ศาลอียิปต์ยืนโทษจำคุก 20 ปี อดีตปธน. ‘มอร์ซี’ คดีฆ่าผู้ชุมนุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ต.ค. 2559 03:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/761786

 

ศาลอียิปต์ตัดสินยืนคำพิพากษาลงโทษจำคุก 20 ปี แก่อดีตประธานาธิบดี โมฮัมหมัด มอร์ซี จากความผิดฐานเข่นฆ่าผู้ประท้วงเมื่อ 4 ปีก่อน โดยที่เขาไม่สามารถอุทธรณ์โทษคดีนี้ได้อีกแล้ว…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 22 ต.ค. ศาลในประเทศอียิปต์ มีคำพิพากษายืนยันโทษจำคุกเป็นเวลา 20 ปี แก่นาย โมฮัมหมัด มอร์ซี อดีตประธานาธิบดีอียิปต์ โดยเป็นโทษจากความผิดในข้อหาเข่นฆ่าผู้ประท้วงระหว่างการชุมนุมในปี 2012 และเป็นการตัดสินความผิดคดีแรกจาก 4 คดีของนายมอร์ซีที่เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดของกระบวนการยุติธรรม และเขาไม่สามารถอุทธรณ์โทษนี้ได้อีกแล้ว

ศาลยังพิพากษายืนยันลงโทษจำคุก 20 ปีแก่อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกลุ่ม ภราดรภาพมุสลิม ที่กุมอำนาจในยุคการปกครองของประธานาธิบดีมอร์ซีอีกหลายคน รวมทั้งนาย โมฮัมเหม็ด เอล-เบลตากี และนาย เอสซาม เอล-เอเรียน จากคดีเดียวกัน ซึ่งพวกเขาปฏิเสธข้อกล่าวหามาตลอด

ทั้งนี้ นายมอร์ซี เป็นประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเป็นประชาธิปไตยคนแรกของอียิปต์ แต่เขาถูกกองทัพโค่นอำนาจในการประท้วงปี 2013 ภายหลังถูกประชาชนประท้วงอย่างหนักต่อเนื่อง จากความไม่พอใจที่เขาออกรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจตนเองอย่างไม่จำกัด และอำนาจในการออกกฎหมายโดยไม่ต้องมีการอภิปราย

นายมอร์ซียังถูกตัดสินโทษในอีก 3 คดี รวมทั้งโทษประหารชีวิตในข้อหาเกี่ยวข้องกับการแหกคุกครั้งใหญ่ของกลุ่มภารดรภาพมุสลิมเมื่อปี 2011 ระหว่างการลุกฮือของประชาชนเพื่อต่อต้านอดีตประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค ผู้ปกครองอียิปต์มาหลายสิบปี และโทษจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาเป็นสายลับให้กลุ่มฮามาสของปาเลสไตน์

 

ระทึก! อพยพคนในสนามบินลอนดอนหลังมีคนป่วย-เจอกระป๋องแก๊สน้ำตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ต.ค. 2559 23:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/761696

 

เจ้าหน้าที่กรุงลอนดอนอพยพผู้คนออกจากสนามบิน ลอนดอน ซิตี เมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังต้องสงสัยว่าอาจเกิดสถานการณ์สารเคมีแพร่กระจาย ซึ่งต่อมาตำรวจค้นเจอกระป๋องแก๊สน้ำตาในที่เกิดเหตุด้วย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จากการกรณีการอพยพผู้คนจำนวนกว่า 500 คนออกจากสนามบิน ลอนดอน ซิตี เมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังมีผู้โดยสารรู้สึกไม่สบายโดย 26 คนได้รับการปฐมพยาบาลที่สนามบิน และอีก 2 คนต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล จนเจ้าหน้าที่สงสัยว่าเกิดสถานการณ์สารเคมีแพร่กระจาย ล่าสุดตำรวจลอนดอนออกมาเปิดเผยว่า พวกเขาพบกระป๋องที่คาดว่าบรรจุแก๊สน้ำตา (CS gas) ในที่เกิดเหตุ

โฆษกตำรวจเทศบาลกรุงลอนดอน (Met) ระบุว่า ในขณะที่สาเหตุที่ทำให้ผู้คนล้มป่วยยังไม่ได้รับการยืนยัน เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนว่าเหตุการณ์นี้เป็นการปล่อยสารเคมีโดยไม่ตั้งใจของผู้โดยสารก่อนที่จะเช็คอินขึ้นเครื่องหรือไม่ ขณะที่พวกเขาไม่คิดว่าเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย


ผู้โดยสารรวมตัวที่หน้าสนามบิน หลังจากถูกอพยพออกมา

ทั้งนี้ นาย เดวิด มอร์ริส ผู้โดยสารที่ประสบเหตุเล่าว่า เขากำลังเช็คอินขึ้นเครื่องบินของสายการบิน บริติช แอร์เวย์ส เพื่อเดินทางไปยังเอดินเบอระ เขาก็เริ่มไอหนักจนถึงขั้นไม่อาจพูดคุยได้ “การไอเริ่มหนักขึ้น และเราเห็นคนอื่นๆ ที่เริ่มไอในเวลาเดียวกัน เจ้าหน้าที่หนังโต๊ะเช็คอินไอมากที่สุด และค่อนข้างรุนแรง”

ด้านหน่วยดับเพลิงลอนดอนเผยว่า การตรวจค้นสนามบินกระทำโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งสวมชุดป้องกัน แต่เจ้าหน้าที่ไม่พบความผิดปกติ ก่อนจะได้ระบายอากาศในสนามบินแล้ว และประกาศให้สถานการณ์ปลอดภัย ต่อมา หลังเกิดเหตุราว 3 ชั่วโมง สนามบินแห่งนี้ก็สามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ

 

ฮ.รัสเซียตกในไซบีเรีย ดับ 19 ศพ รอด 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ต.ค. 2559 23:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/761682

 

ฮ.บรรทุกคนงานบ่อน้ำมันของรัสเซียตกในภูมิภาคไซบีเรียเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 19 ราย และมีผู้รอดชีวิต 3 คน โดยเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนหาสาเหตุการตกของฮ.ลำนี้…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 21 ต.ค. เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ เอ็มไอ-8 (Mi-8) ซึ่งบรรทุกคนงานบ่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของรัสเซีย ตกใกล้เมืองโอวี-อูเรนกอย ในแคว้นปกครองตนเอง ยามาโล-เนเนตสกี ทางตะวันตกเฉียงเหนือของภูมิภาคไซบีเรีย เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 19 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3 คน

โฆษกคนหนึ่งของกองทัพรัสเซียระบุว่า เฮลิคอกเตอร์ลำนี้ตกโดยตะแคงไปทางขวาของตัวเครื่อง ทำให้ผู้ประสบภัยไม่สามารถออกจากเครื่องได้ เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้ 3 คน และส่งตัวไปยังโรงพยาบาลแล้ว อย่างไรก็ตาม หมอกที่ลงจัดและทัศนวิสัยย่ำแย่ ทำให้ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยเป็นไปด้วยความยากลำบาก


เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจุดตกของฮ. Mi-8

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำวรวจรัสเซียเริ่มการสอบสวนคดีนี้ในฐานะคดีอาชญากรรมแล้ว โดยเจ้าหน้าที่สงสัยว่าสามารถการตกของเฮลิคอปเตอร์ลำนี้เกิดจาก การละเมิดกฎความปลอดภัยการบิน, เครื่องยนต์ขัดข้อง หรือ สภาพอากาศเลวร้าย

ด้านประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้แล้ว ขณะที่นายดีมิทรี โคบีลคิน ผู้ว่าการแคว้น ครัสโนยาร์สค์ ที่เฮลิคอปเตอร์ลำนี้บินจากมา ประกาศไว้อาลัยภายในแคว้นเป็นเวลา 1 วัน

 

รถไฟโดยสารแคเมอรูน ตกราง ดับอย่างน้อย 55 คน บาดเจ็บกว่า 600

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ต.ค. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/761081

 

(ภาพ : REUTERS)

รถไฟโดยสารประเทศแคเมอรูน ออกจากเมืองหลวงกรุงยาอุนเด มุ่งหน้าเมืองดูอาลา ประสบอุบัติเหตุตกราง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 55 คน บาดเจ็บอีกราว 575 คน…

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ต.ค. เวลา 11.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น เกิดอุบัติเหตุขบวนรถไฟโดยสารออกจากกรุงยาอุนเด เมืองหลวงของประเทศแคเมอรูน มุ่งหน้าสู่เมืองดูอาลา ศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของแคเมอรูน ได้ประสบอุบัติเหตุตกราง อยู่ห่างทางตะวันตกของเมืองหลวงประมาณ 120 กิโลเมตรก่อนถึงเมืองอีเซกา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 55 คน และบาดเจ็บราว 575 คน โดยยังมีผู้โดยสารอีกกว่า 40 คนติดอยู่ในซากโบกี้รถไฟ


ขณะที่ผู้รอดชีวิตที่นั่งอยู่โบกี้ด้านหน้า เล่าว่า ได้ยินเสียงดังสนั่นพร้อมควันโขมงเป็นจำนวนมาก และเห็นโบกี้รถไฟด้านหลังทยอยตกราง ซึ่งจากบอกของพนักงานรถไฟระบุ ได้มีการเสริมโบกี้รถไฟเพื่อรองรับผู้โดยสารที่เพิ่มมากขึ้น ภายหลังสะพานบนทางหลวงสายหลักเชื่อมระหว่างกรุงยาอุนเด กับเมืองดูอาลาพังถล่มลงมา เนื่องจากฝนตกหนัก และจากการเพิ่มโบกี้รถไฟอาจเป็นสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ก็เป็นไปได้

ขณะที่โลกโซเชียลได้ถ่ายภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนำมาภาพมาโพสต์ ซึ่งแสดงให้เห็นขบวนโบกี้ที่ตกรางพลิกคว่ำข้างทางรถไฟได้รับความเสียหาย พร้อมมีชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์โผล่มาจากซากโบกี้ ในขณะที่หน่วยกู้ภัยได้ระดมกำลังนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาจากซากโบกี้มีทั้งผู้หญิงและเด็กเป็นจำนวนมาก โดยผู้บาดเจ็บถูกลำเลียงส่งโรงพยาบาลในท้องถิ่น.

 

ระทึก! เรือบรรทุกเครื่องบินลำมหึมา รัสเซีย ผ่านช่องแคบอังกฤษ ไปซีเรีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ต.ค. 2559 18:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760747

 

อังกฤษผวา…จับตา เรือบรรทุกเครื่องบินลำมหึมา พร้อมกองเรือรัสเซีย แล่นผ่านช่องแคบอังกฤษ มุ่งหน้าสู่ซีเรีย สื่อรัสเซียชี้เป็นการส่งสารให้ชาติตะวันตกได้เห็น แสนยานุภาพทางทหาร และสิ่งที่ชาติตะวันตกทำได้ รัสเซียก็ทำได้เช่นกัน

เมื่อวันที่ 21 ต.ค.59 สำนักข่าวบีบีซีรายงาน กองทัพเรืออังกฤษส่งเรือพิฆาต 2 ลำ HMS Duncan (เอชเอ็มเอส ดันแคน) และ HMS Richmond (เอชเอ็มเอส ริชมอนด์) แล่นติดตามจับตาเรือบรรทุกเครื่องบินลำมหึมาของรัสเซีย ‘Admiral Kuznetsov’ (จอมพลคูซเนตซอฟ) ขณะแล่นผ่านช่องแคบอังกฤษ มุ่งหน้าไปยังประเทศซีเรีย ถึงแม้เรือรบและกองเรือของรัสเซียได้แล่นในเขตน่านน้ำสากลก็ตาม โดยนายไมเคิล ฟอลลอน รมว.กลาโหมอังกฤษ กล่าวว่า สาเหตุที่กองทัพอังกฤษเฝ้าติดตามจับตาเรือรบรัสเซียที่แล่นผ่านช่องแคบอังกฤษนั้น ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของอังกฤษเอง

บีบีซีแจ้งว่า คาดว่า เรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov และเรืออีกหลายลำของกองทัพเรือรัสเซียกำลังมุ่งหน้าไปยังด้านตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยลำพังเรือรบของรัสเซียลำเดียวนั้น สามารถบรรทุกเครื่องบินรบกว่า 50 ลำ พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ และขีปนาวุธนำวิถีโจมตีเรือ


เรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov ของกองทัพเรือรัสเซีย

ขณะเดียวกัน บีบีซี ยังได้ตั้งคำถามด้วยว่า ทำไมรัสเซียจึงได้ระดมส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน Admiral Kuznetsov และกองเรือใหญ่ขนาดนี้ไปยังซีเรีย? ซึ่งหนังสือพิมพ์ คอมโซโมลสกายา ในรัสเซีย ฉบับวันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม ได้ให้คำตอบไว้ชัดเจนว่า ‘นี่คงไม่ใช่ทริปท่องเที่ยวสู่เมดิเตอร์เรเนียน แต่เป็นการเสริมกำลังความแข็งแกร่งของกองเรือรบรัสเซียนอกชายฝั่งซีเรีย และเป็นการให้ความคุ้มครองทางอากาศแก่เครื่องบินรบรัสเซีย รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินและอาวุธบนเรืออาจสามารถถูกนำไปใช้โจมตีกลุ่มก่อการร้ายด้วย


แต่ขณะเดียวกัน รัสเซียไม่ได้แค่เพียงเสริมกำลังของรัสเซียในซีเรียเท่านั้น เพราะคงจะง่ายกับรัสเซียมากกว่า ในการส่งฝูงเครื่องบินรบไปประจำการที่ฐานทัพอากาศในซีเรียใกล้เมืองลาตาเกีย แต่การส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหญ่ผ่านทะเลเหนือ และช่องแคบอังกฤษ เป็นการส่งสารชัดเจนต่อชาติตะวันตกว่า ‘ทุกสิ่งที่ชาติตะวันตกทำได้ พวกเราก็ทำได้ดีเท่ากัน หรืออาจดีกว่าด้วย’ ตอนนี้ รัสเซียต้องการแสดงให้เห็นถึงบทบาทบนโลก ในฐานะชาติมหาอำนาจทางทหาร และต้องการให้ชาติตะวันตกให้การเคารพ หรือรู้สึกหวาดกลัวด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ปัจจุบัน รัสเซียมีเรือรบประจำการนอกชายฝั่งซีเรียแล้วประมาณ 10 ลำ ซึ่งสามารถยิงขีปนาวุธนำวิถีเพื่อนำไปใช้โจมตีกลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาลในซีเรีย และกลุ่มติดอาวุธ รัฐอิสลาม หรือไอซิส

 

ไอซิสบุกโจมตีเมืองเคอร์คุก ในอิรัก! บึมพลีชีพถล่มโรงพัก-โรงไฟฟ้า ดับ 8

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ต.ค. 2559 17:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760671

 

กลุ่มไอซิส บุกโจมตีเมืองเคอร์คุก ในอิรัก ส่งมือระเบิดพลีชีพหลายคน บึมสยองถล่มสถานีตำรวจหลายแห่งและโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งในเมือง ดับสลดแล้วอย่างน้อย 8 ขณะที่สถานการณ์ในเมืองเคอร์คุกยังสับสน

เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงติดอาวุธ รัฐอิสลาม หรือไอซิส บุกโจมตีสำนักงานทางการหลายแห่ง และโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งในเมืองเคอร์คุก ทางภาคเหนือของอิรัก เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 21 ต.ค. เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ศพ ขณะที่กลุ่มนักรบไอซิสยังสามารถยึดมัสยิด 1 แห่งและโรงแรมอีก 1 แห่งไว้ได้

สื่อท้องถิ่นในอิรักรายงานว่า มือระเบิดพลีชีพหลายคนได้บุกโจมตีสถานีตำรวจหลายแห่ง และโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งในเมืองเคอร์คุก พร้อมทั้งสื่อของฝ่ายไอซิสยังอ้างว่า นักรบไอซิสสามารถบุกเข้าไปในศาลาว่าการเมืองเคอร์คุก และยึดโรงแรมใจกลางเมืองแห่งหนึ่งได้แล้ว โดยสถานีโทรทัศน์ในอิรักยังได้ออกอากาศแพร่ภาพสถานการณ์ในเมืองเคอร์คุก แสดงให้เห็นว่ามีควันไฟดำทะมึนลอยขึ้นเหนือเมือง ขณะที่ยังคงได้ยินเสียงปืนยิงต่อสู้กันดังกึกก้อง


บีบีซี แจ้งว่า เมื่อวันที่ 21 ต.ค. สถานการณ์ในเมืองเคอร์คุก ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองโมซูล ยังคงสับสน เนื่องจากมีรายงานข่าวที่ขัดแย้งกันถึงสถานการณ์ภายในเมือง เพราะด้านผู้ว่าเมืองเคอร์คุก ได้เผยกับสำนักข่าวรูดอว์ของชาวเคิร์ดว่า นักรบกองกำลังเปชเมอร์กาและกองกำลังปราบปรามก่อการร้ายสามารถควบคุมสถานการณ์ในเมืองเคอร์คุกไว้ได้แล้ว และชี้ว่า กลุ่มไอซิสที่ก่อเหตุโจมตีเมืองในครั้งนี้ เป็นเครือข่ายไอซิสที่ฝังตัวอยู่ในเมือง


ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า กลุ่มไอซิสได้จุดไฟเผาโรงงานเคมีแห่งหนึ่งทางใต้ของเมืองโมซูล ระหว่างหนีล่าถอยออกจากเมือง หลังจากกองกำลังทหารอิรักและกองกำลังชาวเคิร์ด กลุ่มเปชเมอร์กาได้บุกตียึดเมืองโมซูลจากใต้อุ้งมือของไอซิส มาตั้งแต่วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา

 

ปธน.สหรัฐฯ อัด คำพูด ทรัมป์ ‘อันตราย’ บอกจะไม่รับผลเลือกตั้ง ถ้าแพ้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ต.ค. 2559 12:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760346

 

บารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อัดโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี หากเขาพ่ายแพ้ จนกว่าจะมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการ ถือเป็นเรื่อง ‘อันตราย’ และบ่อนทำลายประชาธิปไตยของอเมริกา

เมื่อ 21 ต.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ กล่าวถึงท่าทีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ประกาศอาจจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี ถ้าหากเขาพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งในวันที่ 8 พ.ย.นี้ จนกว่าจะมีการประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการนั้น ถือเป็นเรื่อง ‘อันตราย’ อีกทั้งการแสดงความเห็นดังกล่าวของทรัมป์ ยังถือเป็นการทำลายประชาธิปไตยของอเมริกาอีกด้วย

ประธานาธิบดีโอบามา กล่าวระหว่างไปช่วยหาเสียงให้กับนางฮิลลารี คลินตัน ที่เมืองไมอามี ถึงความเห็นของทรัมป์ในเรื่องนี้ ระหว่างขึ้นเวทีดีเบต โต้วาทีประชันวิสัยทัศน์รอบ 3 กับนางฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต ซึ่งมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์เมื่อค่ำวันที่ 19 ต.ค. ตามเวลาสหรัฐฯ หรือวันที่ 20 ต.ค. ตามเวลาในประเทศไทย


โดนัลด์ ทรัมป์ – ฮิลลารี คลินตัน บนเวทีดีเบต โต้วาทีประชันวิสัยทัศน์รอบ 3 รอบสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งประธานาธิบดี 8พ.ย.

อย่างไรก็ตาม หลังจากทรัมป์ มหาเศรษฐีจากนิวยอร์ก ได้พูดระหว่างการเวทีดีเบตรอบ 3 ว่าเขาจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ถ้าเขาเป็นฝ่ายแพ้ จนกว่าจะมีประกาศออกมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และจะให้นางฮิลลารีรอผลการเลือกตั้งด้วยความกระวนกระวายใจ จนเรียกเสียงฮือฮาและทรัมป์โดนวิพากษ์วิจารณ์อีกรอบ ต่อมา ทรัมป์ ได้ไปหาเสียงที่รัฐโอไฮโอ และพูดชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เขาจะรับผลการเลือกตั้งที่แล้วเสร็จเรียบร้อย เพียงแต่ขอเปิดทางให้กับการต่อสู้หากมีเรื่องไม่ถูกต้องเท่านั้น.


โดนัลด์ ทรัมป์

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดีเบตหน 3 ซัดกันแหลก! โพลชี้ ฮิลลารี ชนะเยอะ อัด ทรัมป์ หุ่นเชิดปูติน

 

CDC ชี้ ผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในสหรัฐฯ พุ่งสูงทุบสถิติตลอดกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ต.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760167

 

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ เผย จำนวนผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั่วประเทศในปี 2015 เพิ่มขึ้นทุบสถิติ ชี้ส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาวอายุไม่ถึง 25 ปี…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 19 ต.ค. ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) เผยรายงานชิ้นใหม่ซึ่งระบุว่า สหรัฐฯ กำลังก้าวถอยหลังในการต่อสู้กับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) หลังจากพบว่าจำนวนผู้ติดโรคในปี 2015 เพิ่มสูงขึ้นจนทำลายสถิติตลอดกาล

รายงานของซีดีซีระบุว่า อัตราผู้ป่วยโรค หนองในเทียม (chlamydia), หนองในแท้ (gonorrhea) และ ซิฟิลิส (syphilis) ทั่วประเทศในปี 2015 เพิ่มขึ้นสู่ค่าที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยมีผู้ป่วยโรคหนองในเทียม 1.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้น 6% มีผู้ป่วยโรคหนองในแท้ที่ 395,000 ราย เพิ่มขึ้น 13% และมีผู้ป่วยซิฟิลิสเพิ่มขึ้น 19% จากปี 2014 ไปอยู่ที่ 24,000 ราย

นี่ถือเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่จำนวนผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้ง 3 โรคในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นการไม่ลงทุนในด้านสาธารณสุขทั่วสหรัฐฯ โดยเฉพาะในด้านการป้องกันโรค STDs ขณะที่จากสถิติพบว่า 2 ใน 3 ของจำนวนผู้ป่วยโรคหนองในเทียม และ ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโรคหนองในแท้ เป็นคนหนุ่มสาวอายุระหว่าง 15-24 ปี ส่วนผู้ป่วยโรคซิฟิลิสส่วนใหญ่คือชายที่มีรสนิยมรักรเพศเดียวกัน

นอกจากนี้ ข้อมูลของซ CDC ยังพบด้วยว่า จำนวนผู้ป่วยโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด (congenital syphilis) ซึ่งอาจส่งผลให้หญิงมีครรภ์แท้งลูก หรือเกิดภาวะกระดูกผิดรูป, ตาบอด และหูหนวก ในทารก เพิ่มสูงขึ้น 6%

ทั้งนี้ อาการต่างๆ ข้างต้นสามารถป้องกันได้ด้วยการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยโดยใช้เครื่องป้องกัน หรือมีสัมพันธ์กับคู่นอนเพียงคนเดียว แต่ถึงแม้ว่าโรคเหล่านี้จะสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ ปัจจุบันการดื้อยาของเชื้อเพื่อสูงขึ้น ทำให้แพทย์ทั่วโลกต้องลำบากในการหายารักษาที่ได้ผล ขณะที่การปล่อยอาการป่วยทิ้งไว้โดยไม่รักษา ก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเป็นหมัน, เจ็บปวดเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV

 

ถ้าแพ้! ทรัมป์ไม่รับผลเลือกตั้ง-ปัดหุ่นเชิดปูติน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ต.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760132

 

นายโดนัลด์ ทรัมป์ และนางฮิลลารี คลินตัน ผู้แทนพรรครีพับลิกันและเดโมแครต ตามลำดับ เพื่อชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯใน 8 พ.ย. ขึ้นเวทีดีเบตประชันวิสัยทัศน์รอบที่ 3 รอบสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยแห่งเนวาดา นครลาสเวกัส รัฐเนวาดาของสหรัฐฯเมื่อคืนวันที่ 19 ต.ค. ตามวันเวลาท้องถิ่น โดยมีนายคริส วอลเลซ เป็นพิธีกรดำเนินการดีเบต ซึ่งตึงเครียดตั้งแต่ต้นจนจบ มีการกล่าวโจมตีกันและกันแบบไม่ไว้หน้ารวมทั้งไม่ได้จับมือกันก่อนและหลังการดีเบต

นายทรัมป์ที่เรียกนางคลินตันว่าเป็นผู้หญิงที่น่าคลื่นไส้ ระบุอาจจะไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง ถ้าเป็นผู้แพ้ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการที่เขากล่าวหามีการทุจริตระบบเลือกตั้งเพื่อให้นางคลินตันชนะซึ่งอาจถูกมองเป็นการยอมรับเป็นนัยว่าคงไม่ชนะเลือกตั้ง ขณะที่คลินตันระบุว่าเป็นเรื่องน่าขยะแขยง ทรัมป์กำลังใส่ร้ายและดูหมิ่นประชาธิปไตยของสหรัฐฯ

นายทรัมป์ยังประกาศจะตั้งฝ่ายอนุรักษนิยมเป็นผู้พิพากษาศาลสูง เพื่อเข้าไปกลับคำตัดสินเรื่องสำคัญอย่างทำให้การทำแท้งถูกกฎหมายในสหรัฐฯและปกป้องสิทธิครอบครองอาวุธปืน ยืนยันจะเนรเทศผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายและเข้มงวดพรมแดนสหรัฐฯ ส่วนคลินตันประกาศสนับสนุนกลุ่มคนรักร่วมเพศ (แอลจีบีที) ปกป้องสิทธิ์การทำแท้ง ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มคนชั้นกลางและดูแลค่าจ้างที่เท่าเทียมของผู้หญิง

การดีเบตได้เพิ่มดีกรีความตึงเครียดมากขึ้นเมื่อนางคลินตันกล่าวว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ต้องการให้นายทรัมป์ชนะเลือกตั้งเพราะอยากได้หุ่นเชิดเป็นผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์ปฏิเสธและว่าคนที่เป็นหุ่นเชิดคือนางคลินตัน อีกหนึ่งเรื่องร้อนที่ทั้งคู่ตอบโต้กัน ทรัมป์กล่าวโจมตีนางคลินตันว่าตลอดระยะ 30 ปีในการเมือง มีแต่ประสบการณ์แย่มากๆ คลินตันตอบโต้คืนว่าขณะอยู่ในทำเนียบขาวช่วยตามล่าตัวนายโอซามา บิน ลาดิน อดีตหัวโจกเครือข่ายก่อการร้ายอัล เคดา ผู้ล่วงลับ นายทรัมป์ยังเป็นแค่พิธีกรรายการเรียลิตี้โชว์

กรณีคลิปวีดิโอฉาวและมีผู้หญิงหลายคนกล่าวหาเคยถูกทรัมป์ลวนลาม นายทรัมป์ปฏิเสธ ระบุเป็นการมุ่งทำลายชื่อเสียงกัน ด้านคลินตันพูดถึงเรื่องนี้ว่านายทรัมป์คิดว่าการหมิ่นผู้หญิงทำให้เขามีความสำคัญขึ้น นายทรัมป์ตอบว่าไม่มีใครเคารพผู้หญิงมากกว่าตนแล้ว ซึ่งก็เรียกเสียงโห่ฮาถากถางจากกลุ่มผู้ฟังทันที ก่อนที่ทรัมป์จะกล่าวโทษนางคลินตันกับทีมหาเสียงว่าเป็นผู้โหมกระพือข่าวฉาวนี้จนเป็นกระแสไปทั่ว

สื่อสหรัฐฯหลายสำนักระบุให้ตอนที่ทรัมป์ประกาศไม่ยอมรับผลเลือกตั้งเป็นไฮไลต์สำคัญในการดีเบต ขณะที่โพลสำรวจไม่เป็นทางการของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น พบว่าผู้ตอบโพลสำรวจ 52% ให้คลินตันชนะและ 39% ให้ทรัมป์ชนะ.

 

‘เธเรซ่า เมย์’ เข้าประชุมอียูครั้งแรก ยันทำงานร่วมกับอียูจนถึงวันสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ต.ค. 2559 03:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760127

 

เธเรซ่า เมย์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ร่วมประชุมคณะมนตรีสหภาพยุโรปเป็นครั้งแรกเมื่อวันพุธ โดยยืนยันจะร่วมมือกับสหภาพยุโรปอย่างเต็มที่จนถึงวันสุดท้ายที่เป็นสมาชิก และกระตุ้นให้ชาติยุโปรร่วมมือหยุดรัสเซีย…

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม นางเธเรซ่า เมย์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร (ยูเค) เข้าร่วมประชุมคณะมนตรีสหภาพยุโรปเป็นครั้งแรก ณ ที่ทำการสหภาพยุโรป กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อเดินทางมาถึง โดยยืนยันที่จะร่วมทำงานกับอียูอย่างเต็มที่จะกว่าจะสิ้นสุดการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

เธอกล่าวว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมประชุมกับคณะมนตรีสหภาพยุโรป โดยมีความชัดเจนว่า สหราชอาณาจักรจะออกจากอียู แต่เราจะยังคงดำเนินบทบาทอย่างเต็มที่จนกว่าสมาชิกภาพจะสิ้นสุด และเราจะยังคงเป็นหุ้นส่วนร่วมอิสระที่สำคัญกับอียูหลังจากที่ออกไปแล้ว เพื่อประโยชน์ของทั้งยูเคและอียูในการที่จะประสานความร่วมมือต่อไปอย่างใกล้ชิด”

นอกจากนั้น นายกฯ เมย์ยังเน้นว่า “ในการประชุมครั้งนี้ อียูจะต้องร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างเข้มแข็งต่อรัสเซียที่กำลังก้าวร้าว ยูเคเสนอให้มีการหยิบยกประเด็นการปฏิบัติการในซีเรียขึ้นพิจารณาในที่ประชุมสุดยอดครั้งนี้ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างแรงกดดันให้รัสเซียหยุดยั้งการกระทำที่โหดร้ายและน่าสะพรึงกลัวในซีเรีย”

ผู้นำประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 28 ประเทศจะพิจารณาประเด็นบทบาทของรัฐบาลรัสเซียในซีเรีย รวมทั้งหาทางออกในทุกรูปแบบหรืออาจจะเป็นการแซงชั่นเพิ่มเติมเพื่อหยุดยั้งการสนับสนุนรัฐบาลซีเรีย ไม่เว้นแม้แต่รัสเซีย