นักอ่านต้องมา! สแกน 7 สิ่งประทับใจ เรนทรีเรสซิเดนท์ โรงแรมหนังสือสุดคูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.พ. 2560 13:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/847290

วันว่างสุดสัปดาห์ถ้าอยากไปพักผ่อน สูดอากาศบริสุทธิ์ชิลๆ ใกล้กรุงเทพฯ ล่ะก็ ขอแนะนำให้ลองแวะไปเที่ยวแบบครอบครัวที่เขาใหญ่ นอกจากอากาศดีแล้ว ตอนนี้เขามีที่พักใหม่ที่ช่วยเสริมสร้างนิสัยรักการอ่านให้เด็กๆ ได้ด้วยสถานที่แห่งที่ว่า ก็คือ Rain Tree Residence โรงแรมแนวใหม่เอาใจหนอนหนังสือ ด้วยโลเคชั่นที่เหมาะกับการนอนเหยียดยาวอ่านหนังสือชิลๆ ท่ามกลางธรรมชาติของ เขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งจุดเด่นของที่นี่คือเขาได้นำเอาเรื่องราวของหนังสือและเหล่านักเขียนชื่อดังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบโรงแรมในทุกๆ ตารางเมตร

น่าสนใจขนาดนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ไม่พลาดที่จะพาคุณไปสำรวจโรงแรมสุดเท่แห่งนี้กันสักหน่อย ถือเป็นทางเลือกในการพักผ่อนและชาร์จแบตให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย ให้ร่างกายได้เปิดรับความสดชื่น พร้อมเติมอาหารสมองไปด้วยในตัว

พร้อมแล้ว…ตามมาดูกันเลย

1. ก้าวแรกก็เจอ(หนังสือ)เลย

ตอนที่ได้ยินครั้งแรกว่าที่นี่เป็นโรงแรมหนังสือ ก็รู้สึกแปลกใจนิดๆ เดาไม่ออกว่าจะเป็นโรงแรมสไตล์ไหน แต่พอเดินทางมาถึง Rain Tree Residence ก็เจอกับล็อบบี้ขนาดกว้างขวาง มี Welcome Drink พร้อมเสิร์ฟ เป็นน้ำตะไคร้เย็นๆ ดับกระหายคลายร้อนได้เป็นอย่างดี สิ่งที่สะดุดตาก็คือ ชุดรับแขกและโซฟาที่วางอยู่หลายจุด และชั้นหนังสือให้หยิบอ่านฟรี จากสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ รวมถึงมีห้องสมุดขนาดย่อมอยู่ชั้นล่างอีกด้วย

2. พื้นที่จัดค่ายเรียนรู้สำหรับเด็ก

เห็นแบบนี้เลยนึกสงสัยว่า เอ๊ะ! ที่นี่ตั้งใจทำโรงแรมสไตล์นี้มาตั้งแต่แรกเหรอ? ไม่น่าจะเข้ากับไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวเขาใหญ่สักเท่าไหร่ พอได้คุยกับเจ้าของโรงแรมก็ถึงบางอ้อ ได้ทราบถึงที่มาที่ไปว่า จากสำนักพิมพ์คุณภาพอย่าง นานมีบุ๊คส์ ที่อยู่คู่กับนักอ่านคนไทยมากว่า 20 ปี ได้ต่อยอดสู่ธุรกิจโรงแรมที่พัก ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นค่ายการเรียนรู้สำหรับเยาวชน ภายใต้ชื่อ Go Genius Learning Center

โดยการนำจุดแข็งจากการเป็นผู้ผลิตหนังสือ มาเป็นกิมมิกในการตกแต่งห้องพัก พร้อมสร้างสรรค์ทุกตารางนิ้วให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ รวมไปถึงให้บริการจัดค่าย อบรม สัมมนา ในหลักสูตรที่หลากหลาย พร้อมให้ที่พักแบบ Dorm (พักรวมกันได้หลายสิบคน) มีห้องประชุม ห้องสันทนาการ สระว่ายน้ำ และพื้นที่ต่างๆ สำหรับทำกิจกรรม ให้บริการมาประมาณ 5 ปีแล้ว

ต่อมาเมื่อมีฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้น จึงได้ก่อสร้างเพิ่มเติมในส่วนที่เรียกว่า Rain Tree Residence ขึ้นมาเป็นอาคารแห่งใหม่ล่าสุด มีทั้งส่วนของล็อบบี้ ห้องอาหาร ห้องพักแบบ 2 ท่าน และลานดูดาว เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการมาท่องเที่ยวและพักผ่อนสบายๆ ท่ามกลางบรรยากาศแสนสบาย และเต็มไปด้วยหนังสือที่ช่วยเพิ่มอาหารสมอง

3. ห้องพักชื่อนักเขียนเก๋ไก๋สุดชิค

ด้วยความที่เป็นสำนักพิมพ์ จึงไม่น่าแปลกที่จะคุ้นเคยกับบรรดานักเขียนชื่อดังของไทยและต่างประเทศ โรงแรมแห่งนี้เลยเลือกที่จะตกแต่งสถานที่ด้วยหนังสือ โดยในแต่ละห้องพักจะมีธีมในการตกแต่งที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนักเขียนที่มีผลงานโดดเด่น น่าสนใจ รวมถึงนำสาระความรู้จากหนังสือมากมายหลายเล่ม มาซ่อนไว้ตามจุดต่างๆ อย่างเช่นห้องที่เราได้เข้าพัก คือห้องที่มีชื่อว่า โจฮาคิม เฮกเกอร์ (Joachim Hecker) นักเขียนชาวเยอรมัน เจ้าของผลงาน “บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย”

เป็นหนังสือเสริมความรู้เชิงสารคดีสำหรับเด็ก เล่าเรื่องราวสนุกสนานแบบนิทาน ก่อนนำเข้าสู่การทดลองวิทยาศาสตร์ มี 40 การทดลองที่สนุก ง่าย ใช้อุปกรณ์น้อย และทำเองได้ เหมาะสำหรับชั้นอนุบาล-ประถมศึกษา อธิบายหลักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับผลการทดลองอย่างละเอียดและเข้าใจง่าย ช่วยให้พ่อแม่และครูอธิบายให้เด็กฟังได้

นอกจากนี้ ในห้องพักอื่นๆ ทั้ง 27 ห้อง ก็ถูกตกแต่งตามนักเขียนท่านอื่นๆ อีกมากมาย เช่น เปาโล คูเอลญู เจ้าของผลงานหนังสือ The Alchemist ขุมทรัพย์สุดปลายฟ้า, ดร. ทอม อู๋ เจ้าของสูตรน้ำปั่นต้านโรค, โจฮันนา บาสฟอร์ด ผู้ริเริ่มหนังสือระบายสีให้โด่งดังไปทั่วโลก รวมไปถึง มั่วเหยียน นักเขียนรางวัลโนเบล ฯลฯ แค่เดินชมห้องพักที่นี่ก็สนุกแล้ว

4. ประเภทห้องพัก โซน Rain Tree Residence

สำหรับโซน Rain Tree Residence ที่บอกไปว่าเป็นอาคารหลังใหม่ล่าสุดนั้น มีห้องพักที่เป็นสไตล์บูติก ซึ่งประกอบไปด้วยห้องพักแบบ Rain Tree Deluxe และ Rain Tree Suite รวม 27 ห้อง แต่ละห้องคุณแน่ใจได้เลยว่าจะได้ชื่นชมกับวิวเขาอันเขียวชอุ่ม และวิวพระอาทิตย์ขึ้น (หรือตก) ที่ระเบียงภายในห้องพักส่วนตัว รวมไปถึงบริการห้องสมุดส่วนกลาง ที่มีหนังสือสำหรับทุกเพศและทุกวัยให้เลือกอ่านกว่า 1,000 เล่ม สมกับเป็นที่พักสำหรับคนรักหนังสืออย่างแท้จริง

5. พื้นที่โดยรอบน่าชม สนุก และมีความรู้

นอกจากจะได้ผ่อนคลายกับการอ่านหนังสือแล้ว พื้นที่โดยรอบยังถูกสร้างสรรค์ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ทั้ง Indoor และ outdoor ไม่ว่าจะเป็น Nature Trail เส้นทางเรียนรู้ธรรมชาติ ประกอบไปด้วย ศาลาปลาคาร์ฟ ทางเดินจามจุรี เนินถั่วบราซิล และลานกลิ้งสนุก สื่อวิทยาศาสตร์ Hand-on จากศูนย์ PHANOMENTA เยอรมนี ได้แก่ จักรยานเติมอากาศ กังหันน้ำเพิ่มออกซิเจน เกลียวอาคิมีดิส และรอกสามระบบ, ศูนย์เสริมศักยภาพเด็กปฐมวัย (ห้อง Kiddy) รวมไปถึงพื้นที่ทำกิจกรรมสันทนาการร่วมกันที่ลานครึ่งวงกลม Amphitheatre และลานดูดาว

6. Learning Space

ในส่วนของ Go Genius Learning Center ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ให้กับโรงเรียน หน่วยงานการศึกษาหรือทุกองค์กรที่กำลังเสาะหา Learning Space ให้กับสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นการใช้สถานที่ รวมไปถึงให้บริการจัดหลักสูตรอบรมตามความต้องการของลูกค้า หรือตามหลักสูตรที่ทางโรงแรมได้จัดไว้ให้ด้วยทีมงานที่เชี่ยวชาญ  โดยที่พักสามารถรองรับได้มากถึง 300 คน ประกอบไปด้วยห้องพักแบบ Dorm และแบบห้อง Family Room ห้องประชุมขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่เปิดโล่งมองเห็นวิวได้รอบด้าน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

7. ห้องพักแบบ Dorm และ Family 

สำหรับใครที่มาเข้าค่าย หรือมาในลักษณะเป็นกรุ๊ป แนะนำให้จองพักในโซนห้องพักแบบ Dorm ที่มีทั้งหมด 26 ห้อง คือ
– ห้องพักรวมแบบ Dorm จำนวน 4 ห้อง นอนได้ห้องละประมาณ 20-30 คน
– ห้องพักแบบ Family จำนวน 20 ห้อง นอนได้ห้องละ 3-8 คน

ภายในห้องพักแบบ Dorm จะวางเรียงฟูกบนตั่งอย่างเรียบร้อย พร้อมมีพื้นที่เก็บของส่วนตัว มีห้องน้ำรวมในจำนวนที่เพียงพอต่อความต้องการ มีห้องนั่งเล่นที่สามารถนั่งคุยเล่น อ่านหนังสือหรือจะดูโทรทัศน์เคเบิลกับเพื่อนๆ ก็ได้ พร้อมมีบริการ Free Wi-Fi

ส่วนห้องแบบ Family แต่ละห้องถูกตกแต่งด้วยบุคคลสำคัญและนักเขียนระดับโลกที่ไม่ซ้ำกัน ห้องประเภทนี้จะแบ่งกลุ่มย่อยลงมา เพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับสมาชิก แต่ละห้องมี 3-8 เตียง โดยจัดเตรียมจำนวนห้องน้ำตามสัดส่วนที่พอดี แต่ละยูนิตจะมีห้องนั่งเล่นรวม เป็นพื้นที่ที่คุณสามารถนั่งคุยกัน ดูโทรทัศน์เคเบิล อ่านหนังสือในมุมหนังสือ และบริการ Free Wi-Fi เช่นกัน

เอาเป็นว่า ใครที่กำลังหาสถานที่พักผ่อนที่เงียบสงบ เป็นกันเอง อาหารอร่อย (อันนี้คอนเฟิร์ม) และมีบรรยากาศที่ใกล้ชิดธรรมชาติสุดๆ แบบนี้ ต้องไม่พลาดแวะมาค้างที่นี่สัก 1-2 คืน รับรองฟิน!

สืบสานประเพณีศักดิ์สิทธิ์! 10 เรื่องต้องรู้ก่อนเที่ยว ‘งานบูชาดาว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.พ. 2560 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/852348

เป็นอีกหนึ่งงานที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาดกับการเสริมกิจกรรมงานบูชาดาวนพเคราะห์ วัดเขตร์นาบุญญาราม โครงการ “งานบูชาดาว ปีระกาเรืองรอง เงินทองมากมี บารมีพร้อมพรั่ง” ณ จันทบุรี เมืองต้องห้าม…พลาด ไทยรัฐออนไลน์ขอพาไปทำความรู้จักกับงานนี้ก่อนไปเยือน…

1. พิธีบูชาดาวนพเคราะห์ ของวัดเขตร์นาบุญญาราม งานนี้เป็นงานที่เกี่ยวเนื่องจากความศรัทธา และเชื่อมโยงกับประเทศเวียดนามและสาธารณรัฐประชาชนจีน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงหยิบยกเรื่องความเชื่อและความศรัทธามานำเสนอในรูปแบบ “ขบวนบูชาดาว” และ “โคมไฟประติมากรรม” เพิ่มเติมจากพิธีบูชาดาวนพเคราะห์อันศักดิ์สิทธิ์ ที่ยังคงรูปแบบพิธีบูชาดาวนพเคราะห์ในรูปแบบพิธีกรรมดั้งเดิมไว้ เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย

2. งานนี้สามารถสร้างความน่าสนใจในเชิงกิจกรรมทางการตลาดท่องเที่ยวที่เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร และอยู่ในจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งที่อยู่ในโครงการ 12 เมืองต้องห้าม…พลาด แล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความเชื่อและประเพณีในแบบวิถีไทย ซึ่งจะช่วยให้การเดินทางท่องเที่ยวมีความหมายมากขึ้นอีกด้วย

3. นอกจากนั้น องพจนกร โกศล เจ้าอาวาสวัดเขตร์นาบุญญาราม จังหวัดจันทบุรี ยังกล่าวถึงพิธีบูชาดาวนพเคราะห์ว่า “ตามความเชื่อของอนัมนิกายพระพุทธเจ้าได้จุติเป็นเทพยดาประจำดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 พระองค์ ได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศุกร์ พระเสาร์ พระราหู และพระเกตุ จึงเป็นที่มาของพิธีบูชาดาวนพเคราะห์ของวัดเขตร์นาบุญญาราม อนัมนิกาย ที่ถือปฏิบัติกันมากว่า 181 ปี และอัญเชิญองค์ดาวนพเคราะห์ประทับเหนือเกี้ยวเสด็จออกประทานพรเป็นปฐมฤกษ์ในขบวนบูชาดาวรอบเมืองจันทบุรี ทำให้ทุกท่านจะได้กราบไหว้สักการบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ทุกท่านที่มาร่วมงาน

อีกทั้งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จทรงเป็นประธานในพิธี “จุดเทียนบูชาดาว ณ วัดเขตร์นาบุญญาราม จ.จันทบุรี” ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560 อีกด้วย”

4. อาจารย์คฑา ชินบัญชร ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวทางศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ยังบอกถึงอานิสงส์ของการเข้าร่วมพิธีบูชาดาวว่า การที่ทุกท่านได้เดินทางไปร่วมงานบูชาดาว ถือเป็นการไปสัมผัสพลังแห่งธรรมะและดวงดาว เป็นการอธิษฐานจิตสั่งสมบารมีจากการขอพรจากดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 พระองค์

5. การบูชาดาวมีความเชื่อกันว่าจะก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง นำมาซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์ อายุยืนนาน สุขภาพแข็งแรง ได้ผลานิสงส์มากประมาณมิได้ และส่งต่อให้บิดามารดา ญาติมิตรทั้งหลายที่ยังมีชีวิตอยู่ และที่ได้ล่วงลับไปแล้วได้รับผลบุญกุศลโดยทั่วกัน

อาจารย์คฑา ชินบัญชร แนะนำเรื่องการบูชาดาว

6. นอกจากนี้ งานบูชาดาว ยังถือเป็นการร่วมกันสืบสานประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ 2 แผ่นดิน ได้แก่ ไทย – เวียดนาม เพราะวัดเขตร์นาบุญญาราม เป็นวัดเก่าแก่ของจังหวัดจันทบุรี มาตั้งแต่สมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนชาวพุทธฝ่ายมหายาน เป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ มาโดยตลอดชั่วอายุ

7. งานบูชาดาว ปีระกาเรืองรอง เงินทองมากมี บารมีพร้อมพรั่ง จะจัดขึ้นในวันที่ 10-19 กุมภาพันธ์ 2560 ณ วัดเขตร์นาบุญญาราม อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

8. โดยในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 ทุกท่านสามารถร่วมชมขบวนบูชาดาว จำนวน 19 ขบวน มีผู้เข้าร่วมขบวนกว่า 2,000 คน เรียงลำดับขบวนดังนี้ 1. ขบวนพระสวดมนต์ให้พร 2. ขบวนมังกรและสิงโต 3. ขบวนโคมจีน (เต้งลั้ง) และป้ายเจ้า 4. ขบวนธงคำอวยพร 5. ขบวนล่อโก๊ว (เครื่องดนตรีจีน) 6. ขบวนธงญวนโบราณ 7. ขบวนพระมารดาแห่งดวงดาว 8. ขบวนพระอาทิตย์ 9. ขบวนพระจันทร์ 10. ขบวนพระอังคาร 11. ขบวนพระพุธ 12. ขบวนพระพฤหัสบดี 13. ขบวนพระศุกร์ 14. ขบวนพระเสาร์ 15. ขบวนพระราหู 16. ขบวนพระเกตุ 17. ขบวนผู้คุมบัญชีเกิด 18. ขบวนผู้คุมบัญชีตาย และ 19. ขบวนผู้ศรัทธา ที่สะท้อนความเชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าแต่ละองค์

9. โดยขบวนบูชาดาวจะเริ่มในเวลา 17.09 น. (วันที่ 10 ก.พ. 60) เคลื่อนจากวัดเขตร์นาบุญญาราม ฝั่งประตูโบสถ์ ไปถนนตรีรัตน์ เลี้ยวเข้าถนนอัญมณี มุ่งสู่สี่แยกตังเอ็งเลี้ยวขวาไปพลาซ่า มุ่งสู่ตลาดโต้รุ่ง เลี้ยวขวาไปวงเวียนน้ำพุ จากนั้นเคลื่อนขบวนต่อไปที่วัดเขตร์นาบุญญาราม เพื่อทำพิธีเปิดงาน “บูชาดาว ปีระกาเรืองรอง เงินทองมากมี บารมีพร้อมพรั่ง และร่วม “พิธีจุดเทียนบูชาดาวนพเคราะห์ เสริมบารมีแห่งแผ่นดิน” เพื่อเสริมดวงเมืองให้เข้มแข็งและเปี่ยมบารมี อันจะส่งผลให้ทุกชนทุกเหล่าในประเทศมีชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นสิริมงคล ผู้ร่วมตั้งโต๊ะบูชาองค์ดาวฯ

เหรียญมงคลและข้าวมงคลแจกผู้ร่วมชมขบวนบูชาดาว

10. ใครไปร่วมชมขบวนบูชาดาวก็ห้ามพลาด เพราะงานนี้ระหว่างเคลื่อนขบวนจะได้รับเหรียญมงคลและข้าวมงคล (ข้าวเปรียบเหมือนตัวแทนแห่งความเจริญรุ่งเรือง) พร้อมชมความงดงามของประติมากรรมโคมไฟ ณ วัดเขตร์นาบุญญาราม ได้แก่ โคมชุดเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งทำมาค้าขึ้น มีไก่คู่ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำปีระกา และชุดก้อนทอง สื่อความหมายถึงความมั่งมี กองเงินกองทอง ทำให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข มีความสามัคคีปรองดองเกิดขึ้นในครอบครัวและทำให้สุขภาพแข็งแรง นอกจากนี้ ทุกท่านจะได้ร่วมบูชาดาวประจำวันเกิด ทำพิธีแก้ชง สะเดาะเคราะห์เพื่อเสริมสิริมงคลให้แก่ชีวิต ให้ชีวิตราบรื่นตลอดปี 2560

สุดท้ายย้ำอีกครั้งว่า สำหรับประชาชนที่สนใจเข้าร่วม “งานบูชาดาว ปีระกาเรืองรอง เงินทองมากมี บารมีพร้อมพรั่ง” ได้ฟรี!!!! ไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย โทร. 1672

อื้อหือ! ซูมพริตตี้ Bangkok Motorbike Festival 2017 เซ็กซี่ยกล้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.พ. 2560 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/851216

ใครยังไม่ไปถือว่าเสียดายกับงาน Bangkok Motorbike Festival 2017 ที่นอกจากรวมเรื่อง 2 ล้อเจ๋งๆ ไว้มากมายที่สุดงานหนึ่ง ยังรวมพริตตี้ ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งสีสันของงานเอาไว้ด้วย

ภาพเล่าเรื่องไทยรัฐออนไลน์เก็บภาพมาให้ชมกัน

ดูชัดๆ เขาช้างเผือกสวยแต่อันตรายจริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 4 ก.พ. 2560 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/850293

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านชาวไทยรัฐออนไลน์ทุกท่าน เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เราก็เพิ่งทราบข่าวเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวได้พลัดตกเขาช้างเผือก จ.กาญจนบุรี และตอนนี้ได้ปิดเขาอย่างไม่มีกำหนด

แต่นับว่าโชคดีที่ แบกกล้องเที่ยว เพิ่งได้มีโอกาสไปขึ้นเขาลูกนี้มาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก็เลยอยากมาเล่าประสบการณ์การเดินทางครั้งนี้ให้เพื่อนๆ ได้ฟังว่าแท้จริงแล้วเขาลูกนี้สวยแต่อันตรายจริงหรือ?

เขาช้างเผือก ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ อำเภอทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

การเดินทางไปยังยอดเขาช้างเผือก จะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เพื่อลงทะเบียนรายชื่อคนที่ขึ้นเขา ในแต่ละวันทางอุทยานฯ มีการจำกัดคนบนเขาไว้ที่ 60 คน เพราะพื้นที่กางเต็นท์บริเวณยอดเขามีพื้นที่จำกัด เขาช้างเผือกจะเปิดช่วงเดือน ธันวาคม – กุมภาพันธุ์ จะเปิดให้ลงชื่อจองล่วงหน้า 7 วัน โดยให้โทรศัพท์จองตั้งแต่ 8 โมงเช้า เราจะต้องเตรียมชื่อเพื่อน 10 คน พร้อมเลขบัตรประจำตัวประชาชนให้พร้อม ถ้าโทรติด ต้องแจ้งชื่อ ณ ตอนนั้นเลย หลังจากโทรติดต้องส่งเมล สำเนาบัตรประชาชนของทุกคนให้เจ้าหน้าที่ภายใน 24 ชม. วันไปต้องไปลงทะเบียนที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิก่อนถึง ปิล็อค 9 กม.

การเดินขึ้นสู่เขาช้างเผือก จะเริ่มจากบริเวณหลังหมู่บ้านอีต่อง ตำบลปิล็อก อำเภอทองผาภูมิ เป็นระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร ใช้เวลา 4-5 ชั่วโมงในการเดินขึ้นไปจนถึงจุดกางเต็นท์ เดินช่วงแรกจะผ่านป่าโปร่งๆ เป็นเนินเขาเตี้ยบ้าง สูงบ้าง เป็นเนินทุ่งหญ้าที่มีวิวสวยๆ ระหว่างทางให้ถ่ายรูป ช่วงนี้แดดค่อนข้างร้อน จากนั้นก็จะเป็นการเดินตามเชิงเขาบ้าง สันเขาบ้าง ช่วงนี้จะเป็นทุ่งหญ้าความสูงพอท่วมหัว แล้วจึงจะถึงจุดตั้งแคมป์ การเดินทางให้ถึงบริเวณยอดเขาช้างเผือก จะต้องเดินไปจากจุดตั้งแคมป์อีกประมาณ 500-600 เมตร และจะต้องผ่านจุดที่ถือเป็นไฮไลต์ของเขาช้างเผือก คือช่วงที่เรียกว่า “สันคมมีด” หรือ “สันวัดใจ”

เมื่อพ้นช่วงสันคมมีด จะเป็นเนินเขาที่ให้เดินต่อไปจนถึงจุดสูงสุดของเขาช้างเผือก ที่ความสูง 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเล จุดนี้จะเป็นจุดที่สามารถเห็นวิวได้รอบตัวแบบ 360 องศา ไม่มีต้นไม้ใหญ่บดบังทิวทัศน์ ใครที่ได้มาถึงจุดนี้แล้วล่ะก็ อย่าลืมถ่ายรูปคู่กับป้ายพิชิตยอดเขา เพื่อเป็นที่ระลึกว่าได้ผ่านการทดสอบการเดินทางสู่เขาช้างเผือก

ส่วนตรงจุดที่นักท่องเที่ยวพลัดตกนั้น จะอยู่ที่ทางลงเล็กๆ ตรงเนินลูกแรก หลังจากลงมาจากยอด ซึ่งตรงนี้จะเป็นทางเดินแคบๆ พอให้คนแค่คนเดียวเดินผ่านไปได้ ส่วนสองข้างทางนั้นจะเป็นเหวลึกลงไปเลยครับ ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง เพราะคนส่วนใหญ่จะมัวแต่ระวังกันตรง สันคมมีด ซึ่งบริเวณนั้นจะมีเจ้าหน้าที่อุทยาน คอยดูแลให้ความช่วยเหลืออยู่หลายท่าน

การเดินทางขึ้นเขาช้างเผือก ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งวัน จึงไม่สามารถเดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับได้ บนเขาไม่มีร้านค้า ร้านอาหารหรือที่พัก นักท่องเที่ยวต้องนำเสบียงอาหารไปทำกินเอง โดยจ้างลูกหาบขนสัมภาระขึ้นไปตั้งแคมป์ค้างคืนบนยอดเขา และควรเตรียมอาหารระหว่างทาง และน้ำดื่มให้เพียงพอด้วย นอกจากนี้ บนเขายังไม่มีแหล่งน้ำดื่มน้ำใช้ด้วย

ค่าใช้จ่าย
ค่าธรรมเนียมอุทยาน 40 บาท
ค่าเจ้าหน้าที่ 10 คน 1,800 บาท
ค่าลูกหาบ คนละ 1,300 บาท แบกของได้ไม่เกิน 30 กก.
ค่าอาหาร เตรียมไปเองคนละ ไม่ถึง 500 บาท
ค่าน้ำมันคันละ 2,500 (กทม.-ปิล็อค)

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
เต็นท์ ถุงนอน แผ่นปูนอน
เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว(ยีนส์) หมวกปิดหัวคอ รองเท้าผ้าใบ รองเท้าแตะ(ไม่ค่อยได้ใช้)

สุดท้ายแล้วก็อยากจะฝากถึงการเดินทางท่องเที่ยวไปยังทุกที่ ควรใช้ความระมัดระวังตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปที่ไหน ไม่ควรประมาท ตามองทาง อย่ามัวแต่มองโทรศัพท์ หรือกล้องถ่ายรูป มีสติตลอดเวลาด้วยครับ จะได้ท่องเที่ยวอย่างมีความสุขและปลอดภัย

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.baagklong.com
www.facebook.com/baagklong

อรุณเบิกฟ้า ‘อรุณาจัล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/850289

คําว่า “งดงาม” คงน้อยเกินไปสำหรับที่นี่ “อรุณาจัลประเทศ” รัฐภายใต้การปกครองของอินเดีย ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ และทางใต้ของเทือกเขาหิมาลัย ติดกับรัฐอัสสัมและรัฐนาคาแลนด์ ใต้รัฐคะฉิ่นของพม่าทางตะวันออก และภูฏานทางตะวันตก

สำหรับนักเดินทาง อรุณาจัลประเทศ อาจไม่ใช่เป้าหมายของการเดินทางมากนัก แต่เมื่อได้ไปเยือน จึงพบว่า ที่นี่คือ เพชรแห่งยอดเขาหิมาลัยอันเต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติแห่งขุนเขาหิมาลัย เป็นพื้นที่ที่มีหยกขาวอันมีค่าของโลก

ที่น่าตื่นเต้นที่สุด ก็คือ ที่นี่คือที่ที่สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนดินแดนอื่นๆของอินเดีย อันเป็นที่มาของชื่อ…อรุณาจัล ที่แปลว่า “แสงแรกแห่งอาทิตย์อุทัย”

เพราะเหตุที่มูลนิธิพระไตรปิฎกสากล โดย ท่านผู้หญิง ดร.ทัศนีย์ บุณยคุปต์ และ พ.อ.สุรธัช บุนนาค ได้อัญเชิญพระไตรปิฎกสัชฌายะ สัททะอักขะระปาฬิ พ.ศ.2559 ฉบับ ภปร. และฉบับ สก.ซึ่งถือว่าเป็นพระไตรปิฎกสากลฉบับแรกของโลก ไปยังอรุณาจัลประเทศ รวมถึงนำพระบรมสารีริกธาตุ และพระพุทธรูป ภปร.ที่ได้รับประทานจากสมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารไปประดิษฐานที่วัดกองมูคำในอรุณาจัลเราจึงได้มีโอกาสสัมผัสกับความสวยงามและความยิ่งใหญ่ของอรุณาจัลประเทศในคราวนี้

อรุณาจัลมีประชากรราว 1.4 ล้านคน ในจำนวนประมาณ 400,000 คน นับถือศาสนาพุทธ นอกเหนือจากนั้นมีทั้งฮินดูและคริสต์

การแต่งกายของชาวไตคำตี่..ที่อรุณาจัล.ประชากรส่วนใหญ่ของอรุณาจัล เป็นคนไต ที่เรียกตัวเองว่า “ไตคำตี่” ซึ่งก็คือคนไทกลุ่มหนึ่งในอีกหลายกลุ่มที่อพยพมาจากตอนเหนือของพม่า ข้ามเทือกเขาสูงที่เรียกว่า “เทือกเขาปาดไก่” เมื่อราวศตวรรษที่ 22-23 โดยบรรพบุรุษของคนไทกลุ่มนี้เดินทางมาจากลุ่มแม่น้ำซินด์วินซึ่งอยู่ในรัฐคะฉิ่นของพม่า เป็นรอยต่อชายแดนระหว่างพม่ากับอินเดียเข้ามาสู่แนวที่ราบลุ่มแม่น้ำพรหมบุตรตีนเขาหิมาลัยในอินเดีย

คนไทกลุ่มเหล่านี้มีทั้ง ไตคำตี่ ไตพ่าเก ไตอ้ายตอน ไตคำยัง ซึ่งเคยตั้งถิ่นฐานอยู่ด้วยกันใกล้กับเชิงเขาปาดไก่ในรัฐอัสสัมปัจจุบัน

วิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรม การแต่งงาน บ้านเรือน เครือญาติ การนับถือศาสนา โดยเฉพาะรูปแบบของวัดของคนที่นี่เป็นแบบ “จอง” พวกเขาเรียกผู้นำของตนว่า “เจ้าฟ้า” เช่นเดียวกับผู้คนในวัฒนธรรมคนไต หรือไทใหญ่อื่นๆ

แม้จะดูเหมือนไกลจากประเทศไทยมากนัก แต่การเดินทางสู่อรุณาจัลต้องใช้ความมุ่งมั่นและวิริยอุตสาหะพอสมควร เริ่มจากนั่งเครื่องบินจากสุวรรณภูมิไปยังเมืองกัลกัตตาของอินเดีย จากนั้นค่อยต่อเครื่องบินภายในประเทศ ซึ่งส่วน ใหญ่เป็นสายการบินแอร์อินเดีย บินตรงสู่สนามบินดิ๊บรูก้า ใช้เวลาบินพอๆกับบินจากเมืองไทยไปอินเดีย คือ ประมาณ 3 ชม. จากนั้นต่อรถบัสเพื่อเข้าสู่อรุณาจัล ระยะทางราว 150 กิโลเมตร

คณะของเรามี ท่านวิมัลละ ดิสสะ เจ้าอาวาสวัดกองมูคำ ซึ่งเป็นวัดสำคัญของชาวพุทธในอรุณาจัลเป็นผู้นำในการเดินทาง ตามคำเชิญของเจ้านามีน (Chao Na Mein) มุขมนตรีแห่งรัฐอรุณาจัล และรองนายกรัฐมนตรีของอินเดีย เหตุที่ต้องมีการเชิญก็เพราะการเข้าสู่อรุณาจัลประเทศนั้น ต้องผ่านด่านอยู่หลายด่าน จึงต้องได้รับการอนุญาตจากมุขมนตรีเสียก่อน เพราะพื้นที่นี้ไม่เปิดให้เข้าไปได้ง่ายนัก ด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งความไม่พร้อมด้านการพัฒนาความเป็นพื้นที่ชายแดน รวมไปถึงการเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมด้วย

ทิวทัศน์สองข้างทางระหว่างเดินทางสู่รัฐอรุณาจัล.ทันทีที่ไปถึงอรุณาจัล ความรู้สึกแรกคือ นี่มันต่างจังหวัดของไทยเมื่อ 40-50 ปีที่แล้วชัดๆ บ้านเรือนที่นี่ปลูกด้วยไม้ง่ายๆมีเสาเรือน ยกพื้นสูงไม่มาก บางหลังเตี้ยติดดินเป็นเรือนแถว สั้นหรือยาวขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกในครอบครัว แทบทุกหลังมียุ้งฉางหรือเล้าสำหรับเก็บข้าวเอาไว้ ระหว่างทางที่นั่งรถผ่านมีทั้งวัว ควาย เดินเต็มสองข้างทาง แต่ส่วนมากจะเป็นวัวมากกว่า เพราะวัวเป็นพาหนะของพระศิวะซึ่งชาวฮินดูนับถือ พวกวัวจึงมีสิทธิพิเศษเหมือนที่อื่นๆทุกที่ในอินเดีย คือ สามารถเดินกลางถนนและหยุดนั่ง นอน ตรงไหนก็ได้ รถต่างหากที่ต้องหลบ…ส่วนเสียงแตรก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วของอินเดีย ไม่ได้ยินเสียงแตรรถถือว่ามาไม่ถึงอินเดียนะจ๊า….นายจ๋า

อีกสิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ที่อรุณาจัล คือ อากาศที่บริสุทธิ์ กลิ่นไอดินหอมกรุ่น ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะความอุดมสมบูรณ์ของต้นไม้ที่ร่มครึ้มตลอดสองข้างทาง ทำให้ในช่วงเช้ามืด และช่วงค่ำ อากาศที่นี่จึงค่อนข้างเย็น

ระหว่างทางสู่ตัวเมืองอรุณาจัล เราเห็นตลาดเล็กๆสองข้างทาง มีทั้งปลาและผักสด ผลไม้ ที่ชาวบ้านนำมาขาย ขนาดของผักและผลไม้ที่นี่ บอกได้เลยว่า เมืองไทยไม่มีแน่นอนทั้ง ฟักทอง กะหล่ำปลี มะเขือยาว แครอท หัวไชเท้า มะเขือเทศ ล้วนผลใหญ่โตอลังการจากการเพาะปลูกแบบธรรมชาติ

ที่พักรับรองที่รัฐบาลจัดให้ระหว่างทางด้วยระยะทางที่ค่อนข้างไกล เราจึงต้องแวะพักที่ที่รัฐบาลจัดไว้รับรองก่อน เพื่อเก็บแรงไว้เดินทางต่อสู่วัดกองมูคำในวันพรุ่งนี้ แต่แค่ได้สัมผัสความสวยงามของทิวทัศน์สองข้างทางในอรุณาจัล…ในฐานะนักเดินทางที่เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก…ก็หลงรักดินแดนที่เปรียบเสมือนเพชรแห่งภูเขาหิมาลัยแห่งนี้เสียแล้ว…

มื้อเช้าที่อรุณาจัลอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศแขก ทั้งแกงถั่วหรือแกงดาล และแกงแขกที่คล้ายๆกับแกงกะหรี่บ้านเรา แต่กลิ่นเครื่องเทศอาจจะฉุนเฉียวกว่า เป็นแกงที่กินกับแป้งโรตีหรือนาน ที่ต้องบอกว่าอร่อยกว่าบ้านเรา เพราะเป็นของต้นตำรับ งานนี้หลายคนบอกว่าควรทานอาหารให้อิ่มท้อง เพราะเรายังต้องเดินทางต่ออีกไกลเพื่อมุ่งหน้าสู่วัดกองมูคำ เพื่อประกอบพิธีมหากุศลอันยิ่งใหญ่จากสยามประเทศสู่อรุณาจัล…ในวันต่อไป.

ความย้อนแย้งที่งดงาม เสน่ห์ ‘ลัคเนาว์’ อีกมุมมนต์ขลัง ประเทศอินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ม.ค. 2560 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/845766

นมัสเต อินเดียไม่ได้มีแค่เครื่องเทศนะ มาช่วงนี้อากาศดี๊ดี วินเทอร์มากๆ เธอบอกแบบนั้นเมื่อก้าวถึงที่หมาย

ถ้ามาลัคเนาว์ควรไป อัมเบดการ์เมมโมเรียลพาร์ (Ambedkar Memorila park) ที่ไม่ใช่แค่สวนต้นไม้ ทว่าสิ่งปลูกสร้างที่งดงามอลังการประดับประดาด้วยเสาหัวช้าง, ฮาชรัทเกนจ์ (Hazratganj) แหล่งช็อปปิ้งที่ใหญ่มีร้านค้า ภัตตาคาร โรงภาพยนตร์และความบันเทิงมากมาย, มัดยิดอัสฟี (Asfi Mosque) มัสยิดโบราณ ตั้งอยู่ในเขตเดียวกับ บาราอิมามบารา (Bara Imambara) หรืออัครมัสยิด โดดเด่นด้วยหอระฆังแฝด, รูมิดะร์วาซา (Rumi Darwaza) หรือประตูเตอร์กิช เป็นประตูเมืองขนาดใหญ่เป็นรูปซุ้มโค้งประดับลวดลายตามศิลปะชาวอินเดีย ฯลฯ

ภาพเล่าเรื่องสัปดาห์นี้ ดาวดี ชะอุ่ม นักข่าวสายสังคมไทยรัฐออนไลน์เดินทางไปเปิดประสบการณ์กับที่ ลัคเนาว์ เมืองหลวงของรัฐอุตตรประเทศ ถือเป็นเมืองสายหลักของชุมนุมทางรถไฟที่จะเชื่อมต่อไปรัฐอื่นๆ อีกมากมายที่อินเดียประเทศที่ใหญ่อันดับ 7 ของโลก และมีความห่างชั้นกันมากมายมหาศาล บางแห่งเจริญสุดขีด แต่ทว่าบางแห่งก็แร้นแค้นสุดขีด บางแห่งมีสิ่งปลูกสร้างอลังการตระการตา แต่ผู้คนบางพื้นที่กับไม่มีที่อยู่อาศัย

“อินเดียมีความ Contrast และผู้คนเดินทางมาที่นี่เพื่อมาชมความ Contrast ที่มีมนต์ขลัง” 

เป็นประเทศที่สักครั้งต้องไปชมความงดงาม  ที่แทรกอยู่ท่ามกลางความแร้นแค้นสัจธรรมที่แท้จริง.

ถ่ายรูปชิคๆบริเวณ บาราอิมามบารา

Ambedkar Memorila park งดงามอลังการ

รูปปั้นช้างในอัมเบดการ์เมมโมเรียลพาร์

บาราอิมามบารา (Bara Imambara)

รูปปั้น ดร. บาบาสาเฮบ อัมเบดการ์

Ambedkar Memorila park

มัสยิดอัสฟี (Asfi Mosque)

อลังการงานสร้าง ประตูเตอร์กิช เป็นประตูเมืองขนาดใหญ่

งดงาม

พาหนะน่านั่งมาก

ของฝากประจำที่ต้องซื้อกลับ

วิถีคนคนอินเดีย

ควันหอมๆ อาหารอร่อยๆ

น่ากินมากๆ

ดาวดี ชะอุ่ม

*รู้ไว้ใช่ว่า*

อินเดีย หรือชื่อทางการว่า สาธารณรัฐอินเดีย (อังกฤษ: Republic of India) ตั้งอยู่ในทวีปเอเชียใต้ เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของอนุทวีปอินเดีย มีประชากรมากเป็นอันดับที่สองของโลก และเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีประชากรมากที่สุดในโลก โดยมีประชากรมากกว่าหนึ่งพันล้านคน มีภาษาพูดแปดร้อยภาษาโดยประมาณ ด้านเศรษฐกิจ อินเดียมีอำนาจการซื้อมากเป็นอันดับที่สี่ของโลก ทั้งนี้ อาณาเขตทางทิศเหนือติดกับจีน เนปาล และภูฏาน ทางตะวันตกเฉียงเหนือติดกับปากีสถาน ทางตะวันออกติดพม่า ทางตะวันตกเฉียงใต้จรดมหาสมุทรอินเดีย ทางตะวันออกเฉียงใต้ติดศรีลังกา ล้อมรอบบังกลาเทศทางทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก นอกนั้นยังมีเขตแดนทางทะเลต่อเนื่องกับน่านน้ำไทย พม่า และอินโดนีเซีย และด้วยพื้นที่ 3,287,590 ตารางกิโลเมตร อินเดียจึงเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุด อันดับ 7 ของโลก-วิกิพีเดีย

ขอบคุณ : thaismileair สำหรับเที่ยวบิน กรุงเทพฯ-ลัคเนาว์ เปิดให้บริการ 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ คือวันอังคาร วันพฤหัส และวันเสาร์ และเส้นทางลัคเนา-กรุงเทพฯ เปิดให้บริการ 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์เช่นกัน คือวันพุธ วันศุกร์ และวันอาทิตย์ ราคาเริ่มต้นที่ 4,910 บาท

เปิดราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน ดินแดนสมบัติโบราณคดีอันล้ำค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/845700

เพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน ในโอกาสครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 50 ปี “เดอะวิสดอม ธนาคารกสิกรไทย” ภายใต้การนำของ “นพวรรณ เจิมหรรษา” เป็นโต้โผจัดกิจกรรม “Journey to the Mysterious Arabic in Jordan” พาลูกค้าเดอะวิสดอมเดินทางไปบุกศูนย์กลางประวัติศาสตร์และศาสนาของโลกอาหรับ โดยมี “อ.เผ่าทอง ทองเจือ” เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษตลอดทริป

ทั้งราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน เป็นประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ โดย “อ.เผ่าทอง” บอกเล่าว่า ราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน มีความสัมพันธ์ที่ดียิ่งในทุกระดับ โดยระดับราชวงศ์มีการเยือนครั้งสำคัญระหว่างกันหลายครั้ง รวมถึงการเสด็จ เยือนประเทศไทยของสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลเลาะห์ที่ 2 แห่งจอร์แดน เพื่อร่วมพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อปี 2549

เพตราทั้งนี้ ประเทศไทยได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้จอร์แดนในหลากหลายด้าน รวมถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อใช้เป็นแนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวจอร์แดน โดย “ฝนหลวง” ถือเป็นความชุ่มฉ่ำแห่งสายสัมพันธ์ของสองราชอาณาจักร เนื่องจากจอร์แดนมีปริมาณน้ำฝนน้อยที่สุดในโลก พื้นที่ 2 ใน 3 เป็นทะเลทราย ไม่มีแหล่งน้ำจืดที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต ในระหว่างปี 2532-2538 จอร์แดนเคยทดลองทำฝนเทียม แต่ไม่ประสบความสำเร็จ กระทั่งมีการสร้างความร่วมมือทางวิชาการด้านฝนหลวงระหว่างไทยกับจอร์แดน ในปี 2551 โดยกระทรวงน้ำและชลประทานของจอร์แดน ได้แจ้งความจำนงขอใช้กระบวนการทำฝนหลวงผ่านกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรฯจึงมีหนังสือถึงราชเลขาธิการเพื่อนำความกราบบังคมทูลฝ่าละอองธุลีพระบาทขอพระบรมราชานุญาตในการถ่ายทอดเทคโนโลยีฝนหลวง ระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน ลงนามในบันทึกความเข้าใจ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2552 โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระ ราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้สิทธิบัตรฝนหลวงถ่ายทอดวิทยาการทำฝนหลวงแก่จอร์แดน นอกจากจอร์แดนแล้ว ในหลวงของเรายังมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้สิทธิบัตรฝนหลวงถ่ายทอดวิทยาการทำฝนหลวงแก่ออสเตรเลีย, แทนซาเนีย และโอมาน

นอกจากความสัมพันธ์แนบแน่นกับราชอาณาจักรไทย “จอร์แดน” ยังสร้างชื่อในฐานะดินแดนเก่าแก่ที่มีสมบัติทางโบราณคดียิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และมีภูมิประเทศงดงามตระการตา โดยจอร์แดนได้รับการขนานนามเป็น “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์” เพราะตั้งอยู่บนจุดเชื่อมต่อสำคัญของชาวคริสต์, ชาวยิว และชาวมุสลิม

เมืองโมเสก ยอดเขาเนโบเมืองหลวงของจอร์แดนในปัจจุบันคือ “อัมมาน” เป็นมหานครอารยธรรมยุคเก่าที่มีความเป็นมากว่า 6,000 ปี ตั้งอยู่บนภูเขา 7 ลูก ตัวเมืองอยู่ในหุบเขาตรงกลาง อัมมานเคยเป็นศูนย์กลางของโรมัน ฟิลาเดลเฟีย มีจุดเด่นอยู่ที่ “ป้อมปราการแห่งกรุงอัมมาน” กระนั้นสิ่งที่หลงเหลือ ในปัจจุบันคือ “เสาระเบียงใหญ่” และ “โรงละครโรมัน” โรงละครใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่สอง จุผู้ชมถึง 5,000 คน แบ่งออกเป็น 3 ชั้น เริ่มตั้งแต่ชั้นล่างสุดสำหรับผู้ที่มีตระกูลสูงศักดิ์ ชั้นถัดไปสำหรับสมาชิกวุฒิสภา และชั้นสูงสุดสำหรับประชาชน

จากกรุงอัมมานขึ้นไปทางตอนเหนือ คือที่ตั้งของเมืองโรมันโบราณชื่อ “เจราช” หรือ “เมืองพันเสา” ได้รับฉายาว่า “ปอมเปอีแห่งตะวันออก” ตั้งอยู่จุดต่ำสุดบนผิวโลก ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,300 ฟุต เป็น 1 ใน 10 หัวเมืองเอกของอาณาจักรโรมัน แต่เพราะมีแผ่นดินไหวทำลายเมืองหลายครั้ง ทำให้นครเจราชถูกทิ้งร้างกระทั่งปี ค.ศ.1878 สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของเมืองเจราช คือจัตุรัสรูปไข่ใจกลางเมือง กว้าง 80 เมตร ยาว 90 เมตร มีเสาหินสูงกว่า 10 เมตร เรียงรายรอบจัตุรัส จำนวน 67 ต้น

โบสถ์แห่งเซนต์จอร์จและเมื่อไล่เรียงเดินทางมาตอนใต้ จะพบกับเมืองประวัติศาสตร์ที่เป็นจุดกำเนิดของศาสนา วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมยุคโบราณมากมาย นับตั้งแต่ “มาดาบา” เมืองแห่งโมเสก ที่ตั้งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ไปจนถึง “ยอดเขาเนโบ” สถานที่เสียชีวิตและฝังศพของ “โมเสส” ผู้นำชาวยิว ผู้รับบัญญัติ 10 ประการจากพระเจ้า เรื่องราวของโมเสสถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์เก่าชาวยิว และพระคัมภีร์ใหม่ชาวคริสต์ เหตุการณ์ในพระคัมภีร์เล่าว่า โมเสสถูกชุบเลี้ยงและโตมาเป็นเจ้าชายอียิปต์ ที่ค้นพบว่าตนเองมีเชื้อสายยิว ได้รับอาณัติพระผู้เป็นเจ้าให้ปลดปล่อยชาวยิว และพา กลับไปอิสราเอล เรื่องตามตำนานเล่าว่า โมเสสใช้พลังอำนาจแหวกทะเลแดงเป็น 2 ส่วน แล้วพาชาวยิวเดินข้ามไป ในขณะที่ทหารอียิปต์ที่ไล่ตามมาโดนน้ำทะเลกลืนหายหมด บนยอดเขาเนโบเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์ไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์แห่งโมเสส ออกแบบเป็นไม้กางเขน ซึ่งภายหลังกลายเป็นสัญลักษณ์ของโมเสส และพระเยซู ที่นี่ยังมี “โบสถ์แห่งเมาท์เนโบ” เป็นโบสถ์กรีก-ออร์ทอดอกซ์แห่งเซนต์จอร์จ สร้างในราวปี ค.ศ.600 ยุคของไบแซนไทน์ พื้นโบสถ์ภายในเป็นภาพตกแต่งโดยโมเสกสีต่างๆ 2.3 ล้านชิ้น แสดงแผนที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์รอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เยรูซาเลม แม่น้ำจอร์แดน ทะเลเดดซี เขาไซนาย และอียิปต์ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงโมเสส เมื่อปี 2543 “สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2” เสด็จมาแสวงบุญและประกาศให้ดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์

จะเข้าถึงหัวใจจอร์แดนก็ต้องไปเยือน “เมืองเพตรา” มหานครศิลาทรายสีชมพู ที่ถูกลืมหายไปจากความทรงจำกว่า 700 ปี จนเมื่อมีนักสำรวจชาวสวิส “โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท” เดินทางผ่านมาพบ ต่อมาองค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนให้เมืองเพตราเป็น “เมืองมรดกโลก” เมื่อปี 2528 โดยถือเป็นมรดกวัฒนธรรมล้ำค่าของมวลมนุษยชาติ

เอกลักษณ์ทางธรรมชาติของเมืองเพตรา คือ “ซิค” เป็นช่องแคบระหว่างก้อนหินขนาดยักษ์ที่มีความสูงไล่เรียง 80-90 เมตร ซิคเกิดจากการแยกตัวของเปลือกโลกและการกัดเซาะของน้ำเมื่อหลายล้านปีก่อน จนกลายเป็นถนนทรายระหว่างผาหินสูงชันที่คดเคี้ยว ริ้วลายและเส้นสายของลายหินที่งดงามนำทางไปสู่มหาวิหารบนหน้าผาหินทรายที่ชื่อว่า “เดอะ เทรชัวรี” เป็นวิหารแกะสลักด้วยการเจาะเข้าไปในภูเขาสีชมพูทั้งลูก สูงเกือบ 40 เมตร สร้างขึ้นในสมัยกษัตริย์นาบาเทียนเอเรทัสที่ 4 มีความเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้คือที่เก็บซ่อนขุมสมบัติของกษัตริย์ฟาโรห์แห่งอียิปต์

หุบเขาแห่งพระจันทร์ลึกเข้าไปในเพตรา เป็นทางเดินแคบซึ่งต้องอาศัยการเดินเท้าหรือขี่ลาไต่ขึ้นผาชัน บนจุดสูงสุดคือ ที่ตั้งของ “มหาวิหารเดอะ โมนาสเทรี” หนึ่งในวิหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเพตรา มีขนาดกว้าง 47 เมตร สูง 51 เมตร สร้างในรัชสมัยของกษัตริย์ราเบลที่ 2 เป็นวิหารแกะจากหน้าผาหินทราย ใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมทางศาสนา สีของวิหารจะแปรเปลี่ยนเป็นวิหารสีทองเมื่อแสงสุดท้ายของพระอาทิตย์สาดส่อง

เปลี่ยนบรรยากาศมาสัมผัสกับผืนทรายและท้องทะเลบ้าง เริ่มต้นเส้นทางด้วยการขับรถโฟร์วีลสำรวจความอัศจรรย์ของ “ทะเลทรายวาดิรัม” หุบเขาแห่งพระจันทร์ ทรายสีแดงอมชมพูหนึ่งเดียวของโลก สลับโขดเขารูปร่างแปลกตาราวกับพื้นผิวขรุขระ ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ทะเลทรายแห่งนี้ในอดีตเป็นเส้นทางคาราวานจากซาอุดีอาระเบียไปยังซีเรียและปาเลสไตน์ ในศึกสงครามอาหรับรีโวลท์ ใช้เป็นฐานบัญชาการในการรบของ ที.อี. ลอว์เรนซ์ และเจ้าชายไฟซาล ผู้นำแห่งชาวอาหรับ เพื่อขับไล่พวกออตโตมันที่เข้ามารุกราน

ป้อมปราการกรุงอัมมานสำหรับ “ทะเลสาบเดดซี” เป็นทะเลสาบเค็มที่สุดในโลก ก็เพราะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถอยู่ได้ จึงได้ชื่อว่าเป็นทะเลแห่งความตาย ทะเลสาบเดดซีตั้งอยู่พรมแดนระหว่างอิสราเอลและจอร์แดน เกิดจากน้ำที่ไหลมาจากลำธารในจอร์แดน มีส่วนผสมของโซเดียมและแมกนีเซียม ทำปฏิกิริยากับน้ำพุร้อนที่อยู่ด้านล่างทะเลสาบ โดยมีความเค็มมากกว่าทะเลอื่นถึง 4 เท่า มีความยาว 76 กิโลเมตร กว้างถึง 18 กิโลเมตร มีจุดลึกที่สุดคือ 400 เมตร และอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 417.5 เมตร นับเป็นพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลก น้ำในทะเลเดดซีมีความหนาแน่นมาก มีเกลือละลายในน้ำถึง 25% จึงทำให้วัตถุลอยเหนือน้ำ แม้แต่คนว่ายน้ำไม่เป็นก็ลอยตัวได้ในเดดซี

หลังจากสัมผัสความยิ่งใหญ่ที่ธรรมชาติบรรจงสรรค์สร้างให้ผืนแผ่นดินจอร์แดน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า โลกนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาล และแท้จริงแล้วมนุษย์เราก็ตัวเล็กนิดเดียว.

ทีมข่าวหน้าสตรี

 

ดีต่อใจ…จิบชาที่ความสูง 1,200 เมตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 28 ม.ค. 2560 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/844547

ช่วงนี้อากาศหนาวๆ ยังคงเหลือให้ไปสัมผัสกันอยู่ที่ทางภาคเหนือ โดยเฉพาะที่เชียงราย ที่มีแหล่งท่องเที่ยวไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ เลย ครั้งนี้แบกกล้องเที่ยวเราถือโอกาสไปจิบชาชิลๆ กันที่ “ไร่ชาฉุยฟง” กันครับ

ไร่ชาฉุยฟง เป็นของ บริษัท ฉุยฟงที จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตใบชารายใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงราย โดยมีประสบการณ์ยาวนานในการเพาะปลูกชามานานกว่า 40 ปี สืบทอดกิจการการปลูกชาตั้งแต่รุ่นพ่อสู่รุ่นลูก ฉุยฟง ในภาษาจีน แปลว่า ภูเขาที่เขียวชอุ่ม

ไร่ชาฉุยฟงใหญ่ๆ มี 2 แห่ง คือ ที่แม่สลองใน อำเภอแม่จัน ห่างจากถนนพหลโยธินแค่ประมาณ 10 นาที และบ้านพญาไพร ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง แต่ทริปนี้เรามาที่อำเภอแม่จัน บนเนื้อที่กว่า 1,000 ไร่ นอกจากวิวสวยๆ แล้วที่นี่ยังมีร้านอาหาร และเครื่องดื่ม เบเกอรี่ให้ชิมมากมาย ขนมเค้กที่นี่จะมีส่วนผสมของใบชา ไปจนถึงอาหารที่ทำจากยอดใบชาสดปลอดสารพิษ

จากจุดที่เราจอดจุดแรก ขับข้ามเนินเขามาจะมีลานจอดรถบนยอดเขาอยู่ 1 จุด แต่เราคิดว่าน่าจะขับเข้าไปเรื่อยๆ หามุมที่น่าสนใจก่อนที่จะจอดรถเพื่อลงเดินสัมผัสบรรยากาศของที่นี่กันให้จุใจ ด้านหนึ่งมีอ่างเก็บน้ำ มีศาลาทรงจีนริมน้ำ ส่วนด้านที่เราเดินมานี้จะเห็นป้ายไร่ชาฉุยฟงสีขาวใหญ่ๆ เป็นมุมที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมาก จากจุดนี้เดินขึ้นไปถึงโรงงานใบชา ร้านชา บนยอดเขาได้ด้วย นับว่าเป็นจุดจอดรถที่เหมาะที่สุดในยามที่มีรถเข้ามาเที่ยวกันเยอะๆ แต่ถ้าวันไหนรถมีน้อยก็ขับไปจอดตรงที่อยากจะถ่ายรูปแล้วก็ย้ายไปเรื่อยๆ ก็ได้

แต่การเดินชมรอบไร่ชาที่จริงก็มีส่วนให้เรามีอายุยืนขึ้นได้ด้วยนะ ได้ออกกำลังกาย และสูดอากาศบริสุทธิ์ ไปพร้อมๆ กัน แต่สำหรับคนที่ชอบความสงบก็ขับรถไปอีกประมาณ 40 กิโลเมตร ขึ้นภูเขาไปสูงอีกหน่อย

ที่นี่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทั้งปี ส่วนช่วงที่แบกกล้องเที่ยวแนะนำให้มาหน้าฝน ไม่ก็ช่วงหน้าหนาวจะฟินสุดๆ เพราะได้ทั้งวิวสวยๆ และจิบชาไปด้วย อยากบอกว่ามันดีต่อใจจริงๆ เลย…

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.baagklong.com
www.facebook.com/baagklong

 

“จุฑาธุชราชฐาน” พระราชวังบนเกาะ…. แห่งเดียวในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/844852

อีกมุมของเกาะสีชัง

เสียงโทรศัพท์จากพีอาร์สาวสวยของ โรงแรมซัมแวร์ เกาะสีชัง กริ๊งกร๊างมาชวนให้ไปชมโรงแรมน้องใหม่ล่าสุดในเครือแคนทารีบนเกาะทางตอนใต้ของอ่าวไทย ที่มีระยะทางห่างจากฝั่ง อ.ศรีราชา ราว 12 กิโลเมตร ด้วยว่าใช้เวลาไม่มาก จึงตกปากรับคำแบบไม่ลังเล

โรงแรมซัมแวร์ เกาะสีชัง
จะว่าไป เกาะสีชัง ถือเป็นเกาะที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯมากที่สุด สามารถเที่ยวได้ภายในวันเดียวหรือ 1 คืน 2 วัน บนเกาะมีทั้งวัง วัด ศาลเจ้า และ ชุมชนเก่าแก่ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวในประวัติศาสตร์อันน่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะชุมชนบนเกาะ ว่ากันว่าเป็นชุมชนเก่าแก่ที่ตั้งถิ่นฐานมานานกว่าร้อยปี

เราไปถึงเกาะสีชังในช่วงสายๆ รถสองแถวของโรงแรมซัมแวร์ ตกแต่งแบบชิคๆน่ารักๆ มารอรับที่ท่าเรือ ไม่ถึง 5 นาที เราก็มาถึงโรงแรมซัมแวร์ โรงแรมเล็กๆขนาด 20 ห้อง ที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน แต่ก็อาจพูดได้ว่าเป็นโรงแรมที่เป็นทางเลือกใหม่บนเกาะในตอนนี้ ต่างจากที่ผ่านมาที่บนเกาะ จะมีเพียงบังกะโลหรือรีสอร์ตประมาณ 2-3 ดาว เรียงรายอยู่ไม่มากนัก สไตล์การตกแต่งของโรงแรมออกแนวรีสอร์ตที่มีกลิ่นอายของบูทีคโฮเต็ล แนวแคริบเบียน เน้นโทนสีฟ้าขาวเป็นหลัก

รถสองแถวรับส่งบนเกาะสีชัง
หลังล้างหน้าล้างตา ดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ พอชื่นใจแล้ว ก็ได้เวลาออกเที่ยวบนเกาะ แน่นอน จุดหมายแรกของเราคือ “พระจุฑาธุชราชฐาน” ซึ่งเป็นพระราชวังบนเกาะแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ความสวยงามของพระราชวังแห่งนี้แทบไม่ต้องบรรยาย ไม่ว่าจะด้วยโลเกชั่นที่ติดทะเล รวมไปถึงตำหนักต่างๆที่อยู่ภายในพระราชวัง

หน้าประตูทางเข้า มัคคุเทศก์น้อยเดินเข้ามาถาม “ต้องการไกด์นำเที่ยวมั้ยคะ”

มัคคุเทศก์น้อยอารมณ์แพ้เด็กๆ มีหรือจะปฏิเสธ ยิ่งรู้ว่าเงินที่เราให้กับเด็กๆเหล่านี้ จะได้แปรเป็นทุนการศึกษาเพื่อสร้างอนาคตของชาติด้วยแล้ว ยิ่งต้องรีบตอบตกลงทันที

เด็กหญิงวัย 10 ขวบ นำเราไปยังจุดต่างๆของพระราชวัง เริ่มจากการสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ซึ่งพระองค์ท่านโปรดให้สร้างพระราชวัง แห่งนี้ขึ้น และใช้เป็นที่ประทับแปรพระราชฐาน และยังเป็นสถานที่ประสูติของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก พระโอรสในพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี นอกจากนี้ยังเป็นที่ประทับพักฟื้นจากอาการประชวรของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ และ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ ด้วย

เรือนวัฒนา..ภายในพระจุฑาธุชราชฐาน
ภายในพระราชวังประกอบด้วยอาคารที่เป็นอนุสรณ์ 3 หลัง คือ เรือนวัฒนา ซึ่งตั้งชื่อตามพระนามของ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี เรือนผ่องศรี ตามพระนามของ พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี และ เรือนอภิรมย์ ซึ่งตั้งตามชื่อของ พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ นอกจากนี้ยังมีเรือนไม้ริมทะเล เป็นอาคารไม้สีเขียว สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างในปีใด เข้าใจว่าน่าจะเป็นเรือนพักตากอากาศของชาวต่างประเทศมาก่อน

เรือนไม้ริมทะล
ทางเดินภายในพระราชวังจุฑาธุชฯ ร่มรื่นสงบ ด้วยต้นไม้ใหญ่ที่มัคคุเทศก์น้อยของเราบอกว่า บางต้นมีอายุมากกว่าพระราชวังเสียอีก เพราะเป็นต้นไม้เดิมที่อยู่บนเกาะ อย่างน้อยๆก็ร้อยกว่าปีขึ้นไปเกือบทุกต้น

ฐานพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ในช่วงแรกของการสร้างพระราชวังนั้น รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้สร้างพระที่นั่ง 4 องค์ ได้แก่ พระที่นั่งโกสีย์วสุภัณฑ์ พระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ พระที่นั่งโชติรสประภาต์ พระที่นั่งเมขลามณี และตำหนัก 14 ตำหนัก แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 กรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส กองทหารฝรั่งเศสได้บุกขึ้นมาบนเกาะสีชังและปิดอ่าวไทย ทำให้การก่อสร้างพระที่นั่งและพระตำหนักต่างๆยุติลง กระทั่งในปี พ.ศ.2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างต่างๆไปสร้างที่อื่น โดยเฉพาะพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ ได้โปรดให้รื้อไม้มาสร้างเป็นพระที่นั่งวิมานเมฆในเขตพระนครแทน

นอกจากพระที่นั่งและพระตำหนักต่างๆแล้ว ยังมีสระอโนดาษ และลานสรง ที่ถือว่าเป็นที่สรงสนานของพระราชวงศ์ อยู่ด้านหลังของพระราชวัง ปัจจุบันยังคงมีน้ำในสระให้ได้เห็นอยู่ด้วย

ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชม. ในการเดินเที่ยวชมรอบพระราชวังจุฑาธุชราชฐาน เราก็มาหยุดกันที่สะพานอัษฎางค์ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นไฮไลต์ของเกาะสีชังไปแล้ว ใครที่มาเกาะสีชังแล้วไม่ได้ถ่ายรูปที่สะพานอัษฎางค์ถือว่ามาไม่ถึง ทั้งยังเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ถูกเลือกให้เป็นที่ถ่ายพรีเวดดิ้งของคู่รักหลายคู่อีกด้วย

สะพานอัษฎางค์
พระอาทิตย์ใกล้ตกดิน เราออกจากจุฑาธุชราชฐาน ไปยังสะพานวชิราวุธ ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยงามอีกแห่งบนเกาะ บางคนเรียกว่า ช่องเขาขาด เพราะภูเขาที่ขาดออกจากกัน มีน้ำทะเลคั่นกลาง เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามอีกจุดหนึ่ง ทั้งเซลฟี่ ทั้งถ่ายรูปจนอิ่มเอมก็ได้เวลากลับเข้าที่พัก

วิวสวยที่ช่องเขาขาด
ไวน์รสเลิศเปิดไว้ให้หายใจ รอ อาหารทะเลสดๆที่ส่งกลิ่นหอมยวนเตะจมูก…

นี่แค่ไม่กี่ ชม.ที่ข้ามฝั่งมายังเกาะเล็กๆแห่งนี้ สิ่งดีๆที่เกิดขึ้นตอบโจทย์ชีวิตว่า บางครั้งคนเราก็ต้องการเพียงแค่ Somewhere หรือที่สักที่ที่ทำให้ความสุขหมุนรอบตัวเรา เหมือนโลกหมุนรอบตัวเอง…ครั้งแล้วครั้งเล่า…นั่นเอง…

 

ปลุกกระแสท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/844928

เมืองไทยเป็นเมืองสวรรค์อันดับต้นๆของโลก ที่นักท่องเที่ยวใฝ่ฝันอยากมาเยือน เพื่อปลุกกระแส “ท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋ สไตล์ลึกซึ้ง” การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นโต้โผจัดงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2560” เปิดสวนลุมพินี วันที่ 25-29 ม.ค.นี้ ชวนคนไทยเที่ยวเมืองไทยให้คึกคักดี๊ด๊าตลอดทั้งปี

งานนี้รวบรวมของดีของเด่นจากทุกภูมิภาคมาไว้ด้วยกันคึกคัก ที่สุด ทั้งอาหารการกิน การแสดงศิลปวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อปลุกกระแสท่องเที่ยวทั่วไทย ภายในงาน แบ่งเป็น 10 โซนกิจกรรมท่องเที่ยว โดยไฮไลต์ไม่น่าพลาดยกให้ “โซนอุทยานไม้ดอก ไม้ประดับ เฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10” จัดนิทรรศการเส้นทางการท่องเที่ยวตามรอยพระบาท 5 ภาค, “โซนท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋ สไตล์ลึกซึ้ง” สร้างสรรค์เป็นหมู่บ้าน 5 ภาค รวมของดีของเด่นจากทุกภูมิภาค เพื่อสร้างการรับรู้เอกลักษณ์ในแต่ละพื้นถิ่น ไม่ว่าจะเป็น “หมู่บ้าน ภาคเหนือ” นำเสนอเรื่องราวแห่งการให้ของราชสกุล “มหิดล” ผ่านชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชาวไทยภูเขาหลายเผ่าพันธุ์ อิ่มเอมกับสวนดอกไม้เมืองหนาวนานาพันธุ์ เรียนรู้วิถีชีวิตคนไทยภูเขา 10 ชาติพันธุ์ ส่วน “หมู่บ้านภาคอีสาน แซ่บนัว” เชิญสักการะพระธาตุพนมจำลองความสูง 10 เมตร พร้อมเครื่องสักการะบายศรีพญานาค 7 เศียร ต้นกระธูปยักษ์ การจำลองบ้านไทยอีสานประยุกต์ “หม่องเบิ่งหนัง” และกิจกรรมตักบาตรข้าวเหนียว

ขณะที่ภาคกลางเปิด “หมู่บ้านสุขกลางใจ ใกล้แค่เอื้อม” ยกบ้านเรือนไทยจำลองใต้ถุนสูง 2 เมตร มาดึงดูดนักท่องเที่ยว แถมด้วยซุ้ม สาธิตช่างสิบหมู่ หัตถกรรม หัตถศิลป์ ซุ้มสาธิตการนวดไทย เพลิดเพลิน กับตลาด 100 ร้าน และการสาธิตอาหารถิ่น 5 ตำรับดัง สำหรับ “หมู่บ้านภาคใต้” มาในคอนเซปต์ “ปักษ์ใต้…ปักหมุดหยุดเวลา” จำลองพระบรมธาตุเจดีย์วัดพระมหาธาตุ จ.นครศรีธรรมราช, ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จ.ปัตตานี และลานปูดำ จ.กระบี่ มาสร้างความคึกคักในงาน ด้าน “สีสันภาคตะวันออก” ก็ภูมิใจเสนอความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวทะเล วัฒนธรรม วิถีชีวิตชุมชน แหล่งท่องเที่ยวเพื่อความบันเทิง อาหารถิ่นขึ้นชื่อ และสินค้า OTOP ที่เป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น โดยจำลองสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆมาครบครัน เด็ดไม่แพ้ใครคือ โซนกิจกรรม ของดีจาก 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ และอาหารถิ่น จาก 5 ภูมิภาค ที่คัดสรรเฉพาะร้านเด่นร้านดัง จากทุกชุมชน พร้อมตื่นตาตื่นใจกับกิจกรรมสารพัดบนเวทีการแสดงใหญ่ ภายใต้แนวคิด “ประเทศไทยเรืองรอง”…รักเมืองไทยเที่ยวเมืองไทย เพื่อเศรษฐกิจไทยเติบโตยั่งยืน.