แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าตุรกี อาคารถล่ม 4 แห่ง พบผู้บาดเจ็บแล้ว 22 ราย

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าตุรกี อาคารถล่ม 4 แห่ง พบผู้บาดเจ็บแล้ว 22 ราย

28 ต.ค. 2568 06:50 น.

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าตุรกี อาคารถล่ม 4 แห่ง พบผู้บาดเจ็บแล้ว 22 ราย

เกิดแผ่นดินไหวระดับ 6.1 ทางตะวันตกของตุรกี ทำให้อาคารที่เสียหายอยู่แล้วเพราะแผ่นดินไหวครั้งก่อน พังถล่มลงมา เบื้องต้นพบผู้บาดเจ็บแล้ว 22 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 6.1 ในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศตุรกี เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 27 ต.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้อาคาร 4 แห่งที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งก่อน พังถล่มลงมา โดยในเบื้องต้นยังไม่มีรายงานว่าพบผู้เสียชีวิต

ตามรายงานของสำนักงานจัดการภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน (AFAD) ของตุรกี แผ่นดินไหวครั้งนี้มีขนาดแมกนิจูด 6.1 เกิดขึ้นเมื่อเวลา 22:48 น. ตามเวลาท้องถิ่น มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองซินดีร์กี (Sindirgi) ในจังหวัดบาลิเคเซียร์ (Balikesir) ที่ระดับความลึก 5.99 กิโลเมตร

แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวครั้งนี้สามารถรับรู้ได้ถึงกรุงอิสตันบูล และจังหวัดใกล้เคียงอย่างบูร์ซา (Bursa), มานิซา (Manisa) และอิซมีร์ (Izmir)

นายอาลี เยอร์ลิคายา รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า อาคารที่ไม่มีคนอาศัยอยู่แล้วอย่างน้อย 3 หลัง และร้านค้าสองชั้นหนึ่งแห่งในเมืองซินดีร์กี พังถล่มลง โดยอาคารดังกล่าวโครงสร้างเสียหายอยู่ก่อนแล้วจากแผ่นดินไหวครั้งก่อน

ด้านนายอิสมาอิล อุสตาโอกลู ผู้ว่าราชการจังหวัดบาลิเคเซียร์เปิดเผย มีผู้บาดเจ็บรวม 22 คน เนื่องจากหกล้มเพราะความตื่นตระหนกระหว่างเกิดแผ่นดินไหว ขณะที่นายโดกูคาน โคยุนคู ผู้บริหารเขตซินดีร์กี ระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่พบผู้เสียชีวิต แต่จะประเมินสถานการณ์ต่อไป

ทั้งนี้ เมืองซินดีร์กี เคยถูกเล่นงานด้วยแผ่นดินไหวขนาดแมกนิจูด 6.1 เมื่อเดือนสิงหาคม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บริเวณรอบเมืองบาลิเคเซียร์ก็ถูกกระทบด้วยแรงสั่นสะเทือนที่เล็กกว่ามาโดยตลอด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

ผู้นำแคเมอรูนวัย 92 ปี ชนะการเลือกตั้ง ได้เป็น ปธน.สมัยที่ 8

ผู้นำแคเมอรูนวัย 92 ปี ชนะการเลือกตั้ง ได้เป็น ปธน.สมัยที่ 8

28 ต.ค. 2568 06:20 น.

ผู้นำแคเมอรูนวัย 92 ปี ชนะการเลือกตั้ง ได้เป็น ปธน.สมัยที่ 8

ประธานาธิบดีแคเมอรูน ชนะการเลือกตั้งได้เป็นผู้นำประเทศต่อไปเป็นสมัยที่ 8 หลังจากอยู่ในอำนาจมานาน 43 ปี ท่ามกลางข้อครหาเรื่องการทุจริตเลือกตั้ง

เมื่อ 27 ต.ค. 2568 สภารัฐธรรมนูญของประเทศแคเมอรูนประกาศว่า นายปอล บิยา ประธานาธิบดีวัย 92 ปี ชนะการเลือกตั้งและจะได้ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศต่อไปเป็นสมัยที่ 8 ท่ามกลางข้อครหาและเสียงคัดค้านมากมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

สภารัฐธรรมนูญระบุว่า นายบิยา ซึ่งเป็นผู้นำประเทศที่มีอายุมากที่สุดในโลกและปกครองแคเมอรูนมาตั้งแต่ปี 2525 ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งถึง 53.7% ในขณะที่นายอิสซา ชิโรมา บาการี ผู้นำฝ่ายค้านได้คะแนนไป 35.2%

หลังทราบผลการเลือกตั้ง นายบิยาได้กล่าวขอบคุณผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทุกคนที่ไว้วางใจเขาอีกครั้ง โดยเขาระบุในแถลงการณ์ว่า “ผมหวังอย่างจริงใจว่า พวกเราจะร่วมกันดำเนินการอย่างแน่วแน่เพื่อสร้างแคเมอรูนที่สงบสุข, เป็นหนึ่งเดียว และเจริญรุ่งเรือง”

ก่อนที่ผลการเลือกตั้งจะประกาศออกมา นายชิโรมา บาการี ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรของบิยามาก่อน ได้ยืนยันว่าเขาเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง แต่พรรคการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยประชาชนแคเมอรูน (CPDM) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของเขา

การเลือกตั้งซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ถูกบดบังด้วยความรุนแรงถึงขั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต และในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้สนับสนุนของนายชิโรมา บาการี หลายร้อยคนได้ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามประท้วงในหลายเมือง เนื่องจากมองว่าพรรครัฐบาลกำลังพยายามปล้นชัยชนะไปจากผู้แทนของพวกเขา ทำให้เกิดการปะทะกับกองกำลังความมั่นคง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (26 ต.ค.) มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คนระหว่างการประท้วงที่เมืองดูอาลา เมืองหลวงทางเศรษฐกิจของแคเมอรูน โดยนายซามูเอล ดีเยอดอนเน ดิบัว ผู้ว่าราชการท้องถิ่น กล่าวว่า จุดตรวจของตำรวจถูกโจมตี และกองกำลังความมั่นคงได้ทำการป้องกันตัวเอง

ความไม่สงบยังคงดำเนินต่อไปในวันจันทร์ เมื่อมีผู้คนจำนวนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิตใกล้กับที่พักของนายชิโรมา บาการี ในเมืองการัว ในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้นำฝ่ายค้านได้เขียนบน Facebook ว่า มีการยิงปืนใส่พลเรือนที่รวมตัวกันนอกบ้านของเขา ต่อมาเขาอ้างว่า มีพลซุ่มยิงประจำการอยู่ที่บ้านตรงข้ามกับบ้านของเขา และกำลัง “ยิงใส่ผู้คนในระยะประชิด”

สถานการณ์ในเมืองหลวงยาอุนเด ตึงเครียดมากจนร้านค้าและโรงเรียนเกือบทั้งหมดต้องปิดทำการ ขณะที่ข้าราชการและพนักงานสำนักงานส่วนใหญ่ต้องอยู่ที่บ้าน

ขณะเดียวกัน สภารัฐธรรมนูญได้ปฏิเสธคำร้องไปแล้วอย่างน้อย 10 ฉบับ ที่กล่าวหาว่ามีการทุจริตเลือกตั้งเกิดขึ้น

ที่มา : bbc

ฮามาสคืนศพให้อิสราเอลอีก 1 ราย เร่งตรวจสอบว่าใช่ตัวประกันหรือไม่

ฮามาสคืนศพให้อิสราเอลอีก 1 ราย เร่งตรวจสอบว่าใช่ตัวประกันหรือไม่

28 ต.ค. 2568 05:35 น.

ฮามาสคืนศพให้อิสราเอลอีก 1 ราย เร่งตรวจสอบว่าใช่ตัวประกันหรือไม่

ฮามาสคืนร่างผู้เสียชีวิตที่เชื่อว่าเป็นศพตัวประกันให้แก่อิสราเอลเพิ่มอีก 1 รายแล้ว โดยอิสราเอลกำลังตรวจสอบยืนยัน ในขณะที่การค้นหาร่างตัวประกันที่เหลือยังคงดำเนินต่อไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มฮามาสส่งศพที่พวกเขาระบุว่าเป็นร่างของหนึ่งในตัวประกันที่พวกเขาจับตัวมาคืนให้แก่อิสราเอลแล้ว ในคืนวันจันทร์ที่ 27 ต.ค. 2568 ผ่านทางเจ้าหน้าที่ของกาชาด ขณะที่กองทัพอิสราเอลยืนยันว่ากำลังนำศพกลับประเทศเพื่อดำเนินการทดสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อระบุตัวตนของผู้เสียชีวิต

หากยืนยันแล้วว่าศพที่ได้รับเป็นร่างของตัวประกันจริง นั่นเท่ากับว่าฮามาสได้ส่งคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตแล้วคืนให้แก่อิสราเอลแล้ว 16 ราย จากทั้งหมด 28 ราย ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงฉบับล่าสุดซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

การส่งมอบครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลอิสราเอลเปิดเผยว่า ได้อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ของอียิปต์และคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศเข้าไปในพื้นที่ภายในกาซาที่กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ควบคุมอยู่ เพื่อช่วยในการค้นหาตัวประกันที่เสียชีวิตที่เหลืออยู่ และให้สมาชิกฮามาสคนหนึ่งเข้าไปให้ข้อมูลด้วย

ทั้งนี้ ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อิสราเอลกล่าวหากลุ่มฮามาสว่า ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงฉบับล่าสุด ซึ่งมีสหรัฐฯ อียิปต์ กาตาร์ และตุรกีเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย เนื่องจากฮามาสยังไม่ได้ส่งคืนร่างของตัวประกันทั้งหมด

ด้านกลุ่มฮามาสยืนยันว่า พวกเขายังคงยึดมั่นตามข้อตกลง แต่ต้องการความช่วยเหลือในการค้นหาร่างที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังซึ่งเกิดจากสงครามตลอด 2 ปีที่ผ่านมา

น.ส.โชช เบโดรเซียน โฆษกรัฐบาลอิสราเอลระบุในแถลงการณ์เมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ว่า “กาชาด ทีมเทคนิคของอียิปต์ และบุคคลของฮามาส ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในบริเวณที่อยู่เลยแนว ‘เส้นสีเหลือง’ ของ IDF ในกาซา ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของ IDF”

เธอระบุอีกว่า อียิปต์จะนำอุปกรณ์เข้าไปเพิ่มด้วย รวมถึงยานพาหนะประเภทรถแทรกเตอร์ หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ อียิปต์ส่งรถขุด 2-3 คันกับรถบรรทุกจำนวนใกล้เคียงกันเข้าไปก่อนแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้ว่าฯ จังหวัดอากิตะ วอนกองทัพช่วยปราบหมี ชี้รับมือไม่ไหวแล้ว

ผู้ว่าฯ จังหวัดอากิตะ วอนกองทัพช่วยปราบหมี ชี้รับมือไม่ไหวแล้ว

28 ต.ค. 2568 04:56 น.

ผู้ว่าฯ จังหวัดอากิตะ วอนกองทัพช่วยปราบหมี ชี้รับมือไม่ไหวแล้ว

ผู้ว่าราชการจังหวัดอากิตะ ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ร้องขอความช่วยเหลือจากกองกำลังป้องกันตนเอง เพื่อปกป้องประชาชนจากการโจมตีของหมีที่เกิดขึ้นบ่อยผิดปกติ

นาย เคนตะ ซูซูกิ ผู้ว่าราชการจังหวัดอากิตะ โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (26 ต.ค. 2568) ว่า “ความเหนื่อยล้าในพื้นที่กำลังถึงขีดจำกัด” หลังเกิดเหตุหมีโจมตีประชาชนหลายระลอก และว่า เขาวางแผนที่จะขอความช่วยเหลือจากกองกำลังป้องกันตนเองในการกำจัดหมี

ตามกำหนดการที่เผยแพร่โดยกระทรวงกลาโหม นายชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีว่าการกลาโหมคนใหม่ของญี่ปุ่น จะเข้าพบกับผู้ว่าฯ ซูซูกิในเช้าวันอังคารนี้ (28 ต.ค.)

อนึ่ง การร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ว่าฯ ซูซูกิมีขึ้นหลังจาก เกิดเหตุหมีโจมตีในอากิตะเมื่อวันศุกร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 3 ราย ท่ามกลางจำนวนการโจมตีทั่วประเทศในปีนี้ซึ่งทุบสถิติสูงสุด

ทางการท้องถิ่นในอากิตะระบุว่า มีประชาชนเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากหมีแล้ว 54 รายในปีนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีเพียง 11 ราย ขณะที่จำนวนการพบเห็นหมีก็เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 8,000 กรณี หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 6 เท่า

จำนวนหมีที่เพิ่มขึ้นและการลดลงของประชากรในพื้นที่ชนบท ทำให้ผู้คนมีโอกาสเผชิญหน้ากับหมีมากขึ้นเรื่อย ๆ การเผชิญหน้าจำนวนมากเกิดขึ้นในเมืองและตามหมู่บ้านที่หมีเหล่านี้ออกหาอาหาร บางครั้งถึงขั้นบุกเข้าไปในบ้านเรือน และมีอย่างน้อยสองครั้งที่หมีบุกเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต

นอกจากนั้น ปัญหาประชากรสูงอายุของญี่ปุ่นส่งผลให้ มีจำนวนนายพรานที่มีคุณสมบัติเหมาะสมไม่เพียงพอที่จะติดตามหมี ซึ่งดูเหมือนจะเกรงกลัวมนุษย์น้อยลงกว่าในอดีต

ทั้งนี้ ในญี่ปุ่นมีหมีอยู่หลายชนิด ที่พบเห็นบ่อยคือ หมีดำญี่ปุ่น (Japanese black bear) ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ สามารถมีน้ำหนักได้มากถึง 140 กิโลกรัม ส่วนหมีสีน้ำตาล (Brown bear) บนเกาะฮอกไกโดทางตอนเหนือ สามารถมีน้ำหนักได้มากถึง 400 กิโลกรัม

ผู้ว่าฯ ซูซูกิระบุในโพสต์ของเขาว่า จังหวัดอากิตะได้เริ่มแจกจ่ายสเปรย์ขับไล่หมีตามเส้นทางไปโรงเรียนแล้ว เพื่อสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยของเด็ก ๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เฮอริเคน “เมลิสซา” กลายเป็นพายุแรงสุดในปี 2568 แล้ว จ่อถล่มจาเมกา-คิวบา

เฮอริเคน “เมลิสซา” กลายเป็นพายุแรงสุดในปี 2568 แล้ว จ่อถล่มจาเมกา-คิวบา

28 ต.ค. 2568 03:46 น.

เฮอริเคน “เมลิสซา” กลายเป็นพายุแรงสุดในปี 2568 แล้ว จ่อถล่มจาเมกา-คิวบา

เฮอริเคน เมลิสซา ยังคงทวีกำลังขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้มันกลายเป็น พายุที่รุนแรงที่สุดโลกประจำปี 2568 ณ ตอนนี้แล้ว และกำลังเคลื่อนตัวเข้าถล่มประเทศจาเมกาและคิวบา

ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติ (NHC) ของสหรัฐฯ รายงานในช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ 27 ต.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ว่า เฮอริเคน เมลิสซา มีความเร็วลมสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 175 ไมล์ต่อชั่วโมงแล้ว (ราว 281.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) โดยเพิ่มขึ้นจากเมื่อ 3 ชั่วโมงก่อนประมาณ 10 ไมล์ต่อชั่วโมง

NHC บอกอีกว่า เมลิสซาได้เริ่มหันไปทางเหนือมุ่งหน้าสู่จาเมกาแล้ว และขณะนี้กำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 3 ไมล์ต่อชั่วโมง โดยศูนย์กลางของพายุลูกนี้อยู่ห่างจากกรุงคิงส์ตัน เมืองหลวงของจาเมกา ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 145 ไมล์ (ราว 233.3 กิโลเมตร)

นาย เพียร์เนล ชาร์ลส์ รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานและความมั่นคงทางสังคมของจาเมกา กล่าวในวันจันทร์ว่า คำสั่งอพยพที่ออกสำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยไม่ใช่แค่ข้อเสนอแนะ แต่เป็น “คำสั่งเพื่อรักษาชีวิตของคุณ” เนื่องจากประเทศกำลังเผชิญกับ “ความเสียหายและอันตรายร้ายแรงอย่างยิ่ง” ที่จะเกิดเพราะพายุเฮอริเคนเมลิสซา

“พายุลูกนี้เคลื่อนตัวช้ามาก มันรุนแรง มาก มาก มาก และนั่นหมายความว่าผลลัพธ์ที่ตามมาอาจนำไปสู่ความเสียหายและอันตรายร้ายแรงอย่างยิ่งได้” ชาร์ลส์บอกกับ เดเร็ก แวน แดม ของ ซีเอ็นเอ็น และเสริมว่า “ผมอยากจะบอกทุกคนที่กำลังฟังและกำลังรับชมว่า คำสั่งอพยพ ไม่ใช่ข้อเสนอแนะ แต่เป็นคำสั่ง และเป็นคำสั่งเพื่อรักษาชีวิตของคุณ”

รัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่า ได้มีการใช้รถโดยสารเพื่อขนส่งผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือไปยังศูนย์พักพิงฉุกเฉินทั่วประเทศแล้ว และ “หากคุณอยู่ในพื้นที่ต่ำและเสี่ยงต่อน้ำท่วม นี่คือเวลาที่จะไม่ควรเสี่ยงและไม่ควรประมาท”

ทางการจาเมกาสั่งปิดทำการ ท่าอากาศยานนานาชาติ นอร์แมน แมนลีย์ (Norman Manley) ในกรุงคิงส์ตัน และท่าอากาศยานนานาชาติ แซงสเตอร์ (Sangster) ที่มอนเตโก เบย์ แล้ว เนื่องจากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อ “สตอร์มเซิร์จ” (storm surge) หรือคลื่นพายุหนุนซัดฝั่ง รุนแรง จนอาจก่อให้เกิดน้ำท่วม

นอกจากที่จาเมกาแล้ว ประชาชนนับแสนในภาคตะวันออกของคิวบาก็กำลังอพยพเพื่อหนีจากผลกระทบของเฮอริเคน เมลิสซา ที่กำลังโหมกระหน่ำ โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของเมือง ซานติอาโก เด คิวบา ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศระบุว่า มีประชาชนถูกอพยพแล้ว 119,000 คน หลังทางการสั่งให้ผู้อาศัยในพื้นที่ต่ำอพยพ

ขณะที่สื่อโทรทัศน์ของคิวบารายงานประกาศของรัฐบาลซึ่งเตือนว่า การขนส่งสาธารณะทั้งหมดในภาคตะวันออกของคิวบาจะถูกระงับ รวมถึงบริการรถไฟ รถบัส และเที่ยวบิน

การมาของเฮอริเคน เมลิสซา ทำให้ประชาชนจำนวนมากแห่เข้าแถวซื้ออาหารและน้ำ หรือกดเงินสดจากตู้ ATM หลายคนปีนขึ้นไปบนหลังคาในเมืองเพื่อรื้อถอนกันสาดโลหะและถังเก็บน้ำ ที่อาจถูกลมพายุพัดหลุดลอยจนกลายเป็นอาวุธสังหาร

ทั้งนี้ ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากพายุเมลิสซา จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาในคิวบาให้หนักขึ้นไปอีก โดยปัจจุบันประเทศเกาะแห่งนี้กำลังเผชิญปัญหามากมาย ทั้งการขาดแคลนไฟฟ้าอย่างรุนแรง, ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ และการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ จับกุม “ซามี ฮัมดี” นักข่าวอังกฤษ ฐานสนับสนุนผู้ก่อการร้าย

สหรัฐฯ จับกุม “ซามี ฮัมดี” นักข่าวอังกฤษ ฐานสนับสนุนผู้ก่อการร้าย

28 ต.ค. 2568 02:51 น.

สหรัฐฯ จับกุม “ซามี ฮัมดี” นักข่าวอังกฤษ ฐานสนับสนุนผู้ก่อการร้าย

ซามี ฮัมดี นักวิจารณ์อิสราเอลตัวยงชาวสหราชอาณาจักรถูกจับกุมตัวในสหรัฐฯ ข้อหาสนับสนุนผู้ก่อการร้าย ขณะที่องค์กรมุสลิมโต้แย้งว่าเป็นการมุ่งเป้าทางการเมือง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 27 ต.ค. 2568 ว่า นายซามี ฮัมดี นักข่าวและนักวิเคราะห์ข่าวชาวสหราชอาณาจักร และเป็นผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างเปิดเผย ถูกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและบังคับใช้กฎหมายศุลกากรของสหรัฐฯ (ICE) ควบคุมตัวแล้ว

น.ส.ทริเซีย แม็คลัฟลิน โฆษกกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) เปิดเผยผ่าน X ว่า นายฮัมดีถูกเจ้าหน้าที่ ICE เข้าควบคุมตัวขณะอยู่ระหว่างการทัวร์บรรยายในสหรัฐฯ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และขณะนี้ นายฮัมดีกำลังอยู่ระหว่างรอการเนรเทศออกจากประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศและ DHS อ้างว่า ฮัมดี สนับสนุนการก่อการร้ายและเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนชาวมุสลิมโต้แย้งว่า เขาถูกมุ่งเป้าโจมตีทางการเมือง ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการพูดของเขา

โพสต์บน X ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า “เราเคยกล่าวไว้แล้ว และจะกล่าวอีกครั้งว่า สหรัฐอเมริกาไม่มีภาระผูกพันที่จะต้องเป็นเจ้าภาพต้อนรับชาวต่างชาติที่สนับสนุนการก่อการร้าย และบ่อนทำลายความปลอดภัยของชาวอเมริกันอย่างแข็งขัน”

ทางกระทรวงระบุเพิ่มเติมด้วยว่า พวกเขาจะดำเนินการ เพิกถอนวีซ่า ของบุคคลที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าวต่อไป

ทั้งนี้ นายซามี ฮัมดี ถูกควบคุมตัวที่สนามบินนานาชาติซานฟรานซิสโกเมื่อวันอาทิตย์ (26 ต.ค.) หลังจากเมื่อวันเสาร์เขาไปบรรยายในงานกาล่าประจำปีของ สภาความสัมพันธ์อเมริกัน-อิสลาม (CAIR) สาขาแซคราเมนโต และมีกำหนดจะบรรยายในงานกาล่าของ CAIR สาขาฟลอริดาในวันอาทิตย์ แต่ถูกจับกุมตัวเสียก่อน

CAIR ระบุในแถลงการณ์ว่า “ประเทศของเราต้องหยุดการลักพาตัวผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอลตามคำขอร้องของผู้คลั่งไคล้ ‘อิสราเอลต้องมาก่อน’ (Israel First) ที่ขาดสติ นี่คือนโยบาย ‘อิสราเอลต้องมาก่อน’ ไม่ใช่ ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ และมันต้องยุติลง” พร้อมกับเรียกร้องให้ ICE ปล่อยตัวนายฮัมดีทันที

อนึ่ง การจับกุมนายฮัมดีเกิดขึ้นหลังจากที่ น.ส.ลอรา ลูเมอร์ นักกิจกรรมทางการเมืองฝ่ายขวาจัดและพันธมิตรของทรัมป์ โพสต์ข้อความมากมายบน X กล่าวหานายฮัมดีว่า สนับสนุนองค์กรก่อการร้าย ขณะที่ CAIR โต้แย้งว่า ลูเมอร์ กำลังส่งเสริม “ทฤษฎีสมคบคิดต่อต้านชาวมุสลิม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ไม่ตัดโอกาส หาทางเป็น ปธน.สมัยที่ 3 แต่จะไม่ใช้ช่องโหว่รอง ปธน.

ทรัมป์ไม่ตัดโอกาส หาทางเป็น ปธน.สมัยที่ 3 แต่จะไม่ใช้ช่องโหว่รอง ปธน.

27 ต.ค. 2568 23:42 น.

ทรัมป์ไม่ตัดโอกาส หาทางเป็น ปธน.สมัยที่ 3 แต่จะไม่ใช้ช่องโหว่รอง ปธน.

โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ตัดโอกาสที่เขาจะหาทางเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 3 แต่ยืนยันว่าจะไม่ใช้ช่องโหว่การชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีเพื่อให้ได้เป็นผู้นำต่ออีกสมัย

เมื่อวันอังคารที่ 27 ต.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับนักข่าวขณะโดยสารเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน เดินทางจากมาเลเซียไปญี่ปุ่นว่า เขาไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะหาทางทำให้ตัวเขาสามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นสมัยที่ 3 แม้รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ จะระบุว่าไม่สามารถทำได้ โดยนายทรัมป์กล่าวว่าเขาอยากทำมาก

แต่นายทรัมป์ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนทวีปเอเชีย ตัดความเป็นไปได้ที่เขาจะลงสมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีในปี 2571 ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผู้สนับสนุนบางคนเสนอขึ้นเพื่อเป็นทางให้เขาสามารถ “เลี่ยงรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ” ที่ห้ามประธานาธิบดีลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวาระที่สาม

นายทรัมป์ระบุว่า แนวคิดดังกล่าวนั้น “ไร้เดียงสาเกินไป” และว่ามัน “อาจไม่ถูกต้องนัก”

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่านายทรัมป์จะใช้วิธีใดในการเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 3 แต่เมื่อสัปดาห์ก่อนนายสตีฟ แบนนอน อดีตนักยุทธศาสตร์ของทรัมป์ กล่าวว่า “แผนการ” ถูกจัดเตรียมไว้แล้ว เพื่อรับประกันว่าประธานาธิบดีวัย 79 ปีผู้นี้ จะได้ดำรงตำแหน่งอีกวาระ

เมื่อพูดถึงความเป็นไปได้ของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 3 ทรัมป์กล่าวว่า “ผมยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ผมมีผลสำรวจความคิดเห็นที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

นอกจากนั้น นายทรัมป์ยังบอกด้วยว่า รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ กับนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีศักยภาพที่จะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดี โดยระบุว่าพวกเขาเป็นคนที่ไม่มีใครหยุดได้

“ทั้งหมดที่ผมสามารถบอกคุณได้ก็คือ เรามีกลุ่มคนดี ๆ ซึ่งพวกนั้น (พรรคเดโมแครต) ไม่มี” ทรัมป์กล่าวเสริม

ทั้งนี้ ข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับแก้ไขครั้งที่ 22 ระบุว่า ห้ามประธานาธิบดีลงสมัครชิงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 3 ขณะที่การยกเลิกข้อกำหนดดังกล่าว ต้องได้รับคะแนนโหวตจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาถึง 2 ใน 3 ซึ่งถูกมองว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทหาร UN ในเลบานอน ยิงโดรนอิสราเอลร่วง อ้างบินในลักษณะก้าวร้าว

ทหาร UN ในเลบานอน ยิงโดรนอิสราเอลร่วง อ้างบินในลักษณะก้าวร้าว

27 ต.ค. 2568 22:30 น.

ทหาร UN ในเลบานอน ยิงโดรนอิสราเอลร่วง อ้างบินในลักษณะก้าวร้าว

เจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในเลบานอน ยิงโดรนของอิสราเอลตกในภาคใต้ของประเทศ อ้างบินในลักษณะก้าวร้าวเหนือชุดลาดตระเวน

เมื่อ 27 ต.ค. 2568 คณะผู้แทนรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในเลบานอน (UNIFIL) กล่าวว่า ได้ยิงทำลายโดรนของอิสราเอลที่บินเหนือชุดลาดตระเวนซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศเลบานอนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

UNIFIL ระบุว่า โดรนลำดังกล่าวบินในลักษณะ “ก้าวร้าว” ใกล้เมืองคฟาร์ คิลา (Kfar Kila) บริเวณชายแดน และผู้รักษาสันติภาพได้ใช้ “มาตรการป้องกันที่จำเป็น”

ด้านกองทัพอิสราเอลยืนยันว่า โดรนลำดังกล่าวกำลังปฏิบัติภารกิจรวบรวมข่าวกรองตามปกติ

“การสอบสวนเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่ากองกำลัง UNIFIL ที่ประจำการอยู่ใกล้เคียงได้จงใจยิงใส่โดรนและยิงจนตก การปฏิบัติการของโดรนลำนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อกองกำลัง UNIFIL แต่อย่างใด” พันโท นาดาฟ โชชานี โฆษกกองทัพอิสราเอลโพสต์บน X

UNIFIL ระบุว่า โดรนอีกลำของอิสราเอลทิ้งระเบิดมือลงมาใกล้กับจุดที่ชุดลาดตระเวนอยู่ และหลังจากนั้นไม่นาน รถถังของอิสราเอลก็ยิงกระสุน 1 นัด ไปยังเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพ แต่เคราะห์ดีที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ของ UNIFIL ได้รับบาดเจ็บ หรือทรัพย์สินใด ๆ เสียหาย

ด้าน พันโท นาดาฟยอมรับว่า มีการทิ้งระเบิดมือจริง แต่ทิ้งไปยังจุดที่โดรนของพวกเขาตก และ “ควรเน้นย้ำว่า ไม่มีการยิงใดๆ พุ่งเป้าไปที่กองกำลัง UNIFIL เหตุการณ์นี้กำลังได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติมผ่านช่องทางการประสานงานทางทหาร”

ทั้งนี้ แม้ว่าอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ของเลบานอนจะทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัน ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 แต่อิสราเอลยังคงส่งโดรนบิน และดำเนินการโจมตีทางอากาศต่อผู้คนและเป้าหมายในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ฮิซบอลเลาะห์กลับมารวมกลุ่มและติดอาวุธใหม่อีกครั้ง

แต่ฝ่ายสหประชาชาติกับรัฐบาลเลบานอนระบุว่า การกระทำของอิสราเอลเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศและเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงหยุดยิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงญี่ปุ่น เตรียมพบนายกฯ หญิงคนใหม่ พร้อมเดินหน้าดีลการค้าสหรัฐฯ-จีน

โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงญี่ปุ่น เตรียมพบนายกฯ หญิงคนใหม่ พร้อมเดินหน้าดีลการค้าสหรัฐฯ-จีน

27 ต.ค. 2568 16:18 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงญี่ปุ่น เตรียมพบนายกฯ หญิงคนใหม่ พร้อมเดินหน้าดีลการค้าสหรัฐฯ-จีน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางถึงญี่ปุ่นแล้ว เพื่อพบปะกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ เป็นครั้งแรก ท่ามกลางกระแสข่าวเชิงบวกจากเจ้าหน้าที่ทั้งสหรัฐฯ และจีน ว่าข้อตกลงการค้าสำคัญระหว่างสองชาติมหาอำนาจใกล้จะบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นแล้ว ก่อนการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในวันพฤหัสบดีนี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เดินทางถึงประเทศญี่ปุ่นแล้ววันนี้ (27 ต.ค.) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเยือนเอเชียที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม โดยวาระสำคัญของการเดินทางครั้งนี้คือการผลักดันนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน”  และการปรับสมดุลเศรษฐกิจโลกตามวิสัยทัศน์ของเขา

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันก่อนลงจอดในกรุงโตเกียวว่า เขาหวังว่าจะเพิ่มข้อตกลงทางการค้ากับจีนเข้าในชุดข้อตกลงที่เขาได้ลงนามไปแล้วระหว่างการเยือนเอเชียในสัปดาห์นี้ “ผมให้ความเคารพอย่างมากต่อประธานาธิบดีสี และผมคิดว่าเราจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้” ทรัมป์กล่าว

หลังจากลงจากเครื่องบิน ทรัมป์ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ ก่อนที่จะเดินทางไปยังพระราชวังอิมพีเรียลเพื่อเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ โดยทรัมป์ถือเป็นผู้นำต่างชาติคนแรกที่ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ นับตั้งแต่พระองค์ขึ้นครองราชย์ในปี 2019

คณะผู้เจรจาจากจีนและสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน กำลังใกล้เข้ามา โดยได้บรรลุฉันทามติเบื้องต้นที่จะให้ทรัมป์และนายสี จิ้นผิง ตั้งเป้าหมายในการสรุปข้อตกลงให้เสร็จสิ้นระหว่างการประชุมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในวันพฤหัสบดีนี้

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า ทีมเจรจาได้จัดทำกรอบข้อตกลงในวันอาทิตย์ เพื่อระงับการขึ้นภาษีที่สูงขึ้นของสหรัฐฯ และการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีน ซึ่งข่าวนี้ส่งผลให้ ตลาดหุ้นเอเชียพุ่งทำสถิติสูงสุด

นอกจากนี้ นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งร่วมคณะมาด้วย เปิดเผยว่า กรอบข้อตกลงโดยรวมกับเกาหลีใต้ก็เสร็จสมบูรณ์แล้วเช่นกัน แต่จะยังไม่มีการสรุปข้อตกลงภายในสัปดาห์นี้

ทรัมป์มีกำหนดการพบปะกับ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ในวันอังคารนี้ ซึ่งทาคาอิจิเป็นศิษย์รักของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีและชื่นชอบกีฬากอล์ฟเช่นเดียวกับทรัมป์

ทาคาอิจิ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้กล่าวกับทรัมป์ในการสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ว่า การเสริมสร้างความเป็นพันธมิตรระหว่างประเทศถือเป็น “วาระสำคัญสูงสุด” ของเธอ ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ทาคาอิจิหวังที่จะสร้างความประทับใจให้กับทรัมป์ด้วยการให้คำมั่นที่จะ ซื้อรถกระบะ ถั่วเหลือง และก๊าซจากสหรัฐฯ เพิ่มเติม นอกเหนือจากคำมั่นด้านการลงทุนมูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์ ที่ญี่ปุ่นเคยให้ไว้ก่อนหน้านี้

นอกจากประเด็นการค้า ทาคาอิจิยังเตรียมให้ความมั่นใจแก่ทรัมป์ว่าญี่ปุ่นพร้อมจะทำ เพิ่มขึ้นในด้านความมั่นคง หลังจากที่เธอได้แจ้งต่อสมาชิกรัฐสภาเมื่อวันศุกร์ถึงแผนการเร่งรัดการสร้างเสริมศักยภาพทางกลาโหมครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง

การเดินทางเยือนเอเชียของทรัมป์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์การชัตดาวน์ของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐหลายคนไม่ได้รับเงินเดือนเต็มจำนวนงวดแรก และยังทำให้เกิดความไม่แน่นอนด้านความช่วยเหลือด้านอาหารของรัฐบาลกลาง

ขณะเดียวกัน ทางการญี่ปุ่นได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายพันนายเพื่อรักษาความปลอดภัยในกรุงโตเกียวหลังเกิดเหตุการณ์ชายถือมีดถูกจับกุมนอกสถานทูตสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ และมีการวางแผนจัดกิจกรรมประท้วงต่อต้านทรัมป์ในย่านชินจูกุ.

ที่มา Reuters

แหล่งข่าวเผย อาเซียนไม่ส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งพม่า

แหล่งข่าวเผย อาเซียนไม่ส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งพม่า

27 ต.ค. 2568 15:48 น.

แหล่งข่าวเผย อาเซียนไม่ส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งพม่า

แหล่งข่าวทางการทูตเผย กลุ่มประเทศอาเซียนไม่มีฉันทามติในการส่งคณะผู้สังเกตการณ์ไปตรวจสอบการเลือกตั้งในพม่าเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งถือเป็นการสกัดกั้นความพยายามของรัฐบาลทหารพม่าในการแสวงหาความชอบธรรมจากประชาคมโลก ขณะที่ผู้นำอาเซียนเรียกร้องให้มี “การหยุดยิงทันที” ก่อนจัดการเลือกตั้ง

แหล่งข่าวทางการทูตเปิดเผยวันนี้ (27 ต.ค.) ว่า กลุ่มประเทศอาเซียนจะไม่ส่งผู้สังเกตการณ์อย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อของอาเซียน ไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารพม่าวางแผนจะจัดขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคมนี้

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นแม้ว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพม่า จะประกาศว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นก้าวหนึ่งสู่การปรองดองในสงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นหลังการรัฐประหารในปี 2021 ซึ่งทางรัฐบาลทหารได้ส่งคำเชิญให้ชาติสมาชิกอาเซียนส่งผู้สังเกตการณ์เข้าร่วม

แหล่งข่าวทางการทูตระบุว่า การตัดสินใจนี้หมายความว่าจะไม่มีผู้สังเกตการณ์ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ แต่ชาติสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศยังมีอิสระที่จะส่งผู้สังเกตการณ์เข้าไปได้ในลักษณะทวิภาคี ซึ่งได้รับการยืนยันจากนักการทูตอีกรายว่าไม่มีฉันทามติร่วมกันในกลุ่มสมาชิกที่จะส่งคณะผู้แทนในนามของอาเซียน

ในการประชุมสุดยอดของกลุ่มผู้นำอาเซียน 11 ประเทศที่มาเลเซีย แถลงการณ์ที่เผยแพร่ออกมาเมื่อค่ำวันที่ 26 ต.ค. แสดงความ “กังวลอย่างยิ่ง” ต่อความขัดแย้งในพม่า และเตือนถึง “การขาดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม” ในการบรรลุสันติภาพ

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนในปีนี้ ได้ย้ำข้อเรียกร้องให้มีการ “หยุดยิงทันที” โดยในแถลงการณ์ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “การยุติความรุนแรงและการเจรจาทางการเมืองอย่างครอบคลุมจะต้องเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง”

มุสตาฟา อิซซุดดิน นักวิเคราะห์กิจการระหว่างประเทศจากที่ปรึกษา Solaris Strategies Singapore กล่าวว่า การไม่ส่งผู้สังเกตการณ์ของอาเซียน “ย่อมเป็นผลกระทบต่อความปรารถนาในการสร้างความชอบธรรมของพม่า” และระบุว่า “จะไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือใดๆ ที่จะบ่งชี้ได้ว่ามีการจัดการเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรม”

นอกจากนี้ ทั้งฮิวแมนไรวอตช์ และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล  ต่างออกมาประณามการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าเป็นการ “หลอกลวง” โดยกล่าวหารัฐบาลทหารพม่าว่าใช้ “ยุทธวิธีปราบปราม” และ “จับกุมทุกคนที่วิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้ง”

ก่อนหน้านี้ ทอม แอนดรูว์ส ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ ได้เคยเรียกร้องให้อาเซียนไม่ “ให้ความชอบธรรมต่อการหลอกลวงของรัฐบาลทหารพม่า” ด้วยการส่งผู้สังเกตการณ์ และเตือนว่าการยอมรับ “การเลือกตั้งที่ฉ้อฉล” จะเท่ากับการทำให้พม่าถอยหลัง

ทั้งนี้ การลงคะแนนเสียงจะไม่มีขึ้นในพื้นที่ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังสนับสนุนประชาธิปไตยและกองทัพชนกลุ่มน้อยที่สู้รบกับรัฐบาลทหาร.