มาเลย์-ยุโรปผวาไอเอสหนีศึกยึดโมซูล สั่งคุมเข้มชายแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ต.ค. 2559 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/758101

 

อาหมัด ซาฮิด ฮามิดี รองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แถลงเมื่อ 18 ต.ค.ว่า มาเลเซียเพิ่มมาตรการรักษาความมั่นคงตลอดแนวชายแดน เพิ่มความระมัดระวังทั้งที่สนามบินและด่านชายแดน รวมถึงเส้นทางเถื่อนที่มักถูกใช้ลอบขนสิ่งของผิดกฎหมาย ในกรณีที่สมาชิกกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) ซึ่งเป็นชาวมาเลย์ อาจพยายามเดินทางกลับเข้าประเทศ หลังกองทัพอิรักและพันธมิตรเปิดศึกยึดเมืองโมซูล ฐานที่มั่นสำคัญสุดท้ายของไอเอสในอิรักคืน

ด้านกรรมาธิการความมั่นคงของสหภาพยุโรปเตือนประเทศยุโรปว่าอาจเกิดการไหลทะลักของนักรบญิฮาดสังกัดไอเอสเข้ายุโรปถ้าเมืองโมซูลถูกยึด ส่วนสายการบินเตอร์กีช แอร์ไลน์ส ของตุรกี สั่งยกเลิกเที่ยวบินไป 3 เมืองสำคัญในอิรัก

ด้านสถานการณ์ความรุนแรงอื่นๆ นายอิสมาอิล อูลด์ ชีคห์ อาห์เหม็ด ทูตพิเศษประจำเยเมนของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แถลงหลังหารือกับ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ และอังกฤษที่กรุงลอนดอนว่า ข้อตกลงหยุดยิงในเยเมนจะเริ่มกลับมามีผลบังคับตั้งแต่ 20 ต.ค.เป็นเวลา 72 ชม.โดยทุกฝ่ายในเยเมนยินยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเมื่อเดือน เม.ย. เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าถึงทั่วทุกพื้นที่ในเยเมน ส่วนรัสเซียและรัฐบาลซีเรียประกาศระงับการโจมตีทางอากาศถล่มเมืองอเลปโปในซีเรียชั่วคราว 8 ชม. ใน 20 ต.ค. เพื่อเปิดช่องให้พลเรือนอพยพลี้ภัย.

 

นักวิทย์ออสซี่ชี้ น้ำนม ‘แทสมาเนียน เดวิล’ อาวุธใหม่สู้เชื้อดื้อยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ต.ค. 2559 04:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/758107

 

นักวิจัยในประเทศออสเตรเลีย กำลังศึกษาน้ำนมของแทสมาเนียน เดวิล และสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องอื่นๆ หลังพบองค์ประกอบสำคัญ ที่อาจสามารถใช้เป็นอาวุธเพื่อสู้กับเชื้อดื้อยา มหันตภัยเงียบที่กำลังคุกคามมนุษย์อยู่ตอนนี้ได้…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เปิดเผยว่า น้ำนมของตัว แทสมาเนียน เดวิล สัตว์ท้องถิ่นประจำรัฐแทสมาเนียน อาจกลายเป็นอาวุธเพื่อต่อสู้กับ เชื้อแบคทีเรียต้านยาปฏิชีวนะ หรือเชื้อ ซุปเปอร์บัก สายพันธ์ุต่างๆ ได้ หลังพวกเขาพบว่า นมของแทสมาเนียน เดวิลมี เพปไทด์ (peptide) สำคัญ ที่สามารถฆ่าแบคทีเรียที่จัดการได้ยาก รวมทั้งเชื้อ MRSA หรือ เชื้อสแตฟฟิโลคอกคัส ออเรียส ที่ดื้อยาเมธิซิลิน

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า แทสมาเนียน เดวิล (ชื่อวิทยาศาสตร์ Sarcophilus harrisii) วิวัฒนาการน้ำนมแบบนี้ขึ้นมาเพื่อให้ลูกๆ ของพวกมันมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น ซึ่งทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยซิดนีย์กำลังคิดค้นวิธีรักษาแบบใหม่ซึ่งเลียนแบบ เพปไทด์ (สายโซ่โมเลกุลของกรดอะมิโนที่มาเชื่อมต่อกันด้วยพันธะเปปไทด์) ที่พบในน้ำนมของสัตว์ชนิดนี้ โดยพวกเขาได้สแกนรหัสพันธุกรรมของมัน เพื่อหาและสร้างองค์ประกอบต้านการติดเชื้อ ที่เรียกว่า แคธีลิซิดิน (cathelicidin) ขึ้นมาใหม่

ทีมวิจัยได้ลองนำตัวอย่าง เพปไทด์ ของแทสมาเนียน เดวิล ที่พวกเขาสังเคราะห์ขึ้น 6 ตัว ไปทดสอบกับเชื้อแบคทีเรีย 25 ชนิด โดย 6 ชนิดในจำนวนนี้คือเชื้อรา และพบว่า ตัวอย่าง Saha-CATH 5 และ 6 ใช้ได้ผลเป็นพิเศษกับเชื้อ MRSA นอกจากนี้มันยังสามารถฆ่าเชื้อดื้อยาได้อีกหลายตัวเช่น เชื้อเอนเทอโรคอกคัส ดื้อยาแวนโคไมซิน และเชื้อราชื่อ แคนดิดา ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อบนผิวหนัง

นักวิทยาศาสตร์ยังพบเพปไทด์ลักษณะคล้ายกันในน้ำนมของสัตว์สายพันธ์ุ มาร์ซูเพียล (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีกระเป๋าหน้าท้อง) ชนิดอื่นๆ เช่น ตัววอลลาบี หรือจิ้งโจ้แคระ และตัวโอพอสซัม (opossum) และตอนนี้พวกเขากำลังทำการศึกษาน้ำนมของหมีโคอาลา เพื่อหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการผลิตยาฆ่าซุปเปอร์บัก

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า มนุษยจำเป็นต้องมียาชนิดใหม่อย่างเร่งด่วน เพื่อต่อสู้กับเชื้อดื้อยา โดยจากการประเมินล่าสุดพบว่า ในปี 2050 ซุปเปอร์บัก จะเป็นสาเหตุทำให้มนุษย์เสียชีวิตมากกว่าโรคมะเร็ง และทั่วโลกจะมีคนตายเพราะเชื้อดื้อยา 1 คนในทุกๆ 3 วินาที หากไม่มีการออกมาตรการใดๆ เพื่อรับมือเรื่องนี้

 

ฮือฮา กัปตัน เจมส์ เคิร์ก ผู้บังคับการเรือพิฆาตสุดล้ำ ยูเอสเอส ซูมวอลต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ต.ค. 2559 19:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/757862

 

สุดฮือฮา กัปตันเจมส์ เคิร์ก ‘ตัวจริง’ รับตำแหน่งผู้บังคับการเรือพิฆาตติดขีปนาวุธสุดล้ำใหม่เอี่ยม ‘ยูเอสเอส ซูมวอลต์’ ของสหรัฐฯ เพราะชื่อเหมือนกันเป๊ะกับ กัปตัน เจมส์ เคิร์ก ผู้บังคับการยานเอนเตอร์ไพรซ์ ในหนังดัง สตาร์เทรค

เมื่อ 18 ต.ค. สื่อต่างประเทศรายงานยังคงเกิดกระแสฮือฮาในเรือพิฆาตยักษ์ลำใหม่เอี่ยม แพงระยับของสหรัฐฯ ‘ยูเอสเอส ซูมวอลต์’ (USS Zumwalt) ซึ่งถือเป็นเรือรบแห่งอนาคตของกองทัพเรือสหรัฐฯ และเพิ่งมีพิธีบรรจุเรือเข้าประจำการ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2559 ที่เมืองบัลติมอร์ รัฐแมรีแลนด์ ก่อนจะไปประจำการที่ซานดิเอโก เนื่องจากเรือพิฆาตลำใหม่ของสหรัฐฯ ลำนี้ ได้สร้างความตื่นตะลึงตั้งแต่แรกเห็น เพราะมีลักษณะหน้าตารูปลักษณ์ภายนอก ด้านหน้าแหลมเป็นมุม เหมือนกับเตารีด ราวกับเป็น ยานจากนอกโลก ลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกับที่ได้เห็นในภาพยนตร์อย่างใดอย่างนั้น

นอกจากนั้น ขณะที่แฟนหนังทั่วโลก ส่วนใหญ่รู้จัก กัปตัน เจมส์ เคิร์ก ผู้บังคับการยานวอวกาศ ยูเอสเอส เอ็นเตอร์ไพรส์ ในหนังเรื่องสตาร์เทรค กันเป็นอย่างดี แต่ไม่น่าเชื่อว่า ขณะนี้ มี ก้ปตัน เจมส์ เคิร์ก ตัวจริง แถมยังได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้บังคับการเรือ ยูเอสเอส ซูมวอลต์ เรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีลำใหม่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเรือรบสุดล้ำที่สุดลำหนึ่งของกองทัพเรือสหรัฐฯ เลยทีเดียว


กัปตัน เจมส์ เคิร์ก ผู้บังคับการเรือพิฆาต ยูเอสเอส ซูมวอลต์

สำหรับเรือยูเอสเอส ซูมวอลต์ เป็นเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีสุดล้ำ-ศูนย์รวมแห่งเทคโนโลยีเรือรบชั้นนำของโลก ด้วยสนนราคาในการต่อเรือแพงมหาศาลถึงอย่างน้อย 4,400 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.54 แสนล้านบาท) อีกทั้ง ยังเป็นเรือพิฆาตลำใหญ่โตมากที่สุดเท่าที่สหรัฐฯ เคยมีมา มีความยาวถึง 610 ฟุต มีระวางเกือบ 15,000 ตัน



เรือพิฆาตติดขีปนาวุธ ‘ยูเอสเอส ซูมวอลต์’ สามารถหลบหลีกการตรวจจับด้วยเรดาร์ และติดตั้งท่อยิงขีปนาวุธหลากหลายรุ่นถึง 80 ท่อ ทั้งขีปนาวุธนำวิถีโทมาฮอว์ก, ขีปนาวุธอีโวลว์ ซี สแปโรว์ และขีปนาวุธมาตรฐาน อย่าง ขีปนาวุธแบบภาคพื้นสู่ภาคพื้น และขีปนาวุธต่อต้านเรือดำน้ำ.

ยูเอสเอส ซูมวอลต์ ยอดเรือรบสเตลธ์ยุคอนาคตของ ทร.สหรัฐฯ

 

สลด!เด็กหนุ่มในอเลปโป ห้อยอยู่ข้างตึก ขาติดใต้ซาก บินรบรัสเซียถล่มหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ต.ค. 2559 17:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/757711

 

สะเทือนใจ…ภาพเด็กหนุ่มชาวซีเรีย ในเมืองอเลปโป แสนเจ็บปวด ร่างห้อยอยู่ข้างตึกสูง ขณะขาทั้งสองข้างติดอยู่ใต้ซากตึกที่พัง หลังโดนเครื่องบินรบรัสเซียโจมตีทางอากาศอย่างหนัก เดชะบุญ ที่กู้ภัยสามารถช่วยลงมาได้ทันเวลา

เมื่อ 18 ต.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเกิดเหตุการณ์สะเทือนใจ ที่เมืองอเลปโป ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศซีเรียอีกแล้ว เมื่อมีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ต้องเผชิญกับช่วงเวลาเลวร้ายและแสนเจ็บปวด ติดอยู่ด้านนอกของอาคารหลังหนึ่ง เนื่องจากขาทั้งสองข้างของเขาไปติดอยู่ใต้ซากหักพังของตึกที่พังเสียหายจากการถูกเครื่องบินรบโจมตีทางอากาศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ข่าวแจ้งว่า ทีมกู้ภัยในซีเรีย ‘White Helmets’ (หมวกนิรภัยสีขาว) สามารถช่วยเหลือเด็กหนุ่มคนนี้ได้ทันเวลา ด้วยการใช้รถยกเครนขึ้นไปช่วยและใช้บันไดวางพาดและค่อยๆ ดึงขาของเด็กออกมา จนสามารถช่วยนำร่างลงมาได้ จากนั้น จึงรีบนำเด็กหนุ่มผู้นี้ ไปยังโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ เช่นเดียวกับเด็กอีกหลายคนที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกเครื่องบินรบโจมตี และต่อมา ทีมกู้ภัย White Helmets ได้แจ้งผ่านทวิตเตอร์ว่า อาการบาดเจ็บของเด็กหนุ่มดีขึ้นแล้ว ขณะที่สื่อต่างประเทศยังมีการรายงานด้วยความสะเทือนใจว่า เด็กหนุ่มคนนี้ สวมเสื้อยืดคอกลมแขนสั้นสีเหลือง ซึ่งมีข้อความบนหน้าอกเสื้อว่า ‘อย่ายิง’


ทั้งนี้ กลุ่มสังเกตการณ์สิทธิมนุษยชนในซีเรีย ระบุว่า ปฏิบัติการโจมตีของเครื่องบินรบรัสเซีย ถล่มย่านอัล คาร์เตอร์จิ ซึ่งเป็นเขตยึดครองของกบฏ ในเมืองอเลปโป เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 17 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 5 ราย อีกทั้งการโจมตีเมื่อวันจันทร์ที่ 17 ต.ค.ถล่มทางตะวันออกของเมืองอเลปโป ทำให้ครอบครัวหนึ่งสูญเสียคนในครอบครัวไปถึง 14 ราย

 

เมลาเนีย โดดป้องโดนัลด์ ทรัมป์ เจอมรสุมเทปฉาว ยันสามีเป็นสุภาพบุรุษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ต.ค. 2559 15:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/757557

 

เมลาเนีย ทรัมป์ ปกป้อง โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นครั้งแรก ขณะเผชิญ ‘มรสุม’ คลิปเทปฉาวดูถูกหญิงหลุด จนคะแนนเสียงวูบ ยันโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นสุภาพบุรุษ ให้เกียรติผู้หญิง ส่วนบรรดาผู้หญิงที่ออกมาเผยเคยโดนทรัมป์ลวนลาม ก็พูดโกหก

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2559 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาง เมลาเนีย ทรัมป์ ภรรยาของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาปกป้องทรัมป์ ผู้เป็นสามี ที่กำลังโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากวิดีโอเทปฉาว พูดดูถูกผู้หญิงเมื่อ 11 ปีก่อนหลุดออกมาสู่สาธารณชน ก่อนถึงศึกดีเบต โต้วาทีรอบ 2 กับนางฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต แค่ 2 วัน โดยเมลาเนย ยืนยันระหว่างให้สัมภาษณ์พิเศษกับแอนเดอร์สัน คูเปอร์ ผู้ดำเนินรายการของซีเอ็นเอ็น และรายการได้ถูกนำเผยแพร่ออกอากาศเมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า โดนัลด์ ทรัมป์ สามีของเธอ เป็น ‘สุภาพบุรุษ’ และบรรดาผู้หญิงที่กล่าวหาว่าเคยโดนทรัมป์ลวนลามหนักเมื่อหลายปีก่อนนั้น พูดโกหก

นางเมลาเนีย ทรัมป์ กล่าวว่า ตนรู้ว่า ทรัมป์ให้เกียรติผู้หญิง แต่เขาต้องกำลังปกป้องตัวเอง เพราะว่าผู้หญิงเหล่านั้นพูดโกหก โดยเมลาเนีย ทรัมป์ ยังบอกว่า เธอเชื่อในตัวสามี เขาเป็นคนสุภาพ และเป็นสุภาพบุรุษ ซึ่งไม่มีวันที่เขาจะทำเช่นนั้น


เมลาเนีย ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์พิเเศษ กับแอนเดอร์สัน คูเปอร์ ผู้ดำเนินรายการของซีเอ็นเอ็น

บีบีซี เผยด้วยว่า นางเมลาเนีย ทรัมป์ ได้อ้างว่า เรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นนี้ถูก ‘ดำเนินการและนำมารวมกัน’ เพื่อทำลายคู่แข่ง โดยทีมหาเสียงของนางฮิลลารี คลินตัน รวมทั้งสื่อในอเมริกา’ โดยเมลาเนีย ทรัมป์ ยังกล่าวว่า รายละเอียดในข่าวที่สื่ออเมริกานำมาลงนั้น เคยตรวจสอบประวัติปูมหลังของผู้หญิงเหล่านั้นกันบ้างหรือเปล่า? พวกเธอไม่ได้พูดความจริง อีกทั้งตนยังเคยเห็นผู้หญิงมากมายเข้ามาหาสามีของตนแบบต่อหน้าต่อตา พวกเธอเหล่านั้นยื่นเบอร์โทรศัพท์ให้สามี และแสดงการกระทำที่ไม่เหมาะสมเลย


เมลาเนีย ทรัมป์ สตรีที่ยืนเคียงข้าง โดนัลด์ ทรัมป์

สำหรับการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวของนางเมลาเนีย ทรัมป์ นับเป็นการออกมาปกป้องทรัมป์เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เกิดกรณีเทปฉาวหลุดออกมาสู่สาธารณะ โดยเมลาเนีย ยังเชื่อว่า บิลลี บุช ผู้ดำเนินรายการที่ถูกสถานีโทรทัศน์ NBC ไล่ออก คือ ‘ผู้กระทำความผิดคนสำคัญ’ เพราะเธอเชื่อว่า คำพูดของทรัมป์ในเทป ที่คุยโม้โอ้อวดด้วยถ้อยคำหยาบคายว่าจะลวนลามผู้หญิงอย่างไรก็ได้เมื่อเป็นคนดังแล้วนั้น และ ถูกตัดไม่ให้ออกอากาศในรายการ ‘Access Hollywood’ ระหว่างที่เขาพูดคุยกับ นายบิลลี บุช เมื่อปี 2548 นั้น ถูก ‘ชง’ โดยผู้ดำเนินรายการให้พูดคุยกันในเรื่อง &llsquo;ทะลึ่งของพวกผู้ชาย’

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

พิษเทปฉาว! ‘พอล ไรอัน’ ปธ.สภาล่างมะกันลั่น ไม่ช่วย ‘ทรัมป์’ หาเสียงอีก

สำเร็จ! นาซาปล่อยจรวดแอนทาเรสขึ้นสู่อวกาศได้อีกครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ต.ค. 2559 09:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/757066

 

จรวดแอนทาเรส และยานขนส่งอวกาศซีนัส ถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศได้สำเร็จเมื่อเวลา 17.45 น.วันที่ 17 ต.ค.โดยจรวดได้ปล่อยยานเข้าสู่วงโคจรอย่างปลอดภัย และมีกำหนดจะเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติ 23 ต.ค.นี้…

เมื่อเวลา 17.45 น.วันที่ 17 ต.ค.2559 ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา ประสบความสำเร็จในการปล่อยจรวดแอนทาเรส (Antares) ที่ดำเนินการโดย บริษัทออบิทอล เอทีเค (Orbital ATK) เพื่อนำยานขนส่งอวกาศซีนัส ชื่อว่า เอส.เอส.อลัน.จี พอยเด็กซเตอร์ ( S.S. Alan G. Poindexter) เพื่อเป็นเกียรติแก่อดีตนักบินอวกาศ กัปตันอลัน พอยเด็กซเตอร์ ไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ในภารกิจขนส่งเสบียง และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบด้วยอาหาร อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ และฮาร์ดแวร์ต่างๆ น้ำหนักรวม 2,313 กิโลกรัม จากนั้นจะใช้เวลา 6 วัน เพื่อเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ โดยมีกำหนดจะเข้าเทียบในวันที่ 23 ต.ค.2559 นี้

ภารกิจครั้งนี้ล่าช้าไปจากเดิมที่ต้องปล่อยในวันที่ 16 ต.ค. เนื่องจากสายเคเบิลเชื่อมต่อขัดข้อง โดยนี่ถือเป็นการขึ้นสู่อวกาศในภารกิจของนาซาอีกครั้ง หลักจากเหตุเครื่องยนต์ตรวดแอนทาเรสขัดข้องทำให้จรวดร่วงกระแทกพื้นระเบิดเป็นชิ้นๆ เมื่อเดือน ต.ค.ปี 2014 จึงทำให้ทาง ออบิทอล เอทีเค ตัดสินใจเลิกใช้งานเครื่องยนต์ AJ26 เดิมที่ปรับปรุงมาจากเครื่องยนต์ คุตเนซซอฟ NK-33 ที่ออกแบบขึ้นมาโดยโซเวียตเพื่อใช้งานในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 จนถึงปลายช่วง 1970 แล้วทดแทนด้วยเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นแบบ เอเนอโกมาช RD-181


ยานขนส่งอวกาศซีนัสกางแผงโซลาร์เซลล์ ภาพจากทวิตเตอร์ @NASA

ทั้งนี้ จรวดแอนทาเรส ได้แยกตัวจากยานขนส่งซีนัส “เอส.เอส.อลัน.จี พอยเด็กซเตอร์” และมุ่งหน้าโคจรเพื่อเทียบกับสถานีอวกาศ โดยรายงานล่าสุดยานซีนัสได้กางแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างสมบูรณ์เรียบร้อย.

ที่มา : cnet

 

เอกอัครราชทูตดัตช์ในจีนโดนพักงาน ต้องสงสัยมีสัมพันธ์ชู้สาวจนท.ท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ต.ค. 2559 03:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/756966

 

เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศจีนถูกสั่งพักงาน หลังจากสื่อออกมาแฉว่า เขาแอบมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับเจ้าหน้าที่ชาวจีนที่ทำงานในสถานทูต…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ต.ค. กระทรวงต่างประเทศของเนเธอร์แลนด์ ออกคำสั่งพักงานนาย รอน เคลเลอร์ เอกอัครราชทูตประจำประเทศจีน และเริ่มดำเนินการสอบสวน หลังจากมีรายงานอกมาว่า เขาแอบมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับเจ้าหน้าท้องถิ่นของจีน

ความเคลื่อนไหวของกระทรวงต่างประเทศเนเธอร์แลนด์เกิดขึ้นหลังจาก สำนักข่าว เด เทเลกราฟ ของเนเธอร์แลนด์ รายงานในวันจันทร์ โดยอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าววงในว่า นายเคลเลอร์ ซึ่งเป็นการทูตประสบการณ์สูง รับตำแหน่งในกรุงปักกิ่งเมื่อเดือนธ.ค. ปี 2015 หลังจากเป็นทูตประจำประเทศตุรกีและรัสเซียมาแล้ว แอบมีความสัมพันธ์ลับๆ กับเจ้าหน้าที่หญิงชาวจีนซึ่งทำงานที่สถานทูตเนเธอร์แลนด์

ทั้งนี้ นักการทูตต่างชาติในจีนมักได้รับคำแนะนำไม่ให้มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของจีน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเป็นแผนนารีพิฆาต ที่ใช้หญิงท้องถิ่นทำตัวเป็นสายลับให้แก่รัฐบาลจีน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ ไม่แสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับรายงานของ เด เทเลกราฟ แต่ระบุว่าพวกเขากกำลังสืบสวนคำร้องเรียน และจริงจังกับการร้องเรียนทุกเรื่องเสมอ

เด เทเลกราฟ รายงานด้วยว่า ตอนนี้ นายเคลลีกลับมายังเนเธอแลนด์แล้ว และคาดว่าไม่น่าจะได้กลับไปกรุงปักกิ่งอีก ขณะที่เขาปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นเกี่ยวกับการพักงานของเขา

 

มือมืดปาระเบิดขวดใส่สนง.รีพับลิกันในนอร์ท แคโรไลนา โชคดีไม่มีคนเจ็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ต.ค. 2559 00:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/756850

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจของสหรัฐฯ กำลังสืบสวนกรณีที่มีคนร้ายขว้างระเบิดขวดเข้าไปในสำนักงานท้องถิ่นของพรรครีพับลิกัน ในรัฐ นอร์ท แคโรไลนา จนเกิดไฟไหม้เมื่อคืนวันอาทิตย์…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 16 ต.ค. เกิดเหตุคนร้ายขว้างระเบิดขวดทะลุหน้าต่างเข้าไปในสำนักงานพรรครีพับลิกัน ในเขต ออเรนจ์ เคาน์ตี ในรัฐนอร์ท แคโรไลนา จนเกิดไฟไหม้ สร้างความเสียหายภายในสำนักงาน ก่อนที่ไฟจะมอดดับลง อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์นี้ เนื่องจากไม่มีคนอยู่ในสำนักงาน

นอกจากนี้ มีใครบางคนพ่นสเปรย์เป็นข้อความว่า “นาซีรีพับลิกันออกไปจากเมืองเสีย ไม่เช่นนั้น…” บนกำแพงใกล้ที่เกิดเหตุด้วย แต่ตามการเปิดเผยของ ดเวน แฮมป์ตัน ผู้บังคับการตำรวจเมืองฮิลส์โบโร เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ เจ้าหน้าที่ยังไม่มีความคืบหน้าในการสืบสวนกรณีที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน นักการเมืองสหรัฐฯ หลายคนออกมาประณามเหตุโจมตีสำนักงานรีพับลิกันในรัฐนอร์ท แคโรไลนา ซึ่งเป็นเวทีต่อสู้สำคัญในการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

นาง ฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนพรรคเดโมแครตลงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ทวิตเตอร์ว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องน่ากลัว และไม่อาจยอมรับ แต่เป็นเรื่องดีอย่างยิ่งที่ทุกคนปลอดภัย พรรคเดโมแครตยังจัดแคมเปญระดมทุน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อช่วยเปิดสำนักงานที่ถูกโจมตีขึ้นใหม่อีกด้วย โดยจำนวนเงินบริจาคครบตามเป้าหมายภายในเวลาเพียง 40 นาทีเท่านั้น

ด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน ทวีตข้อความหลังนางคลินตันประมาณ 1 ชั่วโมง ว่า “คนหยาบช้าที่เป็นตัวแทนของฮิลลารี คลินตัน และเดโมแครต ในนอร์ท แคโรไลนา เพิ่งปาระเบิดเพลิงใส่สำนักงานของเรา ในออเรนจ์ เคาน์ตี เพราะพวกเรากำลังจะชนะ” ส่วนนาย แพต แมคโครรี ผู้ว่าการรัฐนอร์ท แคโรไลนา สังกันพรรครีพับลิกัน รวมทั้งอัยการ รอย คูเปอร์ ผู้ท้าชิงตำแหน่งของเขา ทวีตข้อความในทำนองเดียวกัน ว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตย

 

เกิดระเบิดที่โรงงานบ.สารเคมี BASF ในเยอรมนี ดับ 2 สาหัส 6

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ต.ค. 2559 23:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/756826

 

เกิดเหตุระเบิดในโรงงานผลิตสารเคมีของบริษัท บีเอเอสเอฟ ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมนี เมื่อวันจันทร์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย และบาดเจ็บสาหัสอีก 6 คน เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุ…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ต.ค. เกิดเหตุระเบิดในโรงงานของบริษัท บีเอเอสเอฟ (BASF) ผู้ผลิตสารเคมีรายใหญ่ ที่เมืองลุดวิกส์ฮาเฟน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเยอรมนี เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ราย มีผู้สูญหาย 2 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัสอีก 6 คน


เจ้าหน้าที่เร่งดับไฟที่ลุกไหม้หลังการระเบิด

นาย อูเวอ ลีเบิล์ท ผู้ดูแลโรงงานของ บีเอเอสเอฟ ในเมืองลุดวิกส์ฮาเฟน เผยว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 11:30น. ตามเวลาท้องถิ่น ระหว่างการเชื่อมต่อท่อส่งสารเคมีไวไฟจากท่าเรือแห่งหนึ่งมยังแทงก์กักเก็บที่โรงงาน โดยยังไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุของการระเบิด แต่ตำรวจตัดความเป็นไปได้ที่จะเป็นการก่อการร้าย

เหตุระเบิดทำให้เกิดไฟไหม้ตามมาและเกิดกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ของ บีเอเอสเอฟ และทางการเมืองลุดวิกส์ฮาเฟน เรียกร้องให้ประชาชนที่อาศัยยู่ในบริเวณใกล้เคียงโรงงาน หลีกเลี่ยงการออกนอกบ้าน รวมทั้งให้ปิดประตูและหน้าต่างเพื่อป้องกันสารเคมี อย่างไรก็ตาม บีเอเอสเอฟระบุว่า การรตรวจวัยค่าต่างๆ ในที่เกิดเหตุจนถึงตนนี้ ยังไม่พบความเสี่ยงจากควันพิษ

บีเอเอสเอฟ ยังปิดอาคารและเครื่องมือต่างๆ รอบจุดระเบิดอีก 14 แห่งเพื่อความปลอดภัย รวมทั้งปิดเครื่องแยกสลายสารเคมีด้วยไอน้ำ (steam cracker) 2 เครื่อง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างส่วนประกอบทางเคมีพื้นฐานด้วย


ควันไฟลอยไปไกลหลายกิโลเมตร

ทั้งนี้ โรงงานผลิตสารเคมีของบีเอเอสเอฟ ที่เมืองลุดวิกส์ฮาเฟน เป็นโรงงานผลิตสารเคมีที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ห่างจากนครแฟรงค์เฟิร์ตไปทางใต้ราว 80 กม. มีพื้นที่ 10 ตร.กม. และคนงานกว่า 39,000 คน ซึ่งจุดที่เกิดระเบิดเป็นจุดรับสารเคมีไวไฟต่างๆ เช่น แนฟทา และ เมทานอล เพื่อนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ

 

คนไทยในซิดนีย์ ร่วมน้อมใจถวายบังคม ‘ในหลวง ร.9’ เสด็จสู่สวรรคาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ต.ค. 2559 19:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/756749

 

พสกนิกรชาวไทยในนครซิดนีย์ สุดเศร้า มาร่วมพิธี “ร่วมใจน้อมถวายบังคม พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสู่สวรรคาลัย” ณ Tambalong Park ใจกลางเมืองซิดนีย์

เมื่อ 17 ตุลาคม 2559 นายณัฐพันธ์ ตรีเมฆ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำประเทศออสเตรเลีย รายงานว่า ชาวไทยในนครซิดนีย์จำนวนมาก และชาวต่างชาติ เดินทางมาร่วมในพิธี น้อมถวายบังคมพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสู่สวรรคาลัย โดยผู้มาร่วมงานได้แต่งกายในชุดดำเพื่อไว้ทุกข์ พร้อมทั้งนำดอกไม้สีขาว และเทียน มาน้อมถวายบังคมพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และแสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา

สำหรับพิธีแสดงความอาลัย ได้แบ่งเป็นสองส่วน คือ ฝ่ายสงฆ์ ได้มีการนิมนต์พระสงฆ์จากวัดประเทศต่างๆ ในนครซิดนีย์ มาสวดพระอภิธรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ส่วนทางฝ่ายฆราวาส ได้มีผู้แทนจากหน่วยงานราชการที่ประจำอยู่ในประเทศออสเตรเลีย เช่น ผู้แทนชุมชนไทย และประชาชน ขึ้นกล่าวสดุดีพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช


คนไทยในซิดนีย์มาร่วมแสดงความอาลัยเป็นจำนวนมาก

พิธีการเริ่มขึ้นเวลาประมาณ 18.00 น. ของวันที่ 16 ตุลาคม ตามเวลาท้องถิ่น มีการจัดนิทรรศการกลีบบัวทศพิธราชธรรม ประชนชน และชาวต่างประเทศที่อาศัยอยู่ในประเทศออสเตรเลีย ได้มีโอกาสชื่นชมวีดิทัศน์พระราชกรณียกิจ จนกระทั่งเวลา 18.30 น. นายจิระชัย ปั้นกระษิณ เอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา และนายณัฐพล ขันธหิรัญ กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ได้ขึ้นเวทีกล่าวคำถวายความอาลัย โดยนายณัฐพล ขันธหิรัญ ได้กล่าวว่า “กราบนมัสการพระคุณเจ้า พี่น้องชาวไทยผู้ร่วมจัดงานครั้งนี้ เหล่าพี่น้องชาวไทยในนครซิดนีย์ที่มาร่วมงานที่ Tambalong Park ครั้งนี้ ในนามของข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจและเจ้าหน้าที่ทีมประเทศไทย สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ตลอดจนเหล่าพี่น้องชาวไทยในนครซิดนีย์ที่มารวมกันที่ Tambalong Park ครั้งนี้ ต่างมีความรู้สึกโศกเศร้า อาลัยเป็นอย่างยิ่ง ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม 2559