ทรัมป์อ่วมอีก!ถูกอดีตมิสฟินแลนด์หาว่าจับก้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ต.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/767577

 

(ภาพ : AP)

การเลือกตั้งสหรัฐฯเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายเหลืออีกแค่ 10 กว่าวันก็จะถึงวันเลือกตั้ง 8 พ.ย. นางฮิลลารี คลินตัน และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้แทนพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ตามลำดับ เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เร่งลงพื้นที่หาเสียงในกลุ่มรัฐที่มีการแข่งขันสูงและไม่ใช่ฐานเสียงใครชัดเจน (แบตเทิลกราวด์หรือสวิง สเตทส์)

โดยเมื่อ 28 ต.ค.นางคลินตันขึ้นเวทีหาเสียงที่มหาวิทยาลัยเวค ฟอเรสต์ เมืองวินสตัน-ซาเลม รัฐนอร์ทแคโรไลนาพร้อมนางมิเชล โอบามา สตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ ซึ่งสตรีหมายเลข 1 ทั้งอดีตและคนปัจจุบัน ต่างชื่นชมกันและกันเรื่องยึดมั่นทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ ผู้หญิงและเด็ก โดยนางมิเชลซึ่งเรียกคลินตันว่าแฟนฉัน (my girl) ระบุว่าคลินตันเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่มีความพร้อมมากที่สุดเท่าที่เคยมีมารวมทั้งพร้อมกว่าสามีของทั้งสองคน นั่นคืออดีตประธานาธิบดีบิล คลินตันและบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน ส่วนนางคลินตัน ให้สัญญาหากได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีจะเดินหน้าสืบทอดนโยบายเก่าที่ประธานาธิบดีโอบามาได้เริ่มไว้

ขณะที่นายทรัมป์ลงพื้นที่หาเสียงในเมืองสปริงฟิลด์ รัฐโอไฮโอ กล่าวมั่นใจจะชนะเลือกตั้งและประณามทั้งนางคลินตันและสามีซึ่งก็คือนายบิล คลินตัน ว่าสร้างระบบการเมืองที่คดโกง ใช้ห้องทำงานรูปไข่สร้างความร่ำรวยให้ตัวเองโดยให้ครอบครัวชาวอเมริกันแบกรับภาระ แต่ในส่วนของนายไมค์ เพนซ์ ผู้สมัครคู่หูรองประธานาธิบดีของนายทรัมป์กลับเผชิญเหตุระทึก เมื่อเครื่องบินหาเสียงรุ่นโบอิ้ง 737 ของเขาประสบอุบัติเหตุลื่นไถลออกนอกรันเวย์ขณะร่อนลงจอดที่สนามบินลาการ์เดียในมหานครนิวยอร์ก รัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ซึ่งนายทรัมป์ได้โทรศัพท์สอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วและรู้สึกยินดีที่ทุกคนบนเครื่องรวมทั้งนายเพนซ์ปลอดภัย ส่วนเรื่องฉาวทางเพศของทรัมป์ยังถูกปูดออกมาต่อเนื่อง ล่าสุด อดีตนางงามฟินแลนด์ นินนี ลาคโซเนน ออกมากล่าวหาถูกทรัมป์จับสะโพกก่อนออกรายการโทรทัศน์เมื่อปี 2549 ซึ่งขณะนั้นเธอมาร่วมประกวดนางงามจักรวาลที่นิวยอร์ก

วันเดียวกัน ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย พูดบนเวทีชุมนุมผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองชาวต่างชาติในเมืองทางภาคใต้ของรัสเซีย กล่าวหานักการเมืองสหรัฐฯโหมกระพือความหวาดผวาถึงภัยคุกคามจากรัสเซียก็เพื่อดึงความสนใจชาวอเมริกัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลืมความล้มเหลวของตัวเองในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดี

 

นาโตขยับแล้ว ! มีแผนส่งกำลังทหารชุดพิเศษ 4พันนายไปยุโรปต.อ.ประชิดรัสเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ต.ค. 2559 19:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/767381

 

นาโตขยับ.เตรียมส่งกำลังทหารชุดพิเศษ นับ 4,000 นาย ไปยังชาติสมาชิกในยุโรปตะวันออก ประชิดรัสเซีย พร้อมยืนยัน ไม่ได้มีเจตนาจะเผชิญหน้า แม้ ปธน.ปูติน ออกมาปฏิเสธ รัสเซียไม่ได้มีแผนจะทำสงครามกับชาติตะวันตกตามข้อกล่าวหาที่ไร้สาระ

เมื่อ 28 ต.ค. สำนักข่าวบีบีซี รายงาน นายเยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) เผยกับบีบีซี ถึงแผนการของนาโต ที่จะส่งกำลังทหารชุดพิเศษ 4,000 นาย ไปยังยุโรปตะวันออกว่า เพื่อเป็นการคุ้มครองป้องกัน ไม่ใช่การยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง พร้อมกับ ยืนยันว่านาโตไม่ได้กำลังพยายามจะเผชิญหน้ากับรัสเซีย และไม่ต้องการที่จะก่อสงครามเย็นขึ้นบนโลกอีก

เลขาธิการนาโต ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้สถานการณ์ในปัจจุบันมีความตึงเครียด แต่ชาติพันธมิตรนาโต ไม่ได้มองรัสเซียในฐานะเป็นภัยคุกคามแต่อย่างใด ขณะเดียวกัน บีบีซี แจ้งว่ากองกำลังทหารนาโต จะส่งกำลังทหารไปยังโปแลนด์ เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิธัวเนีย ประเทศละ 1,000 นาย ต้นปีหน้า โดยกำลังทหารชุดพิเศษเหล่านี้จะนำโดย สหรัฐฯ อังกฤษ แคนาดา และเยอรมนี


เรือบรรทุกเครื่องบิน admiral kuznetsov ของรัสเซีย มุ่งหน้าสู่ซีเรีย

ขณะที่ บีบีซี รายงานด้วยว่า คำพูดดังกล่าวของเลขาธิการนาโต มีขึ้น หลังจากรัฐบาลรัสเซียได้ระดมส่งกำลังทหาร และเรือบรรทุกเครื่องบิน มุ่งหน้าไปยังซีเรียอีก เพื่อช่วยรัฐบาลซีเรียโจมตีตอบโต้ฝ่ายกบฏ จนทำให้เกิดความหวั่นวิตกว่าสถานการณ์สงครามในซีเรียจะขยายวงกว้างออกไป ถึงแม้จะมีเสียงทักท้วงจากชาติตะวันตก และสหรัฐฯ ต่อปฏิบัติการโหมโจมตีเมืองอเลปโปของรัสเซียก็ตาม

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียออกมากล่าวปฏิเสธข้อกล่าวหา จนกำลังเป็นกระแสความวิตกของชาวโลกในขณะนี้ว่า รัสเซียกำลังมีความคิดที่จะก่อสงครามกับยุโรปว่า เป็นเรื่องไร้สาระ ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างชาติตะวันตกกับรัสเซีย ดำเนินมาถึงมาถึงจุดย่ำแย่สุด นับตั้งแต่สมัยสงครามเย็น โดยสหรัฐฯ และอียู ได้ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย เพื่อตอบโต้ที่รัฐบาลรัสเซียผนวกคาบสมุทรไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งขอรัสเซียในปี 2557 กระทั่งมาถึงสงครามในซีเรีย ที่รัสเซียส่งกำลังทางทหารมาช่วยเหลือรัฐบาลบาชาร์ อัล อัสซาด ปราบปรามกบฏในประเทศ รวมทั้งกลุ่มไอซิส

 

ดีใจกับเพนกวิน! มติเอกฉันท์ ‘รอสส์ ซี’ จะเป็นพท.คุ้มครองทางทะเลใหญ่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ต.ค. 2559 18:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/767042

 

ตัวแทนจาก 24 ประเทศและยุโรปมีมติเอกฉันท์ ให้ทะเล ‘รอสส์ ซี’ บ้านของเพนกวินอาเดลี และสัตว์อื่นๆ ที่ขั้วโลกใต้ จะกลายเป็นพื้นที่คุ้มครองทางทะเลใหญ่ที่สุดในโลก ส่งผลให้ได้รับความคุ้มครองห้ามทำประมงเชิงพาณิชย์นานถึง 35 ปี

สำนักข่าวบีบีซี รายงาน รมว.ต่างประเทศของนิวซีแลนด์ เผย คณะกรรมการการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลในมหาสมุทรแอนตาร์กติก (CCAMLR) จาก 24 ประเทศและสหภาพยุโรป ซึ่งร่วมประชุมกันที่เมืองโฮบาร์ต ในประเทศออสเตรเลีย มีมติเป็นเอกฉันท์ ตกลงเห็นพ้องให้ ทะเลรอสส์ หรือ รอสส์ ซี ในมหาสมุทรแอนตาร์กติก บริเวณขั้วโลกใต้ จะกลายเป็นพื้นที่คุ้มครองทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะส่งผลให้ ทะเลรอสส์ ซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่นับ 1.57 ล้านตารางกิโลเมตร ได้รับความคุ้มครองจากการทำประมงเชิงพาณิชย์เป็นเวลานานถึง 35 ปี

บรรดานักสิ่งแวดล้อมแสดงความยินดีต่อความเคลื่อนไหวที่จะนำไปสู่การคุ้มครองระบบนิเวศวิทยาทางทะเลที่เก่าแก่ที่สุดของโลก หลังจากข้อเสนอนี้ได้มีการเจรจากันมาหลายปี พร้อมทั้งยังมุ่งหวังว่า การประกาศให้ทะเลรอสส์ เป็นเขตพื้นท่ีคุ้มครองทางทะเลนั้น จะเป็นการประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองทางทะเลเป็นแห่งแรกในจำนวนบรรดาเขตทางทะเลในน่านน้ำสากลจำนวนมาก


เพนกวินอาเดลี

ทั้งนี้ ทะเลรอสส์ ซึ่งเป็นอ่าวลึกของทวีปแอนตาร์กติกา ตั้งอยู่ระหว่างดินแดนวิคตอเรีย กับดินแดนมารีเบิร์ด พบโดยนายเจมส์ คลาร์ก รอสส์เมื่อปี ค.ศ.1841 นั้น มีพื้นที่เป็นไหล่ทวีปและมีลักษณะลาดชันเพียงแค่ 2% ของพื้นที่ทั้งหมดทะเลรอสส์เท่านั้น แต่กลับเป็น ‘บ้าน’ ที่อยู่อาศัยของเพนกวินอาเดลี ถึง 38% ของเพนกวินอาเดลีบนโลกทั้งหมด รวมทั้ง มีนกจมูกหลอดแอนตาร์กติก อาศัยอยู่ถึง 30% ของจำนวนนกชนิดทั้งหมดที่อยู่บนโลก และมีวาฬมิงค์แอนตาร์กติก 6% ของวาฬชนิดนี้ที่มีอยู่บนโลกเช่นกัน


วาฬมิงค์

นอกจากนั้น ทะเลรอสส์ ยังเป็นบ้านของคริลล์ ซึ่งจัดเป็นสัตว์ทะเลในกลุ่มกุ้งและปู ใต้ท้องทะเลลึกแถบขั้วโลก อาศัยอยู่ในน้ำเย็นจัด ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์หลายสปีชีส์ รวมทั้งวาฬและแมวน้ำ โดยทะเลรอสส์ มีความสำคัญต่อโลกที่เหลือทั้งหมด รวมทั้งธาตุอาหารจากใต้ทะเลลึกยังถูกพัดพาไปโดยกระแสน้ำไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก

 

โสมแดงโชว์ คลิปปลุกใจ! ‘คิม จอง อึน’ สุดเก่ง รับกระแสกลัวสงคราม (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ต.ค. 2559 16:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/767202

 

ปลุกใจให้ฮึกเหิม.. ทางการโสมแดงเผยแพร่คลิปวิดีโอออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ โชว์ความสามารถของ คิม จอง อึน เก่งกาจหลายอย่าง ท่ามกลางกระแสชาวโลกกำลังหวั่นเกรงสงคราม ขณะที่ รัสเซียโหมส่งกำลังทางทหารไปซีเรีย

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 59 สื่อต่างประเทศรายงาน ทางการเกาหลีเหนือ เผยแพร่คลิปวิดีโอโฆษณาชวนเชื่อใหม่ หวังปลุกใจให้ประชาชนชาวเกาหลีเหนือ มั่นใจในความเข้มแข็ง และความสามารถของท่านผู้นำ คิม จอง อึน ที่สมกับเป็นชายชาติทหาร และพร้อมจะนำประเทศทำสงครามสู้รบกับข้าศึกศัตรูได้ทุกเมื่อ

คลิปวิดีโอปลุกใจ ซึ่งมีเสียงของผู้ดำเนินรายการหญิงชาวเกาหลีเหนือ พูดด้วยน้ำเสียงปลุกเร้า สร้างความตื่นเต้นตลอดเวลานั้น สถานีโทรทัศน์Korean Central ได้นำคลิปมาออกอากาศเผยแพร่เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ที่ผ่านมา และมีความยาวกว่าหนึ่งชั่วโมง และต่อมา ได้มีชาวเน็ตตัดคลิปเพียงบางส่วนมาอัพโหลดลงในยูทูบ

สำหรับคลิปวิดีโอนี้ ถือว่าเป็นการปลุกใจให้ชาวเกาหลีเหนือ เห็นความสามารถของ คิม จอง อึน ที่มีความเป็นผู้นำ สนทนาพูดคุยอยู่กับเหล่าผู้บัญชาการกองทัพ รวมทั้งการไปดูการยิงขีปนาวุธ, ดูทหารที่มีความเชี่ยวชาญการใช้อาวุธปืน ก่อนที่ คิม จอง อึน จะหยิบปืนสั้นมาถือ และพินิจพิเคราะห์ ลองเหนี่ยวไกปืนในมือของตน ไปจนถึงความสามารถในการเป็นนักบิน ที่สามารถขับเครื่องบินเล็กเคียงคู่กับนักบินอีกคนได้ และคลิปนี้ได้จบลง ด้วยภาพ คิม จอง อึน เดินผ่านน้ำสีสันสวยงามที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ในกรุงเปียงยาง ซึ่งเพิ่งเปิดเมื่อ 3 ปีก่อน

เว็บไซต์ เดอะ มิร์เรอร์ ชี้ว่า ทางการเกาหลีเหนือได้เผยแพร่คลิปดังกล่าวสู่สาธารณชน ในช่วงที่ชาวโลกกำลังจับตาการเคลื่อนไหวของรัสเซียที่ระดมส่งกำลังทหาร เครื่องบิน และเรือรบไปยังซีเรีย ขณะที่ เจ้าหน้าที่องค์กรสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) กล่าวว่า การระดมส่งกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ไปซีเรียอย่างโด่งดังของรัสเซีย มีความมุ่งหวังที่จะโชว์แสนยานุภาพทางทหารที่พร้อมจะเผชิญกับชาติตะวันตก.

ชมคลิป ที่นี่

 

หัวหน้าทีมบึมพลีชีพหญิงไอซิส สุดแสบ ขโมยเงินหลายล้าน เผ่นหนีจากโมซูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ต.ค. 2559 14:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/767141

 

ไอซิสเจ็บปวด หัวหน้าทีมมือระเบิดพลีชีพหญิงของกลุ่ม ขโมยเงินหลายล้าน หลบหนีออกจากเมืองโมซูลไปแล้ว ระหว่างกำลังโดนกองกำลังอิรักบุกตียึดเมืองคืน สื่อท้องถิ่นเผยความโหดเหี้ยมของไอซิส ‘ฆ่าทั้งเป็น’ 9 นักรบที่คิดหลบหนีการสู้รบ ด้วยการมัดมือมัดเท้า แล้วโยนลงไปในสนามเพลาะที่มีน้ำมันเดือด

เมื่อ 28 ต.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน หัวหน้าทีมมือระเบิดพลีชีพหญิง ของกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงติดอาวุธ รัฐอิสลาม แอบขโมยเงินของกลุ่มไอซิสหลายล้านดอลลาร์ หลบหนีออกจากเมืองโมซูล ทางตอนเหนือของอิรักไปแล้ว ขณะที่กองกำลังทหารรัฐบาลอิรัก และกองกำลังนักรบชาวเคิร์ด เปชเมอร์กา ได้เปิดฉากบุกตียึดเมืองโมซูลคืนจากอุ้งมือของกลุ่มไอซิส ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา โดยมีกองกำลังพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ

เว็บไซต์ เดอะ มิร์เรอร์ เปิดเผยว่า หัวหน้าทีมมือระเบิดพลีชีพหญิงของกลุ่มไอซิสรายนี้ ชื่อว่า อาบู มูตาซ คาห์ตานี ซึ่งเธอยังมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินของกลุ่มไอซิสที่เมืองโมซูลด้วย โดยแหล่งข่าวคนหนึ่งได้เปิดเผยกับสำนักข่าวอัล สุมาเรียว่า คาห์ตานี ได้ขโมยเงินหลายล้านดอลลาร์ของไอซิสหนีออกไปจากเมืองโมซูลพร้อมกับหญิงชาวเยอรมนีคนหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบในการชักชวนหญิงต่างชาติหลายสิบคนให้มาร่วมกับกลุ่มไอซิสในซีเรียและอิรัก


กองกำลังทหารอิรักระหว่างปฏิบัติการตียึดเมืองโมซูล คืนจากไอซิส

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวอัล สุมาเรีย ยังเผยด้วยว่า กลุ่มไอซิสได้สังหารโหดนักรบของกลุ่มตนไปแล้ว 9 คน ที่คิดหลบหนีการสู้รบในเมืองโมซูล แบบ ‘ฆ่าทั้งเป็น’ ด้วยการมัดมือมัดเท้าและโยนลงไปในสนามเพลาะที่มีน้ำมันเดือด

 

ระทึก! เครื่องบินไมค์ เพนซ์ คู่หูชิงรอง ปธน.ของทรัมป์ ไถลออกนอกรันเวย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ต.ค. 2559 11:49

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/766911

 

ใจหายก่อนถึงวันเลือกตั้ง ปธน.สหรัฐฯ..เครื่องบินหาเสียง ของไมค์ เพนซ์ คู่หูชิงรองประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ เกิดลื่นไถลออกนอกรันเวย์ ที่สนามบินในนครนิวยอร์ก หลังกลับจากไปหาเสียงที่รัฐไอโอวา เดชะบุญ เพนซ์ และทีมงานปลอดภัย

เมื่อ 28 ต.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เกิดอุบัติเหตุระทึกกับนายไมค์ เพนซ์ คู่หูชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเครื่องบินส่วนตัวของเพนซ์ สำหรับการตระเวณหาเสียงไปยังรัฐต่างๆ เกิดลื่นไถลออกนอกรันเวย์ ระหว่างลงจอดที่สนามบินลากอร์เดีย ในนครนิวยอร์ก เมื่อช่วงค่ำวันที่ 27 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น โชคยังดีที่เพนซ์ และผู้โดยสารคนอื่นๆ อีกประมาณ 30 คน สามารถหนีออกทางประตูฉุกเฉินด้านหลังของเครื่องบิน ได้อย่างปลอดภัย

หลังจากผ่านพ้นช่วงนาทีระทึกแล้ว เพนซ์ ผู้ว่าการรัฐอินเดียนา ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาปลอดภัยดีจากเหตุการณ์ครื่องบินลื่นไถลออกนอกรันเวย์ในครั้งนี้ และไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ‘ขอขอบคุณที่ทุกๆ คนบนเครื่องบินของเราปลอดภัย และ ยอดเยี่ยมสำหรับการจัดการสถานการณ์เบื้องต้นของเรา & ความห่วงใย & ผู้คนที่สวดภาวนาจำนวนมาก กลับไปหาเสียงต่อในวันพรุ่งนี้’ นายเพนซ์ ทวีตข้อความ


ข่าวแจ้งว่า เหตุการณ์ระทึกครั้งนี้ของเพนซ์และทีมงาน เกิดขึ้นภายหลังเดินทางกลับจากการไปหาเสียงที่เมืองฟอร์ต ดอด์จ รัฐไอโอวา ขณะที่มีภาพคลิปวีดิโอ แสดงให้เห็นเพนซ์ยืนตากฝนพูดคุยกับตำรวจและเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ใกล้เครื่องบิน ขณะที่มีรถฉุกเฉินอยู่ในสถานการณ์เตรียมพร้อมหลายคัน


นายไมค์ เพนซ์ พูดคุยกับเจ้าหน้าที่หลังเกิดเหตุระทึก

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า การท่าอากาศยานได้ปิดสนามบินลากอร์เดียชั่วคราว เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยหลังเกิดเหตุเครื่องบินส่วนตัวของนายเพนซ์ประสบเหตุลื่นไถลออกนอกรันเวย์ ขณะที่นักบินพยายามเบรกเครื่องบินให้หยุด จนทำให้ผู้โดยสารบนเครื่องบินได้กลิ่นไหม้จากยางล้อเครื่องบิน.


โพลฮิลลารีมาแรง-คนร้ายทุบป้ายเกียรติยศทรัมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ต.ค. 2559 10:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/766566

 

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 8 พ.ย.นี้ ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่ผลโพลสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ สอบถามความเห็นผู้ที่คาดว่าจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 22-25 ต.ค. ระบุว่า คะแนนนิยมนางฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนพรรคเดโมแครต นำนายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน อยู่ที่ 44 ต่อ 41 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผลโพลของเอพี-จีเอฟเค พบว่า 76 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถาม เชื่อว่านางฮิลลารีจะชนะ

ส่วนข้อถามเรื่องความชื่นชอบผู้สมัครนั้น พบว่า 46 เปอร์เซ็นต์ชอบนโยบายนางฮิลลารี แต่อีก 51 เปอร์เซ็นต์ไม่ชอบ ส่วนชอบนโยบายนายทรัมป์อยู่ที่ 34 เปอร์เซ็นต์ แต่อีก 64 เปอร์เซ็นต์ไม่ชอบ นอกจากนี้ ผลโพลของรอยเตอร์/อิปซอส ระหว่างวันที่ 20-24 ต.ค. ระบุว่าสมาชิกพรรครีพับลิกัน 41 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่านางฮิลลารีจะชนะ แต่อีก 40 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่านายทรัมป์จะชนะ


โดนัลด์ ทรัมป์

วันเดียวกัน ตำรวจสหรัฐฯอยู่ระหว่างตามตัวชายต้องสงสัย ทราบชื่อนายเจมส์ โอติส หลังก่อเหตุทำลายแผ่นป้ายเกียรติยศคนดังของนายทรัมป์ บนถนนวอล์ค ออฟ เฟม ในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งผู้ต้องสงสัยยังให้สัมภาษณ์สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่าจะนำเหรียญทองบนแผ่นป้ายไปขาย เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือสตรีที่ถูกนายทรัมป์ลวนลามทางเพศ.

 

นับถอยหลัง..ศึกเลือกตั้ง ปธน.สหรัฐฯ ลุ้น’ฮิลลารี-ทรัมป์’ใครจะเข้าวิน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ต.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/766421

 

เดือนมกราคม ปี 2017 ชาติมหาอำนาจที่มีอิทธิพลมากที่สุดบนโลก จะมีประธานาธิบดีคนใหม่ หลังจาก นางฮิลลารี คลินตัน และนายโดนัลด์ ทรัมป์ สองผู้สมัครที่ได้เป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต และรีพับลิกัน ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งนี้ ได้ทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ ไปกับการตระเวนหาเสียงในรัฐต่างๆ อย่างมหาศาล ก่อนจะถึงวันเลือกตั้งในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2016

ความยิ่งใหญ่ของการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ คงไม่ใช่แค่เพียงการเลือกผู้นำประเทศ เท่านั้น แต่ถือเป็นการเลือกหัวหน้าคณะรัฐบาล และผู้บัญชาการกองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนพื้นปฐพีนี้เลยทีเดียว!!

*คุณสมบัติเบื้องต้น ใครที่จะสามารถลงสมัครประธานาธิบดีสหรัฐฯ?

ตามหลักการแล้ว ผู้ที่จะสามารถลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี จำเป็นต้องเป็นพลเมืองอเมริกันโดยกำเนิด มีอายุอย่างน้อย 35 ปี และจะต้องพำนักอยู่ในสหรัฐฯ ติดต่อมานานอย่างน้อย 14 ปี รวมทั้งไม่เคยเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ติดต่อกัน 2 สมัย

ฟังดูเหมือนง่าย แต่ในความเป็นจริง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ผ่านมาเกือบทุกคน นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1933 เป็นต้นมา บรรดาผู้ที่มาลงสมัครชิงประธานาธิบดี ล้วนแต่เคยเป็นผู้ว่าการรัฐ, วุฒิสมาชิก, นายพล 5 ดาว หรือเป็นบุคคลที่สื่อมวลชนสนใจติดตามความเคลื่อนไหวกันแทบทั้งนั้น โดยบีบีซี รายงานว่า บนเวทีหาเสียงแห่งหนึ่งในการเลือกตั้ง ปี 2016 ปรากฏว่า มีผู้ลงสมัครชิงประธานาธิบดี ประกอบไปด้วย ผู้ว่าการรัฐ หรืออดีตผู้ว่าการรัฐถึง 10 คน และอีก 10 คน กำลังเป็น หรือเคยเป็นวุฒิสมาชิกมาก่อน ซึ่งหนึ่งในนี้ จะได้รับการเสนอชื่อเป็นตัวแทนของ พรรครีพับลิกัน และ พรรคเดโมแครต ในการชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ


* คุณสมบัติของประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง

– เป็นพลเมืองหรือสัญชาติอเมริกันเท่านั้น
– มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
– อาศัยอยู่ในท้องถิ่นเป็นระยะเวลาพอสมควร โดยเมื่อปี ค.ศ. 1973 ศาลสูงสหรัฐฯ ได้แก้ไขให้ผู้มีสิทธิออกเสียงต้องมีถิ่นที่อยู่อาศัยในเขตเลือกตั้งนั้น เป็นเวลา 50 วัน
– ต้องไปลงทะเบียนแสดงเจตจำนงออกเสียงเลือกตั้งภายในเวลาที่แต่ละรัฐกำหนด ซึ่งส่วนใหญ่คือ 54 วันก่อนวันเลือกตั้ง ณ หน่วยเลือกตั้งของตน
– แต่ละมลรัฐจะกำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นของตัวเอง


* กรำศึกเลือกตั้งขั้นต้น จนได้เป็นตัวแทนพรรค ชิง ปธน.คนใหม่

โดนัลด์ ทรัมป์ และ ฮิลลารี คลินตัน เป็นสองผู้สมัครที่สามารถฝ่าฟันเอาชนะบรรดาผู้สมัครคนอื่นๆ ในพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต ในการเลือกตั้งขั้นต้นของรัฐต่างๆ ทั้ง 50 รัฐ ซึ่งได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 จนทั้งคู่ได้คะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้งมากกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ ที่ทยอยถอนตัวบนหนทางกรำศึกเลือกตั้งขั้นต้น

ทรัมป์ มหาเศรษฐีจากนิวยอร์ก วัย 70 และฮิลลารี อดีต รมว.ต่างประเทศ วัย 69 ปี ได้รับการเสนอชื่ออย่างเป็นทางการในระหว่างการประชุมใหญ่ของพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ให้เเป็นตัวแทนของทั้งสองพรรค ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ

ต่อมา โดนัลด์ ทรัมป์ และ ฮิลลารี คลินตัน ได้ประกาศชื่อคู่หูชิงรองประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ โดย ทรัมป์ เลือก นายไมค์ เพนซ์ ผู้ว่าการรัฐอินเดียนา เป็นคู่หูชิงประธานาธิบดี ส่วน ฮิลลารี เลือก นายทิม เคน วุฒิสมาชิกจากรัฐเวอร์จิเนีย


กลุ่มผู้หญิงชุมนุมรณรงค์ อย่าเลือกทรัมป์เป็นประธานาธิบดี ที่หน้า ‘ทรัมป์ ทาวเวอร์’ ในนครนิวยอร์ก เมื่อ 26 ต.ค.

* ‘บาดแผลใหญ่’ ของสองผู้สมัครชิงผู้นำอเมริกา

บีบีซี ชี้ว่า มีเสียงวิพากษ์ถาโถมใส่ทรัมป์ นักธุรกิจมหาเศรษฐีจากนิวยอร์กอย่างมากมาย นับตั้งแต่เขาเริ่มรณรงค์หาเสียง ไม่ว่าจะการให้คำจำกัดความของผู้อพยพเข้าเมืองชาวเม็กซิโก ว่าเป็นพวก ‘ข่มขืน และอาชญากร’ ไปจนถึงการกล่าวเชิงถากถางไปถึงผู้พิพากษา นางงามจักรวาล ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ช่องฟอกซ์ นิวส์ รวมถึงครอบครัวของชาวอเมริกันมุสลิม ที่ต้องสูญเสียลูกชายในสงครามอิรัก

แต่เรื่องที่กลายเป็น ‘ระเบิด’ ลูกใหญ่เล่นงานทรัมป์หนักสุดในเวลานี้ คือกรณี เทปวิดีโอฉาวที่เขาเคยพูดจาในเชิงดูถูกเหยียดหยามผู้หญิง ในรายการ ‘Access Hollywood’ เมื่อปี 2548 หลุดออกมาสู่สาธารณชน เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม เพียง 2 วันก่อนจะถึงศึกดีเบต โต้วาทีประชันวิสัยทัศน์กับฮิลลารี รอบ 2 จนเรื่องนี้ ทำให้คะแนนนิยมของทรัมป์ตกลง อีกทั้ง ยังมีบรรดาแกนนำระดับสูงของพรรครีพับลิกัน รวมทั้ง นายพอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ถอนตัวจากการสนับสนุนเขาให้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ส่วน ‘บาดแผล’ ของ ฮิลลารี ที่โดนทรัมป์โจมตี เรื่องหนึ่งคือการที่ นางฮิลลารี ได้ลบอีเมลส่วนตัวกว่า 30,000 ฉบับทิ้ง ขณะดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ในรัฐบาลประธานาธิบดีบารัค โอบามา สมัยแรก ซึ่งฝ่ายตรงข้ามได้ตั้งคำถามว่า อีเมลส่วนตัวเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับเงินบริจาคจากต่างชาติให้กับมูลนิธิคลินตันก็เป็นได้


โหวต ลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า

* ทรัมป์ เร่งกู้คะแนน แถลงนโยบาย 100 วันแรก ถ้าได้เป็นประธานาธิบดี

‘วอยซ์ ออฟ อเมริกา’ รายงานว่า ทรัมป์ เสนอแผนงานที่ต้องทำใน 100 วันแรก หากเขาได้รับเลือกเป็นผู้นำคนใหม่ของอเมริกา ในระหว่างการหาเสียงที่รัฐเพนซิลเวเนีย อย่างเช่น การลดภาษีสำหรับชนชั้นกลาง ร้อยละ 35 และนโยบายป้องกันการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย โดยทรัมป์บอกว่าถ้าได้เป็นประธานาธิบดี จะตั้งโทษจำคุกอย่างน้อย 2 ปี สำหรับผู้ที่ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย และโทษจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 5 ปี หากผู้ต้องสงสัยเคยกระทำผิดในคดีอื่นๆ จากนั้นผู้ลักลอบเข้าเมืองจะถูกส่งตัวกลับประเทศต้นทาง

ทรัมป์ ยังบอกอีกว่า หากเขาได้เป็นผู้นำคนใหม่ของอเมริกา จะหยุดจ่ายเงินสนับสนุนสหประชาชาติในโครงการบรรเทาปัญหาสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงผิดธรรมชาติ แต่จะเพิ่มการลงทุนในโครงการน้ำและสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมในสหรัฐฯ แทน

นอกจากนั้นแล้ว ทรัมป์ยังกล่าวว่าเขาจะฟ้องผู้หญิงหลายคนที่กล่าวหาว่าเขาเคยลวนลาม ละเมิดทางเพศ โดยชี้ว่า ผู้หญิงเหล่านั้นพูดโกหกทั้งสิ้น

*CNN เผยเม็ดเงินมหาศาล ที่ 2 ผู้สมัครใช้ทุ่มหาเสียง

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น เปิดเผยจำนวนเงินสำหรับใช้หาเสียงระหว่างทรัมป์กับฮิลลารี จนถึงวันที่ 30 กันยายน 59 ว่า ฮิลลารี ใช้เงินไปแล้ว 400.5 ล้านดอลลาร์ จากเงินที่ให้การสนับสนุนเข้ามา 449.7 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ ทรัมป์ ใช้เงินหาเสียงน้อยกว่าฮิลลารีมาก อยู่ที่ 189.6 ล้านดอลลาร์ จากเงินที่ได้เข้ามา 171.57 ล้านดอลลาร์


*ผลโพล ออกมา ฮิลลารี นำเหนือ ทรัมป์ ตลอด

ผลโพลจากหลายสำนักที่สำรวจความเห็นของชาวอเมริกัน ก่อนถึงวันเลือกตั้งออกมาว่า ฮิลลารี เป็นฝ่ายมีคะแนนนิยมเหนือกว่าทรัมป์มาโดยตลอด ทิ้งห่างอยู่ประมาณ 5-6 จุด แต่ทรัมป์คงหนักใจมากขึ้น เมื่อได้เห็นผลโพลของ ABC News ที่ออกมาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา หลังจากจบศึกดีเบต โต้วาทีประชันวิสัยทัศน์ ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายระหว่าง นางฮิลลารี คลินตัน กับ โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อค่ำคืนของวันที่ 19 ตุลาคม (ตามเวลาท้องถิ่น) หรือตรงกับเช้าวันที่ 20 ตุลาคม ของไทย

ปรากฏว่า คะแนนนิยมของ ฮิลลารี ทิ้งห่าง โดนัลด์ ทรัมป์ มากถึง 12 จุด โดยฮิลลารีได้คะแนนนิยมแตะระดับ 50% ส่วนทรัมป์ ลดลงไปเหลือแค่ 38% เท่านั้น ขณะที่ นายแกรี่ จอห์นสัน ตัวแทนจากพรรคเสรีนิยม ลิเบอทาเรียน ได้ 5% และนายจิลล์ สตีนจากพรรคกรีน ได้ 2%

ผลโพลดังกล่าวออกมาหลังจากจบศึกดีเบต โต้วาทีประชันวิสัยทัศน์ ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายระหว่าง นางฮิลลารี คลินตัน กับ โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อค่ำคืนของวันที่ 19 ตุลาคม (ตามเวลาท้องถิ่น) หรือตรงกับเช้าวันที่ 20 ตุลาคม ของไทย

ขณะที่ ผลโพลสำรวจของ CNN/ORG สอบถามผู้มีสิทธิเลือกตั้งระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคม ออกมาว่า ฮิลลารี ยังคงเป็นฝ่ายนำทิ้งห่าง ทรัมป์ 5% อยู่ที่คะแนนร้อยละ 49 ต่อ 44 ขณะที่มีคะแนนเปอร์เซ็นต์ความผิดพลาดอยู่ที่ +/- 3.5%


* ผลโพลชี้ ฮิลลารี กำลังได้เปรียบ



‘วอยซ์ ออฟ อเมริกา’ รายงาน อ้าง RealClear Politics เว็บไซต์เกาะติดข่าวการเมืองและการเลือกตั้งประธานาธิบดีว่า นางฮิลลารี ได้เปรียบ ทรัมป์ อยู่ในขณะนี้ โดยสำหรับรัฐที่สามารถเห็นภาพชัด นางคลินตันน่าจะเก็บคะแนนคณะผู้เลือกตั้งได้ 262 เหลืออีกเพียง 8 เสียงก็จะได้เป็นผู้กำชัยในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้หญิงยังสนับสนุนฮิลลารี มากกว่า มีคะแนนนำห่างทรัมป์ถึงร้อยละ 20 จากการทำแบบสำรวจโดย ABC

แต่สำหรับ ทรัมป์ ความเป็นไปได้ขณะนี้คือเขาน่าจะได้ 164 เสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง นั่นหมายความว่ายังห่างจากคะแนนสำหรับการอ้างชัยชนะ ที่ต้องทำให้ได้เพิ่มอีก 106 เพื่อให้ถึงเส้นชัย 270 เสียง

เรียกว่า จากแนวโน้มทุกอย่างในเวลานี้ บ่งชี้ว่า ฮิลลารี มีโอกาสมากกว่าที่จะได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ แต่ขณะเดียวกัน ก็คงต้องเผื่อใจกับสถานการณ์ที่อาจทำให้เกิดความพลิกผันในช่วงเวลาไม่กี่วันก่อนถึงเลือกตั้ง ที่บางทีจะช่วยหนุนนำ ส่งผลให้ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งเป็นผู้นำคนใหม่ก็เป็นได้.

 

40 ปีผ่านไป สัตว์โลกลดเกินครึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ต.ค. 2559 03:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/766562

 

กองทุนเพื่อสัตว์ป่าหรือดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ ร่วมกับองค์กรประเมินและอนุรักษ์สัตว์ เปิดเผยรายงานอันน่าตกใจ ระบุสถานการณ์สัตว์ป่านานาชนิดทั่วโลกตลอดช่วง 40 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ พ.ศ.2513 ได้ลดจำนวนลงไปมากถึงราว 58 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากชาวโลกยังปล่อยสถานการณ์ให้เป็นเช่นนี้ต่อไปถึงภายในปี 2563 สัตว์ตามธรรมชาติทั่วโลกจะลดจำนวนลงไปได้มากถึงราว 2 ใน 3 โดยเฉพาะสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามทะเลสาบ แม่น้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำจะได้รับผลกระทบมากที่สุด

ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือสัตว์เหล่านั้นถูกมนุษย์ไล่ล่าอย่างมากเพื่อหลากหลายวัตถุประสงค์ ถูกมนุษย์บุกแผ้วถางแย่งถิ่นที่อยู่อาศัย ถูกรังควานล่าเพื่อการค้า บ้างได้รับผลกระทบจากมลพิษด้านต่างๆ รวมถึงผลกระทบจากสภาพชั้นบรรยากาศโลกเปลี่ยนแปลง โดยนักวิเคราะห์ได้สุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์ตามพื้นที่เสี่ยงสูญพันธุ์มากกว่า 3,800 ชนิด ทั้งนก ปลา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ พบว่าสัตว์สายพันธุ์เหล่านั้นสูญพันธุ์ลงมากถึงราว 6 เปอร์เซ็นต์ภายในช่วงเวลาไม่กี่ปี.

 

มะกัน13 ล้านเลือกตั้งปธน.ล่วงหน้าแล้ว ‘คอลิน เพาเวลล์’ หันหนุนฮิลลารี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ต.ค. 2559 17:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/766232

 

ไม่ถึง 2 สัปดาห์ถึงวันเลือกตั้งปธน.สหรัฐฯ…ชาวอเมริกันเกือบ 13 ล้านออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ากันแล้ว ขณะที่ คอลิน เพาเวลล์ อดีตนายพลและรมว.ต่างประเทศคนดังของสหรัฐฯ แม้สังกัดพรรครีพับลิกัน แต่ขอหันไปเลือกตัวแทนจากพรรคเดโมแครตฝ่ายตรงข้ามเป็นครั้งแรก ประกาศลั่นขอหนุนฮิลลารี เป็นประธานาธิบดีคนใหม่

เมื่อวันที่ 27 ต.ค. สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า ขณะเหลือเวลาเพียงแค่ 13 วันจะถึงวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 8 พ.ย.แต่ปรากฏว่า ชาวอเมริกันในรัฐต่างๆ กว่า 12.87 ล้านคน ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ากันเรียบร้อย โดยในรัฐที่เป็นรัฐสวิงสเตท 12 รัฐ ซึ่งเป็นรัฐที่สองผู้สมัครต้องขับเคี่ยวกันอย่างหนัก เพราะไม่มีฝ่ายใดมีฐานเสียงเหนือกว่า จึงยังไม่รู้ใครจะแพ้ชนะ อย่างเช่น รัฐฟลอริดา ไอโอวานั้น ตามรายงานของซีเอ็นเอ็นระบุว่า มีผู้ออกมาใช้สิทธิล่วงหน้ารวมแล้วกว่า 4 ล้านคน


ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า นายคอลิน เพาเวลล์ อดีตนายพล ทหารคนดังและอดีตรมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ สังกัดพรรครีพับลิกัน ได้ประกาศชัดเจนแล้วว่า เขาจะเลือกนางฮิลลารี คลินตัน เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ หลังจากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นายเพาเวลล์ ได้วิพากษ์วิจารณ์นายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไม่เหมาะสมจะได้เป็นประะธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยนับเป็นครั้งแรกที่นายเพาเวลล์จะสนับสนุนผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต ฝ่ายตรงข้าม