ยูโรโพลร่วมมือ 24 ประเทศกวาดล้าง จับอาชญากรข้ามชาติ 300 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ต.ค. 2559 02:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760117

 

ร๊อบ เวนไรท์ ผู้อำนวนการยูโรโพล

ยูโรโพลร่วมกับตำรวจนอกสหภาพยุโรปอีก 24 ประเทศ ออกปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมระหว่างประเทศ ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และจับกุมผู้ต้องหาได้กว่า 300 คน กับยึดของกลางได้เป็นจำนวนมาก…

เมื่อวันพุธที่ 19 ตุลาคม สำนักงานตำรวจยุโรป หรือ ยูโรโพล แถลงข่าวว่า กำลังตำรวจจากสมาชิกสหภาพยุโรป 28 ประเทศ และไม่ใช่สมาชิกอีก 24 ประเทศได้ร่วมมือปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมระหว่างประเทศ เป็นระเวลาหนึ่งสัปดาห์ ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถจับกุมอาชญากรได้กว่า 300 คน

สำนักงานตำรวจยุโรปหรือยูโรโพลระบุในแถลงการณ์ว่า เป้าหมายของปฏิบัติการในครั้งนี้คือ “ทลายเครือข่ายอาชญากรที่อันตรายที่สุดที่ยังคงดำเนินงานอยู่” ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ขบวนการค้ามนุษย์ ยาเสพติด และอาชญากรรมทางอินเตอร์เน็ต โดยพวกเขาสามารถช่วยเหลือเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์จำนวน 529 คนที่ถูกควบคุมอยู่ซ่องโสเภณีหรือร้านนวด รวมทั้งจับกุมอาชญากรได้จำนวน 314 คน และยึดโคเคนอีกจำนวน 2.4 ตัน

ปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นการประสานงานความร่วมมือจากสำนักงานใหญ่ของยูโรโพลที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ภายใต้ชื่อว่า “Ciconia Alba” เป็นการกวาดล้างญากรที่มีการก่อเหตุเชื่อมโยงกันภายในสหภาพยุโรป 28 ประเทศรวมทั้งประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกอียูอีก 24 ประเทศ อาทิ เอกวาดอร์ อินโดนีเซีย ไนจีเรีย สหรัฐอเมริกา และสหรัฐอาหรับเอมิเรต รวม 52 ประเทศ

การบุกเข้าตรวจค้นในย่านเป้าหมายเช่น พื้นที่กลางคืน ย่านโสเภณี ร้านนวด และอพาร์ทเมนต์ รวมทั้งสนามบินและศูนย์ต้อนรับผู้ลี้ภัย ในบรรดาเครือข่ายการลักลอบค้ามนุษย์ที่จับกุมได้ส่วนใหญ่มีสัญชาติไนจีเรีย เอเซีย และยุโรปตะวันออกเป็นส่วนใหญ่ มีการตรวจค้นคนทั่วไปจำนวน 540,000 คน รถยนต์จำนวนมากที่ถูกตรวจค้นและตรวจสอบรายละเอียดอื่นๆ สามารถยึดเงินสดได้จำนวน 181,500 ยูโร

นอกจากนี้ยังมีการตรวจจับบริษัทนำเที่ยวเถื่อนในประเทศกรีซ มีผู้ลี้ภัยถูกควบคุมตัวจำนวน 745 คน เป็นปฏิบัติการร่วมระหว่าง ตำรวจสังเกตุการณ์พรมแดนยุโรป (Frontex) สำนักงานตำรวจยุโรป (Europol) สำนักงานความร่วมมือด้านยุติธรรมยุโรป (Eurojust)

ปฏิบัติการในครั้งนี้ ยังมีเป้าหมายตรวจจับการใช้บัตรเครดิตผิดกฎหมายด้วย สามารถจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 140 คนที่มีตั๋วเครื่องบินที่ซื้อโดยใช้บัตรเครดิตที่ถูกขโมย ในประเทศออสเตรียตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งที่ลักลอบปลูกต้นกัญชาในบ้านที่เป็นซ่องลับ

นายร๊อบ เวนไรท์ ผู้อำนวนการยูโรโพลกล่าวว่า “ประเทศที่เข้าร่วมปฏิบัติการทุกประเทศ รวมทั้งองคการที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือทำงานเหมือนเป็นหน่วยงานเดียว เป็นการตอบโต้เครือข่ายอาชญากรรมไร้พรมแดนที่ก้าวล้ำนำสมัย

 

ตุรกีดุ โจมตีทางอากาศ ถล่มกลุ่มติดอาวุธเคิร์ดในซีเรีย ตายเกลื่อน 200

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ต.ค. 2559 18:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/759702

 

(ภาพประกอบ)

ตุรกี ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ด ทางเหนือของเมืองอเลปโป ในซีเรีย โวปลิดชีพนักรบเคิร์ด ระนาวถึง 200 ศพ

เมื่อ 20 ตุลาคม 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน กองทัพตุรกีออกแถลงการณ์ ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ด PYD และ PKK ใกล้เมืองอัล บับ ทางตอนเหนือของเมืองอเลปโป ในประเทศซีเรีย เมื่อวันที่ 20 ต.ค. และสามารถปลิดชีพนักรบเคิร์ดไปได้มากถึง 200 ราย อีกทั้งยังทำลายกองบัญชาการ คลังกระสุนและบังเกอร์ของกลุ่มติดอาวุธหลายแห่ง โดยกองทัพตุรกีเผยว่า ปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้ มีการส่งเครื่องบินรบโจมตีทางอากาศ 28 เที่ยว ถล่มเป้าหมาย 18 แห่งใกล้เมืองอัลบับ

แถลงการณ์ของกองทัพตุรกี ระบุด้วยว่ามีนักรบกบฏกองทัพปลดปล่อยซีเรียนายหนึ่งเสียชีวิตและอีกคนได้รับบาดเจ็บ ในระหว่างการปะทะกับกลุ่ม PYD และ PKK ทั้งนี้ กลุ่มติดอาวุธ PYD และ PKK ได้ยึดครองพื้นที่ซึ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัยของชาวซีเรีย 5 แห่งใกล้เมืองอัลบับ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองอเลปโป มาทางตอนเหนือกว่า 40 กิโลเมตร

สำหรับปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มกลุ่มกบฏชาวเคิร์ดของกองทัพตุรกีเมื่อวันที่ 20 ต.ค. นับเป็นปฏิบัติการโจมตีกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดครั้งใหญ่สุด นับตั้งแต่กองทัพตุรกีเริ่ม ‘ปฏิบัติการยูเฟรติส ชิลด์’ เมื่อ 2เดือนก่อน และมีการบุกเข้าไปทางเหนือของซีเรีย ขณะที่ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ประกาศหยุดโจมตีทางอากาศถล่มเมืองอเลปโป เป็นเวลา 11 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 08.00 น.ของวันพฤหัสฯที่ 20 ต.ค. เพื่อเปิดทางให้พลเรือนชาวซีเรียและกบฏอพยพได้หลบหนีออกมาจากเขตที่กบฏยึดครองอยู่ และก่อนหน้านี้ รัสเซียได้ส่งเครื่องบินรบระดมโจมตีเมืองอเลปโปอย่างต่อเนื่องมานานเป็นสัปดาห์ พร้อมกับเรียกร้องให้กบฏต่อต้านรัฐบาลซีเรียถอนตัวจากพื้นที่ยึดครองในเมืองอเลปโป

 

ESA หวั่น ยานลงจอดดาวอังคารพัง! สัญญาณวิทยุลดฮวบ -1นาทีก่อนถึงพื้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ต.ค. 2559 17:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/759696

 

นักวิทย์โครงการ เอ็กโซมาร์ส ของยุโรป กังวลใจมากขึ้น หวั่นยานหุ่นยนต์สกีอาปาเรลลีอาจกระแทกพื้นจนได้รับความเสียหาย ระหว่างปฏิบัติการลงจอดบนดาวอังคาร เพราะสัญญาณวิทยุที่ส่งกลับมายังห้องควบคุมบนโลกลดฮวบไม่ถึง 1 นาทีก่อนสัมผัสพื้นผิวดาวเคราะห์สีแดง

เมื่อ 20 ต.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน นักวิทยาศาสตร์ของสำนักงานอวกาศยุโรป (ESA, อีซา) กำลังมีความหวั่นวิตกมากขึ้นว่า ยานสกีอาปาเรลลี ( Schiaparelli) อาจสูญหายระหว่างลงจอดบนดาวอังคาร เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา จนทำให้ยานหุ่นยนต์ขาดการติดต่อกับห้องควบคุมปฏิบัติการโครงการ Exo Mars (เอ็กโซมาร์ส) ของอีซา ที่ดาร์มสตัดท์ ในเยอรมนี เนื่องจากสัญญาณวิทยุจากยานสกีอาปาเรลลีที่ส่งกลับมายังห้องควบคุม ได้ลดลงในเวลาไม่ถึงนาที ก่อนตัวยานหุ่นยนต์จะสัมผัสพื้นผิวดาวอังคาร หลังจากได้เคลื่อนตัวด้วยความเร็วถึง 21,000กม./ชม. ขณะผ่านชั้นบรรยากาศ จากนั้นยานจะมีกางร่มชูชีพและกางโล่ป้องกันความร้อนเพื่อลงสัมผัสพื้นผิวดาวอังคาร

บีบีซีแจ้งว่า ตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์ของอีซากำลังวิตกว่า ยานหุ่นยนต์สกีอาปาเรลลีอาจเกิดการกระแทกกับพื้น จนพังเสียหาย แต่ก็คงต้องใช้เวลานานกว่าจะทราบผลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน ทีมนักวิศวกรของอีซาเริ่มวิเคราะห์ความผิดพลาด ด้วยเทคนิค ‘ Fault trees’ เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้การสื่อสารติดต่อระหว่างยานสกีอาปาเรลลี กับห้องควบคุมบนโลกขาดหายไป ขณะที่ดาวเทียมหลายดวงที่โคจรรอบดาวอังคารก็กำลังพยายามค้นหายานสกีอาปาเรลลีอยู่ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ


รูปวาดจำลองเหตุการณ์ของESA ขณะยานทีจีโอโคจรรอบดาวอังคาร

ทั้งนี้ อีซา ได้ร่วมมือกับองค์การด้านอวกาศของรัสเซีย Russia Roscomos ในโครงการเอ็กโซ มาร์ส โดยองค์การอวกาศรัสเซีย ได้ยิงจรวดโปรตอนของรัสเซีย ขึ้นสู่ห้วงอวกาศเมื่อวันที่ 14 มี.ค.59 เพื่อนำยานสำรวจก๊าซทีจีโอ (Trace Gaz Orbiter, ทีจีโอ) และยานสำรวจสกีอาปาเรลลีไปยังดาวอังคาร ซึ่งมีกำหนดเดินทางถึงดาวอังคาร และยานสกีอาปาเรลลีจะแยกตัวจากยานทีจีโอ ในวันที่ 16 ตุลาคม หรือราว 7 เดือนต่อมา เพื่อลงจอดบนบริเวณที่ราบสูง เมริเดียนี แพลนัม ซึ่งเป็นที่ราบสูงแห่งเดียว กับรถสำรวจหุ่นยนต์ Opportunity ลงสำรวจเมื่อ 2547 อยู่ในตำแหน่งเส้นศูนย์สูตรดาวอังคาร


แจน วอร์เนอร์ หัวหน้าESA (กลาง)และจิม วัตซิน ผอ.โครงการของนาซา และนายมิลฮาอิล คาอิลอฟ รองผอ.Roscosmos ของรัสเซีย (ซ้าย) ร่วมรอดูนาทีระทึก ยานลงจอดสกีอาปาเรลลีลงจอดบนดาวอังคาร

หุ่นจำลอง ยานลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคาร ‘สกีอาปาเรลลี’

เป้าหมายของการส่งยานชีอาปาเรลลี คือ ทดสอบการลงบนดาวอังคาร เพื่อปูทางสำหรับภารกิจรถหุ่นยนต์ ในปี 2020 ซึ่งหากสำเร็จจะเป็นครั้งแรกที่ยุโรปสามารถส่งยานสำรวจไปลงจอดบนดาวอังคารได้

ชมคลิป ที่นี่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง ยุโรปจับมือรัสเซีย ยิงจรวดโปรตอนนำยาน TGO พิชิตดาวอังคาร

 

เบลเยียม ปฏิบัติการปราบปรามก่อการร้ายครั้งใหญ่ รวบ 2ผู้ต้องสงสัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ต.ค. 2559 15:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/759452

 

เบลเยียม ปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายก่อการร้ายครั้งใหญ่ บุกตรวจค้นหลายพื้นที่ จับกุม 2 ผู้ต้องสงสัย และเรียกตัวมาสอบปากคำอีก 15 คน

20 ต.ค. 59 บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำเบลเยียมรายงาน อัยการเบลเยียมแถลงต่อสื่อมวลชนว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจเบลเยียมได้ออกตรวจค้นพื้นที่หลายแห่งในเขตภูมิภาคฟลานเดอร์ตามแผนปฏิบัติการณ์ต่อต้านการก่อการร้ายสามารถจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 2 คน หนึ่งในนั้นคือน้องชายของนายฮิชาม ชาอิบ มือขวาของนายฟูอาด เบลกาเซม หัวหน้าขบวนการ

ข่าวแจ้งว่า ปฏิบัติการต่อต้านก่อการร้ายครั้งสำคัญนี้ เกิดขึ้นที่เมืองเกนท์ ดีนซ์ และอันทเวิร์ป ตำรวจได้เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 15 จุด เรียกตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำได้ 15 คน โดย 4 คน ถูกต้องข้อหามีส่วนร่วมกับการก่อการร้าย และให้เงินสนับสนุน รวมทั้งชักชวนคนให้เดินทางไปซีเรียเพื่อเข้าร่วมกลุ่มการร้ายรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส  สำหรับรายชื่อผู้ต้องหาที่ตำรวจออกมาแถลงจับกุมได้แก่ นายซุอารอีร์ ซี และนายซู ฟิอาน เอ ถูกควบคุมตัว ขณะที่นายอิลลิอาสส์ เอ และนายนาวาล ซี ได้รับการปล่อยตัวโดยมีเงื่อนไข ซึ่งการสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป แต่ไม่มีการให้รายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องรูปคดี

 

ดีเบตหน 3 ซัดกันแหลก! โพลชี้ ฮิลลารี ชนะเยอะ อัด ทรัมป์ หุ่นเชิดปูติน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ต.ค. 2559 11:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/759362

 

ศึกดีเบตรอบ 3 ฮิลลารี คลินตัน-โดนัลด์ ทรัมป์ ซัดกันนัว-หมางเมินกันสุดขีด ไร้การจับมือทักทายทั้งก่อนและหลังดีเบต ฮิลลารี อัดทรัมป์ เป็น ‘หุ่นเชิด’ ของ ปธน.ปูติน ขณะที่โพลของ CNN สำรวจความเห็นผู้คนที่เฝ้าดูการดีเบต ออกมาให้ ฮิลลารี ชนะเยอะ ด้วยคะแนนร้อยละ 52 ต่อ 39

เมื่อ 20 ต.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศเกาะติดศึกดีเบต โต้วาทีประชันวิสัยทัศน์ รอบที่ 3 รอบสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน และนางฮิลลารี ตัวแทนชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครต โดยการดีเบต นัดที่ 3 จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเนวาดา ในนครลาสเวกัส รัฐเนวาดา เมื่อค่ำคืนวันที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเช้าวันที่ 20 ตุลาคม ของไทย โดยคริส วอลเลซ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว ฟ็อกซ์ นิวส์เป็นผู้ดำเนินรายการ

การดีเบตครั้งที่ 3 นางฮิลลารี และทรัมป์ พูดเชือดเฉือนอย่างดุเดือดในหลายประเด็น โดยเฉพาะอิทธิพลของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซีย ต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยนางฮิลลารี บอกว่า ทรัมป์ คือ ‘หุ่นเชิด’ ของประธานาธิบดีปูติน โดยชี้ว่า ทรัมป์เชื่อมั่นในตัวประธานาธิบดีปูตินมากกว่าเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ข่าวกรองพลเรือนที่สาบานตนว่าจะปกป้องคุ้มครองชาวอเมริกันเสียอีก


อย่างไรก็ตาม นางฮิลลารี ไม่ได้ตำหนิประธานาธิบดีปูตินและรัสเซียที่เข้ามาโจมตีในโลกไซเบอร์ ถึงแม้ที่ผ่านมา สำนักข่าวกรองของสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ได้ระบุมาตลอดว่า ผู้นำรัสเซียมีส่วนรับผิดชอบต่อการโจมตีในโลกไซเบอร์ ‘แฮก’ เจาะข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์ของคณะกรรมการแห่งชาติของพรรคเดโมแครต รวมถึงการเผยแพร่อีเมลส่วนตัวเหล่านั้น

สำหรับการดีเบตรอบที่ 3 ทั้งนางฮิลลารี และนายทรัมป์ ไม่ได้จับมือทักทายกันทั้งก่อนและหลังการดีเบต เหมือนการดีเบตสองครั้งก่อนหน้านี้ อีกทั้งทรัมป์ ยังกล่าวถึงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งวันที่ 8 พ.ย.ว่า ถ้าเขาแพ้การเลือกตั้งแล้วล่ะก็ เขาจะรอจนกว่าผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการออกมา และต้องการจะให้นางฮิลลารีรอผลการเลือกตั้งอย่างกระวนกระวายใจ ซึ่งทำให้นางฮิลลารี บอกว่า เธอรู้สึกตกใจกับท่าทีของทรัมป์ ที่พูดออกมาเช่นนี้


ขณะที่โพลของ CNN/ORC ของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น สื่อยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ เผยโพลสำรวจความเห็นของผู้ที่เฝ้าชมการดีเบตรอบ 3 มีความเห็นว่านางฮิลลารี เป็นฝ่ายชนะทรัมป์ ด้วยคะแนนร้อยละ 52 ต่อ 39 ซึ่งโพลที่ออกมา ถือเป็นการชนะของนางฮิลลารีในศึกดีเบตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯทั้ง 3 ครั้งติดต่อกัน.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฮิลลารี เชือดนิ่ม ดีเบตรอบ 2 !อัดทรัมป์ เทปฉาว บอกให้รู้เป็นคนอย่างไร

 

ศาลเบลเยียมพิจารณาคดีหญิงไทยคดีค้ามนุษย์ก่อนตัดสิน 16 พ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ต.ค. 2559 04:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/759106

 

ศาลชั้นต้นในเบลเยียมพิจารณาไต่สวนคดีนาง อลิซ วาเรน สเปนเซอร์ หรือนางสุมาลี อินทรทอง หญิงไทยผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ หลอกคนมาขายบริการทางเพศในเบลเยียมแล้ว โดยศาลนัดประกาศคำพิพากษาในวันที่ 16 พฤศจิกายน…

เมื่อเช้าวันพุธที่ 19 ตุลาคม ศาลชั้นต้นแห่งเมืองลิเอจน์ได้พิจารณาไต่สวนคดีนาง อลิซ วาเรน สเปนเซอร์ หรือนางสุมาลี อินทรทอง ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ หลังจากถูกจับกุมตัวได้ที่สนามบินสคิปโพล อัมสเตอร์ดัมตามหมายจับยุโรปของทางการเบลเยียมเมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ในข้อหาจัดส่งหญิงไทยไปประกอบอาชีพขายบริการทางเพศ ร่วมเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์ การกดขี่ให้ผู้อื่นทำงานเพื่อผลประโยชน์ของตนโดยผิดกฎหมาย และการฟอกเงิน

อัยการได้สรุปสำนวนการฟ้องระบุว่า นางอลิซ วาเรน สเปนเซอร์ เป็นผู้ที่ดำเนินการชักชวนเหยื่อทั้งหมดให้หลงเชื่อว่า การเดินทางมาทำงานในเบลเยียมจะได้รับใบทำงานและมีอิสระทุกอย่าง ทั้งที่เมื่อมาถึงแล้วกลับมีการยึดหนังสือเดินทางและหักรายได้ทั้งหมดเพื่อชดใช้หนี้จนกว่าจะหมดจึงจะมีรายได้ที่หักตามส่วนเพียง 60% เป็นของตน หากใครปฏิเสธก็มีการข่มขู่ว่า จะส่งคนไปทำร้ายครอบครัวทางเมืองไทย ทำให้ผู้หญิงทุกคนจำใจต้องทำงาน นอกจากนั้น เธอยังไม่มีสำนึกรับผิดในสิ่งที่ตนเองก่อขึ้นทั้งที่ผิดกฎหมายร้ายแรง ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าขบวนการลักลอบค้ามนุษย์ ขอให้ศาลลงโทษจำคุกเป็นเวลา 8 ปี ส่วนนางโรสซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลตั้งแต่เดินทางมาถึง จัดการติดต่อลูกค้าและดูแลรายได้ของหญิงไทยเหล่านี้ได้หลบหนีไปเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2558 ขอให้ศาลลงโทษจำคุกเป็นเวลา 4 ปี ขณะที่นายอาลีชาวปากีสถานที่รับทอดดูแลกิจการต่อขอให้ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 6 ปี

ทนายเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งแทนหญิงไทย 4 คนระบุว่า เหยี่ยของขบวนการค้ามนุษย์ที่ถูกจับกุมตัวต่างให้การซัดทอดว่า นางอลิซ วาเรน สเปนเซอร์ เป็นผู้ชักชวนให้มาทำงานนวดและหากสามารถให้บริการทางเพศได้ด้วยก็จะมีรายได้มาก โดยคิดค่าใช้จ่ายในดำเนินการได้แก่ ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่ายื่นขอวีซ่า และอื่นๆ คนละ 15,000 ยูโร (ประมาณ 600,000 บาท) และให้ทำงานชดใช้ในภายหลัง ซึ่งปกติแล้วไม่มีบริษัทนำเที่ยวทั่วไปที่จะออกตั๋วเครื่องบินและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ให้กับนักท่องเที่ยวก่อน ซึ่งหญิงสาวทุกคนต้องทำงานทุกวันไม่มีวันหยุดตั้งแต่เวลา 10 น. ถึง 02 น. ไม่ได้รับรายได้จากการทำงานเพราะต้องชดใช้หนี้ก้อนโต มีเงินได้จากทิปที่ได้รับจากลูกค้าจึงขอเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง

ด้านทนายความของนางอลิซ วาเรน สเปนเซอร์ แก้ต่างว่า ผู้หญิงทุกคนทราบดีว่าจะเดินทางมาทำงานขายบริการทางเพศซึ่งจะทำให้มีรายได้สูงกว่าเมื่ออยู่ในประเทศไทย นอกจากนั้น บางคนก็เคยประกอบอาชีพขายบริการทางเพศมาก่อน จึงเป็นการเดินทางมาโดยสมัครใจ ประเด็นที่ทุกคนให้การซัดทอดผู้ต้องหาว่าเป็นเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์ก็เพื่อที่จะได้รับการกันตัวเป็นเหยื่อ และได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรให้สามารถอยู่ในเบลเยียมต่อได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย นางอลิซดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวและขายตั๋วเครื่องบิน บริการขอวีซ่าที่มีหลักฐานถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากนั้น ทนายความยังชี้ให้ผู้พิพากษาพิจารณาว่า หากนางอลิซเป็นหัวหน้าขบวนการค้ามนุษย์จริง คงเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมากที่เธอเดินทางมายุโรปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับ ในข้อเท็จจริง เธอเดินทางมาเพื่อที่จะจดทะเบียนสมรสอยู่กินกับนายฟิลิปชาวเบลเยียมที่ได้เดินทางมาศาลทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นการขอฝากขังหรือการไต่สวนคดี นอกจากนั้น เขายังได้เขียนจดหมายเพื่อขอใ้ห้ศาลพิจารณาอีกด้วย

ทางด้านนางอลิซได้ให้ปากคำกับผู้พิพากษาว่า ผู้หญิงทุกคนเดินทางไปมาอย่างอิสระระหว่างกรุงบรัสเซลส์ เมืองลิเอจย์ และเมืองอาร์ลอง หากทุกคนถูกบังคับขู่เข็ญตามที่ระบุ ก็สามารถที่จะหลบหนีหรือไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ ไม่มีการกักขังหน่วงเหนี่ยวหรือบังคับขู่เข็ญตามที่กล่าวหา

ศาลชั้นต้นแห่งเมืองลิเอจน์ได้นัดประกาศคำพิพากษาในวันที่ 16 พฤศจิกายน หลังจากนั้นอาจจะมีการพิจาณาเกี่ยวกับการส่งตัวผู้ต้องหาในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนตามหมายจับระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ให้กับเจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกาตามที่ร้องขอ

 

มะกันชนจับตา ’ทรัมป์-คลินตัน’ ดีเบตนัดสุดท้ายที่เนวาดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ต.ค. 2559 02:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/759092

 

โดนัลด์ ทรัมป์ และฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เตรียมโต้วาที หรือ ดีเบต เป็นครั้งสุดท้ายในวันพุธนี้ ก่อนที่ชาวอเมริกันจะออกไปใช้สิทธิ์เลือกประธานาธิบดีคนใหม่ของพวกเขาในวันที่ 8 พ.ย. …

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ และฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนพรรครีพับลิกันและเดโมแครต 2 พรรคใหญ่ของสหรัฐฯ ลงเลืองตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเผชิญหน้าปะทะคารมกันในการดีเบตเป็นครั้งที่ 3 และครั้งสุดท้าย ที่มหาวิทยาลัย ลาส เวกัส ในรัฐเนวาดา ในเวลา 21:00น. วันพุธนี้ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 8:00น. วันพฤหัสบดีตามเวลาไทย โดยมี คริส วอลเลซ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว ฟ็อกซ์ นิวส์ เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

ในการดีเบตครั้งที่ 3 นี้ ผู้สมัครทั้ง 2 คนจะอภิปรายกันใน 6 หัวข้อ คือ หนี้ สาธารณสุข และผลประโยชน์ทางสังคมของสหรัฐ, ผู้อพยพ, เศรษฐกิจ, ศาสสูงสุด, สถานการณ์ในต่างประเทศ และความเหมาะสมในการเป็นประธานาธิบดีของพวกเขา


เวทีดีเบตสุดท้ายที่ หอประชุม โธมัส แอนด์ แมค เซนเตอร์ ในวิทยาเขตของมหาวิทยาลัย ลาสเวกัส

ทั้งนี้ สถานการณ์ของผู้สมัครทั้งสองคนก่อนจะถึงวันดีเบต นายทรัมป์กำลังได้รับความเสียหายอย่างหนักจากกรณีเทปวิดีโอฉาวที่เขาคุยโวเกี่ยวกับการลวนลามผู้หญิง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรครีพับลิกันหลายคนตีตัวออกห่างจากเขา ในไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาเพิ่งออกมาเตือนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกควบคุมอย่างสิ้นเชิง และมีการทุจริตอย่างกว้างขวาง

ขณะที่นางคลินตันเก็บตัวไม่ออกมาเคลื่อนไหวมากนักตรงกันข้ามกับนายทรัมป์ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการดีเบตครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นไปได้ว่าเธอจะเจอคำถามเกี่ยวกับกรณีที่ วิกิลีกส์ เผยแพร่อีเมลที่ถูกแฮกจากบัญชีผู้ใช้ของหัวทีมหาเสียงของเธอ

อนึ่ง นายทรัมป์เชิญผู้สนับสนุนของเขาอย่างนาย มาลิก โอบามา ลูกพี่ลูกน้องที่ความสัมพันธ์ไม่สู้ดีนักของประธานาธิบดีบารัค โอบามา และนางแพทริเซีย สมิธ ผู้ที่ลูกชายเสียชีวิตในการโจมตีอาคารสถานทูตในเมืองเบงกาซีของลิเบียเมื่อปี 2012 สมัยที่นางคลินตันยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ มาร่วมเป็นแขกในการดีเบตด้วย

ส่วนนางคลินตัน จะเชิญมหาเศรษฐี มาร์ค คิวบัน ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์นายทรัมป์มาตลอด และ เมก วิทแมน ซีอีโอของบริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรซ์ มาร่วมด้วย

 

ตำรวจปินส์ ขับรถตู้พุ่งเข้าใส่ผู้ชุมนุมประท้วงต้านสหรัฐฯ ในมะนิลา (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ต.ค. 2559 19:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/758811

 

ตำรวจฟิลิปปินส์ ขับรถตู้พุ่งเข้าใส่ผู้ชุมนุมที่ชุมนุมประท้วงอยู่หน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกา ในกรุงมะนิลา เบื้องต้น มีรายงาน ผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2559 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เกิดเหตุรุนแรง รถตู้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจฟิลิปปินส์ขับฝ่าเข้าไปในฝูงชน ผู้ชุมนุมประท้วงกว่าร้อยคนที่กำลังชุมนุมเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาถอนทหารออกจากประเทศ อยู่ที่บริเวณด้านนอกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงมะนิลา เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม จากนั้น ฝูงชนได้กรูเข้าปิดล้อมรถตู้ตำรวจและทุบรถด้วยท่อนไม้ ขณะที่รถตู้ตำรวจได้พุ่งเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมหลายครั้ง เบื้องต้น ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล 3 ราย แต่ไม่มีรายงานระบุแน่ชัดเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บ และจำนวนของผู้ประท้วงที่ถูกรถตู้ชน


ผู้ชุมนุมใช้ท่อนไม้ตีรถตู้ตำรวจ

ข่าวแจ้งว่า ตำรวจปราบจลาจลของฟิลิปปินส์ ได้ใช้แก๊สน้ำตา และฉีดน้ำแรงดันสูงจากรถดับเพลิงเพื่อสลายการชุมนุมของผู้ประท้วง หลังจากผู้ชุมนุมได้พยายามฝ่าแถวของกำลังตำรวจปราบจลาจล และได้จับกุมผู้ชุมนุมประท้วง 23 คน ที่ได้ปาสีใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ

 

นักข่าวเบลเยียม-ดัตช์ ทลาย ไซเบอร์เซ็กซ์ ค้าประเวณีเด็กในฟิลิปปินส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ต.ค. 2559 17:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/758737

 

2 นักข่าวเบลเยียมและดัตช์ ทลายการค้าประเวณีเด็ก ผ่าน ‘ไซเบอร์เซ็กซ์’ ในฟิลิปปินส์ และนำเสนอในรูปแบบรายการสารคดีออกอากาศในเนเธอร์แลนด์ สุดช็อก แต่ละวันมีลูกค้านับ 7.5 แสนคน รวมทั้งชาวดัตช์ เสาะหาดูภาพ หรือวิดีโอเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศผ่านเว็บแคมแบบสตรีมมิ่ง เพราะปลอดภัยกว่าการดาวน์โหลดคลิปมาดู

เมื่อวัยที่ 19 ตุลาคม 2559 บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำเบลเยียม รายงานว่า สถานีโทรทัศน์ ช่อง NPO2 ของเนเธอร์แลนด์ได้นำเสนอรายการสารคดี “การละเมิดที่ไม่มีวันสิ้นสุด” เมื่อคืนวันที่ 18 ต.ค. เป็นผลงานการสืบค้นของ นายปีเตอร์ ดูปองต์ นักข่าวเบลเยียม และ นายญาคโค กรูน ผู้อำนวยการผลิตชาวดัตช์ ซึ่งได้ใช้เวลา 17 เดือน แอบซ่อนตัวค้นหารูปแบบการค้าประเวณีเด็กผ่านทาง “ไซเบอร์เซ็กซ์” ในฟิลิปปินส์ ซึ่งกลายเป็น ‘ฮับ’ ศูนย์กลางใหญ่ในเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว

นายปีเตอร์ ดูปองต์ และนายญาคโค กรูน ต้องใช้เวลาถึง 4 เดือน จึงจะสามารถเสาะหาสถานที่ในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของเหล่าผู้ชื่นชอบธุรกิจท่องเที่ยวโสเภณีเด็กผ่านทางเว็บแคม ซึ่งลูกค้าได้ยอมเสียเงินเพื่อดูวิดีโอเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศผ่านเว็บแคมแบบสตรีมมิ่ง ที่เป็นอีกรูปแบบของการเข้าถึงวิดีโอละเมิดเด็ก ที่ปลอดภัยกว่าการดาวน์โหลดวิดีโอหรือภาพมาดู

ผู้ผลิตสารคดีระบุว่า ในแต่ละวันมีลูกค้าจำนวนถึง 750,000 คน รวมทั้งชาวดัตช์ ที่เสาะหาจะชมภาพหรือวิดีโอการล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่มีอายุน้อย เด็กบางคนมีอายุเพียง 2 ปีเท่านั้น โดยบุคคลที่ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลในครอบครัวหรือเพื่อนบ้าน ที่จะได้เงิน 2.50 ยูโร (100 บาท) ต่อการแสดงโชว์ 1 ครั้ง และ 0.50 ยูโร (20 บาท) ต่อการให้บริการทางเพศ 1 ครั้ง

จากการสืบสวนเชิงลึกของ 2 นักข่าว ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฟิลิปปินส์ สามารถบุกทลายแหล่ง ไซเบอร์เซ็กซ์ ครั้งสำคัญ ได้เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 โดยบ้านที่ทำธุรกิจไซเบอร์เซ็กซ์ดังกล่าว ที่ Tambacan ตั้งอยู่ในแหล่งสลัมในเมืองอิลลิกัน และตำรวจสามารถให้ความช่วยเหลือเด็กจำนวน 11 คน อายุระหว่าง 7-17 ปี

ขณะเดียวกัน นายญาคโค กรูน เผยว่า ได้มีการจับกุมผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายละเมิดทางเพศเด็กหลายแห่ง ทั้งที่ ฟิลิปปินส์ และในต่างประเทศ โดยได้มีการเปิดเผยชื่อบุคคลที่เป็นสมาชิกเกี่ยวข้องอยู่ในเครือข่ายการละเมิดทางเพศเด็ก จำนวน 600 คน กระจายอยู่ใน 36 ประเทศ แต่ก็ยังไม่สามารถขจัดปัญหานี้ให้หมดสิ้นไปได้ ขณะที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจฟิลิปปินส์ขาดกำลังที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

 

สะเทือนใจ ซาอุฯ ประหารชีวิต เจ้าชายเตอร์กีแล้ว หลังก่อคดียิงคนตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ต.ค. 2559 16:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/758702

 

ซาอุฯ สลด…เจ้าชายเตอร์กี ทรงถูกประหารชีวิตแล้ว นับเป็นสมาชิกในราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย องค์แรกที่ถูกประหารชีวิตในรอบ 40 ปี หลังตกเป็นจำเลยในคดีอุกฉกรรจ์ ลั่นกระสุนยิงชายคนหนึ่งจนเสียชีวิตระหว่างเกิดการทะเลาะวิวาท 3 ปีก่อน

เมื่อ 19 ต.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เจ้าชายเตอร์กี บิน ซาอุด อัล-คาบีร์ ทรงถูกประหารชีวิตแล้ว ที่กรุงริยาดห์ เมืองหลวง เมื่อวันอังคารที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา นับเป็นการประหารชีวิตสมาชิกในราชวงศ์แห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี

ขณะที่ สำนักข่าวท้องถิ่นในซาอุดีอาระเบีย เพียงแต่รายงานข่าวอ้างกระทรวงมหาดไทยของซาอุดีอาระเบียได้ออกแถลงการณ์ เจ้าชายเตอร์กี บิน ซาอุด อัล-คาบีร์ทรงโดนประหาร หลังจากพระองค์ทรงถูกศาลตัดสินประหารชีวิต ด้วยความผิดในคดีอุกฉกรรจ์ยิงชายคนหนึ่งเสียชีวิตระหว่างเกิดการทะเลาะวิวาทกันเมื่อ 3 ปีก่อน เพียงแต่สื่อท้องถิ่นไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดว่าเจ้าชายเตอร์กี บิน ซาอุด อัล- คาบีร์ทรงถูกประหารชีวิตด้วยวิธีใด

ทั้งนี้ การประหารชีวิตนักโทษในซาอุดีอาระเบียนั้น ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ เป็นการประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะบริเวณจัตุรัสที่มีผู้คนมาดูเหตุการณ์สลดกันเป็นจำนวนมาก โดยตามรายงานของนิวยอร์ก ไทม์ ระบุว่า การประหารชีวิตเจ้าชายเตอร์กี นับเป็นการประหารชีวิตสมาชิกในราชวงศ์คนแรกของซาอุดีอาระเบียในรอบ 40 ปี หลังจากเจ้าชายไฟซาล บิน มูซาอิด อัล ซาอุด ทรงถูกประหารชีวิตด้วยวิธีการโดนตัดศีรษะในปี 2518 ด้วยความผิดจากการลอบสังหารกษัตริย์ไฟซาล