อยากได้แบบญี่ปุ่น หลุมยุบที่ซ่อมเสร็จภายใน 7 วัน

อยากได้แบบญี่ปุ่น หลุมยุบที่ซ่อมเสร็จภายใน 7 วัน

24 ก.ย. 2568 12:52 น.

อยากได้แบบญี่ปุ่น หลุมยุบที่ซ่อมเสร็จภายใน 7 วัน

จากเหตุถนนทรุดตัวหน้าวชิรพยาบาลในวันนี้ ชาวเน็ตต่างนึกย้อนถึงเหตุในญี่ปุ่นที่เมืองฟุกุโอกะเมื่อปี 2016 ซึ่งเกิดถนนทรุดขนาดใหญ่พอกัน แต่ที่น่าทึ่งคือญี่ปุ่นสามารถซ่อมเสร็จได้ในเวลาเพียง 7 วัน

โดยเหตุการณ์ที่ฟุกุโอกะ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2016 เวลาประมาณ 05:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ถนนขนาด 5 เลนใจกลางเมืองฟุกุโอกะ ใกล้กับสถานีรถไฟฮากาตะ ซึ่งเป็นสถานีที่พลุกพล่านที่สุดของเมือง เกิดทรุดตัวลงเป็นหลุมยุบขนาดยักษ์ กว้างประมาณ 30 x 27 เมตร และลึกประมาณ 15 เมตร  ซึ่งสาเหตุเกิดจากการก่อสร้างใต้ดินบริเวณใกล้เคียง

แม้เหตุดังกล่าวไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต แต่ทำให้เกิดไฟฟ้า น้ำประปา ก๊าซ และการจราจรในพื้นที่หยุดชะงัก 

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุ ทางการได้เร่งส่งคนงานลงพื้นที่ทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง จนสามารถถมถนนจนเกือบเต็มถนนในเวลาเพียง 2 วัน และซ่อมแซมจนแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการอีกครั้งในเช้าวันที่ 15 พ.ย. 2016 ซึ่งครบ 1 สัปดาห์พอดี

ความสำเร็จดังกล่าวได้รับคำชื่นชมในโซเชียลมีเดีย รวมทั้งผู้คนทั่วโลกที่ยกย่องญี่ปุ่น ที่สามารถจัดการวิกฤติได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วอยู่เสมอ.

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หลุมยุบ

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” จ่อขึ้นฝั่งจีนตอนใต้ เร่งอพยพประชาชนเกือบ 2 ล้านคน

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น "รากาซา" จ่อขึ้นฝั่งจีนตอนใต้ เร่งอพยพประชาชนเกือบ 2 ล้านคน

24 ก.ย. 2568 12:51 น.

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” จ่อขึ้นฝั่งจีนตอนใต้ เร่งอพยพประชาชนเกือบ 2 ล้านคน

ทางการจีนได้สั่งอพยพประชาชนเกือบ 2 ล้านคนในมณฑลกวางตุ้ง ขณะที่ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งทางตอนใต้ โดยคาดว่าจะขึ้นฝั่งภายในวันนี้ หลังจากเพิ่งเผชิญกับไต้ฝุ่นมิแทกเมื่อไม่กี่วันก่อน ทำให้ทางการต้องยกระดับการรับมือภัยพิบัติในระดับสูงสุด

เมื่อคืนที่ผ่านมา (23 ก.ย.) สำนักงานควบคุมและบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งแห่งรัฐของจีน รายงานว่า มีประชาชนมากกว่า 1.89 ล้านคนในมณฑลกวางตุ้งที่ถูกอพยพเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ซึ่งเป็นพายุลูกที่ 18 ของปีนี้ กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งอย่างรวดเร็ว

ไต้ฝุ่นรากาซาคาดว่าจะขึ้นฝั่งในมณฑลกวางตุ้งระหว่างเมืองจูไห่และจ้านเจียง ตั้งแต่ช่วงเที่ยงถึงค่ำของวันนี้ (24 ก.ย.) ซึ่งสร้างความกังวลอย่างยิ่งให้กับทางการ เนื่องจากมณฑลนี้เพิ่งถูกพายุไต้ฝุ่น “มิแทก” พัดถล่มเมื่อไม่กี่วันก่อน ทำให้ดินในบางพื้นที่อิ่มตัวไปด้วยน้ำและอ่อนตัว

รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งได้ออกแถลงการณ์ว่า “การเผชิญหน้ากับซูเปอร์ไต้ฝุ่นอีกลูก ทำให้ความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้สถานการณ์การป้องกันภัยพิบัติรุนแรงและเร่งด่วนอย่างยิ่ง”

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานใหญ่ควบคุมอุทกภัยและภัยแล้งแห่งชาติจึงได้ยกระดับการรับมือเหตุฉุกเฉินจากไต้ฝุ่นขึ้นสู่ระดับ 3 สำหรับมณฑลกวางตุ้งและไหหลำ นอกจากนี้ยังมีการส่งเจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติเข้าพื้นที่เพื่อประเมินสถานการณ์และช่วยเหลือการบรรเทาทุกข์ในท้องถิ่น

กระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินของจีนได้ระดมทีมกู้ภัยจากรัฐวิสาหกิจรวม 143 ทีม ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรกว่า 7,400 นาย และอุปกรณ์กู้ภัยกว่า 2,500 รายการ เพื่อช่วยเคลียร์เส้นทางและระบายน้ำฉุกเฉินในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ขณะเดียวกัน กระทรวงทรัพยากรน้ำได้เรียกร้องให้หน่วยงานทรัพยากรน้ำในมณฑลกวางตุ้ง ไหหลำ และฝูเจี้ยน รวมถึงเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ออกคำเตือนล่วงหน้าอย่างรวดเร็ว และให้คำแนะนำที่ทันท่วงทีแก่รัฐบาลท้องถิ่นหากมีความจำเป็นต้องอพยพประชาชนออกจากพื้นที่อันตราย.

ที่มา  BBC Xinhua

“จิมมี คิมเมล” คืนจอ ย้ำ “ไม่ตั้งใจทำให้เรื่องฆาตกรรมชาร์ลี เคิร์ก เป็นเรื่องตลก”

"จิมมี คิมเมล" คืนจอ ย้ำ "ไม่ตั้งใจทำให้เรื่องฆาตกรรมชาร์ลี เคิร์ก เป็นเรื่องตลก"

24 ก.ย. 2568 11:52 น.

“จิมมี คิมเมล” คืนจอ ย้ำ “ไม่ตั้งใจทำให้เรื่องฆาตกรรมชาร์ลี เคิร์ก เป็นเรื่องตลก”

หลังจากรายการถูกพักการออกอากาศนานเกือบหนึ่งสัปดาห์ จิมมี คิมเมล กลับมาจัดรายการอีกครั้งพร้อมกับเสียงปรบมือกึกก้องจากผู้ชม เขาได้กล่าวขอโทษและแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของ ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยมชื่อดัง พร้อมทั้งตอบโต้การกระทำของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร 

จิมมี คิมเมล พิธีกรรายการทอล์กโชว์ชื่อดัง ได้กลับมาออกอากาศ Jimmy Kimmel Live! อีกครั้ง หลังรายการถูกระงับชั่วคราวจากกรณีที่เขาแสดงความคิดเห็นเชิงล้อเลียนเกี่ยวกับการลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยม ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับฝ่ายบริหารของทรัมป์

ในระหว่างการกล่าวเปิดรายการ คิมเมลกล่าวขอบคุณผู้สนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งเพื่อนร่วมอาชีพอย่าง สตีเฟน โคลเบิร์ต, เซท เมเยอร์, ฮาวเวิร์ด สเติร์น และเดวิด เลตเตอร์แมน ที่ออกมาให้กำลังใจ รวมถึงแฟนๆ ที่ร่วมกันรณรงค์ให้รายการของเขากลับมาออกอากาศอีกครั้ง

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงนักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยมอย่าง เบน ชาพิโร, แคนเดซ โอเวนส์, เท็ด ครูซ และแรนด์ พอล ที่ออกมาปกป้องสิทธิ์ในการพูดอย่างเสรีของเขา แม้ว่าจะไม่ชอบรายการของเขาก็ตาม

แต่ช่วงที่เรียกความสนใจมากที่สุดคือตอนที่ คิมเมล พูดถึงคอมเมนต์ของตัวเองเกี่ยวกับคดีลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก เขาถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ขณะกล่าวว่า “ผมไม่ได้คิดไปเองว่าจะเปลี่ยนใจใครได้ แต่ผมอยากทำให้ชัดเจน เพราะมันสำคัญกับผมในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และนั่นก็คือ คุณเข้าใจไหมว่าผมไม่เคยตั้งใจจะพูดเรื่องฆาตกรรมให้เป็นเรื่องเบาสมองเลย” คิมเมลกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ผมไม่คิดว่ามันจะมีอะไรตลกเกี่ยวกับเรื่องนี้” พร้อมยอมรับว่าเข้าใจดีหากผู้คนมองว่าคอมเมนต์ของเขาไม่เหมาะสม

คิมเมลเสริมว่า “และผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะตำหนิกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสำหรับการกระทำของคนที่เห็นได้ชัดว่ามีความผิดปกติอย่างมาก นั่นตรงกันข้ามกับประเด็นที่ผมพยายามจะพูด” เขากล่าวว่าเขาเข้าใจคำพูดของเขาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่บางคนรู้สึกว่า “ไม่เหมาะสมเวลาหรือไม่ชัดเจน หรืออาจจะทั้งสองอย่าง”

คิมเมลยังได้กล่าวโจมตี เบรนแดน คาร์ ประธานคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ที่ได้รับการแต่งตั้งจากทรัมป์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสั่งระงับรายการของเขา โดยระบุว่าคาร์เคยเป็นผู้สนับสนุนสิทธิในการพูดอย่างเสรี แต่กลับเปลี่ยนท่าทีเมื่อเป็นเรื่องของเขา

คิมเมลออกมาประณามทรัมป์ที่เรียกร้องให้ปลดจิมมี่ ฟอลลอน และเซธ เมเยอร์ส พิธีกรรายการทอล์กโขว์ภาคดึก “ผู้นำของเรายินดีกับคนที่สูญเสียอาชีพ เพราะเขารับมุกตลกไม่ได้” เขาเสริมว่าการที่ทรัมป์เปิดช่องเชียร์ให้คนตกงานนั้น “ไม่ใช่อเมริกัน” และ “อันตราย”

ในช่วงท้าย คิมเมลแสดงความชื่นชมต่อ เอริกา เคิร์ก ภรรยาของชาร์ลี เคิร์ก ที่ให้อภัยผู้ต้องหาในพิธีรำลึกถึงสามีของเธอเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า “มันเป็นการกระทำที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและเสียสละ… ซึ่งทำให้ผมซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง” และเสริมว่าคนอเมริกันควรเอาคำพูดของเธอมาเป็นแบบอย่าง

ถึงแม้จะกลับมาออกอากาศได้ตามปกติ แต่ก็ยังมีอุปสรรคอยู่บ้าง เนื่องจากเจ้าของสถานีโทรทัศน์บางแห่ง เช่น เน็กซ์สตาร์ มีเดีย และ ซินแคลร์ ได้ประกาศว่าจะยังคงใช้ช่วงเวลาของรายการของจิมมี คิมเมล ด้วยรายการอื่นต่อไปในสถานีของตนเอง ซึ่งครอบคลุมครับเรือนในสหรัฐฯ ถึง 23% อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของบริษัทดิสนีย์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของสถานีโทรทัศน์เอบีซี ที่ให้ คิมเมล กลับมาออกอากาศ ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ท้าทายการกระทำของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ที่พยายามคุกคามสื่อที่เห็นต่างผ่านการฟ้องร้องและมาตรการทางกฎหมาย.

ที่มา BBC

มาครงแนะทรัมป์ หากอยากได้โนเบลสันติภาพ ต้องยุติสงครามกาซาให้ได้

มาครงแนะทรัมป์ หากอยากได้โนเบลสันติภาพ ต้องยุติสงครามกาซาให้ได้

24 ก.ย. 2568 11:12 น.

มาครงแนะทรัมป์ หากอยากได้โนเบลสันติภาพ ต้องยุติสงครามกาซาให้ได้

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ออกมากล่าวอย่างชัดเจนว่า หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ต้องการได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอย่างแท้จริง สิ่งที่เขาต้องทำคือการยุติสงครามในฉนวนกาซา เพราะมีเพียงสหรัฐฯ เท่านั้นที่มีอำนาจในการกดดันอิสราเอลให้ยุติความขัดแย้งนี้ได้

ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ BFM TV ของฝรั่งเศส ณ นครนิวยอร์ก ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง กล่าวถึงการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) โดยระบุว่า ทรัมป์เป็นเพียงคนเดียวที่สามารถทำบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับสงครามในฉนวนกาซาได้

มาครงกล่าวว่า “เหตุผลที่เขาสามารถทำได้มากกว่าพวกเรา ก็เพราะพวกเราไม่ได้จัดหาอาวุธที่อนุญาตให้มีการทำสงครามในกาซา เราไม่ได้จัดหาอุปกรณ์ที่ทำให้การทำสงครามในกาซาเกิดขึ้น แต่สหรัฐอเมริกาทำ”

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่เวทีสหประชาชาติ โดยปฏิเสธการเคลื่อนไหวของพันธมิตรตะวันตกที่สนับสนุนการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ และอ้างว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นการให้รางวัลกับกลุ่มติดอาวุธฮามาส

แม้ว่าทรัมป์จะเคยกล่าวว่า “เราต้องยุติสงครามในกาซาทันที เราต้องเจรจาสันติภาพทันที” แต่มาครงก็สวนกลับทันควันว่า “ผมเห็นประธานาธิบดีอเมริกันที่มีส่วนร่วม ซึ่งกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากเวทีนี้เมื่อเช้านี้ว่า ‘ผมต้องการสันติภาพ ผมได้ยุติความขัดแย้งมาแล้ว 7 ครั้ง’ ผู้ที่ต้องการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อคุณยุติความขัดแย้งนี้”

ทั้งนี้ ทรัมป์เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากหลายประเทศ เช่น กัมพูชา อิสราเอล และปากีสถาน สำหรับการเป็นตัวกลางในการเจรจาสันติภาพหรือการหยุดยิง ขณะที่ทำเนียบขาวได้ยืนยันว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ทำเพื่อสันติภาพมากกว่าผู้นำทั้งหมดที่เข้าร่วมประชุมสหประชาชาติรวมกันเสียอีก.

ที่มา Reuters

กต.กัมพูชาออกแถลงการณ์โต้ไทย ชี้ชาวบ้านไม่ได้รุกล้ำ ยันยังไม่ได้ปักปันเขตแดน

กต.กัมพูชาออกแถลงการณ์โต้ไทย ชี้ชาวบ้านไม่ได้รุกล้ำ ยันยังไม่ได้ปักปันเขตแดน

24 ก.ย. 2568 11:11 น.

กต.กัมพูชาออกแถลงการณ์โต้ไทย ชี้ชาวบ้านไม่ได้รุกล้ำ ยันยังไม่ได้ปักปันเขตแดน

กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาดิ้นไม่หยุด ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทางการไทยที่ระบุว่า ชาวบ้านเปรยจันของกัมพูชาได้รุกล้ำเข้าไปในดินแดนไทยเพื่อจัดการประท้วง ยันไม่ได้รุกล้ำ ชี้ไทยบิดเบือนข้อมูล

เพจเฟซบุ๊กของฮุน เซนเคลื่อนไหวอีก เผยแพร่แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา โดยมีการชี้แจง 5 ข้อ ตอบโต้ข้อกล่าวหาของไทยที่ว่า ชาวบ้านเปรยจันของกัมพูชาได้รุกล้ำเข้าไปในดินแดนไทยเพื่อจัดการประท้วง โดยมีเนื้อหาดังนี้

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2025 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยกล่าวในงานแถลงข่าวว่า ชาวบ้านเปรยจันของกัมพูชาได้รุกล้ำเข้าไปในดินแดนไทยเพื่อจัดการประท้วง ซึ่งทำให้ไทยบังคับใช้กฎหมายกับพวกเขา กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาจึงจำเป็นต้องตอบโต้คำแถลงที่บิดเบือนดังกล่าว ดังนี้:

ประการแรก ไทยไม่สามารถอ้างอธิปไตยหรือบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศต่อชุมชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ที่ยังไม่ได้มีการปักปันเขตแดน—โดยเฉพาะในช่วงหยุดยิง ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะงดเว้นการกระทำที่ยั่วยุ การบังคับใช้กฎหมายไทยอย่างไม่ชอบธรรมในช่วงเวลานี้เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ควรเน้นว่าชุมชนชาวกัมพูชาได้อยู่อาศัยในพื้นที่หมู่บ้านเปรยจัน ต.โอเบโจน จ.บันเตียเมียนเจย มาตั้งแต่ก่อนการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU 2000) ว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบกระหว่างกัมพูชาและไทย ตามบันทึกนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะรักษาสถานะเดิมไว้จนกว่างานปักปันเขตแดนจะแล้วเสร็จ ข้อกำหนดอ้างอิงปี 2003 ระบุว่างานปักปันนี้แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน

ประการที่สอง การประท้วงของชาวกัมพูชาเป็นการตอบสนองที่ชอบธรรมต่อการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินและบ้านเรือนของพวกเขา หลังถูกล้อมด้วยลวดหนามและสิ่งกีดขวางที่ปิดกั้นการเข้าถึงที่ดินและไร่นา อีกทั้งยังควรเปิดเผยด้วยว่า ทีมเทคนิคของทั้งสองประเทศได้ตกลงกันในตำแหน่งของหลักเขตแดนหมายเลข 43 แต่ยังไม่ได้ตกลงในตำแหน่งของหลักเขตแดนหมายเลข 42 ซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านเปรยจัน ดังนั้นจึงเป็นการบิดเบือน หากจะใช้แผนภาพที่ลากเส้นพรมแดนตรงจากหลักเขตแดนหมายเลข 43 ไปยังหลักเขตแดนหมายเลข 42 เพื่ออ้างว่าเหตุรุนแรงต่อผู้ประท้วงเกิดขึ้นภายในดินแดนไทย

ประการที่สาม แม้แต่เส้นแบ่งเขตที่ถูกนำเสนอในแผนภาพโดยฝ่ายไทย แต่ในทางปฏิบัติ คนไทยได้เข้ามาอาศัยและทำการเกษตรเป็นเวลาหลายปีแล้ว บนพื้นที่หลายเฮกตาร์ซึ่งอยู่ในดินแดนของกัมพูชา ด้วยความซับซ้อนของปัญหาชายแดนในพื้นที่นี้ กัมพูชาจึงเรียกร้องให้ฝ่ายไทยแก้ไขข้อพิพาทผ่านคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ของทั้งสองประเทศ แทนที่จะพยายามบังคับใช้อำนาจอธิปไตยด้วยกำลัง รวมถึงการบังคับขับไล่ชาวบ้านกัมพูชาออกจากพื้นที่

ประการที่สี่ สมควรต้องกล่าวถึงว่า ภายใต้กรอบของบันทึกความเข้าใจปี 2000 (MOU 2000) กัมพูชาได้ยื่นการประท้วงอย่างเป็นทางการหลายครั้งต่อฝ่ายไทย เพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขการละเมิดในพื้นที่ที่ฝั่งกัมพูชาถูกละเมิด แต่ก็ไม่เป็นผล ความตึงเครียดในปัจจุบันชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ทั้งสองฝ่ายต้องกระตุ้นให้ JBC เร่งรัดและเร่งดำเนินการปักปันเขตแดนในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมทั้งสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการกลับมาทำงานของ JBC ภายใต้กรอบ MOU 2000

ประการที่ห้า กัมพูชายืนยันความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ต่อเงื่อนไขการหยุดยิง ตามที่ได้มีการบันทึกไว้ในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนทั่วไปกัมพูชา–ไทย เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมและ 10 กันยายน และการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนภูมิภาคเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 กัมพูชาคาดหวังว่าไทยจะยึดมั่นในเงื่อนไขการหยุดยิงด้วยความสุจริต เช่นเดียวกัน ด้วยการหยุดแผนการขับไล่ครัวเรือนชาวกัมพูชาหลายร้อยครัวเรือนออกจากบ้านและที่ดินที่พวกเขาอยู่อาศัยมานานหลายสิบปี และให้ผู้ที่ถูกขับไล่กลับคืนบ้านและที่ดินของตน ขณะรอให้การปักปันเขตแดนแล้วเสร็จโดย JBC

รัฐบาลกัมพูชาขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการหาทางออกอย่างสันติต่อข้อพิพาทเขตแดนทั้งหมดกับไทย เช่นเดียวกับกับประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ผ่านวิธีการสันติที่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ โดยยึดมั่นในหลักการที่ว่า “เขตแดนจะต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง”

พนมเปญ 23 กันยายน 2025

ที่มา : FB ฮุน เซน

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ชายแดนไทยกัมพูชา

WHO โต้ทรัมป์ “วัคซีน-ไทลินอล” ไม่เกี่ยวข้องกับออทิสติก

WHO โต้ทรัมป์ "วัคซีน-ไทลินอล" ไม่เกี่ยวข้องกับออทิสติก

24 ก.ย. 2568 10:01 น.

WHO โต้ทรัมป์ “วัคซีน-ไทลินอล” ไม่เกี่ยวข้องกับออทิสติก

องค์การอนามัยโลกแถลงโต้ทรัมป์ไม่มีหลักฐานว่าวัคซีนหรือยาไทลินอล ก่อให้เกิดออทิสติก หลังทรัมป์แนะนำให้สตรีมีครรภ์หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดดังกล่าว จนเกิดความสับสนในสังคม

WHO หรือองค์การอนามัยโลกยืนยันว่าพาราเซตามอล หรืออะเซตามิโนเฟน ซึ่งเป็นตัวยาหลักของไทลินอล ถือเป็นยาแก้ปวดที่ปลอดภัยที่สุดชนิดหนึ่งสำหรับหญิงตั้งครรภ์ แม้จะมีงานวิจัยเชิงสังเกตบางชิ้นที่เคยเสนอความเชื่อมโยงกับออทิสติก แต่ผลลัพธ์ไม่สอดคล้องกัน และงานวิจัยต่อมาหลายชิ้นก็ไม่พบความสัมพันธ์ดังกล่าว

โดยโฆษก WHO ทาริก จาซาเรวิช กล่าวย้ำว่าหากความเชื่อมโยงนั้นมีจริง เราควรเห็นหลักฐานที่ชัดเจนและสม่ำเสมอในทุกการศึกษา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เป็นเช่นนั้น

นอกจากนี้ WHO ยังตอบโต้ข้อกังวลที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามโยงกับวัคซีน โดยชี้ว่าวัคซีนไม่ก่อให้เกิดออทิสติกเช่นกัน และตารางการฉีดวัคซีนในเด็กที่ WHO แนะนำ ได้รับการใช้ทั่วโลกมานานกว่า 50 ปี สามารถช่วยชีวิตประชาชนได้แล้วกว่า 154 ล้านคน

WHO เตือนว่า หากตารางการฉีดวัคซีนถูกเลื่อนหรือปรับโดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคร้ายแรง ทั้งในตัวเด็กเองและชุมชนโดยรอบ โดยทุกครั้งที่พลาดการฉีดวัคซีน จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงติดโรคอันตรายที่อาจถึงชีวิต

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองชี้ว่า ออทิสติกเป็นภาวะซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการของสมอง และมีสาเหตุหลักจากพันธุกรรม ไม่ได้เกิดจากวัคซีนหรือยาแก้ปวดอย่างที่มีกระแสข่าวอ้าง

นับเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดเพื่อชี้แจงข้อกังขาของประชาชน หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ระบุว่า ผู้หญิงตั้งครรภ์ควรอดทน และไม่ใช้ไทลินอล โดยอ้างถึงความเชื่อมโยงที่ไม่ได้รับการพิสูจน์กับภาวะออทิสติก อีกทั้งยังเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงตารางการฉีดวัคซีนในเด็ก รวมถึงวัคซีน MMR (หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน) และตั้งข้อกังขาเรื่องส่วนผสมอะลูมิเนียมที่ใช้ในวัคซีนด้วย.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทลินอล

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซา ถล่มฮ่องกง เตือนภัยระดับ สูงสุดในรอบปี ยอดเสียชีวิตไต้หวันพุ่ง 14 ราย

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซา ถล่มฮ่องกง เตือนภัยระดับ สูงสุดในรอบปี ยอดเสียชีวิตไต้หวันพุ่ง 14 ราย

24 ก.ย. 2568 08:04 น.

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซา ถล่มฮ่องกง เตือนภัยระดับ สูงสุดในรอบปี ยอดเสียชีวิตไต้หวันพุ่ง 14 ราย

ฮ่องกงยกระดับเตือนพายุเป็นระดับ 10 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เมื่อช่วงเช้ามืดวันพุธ ขณะที่ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” พัดถล่มเต็มกำลัง และถูกระบุว่าเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่รุนแรงที่สุดของโลกในปีนี้

ทางการฮ่องกงสั่งปิดโรงเรียนและธุรกิจทั้งหมด พร้อมขอให้ประชาชนอยู่ในที่พักเพื่อความปลอดภัย ขณะที่ซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซาพัดเข้าถล่มเต็มกำลัง จนต้องประกาศเตือนภัยในระดับ 10 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ขณะนี้มีการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว 49 แห่งทั่วเกาะ โดยมีประชาชนกว่า 730 คนเข้าหลบภัยแล้ว

รายงานความเสียหายเบื้องต้นระบุว่า มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 13 คนที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลฉุกเฉิน พบเหตุการณ์ดินถล่ม 1 จุด และต้นไม้หักโค่นมากกว่า 120 ต้น แต่ยังไม่มีรายงานน้ำท่วมจนถึงเวลา 7.00 น. ของวันพุธ

โดยกระแสความวิตกในฮ่องกงทำให้ประชาชนแห่ซื้ออาหารและของใช้จำเป็น จนชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ตแทบว่างเปล่า ขณะที่ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยง เช่น ย่านเล่ยหยู่หมุน ซึ่งมักถูกน้ำทะเลหนุนท่วมหนักทุกครั้งที่เกิดพายุใหญ่ ได้ช่วยกันก่อกระสอบทรายป้องกันไว้ล่วงหน้า

ส่วนที่ไต้หวัน ทางการยืนยันยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 14 รายในเขตฮวาเหลียน หลังเขื่อนดินแตกจนมวลน้ำมหาศาลหลากไหลทะลักพัดสะพานและถนนในเขตกวางฝู่พังราบ ทำให้บ้านเรือนเสียหายหนัก ก่อนหน้านี้มีรายงานผู้เสียชีวิตเพียง 2 รายและสูญหายอีกกว่า 30 คน

ด้านเมืองจูไห่ในมณฑลกวางตุ้งของจีนแผ่นดินใหญ่ ร้านค้าและประชาชนต่างเร่งป้องกันหน้าต่างกระจกและทรัพย์สินจากความรุนแรงของลมพายุ โดยหลายคนยอมรับว่ารู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พายุรากาซา

ชายสหรัฐฯ ผิดจริงข้อหาพยายามลอบสังหาร ทรัมป์ ใกล้สนามกอล์ฟฟลอริดา

ชายสหรัฐฯ ผิดจริงข้อหาพยายามลอบสังหาร ทรัมป์ ใกล้สนามกอล์ฟฟลอริดา

24 ก.ย. 2568 05:25 น.

ชายสหรัฐฯ ผิดจริงข้อหาพยายามลอบสังหาร ทรัมป์ ใกล้สนามกอล์ฟฟลอริดา

ชายชาวอเมริกันผู้พยายามซุ่มยิงนายโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะกำลังตีกอล์ฟในรัฐฟลอริดาเมื่อปีก่อน ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงข้อหาพยายามฆ่า และอื่นๆ ซึ่งทำให้เขามีสิทธิ์รับโทษจำคุกตลอดชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า น.ส.แพม บอนดี อัยการสูงสุดของสหรัฐฯ เปิดเผยในวันอังคารที่ 23 ก.ย. 2568 ว่า นายไรอัน เราท์ อายุ 59 ปี ถูกคณะลูกขุนตัดสินว่ามีความผิดจริงข้อหาพยายามลอบสังหาร นายโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อปีก่อน โดยที่ในขณะนั้น นายทรัมป์ยังเป็นเพียงผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เท่านั้น

นายเราท์ซุ่มอยู่ในพุ่มไม้และเล็งปืนไรเฟิลผ่านรั้วไปยังนายทรัมป์ ที่กำลังตีกอล์ฟที่สนาม “ทรัมป์ อินเทอร์เนชันแนล กอล์ฟ คลับ” ในเมืองเวสต์ปาล์มบีช รัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2567 แต่เขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจลับพบตัวก่อน จึงหลบหนีไปโดยที่ยังไม่ได้ลงมือ ก่อนที่ตำรวจจะสกัดจับเขาได้ในวันเดียวกัน

นอกจากข้อหาพยายามฆ่าแล้ว นายเราท์ยังถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในอีก 4 ข้อหารวมถึงการขัดขวางเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางและความผิดเกี่ยวกับอาวุธ โดยนายเราท์มีโอกาสรับโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต

“แผนการนี้ถูกวางอย่างประณีตและจริงจังอย่างยิ่ง” อัยการจอห์น ชิปลีย์ กล่าวในช่วงเริ่มต้นการพิจารณาคดี พร้อมเสริมว่าหากไม่มีการเข้าแทรกแซงของเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับ “นายโดนัลด์ ทรัมป์ คงไม่มีชีวิตอยู่”

การตัดสินคดีของนายเราท์เกิดขึ้นหลังมีการพิจารณาคดีที่ฟอร์ตเพียร์ซ รัฐฟลอริดา นาน 12 วัน และเกิดขึ้นเพียง 2 สัปดาห์หลังเหตุลอบสังหารนายชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษ์นิยมคนดัง ตอกย้ำความรุนแรงทางการเมืองในสหรัฐฯ ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยตัวนายทรัมป์ก็ตกเป็นเป้าหมายลอบสังหารถึง 2 ครั้งในปี 2567 รวมถึงตอนที่เขาถูกยิงเฉี่ยวหู ระหว่างหาเสียงที่เมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อ 13 ก.ค. 2567

“คำตัดสินว่านายไรอัน เราท์ ซึ่งเป็นผู้ที่พยายามลอบสังหารทรัมป์ มีความผิดในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงยุติธรรมในการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางการเมือง” บอนดีกล่าวในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่าน X

“ความพยายามลอบสังหารครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการโจมตีประธานาธิบดีของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นการดูถูกประเทศชาติของเราอย่างแท้จริง”

ฝ่ายนายเราท์ปฏิเสธข้อกล่าวหาตลอดการพิจารณาคดี โดยเขาตัดสินใจไล่ทนายความของตัวเองออกและแก้ต่างให้ตัวเองในชั้นศาล โดยเขาพยายามอ้างเรื่องนิสัยอ่อนโยนและไม่ใช้ความรุนแรงของตัวเองเป็นข้อโต้แย้ง คำแถลงเปิดคดีที่วกไปวนมาของเขาสุดท้ายก็ถูกผู้พิพากษาตัดบท และเขาก็ไม่ได้โต้แย้งมากนักในตอนที่พยายามทยอยกันขึ้นมาให้รายละเอียดเกี่ยวกับหลักฐานในคดี

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า นายเราท์ดูเหมือนจะพยายามใช้ปากกาแทงตัวเองหลังคณะลูกขุนตัดสินให้เขามีความผิดจริง แต่เจ้าหน้าที่ช่วยกันเข้าสกัดเอาไว้ได้

ทั้งนี้ นายเราท์ มีชีวิตที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ในฐานะผู้รับเหมามุงหลังคา และเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในไต้หวันและยูเครน ซึ่งเขาเดินทางไปถึงสองครั้งหลังจากที่รัสเซียบุกรุก

ซารา ลูกสาวของนายเราท์บอกกับสำนักข่าว รอยเตอร์ส ว่า นายเราท์ไปอยู่ที่ยูเครนเป็นเวลา 10 เดือน โดยนอนในเต็นท์ที่กรุงเคียฟ และช่วยรับสมัครอาสาสมัครและจัดหาเสบียง ซึ่งเธอมองว่านี่เป็นการเดินทางที่ยิ่งใหญ่เพื่อช่วยเหลือผู้คนที่เขามองว่า อ่อนแอหรือไม่มีที่พึ่ง

“พวกเขากำลังจะทำสงคราม พวกเขาไม่มีอะไรจะสู้เลย” ซารา เราท์กล่าว “เขารู้สึกว่าเขาสามารถสร้างความแตกต่างได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้ ชี้รัสเซีย “เสือกระดาษ”

ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้ ชี้รัสเซีย “เสือกระดาษ”

24 ก.ย. 2568 03:05 น.

ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้ ชี้รัสเซีย “เสือกระดาษ”

โดนัลด์ ทรัมป์ พลิกจุดยืนอีกรอบหลังคุยกับเซเลนสกี โดยโพสต์ข้อความแสดงความเชื่อว่า ยูเครนอาจสามารถชิงดินแดนทั้งหมดคืนมาได้ และว่าสงครามนี้ทำให้รัสเซียดูเป็น “เสือกระดาษ”

เมื่อวันอังคารที่ 23 ก.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้พูดคุยกับนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนนอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก ก่อนที่เขาจะโพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า ยูเครนอยู่ในสถานะที่ต่อสู้และชิงพื้นที่ทั้งหมดกลับคืนจากรัสเซียได้ สวนทางจากจุดยืนของนายทรัมป์ก่อนหน้านี้ ที่ต้องการให้สงครามยุติลงแม้ยูเครนจะต้องสละดินแดน

โพสต์ของนายทรัมป์ระบุว่า “หลังจากได้ทราบและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสถานการณ์ทางทหารและเศรษฐกิจของยูเครนกับรัสเซีย และหลังจากที่ได้เห็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นกับรัสเซีย ผมคิดว่ายูเครนที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป อยู่ในสถานะที่สามารถต่อสู้และชิงดินแดนดั้งเดิมกลับมาได้ทั้งหมด ด้วยเวลา, ความอดทน และการสนับสนุนทางการเงินจากยุโรป โดยเฉพาะนาโต การได้พรมแดนเดิมในตอนที่สงครามนี้เริ่มขึ้น เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้อย่างยิ่ง”

“ทำไมจะไม่ได้เล่า? รัสเซียต่อสู้อย่างไร้จุดหมายมา 3 ปีครึ่ง ในสงครามที่หากเป็นมหาอำนาจทางทหารตัวจริงคงใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์ในการเอาชนะ นี่ไม่ใช่เรื่องดีกับรัสเซียเลย ที่จริง มันกำลังทำให้พวกเขาดูเหมือน ‘เสือกระดาษ’ มากกว่า”

“เมื่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในมอสโก และตามเมืองน้อยใหญ่และเขตต่างๆ ทั่วรัสเซียพบว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นในสงครามนี้ พบข้อเท็จจริงที่ว่าเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะหาซื้อน้ำมันเบนซินได้เนื่องจากมีแถวยาวเหยียดรออยู่ และสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจสงครามของพวกเขา ที่เงินเกือบทั้งหมดถูกใช้ไปกับการทำสงครามกับยูเครนซึ่งมีขวัญกำลังใจที่ยอดเยี่ยมและกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ยูเครนอาจสามารถพาดินแดนกลับไปสู่สภาพดั้งเดิมได้ ใครจะรู้? บางทีอาจไปไกลกว่าเดิมก็ได้!”

“ปูตินและรัสเซียกำลังมีปัญหาทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และนี่คือเวลาที่ยูเครนต้องลงมือ อย่างไรก็ตาม ผมขออวยพรให้ทั้งสองประเทศโชคดี เราจะยังคงจัดหาอาวุธให้กับนาโต เพื่อให้นาโตนำไปใช้ตามที่พวกเขาต้องการ ขอให้ทุกคนโชคดี!”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : @realDonaldTrump

ไต้หวันดับแล้ว 2 ศพ ฤทธิ์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ทำทะเลสาบล้นตลิ่ง

ไต้หวันดับแล้ว 2 ศพ ฤทธิ์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ทำทะเลสาบล้นตลิ่ง

24 ก.ย. 2568 01:46 น.

ไต้หวันดับแล้ว 2 ศพ ฤทธิ์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ทำทะเลสาบล้นตลิ่ง

อิทธิพลของซูเปอร์ไต้ฝุ่น รากาซา ทำให้ทะเลสาบในไต้หวันล้นตลิ่งเข้าท่วมเมือง เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ ขณะที่มีผู้ติดค้างและสูญหายอีกนับร้อยราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิทธิพลของซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวเข้าหาภาคใต้ของประเทศจีน ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเกาะไต้หวัน ทำให้น้ำในทะเลสาบบนภูเขาเอ่อล้นทะลักตลิ่งไหลเข้าท่วมเมืองใกล้เคียง ล่าสุดมีรายงานพบผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ ประชาชนอีกนับร้อยติดค้างหรือสูญหาย

ไต้ฝุ่น รากาซา ซึ่งมีความรุนแรงเทียบเท่าเฮอริเคนระดับ 5 มีความเร็วลมสูงสุดถึง 285 กม./ชม. ทำให้มันกลายเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดของปี 2568 จนถึงตอนนี้ และทำให้หลายพื้นที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องประกาศเตือนภัยน้ำท่วม, คลื่นพายุหนุนซัดฝั่ง และดินถล่ม

ชายขอบด้านของพายุ รากาซา พัดกระหน่ำเกาะไต้หวันตั้งแต่เมื่อวันจันทร์แล้ว และทำให้คันดินกั้นทะเลสาบซึ่งเกิดจากดินถล่มก่อนหน้านี้ แตกออกในช่วงบ่ายวันอังคาร (23 ก.ย. 2568) ส่งผลให้น้ำไหลทะลักเข้าสู่เมืองกวงฟู ในเขตฮวาเหลียน ซึ่งอยู่ใกล้กับทะเลสาบ

น้ำจากทะเลสาบพัดทำลายสะพาน, ถอนรากถอนโคนต้นไม้ และท่วมรถยนต์หลายคัน โดยนาย หลี่ หลงเซิ่ง รองหัวหน้าสำนักงานดับเพลิงของเขตฮวาเหลียนเผยว่า บางพื้นที่มีน้ำท่วมสูงถึงชั้น 2 ของตัวบ้าน ขณะที่ในย่านใจกลางเมืองน้ำท่วมถึงชั้น 1 ก่อนที่ระดับน้ำจะลดลงตามลำดับ

นายหลี่บอกอีกว่า มีประชาชนประมาณ 263 คนยังติดค้าง และต้องอพยพขึ้นที่สูงในตอนที่แม่น้ำเพิ่มระดับอย่างกะทันหัน โดยพวกเขาไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายในทันที แต่กำลังกังวลมากเกี่ยวกับระดับน้ำที่สูง

ในพื้นที่อื่น ๆ ของไต้หวัน มีรายงานพบผู้บาดเจ็บ 6 คน, บริการเรือข้ามฟากถูกระงับ และเที่ยวบินระหว่างประเทศมากกว่า 100 เที่ยวถูกยกเลิกเนื่องจากไต้ฝุ่นรากาซาพัดผ่าน

ทั้งนี้ พยากรณ์อากาศคาดว่า ไต้ฝุ่น รากาซา จะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งมณฑลกวางตุ้งทางตอนใต้ของจีนในวันพุธนี้ (24 ก.ย.) โดยทางการมณฑลกวางตุ้งสั่งอพยพประชาชนแล้วกว่า 370,000 คน ขณะที่โรงเรียนกับธุรกิจหลายแห่งต้องปิดทำการ ขณะที่เมืองฮ่องกงยกระดับการเตือนภัยพายุไต้ฝุ่นเป็นระดับ 8 ซึ่งห่างจากระดับสูงสุด 2 ระดับ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc