สถาปัตยกรรม 6 ชาติรับรางวัล ‘อะกา ข่าน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ต.ค. 2559 04:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742597

 

เมื่อ 3 ต.ค. ผลการประกาศรางวัล อะกา ข่าน อะวอร์ดส ด้านสถาปัตยกรรมยอดเยี่ยมประจำปี 2559 หรือรางวัลสถาปัตยกรรมข่าน (AKAA) ที่เมืองอัลอิน ซึ่งเป็นเมืองมรดกโลกของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยคณะกรรมการระดับทรงคุณค่าอิสระ ซึ่งคัดจากโครงการที่ส่งเข้าร่วม 110 โครงการ พบว่า มีสถาปัตยกรรมชนะเลิศจาก 6 ประเทศ ได้แก่ ศูนย์เยาวชนของจีน สะพานในอิหร่าน สวนสาธารณะในเดนมาร์ก ศูนย์ชุมชนกับสุเหร่าที่บังกลาเทศ และอาคารมหาวิทยาลัยในเลบานอน ซึ่งออกแบบโดยบริษัทที่เป็นของนา’ซาฮา ฮาดิด สถาปนิกหญิงลูกครึ่งชาวอิรัก-อังกฤษ ที่เพิ่งเสียชีวิตเมื่อต้นปี 2559 และเป็นผู้ที่เคยได้รับเลือกเป็นหนึ่งในร้อยบุคคลที่ทรงอิทธิพลในหมู่นักคิดจากนิตยสารไทม์ส ปี 2553 พร้อมเงินรางวัลจำนวนทั้งสิ้น 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 34 ล้านบาท

ทั้งนี้ รางวัลอะกา ข่าน เป็นส่วนหนึ่งของกองทุนด้านวัฒนธรรมอะกา ข่าน จัดขึ้นทุกๆ 3 ปี โดยอะกา ข่าน ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์หลายล้านคน โดยเป็นการมอบให้กับการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ส่งเสริมถึงวัฒนธรรมของชาวมุสลิม ประกอบกับสะท้อนให้เห็นถึงการออกแบบได้มาตรฐานอย่างยอดเยี่ยม การอนุรักษ์ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และการออกแบบที่คำนึงถึงภูมิทัศน์ ตามความจำเป็นของเศรษฐกิจ สังคมและประชาชน โดยใช้แหล่งทรัพยากรท้องถิ่นและเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งนับแต่เริ่มจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2520 มีการมอบรางวัลไปแล้ว 11 ครั้ง.

 

ความสัมพันธ์ระอุ! รัสเซียระงับข้อตกลงลดพลูโตเนียมเกรดอาวุธกับสหรัฐฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ต.ค. 2559 02:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742602

 

รัสเซียประกาศระงับข้อตกลงจำกัดจำนวนพลูโตเนียมที่ใช้สำหรับสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ที่พวกเขาทำกับสหรัฐฯ แล้ว พร้อมตั้งเงื่อนไขให้ยกเลิกคว่ำบาตร หากต้องการให้มาตรการนี้บังคับใช้ต่อไป…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 3 ต.ค. ประธานาธิบดีวลาดิเมีย ปูติน แห่งรัสเซีย ออกกฤษฎีการะงับข้อตกลงจำกัดจำนวนพลูโตเนียมเกรดอาวุธที่มากเกินไป ที่ทำกับสหรัฐฯ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า เขาตั้งใจจะใช้การป้อมปรามทางนิวเคลียร์ เป็นเครื่องต่อรองใหม่ในข้อพิพาทกับสหรัฐฯ เรื่องยูเครนและซีเรีย

ข้อตกลงจำกัดพลูโตเนียมเกรดอาวุธ รวมอยู่ในข้อตกลงปี 2000 หรือ ข้อตกลงควบคุมและจัดการพลูโตเนียม (PMDA) ที่ผูกมัดให้ทั้ง 2 ฝ่ายต้องเผาทำลายพลูโตเนียมจำนวน 34 ตัน ในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ซึ่งสหรัฐฯ และรัสเซียลงนามข้อตกลงดังกล่าวอีกครั้งในปี 2010

ในกฤษฎีกาดังกล่าว ปูตินระบุว่า รัสเซียต้องใช้มาตรการเร่งด่วนเพื่อป้องกันความมั่นคงของสหพันธรัฐรัสเซีย ปูตินยังกล่าวหาสหรัฐฯ ด้วยว่า สร้างภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์ อันเป็นผลจากพฤติกรรมอันไม่เป็นมิตรที่มีต่อรัสเซีย

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเม.ย. นายปูตินอกมาระบุว่า สหรัฐฯ ล้มเหลวในการทำตามพันธสัญญาในการทำลายพลูโตเนียม โดยไม่สร้างโรงงานพิเศษเพื่อทำลายกัมมันตรังสีชนิดนี้ แต่กลับเริ่มใช้ขั้นตอนสกัดพลูโตเนียม และนำมาใช่้ในอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้งหนึ่ง ขณะที่สหรัฐฯ ออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างของปูติน

ในวันจันทร์เช่นเดียวกัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังได้เสนอร่างกฎหมายระงับข้อตกลงจำกัดพลูโตเนียมกับสหรัฐฯ ต่อรัฐสภา โดยกำหนดเงื่อนไขหลายอย่างเพื่อให้ข้อตกลงดังกล่าวกับสหรัฐฯ กลับมามีผลบังคับใช้ ร่วมถึงข้อเรียกร้องให้สหรัฐฯ ลดโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และกองทัพในประเทศที่เข้าร่วมกับนาโตหลังจากวันที่ 1 ก.ย. 2000 และ ให้ยกเลิกการคว่ำบาตรทั้งหมดที่สหรัฐฯ มีต่อรัสเซีย และชดเชยค่าเสียหายที่เกิดจากการคว่ำบาตรนี้ด้วย

อนึ่ง สหรัฐฯ รวมทั้งสหภาพยุโรป ออกมาตรการคว่ำบาตรมากมายต่อรัสเซีย หลังจากรัฐบาลมอสโกควบรวมดินแดนไครเมีย ทางใต้ของประเทศยูเครนเมื่อปี 2014 และจากการที่รัสเซียสนับสนุนกบฏแบ่งแยกดินแดนในภาคตะวันออกของยูเครน เมื่อเดือนก่อน ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศเพิ่มสูงขึ้นอีก จากการมีส่วนร่วมในการโจมตีทางอากาศในซีเรีย

 

ช็อก! ชาวโคลอมเบียโหวตไม่รับข้อตกลงสันติภาพยุติสงคราม 52 ปีกับกบฏฟาร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ต.ค. 2559 23:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742482

 

ชาวโคลอมเบียส่วนใหญ่โหวตไม่ยอมรับข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัฐบาลกับกบฏฟาร์ก ที่มีขึ้นเพื่อยุติการต่อสู้ที่ดำเนินมานาน 52 ปีอย่างเหนือความคาดหมาย ขณะที่ประธานาธิบดีโคลอมเบียยอมรับผลที่ออกมา แต่ยืนยันไม่ยอมแพ้…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงในโคลอมเบียโหวตไม่ยอมรับข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัฐบาลและกองกำลังปฏิวัติแห่งโคลอมเบีย (กบฏฟาร์ก) ซึ่งประธานาธิบดี ฮวน มานูเอล ซานโตส และนายติโมเลียน จิเมเนส หรือ ติโมเชนโก หัวหน้ากบฏฟาร์ก ร่วมกันลงนามเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากเจรจากันมานานถึง 4 ปี เพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

ข้อตกลงสัญติภาพดังกล่าวแม้จะมีการลงนามโดยผู้นำของทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากชาวโคลอมเบียเพื่อนำมาบังคับใช้ โดยฝ่ายสนับสนุนข้อตกลงนี้นอกจากประธานาธิบดีซานโตสแล้วยังรวมไปถึงนักการเมืองมากมายทั้งในและนอกประเทศ รวมถึงนายบัน คึ-มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ขณะที่ฝ่ายต่อต้านข้อตกลงนี้นำโดยนาย อัลบาโร ยูริเบ อดีตประธานาธิบดีโคลอมเบีย


ประธานาธิบดีซานโตสชูบัตรลงคะแนนให้เห็นชัดๆ ว่าเขาโหวตยอมรับข้อตกลง

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่าผลการลงคะแนนเสียงป็อปปูลาร์โหวต เมื่อวันอาทิตย์จะเป็นชัยชนะของฝ่ายสนับสนุน และผลโพลเบื้องต้นที่จัดทำขึ้นก่อนหน้าการลงคะแนนก็ชี้ว่าฝ่ายสนับสนุนจะชนะเช่นกัน แต่ทว่า ผลลัพธ์ที่ออกมากลับกลายเป็นว่า ฝ่ายไม่รับข้อตกลงสันติภาพชนะไปด้วยคะแนนเสียง 50.2% ต่อ 49.8% อย่างพลิกความคาดหมาย โดยมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ไม่ถึง 38% ของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมด

หลังจากผลการลงคะแนนได้รับการเปิดเผยออกมา ประธานาธิบดีซานโตสก็ออกมาประกาศว่า เขายอมรับผลการลงคะแนน ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงทวิภาคีระหว่างกองทัพรัฐบาลและกบฏฟาร์กยังคงมีผลบังคับใช้ เขายังได้สั่งการให้ทีมเจรจาของรัฐบาลเดินทางไปยังคิวบาเพื่อหารือก้าวต่อไปกับผู้นำกบฏฟาร์กแล้ว นอกจากนี้เขายังเตรียมเขาพบกับพรรคการเมืองทุกพรรคในวันจันทร์ เพื่อหารือก้าวต่อไป

ประธานาธิบดีโคลอมเบียยังให้คำมั่นด้วยว่า เขาจะทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งสันติภาพต่อไปยังจนกระทั่งถึงวินาทีสุดท้ายของวาระการดำรงตำแหน่งของเขา เพราะนั่นเป็นหนทางที่จะทำให้ประเทศเป็นสถานที่ที่ดีกว่าสำหรับลูกหลานของชาวโคลอมเบีย “ผมจะไม่ยอมแพ้” นายซานโตสกล่าว


ฝ่ายไม่ยอมรับข้อตกลงสันติภาพโห่ร้องยินดีกับผลการลงคะแนนที่ออกมา

ขณะเดียวกัน นายติโมเชนโกยืนยันว่าฝ่ายกบฏจะยุติความขัดแย้ง “ฟาร์กขอย้ำถึงความต้องการของพวกเขาที่จะใช้เพียงคำพูดเป็นอาวุธในการสร้างสรรค์ไปสู่อนาคต”

ทั้งนี้ ผู้โหวตไม่ยอมรับข้อตกลงสันติภาพส่วนใหญ่ระบุว่า พวกเขาคิดว่าข้อตกลงนี้เป็นการปล่อยให้กบฏรอดจากคดีฆาตกรรม โดยภายใต้ข้อตกลง จะมีการจัดตั้งศาลพิเศษขึ้นเพื่อพิจารณาความผิดที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงเวลาแห่งความไม่สงบ และเหล่าผู้ที่สารภาพความผิดจะได้รับการลดหย่อนโทษและอาจไม่ถูกจำคุก

ฝ่ายโหวตไม่ยอมรับยังโจมตีแผนการของรัฐบาลที่จะช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพแก่กบฏฟาร์กที่สลายตัว และให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่อดีตกบฏที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจ ว่าเป็นการให้รางวัลแก่ผู้ก่ออาชญากรรมมากมาย แต่ประชาชนสุจริตกลับถูดทิ้งให้ดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาทางการเงิน บางส่วนก็ไม่เชื่อว่าฝ่ายกบฏจะรักษาสัญญาที่จะวางอาวุธตลอดไปด้วย


ฝ่ายสนับสนุนข้อตกลงสันติภาพติดตามผลการลงคะแนนที่จอขนาดใหญ่ซึ่งติดตั้งในกรุงโบโกตา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

หัวหน้ากบฏฟาร์กขอโทษเหยื่อความรุนแรง หลังลงนามข้อตกลงสันติภาพ

 

คิม คาร์เดเชียน สุดระทึก! โดน2 ไอ้โม่งบุกปล้นชิงทรัพย์ในที่พักหรู ปารีส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ต.ค. 2559 14:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/741897

 

คิม คาร์เดเชียน ตกใจสุดๆ…โดนคนร้าย 2คนสวมหมวกโม่งใช้ปืนบุกปล้นชิงทรัพย์กลางดึกในห้องพักที่ที่พักหรูใน กรุงปารีส เผยได้เครื่องประดับไปมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ แต่คิม คาร์เดเชียนไม่ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่คานเย เวสต์ แรปเปอร์ชื่อดัง สามีต้องยกเลิกการแสดงคอนเสิร์ตทันที

เมื่อ 3 ต.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเกิดเหตุการณ์ระทึกกับ คิม คาร์เดเชียน ภรรยาหุ่นสะบึมของคานเย เวสต์ แรปเปอร์คนดังชาวอเมริกัน เมื่อเธอถูก คนร้าย2 คนสวมหมวกโม่งปิดบังใบหน้า แต่งตัวเหมือนตำรวจ บุกใช้ปืนจี้ชิงทรัพย์ ขณะอยู่ในที่พักหรูแห่งหนึ่งในกรุงปารีส นครหลวงของฝรั่งเศส กลางดึกของวันอาทิตย์ที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้ คานเย เวสต์ ผู้เป็นสามี ต้องยุติการแสดงคอนเสิร์ตที่นิวยอร์กทันที โดยเขาได้กล่าวกับผู้ชมคอนเสิร์ตว่า ขอโทษอย่างมาก มีเรื่องฉุกเฉินเกิดขึ้นในครอบครัว จึงต้องขอหยุดการแสดงคอนเสิร์ตตอนนี้

แหล่งข่าวเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เหตุการณ์ไม่คาดฝันกับคิม คาร์เดเชียน เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางดึก เวลาประมาณ 03.00 น. ของวันที่ 2 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น โดยตำรวจเผยกับนักข่าวรอยเตอร์ว่า คนร้ายได้เครื่องประดับมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ไป แต่เดชะบุญที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ


คิม คาร์เดเชียน กับคานเย เวสต์ สามี

ด้านอินา เทรซิโอคัส โฆษกส่วนตัวของคาร์เดเชียน เผยกับซีเอ็นเอ็นว่า คิม คาร์เดเชียน ถูกคนร้าย 2 คน ปลอมตัวแต่งกายในชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจ ใช้ปืนจี้ภายในห้องพักที่ที่พักหรูในกรุงปารีส เธอโดนคนร้ายเขย่าตัวอย่างแรง แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บ


ทั้งนี้ คิม คาร์เดเชียน วัย 35 ปี ซึ่งถือเป็นคนดังในรายการเรียลลิตี้ทางทีวีของสหรัฐฯ และเธอยังเป็นทั้งแฟชั่นดีไซเนอร์ นักธุรกิจ นางแบบ และนักแสดง ได้เดินทางไปปารีสเพื่อร่วมงานแฟชั่น วีค เมื่อสัปดาห์ก่อน และคานเย เวสต์ สามีได้มาปารีสด้วยจนถึงวันที่ 28 ก.ย. โดยตามรายงานของพีเพิล แมกกาซีน ระบุว่าลูกของเธอ 2 คน คือ นอร์ธ วัย 3 ขวบ และเซนต์ วัย 9 เดือน ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ระทึกครั้งนี้.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘คิม คาร์เดเชียน’ผวา กลัวโจรข่มขืน

 

อำลา ‘โบอิ้ง 747’ คาเธ่ย์แปซิฟิค บินเที่ยวสุดท้ายฮ่องกง-ฮาเนดะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ต.ค. 2559 12:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/741817

 

(ภาพจาก เฟซบุ๊กคาเธ่ย์แปซิฟิค)

สายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิค จัดงานอำลาเครื่องบินโดยสารจัมโบ้เจ็ต หรือ โบอิ้ง 747-400 ในเที่ยวบินสุดท้าย CX542 และ CX543 ในเส้นทางฮ่องกง-ฮาเนดะ ปิดฉากการบริการส่งผู้โดยสารโดย ‘ราชินีแห่งท้องฟ้า’…

เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2559 กว่าเมื่อ 37 ปีที่เครื่องบินโดยสารตระกูลโบอิ้ง 747 (Boeing 747) ของสายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิคให้บริการบินรับส่งผู้โดยสาร ในที่สุดก็เป็นวันสุดท้ายของการให้บริการในเส้นทางระหว่างสนามบินฮ่องกง และสนามบินฮาเนดะ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ด้วยเครื่องบินจัมโบ้เจ็ตที่มีฉายาว่า “ราชินีแห่งท้องฟ้า” หรือ Queen of the Skies โดยเที่ยวบิน CX542 และ CX543 ทั้งไปและกลับในวันนั้นคราคร่ำไปด้วยผู้โดยสารเต็มทุกที่นั่ง เพราะเป็นโอกาสของผู้โดยสารที่เป็นสมาชิกของสายการบิน และผู้เกี่ยวข้องในด้านวงการการบินทั่วโลกมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปิดฉากอำลาราชินีแห่งท้องฟ้า


ลูกเรือ และกัปตัน เครื่องบินโบอิ้ง 747-400 ชุดสุดท้ายของสายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิค

ผู้โดยสารกับการถ่ายภาพแบบ Toy Travel

แน่นอนว่าก่อนขึ้นเครื่องก็จะมีพิธีการเล็กน้อย เพื่อเป็นการต้อนรับผู้โดยสารของคาเธ่ย์ฯ โดยพนักงานที่แต่งกายแนวย้อนยุค สมัย 30 ปีก่อน มาเสิร์ฟแก้วแชมเปญเพื่อดื่มฉลองร่วมกันในการเป็นส่วนหนึ่งเพื่อบันทึกหน้าประวัติศาสตร์การบิน และถ่ายภาพร่วมกับลูกเรือและนักบินชุดสุดท้าย และผู้บริหารอาวุโสของสายการบิน ที่จะให้บริการผู้โดยสารบนเครื่องโบอิ้ง 747-400 ก่อนขึ้นเครื่อง


ผู้โดยสารชั่นธุรกิจถ่ายภาพเป็นที่ระลึกบนเครื่อง 747 ในเที่ยวบินสุดท้าย

ลูกเรือและผู้โดยสารถ่ายภาพร่วมกันในห้องโดยสารของโบอิ้ง 747 ในเที่ยวบินสุดท้าย

ในโอกาสนี้ คุณชัยวารี จิตรากร อินไฟลท์เมเนเจอร์ หรือ ผู้จัดการเที่ยวบิน มากล่าวต้อนรับผู้โดยสารที่ขึ้นเครื่องในเที่ยวบินนี้ โดยลูกเรือได้มอบแพ็กเกจ ของที่ระลึกสุดพิเศษที่มีเฉพาะในเที่ยวบินนี้ให้กับผู้โดยสารที่เดินทางในเที่ยวบินอำลา โดยทั้ง 2 เที่ยวบินได้กัปตันผู้ควบคุมเครื่องบินที่อยู่กับโบอิ้ง 747-400 มานานที่สุด อย่างกัปตัน จอห์น กราแฮม ที่มาให้รายละเอียดของเครื่องบินโบอิ้ง 747-400 ที่ให้บริการโดยคาเธ่ย์แปซิฟิคแก่ผู้โดยสาร


ผุ้โดยสารชาวญี่ปุ่นกับความประทับใจที่มีต่อโบอิ้ง 747 ที่อยู่ในสมุดบันทึก

กัปตันจอห์น ผู้มีประสบการณ์ในการบินกับเครื่องรุ่นนี้มากว่า 30 ปี กล่าวว่า เครื่องบินโบอิ้ง 747 เป็นเครื่องที่มีความมหัศจรรย์ในด้านการออกแบบและวิศวกรรม มันเปลี่ยนโฉมของการเดินทางทางอากาศ ห้องนักบินของ 747 เป็นห้องทำงานคู่ใจของผมมากว่า 3 ทศวรรษ ส่วนตัวรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นกัปตันในเที่ยวบินสุดท้ายของราชินีแห่งท้องฟ้าลำนี้

คุณชัยวารี ผู้จัดการเที่ยวบิน ที่ทำงานคร่ำหวอดอยู่บนเครื่องบินโบอิ้ง 747 มากว่า 30 ปี นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 80 กล่าวว่า เครื่อง 747 เป็นสถานที่พิเศษในดวงใจของลูกเรือทุกคนที่ได้ปฏิบัติงาน นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมให้บริการในเที่ยวบินพิเศษของราชินีแห่งท้องฟ้า ส่วนตัวมีความทรงจำที่แสนวิเศษบนเครื่องบินลำนี้ และมันจะมีความทรงจำอันแสนงดงามที่ตราตรึงอยู่ในใจไปตลอดกาล


โบอิ้ง 747-400 ทะเบียน B-HUJ ชื่อ ‘โพลาร์ 1’ ของสายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิค

สำหรับคาเธ่ย์แปซิฟิคเที่ยวบินพิเศษแบบนี้ ย่อมต้องบินด้วยโบอิ้ง 747 ที่มีความพิเศษจึงเลือกนำเอาโบอิ้ง 747-400 ทะเบียน B-HUJ ชื่อ ‘โพลาร์ 1’ อันเป็นเครื่องที่คนรู้จักกันมากที่สุด เพราะเป็นเครื่องบินลำแรกที่ร่อนลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง เช็คแลปก๊อก หลังจากเปิดใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 6 ก.ค.ปี 1998 โดยเครื่องบินลำนี้เป็นเป็นเวลา 15 ชั่วโมง 30 นาที บินตรงจากกรุงนิวยอร์กมาลงที่ฮ่องกง มันเป็นเส้นทางการบินแรกที่บินข้ามขั้วโลกเหนือ และเข้าสู่น่านฟ้ารัสเซีย ก่อนลงจอดที่ฮ่องกง รวมระยะทาง 7,465 ไมล์


บรรยากาศในการบริการบนเครื่องโบอิ้ง 747 ในอดีตของคาเธ่ย์แปซิฟิค ภาพจากทวิตเตอร์ @cathaypacific

ทั้งนี้คาเธ่ย์แปซิฟิคมีแผนปลดประจำการเครื่องบินโดยสารแบบ โบอิ้ง 747-400 ทั้งหมดในปี 2559 และจะทดแทนด้วยเครื่องบินรุ่นใหม่ อย่าง แอร์บัส เอ350 หรือโบอิ้ง 777-300ER แต่ตำนานของจัมโบ้เจ็ตจะยังคงสืบต่อในฐานะเครื่องบินขนส่งสินค้ากับฝูงโบอิ้ง 747-8F รุ่นใหม่ทั้ง 21 ลำ


เครื่องบินโบอิ้ง 747 เครื่องแรกจากสายการผลิตของคาเธ่ย์แปซิฟิค ภาพจาก ทวิตเตอร์ @cathaypacific

ภาพโบอิ้ง 747 กำลังร่อนลงจอดที่สนามบินไคตั๊ก โดยผ่านอาคารตึกแถวใกล้สนามบินที่เป็นภาพชินตาของชาวฮ่องกงในยุค 70-90 ภาพจากทวิตเตอร์ @cathaypacific

คาเธ่ย์แปซิฟิค เร่ิมให้บริการด้วยโบอิ้ง 747 ลำแรกในปี 1979 หรือ พ.ศ.2522 และเป็นหนึ่งในสายการบินที่มีจัมโบ้เจ็ตใช้งานมากที่สุด ส่งผลให้เปลี่ยนสถานะสายการบินเป็นสายการบินใหญ่ระดับโลก มีเส้นทางการบินเชื่อมหลายทวีปด้วยเครื่อง 747 จนขยายเส้นทางต่างๆ ได้มากมายในช่วงทศวรรษที่ 80 ถึงปลายยุคทศวรรษที่ 90.

‘คาเธ่ย์ แปซิฟิค’ เลิกใช้โบอิ้ง 747-400 ปิดตำนานจัมโบเจ็ต

โบอิ้ง อาจต้องปิดสายการผลิต 747 หากไม่มียอดสั่งเพิ่มในปี 2019

 

ผู้นำปินส์ขอโทษ ‘ปากไว’ ! เปรียบสงครามปราบยา เหมือนฮิตเลอร์ฆ่ายิว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ต.ค. 2559 11:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/741791

 

ประธานาธิบดีดูเตร์เต ‘งานเข้า’ จนต้องออกมาขอโทษและเสียใจอย่างยิ่งต่อชาวยิว หลังพูดจาเปรียบเทียบ ‘มีความสุขที่ได้ฆ่าคนติดยา’ ในสงครามปราบยาเสพติด เหมือนกับฮิตเลอร์ทำกับชาวยิวสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังไงยังงั้น

เมื่อ 3 ต.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต แห่งฟิลิปปินส์ ยอมกล่าวขอโทษและแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อชาวยิว จากการที่เขาได้พูดจาเปรียบเทียบสงครามปราบยาเสพติดในรัฐบาลของเขา เหมือนกับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำนาซี-เยอรมนี สังหารหมู่ชาวยิวในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2(แตกฮือ! ผู้นำปินส์ บอกสุขที่ได้ปลิดชีพคนติดยา เหมือนฮิตเลอร์ทำกับยิว)

ประธานาธิบดีดูเตร์เต กล่าวด้วยว่า เขาตระหนักดีถึงคอมเมนต์ หรือการแสดงความเห็นต่างๆ ของผู้คน โดยเฉพาะสังคมชาวยิวจากทั่วโลกที่วิพากษ์วิจารณ์เขา หลังจากได้พูดถ้อยคำดังกล่าวออกมาเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา เพียงแต่ขอยืนยันว่า การกล่าวถึงผู้นำนาซีเพื่อต้องการเปรียบเทียบการกระทำของตนเองในสงครามปราบยาเสพติด กับผู้นำนาซีในอดีตที่มีการสังหารผู้คนเป็นจำนวนมากเท่านั้น


ข่าวแจ้งว่า ประธานาธิบดีดูเตร์เต ได้กล่าวขอโทษต่อชาวยิว ในโอกาสที่เขากล่าวปราศรัยผ่านทางสถานีโทรทัศน์ซึ่งมีการถ่ายทอดสด ในวาระสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศ ‘ผมขอโทษและเสียใจอย่างยิ่งต่อชาวยิว ผมไม่ได้เจตนา เพียงแต่ปัญหาที่ผมถูกวิพากษ์วิจารณ์ เพราะใช้ฮิตเลอร์มาเปรียบเทียบการกระทำของผมเอง’ ประธานาธิบดีดูเตร์เตกล่าว

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ประธานาธิบดีดูเตร์เต วัย 71 ปี ชนะการเลือกตั้งและเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เมื่อ 3 เดือนก่อน มีผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายแก๊งค้ายาเสพติดถูกสังหารแล้วกว่า 3,100 ราย ขณะที่ดูเตร์เตประกาศจะปราบปรามยาเสพติดตามคำมั่นสัญญาที่เขาให้ไว้ระหว่างหาเสียง.

 

นายกฯ ผู้ดีเล็งเริ่มเจรจาออกจาก EU อย่างเป็นทางการสิ้นเดือนมี.ค. 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ต.ค. 2559 05:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/741532

 

เธเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ประกาศจะใช้มาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน เพื่อเริ่มกระบวนการเจรจาให้ยูเคออกจากสหภาพยุโรปภายในไตรมาสแรกของปี 2017…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาง เธเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร (ยูเค) เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 ต.ค. ว่า เธอจะใช้่มาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน เพื่อเริ่มกระบวนการเจรจา 2 ปี ให้ยูเคออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู) หรือการ ‘เบรกซิต’ (Brexit) อย่างเป็นทางการ ภายในสิ้นเดือนมี.ค.ปี 2017 หมายความว่า ยูเคจะออกจากอียูในช่วงฤดูร้อนของปี 2019

เมื่อวันอาทิตย์ นางเมย์ร่วมการประชุมพรรคอนุรักษ์นิยม วันแรกที่เมืองเบอร์มิงแฮม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของเธอในฐานะนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า กระบวนการออกจากอียูจะค่อนข้างซับซ้อน แต่เธอหวังว่าจะมีการทำงานในเบื้องต้นกับชาติสมาชิกอียูอื่นๆ เพื่อให้เมื่อบังคับใช้มาตร 50 แล้ว เราจะมีกระบวนการเจรจาที่ราบรื่นยิ่งขึ้น “มันไม่เพียงสำคัญสำหรับยูเค แต่ยังสำคัญสำหรับยุโรปทั้งหมด ถ้าเราสามารถทำกระบวนการนี้ด้วยหนทางที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่เราจะทำให้เกิดการรบกวนต่อธุรกิจน้อยที่สุด”

นอกจากนี้ เธอยังเปิดเผยรายละเอียดของกฎหมาย ‘Great Repeal Bill’ เพื่อถอดสนธิสัญญาประชาคมยุโรปปี 1972 ออกจากกฏหมายของประเทศ ซึ่งเธอระบุว่าจะเป็นการยุติการให้ความสำคัญกับกฎหมายของสหภาพยุโรปเป็นอันดับแรกในสหราชอาณาจักร อันเป็นก้าวสำคัญที่หมายความว่า ยูเคจะเป็นประเทศเอกราชอธิปไตย และจะบัญญัติกฎหมายของตัวเอง

เธอบอกกับผู้แทนในที่ประชุมอีกว่า “เรากำลังจะเป็นประเทศที่มีอธิปไตย และอิสระเต็มที่ ประเทศซึ่งไม่เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพการเมืองที่เกี่ยวพันกับหลายสถาบัน ที่ครอบงำรัฐสภาและศาลของชาติอีกต่อไป” อย่างไรก็ตาม กฎหมายใหม่นี้จะยังไม่มีผลบังคับใช้จะกว่ายูเคจะออกจากอียูภายใต้มาตรา 50

ด้านปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ หลังจากนางมีแสดงความเห็นเกี่ยวกับการใช้มาตรา 50 นายโดนัลด์ ทัสค์ ประธานคณะมนตรียุโรป (อีซี) กล่าวว่า การประกาศดังกล่าวทำให้เกิดความชัดเจนที่น่ายินดี ส่วนรัฐมนตรีด้านการเบรกซิตของสกอตแลนด์กล่าวว่า สภาของพวกเขาอาจขัดขวางกฎหมาย Great Repeal Bill ขณะที่นิโคลา สเตอร์เจียน รัฐมนตรีลำดับที่ 1 ของสกอตแลนด์กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าที่การตัดสินใจของรัฐบาลถูกผลักดันโดยอุดมการณ์ของผู้ที่ต้องการเบรกซิต แทนที่จะเป็นผลประโยชน์ของชาติ

 

เฮอริเคนแมทธิวถล่มแคริบเบียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ต.ค. 2559 03:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/741472

 

เฮอริเคนแมทธิว พายุในมหาสมุทรแอตแลนติกที่รุนแรงมากที่สุดในรอบสิบปี จ่อพัดถล่มเฮติ จาเมกาและคิวบา อาจพัดต่อเนื่องไปถึงรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ

เมื่อวันอาทิตย์ 2 ต.ค. พายุพัดอยู่นอกชายฝั่งโคลอมเบียและเวเนซุเอลาในทะเลแคริบเบียน ด้วยความเร็วลมศูนย์กลางพายุราว 240 กม.ต่อชั่วโมง รุนแรงระดับสูงสุดหรือระดับ 5 แต่บางเวลาลดกำลังเหลือระดับ 4 ก่อให้เกิดฝนตกหนักทั้งในเฮติ จาเมกา ทำให้ทางการต้องประกาศเตือนภัยพร้อมรับสถานการณ์ระดับสูงสุดสีแดง ทั้งเตรียมพื้นที่รองรับผู้คนต้องไร้ที่อยู่อาศัยหลายพันคน

ขณะเดียวกัน ห้างร้านซุปเปอร์มาร์เกตในจาเมกาเต็มไปด้วยผู้ซื้อข้าวของจำเป็นกักตุนเอาไว้เพื่อความปลอดภัย ทหารได้รับคำสั่งเตรียมพร้อมภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัย ส่วนการเคลื่อนตัวของพายุพัดมุ่งหน้าไปทางเหนือและตะวันตกเฉียงเหนืออย่างช้าๆ ด้วยความเร็วราว 9 กม.ต่อชั่วโมง คาดว่าจะพัดถึงชายฝั่งเฮติ จาเมกาและคิวบาช่วงวันจันทร์หรือวันอังคารและอาจพัดต่อไปยังรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯต่อไป โดยพายุลูกนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2550.

 

ทรัมป์เจอสื่อมะกันแฉ 18 ปีเลี่ยงจ่ายภาษี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ต.ค. 2559 02:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/741467

 

จากกรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน ถูกทีมพรรคเดโมแครต ตั้งประเด็นโจมตีมาตลอดเรื่องไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลการจ่ายภาษีแก่สาธารณชน ทำให้เป็นที่น่าสงสัยว่าสรุปแล้วไม่เคยจ่ายภาษีเลยหรือไม่นั้น ผลปรากฏว่าเมื่อวันที่ 1 ต.ค. หนังสือพิมพ์ เดอะนิวยอร์กไทม์ส ของสหรัฐฯ ได้นำหลักฐานมาเปิดโปงแล้วว่า เรื่องอาจเป็นความจริงอย่างที่ตั้งข้อสงสัยกัน

ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์ เดอะนิวยอร์กไทม์ส ได้รับเอกสารภาษีของนายทรัมป์จำนวน 3 ฉบับ ถูกส่งใส่ซองมายังสำนักงานหนังสือพิมพ์ โดยมีแสตมป์ประทับตราจากนครนิวยอร์ก ขณะที่อยู่ส่งคืนคือตึกทรัมป์ทาวเวอร์ ในนครนิวยอร์ก ซึ่งจากการติดต่อให้นายแจ็ก มิตนิค อดีตทนายความผู้เคยจัดการภาษีให้นายทรัมป์นานกว่า 30 ปี มาช่วยตรวจสอบนั้น ได้ยืนยันว่าลายเซ็นบนเอกสารดังกล่าวเป็นของเขาจริง

โดยเอกสารดังกล่าว ซึ่งเป็นรายงานการเสียภาษีของนายทรัมป์ในปี 2538 ระบุว่านายทรัมป์ได้มีการอ้างกิจการขาดทุนเป็นมูลค่า 916 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 32,000 ล้านบาท ซึ่งตามข้อกำหนดของกรมสรรพากรสหรัฐฯ หรือไออาร์เอส ในปี 2538 ได้ระบุไว้ว่า ผู้เสียภาษีสามารถใช้ข้ออ้างการขาดทุนสะสมจากกิจการ เพื่อไม่ต้องจ่ายภาษีรายได้ ดังนั้น การอ้างขาดทุน 916 ล้านดอลลาร์ จึงทำให้มีความเป็นไปได้ว่า นายทรัมป์ ซึ่งปกติแล้วต้องจ่ายภาษีปีละกว่า 50 ล้านดอลลาร์ อาจไม่ต้องเสียภาษีเลยเป็นเวลานานถึง 18 ปี

วันเดียวกัน ทีมหาเสียงของนายทรัมป์ออกแถลงการณ์ว่า นายทรัมป์ได้จ่ายภาษีรวมถึงภาษีอสังหาริมทรัพย์เป็นเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ และเอกสารภาษีดังกล่าวใครเอาไป ถือเป็นการได้มาครอบครองอย่างผิดกฎหมาย เห็นได้ชัดว่าสื่อหลักเดอะ นิวยอร์กไทม์ส กลายเป็นกระบอกเสียงของพรรคเดโมแครตไปแล้ว แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าทีมหาเสียงนายทรัมป์มิได้ระบุว่า เอกสารเป็นของปลอมแต่อย่างใด นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่ให้คำปรึกษาแก่เดอะนิวยอร์กไทม์ส ก็ระบุว่าในรายงานภาษีดังกล่าว ไม่มีหลักฐานว่านายทรัมป์ได้ทำอะไรผิด

ส่วนนางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต กล่าวโจมตีในเวลาต่อมาว่า ดูเหมือนว่านายทรัมป์จะเลี่ยงจ่ายภาษีเป็นเวลานานเกือบ 2 ทศวรรษ ขณะที่ชาวอเมริกันนับสิบล้านครอบครัวได้จ่ายภาษีมาตลอด.

 

แม่ชีฟรันซิสกันแต่งงานจดทะเบียนกันที่อิตาลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ต.ค. 2559 00:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/741456

 

แม่ชีจากคณะฟรันซิสกัน (Franciscan Order) สองคนได้จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมายเมื่อวันพุธที่ 28 กันยายนที่ผ่านมาที่ประเทศอิตาลี พร้อมเรียกร้องให้ศาสนจักรเปิดกว้าง…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แม่ชีเฟรเดอริกาชาวอิตาลีและแม่ชีอิซาเบลชาวโคลอมเบีย ทั้งสองคนมีอายุ 44 ปี ได้พบกันเมื่อไปปฏิบัติภารกิจที่ทวีปอัฟริกา สามปีต่อมาแม่ชีทั้งสองได้ตัดสินใจทำตามความต้องการที่เรียกร้องของตนเองภายหลังจากถูกขอร้องให้ออกจากการเป็นแม่ชี

แม่ชีทั้งสองคนได้จดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่อำเภอเมืองปิเนอโรโล ใกล้กับเมืองตูริน ซึ่งนายทะเบียนได้ทำการจดทะเบียนสมรสให้กับคู่คนรักเพศเดียวกันเป็นคู่ที่สองแล้ว “พระเจ้ามีพระประสงค์ให้ชาวโลกมีความสุข ให้มีชีวิตอยู่กับความรักเหมือนแสงสว่างของเวลากลางวัน เราขอให้ศาสนจักรเปิดกว้างต้อนรับทุกคนที่มีความรักให้กันและกัน” คู่สมรสกล่าวทิ้งท้ายให้ศาสนจักรคาทอลิกเปิดรับคู่รักเพศเดียวกันด้วย