ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.พ. 2560 06:05
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/856554


















เครดิตภาพ Thesixthfloor
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.พ. 2560 06:05
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/856554


















เครดิตภาพ Thesixthfloor
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย แบกกล้องเที่ยว 18 ก.พ. 2560 16:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/858277



เริ่มต้นให้เพื่อนๆ ไปติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางที่อุทยานแห่งชาติเขาสกก่อน หลังจากนั้นก็ขับรถไปอีกประมาณ 5 นาที ก็จะถึงทางขึ้นเขาซึ่งเป็นจุดที่หากไม่สังเกตก็จะไม่รู้เลยว่าบริเวณนี้เป็นทางไปดูดอกบัวผุด จากจุดนี้เราจะต้องเดินเท้าไป–กลับ ประมาณ 6 กิโลเมตร จุดแรกก็เพิ่มความท้าทายกันเลย
ด้วยความที่เราไม่ได้รู้ล่วงหน้ามาก่อนว่าจะได้ไปดูดอกบัวผุด ตอนแรกพวกเราตั้งใจจะไปดูน้ำตกแต่พอนั่งคุยกับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็เล่าว่าดอกบัวผุดเพิ่งบานเลยนะ แผนเดิมจึงล้มเลิกไป



ทางเดินค่อนข้างชัน เห็นได้ว่าไม่ได้มีนักท่องเที่ยวใช้เส้นทางนี้กันมากนัก ร่องรอยการเดินจึงยังคงมีความเป็นธรรมชาติค่อนข้างสูง แนะนำว่าไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ เดินกันไปเรื่อยๆ นั่งบ้าง เดินบ้าง เดี๋ยวก็ถึง เราใช้เวลาเดินเกือบๆ 2 ชั่วโมง และแล้วก็ได้เห็น ดอกบัวผุด อยากจะกรี๊ดเป็นภาษาบาหลี สันสกฤต อังกฤษ สเปน ญี่ปุ่น จีน เอามันทุกภาษาเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าได้มาเห็นดอกบัวผุด ครั้งแรกในชีวิตแล้ว ต้องบอกเลยค่ะว่าเป็นความฝันของเราและเพื่อนๆ ในทริปนี้เลยเพราะพวกเราทั้งหมดเพิ่งได้เห็นเป็นครั้งแรกพร้อมๆ กัน


เรามาทำความรู้จักดอกบัวผุดกันสักนิด บัวผุด หรือ บัวตูม ชื่อภาษาอังกฤษ Rafflesia Kerrii พบในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสก อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี และถือว่าเป็นดอกไม้ประจำจังหวัด ในต่างประเทศ พบในป่าดิบตั้งแต่แหลมมลายูลงไป บัวผุดที่พบในประเทศไทยได้รับการตั้งชื่อเป็นสปีชีส์ของโลกเมื่อ พ.ศ. 2527 ที่สำคัญมันคือดอกไม้ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

บัวผุด หรือ บัวตูม เป็นกาฝากชนิดหนึ่ง อาศัยอยู่บนรากของพืชจำพวกสกุลเครือเขาน้ำ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าย่านไก่ต้มมีลักษณะเด่นที่ดอกซึ่งเป็นดอกเดียวขึ้นจากพื้นดินมีขนาดใหญ่ ดอกตูมอยู่จะคล้ายกับหม้อขนาดใหญ่มีกลีบหนาจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางของดอก 70-80 เซนติเมตร ที่โคนของดอกมีกลีบนำสีน้ำตาลอมเหลืองเรียงสลับซับซ้อนกันอยู่มาก ภายในดอกจะมีแผ่นแบนคล้ายจาน ด้านบนมีปุ่มคล้ายหนามแหลมจานนี้จะซ้อนเกสรตัวผู้และรังไข่ไว้ด้านล่าง ดอกจะบานอยู่ได้เพียง 4-5 วันเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะค่อยๆ ดำเน่าไป

ดอกบัวผุดในอุทยานแห่งชาติเขาสก เปิดให้เที่ยวชมได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน–เมษายน ของทุกปีเท่านั้น ใครอยากเห็นแบบเต็มๆ ตาสักครั้งในชีวิตก็รีบมาก่อนมันจะเหี่ยวไป เพราะบานแค่ปีละครั้งเท่านั้น…
ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.baagklong.com
www.facebook.com/baagklong
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.พ. 2560 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/860426

ใช้เวลาบินจากเมืองไทยไม่ถึง 2 ชั่วโมงดี เราก็มาถึงฮานอย ก่อนจะนั่งรถต่อไปยังซาปา ซึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5-6 ชั่วโมง โดยต้องวิ่งผ่านจังหวัดลาวไก (Lao Cai) ก่อน ที่จะไปถึงซาปา ระยะทางเบ็ดเสร็จจากฮานอยถึงซาปา ก็ประมาณ 350 กิโลเมตร

เมืองซาปาแบบพาโนราม่า…มุมมองจากเทือกเขาฮัมรองระหว่างทางเราจึงต้องแวะพักกันที่ลาวไก เพื่อหาอะไรรองท้อง ทริปนี้ คุณหนู…สุริยาภา บุนนาค ผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายสื่อสารองค์กร สายการบินนกแอร์ เลือกร้านชื่อเหมือนหมู่บ้านทำไวน์ในฝรั่งเศสอย่าง Le Bordeaux ให้เราได้ชิมอาหารพื้นเมืองเวียดนาม…ก็งงๆอยู่เหมือนกันว่าร้านชื่อเป็นฝรั่งเศสจ๋าทำไมถึงเสิร์ฟอาหารเวียดนาม แต่ ณ เพลานี้ที่ท้องร้องเป็นเสียงโอเปร่าเสียแล้ว ไม่ต้องตั้งคำถามเยอะน่าจะดีกว่า
และอย่างที่บอก ทริปนกแอร์ทุกทริปมักสร้างทุกขเวทนาให้กับผู้ร่วมทริปด้วยการประเคนอาหารทั้งคาว หวาน จนท้องแทบแตก…สารพัดจัดมาทั้งไก่ ทั้งกุ้ง และอื่นๆอีกมากมายบรรยายไม่หมด เอาเป็นว่าอิ่มสุดๆก็ละกัน
จากร้าน Le Bordeaux ในลาวไก รถวิ่งผ่านไหล่เขาที่สองข้างทางมองเห็นนาขั้นบันได สลับกับภูเขาที่เห็นอยู่ลิบๆ เขาบอกว่า เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาฟานซีปันซึ่งเราจะได้ไปสัมผัสอย่างใกล้ชิดในวันต่อไป

โบสถ์คริสต์สร้างด้วยหินจุดไฮไลท์ของเมืองซาปาแม้ว่าระยะทางจากลาวไกไปซาปาจะแค่ 35 กิโลเมตร แต่ก็ต้องใช้เวลานานกว่าชั่วโมงเศษๆ เพราะเส้นทางค่อนข้างแอดเวนเจอร์พอสมควร ทั้งแคบ ทั้งคดเคี้ยว แถมยังมีรถบรรทุกวิ่งสวนไปสวนมาตลอด คนขับจึงต้องมีความชำนาญมาก บางคนบอกว่า การเดินทางมาซาปาให้ได้บรรยากาศอีกทางหนึ่งคือการนั่งรถไฟจากลาวไก เป็นรถนอน หรูหราพอ ประมาณ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกเดินทางโดยรถไฟในช่วงกลางคืน เพื่อมาถึงซาปาตอนเช้าตรู่ แต่สำหรับคณะของเราเขาจัดรถบัสให้จะได้ประหยัดเวลา เที่ยวได้มากกว่า…
ซาปา…เป็นเมืองเล็กๆกลางหุบเขา สูงจากระดับน้ำทะเลราว 1,650 เมตร ทำให้เป็นเมืองที่มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี
เมืองซาปาเริ่มเป็นที่รู้จักในช่วงไม่น่าจะเกิน 5 ปีมานี้ หลังจากที่มีคนมาค้นพบความสวยงามของเมืองเล็กๆในหุบเขาที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างแบบยุโรป เพราะเมืองนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวฝรั่งเศสในช่วงที่ยึดครองเวียดนาม ไฮไลต์ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กของเมืองที่ใครมาซาปาก็ต้องไปเช็กอินก็คือ โบสถ์คริสต์ หรือ The Ancient Stone Church เป็นโบสถ์ที่ทำด้วยหิน ว่ากันว่าสร้างโดยชาวฝรั่งเศสในช่วงปี ค.ศ.1895 เป็นสถานที่ประกอบพิธีมิสซาของชาวฝรั่งเศสในวันหยุดสุดสัปดาห์

ชาวม้งดำ..ในซาปาหน้าตาของโบสถ์ไม่หรูหราแต่เข้มขลังในการเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาอันเก่าแก่ ไกด์ของคณะเล่าว่า สมัยก่อนที่ซาปามีโรงแรมแค่ 5 แห่งเท่านั้น แต่เมื่อมีนักท่องเที่ยวมากขึ้น ทำให้วันนี้มีโรงแรมใหม่ๆผุดขึ้นในซาปามากกว่า 100 แห่ง
เสน่ห์ของซาปานอกจากอากาศที่เย็นตลอดทั้งปีแล้ว ที่นี่ยังมีวิวของ เทือกเขาฟานซีปัน (Fan Si Pan) และนาขั้นบันได ซึ่งถือว่าเป็นซิกเนเจอร์ของซาปาเลยก็ว่าได้
ในซาปามีหมู่บ้านหลักๆที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเยี่ยมเยือนอยู่ 3 หมู่บ้าน คือ เล่าจ๋าย, ตาฟาน และ กั๊ต-กั๊ต สำหรับหมู่บ้านหลังสุด ถ้าอ่านจากภาษาอังกฤษจะเป็นหมู่บ้านแคท-แคท เพราะเขาเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Cat-Cat แต่คนเวียดนามเรียกว่า กั๊ต-กั๊ต เราก็คงต้องกั๊ตตามเขาเพื่อให้ถูกต้อง

กระเช้าขึ้นสู่ฟานซีปันเช้าวันที่สองของการเดินทาง เราเริ่มต้นกันที่หมู่บ้านตาฟาน ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้งดำอยู่ติดกับหมู่บ้านเล่าจ๋าย วิถีชีวิตของคนสองหมู่บ้านไม่ต่างกันนัก ส่วนใหญ่ดำรงชีพอยู่ด้วยการทำนา ทำการเกษตร มีนาขั้นบันได ที่ทั้งสูงและสวยตลอดสองข้างทางของหมู่บ้าน หลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้วชาวบ้านที่นี่จะมีอาชีพเสริมคือ ค้าขาย ทั้งหัตถกรรมงานฝีมือ งานแกะสลักหิน ล่าสุด ไกด์บอกว่า อาชีพใหม่ที่มาแรงของชาวบ้านสองหมู่บ้าน คือ เลี้ยงปลาแซลมอน โดยจะขุดบ่อไว้และใช้น้ำที่ไหลมาจากภูเขามาเลี้ยงปลา
มื้อกลางวันวันนี้เขาจัดให้กินอาหารในหมู่บ้านกินกันกลางทุ่งนานั่นละ แต่พูดก็พูดเถอะ อาหารบ้านๆนี่ละรสชาติอร่อยอย่าบอกใคร โดยเฉพาะเมนูเป็ดย่างน้ำผึ้ง การันตีเลยว่าภัตตาคารหลายแห่งสู้ไม่ได้
และแล้วก็ถึงเวลาขึ้นไปชมความสวยงามของฟานซีปันยอดเขาที่สูงที่สุดของเวียดนาม สูงที่สุดในอินโดจีน คือ ประมาณกว่า 3,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นเทือกเขาที่ได้รับฉายาว่า “หลังคาอินโดจีน” ซึ่งต้องนั่งรถกระเช้าข้ามเขาลูกเล็กๆขึ้นไป ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เราก็พิชิตยอดฟานซีปัน…สำเร็จ ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นสุดขั้ว ต้องบอกว่าสุดขั้ว เพราะมันเย็นจริงๆ เย็นจนทั้งหน้า ทั้งมือ ชาไปหมด แต่ก็ถือว่าคุ้มสำหรับวิวที่อยู่เบื้องหน้าเหนือคำบรรยายจริงๆ

นาขั้นบันไดที่หมู่บ้านทาวานอีกวันเราไปอีกเทือกเขาหนึ่ง ชื่อ ว่า “ฮัมรอง” เป็นจุดชมวิวเมืองซาปาแบบพาโนราม่าที่สวยที่สุด…ที่จุดนี้เราสามารถเห็นซาปาได้ทั้งเมืองแบบ 360 องศา ซึ่งต้องบอกว่ามันยอดมาจริงๆ ณ จุดนี้
กลับลงมาจากฮัมรองแวะกินข้าวกลางวันบอกลาซาปาก่อนกลับฮานอย และเพราะความสวยงามที่มองเห็นด้วยตาเช่นนี้นี่เอง ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม…ใครๆถึงอยากไปซาปา…
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2560 14:05
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/848998

แต่งตัวชิคๆ กับแก๊งเพื่อน
วันเดอร์ฟรุ๊ต เฟสติวัล1. วันเดอร์ฟรุ๊ตเป็นเฟสติวัลที่มีเอกลักษณ์
เจ มณฑล บอกกับเราว่า วันเดอร์ฟรุ๊ตเป็นเฟสติวัลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยการผสานความโก้หรูแบบติดดิน สถาปัตยกรรมอันน่าตื่นตาตื่นใจ และการผจญภัยแหวกแนวเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งยังเป็นเฟสติวัลเดียวที่คัดสรรค์ไลน์อัพดนตรีและความบันเทิงมารวมไว้อย่างครบเครื่อง ที่คนไทยหรือนักท่องเที่ยวห้ามพลาดกับเทศกาลนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-19 กุมภาพันธ์นี้ ณ เดอะฟิลด์ แอท สยามคันทรีคลับ
2. เฟสติวัลแรกของโลกที่ประกาศลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์
คุณคงยังไม่รู้ว่า วันเดอร์ฟรุ๊ตเป็นเฟสติวัลแรกของโลกที่ประกาศลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ด้วยการสนับสนุนโครงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพริมบารายา ในอินโดนีเซีย (Rimba Raya Biodiversity Reserve) พร้อมกับต่อยอดความมุ่งมั่นในการเป็นเฟสติวัลที่นำเสนอวิถีความยั่งยืน ด้วยการสร้างสรรค์ ฟาร์ม สเตจ (Farm Stage)

เต้นมันๆ กับดนตรีดีๆ3. พื้นที่ 200 ไร่ กับกิจกรรม 6 แขนง
งานนี้จัดบนพื้นที่กว้างขวางกว่า 200 ไร่ของวันเดอร์ฟรุ๊ต คือศูนย์รวมของโปรแกรมที่หลากหลาย ซึ่งผ่านการรังสรรค์มาอย่างลงตัว แบ่งออกได้เป็น 6 แขนง ได้แก่ 1. ศิลปะ 2. ดนตรี 3. สุขภาพและการผจญภัย 4. ประสบการณ์สำหรับครอบครัว 5. ฟาร์มทูฟีสต์ 6. ทอล์กและเวิร์กช็อป
4. ศิลปะแฟชั่นจัดกันเต็มไม่มียั้ง
เริ่มจากแขนง ‘ศิลปะ’ บอกเลยว่ามีตั้งแต่อินสตอลเลชั่น การแสดง ไปจนถึงสไตล์แฟชั่นที่แหวกแนว ทุกรายละเอียดภายในงานล้วนสะท้อนถึงความโดดเด่นของศิลปะในแขนงต่างๆ สำหรับปี 2017 นี้ วันเดอร์ฟรุ๊ต ชูผลงานด้านศิลปะ ด้วยการเผยโฉมเวที ฟาร์ม สเตจ ผลงานชิ้นเอกที่ออกแบบและสร้างขึ้นโดยสถาปนิกจาก PO-D และ ธ.ไก่ชน โดยเวทีแห่งนี้จะถูกสร้างและตกแต่งด้วยเมล็ดข้าว เพื่อสะท้อนถึงการเฉลิมฉลองวัฒนธรรมการปลูกข้าวแบบดั้งเดิมของไทย นอกจากนี้ บริติช เคานซิล (ประเทศไทย) ก็จะมาร่วมจัดแสดงผลงานศิลปะและงานฝีมือต่างๆ จากการสร้างสรรค์ร่วมกันของศิลปินชาวไทยและชาวอังกฤษ พร้อมเปิดโอกาสให้เหล่าวันเดอเรอร์ได้มีส่วนร่วมเติมเต็มผลงานไปด้วยกัน

5. ดนตรีหลากหลายแนว
พูดถึง ‘ดนตรี’ เมื่อพูดถึงความหลากหลายของแนวดนตรีที่วันเดอร์ฟรุ๊ตจัดให้ ทั้งจากศิลปินไทยและต่างประเทศ ทุกคนจะได้สัมผัสดนตรีหลากหลายแนวทั้งคลาสสิก ฮิปฮอป อัลเทอร์เนทีฟ อาร์แอนด์บี อิเล็กทรอนิกส์ เทคโน และเวิลด์ริธึ่ม เตรียมตัวพบกับการแสดงสุดมันได้จาก Rudimental, Matador, Kate Simko & London Electronic Orchestra, Nastia, รัสมี อีสาน โซล, ศรีราชา ร็อกเกอร์ส และอีกมากมาย

6. สุขภาพและการผจญภัย
ในส่วนของเรื่อง ‘สุขภาพและการผจญภัย’ สำหรับโปรแกรมเพื่อสุขภาพในปีนี้ เหล่าวันเดอเรอร์จะได้มีโอกาสฟื้นฟูและสร้างสมดุลให้แก่สุขภาพร่างกายของตัวเองด้วยการฝึกโยคะกับสองโยคีระดับโลก แดนนี่ พาราไดซ์ (Danny Paradise) ปรมาจารย์แห่งอัษฎางค์โยคะ และ อนาสตาซิส (Anastasis) ปรมาจารย์แห่งหะฐะโยคะจากประเทศกรีซ

ฝึกโยคะก็มี

และด้วยสภาพอากาศที่เป็นใจในช่วงปลายปี ก็เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการออกไปสัมผัสกับธรรมชาติรอบงานอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะว่ายน้ำในทะเลสาบ วิ่งจ๊อกกิ้ง นั่งเครื่องร่อน หรือจะปั่นจักรยานท่ามกลางทิวทัศน์อันสวยงามร่วมกับทีม Life Cycling
7. ประสบการณ์สำหรับครอบครัว
อย่าคิดว่างานนี้จะจัดสำหรับวัยรุ่นอย่างเดียว วันเดอร์ฟรุ๊ต เปรียบเหมือนสนามเด็กเล่นที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ โซนแคมป์วันเดอร์ คือพื้นที่ที่เจ้าตัวน้อยจะได้สนุกสนานไปกับกิจกรรมต่างๆ และเปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันในบรรยากาศใหม่

ครอบครัวก็มาได้
8. ฟาร์มทูฟีสต์กับอาหารเลิศรสมากมาย
พบกับวาไรตี้ของอาหารเลิศรสที่เหล่าวันเดอเรอร์จะได้ลิ้มลองกันตลอดทั้งวัน เริ่มจากของอร่อยสไตล์ street-food ไปจนถึงมื้อพิเศษจากฝีมือเชฟชื่อดังใน Wonderfruit Feasts และเชิญเยี่ยมชมวันเดอร์ฟรุ๊ตฟาร์มใจกลางเฟสติวัล ที่โอบล้อมฟาร์ม สเตจ พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมต่างๆ ภายในบริเวณนาข้าว พร้อมลิ้มลองอาหารเลิศรส และดื่มด่ำกับงานศิลปะเชิงเกษตร

อาหารดีๆ ก็มีเพียบ

9. ทอล์กและเวิร์กช็อปสุดพิเศษ
การแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเองคือหัวใจหลักของการมาร่วมงานวันเดอร์ฟรุ๊ต เหล่าวันเดอเรอร์จะได้มีโอกาสค้นพบศักยภาพของตนเองผ่านการเข้าร่วมเวิร์กช็อป คลาสเต้นรำ สร้างสรรค์งานศิลปะ และแลกเปลี่ยนทักษะและไอเดียร่วมกับผู้อื่น
นอกจากนั้นในปีนี้ พบกับเวิร์กช็อปที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การลองหัดมวยไทยขั้นพื้นฐานกับนักชกชื่อดังอย่าง บัวขาว หรือ เรียนรู้ศิลปะการจัดดอกไม้กับ สกุล อินทกุล นักจัดดอกไม้ชาวไทยที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก ด้านสแครตช์ ทอล์ก (Scratch Talks) มาร่วมหาแรงบันดาลใจ จากการรับฟังและพูดคุยกับบุคคลที่วันเดอร์ฟรุ๊ตขอยกย่องให้เป็นอีโคฮีโร่ตัวจริง อาทิ ตัวแทนจากกลุ่มแทรช ฮีโร่ (Trash Hero), ท็อด เลมอนส์ ผู้ก่อตั้งองค์กรเพื่อความยั่งยืน InfiniteEARTH และ อลัน เลาบช์ ผู้ก่อตั้งสมาคม Natural Capital Alliance (NCA) องค์กรที่ปรึกษาด้านการวัดผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ


10. เตรียมความพร้อม
ย้ำกันอีกครั้งว่า วันเดอร์ฟรุ๊ต จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-19 กุมภาพันธ์นี้ ณ เดอะฟิลด์ แอท สยามคันทรีคลับ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรือมาจากไหน คุณจะได้พบกับความเป็นวันเดอเรอร์ในตัวคุณอย่างแน่นอน ทิ้งความกังวลให้หมด เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมไปกับการเฉลิมฉลองการผสมผสานของศิลปะ ดนตรีและไลฟ์สไตล์
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.พ. 2560 12:45
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/859264

โดยในปีนี้ซึ่งตรงกับปีไก่ ผู้จัดงานได้เลือกโคมไฟหลักของงานเป็นรูปนกฟีนิกส์ ที่มีความสูง 23 เมตร มาเป็นโคมไฟหลักที่ส่องแสงสวยงามเจิดจ้าไปทั่วพื้นที่จัดงาน นอกจากนี้ ยังมีโคมไฟแม่ไก่แห่งความสุข เป็นโคมไฟสำหรับเด็กๆ ที่สามารถประกอบขึ้นด้วยตนเองด้วย
ไปดูภาพแบบจุใจกันดีกว่า สวยงามละลานตา ยิ่งใหญ่ดังที่เค้าว่ากันว่า เทศกาลโคมไฟไต้หวัน เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกอีกงานหนึ่ง ที่เราๆ ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะคนไทย ไต้หวัน ไปง่ายไม่ต้องทำวีซ่านะจ๊ะ เที่ยวจุใจ กินอาหารอร่อย เที่ยวเพลินเกินห้ามใจ.















































ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.พ. 2560 05:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/858292

ร้านอาหาร “เรือนนลิน 9909” โดดเด่นด้วยเรือนไทยโบราณ ที่ถูกนำมาดีไซน์ใหม่ให้ดูร่วมสมัย โดยชั้นบนยังคงความเป็นเรือนไทยโบราณที่งดงาม ส่วนด้านล่างออกแบบให้เป็นห้องอาหารดีไซน์ทันสมัย ในโทนสีขาวสะอาดตาดูโอ่อ่า ส่วนอาหารเน้นความหลากหลาย เมนูเด็ด มีอาทิ ออร์เดิร์ฟเมืองเชียงราย เมนูซิกเนเจอร์ของเมืองเจียงฮายที่ต้องสั่ง, เขียวหวานเรือนนลิน ทีเด็ดอยู่ที่ลูกชิ้นปลากรายเหนียวเด้ง โดยใช้เนื้อปลาล้วนไม่ผสมแป้ง สามชั้นเรือนนลิน เนื้อหมูสามชั้นทอดน้ำปลา ทั้งหอมและนุ่มลิ้นเวลารับประทาน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ด 3 รส ฯลฯ.

ยุพา-อธิคม นลินตระกูล ต้อนรับ ชญานิน ปัตตพงศ์.
บุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ ผู้ว่าฯเชียงราย-อรอนงค์ ภรรยา มาร่วมยินดี.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.พ. 2560 06:05
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/853405

เอาล่ะ ไม่รอช้า จะมีที่ไหนถูกใจคุณบ้าง เข้ามาส่องได้เลยจ้า…
1. เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์
เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ เดิมเป็นท่าเรือเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยสมัยนั้นมีการค้าขายกับต่างประเทศอย่างคึกคัก ภายหลังถูกปรับปรุงให้เป็น ‘ไลฟ์สไตล์มอลล์’ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีอาคารต่างๆ ที่ให้อารมณ์แบบท่าเรือในยุคอดีต เป็นแลนด์มาร์คอีกแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

ไฮไลต์สำคัญที่คู่รักจะต้องชอบแน่ๆ นั่นคือ โซนลานน้ำพุตรงกลาง Juliet Love Garden Bangkok มีการจำลองสวนแห่งความรักของจูเลียต มีรูปปั้นของจูเลียตที่งดงามสะดุดตาอยู่กลางสวน ซึ่งนำมาจากประเทศอิตาลี ทั้งยังมีระเบียง กำแพงอิฐ ที่เรียกได้ว่าเป็นบ้านของจูเลียต เป็นจุดเริ่มต้นของตำนานรักแท้ ภายนอกสวนล้อมรอบด้วยรั้วที่มีกุญแจรูปหัวใจคล้องไว้ มีความเชื่อกันว่า กุญแจนี้เป็นสื่อแทนใจใช้ล็อกความรักไว้ให้มั่นคง


2. Sea Life Bangkok Ocean World
ถ้าใครอยากเพิ่มความโรแมนติกด้วยบรรยากาศใต้ท้องทะเล แนะนำให้ไปที่นี่เลย Sea Life Bangkok Ocean World ที่ตั้งอยู่ในห้างสยาม พารากอน ใกล้ๆ รถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีสยามนี่เอง
บรรยากาศภายในทั้งเย็นสบาย สวยงามไปด้วยเหล่าสัตว์ทะเลสีสันสดใสสวยงาม ให้ความโรแมนติกเหมาะกับคู่รักสุดๆ มีทั้งปลาทะเลตัวยักษ์ ไปจนถึงปลาเล็กๆ สีสวย นอกจากนี้ก็ยังมีเพนกวิน นากทะเล ปลาดาว โซนอาณาจักรเต่าทะเล โซนป่าดิบชื้น และมีไฮไลต์คือ ‘อุโมงค์ใต้ทะเล’ ตรงนี้แหละที่ช่วยเพิ่มความหวานให้คู่รักได้ดีไม่น้อย ท่ามกลางเหล่าปลาเล็กปลาน้อยว่ายไปมา บรรยากาศแบบนี้จับมือแฟนเดินเที่ยว โอ๊ย…ฟินสุดๆ

3. ล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยา
อีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าไปเที่ยวพร้อมคนข้างๆ ของคุณ นั่นคือ จองโต๊ะดินเนอร์ล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งก็มีผู้ให้บริการอยู่หลายเจ้า เลือกได้ตามใจชอบ ล่าสุดมีโปรโมชั่นจาก The Vertical Cruise ออกมาด้วย ส่วนโต๊ะอาหารก็เป็นโต๊ะพิเศษที่สามารถนั่งชมวิวดาดฟ้าเรือสุดหรู ลองเช็กโปรโมชั่นกันดูก่อนโทรไปจองนะจ๊ะ
ส่วนเมนูสำหรับดินเนอร์ก็มีให้เลือกหลากหลาย เสิร์ฟในรูปแบบบุฟเฟ่ต์ เช่น กุ้งออนไอซ์ เนื้อปลาแซลมอนดิบ และเนื้อสเต็กย่างสด พร้อมกับอาหารต่างๆ อีกมากมาย เติมไม่อั้น พร้อมเครื่องดื่มต้อนรับ ล่องทุกวัน เวลา 19.30 – 21.30 น. (ที่นั่งจำนวนจำกัด) พร้อมการแสดงโชว์หุ่นละคร และดนตรีสดตลอด 2 ชั่วโมง

4. ท้องฟ้าจำลอง เอกมัย
มาถึงสถานที่ที่ใครหลายคนเคยไปตอนเด็ก แต่เชื่อมั้ยว่าคนโตแล้วก็จูงมือแฟนไปเที่ยวได้ชิลๆ นั่นคือ ท้องฟ้าจำลอง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ตอบโจทย์ความโรแมนติกในวันวาเลนไทน์นี้ได้ดี โดยเฉพาะช่วงที่มีการฉายภาพดาวเต็มท้องฟ้าให้ชม รวมถึงฉายภาพยนตร์เกี่ยวกับดวงดาว บรรยากาศยิ่งใหญ่อลังการเหมือนท้องฟ้าห่มลงมาหาเรา เห็นดาวอยู่ใกล้แค่เอื้อม
คุณจะได้ชมกาแลกซี่ ทางช้างเผือก ดาวหาง ดาวตก และอื่นๆ อีกมากมาย นั่งข้างแฟนเกาะแขนไป ชมดวงดาวไป แบบนี้แหละหวานมดไต่มดตอม น่าอิจฉาไปอีก…


5. ไดโนซอร์ แพลนเน็ต สุขุมวิท
Dinosaur Planet ธีมพาร์คไดโนเสาร์สุดยิ่งใหญ่แห่งแรกของไทย คู่รักคู่ไหนที่ชอบเที่ยวสวนสนุก น่าจะหลงใหลและอินไปกับสวนสนุกแห่งนี้แน่ๆ โดยเฉพาะ DINO EYE ชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ มีความปลอดภัยสูง ให้บริการกับนักท่องเที่ยวเพื่อให้สามารถขึ้นไปชมวิวมุมสูงของ Dinosaur Planet ได้เต็มตาทั่วบริเวณ ใครอยากขึ้นไปชมวิวสวยๆ กลางกรุงพร้อมกับแฟน ต้องมาที่นี่เลย

นอกจากนี้ยังมีโซน DINOSAUR DISTRICT จัดแสดงโครงกระดูกไดโนเสาร์สายพันธุ์ต่างๆ ให้ได้ชม รวมถึงไดโนเสาร์ที่ถูกค้นพบในประเทศไทยด้วย ต่อด้วนโซน สตาร์ส ออฟ ไดโน ที่นี่เป็นสวนสวย ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาชนิด คล้ายๆ สวนสาธารณะ แต่เป็นสวนที่มีหุ่นจำลองไดโนเสาร์หลากหลายสายพันธุ์จัดแสดงไว้ด้วย และแนะนำอีกมุม คือ THE GREAT VOLCANO โซนเวทีภูเขาไฟ เป็นสถานที่สำหรับทำการแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชมทุกวัน รับรองจะได้ท่องเที่ยวแบบสนุกสนานในวันวาเลนไทน์นี้ได้ทั้งวัน


6. สวนสัตว์ดุสิต ถนนราชวิถี เขตดุสิต
อีกหนึ่งแห่งที่อยากแนะนำ เพื่อไปย้อนวัยเด็กของคู่รักสักหน่อย ลองชวนแฟนคุณไปเที่ยวที่สวนสัตว์ดุสิตดูสิ ภายในบรรยากาศร่มรื่น เพลิดเพลินไปกับการเดินชมสัตว์ป่าน้อยใหญ่ชนิดต่างๆ นอกจากจะไปเดินดูความน่ารักน่าชังของสัตว์นานาชนิด ที่มาอวดโฉมให้ได้ชมกันแล้ว ที่นี่ยังมีหลุมหลบภัยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็น Unseen in Thailand ให้ได้ชมกันอีกด้วย เรียกว่าคู่รักสามารถใช้เวลาเดินเที่ยวด้วยกันได้ทั้งวันแบบฟินๆ

7. The Sky Gallery พัทยา
เอาใจคู่รักที่ชอบทะเลกันบ้าง แนะนำให้ไปเที่ยวทะเลเพิ่มความหวานกันสองต่อสองที่พัทยา ขับรถไปไม่ยาก ใกล้กรุงเทพฯ แค่นี้เอง นอกจากจะไปเดินจูงมือเที่ยวบนชายหาด ท่ามกลางบรรยากาศแสนโรแมนติกของท้องฟ้าใสๆ ผืนทะเลสวยๆ แล้วยังมีร้านอาหารสุดคูลที่ช่วยเพิ่มความโรแมนติกได้อีกเท่าตัว แนะนำให้ลองไปที่ร้าน The Sky Gallery ตั้งอยู่ด้านหลังของโรงแรมโคซี่บีช พัทยา บริเวณเขาพระตำหนัก ร้านนี้บรรยากาศดี มีวิวหลักล้านให้ได้ชม

ถ้าอยากพาแฟนมาซึมซับบรรยากาศโรแมนติกสุดๆ ต้องมาช่วงเย็น แดดร่มลมตก ไม่ร้อน ลมเย็นสบาย หาที่นั่งดีๆ สักหน่อย รับรองได้ชมวิวอลังการระดับหลักล้าน โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์กำลังตกก็ยิ่งฟินยิ่งโรแมนติกไปอีก สามารถเห็นวิวเกาะล้านแบบ 180 องศา และเห็นวิวอ่าวพัทยาได้อย่างชัดเจน

8. ฟลอร่า พาร์ค วังน้ำเขียว
งานดอกไม้ ฟลอร่า พาร์ค (Flora Park) เป็นเทศกาลดอกไม้ที่ยิ่งใหญ่ของวังน้ำเขียว เขาจัดกันมาทุกปี โดยในปีนี้เขาจัดมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว เรื่อยไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 คู่รักห้ามพลาดไปชมมหกรรมการแสดงดอกไม้คู่กับงานศิลปะ กว่า 70 ไร่ กุหลาบสายพันธุ์อังกฤษกว่า 2,000 ต้น ตลาดนัดฟาร์มเมอร์มาร์เก็ต โครงการปลูกผักอินทรีย์ ไร่กาแฟ 2 สายพันธุ์ของ “ศูนย์เรียนรู้ฟ้าประทาน” สวนจิตรกรรมธรรมชาติเทคนิค Vertical Garden เขาวงกตดอกไม้กว่า 200,000 กระถาง

พร้อมต้อนรับเดือนแห่งความรัก ด้วยการฟังเพลงรักสุดโรแมนติกในสวนกุหลาบกว่าแสนดอก จิบแชมเปญรสเลิศใต้เพดานดาวนับล้านดวง ที่งาน “A Moment of Happiness เพลงรักวันวาน เพลงหวานวันนี้” กับศิลปินเสียงดีตลอดกาล เจนนิเฟอร์ คิ้ม และ จำรัส เศวตาภรณ์ ในวันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ “ฟ้าประทาน โรส พาร์ค” วังน้ำเขียว

ส่วนวันที่ 14-19 กุมภาพันธ์ 2560 นี้ พบกับกุหลาบหลากหลายพันธุ์และกุหลาบอังกฤษในใจกลางเมือง ต้อนรับในวันวาเลนไทน์นี้ ที่ชั้น G หน้าร้าน Fauchon ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ กรุงเทพฯ อีกด้วย ใครไม่ว่างไปวังน้ำเขียวก็มาเที่ยวที่ดิ เอ็มควอเทียร์ได้
9. ดาษดา แกลลอรี่ ปราจีนบุรี
อีกหนึ่งแห่งที่คู่รักเหมาะจะไปเที่ยวชมดอกไม้สวยๆ หวานๆ ในวันวาเลนไทน์ นั่นคือ ดาษดา แกลลอรี่ สถานที่ท่องเที่ยวเทรนดี้แห่งใหม่แบบครบวงจร บนพื้นที่กว่า 800 ไร่ บริเวณเชิงอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ฝั่งจังหวัดปราจีนบุรี ภายในสวนแห่งนี้คุณจะได้พบกับฟาร์มดอกไม้นานาพรรณและฟาร์มดอกไม้เศรษฐกิจ ได้แก่ กล้วยไม้สวยๆ สายพันธุ์ต่างๆ เช่น ฟาแลนนอปซิส และยังมีดอกไม้อื่นๆ อีก เช่น ดอกไฮเดรนเยีย ดอกเยอร์บีร่า ดอกหน้าวัว ดอกเบญจมาศ ดอกคริสต์มาส รวมไปถึงดอกไม้สายพันธุ์ใหม่ที่ผสมพันธุ์ขึ้นเองด้วย
นอกจากนี้ยังมี Tiny Park สวนสัตว์ขนาดเล็ก เช่น นกหลากสายพันธุ์ นกยูงไทย-อินเดีย กวาง แพะ เป็ด รวมถึง “อุโมงค์หัวใจเรืองแสง” พายเรือชมลำน้ำทุ่งดาษดา ศาลาเทวดา สามารถเข้าชมได้ทุกพื้นที่ในราคาสุดประหยัด บัตรผู้ใหญ่ ราคา 250 บาท และบัตรเด็ก 150 บาทเท่านั้น


10. ขุนช่างเคี่ยน เชียงใหม่
ปิดท้ายกับ ขุนช่างเคี่ยน หรือสถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่นี่คุณจะได้เที่ยวชมบรรยากาศสุดแสนโรแมนติกกับคู่รักท่ามกลางทิวดอกนางพญาเสือโคร่งสีชมพูหวานสดใส ที่บานสะพรั่งไปทั่วหุบเขา โรแมนติกสุดๆ
นอกจากนี้ยังจะได้เที่ยวชม สถานีเกษตรฯ ของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสถานีวิจัยเกี่ยวกับ เมล็ดพันธุ์กาแฟ ไม้ผลเมืองหนาว เช่น ท้อ พลับ บ๊วย พลัม อะโวคาโด แมคคาเดเมีย และไม้ผลกึ่งร้อน ได้แก่ ลิ้นจี่ เป็นต้น รวมถึงได้เที่ยวชมวิถีชีวิตของหมู่บ้านชาวเขา ตลาดท้องถิ่น พาแฟนไปเที่ยวที่นี่รับรองฟิน!


ที่มาภาพบางส่วน : SEALIFEBangkokOceanWorld, DusitzooThailand, FloraparkWNK
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย แบกกล้องเที่ยว 11 ก.พ. 2560 16:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/848673

ที่นี่คือ “ถ้ำน้ำลอด” สถานที่ที่มีความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ และร่องรอยประวัติศาสตร์รวมอยู่ด้วยกัน พร้อมแล้วลุยเลย! เริ่มต้น เราต้องมาติดต่อตรงที่ทำการก่อนครับ จะเป็นการรวมกลุ่มกันของชุมชนบ้านถ้ำลอดของชาวบ้าน เพราะที่นี่อยู่ในความดูแลของศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า บริเวณภายในถ้ำจะมืดมาก การเข้าสำรวจถ้ำจึงต้องใช้บริการผู้นำทาง ซึ่งเป็นคนพื้นที่พร้อมตะเกียงเจ้าพายุส่องทาง



ที่ถ้ำแห่งนี้ถึงมีชื่อว่า “ถ้ำน้ำลอด” นั่นเป็นเพราะถ้ำแห่งนี้มีลำห้วยชื่อ “น้ำลาง” ไหลผ่าน ตั้งแต่ปากทางเข้าไปจนถึงถ้ำสุดท้ายที่อยู่ภายในโพรงถ้ำหลักแห่งนี้ สายน้ำกัดเซาะโพรงถ้ำมากกว่าล้านปี เกิดเป็นถ้ำใหญ่ๆ ถึง 3 แห่ง ได้แก่ ถ้ำเสาหิน ถ้ำตุ๊กตา และถ้ำผีแมน เส้นทางท่องเที่ยวทั้ง 3 ถ้ำ ต้องอาศัยการนั่งแพเข้าไป ค่าบริการแพละ 450 บาท พร้อมคนนำทาง นั่งได้ 4 คนครับ



จากปากทางเข้าด้านหน้า เดินเท้าเข้าไปประมาณ 350 เมตร แล้วนั่งแพต่อไปอีก 300 เมตร ก็ถึง “ถ้ำเสาหิน” ซึ่งเป็นถ้ำแห่งแรกที่คุณจะได้เข้าไปชม (เป็นถ้ำคูหาแรกของถ้ำลอด และมีขนาดใหญ่ที่สุด) ภายในถ้ำประกอบไปด้วยเสาหินปูนขนาดใหญ่หลายต้น เกิดจากหินงอกและหินย้อยสะสมตัวจนมาบรรจบกันกลายเป็นเสาหินตามธรรมชาติ ภายในมีธรรมชาติที่น่าสนใจมากมาย ได้แก่ “ม่านหินย้อย” หรือที่เรียกกันว่า “หินกากเพชร” มีลักษณะเป็นตะกอนหินปูนคล้ายม่านมีสีขาวสะท้อนแสง เรียกกันว่า “ผลึกแร่แคลไซต์” ที่เกิดจากน้ำใต้ดินนับพันปี และสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในถ้ำแห่งนี้ คือ เสาหินที่ตั้งอยู่ใจกลางถ้ำ มีลักษณะเป็นแท่งเกิดจากหินงอกหินย้อยมาบรรจบกันอย่างสวยงาม มีความสูงประมาณ 21.45 เมตร เปรียบเสมือนเสาหินที่ค้ำเพดานและพื้นถ้ำเอาไว้



ถัดจากถ้ำเสาหิน นั่งแพต่อไปประมาณ 80 เมตร จะถึง “ถ้ำตุ๊กตา” ซึ่งมีความโดดเด่นอยู่ที่หินงอกหินย้อยลักษณะรูปร่างคล้ายตุ๊กตาตั้งเรียงรายอยู่ตามพื้นทั่วทั้งถ้ำ ใกล้ๆ ยังมีภาพเขียนของมนุษย์โบราณก่อนประวัติศาสตร์ โดยเป็นภาพคน สัตว์ และพืช ที่ใช้สีแดงและสีดำในการวาด
“ถ้ำผีแมน” เป็นถ้ำสุดท้ายของเส้นทาง ห่างจากถ้ำตุ๊กตาประมาณ 450 เมตร ในอดีตภายในถ้ำแห่งนี้มีโบราณวัตถุที่สำคัญมากมาย เช่น ภาชนะดินเผากระดูกมนุษย์โบราณ เครื่องมือหินต่างๆ ซึ่งสันนิษฐานได้ว่ามีอายุประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว และชิ้นสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ “โลงผีแมน” โลงศพไม้สักที่เชื่อกันว่าใช้ฝังศพมนุษย์โบราณ นักโบราณคดีเชื่อว่า ร่างที่เคยถูกฝังเหล่านี้ น่าจะเป็นนายทหารชั้นสูง เพราะได้ถูกฝังไว้กับข้าวของที่มีค่า ด้วยความเชื่อที่ว่าจะได้เอาไปใช้ในชีวิตหลังความตายนั่นเอง



ขากลับ เราต้องย้อนออกมาทางเดิมครับ ด้วยที่ขาไป เราไหลตามน้ำ แต่ขากลับ เราต้องทวนน้ำ คนบังคับแพ ต้องลงไปในน้ำ แล้วลากแพทวนกระแสน้ำกลับมาที่ปากถ้ำให้เราเลย ผมดูแล้วน่าจะเหนื่อยมากๆ ใครมาใช้บริการแล้ว อย่าลืมให้ทิปพิเศษเป็นน้ำใจให้ชาวบ้านเขาด้วยนะครับ
ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.baagklong.com
www.facebook.com/baagklong
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.พ. 2560 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/855829

รถของคณะสายบุญจากสยามประเทศวิ่งไปตามถนนที่แคบและขรุขระ ฝุ่นตลบไปทุกที่ มุ่งหน้าสู่ วัดกองมูคำ ระหว่างทางเราแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารระหว่างทาง ที่ถือว่าสุดหรูและดูดีที่สุดสำหรับชนบท เมนูเป็นข้าวผัดกับซุปไก่ รสชาติแบบแขกปนไทยอร่อยดี ได้น้ำพริกตาแดงจากเมืองไทยไปผสมยิ่งทำให้เป็นอาหารมื้อพิเศษอีกมื้อหนึ่งในต่างแดน
หลังรับประทานอาหารเสร็จทุกคนเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดไทยทั้งชายหญิง เพราะการมาครั้งนี้เป้าหมายหลักคือการนำพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานที่อรุณาจัล และนำพระพุทธรูป ภปร.ที่ได้รับประทานมาจากสมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ไปมอบให้กับวัดกองมูคำและทำพิธีทอดกฐินที่นั่น เป็นกฐินสุดท้ายในวันพระจันทร์เต็มดวง

ความงดงามแห่งแม่น้ำพรหมบุตรหลับๆตื่นๆไปพักใหญ่ เราก็มาถึงวัดกองมูคำ วัดสำคัญแห่งหนึ่งของอรุณาจัล คนจำนวนมากมารอรับคณะ แต่งตัวสวยงาม มีการนำเสลี่ยงไม้ไผ่คานหามมาอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูป ภปร. จัดประดับตกแต่งอย่างงดงาม มีขบวนแห่ที่นำด้วยเครื่องดนตรี กลอง ฉิ่ง ฉาบ มีการร่ายรำ การร้อง ชาวบ้านแต่งกายชุดพื้นเมือง คล้ายชุดคนอีสานของไทย ทุกคนมีสีหน้าปีติสุขแม้แดดจะแรง และเบียดเสียดยัดเยียดกันเพียงใดก็ไม่มีใครถอย คณะบุญทั้งของไทยและอรุณาจัลทำการแห่เวียนรอบวิหารทองคำ 3 รอบ แล้วเข้าไปทำพิธีในวิหารจนเสร็จ ระหว่างทำพิธีเห็นแต่ความปลื้มปีติของประชาชนที่ผลัดกันเข้ามากราบแล้วกราบอีก เอาสองมือสัมผัสพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้วไปลูบศีรษะของเขาและลูกหลาน ถือเป็นความมงคลยิ่งนัก
คืนนี้ พวกเราพักกันที่รีสอร์ตหลังเล็กๆใกล้กับวัดกองมูคำ เป็นที่พักแบบธรรมชาติ ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ ขุนเขา มีวิวของวิหารวัดเจดีย์ทองคำหรือวัดกองมูคำอยู่ในสายตา อากาศที่ฉ่ำเย็นตลอดทั้งคืนและยามเช้านั้น ทำให้แทบทุกห้องเมินเครื่องปรับ อากาศไปเลย เพราะสู้อากาศจริงๆที่บริสุทธิ์กว่าไม่ได้
อรุณสวัสดิ์เช้าวันใหม่ในอรุณาจัล วันนี้จุดหมายปลายทางของคณะของเรา คือ แม่น้ำพรหมบุตร หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เราเดินทางโดยรถบัส เพื่อจะได้สนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์คืนแรก แม่น้ำพรหมบุตรอยู่ห่างจากวัดกองมูคำราว 55 กิโลเมตร ถนนค่อนข้างแคบและขรุขระทำให้ต้องใช้เวลาในการเดินทางนานกว่า 2 ชม. แต่เมื่อไปถึงภาพของแม่น้ำพรหมบุตรที่อยู่ข้างหน้า ก็ดูจะปลดเปลื้องความเหนื่อยล้าและสะบักสะบอมกับคลื่นถนนของทุกคนไปเสียหมด

แม่น้ำพรหมบุตร อันมีความหมายว่า สายน้ำผู้เป็นบุตรแห่งพระพรหมผู้สร้าง ช่างงดงามราวกับเนรมิต ไม่น่าเชื่อว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเราจะมีโอกาสได้มาเห็นแม่น้ำที่สวยงามเช่นนี้ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น พรหมบุตร คือแม่น้ำสายหลักที่เป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของชาวอรุณาจัล
มีตำนานเล่าต่อกันมาว่า คนไตคำตี่แห่งรัฐอรุณาจัลทุกวันนี้ ส่วนใหญ่อาศัยในบริเวณหุบเขาของลุ่ม แม่น้ำโลหิต ซึ่งเป็นพื้นที่เชิงเขาหิมาลัย แม่น้ำโลหิตเป็นสาขาของแม่น้ำพรหมบุตร มีต้นน้ำอยู่ในเขตปกครองตนเองของธิเบตตัดผ่านเทือกเขาหิมาลัย ไปยังหุบเขาในอัสสัม ก่อนจะไหลลงไปยังบังกลาเทศซึ่งเรียกว่า แม่น้ำยมุนา และไหลรวมกับแม่น้ำคงคาจนกลายเป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำขนาดใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ก่อนไหลออกสู่ทะเล บริเวณที่คนไตคำตี่ตั้งถิ่นฐานอยู่ อันมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งดินและน้ำ มีระบบชลประทานสำหรับการทำนาดำชั้นเยี่ยม สืบเนื่องมาจากระบบการทำเหมืองฝายแบบวัฒนธรรมคนไตที่เรียกว่าการทำนาแบบทดน้ำ ซึ่งถือเป็นอัตลักษณ์ที่สำคัญของคนไตคำตี่
กลางแม่น้ำพรหมบุตรมีก้อนหินใหญ่โผล่อยู่กลางน้ำ มีเรื่องเล่าว่า มีฤาษีชื่อพระสุลามคุณเอาขวานฟันฆ่าแม่ตัวเอง ทั้งขวานทั้งเลือดติดมือไปด้วยเอาไม่ออก แม้จะเดินทางไปทั่วโลกก็ไม่สามารถหาวิธีเอาออกจากมือไปได้ จนมาถึงแม่น้ำพรหมบุตร พอเอามือล้างน้ำขวานก็หลุดออกจากมือได้ทันที จึงเชื่อกันว่า แม่น้ำสายนี้เป็นเสมือนจุดล้างบาปที่นักแสวงบุญของฮินดูมักจะเดินทางมารวมตัวทำพิธีล้างบาปในช่วงเดือนมกราคมของทุกปีนับแสนคน

ชื่นชมความงามของแม่น้ำพรหมบุตรอันสวยงามแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกลับวัดกองมูคำ ที่คืนนี้จะมีพิธีลอยโคมประทีป เพื่อบูชาแด่พระจุฬามณี บรรยากาศอันเงียบสงบเหนือขุนเขา มีพระเจดีย์สีทองโดดเด่นเป็นสง่ากับพระจันทร์ก่อนคืนเพ็ญบนท้องฟ้าที่มืดสนิท โคมประทีปทยอยจุด…ปล่อยลอยไปบนอากาศ สืบเนื่องกันเป็นสาย ราวกับจะนำปัญญา ของมนุษย์ให้หลุดพ้นได้จากความทุกข์ทั้งปวง ทุกคนตั้งใจบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และถือเป็นการลอยเคราะห์ เพื่อให้ประสบแต่สิ่งดีงาม สร้างความสามัคคี เป็นการอนุรักษ์ประเพณีที่สืบทอดมาแต่ครั้งปู่ย่าตายาย
พระจันทร์ดวงกลมโตในวันที่ฝรั่งเรียกว่า ซุปเปอร์มูน เหนือน่านฟ้า อรุณาจัล กระแสแห่งบุญอบอวลไปทั่วบริเวณ ครั้งหนึ่งในชีวิตกับโลกที่ไม่เคยได้เห็น ถือว่าคุ้มค่ามาก คนไตคำตี่ในอรุณาจัล มีวิถีที่ไม่ต่างกับคนไทยมากนัก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายที่คล้ายคนพื้นเมืองทางเหนือและอีสานของไทย นุ่งผ้าซิ่นและโสร่ง ใช้ภาษาก็คล้ายกับภาษาไทยทั้งที่อยู่ในเมืองแขก เพลงที่ร้องก็มีท่วงทำนองเย็นๆ สบายๆ บางเพลงเป็นท่วงทำนองคล้ายหมอลำ แม้การร่ายรำก็ใกล้เคียงเหนือและอีสานเรามาก

ต้นมะม่วงเสี่ยงทายอายุ 500 ปี
ระหว่างทางที่เดินทางกลับเราแวะที่ต้นมะม่วงอายุ 500 ปี ขนาดหลายคนโอบ แผ่กิ่งก้านสาขาแตกแขนงออกไปกว้างไกลมาก คนที่นี่เชื่อว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้นไม้เสี่ยงทาย ทั้งในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ธรรมชาติในพื้นที่ ชีวิตความเป็นอยู่ของคน การกินดีอยู่ดี เศรษฐกิจต่างๆคล้ายๆ กับพิธีแรกนาขวัญของเรา ปีหนึ่งจะมีการทำนายครั้งหนึ่ง ความมหัศจรรย์ก็คือ ในต้นเดียวกันจุดของกิ่งก้านที่เสี่ยงทายในเรื่องต่างๆนั้น ใบของมันจะแสดงออกไม่เหมือนกัน มีทั้งใบอ่อน ใบแก่ ใบเขียวสดใสในเวลาเดียวกัน
เราโบกมือลาอรุณาจัลด้วยหัวใจเปี่ยมสุข ครั้งหนึ่งในชีวิตในดินแดนแห่งหุบเขาหิมาลัย กับคนไตหรือคนไทยที่แม้จะอยู่ห่างไกลข้ามขอบฟ้า… แต่บุญและศรัทธาของความเป็นชาวพุทธยังคงเหนียวแน่นและยิ่งใหญ่เสมอ.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2560 06:05
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/834441

ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องเที่ยวป่าเขาลำเนาไพรขึ้นมาแล้ว I TOUR ALONE สัปดาห์นี้เลยขอเล่าประสบการณ์แสนประทับใจของฮัมมิ่งเบิร์ด ที่ได้ไปเที่ยว วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ เมื่อปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ในบรรยากาศสุดชิล ลมหนาวเย็นฉ่ำ ท้องฟ้าสีสด อืม…ช่างเป็นช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลาย ได้สูดอากาศบริสุทธิ์กลับมาซะเต็มปอด

วิวที่จุดชมวิว
-1-
ขอสารภาพตรงๆ ว่าไม่ได้ตั้งใจมาเที่ยวลำปางเลย แต่เห็นว่าอยู่ไม่ไกลจากเชียงใหม่มากนัก พอมีเวลาเหลือเลยคิดว่าอยากจะแวะมาซะหน่อย ก็ได้ยินหลายคนพูดกันปากต่อปากว่า ที่นี่มีเจดีย์สวยบนยอดเขา
สืบไปสืบมาก็ถึงบางอ้อ! นี่มันวัดที่อยู่ในหนังเรื่องหลวงพี่แจ๊สนี่หว่า…โดยวัดมีชื่อเต็มๆ ว่า วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ หรือวัดพระพุทธบาทปู่ผาแดง ตั้งอยู่ที่อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง

มุมนี้มองเห็นองค์เจดีย์องค์เล็กได้ใกล้ๆตอนแรกก็ขยาดเหมือนกันนะ มองเห็นเจดีย์ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงลิบขนาดนั้น จะเดินขึ้นเขายังไงไหว แต่ได้ยินพี่ที่ร่วมนั่งรถคันเดียวกันคุยกับเพื่อนบอกว่า “เฮ้ย เขามีรถโฟร์วีลให้นั่ง ไม่ได้เดินจากตีนเขาหรอกแก…” พูดพร้อมหัวเราะเสียงดัง (เออ ค่อยสบายใจหน่อย)
จากตัวเมืองลำปาง เราเหมารถออกนอกเมืองมุ่งหน้าสู่อำเภอแจ้ห่ม ระหว่างนี้เราก็เสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของวัดแห่งนี้ไปพลางๆ ว่ากันว่าที่นี่เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าดอยพระบาท บนยอดเขาแห่งนี้มีรอยพระพุทธบาท ประดิษฐานอยู่ เป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้านแถบนี้ยาวนานตั้งแต่สมัยอดีต

ทางเดินเท้าเพื่อขึ้นไปยังยอดเขาด้านบนหรือที่เรียกว่า ดอยพระบาทเมื่อก่อนยังไม่มีการสร้างถนนขึ้นเขา ชาวบ้านใช้การเดินเท้าจากตีนเขาเพื่อขึ้นไปสักการะรอยพระพุทธบาทเป็นประจำทุกปี ต่อมาหลวงพ่อไพบูลย์ สุมังคโล (พระเทพวิสุทธิญาณ) เจ้าอาวาสวัดอนาลโยทิพยาราม จังหวัดพะเยา ได้เดินทางมาสักการะรอยพระพุทธบาทโดยการเดินเท้า พลังศรัทธาของท่าน ทำให้ผู้คนอยากเดินทางมาที่นี่เช่นกัน และมีจำนวนมากขึ้นทุกปี
จนในที่สุดทางคณะสงฆ์จึงมีมติให้สร้างวัดขึ้นที่บริเวณใกล้ๆ กับรอยพระพุทธบาท เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) พระราชสมภพครบ 200 ปี เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2547 เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระองค์ท่าน เป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อปวงชนชาวไทย

ฟ้าใส ลมเย็น วิวสวย
-2-
พอถึงที่หมาย สิ่งที่เห็นคือ ‘ร้านค้า’ (ฮา…) ด้วยความหิวเราเลยปรี่เข้าไปกินก๋วยเตี๋ยวเติมพลังก่อนเลย กินเสร็จก็ไปซื้อตั๋วขึ้นเขา ราคาคนละ 80 บาท แล้วก็รอรถโฟร์วีลมารับ วันที่เราไปตอนนั้นเป็นวันธรรมดา รถบริการมีน้อยเลยต้องรอนานหน่อย แต่ถ้าเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ จะมีรถบริการมากถึง 16 คันต่อวัน

ซื้อตั๋วค่ารถโฟร์วีลขึ้นด้านบนจุดเด่นอีกอย่างของวัดแห่งนี้ที่มาแล้วห้ามพลาดชมก็คือ เจดีย์เล็กๆ สีขาว เรียงรายอยู่หลายองค์ ประดิษฐานไว้บนยอดเขาสูงเสียดฟ้าอย่างน่าแปลกใจ เหมือนมีใครหยิบขึ้นไปวางไว้ซะอย่างนั้น ล้อมรอบไปด้วยทิวเขาสลับสูงต่ำ นี่แหละไฮไลต์ที่เราอยากมาชมเป็นบุญตา ตื่นเต้นชะมัด…
เอาล่ะ พอรถมารับเราก็ขึ้นนั่งประจำที่ ทางไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ และเรื่อยๆ เฮ้ย…นี่มันสูงมาก! คนขับชำนาญเส้นทางอย่างที่สุด เพราะทางขึ้นเขาชันมาก มีบางจังหวะก็โค้งหักศอก ทำเอารถเหวี่ยงจนคนนั่งตัวลอย บางจังหวะก็ขับพุ่งขึ้นเขาจนเหมือนรถตั้งฉาก ถ้าไม่เกาะให้ดีมีหวังลงไปกองที่ท้ายกระบะแน่ ระทึกไปอีก…โอ๊ยขาสั่น

ทางเดินขึ้นเขาค่อนข้างชัน ต้องมีไม้ค้ำยันช่วยนิดนึงในที่สุด ระยะทางหฤโหดจบลงในเวลาประมาณ 30 นาทีได้มั้ง ต่อจากนี้ก็เป็นการเดินเท้าต่อในระยะทางประมาณ 900 เมตร ทางเดินที่นี่ค่อนข้างชัน ดีหน่อยที่เขาทำบันไดทางเดินไว้ให้นักท่องเที่ยว ก็เลยเดินได้ง่าย ถ้าไม่นับว่ามันชันมากจนต้องเกร็งกล้ามขาอะนะ สิริรวมบันได 300 กว่าขั้น เราใช้เวลาเดินไม่นาน แค่ 20 นาทีเอ๊งงงงง… (เริดป่ะ?)
พอขึ้นไปถึงบนยอดเขาตรงจุดชมวิวเท่านั้นแหละ ไอ้ที่เหนื่อยจนหอบแฮ่กๆ ตะกี้ หายไปเป็นปลิดทิ้ง ลมพัดเข้ามาที่วัดตลอด เย็นสบายมากๆ แถมวิวตรงหน้านี่ โอ้โห…โอวมายด์ก็อต มันสุดยอด! เป็นวิว 360 องศาที่สวยมากๆ ได้มองมาจากมุมสูงแบบ Bird eye view และเห็นเจดีย์สีขาวอยู่ลิบๆ

ชอบวิวมุมนี้มากที่สุด
นี่ก็พระธาตุอีกองค์หนึ่ง อยู่บริเวณทางเดินขึ้นศาลาทำวัตรสวดมนต์
-3-
จากตรงนี้ มีทางเดินขึ้นสูงไปอีก 2 ทาง ซ้ายและขวา เราเดินขึ้นไปทางขวาก่อน ด้านบนมีเจดีย์องค์ใหญ่ ฐานสีขาวประดับกระจกสีสันสีน้ำเงินระยิบระยับ ด้านบนเป็นสีทองผ่องแผ้ว ตรงนี้เรียกว่า ‘องค์พระธาตุ’ เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินขึ้นมาไหว้สักการะเพื่อเป็นสิริมงคลรับปีใหม่ แน่นอน…เราก็ไม่พลาดเช่นกัน

องค์พระธาตุฐานสีขาว
นอกจากมาไหว้พระธาตุแล้ว ตรงนี้ชมวิวได้ 360 องศาขอบอกว่าวิวตรงนี้แจ่มสุดๆ ลมเย็น ท้องฟ้าสีสดใส ก้อนเมฆกระจายอยู่ทั่วท้องฟ้าเป็นปุยนุ่น นี่ก็พยายามสูดลมหายใจลึกๆ อยู่หลายหน เหมือนอยากจะเก็บอากาศบริสุทธิ์ของที่นี่กลับกรุงเทพฯ ให้ได้มากที่สุด
ชมวิวเพลินๆ สักพัก เราก็ขยับขาลองเดินขึ้นไปชมฝั่งซ้ายบ้าง ขึ้นมาตรงนี้จะเป็นเหมือนศาลา ภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่หลายองค์ ว่ากันว่าตรงนี้ใช้สำหรับการสวดมนต์ทำวัตรเช้าวัตรเย็นของพระสงฆ์ อากาศโปร่งโล่งสบาย แถมยังสามารถมองเห็นเจดีย์องค์เล็กสีขาวกระจายอยู่ประมาณ 8-9 องค์ ได้ใกล้ๆ อีกด้วย

เจดีย์เล็กๆ เรียงรายกันอยู่ตามยอดเขา
องค์พระธาตุสีทอง เด่นตระหง่าน
เจดีย์องค์เล็กสีทอง องค์นี้เก่าแก่มีมาแต่โบราณ
น่าประหลาดและสวยงามอย่างบอกไม่ถูก นี่ฝีมือมนุษย์สร้าง!น่าเสียดายที่เราต้องรีบกลับเข้าเชียงใหม่ซะก่อน ก็เลยไม่ได้ไปกราบรอยพระพุทธบาทที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของยอดเขา แต่ไม่เป็นไรเพราะเราตั้งใจไว้ว่าจะมาเที่ยวที่นี่อีกแน่ๆ วิวหลักล้านขนาดนี้ เจดีย์อลังการแบบนี้ ยังไงก็ต้องมาอีกให้ได้
ใครอยากมาพิสูจน์แรงศรัทธากับการสร้างองค์เจดีย์บนเขาแบบเรา แนะนำว่าถ้ามาลำปาง…ห้ามพลาดเที่ยวที่นี่นะจ๊ะ

วิวเบื้องล่างของอำเภอแจ้ห่มการเดินทาง
จากตัวเมืองลำปางใช้ทางหลวงหมายเลข 1035 เดินทางไปยัง อ.แจ้ห่ม พอถึงแจ้ห่มก็ตรงไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร จะเจอทางแยกซ้ายมือ เป็นซุ้มประตูเขียนว่า หมู่บ้านใหม่เหล่ายาว ให้เลี้ยวเข้าไปประมาณ 200 เมตร จะมีแยกซ้ายมือเขียนว่าไป วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ขับตรงไปจนถึงป้ายวัดพระพุทธบาทปู่ผาแดง (ชื่อเดิม) หรือเพื่อความชัวร์จะสอบถามเส้นทางก่อนก็ได้ ติดต่อไปที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ โทร. 0 5327 6140-2
แผนที่ : วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์
