อียิปต์-กาชาด ส่งคน-อุปกรณ์เข้าฉนวนกาซา ช่วยค้นหาศพตัวประกัน

อียิปต์-กาชาด ส่งคน-อุปกรณ์เข้าฉนวนกาซา ช่วยค้นหาศพตัวประกัน

27 ต.ค. 2568 05:35 น.

อียิปต์-กาชาด ส่งคน-อุปกรณ์เข้าฉนวนกาซา ช่วยค้นหาศพตัวประกัน

อิสราเอลอนุญาตให้เจ้าหน้าที่อียิปต์กับกาชาดสากลขนอุปกรณ์เข้าสู่ฉนวนกาซา เพื่อช่วยค้นหาร่างตัวประกัน หลังกลุ่มฮามาสยังไม่ส่งคืนศพตัวประกันที่เหลืออีก 13 ราย โดยอ้างว่าถูกทับอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการอิสราเอลยืนยันในวันอาทิตย์ที่ 26 ต.ค. 2568 ว่า ทีมจากอียิปต์และคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในฉนวนกาซา เพื่อค้นหาร่างของตัวประกันที่เสียชีวิต ซึ่งถูกกลุ่มฮามาสลักพาตัวไปในระหว่างการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 แล้ว

รัฐบาลอิสราเอลระบุว่า ทีมเจ้าหน้าที่ของอียิปต์และ ICRC ได้รับอนุญาตให้ค้นหาเกินแนวที่เรียกว่า “เส้นสีเหลือง” ซึ่งเป็นพื้นที่ในฉนวนกาซาที่กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ควบคุมอยู่ โดยพวกเขาจะใช้รถขุดและรถบรรทุกช่วยในการค้นหาด้วย

นอกจากนั้น สื่ออิสราเอลรายงานว่า สมาชิกกลุ่มฮามาสก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ฉนวนกาซาที่ IDF ควบคุมด้วยเช่นกัน เพื่อช่วยในการค้นหาศพตัวประกันร่วมกับทีมงานอียิปต์กับ ICRC โดยฮามาสยืนยันว่า พวกเขากำลังประสานงานกับทางการอียิปต์

อนึ่ง จนถึงตอนนี้กลุ่มฮามาสได้ส่งมอบร่างตัวประกันที่เสียชีวิตคืนให้อิสราเอลแล้ว 15 ราย จากทั้งหมด 28 ราย ตามข้อตกลงหยุดยิงระยะแรกที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลาง อย่างไรก็ตาม ฮามาสอ้างว่า การค้นหาร่างตัวประกันที่เหลือทำได้ยากลำบาก เนื่องจากพวกเขาต้องการอุปกรณ์สำหรับขุดค้นหา

ความล่าช้าในการคืนศพตัวประกันของฮามาสทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในอิสราเอล ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนให้ฮามาสคืนศพตัวประกันทั้งหมดโดยเร็ว มิเช่นนั้น ประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงสันติภาพนี้ จะเริ่มเคลื่อนไหว

ทั้งนี้ อียิปต์ พร้อมด้วยกาตาร์และตุรกี เป็นผู้ลงนามหลักในแผนสันติภาพฉนวนกาซาที่ทรัมป์เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย ซึ่งได้ลงนามกันที่เมืองตากอากาศชาร์ม เอล ชีค ของอียิปต์เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ ICRC มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือตัวประกันมาตลอด และเป็นตัวกลางในการพาตัวประกันที่ฮามาสปล่อยตัว ไปส่งให้แก่กองทัพอิสราเอล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เรือสินค้าจีนจมทะเล หลังชนเรือสิงคโปร์ นอกฝั่งกวางโจว สูญหาย 2 ราย

เรือสินค้าจีนจมทะเล หลังชนเรือสิงคโปร์ นอกฝั่งกวางโจว สูญหาย 2 ราย

27 ต.ค. 2568 04:30 น.

เรือสินค้าจีนจมทะเล หลังชนเรือสิงคโปร์ นอกฝั่งกวางโจว สูญหาย 2 ราย

เรือขนสินค้าจีนชนกับเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ของสิงคโปร์ในช่วงค่ำวันเสาร์ ทำให้เรือของฝ่ายจีนจมทะเล ลูกเรือสูญหาย 2 ราย ส่วนคนอื่นๆ ได้รับความช่วยเหลือแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเรือขนสินค้าซึ่งลงทะเบียนในประเทศจีน ชนกับเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ของสิงคโปร์ ในน่านน้ำนอกชายฝั่งกวางโจวของจีน เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. วันเสาร์ (25 ต.ค. 2568) ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้เรือของฝ่ายจีนจมทะเล

องค์การการเดินเรือและท่าเรือแห่งสิงคโปร์ (MPA) ระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องเหตุการณ์ดังกล่าวในวันอาทิตย์ โดยไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บในบรรดาลูกเรือ 23 คนบนเรือคอนเทนเนอร์ “ว่าน ไห่ เอ17” (WAN HAI A17) ซึ่งเป็นเรือที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ และไม่มีรายงานเรื่องมลภาวะใดๆ ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้

ส่วนเรือขนสินค้า “ไห่ หลี่ 5” (HAI LI 5) ของจีน มีรายงานว่าจมลงใต้ทะเล และทางการจีนกำลังดำเนินการค้นหาและกู้ภัย โดย MPA ระบุว่า พวกเขาได้รับแจ้งว่า ลูกเรือ 2 คนจากทั้งหมด 15 คนของเรือไห่ หลี่ 5 ยังคงสูญหาย

MPA เผยอีกว่า ขณะนี้เรือว่าน ไห่ เอ17 ถูกกักเอาไว้ที่ท่าเรือ เพื่อช่วยเหลือในการสืบสวนของเจ้าหน้าที่จีน โดยทางการสิงคโปร์ได้ติดต่อกับเรือว่าน ไห่ และทางการจีนเพื่อเสนอให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นแล้ว และ MPA ก็กำลังดำเนินการสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อังกฤษจับคนร้ายคดีล่วงละเมิดได้แล้ว หลังถูกปล่อยตัวเพราะความผิดพลาด

อังกฤษจับคนร้ายคดีล่วงละเมิดได้แล้ว หลังถูกปล่อยตัวเพราะความผิดพลาด

27 ต.ค. 2568 03:03 น.

อังกฤษจับคนร้ายคดีล่วงละเมิดได้แล้ว หลังถูกปล่อยตัวเพราะความผิดพลาด

ผู้ลี้ภัยผู้ถูกจำคุกข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ ก่อนได้รับการปล่อยตัวเพราะความผิดพลาด ถูกตำรวจตามจับกุมตัวได้แล้ว หลังหลบหนีนาน 2 วัน

เมื่อ 26 ต.ค. 2568 สำนักงานตำรวจนครบาลกรุงลอนดอน ของสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า นายฮาดัช เคบาตู ผู้ลี้ภัยซึ่งเป็นคนร้ายในคดีล่วงละเมิดทางเพศ แต่กลับได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเพราะความผิดพลาด ถูกตามจับกุมตัวได้แล้ว หลังจากตามล่าตัวนานหลายวัน

นายเคบาตู ถูกจับกุมในพื้นที่ฟินส์บิวรีพาร์กเมื่อเวลา 08:30 น. วันอาทิตย์ (26 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น หรือราว 2 วันหลังจากที่เขาได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ “เชล์มส์ฟอร์ด” (HMP Chelmsford)

นายเคบาตู ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 12 เดือน เมื่อเดือนกันยายนในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงวัย 14 ปีกับผู้หญิงคนในเมืองเอปปิง ขณะที่เขาอาศัยอยู่ในโรงแรม โดยเจ้าหน้าที่มีกำหนดการเนรเทศนายเคบาตูหลังจากรับโทษครบแล้ว แต่กลับเกิดความผิดพลาดขึ้นเสียก่อน

หลังจากนายเคบาตูถูกจับกุมตัวได้อีกครั้งในข้อหา หลบหนีจากที่คุมขังอย่างผิดกฎหมาย นายเดวิด แลมมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของสหราชอาณาจักรก็ออกมายืนยันว่า นายเคบาตูจะถูกเนรเทศภายในสัปดาห์นี้

ก่อนหน้านี้ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวว่า การสอบสวนเกี่ยวกับการปล่อยตัวผิดพลาดกำลังดำเนินอยู่ พร้อมเสริมว่า “เราต้องแน่ใจว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก”

ทั้งนี้ ตำรวจเอสเซกซ์ได้รับทราบเรื่องที่นายเคบาตู ถูกปล่อยตัวออกไปเพราะความผิดพลาดในวันศุกร์ (24 ต.ค.) เวลา 12:57 น. แต่เคบาตูได้ขึ้นรถไฟไปยังฝั่งตะวันออกของลอนดอนไปก่อนหน้านั้นนานประมาณ 16 นาทีแล้ว

นอกจากนี้ นายเคบาตูยังถูกบันทึกภาพไว้ได้ในย่านใจกลางเมืองเชล์มสฟอร์ด ขณะกำลังพูดคุยกับประชาชนทั่วไปไม่นานหลังจากที่เขาได้รับการปล่อยตัว และตำรวจยืนยันว่าเขาได้เข้าไปขอความช่วยเหลือจากคนหลายคน และเดินทางด้วยรถไฟหลายครั้งไปทั่วเมืองหลวง

เจ้าหน้าที่เผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดของนายเคบาตู ขณะอยู่ที่ห้องสมุดในพื้นที่ดาลสตันเมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเขายังคงสวมชุดวอร์มสีเทาของเรือนจำ และถือกระเป๋าสีขาวที่มีรูปอะโวคาโดอยู่ด้วย

อนึ่ง นายเคบาตูถูกจับกุมในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศเมื่อเดือนกรกฎาคม เพียง 2 สัปดาห์หลังจากเขานั่งเรือเล็กอพยพเข้ามาในสหราชอาณาจักร โดยคดีของเขาทำให้เกิดการประท้วงที่หน้าโรงแรม “The Bell” ในเมืองเอปปิง ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาอาศัยอยู่ตั้งแต่เข้ามาในอังกฤษ

นายเคบาตูถูกกล่าวหาในศาลเมื่อเดือนกันยายนว่า เขาพยายามจูบเด็กสาววัยรุ่นบนม้านั่ง และพูดคุกคามทางเพศหลายครั้ง ในวันถัดมาหลังเกิดเหตุดังกล่าว เขาได้พบกับเด็กสาวคนเดิมและพยายามจูบเธอ ก่อนจะล่วงละเมิดทางเพศเธอ นอกจากนี้ เขายังได้ล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงอีกคนที่เสนอตัวช่วยเขาร่างประวัติส่วนตัว (CV) เพื่อหางานด้วย

นายเคบาตูปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด แต่ถูกตัดสินว่ามีความผิดใน 5 ข้อหาเมื่อเดือนที่แล้ว และถูกตัดสินจำคุก 12 เดือน ซึ่งรวมถึงระยะเวลาที่เขาถูกจำคุกระหว่างรอการพิจารณาคดีด้วย โดยรวมแล้ว เขาใช้เวลาอยู่ในเรือนจำนาน 108 วัน

เขายังถูกสั่งห้ามเข้าใกล้หรือติดต่อผู้หญิงคนใดเป็นเวลา 5 ปี และต้องมีชื่อในทะเบียนผู้กระทำผิดทางเพศเป็นเวลา 10 ปีด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ – จีน เห็นชอบกรอบข้อตกลงการค้า ก่อนทรัมป์พบ สี จิ้นผิง

สหรัฐฯ - จีน เห็นชอบกรอบข้อตกลงการค้า ก่อนทรัมป์พบ สี จิ้นผิง

26 ต.ค. 2568 23:58 น.

สหรัฐฯ – จีน เห็นชอบกรอบข้อตกลงการค้า ก่อนทรัมป์พบ สี จิ้นผิง

เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งหารือกันนอกรอบการประชุมอาเซียน เห็นชอบกรอบการทำงานของข้อตกลงการค้าของทั้งสองฝ่ายแล้ว ก่อนที่ผู้นำของทั้งสองประเทศจะหารือกันในสัปดาห์นี้

เมื่อ 26 ต.ค. 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ และจีนได้เห็นชอบกรอบการทำงานของข้อตกลงทางการค้าที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจะมีการหารือกันเมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนพบกันในช่วงปลายสัปดาห์นี้

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ บอกกับสำนักข่าว ซีบีเอส (CBS) ว่า กรอบข้อตกลงนี้รวมถึง “ข้อตกลงขั้นสุดท้าย” เกี่ยวกับการดำเนินงานของ TikTok ในสหรัฐฯ และการชะลอการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีนด้วย

นายเบสเซนต์บอกอีกว่า เขาไม่คิดว่า การเพิ่มภาษีสินค้าจีนอีก 100% ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่เอาไว้ จะมีผลบังคับใช้ เนื่องจากจีนจะกลับมาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ในปริมาณมาก

สหรัฐฯ กับจีนกำลังพยายามหาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้สงครามการค้าระหว่างทั้งสองฝ่ายบานปลายไปมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยนายทรัมป์และ สี จิ้นผิง มีกำหนดการจะพบปะและเจรจากันในวันพฤหัสบดีนี้ ที่ประเทศเกาหลีใต้

ทั้งนี้ ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา นายเบสเซนต์ได้พบกับเจ้าหน้าที่ด้านการค้าระดับสูงของจีน นอกรอบการประชุมสุดยอดสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งทรัมป์ก็เข้าร่วมในฐานะส่วนหนึ่งของการเดินทางเยือนเอเชียด้วย

เบสเซนต์กล่าวว่า ทั้งสองประเทศบรรลุกรอบการทำงานที่สำคัญสำหรับผู้นำทั้งสอง ขณะที่ฝ่ายจีนระบุในแถลงการณ์ว่า ทีมเจรจาทั้งสองฝ่าย บรรลุฉันทามติพื้นฐานเกี่ยวกับข้อตกลงเพื่อแก้ไขข้อกังวลของแต่ละฝ่ายแล้ว และทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะสรุปรายละเอียดเฉพาะให้เสร็จสมบูรณ์ต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฝรั่งเศสจับแล้ว 2 ราย ผู้ต้องสงสัยขโมยเครื่องเพชรพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

ฝรั่งเศสจับแล้ว 2 ราย ผู้ต้องสงสัยขโมยเครื่องเพชรพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

26 ต.ค. 2568 22:03 น.

ฝรั่งเศสจับแล้ว 2 ราย ผู้ต้องสงสัยขโมยเครื่องเพชรพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับคดีโจรกรรมเครื่องเพชรโบราณล้ำค่าที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ได้แล้ว 2 ราย ในขณะที่พวกเขาพยายามหลบหนีไปต่างประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของฝรั่งเศสควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยในคดีโจรกรรมเครื่องเพชรมงกุฎล้ำค่าจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในกรุงปารีสเมื่อสัปดาห์ก่อนได้แล้ว 2 คน โดยหนึ่งในนี้ถูกควบคุมตัวขณะที่เขากำลังเตรียมขึ้นเครื่องบินจากสนามบินชาร์ล เดอ โกล

ตามการเปิดเผยของสำนักงานอัยการกรุงปารีส การจับกุมเกิดขึ้นเมื่อเย็นวันเสาร์ (25 ต.ค.) โดยไม่ได้ระบุจำนวนผู้ที่ถูกควบคุมตัวที่แน่ชัด อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวในกรมตำรวจบอกกับสื่อท้องถิ่นของฝรั่งเศสว่า ผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งกำลังเตรียมเดินทางไปแอลจีเรีย ส่วนอีกรายจะไปมาลี

อัยการกรุงปารีสยังตำหนิการเปิดเผยข้อมูลก่อนเวลาอันควรที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ เนื่องจากมันเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการกู้คืนอัญมณีและตามหาคนร้าย

ทั้งนี้ มงกุฎและเครื่องประดับเพชรเก่าแก่ มูลค่าประมาณ 88 ล้านยูโร (ราว 3,347 ล้านบาท) ถูกขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เยี่ยมชมมากที่สุดในโลกเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2568 โดยโจร 4 คนใช้อุปกรณ์ช่างบุกเข้าไปในอาคารตอนกลางวันแสกๆ

ข่าวระบุว่า กลุ่มโจรเดินทางมาถึงเวลา 09:30 น.ตามเวลาท้องถิ่น ไม่นานหลังจากพิพิธภัณฑ์เปิดให้ผู้เข้าชม โดยมาถึงพร้อมกับรถบรรทุกติดลิฟต์กลไก เพื่อใช้ขึ้นสู่ระเบียงชั้น 2 จากนอกอาคารฝั่งแม่น้ำแซน ก่อนจะตัดกระจกเข้าสู่ห้องจัดแสดง “Galerie d’Apollon”

จากนั้น พวกเขาข่มขู่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งได้ทำการอพยพผู้คนออกจากพื้นที่ และตัดกระจกตู้จัดแสดง 2 ตู้ที่บรรจุเครื่องเพชรเอาไว้ ก่อนจะหลบหนีไปด้วยรถสกูตเตอร์ 2 คันที่จอดรออยู่ด้านนอกในเวลา 09.38 น. โดยตำรวจระบุว่า พวกเขาอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์เพียง 4 นาทีเท่านั้น

หลังเกิดเหตุมีการสืบสวนอย่างหนักว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์กล่าวต่อวุฒิสมาชิกฝรั่งเศสในสัปดาห์นี้ว่า กล้องตัวเดียวที่เฝ้าติดตามผนังภายนอกของลูฟวร์ซึ่งเป็นจุดที่โจรบุกเข้ามานั้น หันไปทางอื่น ขณะที่ภายในห้องจัดแสดงที่เกิดเหตุไม่มีกล้องวงจรปิด

ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของฝรั่งเศสยอมรับว่า มาตรการรักษาความปลอดภัย “ล้มเหลว” ทำให้ประเทศมีภาพลักษณ์ที่ย่ำแย่

ด้านผู้เชี่ยวชาญออกมาแสดงความกังวลว่า เครื่องเพชรที่ถูกขโมยไปอาจถูกแยกชิ้นส่วนออกเป็นร้อยๆ ชิ้นแล้ว โดยชิ้นส่วนที่เป็นโลหะสามารถถูกหลอมละลายได้ ขณะที่อัญมณีสามารถถูกตัดให้เป็นก้อนเล็กๆ ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสืบกลับไปยังการโจรกรรมครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

“อันวาร์-ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

"อันวาร์-ทรัมป์" ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม "ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา"

26 ต.ค. 2568 12:35 น.

“อันวาร์-ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

นายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล และฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอาเซียนในการสร้างเสถียรภาพและป้องกันความขัดแย้งในภูมิภาค

วันนี้ (26 ตุลาคม) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ร่วมลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” อย่างเป็นทางการ ที่จัดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ณ ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์

การลงนามครั้งนี้ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากมี นายกรัฐมนตรีดาโต๊ะอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน และ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

ข้อตกลงสันติภาพนี้มีขึ้นเพื่อตอกย้ำความเข้าใจเรื่องการหยุดยิงที่บรรลุข้อตกลงกันเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากการเจรจาระดับสูง โดยนายอันวาร์เป็นเจ้าภาพที่เมืองปุตราจายา ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดตามแนวชายแดนร่วมของทั้งสองประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังกำหนดให้มีการจัดตั้งทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนอย่างเป็นทางการ เพื่อติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลงและป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะขึ้นใหม่ในเขตชายแดน ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการป้องกันความขัดแย้งภายใต้การเป็นประธานของมาเลเซีย ประจำปี 2025

นายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า องค์ประกอบสำคัญของข้อตกลงหยุดยิงนี้ รวมถึงการที่ไทยและกัมพูชาจะต้องถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน ตลอดจนการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดหรือทุ่นระเบิดในพื้นที่ด้วย

ประเทศไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทเหนือพรมแดนยาว 817 กิโลเมตรมาเป็นเวลานาน และความตึงเครียดได้ปะทุเป็นความขัดแย้งทางทหารเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา การหยุดยิงที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นถูกมองว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของอาเซียนที่ช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์ขยายวงกว้าง และรับประกันความปลอดภัยของพลเรือนหลายพันคน

รัฐมนตรีโมฮาหมัดกล่าวว่า แม้จะมีการหยุดยิงตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม แต่ยังคงมีการละเมิดข้อตกลงเล็กน้อย เช่น “การใช้หนังสติ๊ก” ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธปืน ดังนั้น อาเซียนจึงหวังว่าการลงนามครั้งนี้จะสามารถรักษาข้อตกลงหยุดยิงไว้ได้อย่างมั่นคง และเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศดำเนินการเจรจาต่อไปเพื่อบรรลุข้อยุติอย่างสันติในประเด็นการปักปันเขตแดน.

ที่มา BERNAMA

อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง

อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง

26 ต.ค. 2568 12:18 น.

อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง

อันวาร์ อิบราฮิม กล่าวเปิดการประชุมอาเซียน ระบุว่า อาเซียนกำลังกระชับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ขยายการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต้อนรับติมอร์-เลสเตเข้าสู่ “ครอบครัว”

เมื่อ 26 ต.ค. 2568 นายอันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานเวียนของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน (ASEAN) กล่าวเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนวันแรกที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยระบุว่า อาเซียนจะต้องมีความกล้าหาญในการสร้างความร่วมมือใหม่ ๆ และกระชับความร่วมมือที่มีอยู่ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ท่ามกลางการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน

“สันติภาพและความมั่งคั่งที่ค่อนข้างมั่นคงซึ่งอาเซียนได้รับมาตลอดเกือบหกทศวรรษนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง” นายอันวาร์กล่าว “สิ่งเหล่านี้จะต้องได้รับการฟื้นฟูผ่านความร่วมมือ และแข็งแกร่งขึ้นด้วยการมีเป้าหมายร่วมกัน นั่นคือเหตุผลที่อาเซียนกำลังกระชับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ขยายการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน”

นักวิเคราะห์ได้ยกให้การประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในปีนี้ เป็นการประชุมที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี เนื่องจากมีบุคคลสำคัญมากมายเข้าร่วมการประชุม ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน

นอกจากผู้นำอาเซียนแล้ว ผู้เข้าร่วมยังรวมถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเดินทางมาถึงในช่วงเช้าวันอาทิตย์ และได้รับการต้อนรับจากนายอันวาร์ที่สนามบิน, นายกรัฐมนตรีจีน หลี่ เฉียง, นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ, ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ซีริล รามาโฟซา และประธานาธิบดีบราซิล ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา

“ปี 2025 เป็นปีที่ต้องการสิ่งต่าง ๆ จากเรามากขึ้น โลกดูไม่มั่นคง – ระเบียบเก่าไม่แน่นอนอีกต่อไป ขณะที่ระเบียบใหม่ยังไม่ได้ถูกกำหนด” นายอันวาร์กล่าว “ทั่วทุกภูมิภาค เราเห็นการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนที่ขยายตัว ลมปะทะเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทดสอบเศรษฐกิจของเราเท่านั้น แต่ยังทดสอบความมุ่งมั่นโดยรวมของเราที่จะรักษาศรัทธาในความร่วมมือ และความเชื่อที่ว่า ความเข้าใจและการเจรจายังคงสามารถมีชัยได้ในยุคที่แตกแยกนี้”

นายอันวาร์ยังยกตัวอย่างความร่วมมือใหม่ๆ ที่อาเซียนได้สร้างขึ้นและการกระชับความร่วมมือที่มีอยู่แล้วให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยชี้ไปที่การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ครั้งที่ 2 และการประชุมสุดยอดอาเซียน-GCC-จีน เมื่อต้นปีนี้

ประธานอาเซียนกล่าวด้วยว่า การประชุมสุดยอดผู้นำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ครั้งที่ 5 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันจันทร์นี้ ก็จะส่งเสริมเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ ให้บรรลุศักยภาพสูงสุดอย่างเต็มที่

นอกจากนั้น ในการประชุมอาเซียนครั้งนี้จะมีการยกระดับ “ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน” (ATIGA) ด้วย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างตลาดระดับภูมิภาคที่ราบรื่นยิ่งขึ้นสำหรับภาคธุรกิจและแรงงาน

อนึ่ง ATIGA มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรีระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ส่งผลให้ต้นทุนทางธุรกิจลดลง การค้าเพิ่มขึ้น และมีตลาดที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงเกิดการประหยัดจากขนาดที่ใหญ่ขึ้น (economies of scale) สำหรับภาคธุรกิจ

นับจนถึงปี 2563 ที่ผ่านมา ATIGA ได้ยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ค้าขายกันภายในอาเซียนไปแล้ว 98.6 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่ประชุมอาเซียนมีเป้าหมายที่จะลดภาษีศุลกากรลงภายใต้ข้อตกลง ATIGA ลงอีก และขจัดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรระหว่างประเทศสมาชิก

นายอันวาร์ยังกล่าวต้อนรับติมอร์-เลสเต เข้าเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า การรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นประวัติการณ์ครั้งนี้ ทำให้อาเซียนเป็น “ครอบครัวที่สมบูรณ์” โดยเป็นการยืนยันชะตากรรมร่วมกันของเราและความรู้สึกผูกพันในภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง

“ภายใต้ประชาคมนี้ การพัฒนาและความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ของติมอร์-เลสเตจะได้รับการสนับสนุนอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายอันวาร์กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ชาวมาเลเซียชุมนุมต้าน “ทรัมป์” ประณามเหตุสังหารหมู่ในกาซา

ชาวมาเลเซียชุมนุมต้าน "ทรัมป์" ประณามเหตุสังหารหมู่ในกาซา

26 ต.ค. 2568 11:43 น.

ชาวมาเลเซียชุมนุมต้าน “ทรัมป์” ประณามเหตุสังหารหมู่ในกาซา

กลุ่มผู้ประท้วงชาวมาเลเซียรวมตัวกันที่จัตุรัสเมอร์เดกา ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อจัดการชุมนุม “ฮิมปูนัน บันตาห์ ทรัมป์” (Himpunan Bantah Trump) หรือการชุมนุมต่อต้านทรัมป์ โดยมีเป้าหมายหลักคือการประท้วงเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา และแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับชาวปาเลสไตน์ การประท้วงนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเยือนมาเลเซียของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน

เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (26 ตุลาคม) กลุ่มผู้ประท้วงได้เริ่มรวมตัวกันตั้งแต่เวลาประมาณ 09.30 น. ณ จัตุรัสเมอร์เดกา (Dataran Merdeka) เพื่อจัดการชุมนุมต่อต้านการเยือนมาเลเซียของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ

ผู้ชุมนุมได้โบกธงปาเลสไตน์ และชูป้ายเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง พร้อมกับตะโกนคำขวัญ “ปลดปล่อยปาเลสไตน์ให้เป็นอิสระ” อย่างกึกก้อง ผู้เข้าร่วมการชุมนุมที่สำคัญ ได้แก่ ราจา กามารุล บาห์ริน ชาห์ ราจา อาหมัด ประธานสำนักงานกิจการระหว่างประเทศของพรรคอามานะฮ์และ เทียน ชัว นักกิจกรรมและอดีตรองประธานพรรคยุติธรรมประชาชน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำการในพื้นที่เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย

เดิมทีการชุมนุมครั้งนี้กำหนดจัดขึ้นที่สวนสาธารณะแอมปัง พาร์ค ถนนจาลัน แอมปัง แต่ผู้จัดงานได้ตัดสินใจย้ายสถานที่มายังจัตุรัสเมอร์เดกาในนาทีสุดท้าย หลังได้รับคำแนะนำจากตำรวจ

ดาตุก ฟาดิล มาร์ซุส ผู้บัญชาการตำรวจกัวลาลัมเปอร์ เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า สถานที่เดิมไม่เหมาะสม เนื่องจากตั้งอยู่ห่างจาก “เขตเรดโซน” (red zone) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ใช้สำหรับคณะผู้แทนการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 เพียงประมาณ 50 เมตร “ขอเตือนให้สาธารณชนปฏิบัติตามกฎหมาย ให้สอดคล้องกับค่านิยมประชาธิปไตยที่ใช้ในประเทศของเรา เพื่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของสาธารณะ” 

การประท้วงดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการเดินทางมาถึงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเดินทางมายังมาเลเซียเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนมาเลเซียต่อจุดยืนของรัฐบาลทรัมป์ในความขัดแย้งกาซาที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก.

ที่มา The Star

“ทรัมป์” เดินทางถึงมาเลเซีย เตรียมร่วมลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา

"ทรัมป์" เดินทางถึงมาเลเซีย เตรียมร่วมลงนาม "ประกาศความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา

26 ต.ค. 2568 09:50 น.

“ทรัมป์” เดินทางถึงมาเลเซีย เตรียมร่วมลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เดินทางถึงมาเลเซียแล้ว เมื่อเวลา 09.54 น. ตามเวลาท้องวถิ่น เพื่อเริ่มต้นภารกิจทัวร์เอเชีย โดยมีกำหนดการสำคัญคือการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน และเป็นสักขีพยานการลงนามประกาศความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา ที่สหรัฐฯ เป็นคนกลางในการเจรจา ขณะเดียวกัน ตลาดโลกต่างจับตาการพบปะครั้งสำคัญกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เพื่อยุติสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ

ในมาเลเซียวันนี้ (26 ต.ค.) ประธานาธิบดีทรัมป์มีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งเป็นเวทีที่เขาเคยข้ามการเข้าร่วมมาแล้วหลายครั้งในสมัยแรก และยังเตรียมลงนามข้อตกลงการค้ากับมาเลเซียด้วย

สิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือ ทรัมป์จะเข้าร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามประกาศความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา หลังความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยทรัมป์ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่า “เราจะลงนามในข้อตกลงทันทีที่เดินทางมาถึง” ซึ่งเป็นข้อตกลงที่เขามีส่วนช่วยในการเป็นคนกลางเจรจา

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังคาดว่าจะพบกับประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล นอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียน เพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์กับผู้นำบราซิล หลังจากที่ความสัมพันธ์เป็นไปอย่างตึงเครียดมานานหลายเดือน

หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่มาเลเซีย ประธานาธิบดีทรัมป์มีกำหนดเดินทางต่อไปยังกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในวันจันทร์ และจะพบกับนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ในวันอังคาร ทรัมป์กล่าวชื่นชมผู้นำญี่ปุ่นคนใหม่ และยกย่องที่เธอเป็นผู้สืบทอดแนวคิดของอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ซึ่งทรัมป์มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดด้วย

ไฮไลต์สำคัญของการทัวร์เอเชียครั้งนี้คือที่เกาหลีใต้ ซึ่งทรัมป์จะเดินทางถึงเมืองปูซานในวันพุธ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) และจะมีการพบกับ ประธานาธิบดี อี แจ มยอง ของเกาหลีใต้

ในวันพฤหัสบดี ตลาดโลกจะจับตาการพบกันของทรัมป์กับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน อย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าการประชุมครั้งแรกนับตั้งแต่ทรัมป์กลับคืนสู่ทำเนียบขาวจะสามารถยุติสงครามการค้าที่เกิดจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ได้หรือไม่

ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีรวมชาติของเกาหลีใต้เปิดเผยว่า มีโอกาส “เป็นไปได้สูง” ที่ทรัมป์จะพบกับ นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ระหว่างอยู่ในคาบสมุทรเกาหลีด้วย ซึ่งจะเป็นการพบกันครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2562 และเกิดขึ้นหลังทรัมป์เองก็กล่าวว่าเขา “เปิดรับ” ความเป็นไปได้ดังกล่าว.

ที่มา AFP

คามาลา แฮร์ริส เผย “ยังไม่จบ” แย้มอาจลงชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้งในปี 2028

คามาลา แฮร์ริส เผย "ยังไม่จบ" แย้มอาจลงชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้งในปี 2028

26 ต.ค. 2568 09:31 น.

คามาลา แฮร์ริส เผย “ยังไม่จบ” แย้มอาจลงชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้งในปี 2028

คามาลา แฮร์ริส อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับรายการ Sunday with Laura Kuenssberg ของสถานีโทรทัศน์บีบีซี  เผยว่าเธอ “อาจจะ” ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง หลังพ่ายแพ้ให้โดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนที่สุดจนถึงปัจจุบันว่าเธอเตรียมกลับมาชิงทำเนียบขาวอีกครั้งในปี 2028

แฮร์ริสกล่าวว่า เธอมีความมั่นใจว่าหลานสาวของเธอ “จะต้องเห็น” ผู้หญิงได้เป็นประธานาธิบดีในชั่วชีวิตของพวกเธออย่างแน่นอน และเมื่อถูกถามย้ำว่าคนนั้นอาจเป็นเธอหรือไม่ แฮร์ริสก็ตอบว่า “อาจเป็นไปได้” ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมาว่าเธอกำลังพิจารณาการลงชิงตำแหน่งสูงสุดของประเทศอีกครั้ง

แฮร์ริสกล่าวว่า ตลอดชีวิตการทำงาน เธออุทิศตนเพื่อการรับใช้ประชาชน และยืนยันว่า “ฉันยังไม่จบ” พร้อมย้ำว่ายังมองเห็นอนาคตทางการเมืองของตนเอง แม้ผลสำรวจหลายสำนักจัดให้เธอเป็นตัวเต็งนอกสายตา และยังมีชื่อของดเวย์น “เดอะร็อก” จอห์นสัน นักแสดงฮอลลีวูด อยู่เหนือกว่าในโพลผู้สมัครพรรคเดโมแครต เธอกล่าวว่า “ถ้าฉันฟังผลโพล ฉันคงไม่เคยชนะการเลือกตั้งใดมาก่อนเลย”

อดีตรองผู้นำสหรัฐฯ ยังออกโรงวิจารณ์ทรัมป์อย่างรุนแรง เรียกเขาว่า “ทรราช” พร้อมระบุว่า คำเตือนของเธอเกี่ยวกับพฤติกรรมเผด็จการของทรัมป์ในช่วงหาเสียงพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง โดยกล่าวหาว่าทรัมป์ได้ “นำกระทรวงยุติธรรมมาใช้เป็นอาวุธทางการเมือง” และยกกรณีสถานีโทรทัศน์เอบีซีระงับรายการของพิธีกรชื่อดัง จิมมี คิมเมล หลังล้อเลียนนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวา ซึ่งเป็นผลจากแรงกดดันของหน่วยงานกำกับดูแลที่ทรัมป์แต่งตั้ง

แฮร์ริสยังตำหนิผู้นำธุรกิจและสถาบันใหญ่ในสหรัฐฯ ที่ “ยอมจำนนต่ออำนาจ” ของทรัมป์เพื่อตอบสนองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น การอนุมัติควบรวมกิจการหรือหลีกเลี่ยงการถูกสอบสวน โดยกล่าวว่า “หลายคนค้อมหัวให้ทรราช เพราะอยากอยู่ใกล้อำนาจ”

ด้านทำเนียบขาวตอบโต้ทันที โดยโฆษกหญิง แอบิเกล แจ็กสัน ระบุว่า “คามาลา แฮร์ริส แพ้เลือกตั้งแบบถล่มทลาย เธอควรเข้าใจว่าชาวอเมริกันไม่เชื่อคำโกหกของเธออีกต่อไป”

แฮร์ริสเพิ่งออกหนังสือเล่าเบื้องหลังการหาเสียงชื่อ 107 Days ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหลืออยู่หลังประธานาธิบดีโจ ไบเดน ถอนตัวจากการแข่งขันท่ามกลางกระแสกังวลเรื่องสุขภาพ เธอยอมรับว่าการเริ่มต้นช้าเป็นเหตุให้พ่ายแพ้ต่อทรัมป์ แม้คะแนนเสียงประชาชนต่างกันไม่ถึง 2% แต่พ่ายขาดในคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง

แม้ความพ่ายแพ้จะสร้างบาดแผลทางการเมือง แต่จากน้ำเสียงและท่าทีล่าสุดในการสัมภาษณ์ แฮร์ริสดูยังไม่ยอมวางมือจากเส้นทางอำนาจ และเปิดช่องให้ความเป็นไปได้ที่ชื่อของเธอจะกลับมาอีกครั้งบนเวทีเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2028.

ที่มา BBC