ฮามาสส่งคืนร่างตัวประกันอีก 2 ศพ แต่อ้างว่าหา 19 ร่างที่เหลือไม่ได้

ฮามาสส่งคืนร่างตัวประกันอีก 2 ศพ แต่อ้างว่าหา 19 ร่างที่เหลือไม่ได้

16 ต.ค. 2568 03:42 น.

ฮามาสส่งคืนร่างตัวประกันอีก 2 ศพ แต่อ้างว่าหา 19 ร่างที่เหลือไม่ได้

กลุ่มฮามาสคืนร่างที่เชื่อว่าเป็นตัวประกันให้แก่อิสราเอลเพิ่มอีก 2 ราย แต่อ้างว่าหาอีก 19 ร่างที่เหลือไม่ได้หากไม่มีอุปกรณ์พิเศษ

เมื่อ 15 ต.ค. 2568 กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ของพวกเขาได้รับร่างที่เชื่อว่าเป็นตัวประกันที่เสียชีวิตอีก 2 ศพ จากเจ้าหน้าที่กาชาด ซึ่งรับส่งมอบจากกลุ่มฮามาส โดยศพทั้งสองจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการระบุตัวตน

หากร่างผู้เสียชีวิต 2 ศพที่ส่งคืนในคืนนี้ได้รับการยืนยันว่าเป็นตัวประกัน จะหมายความว่า ยังมีร่างของตัวประกันที่เสียชีวิตอยู่ในฉนวนกาซาอีก 19 ราย

อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮามาสระบุว่า พวกเขาไม่สามารถค้นหาและนำร่างตัวประกันที่เหลือออกมาได้ หากไม่มีอุปกรณ์พิเศษ โดยไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ทั้งนี้ กลุ่มฮามาสต้องส่งคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตทั้งหมด 28 ราย ให้แก่อิสราเอล ตามข้อตกลงหยุดยิงในกาซาระยะที่ 1 โดยจนถึงตอนนี้พวกเขาส่งคืนร่างให้อิสราเอลแล้ว 8 ร่าง รวม 2 รายล่าสุด

อย่างไรก็ตาม อิสราเอลยืนยันในวันพุธ (15 ต.ค.) ว่า หนึ่งในร่างที่ฮามาสส่งคืนกลับมานั้น ไม่ใช่ร่างของหนึ่งในตัวประกันที่สูญหาย ทำให้เกิดความตึงเครียดตลอดทั้งวัน โดยฝ่ายอิสราเอลระบุว่า จะไม่ประนีประนอม ในเรื่องการส่งคืนตัวประกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกาหลีใต้ห้ามพลเรือนเดินทางไปบางพื้นที่ในกัมพูชา ฝ่าฝืนอาจมีโทษ

เกาหลีใต้ห้ามพลเรือนเดินทางไปบางพื้นที่ในกัมพูชา ฝ่าฝืนอาจมีโทษ

15 ต.ค. 2568 23:34 น.

เกาหลีใต้ห้ามพลเรือนเดินทางไปบางพื้นที่ในกัมพูชา ฝ่าฝืนอาจมีโทษ

เกาหลีใต้สั่งห้ามพลเรือนเดินทางไปบางพื้นที่ในประเทศกัมพูชา จากความกังวลเรื่องอาชญากรรมและการลักพาตัว ผู้ฝ่าฝืนอาจได้รับโทษตามกฎหมาย

เมื่อวันพุธ (15 ต.ค.) เกาหลีใต้ได้ออกคำสั่งห้ามพลเมืองเดินทางไปยังบางพื้นที่ของกัมพูชา จากความกังวลที่เพิ่มมากขึ้น ในเรื่องที่พลเมืองของประเทศอาจถูกล่อลวงไปยังศูนย์หลอกลวง (scam centres) ในกัมพูชา หลังเกิดกรณีของนักศึกษาวัย 22 ปี ผู้ถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ขณะอยู่ในกัมพูชา ก่อนจะถูกทรมานจนเสียชีวิต

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ระบุว่า พื้นที่ภูเขาบกกอร์ (Bokor Mountain) ในจังหวัดกำปอด, เมืองบาเวต และเมืองปอยเปต ถูกกำหนดให้เป็นเขตห้ามเดินทาง

“พลเมืองชาวเกาหลีใต้ที่เดินทางไปเยือนหรือพำนักอยู่ในพื้นที่เหล่านั้น อาจต้องรับโทษภายใต้กฎหมายหนังสือเดินทางและกฎระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ขอแนะนำอย่างยิ่งให้พลเมืองที่วางแผนจะเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าว ยกเลิกการเดินทางของตน” แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ระบุ

ในขณะเดียวกัน ทางการเกาหลีใต้เปิดเผยด้วยว่า มีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 1,000 คน ที่เชื่อว่ากำลังทำงานอยู่ในขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชา

เกาหลีใต้จะส่งคณะทำงานพิเศษไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ในช่วงบ่ายวันพุธ เพื่อหารือเกี่ยวกับคดีการหลอกลวงงานปลอมและศูนย์หลอกลวงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักพาตัวพลเมืองของตนหลายสิบคน

นาย วี ซึง-ลัก (Wi Sung-lac) ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า “เชื่อกันว่ามีผู้คนประมาณ 200,000 คนจากหลากหลายเชื้อชาติกำลังทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมหลอกลวงของกัมพูชา ซึ่งมุ่งเป้าไปที่เหยื่อทั่วโลก รวมถึงในเกาหลีใต้”

“เชื่อว่ามีชาวเกาหลีใต้จำนวนไม่น้อยที่ถูกว่าจ้างทำงานที่นั่นเช่นกัน แม้ว่าตัวเลขที่แน่ชัดจะตรวจสอบได้ยาก แต่หน่วยงานภายในประเทศประเมินว่ามีจำนวนประมาณ 1,000 คน”

นายวีเผยด้วยว่า มีชาวเกาหลีใต้ 63 คน ที่เชื่อว่าถูกทางการกัมพูชาควบคุมตัว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจำนวน 80 คนที่ได้รับการรายงานว่าหายตัวไป และรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะนำพลเมืองชาวเกาหลีใต้ทั้งหมดกลับบ้าน

“เรากำลังจัดการเที่ยวบินเพื่อนำพวกเขากลับบ้าน… เราตั้งเป้าที่จะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นสัปดาห์นี้” นายวีกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

โฆษกกัมพูชายัน ฮุน เซน ไม่ได้ขีดเส้นตายเปิดด่าน 20 ต.ค. ลั่นไม่ลดตัวไปขอร้องไทย

โฆษกกัมพูชายัน ฮุน เซน ไม่ได้ขีดเส้นตายเปิดด่าน 20 ต.ค. ลั่นไม่ลดตัวไปขอร้องไทย

15 ต.ค. 2568 22:03 น.

โฆษกกัมพูชายัน ฮุน เซน ไม่ได้ขีดเส้นตายเปิดด่าน 20 ต.ค. ลั่นไม่ลดตัวไปขอร้องไทย

เพจเฟซบุ๊กฮุน เซน โพสต์ข้อความ ยืนยันอดีตผู้นำกัมพูชาไม่ได้ขีดเส้นตายให้ไทยเปิดด่าน 20 ต.ค.นี้ ย้ำไทยปิดด่าน ไทยก็ต้องเปิด กัมพูชาไม่ลดตัวไปขอร้อง

เมื่อ 15 ต.ค. 2568 เฟซบุ๊กของ สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความยืนยันว่า อดีตผู้นำกัมพูชารายนี้ไม่ได้ขีดเส้นตายให้ไทยเปิดด่านในวันที่ 20 ต.ค. และย้ำว่า สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังคงมีจุดยืนเดิมตามที่ได้ประกาศไปเมื่อเดือนก่อน คือ ไทยปิดด่าน ไทยก็ต้องเปิด กัมพูชาไม่ลดตัวไปขอร้อง และต่อให้ไทยปิดด่าน 100 ปี กัมพูชาก็ไม่ล่มสลาย

“สมเด็จ เดโช ฮุน เซน ไม่ได้ยอมอ่อนข้อไปขอร้องให้ไทยเปิดพรมแดนในวันที่ 20 ต.ค. ตามที่สื่อรายงาน” ข้อความบนเฟซบุ๊กของ ฮุน เซน ระบุ

“เจีย ธีริทธ์ โฆษกวุฒิสภา ได้ปฏิเสธแถลงการณ์ของนายสุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมของไทย ที่กล่าวอ้างในวันนี้ว่า สมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้กดดันให้ประเทศไทยเปิดจุดผ่านแดนในวันที่ 20 ตุลาคม”

“นอกจากนี้ ควรทราบด้วยว่า ก่อนหน้านี้ สมเด็จฯ เดโช ได้ยืนยันจุดยืนของตนเองหลายครั้ง และได้เผยแพร่จุดยืนผ่านเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของตนเองเมื่อ 23 ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา ว่า ‘นับตั้งแต่กองทัพไทยปิดพรมแดนฝ่ายเดียว กัมพูชาไม่เคยขอให้ฝ่ายไทยเปิดจุดผ่านแดนอีกครั้ง เราเพียงแค่บอกฝ่ายไทยว่า (ไทยปิด ไทยก็ต้องเปิด ไม่จำเป็นต้องมาเจรจากับกัมพูชา และกัมพูชาจะเปิดตามหลังอย่างมากที่สุดห้าชั่วโมง)’”

“จุดยืนของกัมพูชาจะไม่เปลี่ยนแปลง และกัมพูชาจะไม่ลดตัวลงถึงขนาดวิงวอนขอให้เปิดจุดผ่านแดน ประเทศไทยจะปิดต่อไปอีก 100 ปีก็ได้ กัมพูชาก็ไม่ล่มสลาย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook / hunsencambodia

พบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนาม ใกล้ชายแดนกัมพูชา คาดโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

พบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนาม ใกล้ชายแดนกัมพูชา คาดโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

15 ต.ค. 2568 21:29 น.

พบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนาม ใกล้ชายแดนกัมพูชา คาดโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

พบศพหญิงสาวชาวเกาหลีใต้ที่ประเทศเวียดนาม บริเวณใกล้ชายแดนกัมพูชา โดยตำรวจได้เบาะแสว่าคดีนี้ อาจเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

สื่อของเกาหลีใต้หลายสำนักรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยในวันพุธที่ 15 ต.ค. 2568 ว่า เมื่อสัปดาห์ก่อนมีผู้พบศพหญิงชาวเกาหลีใต้คนหนึ่งที่ประเทศเวียดนาม ในบริเวณใกล้กับชายแดนของประเทศกัมพูชา โดยในตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ

สถานีตำรวจเขตฮเยฮวา ในกรุงโซล ระบุว่า หญิงคนดังกล่าวมีอายุอยู่ในช่วง 30 ปี ถูกพบเป็นศพเมื่อวันที่ 7 ต.ค. โดยตำรวจท้องถิ่นกำลังสืบสวนสาเหตุการเสียชีวิต และมีรายงานว่าร่างของเธอได้รับการชันสูตรแล้ว ไม่พบร่องรอยของการฆาตกรรมบนศพแต่อย่างใด ก่อนที่ร่างจะถูกส่งมอบให้แก่สมาชิกในครอบครัวนำไปประกอบพิธีทางศาสนา

ตำรวจเกาหลีใต้ระบุด้วยว่า พวกเขาเริ่มดำเนินการสืบสวนคดีนี้เป็นการภายในแล้ว หลังจากได้รับคำร้องเรียนจากสมาชิกครอบครัวผู้เสียชีวิต โดยพวกเขากำลังตรวจสอบความเชื่อมโยง ระหว่างหญิงรายนี้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (voice phishing gang) ในกัมพูชา

สำนักข่าว ยอนฮัป รายงานว่า ตำรวจได้หลักฐานคำให้การจากพลเมืองชาวเกาหลีใต้ที่หลบหนีออกจากกัมพูชา หลังจากเคยทำหน้าที่เป็นผู้ถือบัญชีม้า (borrowed-name accounts) โดยให้การว่า หญิงคนดังกล่าว “ถูกกักขังอยู่ในโรงแรมท้องถิ่นเป็นเวลานาน”

ทั้งนี้ คดีอาชญากรรมที่พุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชา ซึ่งตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงจ้างงาน (job scams) กลายเป็นข่าวพาดหัวระดับประเทศในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้กำลังพยายามนำตัวชาวเกาหลีประมาณ 60 คนที่ถูกควบคุมตัวในกัมพูชาจากความเกี่ยวข้องกับคดีเหล่านี้กลับประเทศภายในสุดสัปดาห์นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : koreatimes , yonhup

จีนยึดแผนที่กว่า 60,000 ฉบับ เหตุระบุข้อมูลไต้หวันผิด-ละเว้นหมู่เกาะพิพาททะเลจีนใต้

จีนยึดแผนที่กว่า 60,000 ฉบับ เหตุระบุข้อมูลไต้หวันผิด-ละเว้นหมู่เกาะพิพาททะเลจีนใต้

15 ต.ค. 2568 15:48 น.

จีนยึดแผนที่กว่า 60,000 ฉบับ เหตุระบุข้อมูลไต้หวันผิด-ละเว้นหมู่เกาะพิพาททะเลจีนใต้

เจ้าหน้าที่ศุลกากรเมืองชิงเต่า มณฑลซานตงของจีน ได้ยึดแผนที่จำนวน 60,000 ฉบับ ที่มีปัญหา ระหว่างการตรวจสอบสินค้าส่งออก โดยระบุว่าแผนที่เหล่านี้ “เป็นอันตรายต่อเอกภาพ อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติ” หลังตรวจพบข้อผิดพลาดร้ายแรง ทั้งในส่วนของการระบุข้อมูลของไต้หวัน การละเว้นหมู่เกาะสำคัญในทะเลจีนใต้ รวมถึงการไม่แสดง “เส้นประ 9 เส้น” ซึ่งจีนใช้เป็นสัญลักษณ์อ้างสิทธิครอบครองเกือบทั่วพื้นที่ทะเลจีนใต้

รายงานระบุว่า แผนที่เหล่านี้มี “การระบุข้อมูลไต้หวันผิดพลาด” ซึ่งเป็นการขัดต่อจุดยืนของจีนที่มองว่าไต้หวันเป็นเพียงมณฑลหนึ่งของตน และได้เพิ่มแรงกดดันทั้งทางทหารและการเมืองต่อไต้หวันอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

นอกจากนั้น แผนที่ยังละเลยการแสดง “เกาะสำคัญ” ในทะเลจีนใต้ และไม่มีเส้นประ 9 เส้น ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่จีนใช้อ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ทะเลจีนใต้เกือบทั้งหมด ซึ่งทับซ้อนกับเขตอ้างสิทธิ์ของสี่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ มาเลเซีย, บรูไน, ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

แผนที่ดังกล่าว ละเลยการแสดงเกาะเตียวหยู (ที่ญี่ปุ่นเรียกว่าเซนกากุ) รวมถึงเส้นแบ่งเขตทางทะเลที่แสดงความเป็นเจ้าของเกาะพิพาทระหว่างจีนกับญี่ปุ่นในทะเลจีนตะวันออก นอกจากนี้ ทางการระบุว่า แผนที่ชุดนี้ยังขาดหมายเลขการตรวจสอบที่ออกโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติของจีน ซึ่งตามกฎหมายของจีน ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ที่แสดงแผนที่และมีวัตถุประสงค์เพื่อการตีพิมพ์หรือแสดงนอกจีนแผ่นดินใหญ่จะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดจากกระทรวงฯ ก่อนส่งออก

ข่าวครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางทะเลที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้ หลังจากเกิดเหตุการปะทะกันทางทะเลระหว่างเรือของจีนและฟิลิปปินส์ ใกล้กับเกาะทิตู ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะสแปรตลีย์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ฟิลิปปินส์กล่าวหาว่าเรือจีนได้เจตนาพุ่งชนเรือของรัฐบาล ขณะที่จีนกล่าวโทษฟิลิปปินส์ว่าเข้าสู่น่านน้ำใกล้เคียง โดยละเลยคำเตือนที่เข้มงวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเข้าใกล้เรือจีนอย่างอันตราย

พันธมิตรของฟิลิปปินส์อย่างสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาประณามการกระทำของจีนที่ “พุ่งชนและฉีดน้ำแรงดันสูง” ใส่เรือฟิลิปปินส์ พร้อมยืนยันว่าสหรัฐฯ ยืนหยัดเคียงข้างพันธมิตรในการเผชิญหน้ากับการกระทำที่เป็นอันตรายของจีนซึ่งบ่อนทำลายเสถียรภาพในภูมิภาค

ทั้งนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทางการจีนดำเนินการกับแผนที่ที่ขัดต่อจุดยืนของรัฐบาล โดยในปี 2019 เจ้าหน้าที่ในชิงเต่าเคยทำลายแผนที่สำหรับส่งออกถึง 29,000 ฉบับ เนื่องจากแผนที่ดังกล่าวแสดงไต้หวันเป็นประเทศมาแล้ว.

ที่มา CNA

ชาวเกาหลีใต้เหยื่อแก๊งสแกมเมอร์ 4 คนกลับถึงบ้านแล้ว ทางการลั่นส่งกลับอีก 63 คนภายในสุดสัปดาห์นี้

ชาวเกาหลีใต้เหยื่อแก๊งสแกมเมอร์ 4 คนกลับถึงบ้านแล้ว ทางการลั่นส่งกลับอีก 63 คนภายในสุดสัปดาห์นี้

15 ต.ค. 2568 15:31 น.

ชาวเกาหลีใต้เหยื่อแก๊งสแกมเมอร์ 4 คนกลับถึงบ้านแล้ว ทางการลั่นส่งกลับอีก 63 คนภายในสุดสัปดาห์นี้

ชาวเกาหลีใต้ 4 คน ที่ถูกคุมตัวในกัมพูชาภายใต้ปฏิบัติการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ เดินทางกลับถึงเกาหลีแล้ว ขณะที่ผอ.สำนักความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีใต้เผยจะส่งกลับอีก 63 คนในสุดสัปดาห์นี้

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ เผย ชาวเกาหลีใต้จำนวน 4 คนจาก 63 คน ที่ถูกควบคุมตัวในประเทศกัมพูชาภายใต้ปฏิบัติการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ออนไลน์ข้ามชาติ ได้เดินทางกลับถึงเกาหลีแล้วในสัปดาห์นี้ ซึ่งถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในการช่วยเหลือพลเมืองที่ตกอยู่ในวงจรอาชญากรรมต่างแดน ขณะที่นายวี ซอง-รัก ผู้อำนวยการสำนักความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีใต้เผยจะส่งกลับชาวเกาหลีใต้อีก 63 คน ภายในสุดสัปดาห์นี้ จากเดิมที่ตั้งเป้าจะส่งกลับได้ทั้งหมดภายในเวลา 1 เดือน โดยเตรียมจัดเที่ยวบินพิเศษเช่าเหมาลำให้ทั้ง 63 คนกลับประเทศพร้อมกัน 

โดยตำรวจยืนยันว่า ผู้ต้องสงสัยกลุ่มนี้ได้ถูกส่งตัวกลับโดยสายการบินแห่งชาติของเกาหลีใต้ 2 เที่ยวบินเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยบางรายอยู่ใน บัญชีเฝ้าระวังของอินเตอร์โพล หลังทางการเกาหลีออกหมายจับล่วงหน้า

ตามกฎหมายการบินของเกาหลีใต้ เครื่องบินพาณิชย์ของชาติสามารถรับผู้ต้องสงสัยได้ไม่เกิน 2 คนต่อเที่ยวบิน และต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยคุมตัวอย่างน้อย 2 นายต่อผู้ต้องสงสัยหนึ่งราย ซึ่งทำให้กระบวนการนำตัวผู้ต้องขังทั้งหมดกลับประเทศต้องใช้เวลาหลายเที่ยวบิน

ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการตอบสนองต่อ กระแสสังคมที่กดดันอย่างหนักในเกาหลีใต้ หลังมีข่าวนักศึกษาชายวัย 20 ปีถูกล่อลวงไปทำงานกับแก๊งสแกมในกัมพูชา ก่อนถูกทรมานจนเสียชีวิตเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเหตุให้รัฐบาลโซลต้องจัดตั้งทีมเฉพาะกิจร่วมกับกัมพูชาเพื่อจัดการปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง โดยทีมจะเดินทางถึงกัมพูชาในวันนี้.

ที่มา : ยอนฮับ

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สแกมเมอร์กัมพูชา

เผยมีชาวเกาหลีใต้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชากว่า 1,000 คน เหยื่อถูกกักขังพุ่งเกือบ 550 ราย

เผยมีชาวเกาหลีใต้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชากว่า 1,000 คน เหยื่อถูกกักขังพุ่งเกือบ 550 ราย

15 ต.ค. 2568 14:16 น.

เผยมีชาวเกาหลีใต้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชากว่า 1,000 คน เหยื่อถูกกักขังพุ่งเกือบ 550 ราย

รัฐบาลเกาหลีใต้เปิดเผยว่า มีชาวเกาหลีใต้ราว 1,000 คนเกี่ยวข้องกับธุรกิจสแกมเมอร์ หรือการฉ้อโกงออนไลน์ ในกัมพูชา ซึ่งมีแรงงานจากหลายประเทศรวมกันกว่า 200,000 คน พร้อมประกาศตั้งทีมตอบสนองพิเศษร่วมกับรัฐบาลกัมพูชาเพื่อสืบสวนและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ

นาย วี ซอง-รัก ผู้อำนวยการสำนักความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีใต้ แถลงเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ว่า รัฐบาลได้รับรายงานว่ามีชาวเกาหลีใต้จำนวนมากทำงานในธุรกิจหลอกลวงออนไลน์ หรือ สแกมเมอร์ ในกัมพูชา ซึ่งมีเป้าหมายหลอกลวงผู้ใช้จากทั่วโลก รวมถึงในเกาหลีใต้เอง โดยหน่วยงานภายในประเทศประเมินว่ามีชาวเกาหลีใต้ที่เกี่ยวข้อง “ราว 1,000 คน”

ข้อมูลของทางการระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคมที่ผ่านมา มีผู้เสียหายหรือญาติของชาวเกาหลีใต้กว่า 330 คน แจ้งเหตุว่าถูกหลอกลวงหรือกักขังในกัมพูชา โดยกว่า 80% ของกรณีได้รับการแก้ไขแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังคงมีคดีที่อยู่ระหว่างตรวจสอบราว 79 ราย

สถานการณ์ในกัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2024 โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุนักศึกษามหาวิทยาลัยชาวเกาหลีถูกทรมานจนเสียชีวิตในเดือนสิงหาคม ซึ่งจุดชนวนความไม่พอใจอย่างมากในประเทศ ทั้งนี้ การส่งศพกลับเกาหลีล่าช้า เนื่องจากเกาหลีใต้ร้องขอให้มีการชันสูตรร่วม กับทางการกัมพูชา ซึ่งเพิ่งได้รับการยินยอมเมื่อไม่นานมานี้

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ได้สั่งการให้จัดตั้งคณะทำงานรัฐบาลร่วม ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงยุติธรรม โดยมี คิม จินอา รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศคนที่สองเป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งจะเดินทางไปกรุงพนมเปญในค่ำวันนี้ (15 ต.ค.) เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชา

หนึ่งในภารกิจหลักคือการผลักดันให้จัดตั้ง คณะทำงานร่วมเกาหลี–กัมพูชา เพื่อปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และเตรียมจัดตั้ง “Korean Desk” ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชา เพื่อประสานงานกรณีชาวเกาหลีโดยเฉพาะ

รัฐบาลยังมีแผนให้ความช่วยเหลือด้าน การเสริมศักยภาพด้านความมั่นคงของกัมพูชา ผ่านโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนา (ODA) และเพิ่มเจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตในพนมเปญ เพื่อดูแลพลเมืองเกาหลีใต้ที่ตกอยู่ในความเสี่ยง

วี ซอง-รัก กล่าวเพิ่มเติมว่า เกาหลีใต้จะเร่งผลักดันการส่งตัวชาวเกาหลีที่ถูกจับกุมกว่า 60 คนกลับประเทศเพื่อสอบสวนต่อ เนื่องจากบางรายอาจมีส่วนร่วมโดยสมัครใจในกิจกรรมสแกมเมอร์ ซึ่งหากพบว่ามีความผิด จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ยังเตือนว่า มีกรณีซึ่งบางคนที่ได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางกลับประเทศแล้ว แต่กลับเดินทางไปกัมพูชาอีกครั้งเพื่อทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ โดยรัฐบาลเตรียมออกมาตรการ ป้องกันการกลับเข้าไปในอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ ทั้งในและนอกประเทศ รวมถึงประสานให้กัมพูชา ห้ามผู้ที่เคยถูกจับกุมกลับเข้าประเทศ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังพิจารณายกระดับคำเตือนการเดินทางไปยังกัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอาชญากรรมแพร่ระบาด เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนถูกชักจูงด้วย “ข้อเสนองานรายได้สูง” ซึ่งมักเป็นกับดักเข้าสู่เครือข่ายสแกมเมอร์

 นายวี กล่าวทิ้งท้ายว่า “สิ่งสำคัญที่สุดคือการช่วยเหลือพลเมืองของเราให้พ้นจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็ว และสร้างระบบความร่วมมือที่มั่นคงกับทางการกัมพูชา เพื่อยุติการหลอกลวงออนไลน์ที่กำลังสร้างความเสียหายร้ายแรงทั้งต่อผู้เสียหายและภาพลักษณ์ของประเทศ”.

ที่มา YTN

รัฐบาลเกาหลีใต้ส่งคณะทำงานพิเศษลงพื้นที่กัมพูชา เร่งคดีหลอกไปทำงาน-ทรมานชาวเกาหลี

รัฐบาลเกาหลีใต้ส่งคณะทำงานพิเศษลงพื้นที่กัมพูชา เร่งคดีหลอกไปทำงาน-ทรมานชาวเกาหลี

15 ต.ค. 2568 11:56 น.

รัฐบาลเกาหลีใต้ส่งคณะทำงานพิเศษลงพื้นที่กัมพูชา เร่งคดีหลอกไปทำงาน-ทรมานชาวเกาหลี

รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมส่งคณะทำงานร่วม เดินทางไปยังกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ในเย็นวันนี้ เพื่อหารือกับทางการกัมพูชาในระดับสูง เร่งรัดการสอบสวนคดีอาชญากรรมที่มักเกิดกับชาวเกาหลีใต้ ทั้งการหลอกลวงงาน การลักพาตัว รวมถึงคดีนักศึกษาเกาหลีที่ถูกทรมานจนเสียชีวิตเมื่อเดือนสิงหาคม พร้อมหารือแผนส่งตัวผู้ต้องขังชาวเกาหลีที่ถูกจับกุมในคดีฉ้อโกงออนไลน์กลับประเทศ

คณะทำงานร่วมชุดนี้ นำโดย คิม จิน-อา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนที่ 2 และมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ (NIS) เข้าร่วมด้วย

ภารกิจหลักของคณะทำงานคือการ เข้าพบและหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชา เพื่อเรียกร้องความร่วมมือในการสอบสวนคดีและหารือเรื่องการสอบสวนร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีนักศึกษาเกาหลีใต้ที่ถูกทรมานจนเสียชีวิตเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ จะมีการประสานงานเรื่องแผนการส่งตัวชาวเกาหลีใต้ที่ถูกกัมพูชาควบคุมตัวในข้อหาผิดกฎหมายกลับประเทศ โดยปัจจุบันมีชาวเกาหลีใต้ 63 คน ถูกคุมขังอยู่ในกัมพูชาในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับ การฉ้อโกงทางออนไลน์ ซึ่งมีรายงานว่าส่วนหนึ่งเข้าร่วมโดยสมัครใจ เบื้องต้นมีแผนจะนำตัวผู้ที่ถูกออกหมายจับกลับประเทศก่อน อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าชาวเกาหลีใต้จำนวนมากในกลุ่มนี้ แสดงความจำนงที่จะยังคงอยู่ในกัมพูชา ทำให้การส่งตัวกลับอย่างรวดเร็วยังคงไม่แน่นอน

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ประเมินว่า ณ เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 80 คน ที่เดินทางไปกัมพูชาแล้วไม่สามารถติดต่อหรือยืนยันความปลอดภัยได้ โดยเชื่อว่าในจำนวนนี้อาจมีทั้งผู้ที่ถูกกักขังและลักพาตัว รวมถึงกลุ่มมิจฉาชีพ ที่จงใจตัดการติดต่อไปด้วย

จำนวนการร้องเรียนคดีถูกกักขังได้เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ จากเพียง 17 คดี ในปี 2023 เป็น 220 คดี ในปีที่แล้ว กระทรวงการต่างประเทศเชื่อว่าสาเหตุมาจากการที่กลุ่มมิจฉาชีพได้ย้ายฐานปฏิบัติการมายังประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่การเดินทางง่ายกว่า หลังจากที่พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำบริเวณชายแดนพม่า ลาว และไทย ถูกกำหนดให้เป็นเขตห้ามเดินทางเมื่อต้นปี 2023

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่ารัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพิจารณาส่ง นายพัค อิล อดีตเอกอัครราชทูตประจำเลบานอน ไปปฏิบัติหน้าที่ในกัมพูชา เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการสถานการณ์แทนตำแหน่งเอกอัครราชทูตคนปัจจุบันที่ว่างลงในขณะนี้.

ที่มา Yonhap

สื่อเกาหลีใต้เผย โฆษณา “งานต่างประเทศรายได้ดี” 3แสน/ด.เกลื่อนโซเชียลเกาหลีใต้ วอนปชช.อย่างหลงเชื่อ

สื่อเกาหลีใต้เผย โฆษณา "งานต่างประเทศรายได้ดี" 3แสน/ด.เกลื่อนโซเชียลเกาหลีใต้ วอนปชช.อย่างหลงเชื่อ

15 ต.ค. 2568 11:32 น.

สื่อเกาหลีใต้เผย โฆษณา “งานต่างประเทศรายได้ดี” 3แสน/ด.เกลื่อนโซเชียลเกาหลีใต้ วอนปชช.อย่างหลงเชื่อ

สื่อเกาหลีใต้เผย โฆษณางานต่างประเทศรายได้สูงเกลื่อนโซเชียล หลอกเยาวชนเดินทางไปเอเชียตอ.เฉียงใต้ นักวิชาการเตือนอย่าหลงเชื่อคำว่ารายได้หลักแสน ด้านตร.เตรียมกวาดล้างแพลตฟอร์มรับสมัคร

วันที่ 15 ตุลาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว Korea Times รายงานว่า ขณะนี้มีโฆษณางานต่างประเทศปลอมแพร่กระจายทั่วโซเชียล โดยใช้ข้อความชวนเชื่ออย่าง “รายได้เดือนละ 8,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 330,000 บาท ตลอดจน มีที่พักหรู-ตั๋วเครื่องบินฟรี เพื่อหลอกคนรุ่นใหม่ให้เดินทางไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนถูกบังคับให้ทำงานในขบวนการ “คอลเซ็นเตอร์หลอกลวง” (Voice Phishing) 

รายงานข่าวระบุว่า จากการส่งผู้สื่อข่าวไปสวมบทเป็นผู้สมัครงาน ได้รับการตอบกลับจากผู้แอบอ้างเป็นผู้จัดการภายใน 5 นาที โดยอีกฝ่ายยอมรับตรงๆ ว่าเป็นงานผิดกฎหมายแต่ยืนยันว่าสถานที่ทำงานปลอดภัยและจำเป็นต้องไปทำงานต่างประเทศ อย่างในกัมพะูชา เวียดนาม หรือไทย พร้อมอ้างว่าสามารถทำเงินได้ถึง 10 ล้านวอนต่อสัปดาห์ ประมาณ 270,000 บาท

ขณะที่ช่องโหว่การตรวจสอบเปิดทางอาชญากรรมแม้ตำรวจเกาหลีใต้จะประกาศเพิ่มการตรวจสอบแพลตฟอร์มออนไลน์และระงับบัญชีต้องสงสัย แต่โฆษณาประเภทนี้ยังคงแพร่กระจายอย่างต่อเนื่อง โดยมักใช้ถ้อยคำหลอกล่อ เช่น  ไม่มีคนจีนเกี่ยวข้อง ปลอดภัย ไม่มีการกักขัง หรือ  สามารถใช้โทรศัพท์และออกไปข้างนอกได้หลังเลิกงาน 

ศาสตราจารย์ลี บยองฮุน นักสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยชุงอัง เตือนว่า การไล่ตามรายได้เกินจริงอาจทำให้ตกเป็นเหยื่อ หรือกลายเป็นผู้ร่วมก่ออาชญากรรมโดยไม่รู้ตัว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลสร้างระบบป้องกันไม่ให้กลุ่มอาชญากรรมเข้าถึงผู้หางานออนไลน์ได้ง่ายเช่นนี้

ขณะเดียวกันศาสตราจารย์ลี อุงฮยอก ผู้เชี่ยวชาญด้านตำรวจศึกษา มหาวิทยาลัยคอนกุก ระบุว่า เจ้าหน้าที่ต้องขยายการสอบสวนโฆษณางานผิดกฎหมายในต่างประเทศ และทำลายเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังเพื่อสกัดเส้นทางนำคนเข้าสู่วงจรอาชญากรรม.

ที่มา Korea Times

OpenAI เตรียมเปิดให้ผู้ใหญ่ใช้งาน “คอนเทนต์อีโรติก” บน ChatGPT

OpenAI เตรียมเปิดให้ผู้ใหญ่ใช้งาน "คอนเทนต์อีโรติก" บน ChatGPT

15 ต.ค. 2568 11:29 น.

OpenAI เตรียมเปิดให้ผู้ใหญ่ใช้งาน “คอนเทนต์อีโรติก” บน ChatGPT

OpenAI ประกาศเตรียมขยายขอบเขตการใช้งานของ ChatGPT ให้ครอบคลุมเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ รวมถึง “เนื้อหาอีโรติก” หรือเนื้อหาเชิงเร้าอารมณ์ โดยจะเปิดให้เฉพาะผู้ใช้ที่ผ่านการยืนยันอายุเท่านั้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายใหม่ที่ แซม อัลท์แมน ซีอีโอ OpenAI ระบุว่า ต้องการ “ปฏิบัติต่อผู้ใหญ่ให้เหมาะสมกับวัย”

ในโพสต์บน X เมื่อวันอังคาร อัลท์แมนกล่าวว่า ChatGPT เวอร์ชันใหม่จะมีความสามารถต่อการ “ตอบสนองในลักษณะใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น” แต่ผู้ใช้สามารถเลือกได้เองว่าจะเปิดใช้งานหรือไม่ ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการตอบโต้ต่อคู่แข่งอย่าง xAI ของอีลอน มัสก์ ซึ่งเพิ่งเปิดตัวแชตบ็อตเชิงเร้าอารมณ์สองตัวบนแพลตฟอร์ม Grok

นักวิเคราะห์มองว่าความคืบหหน้านี้อาจช่วยเพิ่มจำนวนผู้สมัครสมาชิกแบบชำระเงินให้กับ OpenAI แต่ก็อาจกระตุ้นให้เกิดแรงกดดันจากฝ่ายกฎหมายให้เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการปกป้องเยาวชนจากเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่

แหล่งข่าวระบุว่าการปรับนโยบายครั้งนี้เกิดขึ้นหลังบริษัทถูกฟ้องเมื่อช่วงต้นปี โดยครอบครัวชาวแคลิฟอร์เนียกล่าวหาว่า ChatGPT มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของวัยรุ่นอายุ 16 ปี เนื่องจากระบบไม่สามารถป้องกันการสนทนาเชิงภาวะซึมเศร้าได้อย่างเพียงพอ

อัลท์แมนยอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมา OpenAI ตั้งข้อจำกัดของ ChatGPT อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจิต แต่ปัจจุบันบริษัทได้พัฒนาเครื่องมือด้านความปลอดภัยมากขึ้น ทำให้สามารถ “ผ่อนคลายข้อจำกัดได้โดยไม่เสี่ยงต่อผู้ใช้”

อัลท์แมนระบุว่า “เมื่อเดือนธันวาคม เราจะเริ่มใช้ระบบตรวจสอบอายุ (age-gating) อย่างเต็มรูปแบบ และเปิดให้มีเนื้อหาเพิ่มเติม เช่น อีโรติก สำหรับผู้ใช้ที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้ใหญ่” 

อย่างไรก็ตาม นักกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีบางรายแสดงความกังวล เช่น เจนนี คิม จากบริษัทกฎหมาย Boies Schiller Flexner ตั้งคำถามว่า “OpenAI จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเด็กและเยาวชนจะไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่เหล่านี้ได้” พร้อมระบุว่าบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ ๆ “กำลังใช้ผู้คนเป็นหนูทดลอง”

รายงานก่อนหน้านี้โดย TechCrunch ยังเปิดเผยว่า มีบัญชีผู้ใช้ที่ระบุอายุเป็นเยาวชนสามารถสร้างเนื้อหาอีโรติกได้ ซึ่ง OpenAI ระบุภายหลังว่ากำลังดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว

นอกจากนี้ รายงานขององค์กรไม่แสวงกำไร Centre for Democracy and Technology (CDT) พบว่า 1 ใน 5 ของนักเรียน เคยมีความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือรู้จักคนที่มีประสบการณ์ดังกล่าว สะท้อนความจำเป็นในการกำหนดมาตรการด้านจริยธรรมของเทคโนโลยีอย่างจริงจัง

ขณะเดียวกัน นายเกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เพิ่งคัดค้านร่างกฎหมายที่จะห้ามไม่ให้บริษัทพัฒนาแชตบ็อตสำหรับเด็ก โดยให้เหตุผลว่า “วัยรุ่นจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีโต้ตอบกับระบบ AI อย่างปลอดภัย” ส่วนระดับรัฐบาลกลาง สำนักงานคณะกรรมการการค้าของสหรัฐฯ (FTC) กำลังสอบสวนการทำงานของแชตบ็อตที่มีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก

ประกาศของอัลท์แมนมีขึ้นในช่วงที่ตลาดเทคโนโลยี AI กำลังเผชิญแรงกดดันจากนักลงทุน หลังมีการตั้งคำถามถึงมูลค่าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของบริษัทในอุตสาหกรรมนี้ แม้ OpenAI จะมีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่เคยมีกำไร.

ที่มา BBC