หวิดวินาศ! บินโซมาเลียบึมเป็นรูหลังเทคออฟ ต้องลงจอดฉุกเฉิน ดับ 1 เจ็บ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571866

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2559 22:50

 

(ภาพ: airlive.net)

เครื่องบินโดยสารของสายการบิน ดาอัลโล แอร์ไลน์ส ต้องลงจอดฉุกเฉินในกรุงโมกาดิชู เมืองหลวงของประเทศโซมาเลียเมื่อวันอังคาร หลังเกิดเสียงระเบิดและไฟลุกไหม้ เพียงไม่นานหลังจากขึ้นบิน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 2 ก.พ. 2016 เครื่องบินโดยสารแอร์บัส เอ321 เที่ยวบินที่ ดี3159 (D3159) ของสายการบิน ดาอัลโล แอร์ไลน์ส ของประเทศโซมาเลีย ต้องลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินในกรุงโมกาดิชู หลังเกิดเหตุระเบิดภายในห้องโดยสารเพียงไม่กี่นาทีหลังขึ้นบินจากเมืองหลวงแห่งนี้

รูขนาดใหญ่บริเวณลำตัวเครื่องบินด้านขวา (ภาพ: VOA)

นายอาลี อาห์เหม็ด จามา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและการบินพลเรือนแห่งประเทศโซมาเลีย เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า เครื่องบินโดยสารของดาอัลโล แอร์ไลน์ส ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังประเทศจิบูตี ต้องลงจอดฉุกเฉินหลังจากเกิดเสียงระเบิดและไฟลุกไหม้ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนหาสาเหตุของเสียงและไฟไหม้ดังกล่าว

ด้าน นายอับดีราฮิม อาห์เหม็ด ผู้เห็นเหตุการณ์ที่สนามบินที่เกิดเหตุระบุว่า เขาเห็นไฟลุกไหม้ที่ปีกเครื่องบินอย่างน้อย 1 ข้างในตอนที่เครื่องกำลังลงจอด ขณะที่สื่อสำนักต่างๆ มีการเผยแพร่ภาพเครื่องบินลำนี้มีรูขนาดใหญ่บริเวณใกล้ปีกด้านขวาของตัวเครื่อง

ภาพความเสียหายในห้องโดยสาร (ภาพ: VOA)

ทั้งนี้ สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานด้วยว่าในกลุ่มผู้โดยสารและลูกเรือประมาณ 60 คน มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 2 คน และมีการพบศพผู้เสียชีวิตซึ่งเชื่อว่าตกจากเครื่องบินลำนี้ที่เขตบอลอาดซึ่งอยู่ติดกับกรุงโมกาดิชูอีก 1 ราย

ไวรัสซิการะบาดหนัก! สหรัฐฯ เพิ่มอีก 4 ประเทศ เตือนหญิงตั้งครรภ์เลี่ยงไปเยือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571828

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2559 18:48

 

ซีดีซี ของสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มรายชื่อ 4 ประเทศ ที่แนะนำชาวอเมริกัน โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงไปเยือน เพราะไวรัสซิกากำลังระบาดหนัก  ขณะที่องค์การอนามัยโลกประกาศให้การระบาดของไวรัสซิกา เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศแล้ว

เมื่อ 2 ก.พ.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อร้ายแรงของสหรัฐฯ (ซีดีซี) ประกาศเพิ่มรายชื่อประเทศอีก 4 ประเทศที่แจ้งเตือน แนะนำให้ชาวอเมริกัน โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปเยือนในขณะนี้ เนื่องจากมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสซิกา โดย 4 ประเทศ ที่ซีดีซีประกาศเตือนเพิ่ม เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้แก่ ประเทศอเมริกันซามัว ดินแดนหมู่เกาะของสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ส่วนอีก 3 ประเทศ คือ คอสตาริกา คูราโซ และนิคารากัว

ก่อนหน้านี้ ซีดีซี ได้ประกาศแนะนำประชาชน โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการไปเยือน เนื่องจากมีการแพร่ระบาดของไวรัสซิกาอย่างรุนแรงแล้ว 28 ประเทศ ทั้งในลาตินอเมริกา และแถบแคริบเบียน เนื่องจากพบว่าเด็กทารกแรกเกิดซึ่งมีขนาดศีรษะเล็กผิดปกติหลายพันคนในบราซิล มีความเกี่ยวข้องกับการที่แม่ของเด็กเหล่านี้ติดเชื้อไวรัสซิการะหว่างตั้งครรภ์

ดร.มาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกประกาศการระบาดของไวรัสซิกา เป็นภาวะฉุกเฉิน ด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ

ขณะเดียวกัน เมื่อวันจันทร์ที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การแพร่ระบาดของไวรัสซิกา ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะอยู่ในขั้นเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศแล้ว

จะกลับบ้านไปฉลองตรุษจีน! ชาวจีนกว่าแสนอดทน รอรถไฟนานมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571743

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2559 17:00

 

ชาวจีนกว่าแสนคนต้องใจเย็นอย่างเดียว ติดแหง็กอยู่ที่สถานีรถไฟกวางโจว ทางภาคใต้ เพื่อรอรถไฟกลับบ้านเกิดไปฉลองเทศกาลตรุษจีนกับครอบครัว หลังรถไฟโดยสารจำนวนมากเจอปัญหาล่าช้ากว่ากำหนด เนื่องจากในพื้นที่ทางตอนเหนือของจีนมีสภาพอากาศเลวร้าย มีทั้งฝนและหิมะตก

เมื่อ 2 ก.พ.59 สื่อต่างประเทศรายงาน เทศกาลตรุษจีน หรือวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน ไม่เคยทำให้ชาวจีนล้มเลิกการเดินทางกลับไปฉลองเทศกาลตรุษจีนกับสมาชิกในครอบครัวที่บ้านเกิด แม้จะต้องอดทนรอคอยรถโดยสารหรือรถไฟนานเพียงใดก็ตาม โดยเมื่อจันทร์ที่ 1 ก.พ. มีรายงานว่า มีประชาชนกว่าแสนคนต้องรออยู่ที่สถานีรถไฟในเมืองกวางโจว เมืองเอกของมณฑลกวางตุ้ง ตอนใต้สุดของประเทศ เพื่อรอขึ้นรถไฟโดยสารเดินทางกลับบ้านเกิด

ตามรายงานของ นสพ.เซาท์ เมโทรโปลิส เดลี่ สื่อท้องถิ่นในเมืองกวางโจว ของจีน ระบุถึงสาเหตุที่ทำให้มีชาวจีนนับแสนคนนั่งรอรถไฟที่สถานีรถไฟเมืองกวางโจว เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย เกิดฝนตกและหิมะตกทางตอนเหนือของประเทศ จึงทำให้รถไฟโดยสารจำนวนมากต้องประสบกับความล่าช้า

ชาวจีนจำนวนมากรอรถไฟกลับบ้านเกิดที่สถานีรถไฟในกรุงปักกิ่ง

ข่าวแจ้งว่า จนถึงเช้าวันอังคารที่ 2 ก.พ. ยังคงมีชาวจีนรออยู่ที่สถานีรถไฟเมืองกวางโจวอีกราว 34,000 คน โดย นสพ.เซาท์ เมโทรโปลิส เดลี่ รายงานด้วยว่า ที่สถานีรถไฟสายตะวันออกของเมืองกวางโจว ยังมีผู้โดยสารรอขบวนรถไฟอยู่ที่สถานีอีกนับ 22,500 คน และที่นครเซี่ยงไฮ้ เมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจของจีน มีประชาชนรออยู่ที่สถานีรถไฟอีกกว่า 30,000 คน หลังจากรถไฟ 60 ขบวนล่าช้ากว่ากำหนด

‘อัลฟาเบต’ บ.แม่กูเกิล โค่นแอปเปิล! ครองแชมป์บริษัทมีมูลค่าการตลาดสูงสุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571607

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2559 12:30

 

บริษัทอัลฟาเบต บริษัทแม่ของกูเกิล ผงาดขึ้นครองแชมป์บริษัทที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงสุดในโลก แซงหน้าบริษัทแอปเปิลไปได้แล้ว หลังแจ้งผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ของปีก่อน ทำกำไรได้มหาศาลถึง 1.76แสนล้าน ส่งผลให้ราคาหุ้นถีบพุ่งขึ้นถึง 9%

เมื่อ 2 ก.พ. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวฮือฮา บริษัทอัลฟาเบต (Alphabet) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัทกูเกิล (Google) ขึ้นแซงหน้าบริษัทแอปเปิล อิงค์ กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงสุดในโลก แทนที่แอปเปิลไปได้แล้ว โดยจากการแจ้งผลประกอบการในช่วงไตรมาสที่ 4 ของบริษัทอัลฟาเบต ปี 2558 ปรากฏว่า บริษัทอัลฟาเบตสามารถทำกำไรได้สูงถึง 4,900 ล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 1.76 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้าถึง 4,700 ล้านดอลลาร์

ทันทีที่บริษัทอัลฟาเบตแจ้งผลประกอบการสร้างไตรมาสที่ 4 ต่อสาธารณชน ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์พุ่งทะยานขึ้นไปถึง 9% ซึ่งนั่นหมายถึง ทำให้ บริษัทอัลฟาเบต มีมูลค่าในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นในพริบตา เป็น 568,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 20.448 ล้านล้านบาท แซงหน้าบริษัทแอปเปิลเจ้าของไอโฟน ซึ่งมีมูลค่าในตลาดหลักทรัพย์ 535,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 19.26 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ นับเป็นการเริ่มต้นที่สวยงามมากสำหรับบริษัทอัลฟาเบต ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล หลังจากบริษัทกูเกิล ซึ่งให้บริการเสิร์จ เอ็นจิน สืบค้นข้อมูลรายใหญ่ของโลก ได้จัดตั้งบริษัทอัลฟาเบตขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นบริษัทโฮลดิ้ง (บริษัทที่ไม่มีธุรกิจหลักของตัวเอง โดยมีรายได้จากการถือหุ้นในบริษัทอื่นเป็นหลัก) หรืออีกความหมายหนึ่งคือ บริษัทอัลฟาเบต ที่เป็นบริษัทแม่ของกูเกิล ทำให้องค์กรของกูเกิลมีขนาดเล็กลง เมื่อ 11 สิงหาคม 2558

หักปากกาโพล! เท็ด ครูซ พลิกชนะ โดนัลด์ ทรัมป์ เลือกตั้งขั้นต้นที่ไอโอวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571596

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2559 11:42

 

เท็ด ครูซ กำลังใจมาอื้อ.. ออกสตาร์ทชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้สวยงาม คว้าชัยเลือกตั้งขั้นต้นที่รัฐไอโอวา รัฐแรก ชนิดหักปากกาโพล เฉือนเอาชนะ โดนัลด์ ทรัมป์ ไปได้

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน นายเท็ด ครูซ วุฒิสมาชิกรัฐ (ส.ว.) เทกซัส ผู้ลงสมัครเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน ชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ​สร้างความพลิกล็อกตั้งแต่แรก ด้วยการคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งขั้นต้น แบบ ‘คอคัส’ ที่รัฐไอโอวา ทางตะวันตกตอนกลางของสหรัฐฯ เป็นรัฐแรก ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 1 ก.พ. สามารถเอาชนะ นายโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีชาวนิวยอร์ก ซึ่งผลโพลมีคะแนนนำเป็นอันดับหนึ่งมาตลอด

จากผลการนับคะแนน ครูซ ได้คะแนนอันดับ 1 28% ส่วนทรัมป์ ได้ตามมาเป็นที่ 2 24% และ นายมาร์โค รูบิโอ วุฒิสมาชิกรัฐฟลอริดา อยู่อันดับที่ 3 ได้ 23% โดยคะแนนของเขาดีกว่าที่คาดหวังไว้ และหลังทราบผลการเลือกตั้ง นายรูบิโอ ได้กล่าวแสดงความยินดีกับครูซทันที แต่ยังคงบอกว่า ตนคือผู้สมัครที่สามารถประสานรอยร้าวความแตกแยกในพรรครีพับลิกันได้ ขณะที่ไม่กี่นาทีต่อมา ทรัมป์ ได้ขึ้นเวทีหาเสียงอีกเวที และกล่าวแสดงความยินดีกับครูซเช่นกัน และบอกว่าตนรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้อันดับ 2

ผลการนับคะแนนเลือกตั้งขั้นต้น ที่รัฐไอโอวา ของผู้สมัครเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ส่วนพรรคเดโมแครตนั้น จากผลการนับคะแนนที่แล้วเสร็จ 94% นางฮิลลารี คลินตัน ได้คะแนน 50% มีคะแนนนำเหนือ นายเบอร์นี แซนเดอร์ส ส.ว.รัฐเวอร์มอนต์อย่างฉิวเฉียด อยู่เพียง 1% โดยแซนเดอร์ส ได้ 49% ส่วนอันดับ 3 คือ นายมาร์ติน โอมัลลีย์ อดีตผู้ว่าการรัฐแมรีแลนด์ ได้คะแนนเสียงแค่ 1% เท่านั้น

ผู้สนับสนุน เท็ด ครูซ ดีใจสุดขีดหลังพลิกชนะ โดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งขั้นต้น ที่รัฐไอโอวา

รัสเซียยันเอง! ส่ง ‘ซู-35’ บินรบเจ๋งสุดในกองทัพเข้าซีเรีย เชื่อตอบโต้ตุรกี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571444

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2559 05:30

 

(ภาพ: Sukhoi Company)

กระทรวงกลาโหมรัสเซียยืนยันว่าได้ส่งเครื่องบินรบ ซู-35 ซึ่งเป็นเครื่องบินรบที่มีขีดความสามารถสูงสุดในกองทัพ ณ ขณะนี้เข้าไปในซีเรียแล้ว โดยเชื่อว่าเป็นการตอบโต้กรณีตุรกีกล่าวหาว่าเครื่องบินรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า…

สำนักข่าว รัสเซีย อินไซเดอร์ สื่อรัสเซียรายงานว่า กระทรวงกลาโหมของประเทศรัสเซียยืนยันอย่างเป็นทางการในวันจันทร์ที่ 1 ก.พ. 2016 ว่า พวกเขาได้ส่งเครื่องบินรบ ‘ซุคฮอย-35’ (ซู-35) ซึ่งมีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดในประเทศไปยังฐานทัพอากาศ เคมิม (Khmeimim) ในเมืองลาตาเกีย ทางตะวันตกของประเทศซีเรียแล้วและเริ่มปฏิบัติการต่อสู้ตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ก่อน ถือเป็นการยืนยันข่าวลือที่แพร่สะพัดออกมาก่อนหน้านี้

กระทรวงกลาโหมรัสเซียไม่ได้ระบุว่าส่ง ซู-35 เข้าไปในซีเรียกี่ลำ แต่หนังสือพิมพ์ คอมเมอร์แซนต์ ของรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้เผยแพร่ข่าวลือเรื่องนี้ รายงานว่า ซู-35 ถูกส่งเข้าไปในซีเรีย 4 ลำ ทำให้ตอนนี้รัสเซียมีเครื่องบินขับไล่ประสิทธิภาพสูงอยู่ในซีเรียทั้งสิ้น 16 ลำ โดยลำอื่นๆประกอบด้วย ซู-30 จำนวน 4 ลำ และ ซู-34 อีก 8 ลำ ส่วนใหญ่อยู่ที่ฐานทัพอากาศเคมิม

ภาพที่อ้างว่า เป็นภาพเครื่องบินรบ ซู-35 จอดอยู่ที่ฐานทัพอากาศในเมืองลาตาเกีย (ภาพ: Twitter/ @Ald_Aba)

อนึ่ง เครื่องบินรบ ซู-35 ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่า เป็นเครื่องบินขับไล่ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยและขีดความสามารถในการต่อสู้มากที่สุดในโลก เคียงคู่กับเครื่องบินขับไล่ เอฟ-22 แรปเตอร์ ของสหรัฐฯ โดย ซู-35 เป็นเครื่องบินที่นั่งเดี่ยว มีความคล่องแคล่วสูงมาก (supermanoeuvrability) และมีระบบเรดาร์และอุปกรณ์ไฟฟ้าเหนือกว่าเครื่องบินรบซู-30

ทั้งนี้ การตัดสินใจล่าสุดของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีตุรกีออกมากล่าวหาว่าเครื่องบินรบของรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าของพวกเขาอีกครั้งเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาหรือไม่ โดยตุรกีเคยใช้ข้อกล่าวหาเดียวกันนี้ส่งเครื่องบินรบเอฟ-16 ยิงเครื่องบินทิ้งระเบิด ซู-24 ของแดนหมีขาวตกในซีเรียมาแล้วเมื่อปลายปีก่อน

ไวรัสซิกา ระบาดหนัก WHO ประกาศ ‘ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571421

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2559 03:40

 

(ภาพ: REUTERS)

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศ ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ จากการระบาดของเชื้อไวรัสซิกาในอเมริกาใต้ และความกังวลว่ามันอาจทำให้ทารกป่วยเป็นโรคศีรษะเล็กผิดปกติ…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 1 ก.พ. 2016 องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศ ‘ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ’ เกี่บวกับการระบาดของเชื้อไวรัสซิกา และปัญหาสุขภาพที่แพทย์กังวลว่าอาจมีไวรัสตัวนี้เป็นสาเหตุ

WHO ระบุว่า การประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งนี้สมเหตุสมผลแล้ว จากเหตุผลทั้งความเร็วของการระบาดของเชื้อไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะชนิดนี้ และข้อสงสัยที่ว่ามันอาจมีความเชื่อมโยงกับการเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากของเด็กทารกเกิดมาพร้อมภาวะศีรษะเล็กในพื้นที่ที่ไวรัสนี้แพร่กระจาย

แต่แม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันว่าไวรัสซิกาเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคศีรษะเล็กในทารกหรือไม่ แต่ WHO ระบุว่า การที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากไวรัสชนิดนี้, การขาดแคลนวัคซีนและการวินิจฉัยโรคที่น่าเชื่อถือ และประชาชนในประเทศที่ได้รับผลกระทบขาดภูมิคุ้มกัน มีส่วนทำให้จำเป็นต้องประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขครั้งนี้

ด้าน ดร. มาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการองค์การสหประชาชาติ กล่าวหลังจากการประชุมคณะกรรมการฉุกเฉิน ภายใต้กฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR) ครั้งแรกที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่า “สมาชิกของคณะกรรมการยอมรับว่าสถานการณ์ (การระบาด) เข้าสู่เงื่อนไขที่จะประกาศ ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ แล้ว”

“ฉันยอมรับคำแนะนำนี้ และตอนนี้ฉันกำลังจะประกาศว่า กลุ่มผู้ป่วยภาวะศีรษะเล็กและความผิดปกติทางประสาทอื่นๆ ที่มีรายงานในละตินอเมริกาในช่วงไม่นานมานี้ ตามหลังการพบผู้ป่วยกรณีคล้ายกันที่เฟรนช์โปลินีเซีย (ดินแดนของฝรั่งเศสในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้) ในปี 2014 เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” ดร.ชานกล่าว

สนามบินดูไบมีผู้โดยสารระหว่างประเทศมากสุดในโลกแซงหน้าฮีทโธรว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571407

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2559 01:45

 

(ภาพ: AFP)

ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก แซงหน้าสนามบินฮีทโธรว์ของสหราชอาณาจักรแล้วเมื่อปี 2558…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กลายเป็นสนามบินที่มีจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก จำนวน 78 ล้านคน ในปี 2558 เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ถึง 10.7% โดยมีสายการบินกว่า 100 บริษัทที่ทำการบินผ่านสนามบินดูไบ เพื่อเชื่อมต่อกับเมืองปลายทางกว่า 240 เมืองทั่วโลก

เจ้าหน้าที่ของท่าอากาศยานฯ ดูไบ แถลงเมื่อวันจันทร์ที่ 1 ก.พ. พ.ศ. 2559 ว่า ผู้โดยสารจากประเทศอินเดียมีจำนวนสูงสุดเกือบ 10.4 ล้านคน เพิ่มขึ้น +17% รองลงมาคือผู้โดยสารจากประเทศอังกฤษจำนวน 5.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น +6% และผู้โดยสารจากประเทศซาอุดีอาระเบีย จำนวนเกือบ 5.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น +12% เมื่อต้นปี 2558 ท่าอากาศยานฯ ดูไบ ประกาศว่า กำลังจะแซงหน้าสนามบินฮีทโธรว์ กรุงลอนดอน ด้านจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ในปี 2557 ท่าอากาศยานฯ ดูไบ มีจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศจำนวน 70.4 ล้านคน เพิ่มขึ้น +6.1% จากปี 2556 ขณะที่สนามบินฮีทโธรว์ กรุงลอนดอน ประกาศว่ามีผู้โดยสารระหว่างประเทศจำนวน 68.1 ล้านคน แต่ถ้าหากรวมเที่ยวบินภายในประเทศด้วยแล้วก็จะมีจำนวนผู้โดยสารถึง 73.4 ล้านคน

ท่าอากาศยานฯ ดูไบ เป็นศูนย์กลางของสายการบินเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง เมื่อรวมกับสายการบินเอติฮัดของอาบูดาบีและกาตาร์แอร์เวย์ ทั้งสามสายการบินก็สามารถผูกขาดผู้โดยสารเดินทางระหว่างยุโรป อเมริกา กับเอเชียและออสเตรเลีย ดูไบมีสนามบินแห่งที่สองชื่อว่า อัล มาคทูม อินเตอร์เนชั่นแนล ที่เริ่มเปิดใช้บริการเมื่อปี 2554 สำหรับผู้โดยสารบางส่วน หากเสร็จสมบูรณ์ก็จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 120 ล้านคน

ออสซี่เร่งล่าตัว คนขับรถใจโหด จงใจชนฝูงจิงโจ้ตาย 17 ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571387

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2559 00:10

 

(ภาพ: Michael Beatty/RSPCA)

เจ้าหน้าที่ของประเทศออสเตรเลียกำลังตามล่าหาตัวคนขับรถคนหนึ่ง ซึ่งก่อเหตุขับรถชนฝูงจิงโจ้ที่กำลังกินอาหารอยู่ข้างถนนจนตายถึง 17 ตัว โดยจากหลักฐานที่พบชี้ว่า บุคคลนี้จงใจก่อเหตุด้วย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่จากราชสมาคมเพื่อการป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ (อาร์เอสพีซีเอ) ของประเทศออสเตรเลียกำลังเร่งตามล่าหาตัวคนขับรถรายหนึ่ง ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าจงใจขับรถชนฝูงจิงโจ้จนตายไปถึง 17 ตัว ที่เขตวาคอล ชานเมืองบริสเบน ในรัฐควีนส์แลนด์

เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเหตุสลดครั้งนี้ เกิดขึ้นในวันอาทิตย์ ช่วงเวลาระหว่าง 18.00 น. ถึงช่วงเช้าวันจันทร์ ตามเวลาท้องถิ่น โดยเมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ พวกเขาก็พบจิงโจ้ตายไปแล้ว 16 ตัว ส่วนอีกตัวเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องทำการการุณยฆาต และอาจมีจิงโจ้ได้รับบาดเจ็บที่หนีไปจากที่เกิดเหตุอีกหลายตัว

ไมเคิล บีตตี โฆษกของอาร์เอสพีซีเอ ระบุว่า พวกเขาพบรอยล้อรถสีดำบนพื้นซึ่งบ่งชี้ว่า รถยนต์คันหนึ่งพุ่งเข้าชนฝูงจิงโจ้ที่กำลังกินอาหารอยู่ข้างถนน “คุณสามารถเห็นได้ว่าคนผู้นี้จงใจขับรถตัดผ่านถนนจากฟากหนึ่งไปยังอีกฟากหนึ่งและชนจิงโจ้หลายตัว จากนั้นจึงขับกลับขึ้นไปบนถนนและชนจิงโจ้อีก 4-5 ตัว”

นายบีตตี เผยด้วยว่า จิงโจ้ฝูงนี้ออกมากินอาหารที่พุ่มไม้ข้างถนนในช่วงเย็น เพื่อเลี่ยงช่วงเวลาที่อากาศร้อนที่สุดของวัน ซึ่งตามปกติคนทั่วไปจะชะลอรถเพื่อป้องกันไม่ให้ชนพวกมัน “จิงโจ้ไม่กลัวรถยนต์เพราะว่ารถพยายามหลบเลี่ยงพวกมัน”

ทั้งนี้ แม้จะมีหลักฐานปรากฏให้เห็นไม่มาก แต่เจ้าหน้าที่กำลังตามหารถยนต์ขนาดใหญ่ที่ติดกันชนหน้าแบบ bull bar หรือแบบ grill guard เนื่องจากการก่อเหตุเช่นนี้จำเป็นต้องติดกันชนดังกล่าว มิเช่นนั้นก็เท่ากับเป็นการทำลายรถตัวเอง

รัสเซียอัดกลับตุรกี จงใจยั่วยุ กล่าวหามั่วบินรบรุกล้ำน่านฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571362

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2559 23:15

 

(ภาพ: AFP)

กระทรวงกลาโหมรัสเซียออกแถลงการณ์โจมตีตุรกีว่า จงใจยั่วยุรัสเซียด้วยการกล่าวหาโดยไม่มีมูลว่า เครื่องบินรบของพวกเขารุกล้ำน่านฟ้าตุรกี…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ. กระทรวงกลาโหมแห่งประเทศรัสเซีย ออกมาแถลงตอบโต้ประเทศตุรกีที่ออกมาอ้างเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เครื่องบินรบ ซู-34 ของรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าตุรกี โดยระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีข้อเท็จจริงใดๆ รองรับ และเป็นการจงใจยั่วยุ

นายไอกอร์ โคนาเชนคอฟ โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุในแถลงการณ์ว่า “ข้อกล่าวหาของตุรกีซึ่งเรานิยามว่าเป็น โฆษณาชวนเชื่อที่ไม่มีข้อพิสูจน์ มีความเป็นไปได้มากว่าจะเป็นการยั่วยุที่มีการไตร่ตรองเอาไว้ก่อน” แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า รัสเซียครอบครองคลิปวิดีโอซึ่งแสดงให้เห็นว่า ปืนใหญ่ของตุรกีโจมตีเข้าใส่หมู่บ้านในพื้นที่แนวหน้าของซีเรีย ซึ่งพวกเขากำลังรอคำอธิบายในเรื่องนี้จากนาโตและกองทัพตุรกี

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาล่าสุดของตุรกีเกิดขึ้นเพียง 2 เดือน หลังจากเกิดกรณีตุรกีส่งเครื่องบินรบเอฟ-16 ยิงเครื่องบินทิ้งระเบิด ซู-24 ของรัสเซียที่พวกเขากล่าวหาว่ารุกล้ำน่านฟ้าจนตกในประเทศซีเรียเมื่อ 24 พ.ย. 2015 เป็นเหตุให้นักบินเสียชีวิต 1 นาย และนาวิกโยธินเสียชีวิตระหว่างค้นหานักบินอีก 1 นาย

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีและรัสเซียตกต่ำถึงขีดสุด โดยรัสเซียยืนกรานปฏิเสธว่า ซู-24 บินอยู่ในน่านฟ้าของซีเรีย และออกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อตุรกีหลายอย่าง เช่น ห้ามนำเข้าสินค้าบางอย่าง, จำกัดการบินระหว่างทั้ง 2 ประเทศ, ห้ามบริษัทตุรกีบางแห่งทำธุรกิจในรัสเซีย และระงับโครงการสร้างท่อส่งแก๊สระหว่างประเทศ มูลค่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ