ฟิลิปปินส์เตรียมรับมือไต้ฝุ่น “ฟงวอง” หลัง “คัลแมกี” ถล่มดับ 200 ศพ

ฟิลิปปินส์เตรียมรับมือไต้ฝุ่น “ฟงวอง” หลัง “คัลแมกี” ถล่มดับ 200 ศพ

8 พ.ย. 2568 22:37 น.

ฟิลิปปินส์เตรียมรับมือไต้ฝุ่น “ฟงวอง” หลัง “คัลแมกี” ถล่มดับ 200 ศพ

ทางการฟิลิปปินส์สั่งอพยพประชาชนและหยุดการเรียนการสอน เพื่อเตรียมรับมือกับไต้ฝุ่น “ฟงวอง” ซึ่งกำลังจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งในเร็วๆ นี้ ย้ำเตือนความเสียหายจากพายุคัลแมกี ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 200 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 8 พ.ย. 2668 ว่า ฟิลิปปินส์กำลังเตรียมรับมือกับไต้ฝุ่น “ฟงวอง” (Fung-wong) ซึ่งคาดกันว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น โดยตอนนี้มันมีความเร็วลมอย่างน้อย 185 กม./ชม. และจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งเกาะลูซอนของฟิลิปปินส์ในช่วงเย็นวันอาทิตย์ (9 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่นเป็นอย่างเร็วที่สุด

กรมอุตุนิยมวิทยาของฟิลิปปินส์ (Pagasa) เตือนว่า พายุลูกนี้จะทำให้เกิดฝนตกหนักและมีความเสี่ยงที่จะเกิดคลื่นพายุซัดฝั่ง (สตอร์มเซิร์จ) ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยทางการสั่งให้โรงเรียนหลายแห่งยกเลิกการเรียนการสอนในวันจันทร์นี้ (10 พ.ย.) หรือเปลี่ยนไปเรียนออนไลน์แทน ขณะที่สายการบิน ฟิลิปปินส์ แอร์ไลน์ ยกเลิกเที่ยวบินในประเทศจำนวนหนึ่ง

Pagasa คาดว่าไต้ฝุ่นฟงวองจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วเมื่อขึ้นฝั่ง แต่มีแนวโน้มที่จะยังคงมีสถานะเป็น “ไต้ฝุ่น” ในขณะที่มันเคลื่อนตัวอยู่เหนือเกาะลูซอน โดยพื้นที่ทางตะวันออกของฟิลิปปินส์ ได้เริ่มประสบกับฝนตกหนักและลมแรง จากอิทธิพลของพายุลูกนี้แล้ว

เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์คาดด้วยว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศจะได้รับผลกระทบจากพายุไม่มากก็น้อย แต่มีความกังวลเป็นพิเศษในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งรวมถึงเกาะเล็ก ๆ อย่าง คาตันดัวเนส (Catanduanes) ซึ่งตั้งอยู่นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของเกาะลูซอน

โฆษกสำนักงานป้องกันพลเรือนฟิลิปปินส์ระบุว่า ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ชายฝั่งอื่น ๆ ได้รับคำสั่งให้เร่งอพยพไปยังที่สูงก่อนที่พายุจะมาถึง โดยการอพยพจะต้องเสร็จสิ้นภายในเช้าวันอาทิตย์เป็นอย่างช้าที่สุด และไม่ควรพยายามอพยพในขณะที่มีฝนตกหนักและลมแรง

ทั้งนี้ การมาของไต้ฝุ่นฟงวองทำให้เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ระงับปฏิบัติการกู้ภัย เพื่อช่วยเหลือเหยื่อพายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” หนึ่งในพายุรุนแรงที่สุดในปีนี้ ซึ่งเคลื่อนตัวผ่านพื้นที่ภาคกลางของฟิลิปปินส์เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน, น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่มเป็นวงกว้าง ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 204 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 100 คน

รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ประกาศภาวะภัยพิบัติทั่วประเทศ หลังการพัดผ่านของไต้ฝุ่นคัลแมกี และเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับพายุลูกต่อไป โดยประกาศนี้จะทำให้หน่วยงานรัฐมีอำนาจมากขึ้นในการเข้าถึงงบประมาณฉุกเฉิน และเร่งดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการส่งมอบสินค้าและบริการที่จำเป็นไปยังผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกาหลีเหนือขู่ใช้ปฏิบัติการเชิงรุก ตอบโต้สหรัฐฯ–เกาหลีใต้จัดประชุมความมั่นคง

เกาหลีเหนือขู่ใช้ปฏิบัติการเชิงรุก ตอบโต้สหรัฐฯ–เกาหลีใต้จัดประชุมความมั่นคง

8 พ.ย. 2568 10:46 น.

เกาหลีเหนือขู่ใช้ปฏิบัติการเชิงรุก ตอบโต้สหรัฐฯ–เกาหลีใต้จัดประชุมความมั่นคง

รัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีเหนือประณามการประชุมความมั่นคงร่วมสหรัฐฯ–เกาหลีใต้ ชี้การส่งเรือบรรทุกเครื่องบินนิวเคลียร์ “จอร์จ วอชิงตัน” เข้าประจำการเป็นการคุกคาม แถมขู่จะตอบโต้ด้วยปฏิบัติการเชิงรุก

นายโน กวางชอล รัฐมนตรีกลาโหมของเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์ข่มขู่จะใช้ปฏิบัติการเชิงรุก ต่อสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ อ้างเพื่อป้องกันประเทศและรักษาสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี หลังไม่พอใจที่ทั้งสองประเทศจัดการประชุมด้านความมั่นคงร่วมกัน และส่งเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ “จอร์จ วอชิงตัน” เข้าจอดเทียบท่าที่เมืองปูซานทางตอนใต้ของเกาหลีใต้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการเปิดเผยเจตนาอย่างชัดเจนและตั้งใจที่จะเผชิญหน้ากับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีจนถึงที่สุด 

นอกจากนี้ นายโนยังประณามการที่สหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ “ยูเอสเอส จอร์จ วอชิงตัน” เข้าเทียบท่าที่เมืองปูซานในสัปดาห์นี้ โดยระบุว่าเป็นการยั่วยุครั้งใหม่ หลังเพิ่งจัดการฝึกซ้อมทางอากาศร่วมกับกองทัพเกาหลีใต้

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธตกลงในทะเลด้านตะวันออกของประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องจากการที่สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบุคคลและองค์กรของเกาหลีเหนือเพิ่มเติม โดยอ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการฟอกเงินทางไซเบอร์

กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ได้ประณามการยิงขีปนาวุธดังกล่าว และแสดงความเสียใจอย่างยิ่ง ต่อท่าทีแข็งกร้าวของเปียงยาง ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ และเกาหลีใต้เพิ่งเดินทางไปยังเขตปลอดทหาร (DMZ) ที่แบ่งแยกสองประเทศ ก่อนหารือประเด็นความมั่นคงในกรุงโซล ซึ่งกองทัพเรือเกาหลีใต้ชี้แจงว่า การเทียบท่าของเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ มีจุดประสงค์เพียงเพื่อเติมเสบียงและให้ลูกเรือพักผ่อนเท่านั้น

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งเยือนเกาหลีใต้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ย้ำความตั้งใจที่จะเจรจากับนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ แม้การพบปะจะยังไม่เกิดขึ้นก็ตาม โดยทรัมป์ระบุว่าพร้อมกลับมาเยือนภูมิภาคนี้อีกครั้งเพื่อพบนายคิมหากมีโอกาส

ก่อนหน้านี้ เกาหลีเหนือยังได้ทดสอบยิงขีปนาวุธร่อนทางฝั่งตะวันตกของคาบสมุทร ในช่วงเวลาที่ผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำประเทศอื่น ๆ มีกำหนดเดินทางมาประชุมระดับภูมิภาคที่เกาหลีใต้

กองบัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ระบุว่า การยิงขีปนาวุธล่าสุดไม่เป็นภัยคุกคามโดยตรง ต่อเจ้าหน้าที่หรือดินแดนของสหรัฐฯ และพันธมิตร แต่ชี้ว่าการกระทำของเกาหลีเหนือเป็นปัจจัยสร้างความไม่มั่นคงต่อภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีเหนือ

พายุคัลแมกีทิ้งซากความเสียหายวงกว้างให้เวียดนาม บ้านพังนับพันหลัง ไฟดับกว่า 1.6 ล้านครัวเรือน

พายุคัลแมกีทิ้งซากความเสียหายวงกว้างให้เวียดนาม บ้านพังนับพันหลัง ไฟดับกว่า 1.6 ล้านครัวเรือน

8 พ.ย. 2568 09:44 น.

พายุคัลแมกีทิ้งซากความเสียหายวงกว้างให้เวียดนาม บ้านพังนับพันหลัง ไฟดับกว่า 1.6 ล้านครัวเรือน

ชาวเวียดนามเร่งฟื้นฟูหลังพายุคัลแมกีพัดถล่มภาคกลาง ดับแล้วอย่างน้อย 5 ศพ มีบ้านพัง หลังคาปลิวเกือบ 2,600 หลัง ประชาชนกว่า 1.6 ล้านครัวเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้

พายุไต้ฝุ่นคัลแมกี ซึ่งพัดผ่านเวียดนามเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทิ้งร่องรอยความเสียหายอย่างหนักในหลายจังหวัดภาคกลางของประเทศ โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ สูญหาย 3 ราย และประชาชนกว่า 1.6 ล้านครัวเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้

สำนักข่าวของทางการเวียดนามรายงานว่า ผู้เสียชีวิต 3 รายอยู่ในจังหวัดดั๊กลัก และอีก 2 รายในจังหวัดซายลาย ขณะที่มีผู้สูญหายในจังหวัดกว๋างหงาย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากฝนและคลื่นลมแรง

มีรายงานว่าพายุทำให้บ้านเรือนกว่า 2,600 หลังได้รับความเสียหายหรือหลังคาปลิว โดยเฉพาะที่จังหวัดซายลาย ซึ่งได้รับรายงานว่ามีบ้านพังมากกว่า 2,400 หลัง ขณะที่อีกกว่า 50 หลังพังถล่มลงมาโดยสิ้นเชิง โรงงานในจังหวัดบิ่ญดิญ ถูกน้ำท่วมจนเครื่องจักรและอุปกรณ์เสียหายหนัก ส่วนในเมืองกวีเญิน ชาวบ้านตื่นเช้ามาเจอเศษหลังคาเหล็กและข้าวของเครื่องใช้กระจัดกระจายเต็มถนน

ล่าสุดหลังพายุอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและเคลื่อนเข้าสู่ไทย ชาวบ้านในจังหวัดดั๊กลักเริ่มกลับออกมาสำรวจความเสียหาย หลายพื้นที่ยังมีน้ำขังและกิ่งไม้หักเกลื่อนถนน ร้านค้าพยายามกู้ของใช้ที่เปียกน้ำมาวางตากแดด ส่วนชาวบ้านเร่งซ่อมแซมหลังคาที่ถูกลมพัดหลุด

ก่อนหน้านี้ ทางการเวียดนามอพยพประชาชนมากกว่า 537,000 คนออกจากพื้นที่เสี่ยง โดยบางพื้นที่ต้องใช้เรือช่วยขนย้ายผู้สูงอายุและเด็ก ขณะที่ฝนตกต่อเนื่องทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำหลายสายเพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ และเสี่ยงต่อดินถล่มในหลายจังหวัด

แม้คัลแมจีจะอ่อนกำลังลงและพัดผ่านไปแล้ว แต่หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาเตือนว่ายังมีความเสี่ยงจากฝนตกหนักถึง 600 มิลลิเมตรในบางพื้นที่ของภาคกลาง ก่อนที่พายุจะเคลื่อนเข้าสู่ลาวและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ปีนี้เวียดนามต้องเผชิญพายุหลายลูกติดต่อกัน ทั้ง รากาซา, บัวลอย และ มัตโม ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายรวมกว่า 85 คน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ภาวะโลกร้อนกำลังทำให้พายุในภูมิภาคนี้ทวีความรุนแรงและถี่ขึ้น.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พายุคัลแมกี

ตร.อินโดฯ เผยผู้ต้องสงสัย เหตุระเบิดกลางมัสยิดในโรงเรียนจาการ์ตาเป็นนักเรียนในรร.

ตร.อินโดฯ เผยผู้ต้องสงสัย เหตุระเบิดกลางมัสยิดในโรงเรียนจาการ์ตาเป็นนักเรียนในรร.

8 พ.ย. 2568 09:19 น.

ตร.อินโดฯ เผยผู้ต้องสงสัย เหตุระเบิดกลางมัสยิดในโรงเรียนจาการ์ตาเป็นนักเรียนในรร.

ตำรวจอินโดฯ เผยเหตุระเบิดสองครั้งกลางมัสยิดโรงเรียนมัธยมในกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย จนมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 55 คน ผู้ต้องสงสัยเป็นนักเรียนวัยรุ่นวัย 17 ปี 

พล.ต.อ.ลิสติโย ซีกิต ปราโบโว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยจากเหตุระเบิดภายในมัสยิดของโรงเรียนมัธยม SMA 72 ในกรุงจาการ์ตา เมื่อเวลาประมาณเที่ยงวันวานนี้ เป็นนักเรียนชายวัย 17 ปี ของโรงเรียนเดียวกัน โดยวัยรุ่นคนดังกล่าวได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิดและกำลังอยู่ระหว่างการผ่าตัดในโรงพยาบาล โดยเจ้าหน้าที่ได้กันพื้นที่และเริ่มสอบสวนต้นตอของแรงระเบิด รวมถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุ โดยพล.ต.อ.ลิสติโยกล่าว กล่าวย้ำว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเป็นการก่อการร้าย

พยานในที่เกิดเหตุเล่าว่า เหตุเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาทีก่อนเริ่มละหมาดวันศุกร์ เสียงระเบิดดังสนั่นสองครั้ง และมีกลุ่มควันสีเทาที่พวยพุ่งออกจากมัสยิด จนเกิดความโกลาหลทั่วโรงเรียน นักเรียนจำนวนมากพากันหนีตายออกจากอาคาร ทุกคนวิ่งออกไปที่สนาม มีคนเจ็บมาก หลายคนถูกหามส่งโรงพยาบาลทันที

ล่าสุดผู้บาดเจ็บกว่า 30 ราย ยังคงพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอิสลามเซมปากาปูติห์ และโรงพยาบาลยาร์ซี ซึ่งมีการตั้งศูนย์ข้อมูลช่วยญาติผู้บาดเจ็บ

ก่อนหน้านี้ หน่วยกู้ภัยจาการ์ตาระบุว่า ต้นตอของการระเบิดอาจมาจากลำโพง ภายในมัสยิด แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ตัดประเด็นอื่น ๆ ออก และขอประชาชนอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเป็นเหตุวางระเบิดโจมตี

ด้านรองรัฐมนตรีด้านความมั่นคง โลเดอวิก ฟรีดริช เปาลุส กล่าวเตือนว่าอย่ารีบด่วนตัดสินว่านี่เป็นการก่อการร้าย พร้อมเผยว่าภาพอาวุธที่หลุดในโซเชียลมีเดียจริง ๆ แล้วเป็นเพียงปืนของเล่น ที่เจ้าหน้าที่พบในที่เกิดเหตุ

แม้ภาพจากสถานที่เกิดเหตุจะไม่พบความเสียหายร้ายแรงต่ออาคารมัสยิด แต่เหตุการณ์นี้ได้สร้างความสะเทือนใจอย่างหนักในอินโดนีเซีย ซึ่งในอดีตเคยเผชิญเหตุโจมตีเป้าหมายศาสนาและตะวันตกหลายครั้ง แต่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในมัสยิดมาก่อน

เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่า จะเร่งสอบสวนทุกมุมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ พร้อมขอประชาชนอย่าแชร์ข้อมูลเท็จในโซเชียล ขณะที่สังคมออนไลน์อินโดนีเซียกำลังวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์นี้อย่างดุเดือด.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินโดนีเซีย

กัมพูชา เตรียมฝากทองในจีน หนุนจีนเป็นศูนย์กลางทองคำโลก ลดการพึ่งพาตะวันตก

กัมพูชา เตรียมฝากทองในจีน หนุนจีนเป็นศูนย์กลางทองคำโลก ลดการพึ่งพาตะวันตก

8 พ.ย. 2568 07:18 น.

กัมพูชา เตรียมฝากทองในจีน หนุนจีนเป็นศูนย์กลางทองคำโลก ลดการพึ่งพาตะวันตก

เผย กัมพูชาจะเป็นหนึ่งในประเทศแรกที่ฝากทองคำสำรองไว้ในจีน ภายใต้คลังที่ขึ้นทะเบียนกับตลาดทองเซี่ยงไฮ้ สะท้อนยุทธศาสตร์จีนผลักดันระบบการเงินโลกที่ลดการพึ่งพาตะวันตก

วันที่ 7 พฤศจิกายน  2568  สื่อธุรกิจ Business Times รายงานอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดว่า กัมพูชาเตรียมฝากทองคำสำรองส่วนหนึ่งไว้กับประเทศจีน ถือเป็นก้าวแรกของจีนในการผลักดันตนเองสู่การเป็นศูนย์กลางทองคำโลก โดยทองคำของกัมพูชาจะถูกจัดเก็บในห้องนิรภัยที่จดทะเบียนกับ ตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Gold Exchange) ภายในเขตปลอดภาษีเมืองเสิ่นเจิ้น โดยเป็นทองคำที่กัมพูชาเพิ่งจัดซื้อใหม่ ไม่ใช่การย้ายทองคำสำรองเดิม  

นอกจากนี้ แหล่งข่าวระบุว่า ยังมีอีกหลายประเทศที่แสดงความสนใจฝากทองคำในจีน เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาศูนย์กลางทองคำแบบดั้งเดิมอย่างลอนดอน ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวครั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจีนที่ต้องการเป็นผู้ดูแลทองคำของชาติอื่น เพื่อสร้างระบบการเงินโลกที่ลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐและศูนย์กลางตะวันตก 

ขณะที่ข้อมูลจาก สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า ปัจจุบันกัมพูชามีทองคำสำรองราว 54 ตัน คิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมูลค่า 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 960,000 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นายชี เสนา ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติกัมพูชา กล่าวว่า ทางการกำลังพิจารณาหลายสถานที่ทั่วโลกในการจัดเก็บทองคำสำรองของประเทศ แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าจีนเป็นหนึ่งในนั้นหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งชาติกัมพูชา และ ธนาคารกลางจีน ยังไม่ออกความเห็นเกี่ยวกับรายงานข่าวนี้แต่อย่างใด

ที่มา Business Times

ตร.ญี่ปุ่นรวบแก๊งต้มตุ๋นทางโทรศัพท์ ปลอมเป็นจนท.สมาคมธนาคาร หลอกคนชรากด ATM สูญกว่า 9 แสนบาท

ตร.ญี่ปุ่นรวบแก๊งต้มตุ๋นทางโทรศัพท์ ปลอมเป็นจนท.สมาคมธนาคาร หลอกคนชรากด ATM สูญกว่า 9 แสนบาท

8 พ.ย. 2568 04:54 น.

ตร.ญี่ปุ่นรวบแก๊งต้มตุ๋นทางโทรศัพท์ ปลอมเป็นจนท.สมาคมธนาคาร หลอกคนชรากด ATM สูญกว่า 9 แสนบาท

ตำรวจญี่ปุ่นรวบผู้ต้องสงสัย 7 รายร่วมแก๊งต้มตุ๋นทางโทรศัพท์ ปลอมตัวเป็นจนท.สมาคมธนาคาร ล่อลวงคนชราให้ส่งบัตรเอทีเอ็ม ก่อนกดเงินเกลี้ยงบัญชี สูญเงินไปรวมกว่า 9 แสนบาท

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว NHK รายงานว่า ตำรวจญี่ปุ่นจับกุมผู้ต้องสงสัย 7 ราย ที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันหลอกลวงหญิงวัย 80 ปี ในจังหวัดไซตามะ ด้วยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของสมาคมธนาคาร ให้เหยื่อส่งบัตรเอทีเอ็มภายใต้ข้ออ้างว่าจะออกบัตรใหม่ และหลังได้บัตรไปทางแก๊งคนร้ายใช้บัตรกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม รวมมูลค่า 4 ล้านเยน หรือประมาณ 960,000 บาท

ตำรวจระบุว่า แก๊งนี้มีโครงสร้างชัดเจน สมาชิกบางรายทำหน้าที่โทรหลอก บางรายรับเงิน และบางรายคอยถอนเงินจากตู้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้แล้ว 29 คน ตั้งแต่ปี 2566

จากการสืบสวนและตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่าผู้ต้องสัยที่มีชื่อว่า นายทาคาฮาชิ มูเนมาสะ อายุ 40 ปี มีบทบาทเป็นหัวหน้าแก๊งและควบคุมเงินที่ได้จากการฉ้อโกง คาดว่าความเสียหายรวมจากการก่อเหตุในช่วงราว 30 เดือนสูงถึง 2.2 พันล้านเยน หรือประมาณ 520 ล้านบาท.

“เจมส์ วัตสัน” บิดาแห่ง DNA เสียชีวิตในวัย 97 ปี ปิดตำนานนักวิทย์รางวัลโนเบล ผู้ไขความลับของชีวิต

"เจมส์ วัตสัน" บิดาแห่ง DNA เสียชีวิตในวัย 97 ปี ปิดตำนานนักวิทย์รางวัลโนเบล ผู้ไขความลับของชีวิต

8 พ.ย. 2568 04:28 น.

“เจมส์ วัตสัน” บิดาแห่ง DNA เสียชีวิตในวัย 97 ปี ปิดตำนานนักวิทย์รางวัลโนเบล ผู้ไขความลับของชีวิต

“เจมส์ วัตสัน” นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ผู้ร่วมค้นพบโครงสร้างเกลียวคู่ของ DNA เสียชีวิตแล้วในวัย 97 ปี หลังอุทิศชีวิตให้กับงานวิจัยทางพันธุศาสตร์นานหลายทศวรรษ

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว CNN รายงานว่า นายเจมส์ วัตสัน นักชีววิทยาชาวอเมริกัน ผู้ร่วมค้นพบโครงสร้างเกลียวคู่ของดีเอ็นเอ (DNA double helix) และเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ปี 2505 เสียชีวิตแล้วในวัย 97 ปี โดยห้องปฏิบัติการโคลด์ สปริง ฮาร์เบอร์ (Cold Spring Harbor Laboratory) ในนิวยอร์ก ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาทำงานวิจัยมานานหลายสิบปี ได้ยืนยันข่าวการเสียชีวิต

โดยนายวัตสันร่วมกับนายฟรานซิส คริก และนายมอริซ วิลคินส์  ค้นพบโครงสร้างดีเอ็นเอเมื่อปี 2496 จากภาพถ่ายผลึกเอ็กซ์เรย์ของโรซาลินด์ แฟรงคลิน ซึ่งการค้นพบครั้งนี้ได้เปิดประตูสู่วงการพันธุศาสตร์สมัยใหม่และเป็นรากฐานสำคัญของชีววิทยาระดับโมเลกุล และในปี 2505 ทั้งสามได้รับรางวัลโนเบลร่วมกันจากผลงานนี้  

อย่างไรก็ตาม ช่วงบั้นปลายชีวิตของเขากลับเต็มไปด้วยความขัดแย้ง  จากบทสัมภาษณ์กับนิตยสารไทมส์ ในปี 2550 ที่เขาได้กล่าวแสดงความคิดเห็นเชื่อมโยงเรื่องเชื้อชาติและสติปัญญาว่า เขามองอนาคตของแอฟริกาอย่างสิ้นหวัง เพราะนโยบายทางสังคมของเราสร้างขึ้นจากความเชื่อว่าพวกเขามีสติปัญญาเท่ากับเรา ซึ่งผลทดสอบกลับบอกว่าไม่ใช่ 

ต่อมาถ้อยคำนี้ทำให้เขาถูกปลดจากตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย ของ Cold Spring Harbor Laboratory และในปี 2562 เขายังจุดชนวนความไม่พอใจอีกครั้ง หลังให้สัมภาษณ์ซ้ำในทำนองเดิม ส่งผลให้สถาบันตัดสินใจถอดเกียรติและตำแหน่งทั้งหมด พร้อมออกแถลงการณ์ระบุว่า คำพูดของดร.วัตสันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและขัดต่อหลักวิทยาศาสตร์ 

นอกจากนี้ ในปี 2557 นายวัตสันเคยขายเหรียญทองรางวัลโนเบลของเขาในการประมูล  ได้เงินราว 4.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 170 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าต้องการขายเพราะถูกวงการวิทยาศาสตร์ทอดทิ้งหลังคำพูดอื้อฉาวเรื่องเชื้อชาติ ซึ่งแม้ชีวิตของเขาจะเต็มไปด้วยข้อถกเถียง แต่มรดกทางวิทยาศาสตร์ของเขายังคงเป็นรากฐานสำคัญของความเข้าใจในเรื่องพันธุกรรมของมนุษยชาติ ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าการแพทย์และวิทยาศาสตร์โลกไปตลอดกาล.

ที่มา CNN

สหรัฐฯ ป่วน การบินเป็นอัมพาต ยกเลิก-ดีเลย์กว่า 2,000 เที่ยว หลังภาวะชัตดาวน์ทำแอร์ทราฟฟิกขาดคน

สหรัฐฯ ป่วน การบินเป็นอัมพาต ยกเลิก-ดีเลย์กว่า 2,000 เที่ยว หลังภาวะชัตดาวน์ทำแอร์ทราฟฟิกขาดคน

8 พ.ย. 2568 04:08 น.

สหรัฐฯ ป่วน การบินเป็นอัมพาต ยกเลิก-ดีเลย์กว่า 2,000 เที่ยว หลังภาวะชัตดาวน์ทำแอร์ทราฟฟิกขาดคน

วิกฤตชัตดาวน์สหรัฐฯ ลากยาว ระบบควบคุมการบินสะดุดต้องสั่งลดเที่ยวบินใน 40 สนามบินหลัก กระทบกว่า 2,000 เที่ยวบิน ที่ต้องยกเลิกหรือดีเลย์ คมนาคมเตือนหากยังไร้ข้อตกลงตัวเลขลดเที่ยวบินจะพุ่ง 20% 

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าว BBC รายงานว่า สถานการณ์ชัตดาวน์รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อมากว่า 38 วัน ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการบินของประเทศ โดยสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (Federal Aviation Administration-FAA) สั่งให้สายการบินลดเที่ยวบินภายในประเทศลง 4% ในสนามบินหลัก 40 แห่ง รวมถึงนิวยอร์ก ชิคาโก และแอตแลนตา เพื่อบรรเทาความตึงเครียดของเจ้าหน้าที่ควบคุมการบินที่ต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

ล่าสุด มีรายงานว่ามีเที่ยวบินภายในสหรัฐฯ มากกว่า 2,900 เที่ยวที่ล่าช้า และอีกกว่า 1,200 เที่ยวถูกยกเลิกในวันเดียว สายการบินยักษ์ใหญ่ อาทิ เดลตา ยูไนเต็ด และอเมริกัน แอร์ไลน์ ประกาศคืนเงินเต็มจำนวนให้ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเปิดให้เปลี่ยนเที่ยวบินโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม

ทางด้านนางซาราห์ เนลสัน ประธานสมาคมแอร์โฮสเตสแห่งสหรัฐฯ  แถลงเรียกร้องให้ยุติภาวะชัตดาวน์โดยเร็ว ระบุว่า ระบบการบินของประเทศยังดำเนินต่อได้เพราะเจ้าหน้าที่แอร์ทราฟฟิกและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยสนามบินทำงานทั้งที่ไม่ได้รับเงิน ขณะที่เจ้าหน้าที่สนับสนุนหลายหมื่นคนถูกสั่งพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้าง ความปลอดภัยไม่ควรถูกนำมาเล่นเกมการเมือง 

ขณะที่นายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีคมนาคมสหรัฐฯ เตือนว่า หากการชัตดาวน์ยังคงดำเนินต่อ ตัวเลขการลดเที่ยวบินอาจเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 15–20% ภายในสัปดาห์หน้า และถ้าไม่รีบหาทางออก เราจะเห็นเจ้าหน้าที่ควบคุมการบินลาออกเพิ่มขึ้น และนั่นจะยิ่งทำให้ระบบการบินชะงักไปกว่าเดิม  พร้อมระบุว่า แม้รัฐบาลจะกลับมาเปิดทำการในทันที สายการบินก็ต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ วิกฤตครั้งนี้สะท้อนผลกระทบจากการเมืองที่ไร้ทางออก ระหว่างพรรครีพับลิกันและเดโมแครต ที่ยังตกลงกันไม่ได้เรื่องงบประมาณ ทำให้พนักงานของรัฐหลายแสนคน รวมถึงเจ้าหน้าที่ควบคุมการบิน ต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ขณะที่อุตสาหกรรมการบินของสหรัฐฯ กำลังเผชิญความไม่มั่นคงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายปี.

ระเบิดในพื้นที่โรงเรียนกรุงจาการ์ตา บาดเจ็บ 54 ราย ระหว่างละหมาดวันศุกร์

ระเบิดในพื้นที่โรงเรียนกรุงจาการ์ตา บาดเจ็บ 54 ราย ระหว่างละหมาดวันศุกร์

7 พ.ย. 2568 16:20 น.

ระเบิดในพื้นที่โรงเรียนกรุงจาการ์ตา บาดเจ็บ 54 ราย ระหว่างละหมาดวันศุกร์

เกิดเหตุระเบิดขึ้นในพื้นที่โรงเรียน SMAN 72 เขตเกลาปากาดิง ทางเหนือของกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (7 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 54 ราย และเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างเร่งด่วน

พลตำรวจตรี อาเซป เอดิ ซูเฮรี ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลจาการ์ตา แถลงผ่านโทรทัศน์ว่า จำนวนผู้ที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอยู่ที่ 54 คน โดยระบุว่า อาการบาดเจ็บมีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงสาหัส ซึ่งรวมถึงผู้ที่มีบาดแผลถูกไฟไหม้ และยืนยันว่าไม่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดครั้งนี้

รายงานของสื่ออินโดนีเซียระบุว่า ระบุว่าพบอาวุธที่มีคำว่า “ยินดีต้อนรับสู่นรก” เขียนอยู่ ข้อมูลระบุว่า การระเบิดครั้งแรกเกิดขึ้นที่ห้องละหมาดของโรงเรียน ระหว่างพิธีละหมาดวันศุกร์ เมื่อเวลาประมาณ 12.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ต่อมาเกิดการระเบิดครั้งที่สองที่ประตูด้านหลังของโรงเรียน คาดว่าแหล่งที่มาของการระเบิดน่าจะมาจากวัตถุไม่ทราบชนิดซึ่งอยู่บริเวณด้านหลังอาคารเรียน

หลังเกิดเหตุ นักเรียนที่สวมชุดเครื่องแบบได้ถูกอพยพออกจากพื้นที่โรงเรียนทันที บริเวณหน้าประตูโรงเรียนมีชาวบ้านและผู้ปกครองจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อรับบุตรหลาน

เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เปิดเผยที่มาของการระเบิดในทันที ขณะที่กองกำลังตำรวจเคลื่อนที่เร็วพร้อมอุปกรณ์เต็มรูปแบบและตำรวจทหารเรือได้เดินทางเข้ามายังพื้นที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว และได้ขอให้ประชาชนถอยห่างจากพื้นที่โรงเรียนประมาณ 50 เมตร เพื่อทำการปิดกั้นและตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ

ชาวบ้านในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า มีความเป็นไปได้ที่เหตุระเบิดจะเกิดขึ้นในขณะที่นักเรียนกำลังประกอบพิธี ละหมาดวันศุกร์ จนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงดำเนินการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ และยังไม่มีการออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสาเหตุของการระเบิดที่เกิดขึ้นในโรงเรียนแห่งนี้

จากผลการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าการระเบิดดังกล่าวเกิดจากวัตถุระเบิดที่ประดิษฐ์เองหรือเป็นผลจากความประมาทในการใช้สารเคมี/ไฟฟ้าในโรงเรียน.

ที่มา KOMPAS tvOnenews

สถานทูตฝรั่งเศสชวนร่วมงานแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย แกลเลอรีไนท์ 2568

สถานทูตฝรั่งเศสชวนร่วมงานแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย แกลเลอรีไนท์ 2568

7 พ.ย. 2568 14:26 น.

สถานทูตฝรั่งเศสชวนร่วมงานแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย แกลเลอรีไนท์ 2568

สถานทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ชวนร่วมชมงานแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย แกลเลอรีไนท์ 2568 โดยปีนี้มีการปรับรูปแบบเพื่อแสดงความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ชวนร่วมชมงานแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย แกลเลอรีไนท์ 2568 เพื่อแสดงความอาลัยต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยในปีนี้สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสฯ ได้ปรับรูปแบบการจัดงาน โดยยังคงไว้ซึ่งเจตนารมณ์ในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและฝรั่งเศส

การจัดงานปีที่ 12 นี้สะท้อนแนวคิด “ผสานขนบธรรมเนียมและความร่วมสมัย” ให้ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนผ่านงานศิลปะร่วมสมัย พร้อมเปิดพื้นที่ให้ศิลปินกว่า 200 คน จากแกลเลอรี่กว่า 80 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ มาร่วมถ่ายทอดผลงานสร้างสรรค์ภายใต้เจตนารมณ์การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและมิตรภาพระหว่างฝรั่งเศส-ไทย ระหว่างวันที่ 14–15 พฤศจิกายน 2568 ที่จังหวัดเชียงใหม่ และ 21–22 พฤศจิกายน 2568 ที่กรุงเทพฯ

งาน Galleries’ Nights จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2556 โดยสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสฯ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเทศกาล “Nuit Blanche” (The Sleepless Night) ของประเทศฝรั่งเศสที่เนรมิตเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะกรุงปารีส ให้เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะขนาดใหญ่ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงงานศิลปะอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งค่ำคืน กิจกรรม Galleries’ Nights ได้เติบโตอย่างต่อเนื่องและได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป โดยในปี 2567 มีการจัดแสดงผลงานในแกลเลอรีมากกว่า 100 แห่งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดเชียงใหม่ และมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 30,000 คน

วัตถุประสงค์ของกิจกรรม Galleries’ Nights คือการส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงศิลปะได้อย่างเท่าเทียม โดยเน้นบทบาทของศิลปะในฐานะแรงบันดาลใจ เครื่องมือสะท้อนสังคม และสื่อกลางในการเชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายภูมิหลัง ทั้งนี้ คณะผู้จัดยังมุ่งยกระดับกิจกรรมสู่เทศกาลศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยระดับประเทศ ด้วยการขยายการจัดกิจกรรมสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมศิลปะในฐานะองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาทางวัฒนธรรมและสังคมอย่างยั่งยืน

สำหรับไฮไลต์ประจำปี 2568 จะเป็นเรื่องของการส่งเสริมบทบาทสตรีในวงการศิลปะ โดยนำเสนอศิลปะที่ผสานความเป็นไทยดั้งเดิมกับแนวทางร่วมสมัย สะท้อนการพัฒนาทางวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ พร้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยและศิลปินท้องถิ่นสู่นานาชาติ อีกทั้งเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 340 ปี ความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส

กิจกรรมในปีนี้ยังเน้นประเด็นความเท่าเทียมทางเพศโดยได้รับการสนับสนุนจากองค์กร Archives of Women Artists, Research & Exhibitions (AWARE) จากประเทศฝรั่งเศส โดยจะมีการระบุสัญลักษณ์พิเศษ ณ แกลเลอรีที่จัดแสดงผลงานของศิลปินสตรี เพื่อเชิดชูบทบาทของสตรีในวงการศิลปะ นอกจากนี้ ในพิธีปิดงาน ณ หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน องค์กร AWARE และ Asia Art Archive มีกำหนดเปิดตัวโครงการ “The Flow of History: Southeast Asian Women Artists” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการทูตวัฒนธรรมของฝรั่งเศสที่ส่งเสริมบทบาทของสตรีในอุตสาหกรรมศิลปะร่วมสมัย

รายละเอียดกิจกรรม Galleries’ Nights 2025

Galleries’ Nights 2025 จะจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 14–15 พฤศจิกายน และที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 21–22 พฤศจิกายน โดยมีศิลปินกว่า 200 คน ร่วมจัดแสดงผลงาน ณ แกลเลอรีกว่า 80 แห่ง พร้อมเปิดให้ประชาชนเข้าชมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และพิธีปิดจะจัดขึ้นในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ณ หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน กรุงเทพฯ โดยจะมีการแสดงพิเศษโดย นายจิตติ ชมพี หรือครูโอ๋ ศิลปิน ผู้กำกับ และออกแบบการแสดงที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านการเต้นร่วมสมัย ปิดท้ายด้วยงานเลี้ยงรับรอง จัดโดยฝ่ายวัฒนธรรมและความร่วมมือประจำสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส

นอกจากนี้ กิจกรรมยังได้รับการสนับสนุนจากบริษัท MuvMi ซึ่งให้บริการรถสามล้อไฟฟ้าฟรีในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุม 28 เส้นทาง ขณะที่ผู้เข้าร่วมในจังหวัดเชียงใหม่สามารถใช้บริการรถสองแถวสีแดงสาธารณะ ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมสามารถรับแผนที่กิจกรรมได้ที่แกลเลอรีที่เข้าร่วมกิจกรรม หรือดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์ galleriesnights.com.

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สถานทูตฝรั่งเศส