ถือว่ามาได้ทันเวลาอย่างยิ่ง เพราะสถิติล่าสุดชี้ว่า สวิตเซอร์แลนด์ส่งออกสินค้าเทคโนโลยีไปยังสหรัฐฯ ลดลง 14.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สามของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการลดลงอย่างมากนับตั้งแต่มีการปรับขึ้นภาษีในเดือนสิงหาคม

บทบาทของนักอุตสาหกรรมชาวสวิสดูเหมือนจะเป็นกุญแจสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางรายที่ค้าขายสินค้าแบรนด์หรู, ทองคำ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งมีสายสัมพันธ์อยู่ในแวดวงของทรัมป์อยู่แล้ว

ในปัจจุบัน ถือเป็นเรื่องปกติที่ผู้มาเยี่ยมเยียนห้องทำงานรูปไข่จะนำของขวัญติดมือมาด้วย โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้รับของขวัญหลายพันชิ้นในแต่ละปี และของเหล่านั้นจะกลายเป็นทรัพย์สินของสหรัฐฯ โดยถูกนำไปเก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติและยื่นเรื่องประจำปีโดยกระทรวงการต่างประเทศ

ในท้ายที่สุด ของขวัญเหล่านี้จะถูกโอนไปยังห้องสมุดประธานาธิบดี โดยที่ประธานาธิบดีสามารถเก็บของขวัญบางชิ้นเอาไว้ได้ แต่ต้องชำระภาษีของรัฐบาลกลาง หากของเหล่านั้นไม่ได้มาจากญาติสนิท

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลดตุรกี ครอบครัวซื้อสตรีทฟู้ดทาน สุดท้าย แม่-ลูก 2 คนดับ พ่อสาหัส

สลดตุรกี ครอบครัวซื้อสตรีทฟู้ดทาน สุดท้าย แม่-ลูก 2 คนดับ พ่อสาหัส

15 พ.ย. 2568 02:43 น.

สลดตุรกี ครอบครัวซื้อสตรีทฟู้ดทาน สุดท้าย แม่-ลูก 2 คนดับ พ่อสาหัส

แม่ชาวตุรกีกับลูก 2 คนล้มป่วยหนักก่อนจะเสียชีวิต ขณะที่ผู้เป็นพ่อมีอาการสาหัส หลังจากพวกเขาทานอาหารสตรีทฟู้ดยอดนิยมในนครอิสตันบูล

เจ้าหน้าที่กับสื่อของตุรกีรายงานในวันศุกร์ที่ 14 พ.ย. 2568 ว่า หญิงท้องถิ่นกับลูก 2 คนของเธอเสียชีวิต ขณะที่ผู้เป็นพ่อกำลังต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดอยู่ที่โรงพยาบาล หลังจากที่พวกเขาทานอาหารสตรีทฟู้ดที่ซื้อมาจากแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งในนครอิสตันบูล

ข่าวระบุว่า ครอบครัวนี้ซึ่งเป็นชาวตุรกีที่อาศัยอยู่ในประเทศเยอรมนีและเดินทางมาอิสตันบูลเพื่อพักผ่อนในช่วงวันหยุด ล้มป่วยเมื่อวันพุธ (12 พ.ย.) หลังจากทานอาหารสตรีทฟู้ดยอดนิยมหลายชนิดที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในย่านริมน้ำออร์ตาคอย (Ortakoy) ซึ่งอยู่บริเวณเชิงสะพานข้ามช่องแคบบอสฟอรัส

นายอัลดุลเลาะห์ เอมเร กูแนร์ หัวหน้าสำนักงานสาธารณสุขภูมิภาคอิสตันบูล โพสต์ข้อความผ่าน X ระบุว่า ครอบครัวซึ่งพักอยู่ในย่านฟาติห์ (Fatih) ล้มป่วยลงในเวลาไม่นานหลังจากทานอาหารดังกล่าว และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน แต่เด็ก 2 คน อายุ 6 ขวบและ 3 ขวบ เสียชีวิต

ส่วนพ่อและแม่ของเด็กเข้ารับการรักษาตัวในหอผู้ป่วยหนัก อย่างไรก็ตาม นายยิลมาซ ทุนช์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม โพสต์บน X เมื่อวันศุกร์ว่า ผู้เป็นแม่เสียชีวิตแล้ว โดยมีการเก็บตัวอย่างจากสถานที่ที่ครอบครัวนี้ไปทานอาหาร และผู้ที่เกี่ยวข้อง 4 คน ถูกควบคุมตัวแล้ว

รายงานข่าวบางกระแสระบุว่า ครอบครัวนี้ได้รับประทานหอยแมลงภู่กับข้าว ซึ่งเป็นของว่างยอดนิยมที่มักจะขายโดยพ่อค้าแม่ค้าริมถนน รวมถึง “คุมเพียร์” (kumpir) หรือมันฝรั่งอบยัดไส้ด้วย

ส่วนอาหารอื่นๆ ที่มีรายงานว่าครอบครัวนี้ทานได้แก่ โคโคเรช (kokorec) ซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมที่ทำจากไส้แกะย่าง และ “เตอร์กิช ดีไลท์” (Turkish Delight) หรือ “โลคุม” (Lokum) ขนมหวานที่ทำจากแป้งและน้ำตาล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไม่รอด หนุ่มเข้าประชิด “อารีอานา กรานเด” ถูกตั้งข้อหา มีสิทธิ์นอนคุก

ไม่รอด หนุ่มเข้าประชิด “อารีอานา กรานเด” ถูกตั้งข้อหา มีสิทธิ์นอนคุก

15 พ.ย. 2568 01:31 น.

ไม่รอด หนุ่มเข้าประชิด “อารีอานา กรานเด” ถูกตั้งข้อหา มีสิทธิ์นอนคุก

ชายหนุ่มผู้ก่อเหตุปีนข้ามรั้วบุกเข้าประชิดตัว อารีอานา กรานเด นักร้องสาวคนดัง ถูกเจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาแล้ว และอาจต้องรับโทษจำคุก หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชายหนุ่มผู้ก่อเหตุกระโดดข้ามรั้วกั้น และพุ่งเข้าประชิดตัว อารีอานา กรานเด นักร้องและนักแสดงสาวจากภาพยนตร์เรื่อง Wicked ระหว่างการฉายรอบปฐมทัศน์ที่สิงคโปร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ขึ้นศาลในวันศุกร์ (14 พ.ย. 2568) เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา “ก่อความเดือดร้อนรำคาญต่อสาธารณะ”

ชายคนดังกล่าวมีชื่อว่า จอห์นสัน เหวิน เป็นชาวออสเตรเลียอายุ 26 ปี ปรากฏตัวในศาลผ่านวิดีโอลิงก์จากห้องขังในวันศุกร์ โดยนายเหวินในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวไม่มีทนายความและแจ้งต่อศาลว่า เขาจะให้การรับสารภาพ

เดิมทีเขาถูกตั้งข้อหาก่อความเดือดร้อนรำคาญต่อสาธารณะภายใต้มาตรา 290(a) ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษปรับสูงสุด 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 50,000 บาท) แต่หลังจากศาลพักการพิจารณาคดี อัยการได้แก้ไขข้อหาเป็นมาตรา 290(b) ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 3 เดือน หรือปรับสูงสุด 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ

เอกสารคำฟ้องระบุว่า นายเหวินก่อความวุ่นวายในช่วงเวลาประมาณ 19.00 น. ถึง 19.11 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 13 พ.ย. ระหว่างงานฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์เรื่อง Wicked: For Good ที่ Resorts World Sentosa

เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกภาพเอาไว้ได้ และวิดีโอถูกนำไปเผยแพร่อย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ และกลายเป็นข่าวทั่วโลก

วิดีโอดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นายเหวินกระโดดข้ามรั้วกั้นก่อนที่จะวิ่งเข้าไปหา อารีอานา กรานเด จากนั้นเขาได้โอบแขนรอบตัวเธอ พร้อมกับกระโดดขึ้นลง ในขณะที่ ซินเธีย เอริโว รีบเข้ามาแยกเขาออกจากอารีอานา ก่อนที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะเข้ามาล็อกตัวนายเหวิน แล้วพาตัวเขาออกจากสถานที่จัดงาน

ทั้งนี้ นายเหวินเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ซึ่งใช้ชื่อออนไลน์ว่า Pyjama Man โดยเขาเคยถ่ายคลิปขณะที่ตนเองพุ่งเข้าหาดาราคนดังคนอื่นๆ มาแล้วหลายคน เช่น เคที แพร์รี และ เดอะ วีกเอนด์ (The Weeknd) นักร้อง นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์เพลงชาวแคนาดา

เมื่อวันศุกร์ นายเหวินได้รับอนุญาตให้ประกันตัวด้วยวงเงิน 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ แต่เขาแจ้งต่อศาลว่าเขาไม่สามารถหาผู้ประกันตัวที่เป็นชาวสิงคโปร์ได้ เมื่อผู้พิพากษาศาลแขวง เจเน็ต หวัง ถามว่า เขามีสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนที่สิงคโปร์หรือไม่ นายเหวินตอบว่า พวกเขาอยู่ที่ออสเตรเลีย และเขาไม่รู้จักใครในสิงคโปร์เลย

จากนั้น ผู้พิพากษาเสนอให้นายเหวินประกันตัวโดยมีหลักประกันแทน (Personal Bond) โดยเงื่อนไขส่วนหนึ่งคือ นายเหวินจะต้องมอบเอกสารการเดินทางของเขา และพร้อมสำหรับการสอบสวนหรือมาศาลเมื่อถูกเรียกตัว

ผู้พิพากษาหวังสอบถามอัยการด้วยว่า สามารถดำเนินการรับคำให้การในบ่ายวันศุกร์ได้เลยหรือไม่ แต่อัยการขอเวลาเพิ่มและร้องขอให้มีการไต่สวนในช่วงต้นสัปดาห์หน้า ซึ่งศาลกำหนดให้มีการไต่สวนอีกครั้งในวันที่ 17 พ.ย.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อันวาร์คุย โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำไทย-กัมพูชา พร้อมเจรจาแก้ปัญหาชายแดน

อันวาร์คุย โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำไทย-กัมพูชา พร้อมเจรจาแก้ปัญหาชายแดน

14 พ.ย. 2568 23:34 น.

อันวาร์คุย โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำไทย-กัมพูชา พร้อมเจรจาแก้ปัญหาชายแดน

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียต่อสายคุย โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยัน ไทยกับกัมพูชายังคงพร้อมที่จะใช้การเจรจาและความพยายามทางการทูตเพื่อแก้ปัญหาชายแดนต่อไป

เมื่อคืนวันที่ 14 พ.ย. 2568 นายอันวาร์ อิบราฮัม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานหมุนเวียนของอาเซียน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยเปิดเผยว่า เขาเพิ่งพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเขายืนยันกับนายทรัมป์ว่า ไทยและกัมพูชาพร้อมที่จะใช้การเจรจาและความพยายามทางการทูตเพื่อแก้ปัญหาชายแดนต่อไป

ข้อความของนายอันวาร์ระบุว่า “เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ผมได้มีการพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อหารือเรื่องพัฒนาการล่าสุดบริเวณพรมแดนกัมพูชา-ไทย”

“ผมได้แสดงออกถึงความพร้อมของทั้งกัมพูชาและไทยที่จะยังคงเลือกใช้ช่องทางการเจรจาและความพยายามทางการทูต เป็นเส้นทางสู่การแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ”

“ผมยืนยันว่า ทั้งสองประเทศได้ถอนกำลังทหารออกจากพรมแดนแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ได้ตกลงกันไว้ภายใต้กรอบปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์”

“ด้วยเหตุนี้ ผมจึงยินดีกับบทบาทที่กระตือรือร้นของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งได้ติดต่อกับนายกรัฐมนตรีของทั้งกัมพูชาและไทยด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าความแตกต่างใด ๆ จะได้รับการจัดการอย่างเป็นระเบียบ เพื่อรับประกันเสถียรภาพและความปรองดองในภูมิภาค”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

อันวาร์ต่อสายคุย ฮุน มาเนต ชมกัมพูชายังคงเลือกเส้นทางสันติภาพ

อันวาร์ต่อสายคุย ฮุน มาเนต ชมกัมพูชายังคงเลือกเส้นทางสันติภาพ

14 พ.ย. 2568 22:11 น.

อันวาร์ต่อสายคุย ฮุน มาเนต ชมกัมพูชายังคงเลือกเส้นทางสันติภาพ

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียต่อสายคุย ฮุน มาเนต เพื่อติดตามสถานการณ์ชายแดน พร้อมชื่นชมกัมพูชาที่ยังคงเลือกสันติวิธีในการแก้ปัญหา

เมื่อวันศุกร์ที่ 14 พ.ย. 2568 นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานเวียนของอาเซียน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า เขาได้หารือกับสมเด็จ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาผ่านทางโทรศัพท์ เพื่อติดตามสถานการณ์ชายแดน และชื่นชมกัมพูชาที่ยังคงเลือกสันติวิธีในการแก้ปัญหา

“เมื่อบ่ายวันนี้ ผมได้ติดต่อกับ สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อประเมินพัฒนาการล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดนระหว่างกัมพูชากับไทย ในการพูดคุยนี้ ผมขอแสดงความชื่นชมอย่างจริงใจต่อแนวทางอย่างมีวุฒิภาวะที่ฝ่ายกัมพูชาได้เลือกใช้ โดยยังคงเลือกหนทางแห่งสันติภาพและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาและการสนทนาอย่างเปิดเผย”

“มาเลเซียสนับสนุนจุดยืนของกัมพูชาอย่างเต็มที่ ในการใช้ช่องทางที่ได้ตกลงร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้ และในการยึดมั่นในเจตนารมณ์ของปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2568 เพื่อเป็นรากฐานในการยุติข้อพิพาทที่ยืดเยื้อ หลักการนี้มีความสำคัญเพื่อให้มั่นใจว่าความแตกต่างใด ๆ จะได้รับการจัดการอย่างสงบ, เป็นระบบ และอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจร่วมกันในระดับภูมิภาค”

“ในฐานะประเทศที่อุทิศตนอย่างหนักแน่นเพื่อสันติภาพในภูมิภาค มาเลเซียจะยังคงสานต่อบทบาทในการเป็นผู้ประสานงานที่ยุติธรรมและมีความรับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการช่วยเหลือประเทศเพื่อนทั้งสองให้บรรลุการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน และเป็นส่วนในการเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาคนี้”

ขณะเดียวกัน ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็โพสต์ข้อความเรื่องที่เขาได้สนทนาทางโทรศัพท์กับผู้นำมาเลเซียเช่นเดียวกัน โดยระบุว่า

“บ่ายวันนี้ ผมได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับ ฯพณฯ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เราได้หารือกันเรื่องการเดินหน้าแสวงหาทางออกอย่างสันติสำหรับความขัดแย้งบริเวณพรมแดนกัมพูชา-ไทยต่อไป ผมได้แสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อ ฯพณฯ อันวาร์ ที่ยังคงมีบทบาทสำคัญและกระตือรือร้นในการอำนวยความสะดวกและแสวงหาทางออกอย่างสันติระหว่างกัมพูชาและไทย”

“กัมพูชายังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี โดยใช้กลไกที่มีอยู่และหลักการที่ตกลงกันไว้—โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามเจตนารมณ์ของปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568—เพื่อยุติความขัดแย้งและสร้างสันติภาพระหว่างทั้งสองประเทศ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

รัฐกรณาฏกะของอินเดีย ให้สิทธิ์ลา “ช่วงมีประจำเดือน” แต่ยังได้รับค่าจ้างแก่สตรีทำงานประจำทุกคน

รัฐกรณาฏกะของอินเดีย ให้สิทธิ์ลา "ช่วงมีประจำเดือน" แต่ยังได้รับค่าจ้างแก่สตรีทำงานประจำทุกคน

14 พ.ย. 2568 16:31 น.

รัฐกรณาฏกะของอินเดีย ให้สิทธิ์ลา “ช่วงมีประจำเดือน” แต่ยังได้รับค่าจ้างแก่สตรีทำงานประจำทุกคน

รัฐกรณาฏกะ ทางตอนใต้ของอินเดีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทไอทีขนาดใหญ่ระดับโลกหลายแห่ง ได้กลายเป็นรัฐแรกในประเทศที่เสนอให้ สตรีวัยทำงานทุกคนในตำแหน่งงานที่เป็นทางการ สามารถลาหยุดช่วงมีประจำเดือนโดยยังได้รับค่าจ้างได้

ภายใต้นโยบายใหม่นี้ สตรีอายุระหว่าง 18 ถึง 52 ปี ที่ทำงานในบริษัทรัฐบาลและบริษัทเอกชน สามารถลาหยุดช่วงมีประจำเดือนได้เดือนละ 1 วัน โดยไม่สามารถสะสมวันลาได้ และที่สำคัญคือไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ เพื่อขอใช้สิทธิ์วันลาดังกล่าว

นโยบายนี้ครอบคลุมสตรีในภาคส่วนที่เป็นทางการราว 350,000 ถึง 400,000 คน แม้ว่าจะยังไม่รวมกลุ่มแรงงานขนาดใหญ่กว่า ซึ่งคาดว่ามีจำนวนถึง 6 ล้านคน ที่ทำงานเป็นคนงานในบ้าน แรงงานรายวัน และแรงงานอิสระ ในภาคส่วนที่ไม่เป็นทางการ

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า นโยบายควรขยายไปยังภาคส่วนที่ไม่เป็นทางการด้วย แต่ถึงกระนั้น นโยบายการลาประจำเดือนของรัฐกรณาฏกะก็ยังถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นนโยบายแรกที่ครอบคลุมไปถึงภาคเอกชน โดยใช้กับลูกจ้างโดยไม่คำนึงถึงประเภทงานหรือสัญญาจ้าง

แนวคิดเรื่องการลาประจำเดือนไม่ใช่เรื่องใหม่ ประเทศต่าง ๆ เช่น สเปน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย ได้เสนอนโยบายนี้แล้ว นอกจากนี้ บางรัฐของอินเดียก็มีวันลาขณะมีประจำเดือนที่จำกัดอยู่แล้ว โดยรัฐพิหารและรัฐโอริสสาให้วันลา 2 วันต่อเดือนสำหรับพนักงานของรัฐบาล ขณะที่รัฐเกรละมอบสิทธิ์นี้ให้แก่พนักงานมหาวิทยาลัยและสถาบันฝึกอบรมอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ในอินเดีย ความเคลื่อนไหวในการให้วันหยุดพิเศษแก่สตรีกำลังจุดชนวนให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดอคติทางเพศและความกังวลด้านความเท่าเทียมกัน ในขณะที่คนอื่น ๆ โต้แย้งว่านี่คือสิทธิ์ที่จำเป็น ซึ่งช่วยให้สตรีไม่ต้องสูญเสียรายได้ หรือต้องทำงานภายใต้ความเจ็บปวดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงมีประจำเดือน

นาย สันโตษ ลาด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของรัฐกรณาฏกะ กล่าวว่า “นี่เป็นหนึ่งในนโยบายที่ก้าวหน้าที่สุดสำหรับสตรีที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ” เจ้าหน้าที่จาก Nasscom หรีอสมาคมการค้าของอุตสาหกรรมไอที ระบุว่า บริษัทหลายแห่งในกรณาฏกะได้ให้สิทธิ์ลาขณะมีประจำเดือนอยู่แล้ว ดังนั้นการดำเนินการตามคำสั่งของรัฐบาลจึงไม่น่าจะเป็นปัญหา

ประติภา อาร์. ประธานสหภาพแรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าและสิ่งทอในท้องถิ่น แสดงความยินดีกับการตัดสินใจนี้ โดยชี้ว่าคนงานหญิงในโรงงานตัดเย็บส่วนใหญ่ได้รับวันลาต่อปีเพียง 11 วันเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สตรีบางคนรู้สึกว่านโยบายนี้ยากต่อการนำไปปฏิบัติ เนื่องจากประจำเดือนยังคงเป็นเรื่องต้องห้ามในหลายพื้นที่ของอินเดีย โดยสตรีมักถูกห้ามไม่ให้เข้าวัด หรือถูกแยกให้อยู่คนเดียวที่บ้านในฐานะ “ผู้ไม่สะอาด” ในช่วงมีประจำเดือน

อานุนิตา กุนดู ผู้จัดการบริษัทซอฟต์แวร์ ให้ความเห็นว่า “เราจะไปขอวันลาขณะมีประจำเดือนได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่แม้แต่จะพูดถึงมัน สังคมของเรายังไม่ถึงระดับนั้น” อรุณา ปาปิเรดดี พนักงานไอทีอีกคนกล่าวว่า “ถ้าถามฉัน ไม่จำเป็นต้องมีวันลา ผู้หญิงก็ประสบความสำเร็จในตำแหน่งสูง ๆ ได้ โดยไม่ต้องเอ่ยถึงคำว่า ‘ม.’ (ประจำเดือน) ด้วยซ้ำ”

ปุชเพนทรา นักสังคมศาสตร์ กล่าวว่าความท้าทายที่แท้จริงคือการต่อสู้กับการตีตราที่ฝังลึกเกี่ยวกับประจำเดือน “หากผู้หญิงขอลาสองวันในรัฐพิหาร ก็จะเข้าใจกันว่าเกิดจากการมีประจำเดือน มันเอื้ออำนวยความสะดวกให้ผู้หญิง แต่มันไม่ได้ให้อำนาจแก่พวกเธอ”

เขาระบุว่า ในหลายพื้นที่ของอินเดีย รวมถึงรัฐพิหาร ซึ่งให้วันลาขณะมีประจำเดือนมานานหลายทศวรรษ ร้านค้ายังคงห่อผ้าอนามัยในกระดาษหนังสือพิมพ์เก่า ๆ แต่สตรีบางคนในรัฐกรณาฏกะกล่าวว่า นโยบายการลาขณะมีประจำเดือนของรัฐบาลอาจทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยเกี่ยวกับประจำเดือนมากขึ้น

ศรียา ศรี ครูในเมืองเบงคาลูรู กล่าวว่า “การเรียกมันว่าวันลาขณะมีประจำเดือนจะช่วยต่อสู้กับการตีตราได้” สัปนา เอส. คณบดีร่วมที่ Christ University และหัวหน้าคณะกรรมการวันลาประจำเดือนของรัฐกรณาฏกะ เรียกร้องให้สตรีใช้ประโยชน์จากนโยบายนี้ “สิ่งที่จำเป็นคือการโจมตีการปรับสภาพทางสังคมที่มีอยู่ ผู้หญิงไม่ควรขอโทษหรืออายที่จะขอวันลาขณะมีประจำเดือน”.

ที่มา BBC

“บิ๊กกุ้ง” เห็นด้วย ยกเลิกปฏิญญาสันติภาพตอบโต้กัมพูชา แนะจับตาพื้นที่ “ปราสาทตาควาย”

"บิ๊กกุ้ง" เห็นด้วย ยกเลิกปฏิญญาสันติภาพตอบโต้กัมพูชา แนะจับตาพื้นที่ "ปราสาทตาควาย"

14 พ.ย. 2568 15:58 น.

“บิ๊กกุ้ง” เห็นด้วย ยกเลิกปฏิญญาสันติภาพตอบโต้กัมพูชา แนะจับตาพื้นที่ “ปราสาทตาควาย”

“บิ๊กกุ้ง” เห็นด้วยยกเลิกปฏิญญาสันติภาพ – ระงับปล่อยตัว 18 เชลยศึกตอบโต้กัมพูชา ชี้เป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม เชื่อกัมพูชาสร้างสถานการณ์ที่สระแก้ว หวังกลบข่าวทหารไทยเหยียบกับระเบิด แนะจับตาบริเวณ “ปราสาทตาควาย” เป็นพิเศษ ซึ่งอาจถูกเบี่ยงประเด็นจากพื้นที่ จ.สระแก้ว

วันที่ 14 พ.ย. 68 เวลา 13.00 น. พลโทบุญสิน พาดกลาง หรือ แม่ทัพกุ้ง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก เดินทางมายังวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) หลังได้รับเชิญเป็นวิทยากรพิเศษ บรรยายเรื่อง “การบัญชาการและการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติ กรณีศึกษาการป้องกันชายแดน กองทัพภาคที่ 2” ให้กับนายพลที่ได้รับตำแหน่งใหม่ 391 นาย

ก่อนเข้าบรรยาย พลโทบุญสิน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิดในพื้นที่ช่องตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ และสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยระบุว่า ขณะนี้เกษียณแล้วและไม่อาจให้ความเห็นเชิงลึกได้ แต่ยืนยันว่า ควรยึดคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรีเป็นหลัก

ในส่วนของเชลยศึกกัมพูชาจำนวน 18 คน แม่ทัพกุ้งกล่าวว่า ทหารปฏิบัติตามกฎระเบียบของกองทัพอย่างเคร่งครัด และการระงับปล่อยตัว ถือเป็นสัญญาณตอบโต้ที่ชัดเจน พร้อมย้ำว่ากองทัพมีความพร้อมในด้านอื่น ๆ ที่ไม่สามารถเปิดเผยได้

สำหรับการยกเลิกปฏิญญาสันติภาพ พลโทบุญสิน เห็นว่าเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม เพราะกัมพูชาละเมิดข้อตกลง และยังมีการวางกับระเบิดตามแนวชายแดนจนทำให้กำลังพลของไทยได้รับบาดเจ็บและสูญเสียขา จึงจำเป็นต้องแสดงออกถึงความไม่พอใจ ทั้งในเชิงเอกสารและมาตรการอื่น ๆ 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากกัมพูชายิงข้ามแดนมาทางฝั่งไทย ไทยมีสิทธิ์ตอบโต้ที่ฐานกัมพูชาหรือไม่ พลโทบุญสินระบุว่า แนวทางตอบโต้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแม่ทัพภาค และผู้บัญชาการทหารบก โดยจะพิจารณาจากการตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชา หรือเหตุการณ์วางระเบิดในพื้นที่ก่อนตัดสินใจ 

ด้านท่าทีรัฐบาล พลโทบุญสิน มองว่า นายกรัฐมนตรีเองก็ไม่พอใจต่อเหตุวางกับระเบิดของกัมพูชา และต้องติดตามพัฒนาการตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด 

พลโทบุญสิน ยังกล่าวถึงกรณีกัมพูชาเผยแพร่ข้อมูลว่า ทหารไทยยิงชาวบ้านกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ โดยมองว่า อาจเป็นการสร้างสถานการณ์หรือเกม เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น จากกรณีทหารไทยเหยียบระเบิด ซึ่งอาจมีนัยทางการเมืองจากฝั่งกัมพูชา และต้องจับตาเจตนาที่แท้จริงของผู้นำกัมพูชา

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงผลกระทบระหว่างพื้นที่ชายแดนภาค 1 จะลุกลามไปยังพื้นที่ภาค 2 หรือไม่ พลโทบุญสินตอบว่า ทั้งหมดเป็นประเทศไทย และเป็นพื้นที่เชื่อมโยงกัน มันจึงเชื่อมโยงกันอยู่แล้ว และจุดที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือบริเวณปราสาทตาควาย ซึ่งอาจถูกเบี่ยงประเด็นจากพื้นที่ จ.สระแก้ว

ส่วนกรณีมาเลเซียซึ่งเป็นตัวกลางอยากให้สงบศึก พลโทบุญสินระบุว่า ต้องรอดูท่าทีรัฐบาลไทยเป็นหลัก พร้อมฝากให้นายกรัฐมนตรีแสดงความเข้มแข็ง เพราะประชาชนต้องการเห็นรัฐบาลที่มีศักยภาพ และย้ำว่าไทยเป็นประเทศที่ใหญ่กว่า การตัดสินใจใด ๆ จะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ

รัสเซียโจมตียูเครน “แบบคำนวณไว้แล้ว” “หวังผลสร้างความเสียหาย ปชช. ดับ 4 ศพ

รัสเซียโจมตียูเครน "แบบคำนวณไว้แล้ว" "หวังผลสร้างความเสียหาย ปชช. ดับ 4 ศพ

14 พ.ย. 2568 15:31 น.

รัสเซียโจมตียูเครน “แบบคำนวณไว้แล้ว” “หวังผลสร้างความเสียหาย ปชช. ดับ 4 ศพ

ยูเครนเปิดเผยว่า การโจมตีของรัสเซียในช่วงข้ามคืน ซึ่งมุ่งเป้าไปที่กรุงเคียฟ คร่าชีวิตประชาชน 4 คน และสร้างความเสียหายต่ออาคารหลายแห่งทั่วเมือง ท่ามกลางการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่รุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะโรงไฟฟ้า ระบบรถไฟ และพื้นที่อยู่อาศัย

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี กล่าวว่า “นี่เป็นการโจมตีที่ผ่านการคำนวณมาแล้วโดยหวังสร้างความเสียหายสูงสุดต่อประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน” โดยการโจมตีครั้งนี้ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 26 คน รวมถึงหญิงตั้งครรภ์หนึ่งราย

เซเลนสกีระบุว่า รัสเซียยิงโดรนประมาณ 430 ลำ และขีปนาวุธ 18 ลูกในการโจมตีครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีในพื้นที่เผยถึงการยิงกระสุนส่องวิถีเพื่อสกัดโดรน และมีการใช้ระบบต่อต้านขีปนาวุธหลายจุด

ทิมูร์ ตคาเชนโก หัวหน้าการบริหารการทหารกรุงเคียฟระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า “มีอาคารชุดหลายแห่งทั่วกรุงเคียฟได้รับความเสียหาย แทบทุกเขตของเมืองได้รับผลกระทบ” หน่วยกู้ภัยยูเครนช่วยประชาชนหลายสิบคนออกจากพื้นที่ไฟไหม้และซากปรักหักพัง ขณะที่ตำรวจระบุว่ามีอาคารพักอาศัย 30 แห่งใน 9 เขตได้รับความเสียหาย

นายกเทศมนตรี วิตาลี คลิตช์โก กล่าวว่า บางพื้นที่ในเขตเดสเนียนสกีและโพดิลประสบปัญหาระบบทำความร้อนหยุดชั่วคราว แต่ยืนยันว่าการหยุดจ่ายพลังงานฉุกเฉินที่เกิดจากการโจมตีได้รับการแก้ไขแล้วในช่วงเช้า การคมนาคมบางส่วนยังถูกจำกัด โดยรถบัสและรถรางล่าช้า

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันที่ชาติตะวันตกเพิ่มต่อรัสเซีย โดยแคนาดาประกาศคว่ำบาตรรอบใหม่เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยมุ่งเป้าไปที่การผลิตโดรนและพลังงานของรัสเซีย รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้โจมตีทางไซเบอร์

ในวันเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่มจี7 เรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที พร้อมยืนยันการสนับสนุนอย่าง “ไม่หวั่นไหวฃ” ต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังพิจารณานำทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกอายัดหลังการรุกรานส่วนหนึ่งมาใช้ให้กู้ยูเครนเพื่อสนับสนุนงบประมาณและการทหารในสองปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม หลังสงครามยืดเยื้อเกือบ 4 ปี ทั้งสองฝ่ายต่างตั้งแนวป้องกันแน่นหนา ขณะที่รัสเซียปฏิเสธการเรียกร้องให้หยุดยิง รวมถึงความพยายามของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการฟื้นการเจรจาสันติภาพที่หยุดชะงักมานาน

กองกำลังรัสเซียยังคงรุกคืบในภาคตะวันออกของยูเครนหลายเดือนติดต่อกัน โดยมุ่งยึดเขตโดเนตสก์และลูฮันสก์ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานรอบล่าสุดของรัสเซียทำให้ยูเครนเสี่ยงต่อปัญหาความร้อนขัดข้องในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

ยูเครนเองได้เพิ่มปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของรัสเซีย และขยายเป้าหมายออกไปไกลกว่าพื้นที่แนวหน้า กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่าสามารถสกัดโดรนยูเครนได้กว่า 200 ลำในคืนวันศุกร์ รวมถึง 66 ลำเหนือเขตคราสโนดาร์ และ 45 ลำเหนือเขตซาราตอฟทางใต้

เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่โรงกลั่นน้ำมันเชชคารีส หนึ่งในโรงกลั่นใหญ่ของรัสเซียในท่าเรือโนโวโรสซิสค์ริมทะเลดำ ก่อนควบคุมเพลิงไว้ได้ ทางการคราสโนดาร์ระบุว่า เรือพาณิชย์ลำหนึ่งในพื้นที่ได้รับความเสียหาย และมีลูกเรือสามคนบาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล.

ที่มา AFP

สีจิ้นผิงเข้าเฝ้าฯ ในหลวง-ราชินี หนุนสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน

สีจิ้นผิงเข้าเฝ้าฯ ในหลวง-ราชินี หนุนสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน

14 พ.ย. 2568 14:42 น.

สีจิ้นผิงเข้าเฝ้าฯ ในหลวง-ราชินี หนุนสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน

วันศุกร์ (14 พ.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ พร้อมแสดงความปรารถนาในการสร้างความพยายามร่วมกันเพื่อเดินหน้าการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน

สีจิ้นผิงกล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลือกจีนเป็นประเทศใหญ่แห่งแรกในการเสด็จพระราชดำเนินเยือน และยังเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนนับตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งสะท้อนการให้ความสำคัญยิ่งกับความสัมพันธ์จีน-ไทย และมิตรภาพอันลึกซึ้งที่ว่า “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”

ทั้งนี้ สีจิ้นผิงแสดงความเสียใจต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมกล่าวว่าราชวงศ์ไทยมีความสัมพันธ์อันดีกับจีนมาอย่างยาวนาน และมีคุณูปการสำคัญต่อการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างสองประเทศ ซึ่งจีนซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง

สีจิ้นผิงระบุว่าปี 2025 ตรงกับวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต และปีทองแห่งมิตรภาพจีน-ไทย โดยตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา จีนและไทยได้ทำงานร่วมกันและสนับสนุนกันและกันเสมอมา ท่ามกลางภูมิทัศน์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ทั้งสองประเทศเป็นดังญาติที่ดี มิตรที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี

สีจิ้นผิงแสดงความประสงค์จะทำงานร่วมกับพระมหากษัตริย์ไทย ณ จุดเริ่มต้นครั้งประวัติศาสตร์ใหม่นี้ เพื่อเดินหน้าการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันในช่วง 50 ปีข้างหน้า และร่วมเขียนบทใหม่ของมิตรภาพจีน-ไทย.

ที่มา Xinhua