ป่วนอีก! มือมืดยิงแสงเลเซอร์ใส่เครื่องบิน ‘โป๊ปฟรานซิส’ ขณะลงจอดที่เม็กซิโก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579500

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.พ. 2559 06:30

 

พระสันตะปาปาฟรานซิส (ภาพ: AP)

เครื่องบินของสายการบินของอิตาลี เที่ยวบินจากคิวบาไปยังเม็กซิโก ซึ่งพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จไปด้วย ถูกยิงด้วยแสงเลเซอร์ขณะเตรียมลง โชคดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเครื่องลงจอดได้อย่างปลอดภัย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินโดยสารของสายการบิน อาลิตาเลีย ของประเทศอิตาลี ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ใช้เสด็จจากประเทศคิวบาไปยังประเทศเม็กซิโก เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยยิงด้วยแสงเลเซอร์ในขณะที่เครื่องกำลังลงจอด แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

สายการบิน อาลิตาเลีย ออกแถลงการณ์ระบุว่า เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ลูกเรือในห้องโดยสารของเครื่องบินโดยสารแอร์บัส เอ330 เที่ยวบินที่ เอแซด 4000 (AZ4000) พบเห็นแสงเลเซอร์ถูกยิงมาจากภาคพื้น ในขณะที่พวกเขากำลังเตรียมนำเครื่องลงจอดที่สนามบินในกรุงเม็กซิโกซิตี กัปตัน มาสซิมิเลียโน มาร์เซลลี จึงได้แจ้งต่อหอบังคับการบินในสิ่งที่ลูกเรือพบเห็น ตามมาตรฐานที่ต้องแจ้งหากเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ไม่มีลูกเรือหรือผู้โดยสารคนใดบนเครื่องได้รับบาดเจ็บจากลำแสง และเครื่องบินสามารถลงจอดอย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเพิ่งเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกัน โดย เครื่องบินโดยสารของสายการบินเวอร์จิน แอตแลนติก เที่ยวบิน VS025 ต้องบินกลับไปขอลงจอดฉุกเฉินที่ท่าอากาศยานระหว่างประเทศฮีทโธรว์ ในกรุงลอนดอน ของอังกฤษ เนื่องจากโดนยิงด้วยแสงเลเซอร์ หลังจากทะยานขึ้นจากท่าอากาศยานระหว่างประเทศฮีทโธรว์ได้ไม่นาน

ขณะที่สถิติชี้ว่า ในช่วงปี 2009-2015 เกิดเหตุการณ์ยิงแสงเลเซอร์ใส่เครื่องบินเกิดขึ้นเกือบ 9,000 ครั้ง เฉพาะในสหราชอาณาจักรเพียงแห่งเดียว ซึ่งนายจิม แมคออสลัน เลขาธิการของสมาพันธ์นักบินสหราชอาณาจักร ‘บัลปา’ (Balpa) ระบุว่า เรื่องนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความร้ายแรงและการแพร่กระจายของการโจมตีเครื่องบินด้วยแสงเลเซอร์

“แสงเลเซอร์สมัยใหม่มีพลังสามารถทำให้ตามองไม่เห็น และอาจทำให้นักบินตาลายหรือถูกเบี่ยงเบนความสนใจในช่วงสำคัญของการบิน การยิงแสงเลเซอร์ใส่เครื่องบินเป็นเรื่องผิดกฎหมายและอันตราย ทำให้ผู้ที่อยู่บนเครื่องและภาคพื้นต้องเสี่ยงโดยไม่จำเป็นอย่างสิ้นเชิง” นายแมคออสลันกล่าว

สิ่งพิมพ์ตะวันตกจี้จีน ปล่อยตัว 5 นักเขียนฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579414

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.พ. 2559 06:00

 

(ภาพ: AFP)

เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ศูนย์อเมริกันพีอีเอ็น, สมาคมสำนักพิมพ์อเมริกัน และสมาพันธ์สำนักพิมพ์ยุโรป ที่มีบทบาทส่งเสริมเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นในรูปแบบวรรณกรรม รวมตัวเรียกร้องรัฐบาลฮ่องกงให้เรียกร้องรัฐบาลจีนปล่อยตัว นักเขียนของสำนักพิมพ์ฮ่องกง 5 คน ที่ถูกทางการจีนควบคุมตัวไว้ โดยระบุว่า คดีที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าหากใครเปิดประเด็นล่อแหลมทางการเมือง ก็จะได้รับผลกระทบทั้งเสรีภาพและความปลอดภัย

ทั้งนี้ สื่อสำนักพิมพ์ “ไมท์ตี เคอร์เรนต์” ของฮ่องกง 5 คน ได้หายตัวไปอย่างลึกลับทีละคน ระหว่างเดือน ต.ค.-ธ.ค.ปีก่อน หลังตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับผู้นำและรัฐบาลจีน ในจำนวนนี้มี 2 คน หายตัวไปในเมืองไทย ก่อนจะปรากฏตัว อีกครั้งต้นเดือน ม.ค. ภายใต้การควบคุมตัวของทางการจีน ส่วนสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่การทูตระดับสูงของชาติตะวันตกในกรุงปักกิ่ง ว่า ประเทศไทยไม่ถือเป็นที่พักพิงสำหรับชาวจีนฝ่ายเห็นต่างกับรัฐบาลอีกต่อไป.

พลิกความเชื่อ! ผู้เชี่ยวชาญเตือน ผู้ชายติดไวรัสซิกาน่าห่วงกว่าผู้หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579494

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.พ. 2559 05:45

 

(ภาพ: AFP)

ชั่วโมงนี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักชื่อของไวรัสซิกาอีกแล้ว หลังจากมันระบาดอย่างรวดเร็วในทวีปอเมริกาใต้และเริ่มแพร่กระจายไปยังพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งที่มันเคยถูกพบในพื้นที่แคบๆ ในแอฟริกาและเอเชียเท่านั้น

ความน่ากลัวของซิกาคือ มันอาจทำให้เด็กทารกในครรภ์มารดาป่วยด้วยภาวะศีรษะเล็ก ซึ่งจะทำให้เด็กเกิดความผิดปกติตามมามากมาย แม้เรื่องนี้จะยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่องค์การอนามัยโลกเคยออกมาระบุว่า พวกเขาเชื่ออย่างยิ่งว่า ซิกากับภาวะศีรษะเล็กมีความเกี่ยวโยงกัน ทำให้หลายประเทศออกคำเตือนให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ระวังตัว ไม่เดินทางไปยังประเทศเสี่ยง หรือขอให้พับแผนจะตั้งครรภ์ไปก่อน จะกว่าจะรู้เรื่องเกี่ยวกับไวรัสตัวนี้ดีกว่านี้

แต่ล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขในสหรัฐฯ ออกมาระบุว่า โลกควรจะเฝ้าระวังผู้ชายไม่ให้ติดเชื้อมากกว่าระวังผู้หญิง แต่ก่อนจะเฉลยคำตอบว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ขอพาท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับไวรัสซิกากันก่อน

เจ้าหน้าที่ในประเทศเปรูฉีดยาฆ่ายุง เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสซิกา (ภาพ: REUTERS)

ไวรัสซิกามาจากที่ใด?

ไวรัสซิกา เป็นเชื้อไวรัสในสกุล ‘ฟลาวิวิริแด’ (Flaviviridae) หรือไวรัสที่อาศัยอยู่ในตัวคนหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ โดยมีสัตว์ขาปล้องเป็นพาหะ ซึ่งในกรณีของซิกา คือ ยุงลายที่ออกหากินในเวลากลางวัน เช่น ยุงลายบ้าน และยุงลายสวน ที่มาของชื่อมาจากป่าซิกาในประเทศยูกันดาอันเป็นสถานที่แรกที่มีการพบเชื้อตัวนี้เมื่อปี 1947 ซิกายังเป็นไวรัสที่อยู่ในวงศ์ ฟลาวิไวรัส (Flavivirus) เช่นเดียวกับไวรัสเด็งกี, ไวรัสไข้เหลือง, ไวรัสไข้สมองอักเสบบีญี่ปุ่น และไวรัสเวสต์ไนล์ด้วย

อาการของผู้ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้จะถูกเรียกว่า ไข้ซิกา ปกติจะไม่แสดงอาการหรือแสดงอาการป่วยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยมีลักษณะอาการคล้ายเป็นไข้เลือดออกเด็งกีแบบไม่รุนแรง รักษาได้ด้วยการพักผ่อน ไวรัสซิกาเริ่มแพร่กระจายในพื้นที่แคบๆ ในพื้นที่แถบเส้นศูนย์สูตรในทวีปแอฟริกาและเอเชีย แต่ในปี 2014 ไวรัสตัวนี้กลับข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังหมู่เกาะ เฟรนช์โปลินีเซีย ดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศส จากนั้นจึงลามต่อไปยังเกาะอีสเตอร์ และต่อมาในปี 2015 เชื้อตัวนี้แพร่กระจายไปถึงประเทศเม็กซิโก, ประเทศในอเมริกากลางและแถบทะเลแคริบเบียน กระทั่งถึงทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งการแพร่กระจายอยู่ในระดับ ระบาดไปทั่ว (pandemic) แล้วในขณะนี้

ปัจจุบันยังไม่มียาหรือวัคซีนสำหรับรักษาไข้ซิกา และจนถึงเดือน ก.พ. 2016 มีการพบหลักฐานว่า ไข้ซิกาในหญิงตั้งครรภ์อาจทำให้เด็กในท้องเกิดภาวะสมองพัฒนาผิดปกติ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการแท้งหรือเด็กเกิดมาพร้อมกับภาวะศีรษะเล็กผิดปกติได้ โดยในขณะนี้มีทารกศีรษะเล็กในอเมริกาใต้จำนวนหลายพันคนที่ต้องสงสัยว่ามีสาเหตุมาจากไวรัสตัวนี้ ไข้ซิกายังเชื่อมโยงกับอาการทางระบบประสาทในผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อ รวมไปถึงอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร หรือโรคภูมิแพ้ตัวเอง แม้ว่ายังไม่มีการยืนยันในความเชื่อมโยงเหล่านี้อย่างชัดเจนก็ตาม

เจ้าหน้าที่แจกใบปลิวข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสซิกาแก่นักเดินทาง (ภาพ: REUTERS)

แล้วทำไมผู้ชายติดเชื้อจึงน่ากังวลกว่าผู้หญิง?

การแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของไวรัสซิกา และความน่ากลัวของการเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วของเด็กทารกที่เกิดมาพร้อมกับภาวะศีรษะเล็กผิดปกติในอเมริกาใต้ ทำให้เกิดกระแสความกังวลไปทั่วโลก โดยสหรัฐฯ ได้ออกคู่มือแนะนำสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่ต้องการเดินทางไปประเทศกลุ่มเสี่ยง ขณะที่โคลอมเบีย, โดมินิกัน, เอกวาดอร์, เอลซัลวาดอร์ และจาเมกา ออกคำแนะนำให้ผู้หญิงชะลอการตั้งครรภ์ออกไปก่อน จนกว่าจะรู้ความเสี่ยงที่แน่ชัดจากไวรัสซิกา

แต่ว่าล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขหลายคน รวมทั้ง ดร.วิลเลียม ชาฟฟ์เนอร์ จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ ในเมืองแนชวิลล์ สหรัฐอเมริกา ออกมาเตือนว่า เรื่องที่น่ากังวลไม่ใช่ผู้หญิงติดเชื้อซิกา แต่เป็นผู้ชายที่ติดเชื้อต่างหาก เนื่องจากมีการพบหลักฐานเมื่อไม่นานมานี้ว่า ไวรัสซิกาอยู่ในเชื้ออสุจิของผู้ชายที่ติดเชื้อด้วย และไม่รู้ว่าเชื้อจะอยู่ในอสุจิไปนานเท่าไร

ดร.ชาฟฟ์เนอร์ ระบุว่า หากผู้ชายติดเชื้อไวรัสซิกาจากยุง เขาก็มีโอกาสที่จะถ่ายทอดเชื้อไปสู่ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับเขา และทำให้ทารกที่ยังไม่เกิดมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะศีรษะเล็กได้ ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือ นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้ว่าไวรัสชนิดนี้สามารถอยู่ในน้ำอสุจิได้นานเท่าใด รวมทั้งไม่มีวิธีการตรวจแบบง่ายๆ ทำให้ไม่อาจรู้ได้เลยว่า ผู้ชายที่ติดโรคจะต้องกังวลว่าอาจจะทำให้คู่นอนติดเชื้อไปจนถึงเมื่อไร

ด้าน นาย ทอม สกินเนอร์ โฆษกของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (ซีดีซี) ระบุว่า ซีดีซีหวังว่าจะได้เริ่มการศึกษาเพื่อหาคำตอบเรื่องระยะเวลาที่ไวรัสซิกาสามารถมีชีวิตอยู่ในน้ำอสุจิ โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซีดีซียังออกคำแนะนำให้ผู้ชายที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงในอเมริกาใต้งดเว้นจากการมีเพศสัมพันธ์ หรือใช้ถุงยางขณะร่วมรักไปก่อนโดยไม่ระบุช่วงเวลาที่ต้องเฝ้าระวังที่แน่ชัด

ภาพแสดงให้เห็นความผิดปกติในดวงตาของเด็กทารกที่เกิดมาพร้อมภาวะศีรษะเล็กซึ่งเชื่อว่า ไวรัสซิกาเป็นสาเหตุ (ภาพ: AP)

ในทางกลับกัน ขณะที่ผู้ชายที่ติดเชื้อต้องกังวลว่าตัวเองอาจแพร่เชื้อให้คนอื่นในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน ผู้หญิงต้องห่วงว่าตัวเองจะติดเชื้อในช่วงเวลาจำกัดเท่านั้น โดยผู้หญิงสามารถส่งผ่านไวรัสไปยังทารกในครรภ์ผ่านกระแสเลือด แต่ไวรัสตัวนี้มีชีวิตอยู่ในเลือดของมนุษย์ได้ไม่นาน

ดร.แอนโธนี เฟาชี ผู้อำนวยการของสถาบันโรคติดต่อและโรคภูมิแพ้แห่งชาติ (เอ็นไอเอไอดี) ของสหรัฐฯ กล่าวว่า พวกเขาได้ตรวจสอบไวรัสซิกาในเลือดของผู้ที่ติดเชื้อแล้ว และพบว่าตามปกติมันจะหายไปจากกระแสเลือดในระยะเวลา 5-7 วัน และมากที่สุดที่พบคือ 10 วัน ส่วนสภาสูติแพทย์และนรีแพทย์อเมริกัน (เอซีโอจี) ยืนยันว่า ไม่พบหลักฐานว่าผู้หญิงที่เคยติดเชื้อจะมีความเสี่ยงทำให้การตั้งครรภ์ในอนาคตมีปัญหา

ขณะที่ ดร. มาร์ค วิลสัน นักระบาดวิทยาจากโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยมิชิแกน เผยด้วยว่า การติดเชื้อทำให้เกิดภูมิคุ้มกันเป็นระยะเวลายาวนานมาก ผู้หญิงจะไม่ต้องกังวลหากพวกเธอจะตั้งครรภ์ในอนาคต และนี่อาจเป็นวิธีป้องกันไวรัสซิกาที่ดีที่สุดในขณะนี้ เนื่องจากยังไม่มีวัคซีน

ภาพแสดงขนาดศีรษะที่เล็กกว่าปกติของทารกที่มีอาการของภาวะศีรษะเล็กกับทารกปกติ (ภาพ: wikipedia)

แถมท้าย…ภาวะศีรษะเล็กผิดปกติคืออะไร?

รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า อายุรแพทย์ประสาทวิทยา และอาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เขียนบทความเกี่ยวกับ ภาวะศีรษะเล็ก เอาไว้บนเว็บไซต์ haamor.com (หาหมอ.คอม) ว่า ศีรษะเล็กคือภาวะที่เส้นรอบวงศีรษะมีขนาดเล็กกว่าปกติมากเมื่อเทียบกับเด็กทั่วไปที่เพศและอายุเดียวกัน โดยเป็นผลสืบเนื่องของการพัฒนาการของสมองหรือของกะโหลกศีรษะที่ผิดปกติ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือหลังคลอด โดยการตรวจวัดขนาดหรือเส้นรอบวงศีรษะจะกระทำโดยแพทย์ด้วยเทคนิคเฉพาะเท่านั้น

ภาวะศีรษะเล็กเป็นอาการที่พบไม่บ่อย เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่หลักๆ คือจากความผิดปกติทางพันธุกรรมตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์ หรือเกิดความผิดปกติจากสาเหตุภายนอกตั้งแต่ยังเป็นทารก เช่น ได้รังสีชนิดต่างๆ อาทิ รังสีเอ็กซ์, รังสีจากการตรวจโรค เป็นต้น หรือได้รับสารเคมี นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่เกิดหลังคลอดทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บทางสมอง เช่น การติดเชื้อ, ภาวะขาดออกซิเจน ทำให้สมองไม่เจริญเติบโต ไม่มีพัฒนาการ ศีรษะจึงมีขนาดเล็กลงตามไปด้วย

อาการผิดปกติที่พบของภาวะศีรษะเล็ก คือ เด็กมีพัฒนาการช้าในทุกด้าน ตัวเตี้ย ใบหน้าผิดรูป ซนผิดปกติ ปัญญาอ่อน และอาจมีชัก และภาวะศีรษะเล็กเกือบทุกกรณีไม่มีวิธีรักษา ความรุนแรงของอาการจะขึ้นอยู่กับขนาดของศีรษะ และการมีความผิดปกติของอวัยวะอื่นๆ ร่วมอยู่ด้วย อายุขัยของเด็กศีรษะเล็กก็มักสั้นกว่าเด็กทั่วไป ทั้งนี้จะมากน้อยขึ้นอยู่กับขนาดศีรษะที่เล็กลง

สหรัฐฯโอ่บึ้มคลังเงินไอเอส-เยอรมนีทวนแผนสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579411

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.พ. 2559 04:45

 

(ภาพ: AFP)

เมื่อ 17 ก.พ. พันเอกสตีฟ วอร์เรน โฆษกกองทัพสหรัฐฯ แถลงผลปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐฯและประเทศพันธมิตร ซึ่งระดมโจมตีทาง อากาศสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ต่างๆของกองกำลังติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในอิรักและซีเรียรอบใหม่ช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา สามารถทำลายคลังเงินสดและคลังเชื้อเพลิงของกลุ่มไอเอสในเมืองโมซูลทางเหนือของอิรักได้สำเร็จ ทำให้กลุ่มไอเอสสูญเสียเงินไปกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

กองทัพสหรัฐฯย้ำว่า การโจมตีคลังเก็บเงินสดของไอเอสตั้งแต่เดือน ต.ค.2558-ม.ค.2559 ส่งผลกระทบให้ไอเอสต้องปรับลดเงินเดือนของกลุ่มนักรบไอเอสในบางพื้นที่ลงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ตลอดจนมีการ ปล่อยตัวประกันแลกเปลี่ยนกับเงินสดราว 500 ดอลลาร์ต่อคน และมีคำสั่งเก็บเงินค่าสาธารณูปโภคจากประชาชนในเมืองรักกาของซีเรีย ซึ่งเปรียบได้กับศูนย์บัญชาการกลางของกลุ่มไอเอสเพิ่มขึ้นอีกด้วย

วันเดียวกัน นางแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เรียก ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาทบทวนแผนการต่อสู้กลุ่มไอเอสของเยอรมนีและกองกำลังนาโต ซึ่งประกาศเขตห้ามบินเหนือน่านฟ้าทางตอนเหนือของซีเรีย หลังรัฐบาลรัสเซียอาศัยข้อได้เปรียบของเขต ห้ามบินนำกำลังโจมตีกลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรียไปด้วย.

สลด! บัสโดยสารประสานงารถบรรทุกในกานา ดับ 53 ศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579424

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.พ. 2559 00:30

 

(ภาพ: google map)

เกิดอุบัติเหตุรถบัสโดยสารชนประสานงากับรถบรรทุก ในภาคกลางของประเทศกานา ในทวีปแอฟริกา ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 53 รายและบาดเจ็บอีกหลายสิบคน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ก.พ. 2016 ว่า เกิดเหตุรถบัสโดยสารชนประสานงากับรถบรรทุกมะเขือเทศในพื้นที่ภาคกลางของประเทศกานา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 53 ราย นับเป็นหนึ่งในอุบัติเหตุบนท้องถนนที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของกานา

นายคริสโตเฟอร์ ทาวิยาห์ โฆษกตำรวจท้องถิ่นเปิดเผยว่า อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงคืนวันพุธที่ผ่านมา ที่เมืองคินทัมโป ซึ่งห่างจากกรุงอักกรา เมืองหลวงของกานาไปทางเหนือราว 400 กม. โดยมีผู้รอดชีวิตเป็นผู้ใหญ่ 18 คน และเด็กอีก 5 คน กำลังรับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐในเมืองแห่งนี้

หลังเกิดเหตุ ประธานาธิบดี จอห์น ดรามานี มาฮามา แห่งกานา ทวีตข้อความบนเว็บไซต์ทวิตเตอร์ แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้ที่บาดเจ็บและเสียชีวิต ขณะที่เจ้าหน้าที่ของกานากำลังสืบสวนหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้

ตุรกีแค้น! ชี้กลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดในซีเรีย อยู่เบื้องหลังคาร์บอมบ์โจมตีอังการา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579345

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.พ. 2559 19:10

 

นายกฯ ตุรกี ออกโรงชี้กลุ่มก่อการร้ายชาวเคิร์ดในซีเรีย ‘วายพีจี’ อยู่เบื้องหลังก่อเหตุคาร์บอมบ์สะเทือนขวัญในกรุงอังการา ดับสลดอย่างน้อย 28 ราย ส่วนใหญ่เป็นทหาร พร้อมเผยชื่อและสัญชาติมือระเบิดพลีชีพ เป็นชาวซีเรีย

เมื่อ 18 ก.พ.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน นายกรัฐมนตรีอาห์เหม็ด ดาวูโตกลู แห่งตุรกี กล่าวว่า กลุ่มก่อการร้ายที่อยู่เบื้องหลังเหตุคาร์บอมบ์ร้ายแรงในกรุงอังการา เมืองหลวงตุรกี คร่าชีวิตอย่างน้อย 28 ศพ เมื่อวันที่ 17 ก.พ.ว่า เป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายชาวเคิร์ด YPG (วายพีจี) ซึ่งมีฐานอยู่ในซีเรีย และขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องก่อเหตุรุนแรงครั้งนี้แล้ว 9 คน

นายกรัฐมนตรีดาวูโตกลู ยังกล่าวด้วยว่า กลุ่มวายพีจีได้ทำงานร่วมกับ ‘พรรคแรงงานเคอร์ดิสถาน’ (PKK) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธนอกกฎหมายในประเทศตุรกีในการก่อเหตุคาร์บอมบ์โจมตีรถทหาร ใกล้อาคารรัฐสภาในกรุงอังการา โดยนายกรัฐมนตรีตุรกียังได้ระบุชื่อมือระเบิดพลีชีพที่จุดชนวนระเบิดติดรถยนต์ หรือคาร์บอมบ์ ว่าชื่อ นายซาลีห์ นีซาร์ เป็นชาวซีเรีย โดยได้รอจังหวะในช่วงที่รถทหารแล่นผ่านมา จึงเป็นเหตุให้ทหารดับสลดมากถึง 26 นาย ในจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รุนแรงครั้งนี้อย่างน้อย 28 ราย และมีผู้บาดเจ็บ 61 ราย

ไฟลุกโชนหลังเกิดเหตุคาร์บอมบ์ โจมตีรถทหารที่แล่นผ่านมา ดับสลดอย่างน้อย 28

บีบีซี รายงานว่า รัฐบาลตุรกีได้ตีตราให้กลุ่มติดอาวุธ วายพีจี เป็นกลุ่มก่อการร้าย ถึงแม้รัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรกับตุรกีให้การสนับสนุนกลุ่มวายพีจี ในการต่อสู้กับกลุ่มมุสลิมติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือไอซิส ในขณะที่ พรรคพีวายดี ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของชาวเคิร์ดในซีเรีย และมีความเป็นพี่เป็นน้องกับ กลุ่มวายพีจี ได้ออกมาปฏิเสธคำกล่าวหาของรัฐบาลตุรกีที่ระบุว่ากลุ่มวายพีจีลงมือก่อเหตุคาร์บอมบ์โจมตีกรุงอังการา

นายกรัฐมนตรีอาห์เหม็ด ดาวูโตกลูแห่งตุรกี (ขวา)

ก่อนหน้านี้ กองทัพตุรกีได้ส่งเครื่องบินรบปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดทั้งในซีเรียและอิรักมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน โดยบีบีซีแจ้งว่า หลังเกิดเหตุคาร์บอมบ์ที่กรุงอังการา ทำให้กองทัพตุรกีส่งเครื่องบินรบโจมตีเป้าหมายกลุ่มติดอาวุธพีเคเคในภูมิภาคฮัฟตานิน ทางตอนเหนืออิรัก เมื่อคืนวันที่ 17 ก.พ. และทำให้นักรบกลุ่มพีเคเคสิ้นชีพประมาณ 70 ราย รวมทั้งผู้บัญชาการอาวุโสหลายคน.

ชาวเวเนฯ ช็อก! รบ.ประกาศขึ้นราคาน้ำมันพรวดเดียว 6,000%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579286

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.พ. 2559 17:20

 

รบ.เวเนซุเอลาประกาศขึ้นราคาน้ำมันครั้งใหญ่ และครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ขึ้นพรวดเดียว 6,000% พร้อมกับลดค่าเงินในประเทศ ประธานาธิบดีมาดูโรออกทีวีชี้แจง จำเป็นต้องทำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

เมื่อ 18 ก.พ.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน รัฐบาลเวเนซุเอลา ภายใต้การนำของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ประกาศขึ้นราคาน้ำมันในประเทศ แบบพุ่งพรวดเมื่อวันพุธที่ 17 ก.พ. เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยขึ้นราคาน้ำมันบางประเภทจนแพงกว่าราคาปัจจุบันถึง 60 เท่า หรือ 6,086% อีกทั้งยังถือเป็นการขึ้นราคาน้ำมันครั้งแรกของเวเนซุเอลาในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่ประเทศชาติเกิดวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ข่าวแจ้งว่า รัฐบาลเวเนซุเอลาได้ประกาศขึ้นราคาน้ำมันซึ่งถือเป็นรายได้สำคัญของประเทศ โดยขึ้นราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 จากราคาลิตรละ 0.097 โบลีวาร์ เป็น 6 โบลีวาร์ หรือแพงกว่าเดิมถึง 6,086% และยังขึ้นราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ถึง 1,300% นอกจากนั้น รัฐบาลเวเนซุเอลายังลดค่าเงินโบลีวาร์ลง จากเดิมอัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลโบลีวาร์กับดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่ที่ 6.3 โบลีวาร์ต่อหนึ่งดอลลาร์ ค่าเงินได้อ่อนลงมาเป็น 10 โบลีวาร์ต่อหนึ่งดอลลาร์ ในวันที่ 18 ก.พ.นี้

ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา

ประธานาธิบดีมาดูโรได้กล่าวชี้แจงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติว่า ราคาน้ำมันใหม่จะช่วยสนับสนุนโครงการด้านสังคม เช่น ที่พักอาศัย ระบบสาธารณสุข และการศึกษา พร้อมทั้งยังหวังว่า ชาวเวเนซุเอลาจะเข้าใจความมุ่งหมายของรัฐบาลที่ประกาศขึ้นราคาน้ำมันครั้งใหญ่ และยังเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังได้ประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 20% ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มีนาคม

ข่าวแจ้งว่า ถึงแม้รัฐบาลเวเนซุเอลาจะประกาศขึ้นราคาน้ำมันครั้งใหญ่ แต่ราคาน้ำมันในเวเนซุเอลาก็ถือเป็นราคาที่ถูกที่สุดในโลก ชนิดที่เติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ค่าออกเทนสูงเต็มถัง เสียเงินเท่ากับค่าเบียร์แค่ 3 ขวด.

ถูกเหลือเชื่อ! บ.อินเดียออกสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ‘ฟรีดอม251’ ถูกสุดในโลก แค่133 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579243

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.พ. 2559 15:40

 

คงขายดีมาก… บริษัทผลิตสมาร์ทโฟนน้องใหม่ในอินเดีย ออกสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ‘ฟรีดอม 251’ ตั้งราคาขายไว้ถูกที่สุดในโลก เพียงแค่เครื่องละ 133 บาทเท่านั้น

เมื่อ 18 ก.พ. 59 สำนักข่าวบีบีซี รายงาน บริษัท ริงกิ้ง เบลส์ ในอินเดีย เผยโฉมสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ‘Freedom 251’ (ฟรีดอม 251) ออกมาให้ชาวอินเดียและชาวโลกต้องฮือฮากันแล้ว ด้วยสนนราคาถูกแสนถูก จนครองแชมป์สมาร์ทโฟนราคาถูกที่สุดในโลก เพียงเครื่องละ 251 รูปี (หรือ 3.67 ดอลลาร์​ แค่ประมาณ 132.12 บาทเท่านั้น เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมา

ประชาสัมพันธ์หญิงของบริษัท ริงกิ้ง เบลส์ เผยกับนักข่าวเอเอฟพี ถึงประสิทธิภาพของสมาร์ทโฟน รุ่น Freedom 251 ว่า แม้ทางบริษัทจะตั้งราคาขายไว้ถูกมาก แต่กลับมีสเปกไม่ได้ด้อยอย่างที่หลายคนคิด เพราะนอกจากจะมีความจุขนาด 8GB แล้ว ยังมีกล้องหน้าและกล้องหลัง โดยทาง บริษัท ริงกิ้ง เบลส์ ได้ยกให้สมาร์ทโฟน รุ่น ฟรีดอม 251 เป็นรุ่นแฟลกชิพ หรือ เรือธง ของทางบริษัทเลยทีเดียว โดยคาดว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนราคาย่อมเยาว์ที่ครองใจผู้บริโภคได้ไม่ยาก ในขณะที่ อินเดีย ถือเป็นตลาดมือถือใหญ่อันดับ 2 ของโลก และมีชาวอินเดียใช้สมาร์ทโฟนในประเทศกันแล้วมากนับ 1 พันล้านคน

รูปโฉมสมาร์ทโฟน ‘ฟรีดอม 251’

สำนักข่าวเพรสทรัสต์ ในอินเดียแจ้งว่า บริษัท ริงกิ้ง เบลส์ เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ 2-3 เดือนก่อน และได้ออกสมาร์ทโฟน ราคาถูกที่สุดในอินเดียรุ่นหนึ่งออกมาแล้ว โดยตั้งราคาขายไว้ที่เครื่องละ 2,999 รูปี จากนั้น ได้สร้างกระแสฮือฮา ด้วยการออกสมาร์ทโฟนรุ่นถูกที่สุดในโลก ในราคาแค่ 251 รูปีเท่านั้น

ผู้ก่อการร้ายโจมตีกรุงปารีสมีเป้าหมายทำลายโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์เบลเยียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579006

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.พ. 2559 07:30

 

สื่อเบลเยียมรายงานว่า ผลการสืบสวนเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายที่โจมตีกรุงปารีสและผู้ร่วมขบวนการพบหลักฐานข้อมูลสำคัญซึ่งชี้ว่า พวกเขามีเป้าหมายสูงสุดคือการโจมตีโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในทวีปยุโรป…

หนังสือพิมพ์ DH ของเบลเยียมรายงานข่าว การสืบสวนเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายที่โจมตีกรุงปารีสและผู้ร่วมขบวนการพบหลักฐานข้อมูลสำคัญว่า เป้าหมายสูงสุดของกลุ่มรัฐอิสลามและกลุ่มผู้ก่อการร้ายดังกล่าวคือ ความพยายามที่จะบุกเข้าโจมตีโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในทวีปยุโรปซึ่งเป็นการคุกคามที่น่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง ทำให้รัฐบาลเบลเยียมและฝรั่งเศสได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ภายหลังการโจมตีกรุงปารีสคืนวันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 130 คน และบาดเจ็บอีกกว่า 350 คน

แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ยืนยันว่า จากการตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัยหลายแห่งในเบลเยียมภายหลังการก่อการร้ายหลายจุดในเวลาใกล้เคียงกันและมีการประสานงานจากประเทศเบลเยียม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ค้นพบคลิปวิดีโอความยาวกว่า 10 ชั่วโมงเมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

จากการดูในครั้งแรก เจ้าหน้าที่ไม่สามารถระบุได้ว่า ถ่ายที่ไหนหรือเพื่อเป้าหมายใด ทราบแต่เพียงว่าเป็นกล้องที่ตั้งไว้เพื่อจับภาพประตูทางเข้าบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคฟลานเดอร์ ภายหลังจากการดูวิดีโอจนหมด เจ้าหน้าที่จึงทราบว่า เป็นการติดตามการเข้า-ออกบ้านของชายคนหนึ่งซึ่งไม่ทราบว่าเป็นใคร เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการตรวจสอบอย่างละเอียดและพบตำแหน่งที่ตั้งของบ้านหลังดังกล่าว ที่น่าตกใจคือ เจ้าของบ้านหลังดังกล่าวที่ถูกอัดคลิปวิดีโอคือ ผู้อำนวยการด้านการวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์เบลเยียม

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งตามสถานที่สาธารณะบริเวณถนนที่รายรอบโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์เบลเยียมเพื่อสืบหาร่องรอยและทำความเข้าใจกับคลิปที่พบดังกล่าวข้างต้น ซึ่งทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคงเบลเยียมวิตกกังวล

การตรวจวิเคราะห์พบว่า คลิปดังกล่าวถ่ายจากกล้องถ่ายวิดีโอที่ซ่อนไว้ในพุ่มไม้โดยมีฟางวางทับปิดไว้ และมีผู้ต้องสงสัยจำนวน 2 คนที่มาเก็บกล้องถ่ายวิดีโอและขึ้นรถขับหนีออกไปโดยไม่ได้เปิดไฟหน้ารถ ทำให้ไม่สามารถระบุรายละเอียดที่ชัดเจนของผู้ต้องสงสัยได้ว่าเป็นใคร มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายก่อการร้ายโจมตีกรุงปารีสหรือไม่แต่อย่างใด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถระบุได้ว่าคลิปวิดีโออัดไว้ตั้งแต่วันไหน ก่อนหรือหลังการโจมตีกรุงปารีสคืนวันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไปเพื่อตรวจสอบว่า ผู้ก่อการร้ายสามารถค้นหาที่อยู่ของเหยื่อในคลิปวิดีโอได้อย่างไร

สุดยอดผู้นำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579014

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.พ. 2559 07:18

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถ่ายภาพหมู่ร่วมกับนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และบรรดาผู้นำอาเซียน ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษ ที่ซันนีแลนด์ เมืองแรนโช มิราจ รัฐ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยเสนอให้ไทยเป็นผู้ดูแลสินค้าด้านการเกษตร ในอาเซียน.