กางคู่มือเที่ยวญี่ปุ่น! 7 ข้อต้องรู้ ก่อนเหินฟ้าไปเจแปนครั้งแรก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582901

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2559 06:05

 

ปีนี้ใครจะไปญี่ปุ่นยกมือขึ้น! ต้นปีแบบนี้เชื่อว่าหลายคนคงแพลนจะไปเที่ยวแดนปลาดิบ ชมดอกซากุระบาน แต่ถ้าเป็นการเดินทางครั้งแรก คงยังไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ ไม่เป็นไร วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ มาฝากขาเที่ยวสายคาวาอิ

วันนี้ คู่มือเที่ยว ไทยรัฐออนไลน์ มีคำแนะนำมาฝากขาเที่ยวซึ่งจะเดินทางเป็นครั้งแรกมาบอกต่อ หวังว่าคงช่วยให้เตรียมตัวได้มั่นใจมากขึ้น ส่วนจะต้องทำยังไงบ้าง ตามมาดูกันเลย

1. เลือกสถานที่

ประเทศญี่ปุ่นเป็นดินแดนแสนมหัศจรรย์ ไม่ว่าจะเมืองไหนๆ ก็น่าเที่ยว มีสถานที่น่าสนใจเยอะแยะไปหมด ใครที่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ลองแพลนรูทท่องเที่ยวเพื่อชมดอกซากุระดูก่อน น่าจะง่ายที่สุด

สำหรับการไปเที่ยวชมดอกซากุระบาน ขอแนะนำเมืองเกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นนี่แหละเริ่ดที่สุด บรรยากาศเมืองเก่าสวยๆ คลาสสิก และมีดอกซากุระบานเต็มเมือง ฟินสุดๆ นอกจากนี้ยังมีที่ โตเกียว, นาโกย่า, โอซาก้า, ฮิโรชิมะ, ฟุกุโอกะ, นางาซากิ เป็นต้น

เที่ยวชมซากุระบาน

2. เลือกเวลาที่เหมาะสม

แต่ถ้าอยากไปเที่ยวในช่วงอากาศดีๆ แนะนำให้ไปในช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน อากาศเย็นกำลังดี ไม่หนาวมาก ไม่มีหิมะตก ส่วนใครที่อยากชมเมืองท่ามกลางหิมะขาวโพลนก็ต้องไปช่วงเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์

สำหรับสาวๆ หรือคู่รักที่อยากไปชมซากุระบาน ต้องไปช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน และเดือนที่ไม่แนะนำให้ไปเที่ยวเลย เพราะพายุเข้า ฝนตกตลอด คือมันเที่ยวไม่สนุกอะ ก็คือตั้งแต่เดือนมิถุนายน – กันยายน

สาวๆ ญี่ปุ่น

3. การสื่อสาร

ชาวญี่ปุ่นไม่ถนัดภาษาอังกฤษเลย ฉะนั้นการศึกษาภาษาญี่ปุ่นพวกคำพื้นฐานต่างๆ ไว้บ้าง ก็จะเป็นประโยชน์กับตัวคุณเอง เช่น
สวัสดี พูดว่า โคนนิจิวะ, ขอบคุณ พูดว่า อะริกะโตะ, ขอบคุณมาก พูดว่า อะริกะโตะ โกะไซอิมัส, ขอโทษ (Excuse me) พูดว่า ซึมิมาเซน, ขอโทษ (Sorry) พูดว่า โกเมนนาไซ, ใช่ พูดว่า ไฮ (hai), ไม่ พูดว่า ไอ่ (iie), แล้วเจอกันใหม่ พูดว่า มาตะไอมาโช่, ลาก่อน พูดว่า ซาโยนาระ

4. การให้ทิป

เวลาไปเที่ยวญี่ปุ่น เมื่อเราใช้บริการต่างๆ เช่นการเดินทาง ร้านอาหาร บางคนก็จะกังวลเกี่ยวกับการให้ทิปพนักงาน แต่ขอบอกว่าที่ญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องให้ทิปเลย เช่น ร้านอาหารไม่ต้องให้ทิปพนักงานเสิร์ฟ ไปเที่ยวบาร์ไม่ต้องทิปบาร์เทนเดอร์ ไปทัวร์กับไกด์ไม่ต้องทิปไกด์ พักโรงแรมไม่ต้องทิปพนักงานขนกระเป๋า หรือแม้แต่แท็กซี่ ก็ไม่ต้องให้ทิปเช่นกัน

ใช้บริการแท็กซี่ญี่ปุ่นไม่ต้องให้ทิป

5. มารยาทต่างๆ

การตรงต่อเวลา : ประเทศญี่ปุ่นมีความเป็นระเบียบสูงมาก ตารางเวลาต่างๆ จะตรงเป๊ะ! อย่างรถไฟในญี่ปุ่น ขบวนรถไฟจะมาตรงเวลา (บนรถไฟห้ามคุยกันเสียงดัง เตือนตัวเองนะว่าเราไม่ใช่ทัวร์จีน!) การนัดเวลากับไกด์นำเที่ยวเขาก็จะตรงเวลามากๆ ฉะนั้น ไปเที่ยวญี่ปุ่นต้องรักษาเวลาด้วยนะจ๊ะ

การทักทาย : การกล่าวสวัสดีให้โค้งศีรษะลงพร้อมกล่าวทักทาย ถ้าอยากขอบคุณเขาสำหรับการช่วยเหลือ ก็สามารถจับมือเชคแฮนด์ได้ แต่อย่าไปจ้องตา มองหน้าได้และควรค้อมศีรษะลงแต่พองาม จับมือกันสั้นๆ พอเป็นพิธี

บนโต๊ะอาหาร : เช็ดมือด้วยผ้าร้อนบนโต๊ะก่อนทานอาหารทุกครั้ง ถ้าอาหารชิ้นใหญ่ให้ใช้ตะเกียบตัดแบ่งอาหาร แล้วค่อยคีบอาหารเข้าปากคำเล็กๆ อย่าใช้มือทานเด็ดขนาด (ยกเว้นร้านซูชินะ ใช้มือกินจ้า) เวลาทานซุป ให้ยกถ้วยซุปขึ้นมาซดได้เลย และเพื่อส่งสัญญาณว่าคุณอิ่มแล้ว ให้วางตะเกียบไว้บนที่วางตะเกียบ พนักงานก็จะรู้ว่าเข้ามาเก็บจานไปได้

บนโต๊ะอาหารแบบไคเซกิ

กินร้านข้างทาง : คนญี่ปุ่นไม่เดินกิน เวลาซื้อพวกขนมหรือของกินสตรีทฟู้ดข้างทาง เขาจะยืนกินหน้าร้านให้หมดก่อน ถึงเดินเที่ยวต่อ ยกเว้นน้ำเปล่ากับไอศกรีมโคนคงมีอนุโลมบ้าง เพราะเห็นวัยรุ่นส่วนใหญ่ก็มักถือไอติมเดินกินไปด้วย

เวลาพูดคุย : ถ้าเข้าไปถามทางกับชาวญี่ปุ่น เขาจะเต็มใจช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติมากๆ แต่เวลาเขาพูดกับเรา เราควรพยักหน้าไปด้วยตลอดการสนทนา เพื่อบอกให้รู้ว่าเราตั้งใจฟัง และถือเป็นมารยาทที่ดี

การถอดรองเท้า : ถ้าเข้าไปเที่ยวอาคารหรือบ้านที่ต้องเข้าชมด้านใน ส่วนใหญ่ให้ถอดรองเท้า โดยหันปลายรองเท้าออกจากตัวบ้าน แม้แต่ในโรงแรมบางแห่งก็เข้มงวด ตรงทางเดินถ้าสังเกตเห็นว่ามีพรมปูอยู่ ห้ามใส่รองเท้าไปเดินเหยียบบนพรม ต้องถอดรองเท้าก่อนทุกครั้ง

เวลาเดินอยู่ อย่ากินอาหารไปด้วย

6. อาหารที่ต้องลอง

น่าโดนที่สุดเลยก็คือ ราเมนญี่ปุ่น จะบอกว่ากินราเมนเมืองไทยมันไม่อร่อยเหมือนกินที่ญี่ปุ่นจริงๆ นะ ไม่รู้ทำไม อยากให้ไปลองกันแล้วจะรู้! นอกจากนี้ก็มีพวกซูชิ ซาซิมิต่างๆ ซึ่งสด อร่อย และราคาถูกกว่าเมืองไทยซะอีก แล้วก็มีชาบู นาเบะ ข้าวแกงกะหรี่ เหล้าบ๊วย และสาเก

7. สิ่งที่ห้ามพลาดเด็ดขาด

ปิดท้ายที่สิ่งห้ามพลาดเมื่อมาเที่ยวญี่ปุ่น ก็ต้องออนเซ็นสิ รออะไร! แก้ผ้าลงออนเซ็นเลยจ้า แบบว่ามันฟินสุดๆ น้ำร้อนแต่พอลงไปแช่สักพักจะอุ่นกำลังดี พอขึ้นจากน้ำก็ไม่หนาวอย่างที่คิด ขอให้ไปโดนจริงๆ เอาเป็นว่าถ้าเตรียมตัวพร้อมแบบนี้แล้ว ก็ขอให้ไปเที่ยวอย่างมีความสุขกันนะจ๊ะ

เที่ยวช็อปตลาดญี่ปุ่น

10 สุดยอดบ่อน้ำพุร้อนที่ควรหย่อนกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582268

โดย GQ Thailand 29 ก.พ. 2559 16:01

 

เพราะชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าร่างกายเป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินและไม่อาจแยกจากกัน พวกเขาจึงเป็นชนชาติที่รู้จักร่างกายตนเองและใช้ประโยชน์จากดินแดนของตัวเองได้ยอดเยี่ยมที่สุด หนึ่งในพิธีกรรม ‘ปรนเปรอร่างกาย’ ที่ฮอตฮิตตลอดกาลของเมืองหนาวอย่างญี่ปุ่น คือการลงแช่ในน้ำร้อนจัดๆ ที่ผุดขึ้นมาจากใต้ผืนดิน อุดมด้วยแร่ธาตุอันทรงคุณค่าและแสนบริสุทธิ์ กระตุ้นให้เลือดลมสูบฉีด สมองปลอดโปร่ง ชีวิตดีทันตาเห็น

ทั้งประเทศญี่ปุ่นมีแหล่งน้ำพุร้อนอยู่ถึง 27,000 แห่ง และบ่อน้ำร้อนที่มีการสร้างให้เป็นที่พักด้วย ก็มีแล้วกว่า 3,000 แห่ง เยอะขนาดนี้จะไปที่ไหนดี GQ จัดอันดับมาให้แล้ว

1. โฮชิออนเซ็น โชจุกัง จังหวัดกุนมะ

http://www.hoshi-onsen.jp

กล่าวกันว่าเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติซึ่ง Kobo Daishi ผู้เผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบระหว่างออกเดินทางเพื่อเผยแผ่ศาสนา เอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือน้ำพุร้อนที่ไหลผ่านหินที่อยู่ก้นบ่อพร้อมกับอัญมณีต่างๆ ห้องอาบน้ำที่เรียงรายกัน 4 ห้องมีอายุร่วมศตวรรษ ห้องบ่อใหญ่จะเป็นบ่อรวม อุณหภูมิของน้ำจะแตกต่างกันในแต่ละบ่อเนื่องจากขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำตามธรรมชาติ อาคารเก่าแก่ที่สร้างตั้งแต่ปี 1875 (ปีเมจิที่ 8) ให้ความรู้สึกเหมือนได้กลับเข้าไปอยู่ในยุคโบราณ ราวกับว่าเป็นบ่อน้ำพุร้อนที่แอบซ่อนอยู่อย่างลึกลับ

GQ Tips

น้ำพุร้อนของที่นี่ทั้งใสและนุ่มนวล ทำให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายผ่อนคลายได้แบบที่การนวดก็ทำไม่ได้ แนะนำให้ใช้เวลาอ้อยอิ่งในโถงโฮริว ซึ่งสร้างขึ้นในยุคสมัยที่แตกต่างกัน เตาผิงที่อยู่ทางด้านขวาของประตูทางเข้าเป็นสถานที่ที่แขกผู้มาพักจะได้พบปะพูดคุยกันท่ามกลางเสียงไม้เผาในเตาผิงและบทสนทนาที่อบอุ่น

2. อาโซะ จังหวัดคุมาโมโตะ

http://kai-aso.jp

อยู่ในรีสอร์ตโฮชิโนะ ไค อาโซะ ทุกห้องออกแบบโดยอิจิโร่ ซาโต้ ดึงความอุ่นของไม้และหินมาใช้เพื่อให้เกิดบรรยากาศแบบโมเดิร์นอย่างเป็นธรรมชาติ เพดานสูงถึง 4 เมตร และหน้าต่างบานใหญ่ทำให้รู้สึกโล่งสบาย มีแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร ห้องพักทุกห้องถูกออกแบบจัดวางให้รู้สึกราวกับว่าถูกล้อมรอบด้วยป่า เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องห่วงเรื่องสายตาจากภายนอกมารบกวน บ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสในแต่ละห้องพักมีขนาดยาวด้านละ 2 เมตร และยื่นออกไปท่ามกลางแมกไม้ ทำให้รู้สึกได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวกันกับธรรมชาติ

GQ Tips

หากได้ลองแช่น้ำพุร้อนไปพร้อมกับจ้องมองทิวทัศน์ที่มีแสงแดดส่องเข้ามานั้นจะทำให้ลืมเวลาไปได้เลย ไม่ควรพลาดโปรแกรม “BAR แอ่งภูเขาไฟ” ซึ่งเป็นภูมิทัศน์ส่วนหนึ่งของที่นี่

3. อามากุสะ จังหวัดคุมาโมโตะ

www.rikyu5.jp

โรงแรมอิชิยามะริคิว โกโซะโนะคุซึ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของจังหวัดคุมาโมโตะ ผสมผสานความเป็นตะวันออกและตะวันตกไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว ที่พักจะแบ่งเป็นวิลล่า A, B และ C ผสมผสานทั้งความเก่าและใหม่ของอามะกุสะเอาไว้ ส่วนวิลล่า C ที่อยู่บนภูเขานั้นได้แรงบันดาลใจมาจากยุคกลาง แขกผู้มาพักจึงได้สัมผัสกับดีไซน์การออกแบบของหลากหลายเชื้อชาติผสมผสานกันอยู่ และที่ขาดไม่ได้ก็คือบ่อน้ำพุร้อนที่มากับทุกห้องพัก บ่อน้ำพุร้อนจากแหล่งน้ำธรรมชาติแห่งชิโมดะที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 700 ปี นั้นมีผลต่อระบบไหลเวียนของเลือดและระบบประสาท

GQ Tips

วิวพระอาทิตย์ตกดินที่ทะเลจีนตะวันออกมันคือที่สุดแล้ว แนะนำให้ลองมาพักสักสองคืนจะได้ลองห้องทั้งสองแบบ

4. ยูฮิงะอุระออนเซ็น จังหวัดเกียวโต

www.ama-yadori.com

ยูฮิงะอุระออนเซ็นอยู่ภายในที่พักอุโจ โซอัน ซึ่งอยู่ใกล้กับอ่าวคุมิฮามะ ห้องพักทุกห้องแยกออกจากกันเพื่อความเป็นส่วนตัว บ้านของต้นตระกูลที่อยู่ด้านในนั้นมีอายุถึง 150 ปี บ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งในแต่ละห้องใช้เพดานเป็นกระจกทำให้รู้สึกเปิดโล่ง คุณภาพของน้ำพุร้อนมีค่าความเป็นด่างต่ำ ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คืออาหารท้องถิ่นของแถบคันไซที่ใช้วัตถุดิบอันหลากหลายตามฤดูกาล โดยเฉพาะที่ห้องอาหารส่วนตัว “อามะซึมิสุ” ที่ใช้วัตถุดิบในพื้นที่ สดใหม่ อิ่มกายสบายท้อง

GQ Tips

– แนะนำให้เลือกแพลนแบบ “Daizagani” รับรองว่าฤดูหนาวในทังโกะจะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน

– เห็ดมัสซึทาเกะในช่วงนี้มีกลิ่นหอมแบบที่คุณจะไม่มีวันลืม

5. โอซาวะออนเซ็น จังหวัดอิวาเตะ

www.oosawaonsen.com

โอซาวะออนเซ็น จิซุยบุ โทจิยะ มีทั้งบ่อน้ำพุร้อนเพื่อรักษาโรคเหมือนในสมัยโบราณและครัวรวมที่แขกสามารถทำอาหารได้ด้วยตัวเอง มีระบบจัดการที่เข้าใจง่าย ให้แขกผู้เข้าพักจ่ายเฉพาะสิ่งของที่ใช้ไปเท่านั้น เช่น เครื่องนอน ชุดยูกาตะ และวัตถุดิบทำอาหาร ใครอยากเอามาเองก็ได้เช่นกัน ผู้ที่มาพักสามารถเลือกใช้บริการโปรแกรมต่างๆ รวม 5 แบบ มาเป็นกลุ่มก็เข้าท่า มาเดี่ยวก็เข้าที มาคู่ก็โรแมนติก

GQ Tips

แม้จะมีอุปกรณ์ให้แขกทำอาหารเอง แต่ถ้าขี้เกียจก็สามารถสั่งอาหารมาจากที่พักในเครือเดียวกันอีกสองแห่งได้ บ่อน้ำพุร้อนรวมที่อยู่ขนาบข้างแม่น้ำ เหมาะกับคู่รักจะลงแช่ด้วยกัน ส่วน “น้ำพุร้อนรักษาโรค” ในโรงอาบน้ำรวมนั้นเป็นน้ำพุร้อนธรรมดาที่มีสีใสและมีค่าเป็นด่าง มีผลทั้งช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้า ช่วยรักษาโรคระบบทางเดินอาหารแบบเรื้อรัง อาการปวดข้อต่อและประสาทต่างๆ

6. นิวโตะออนเซ็น จังหวัดอาคิตะ

www.tsurunoyu.com

จุดเด่นของนิวโตะออนเซ็นในเรียวกังซึรุโนะยุ คือควันสีขาวที่ลอยคลุ้งเหนือน้ำพร้อมกับกลิ่นของกำมะถัน กล่าวกันว่ามีผลต่อการรักษาโรคความดันเลือดสูงและเส้นเลือดแดงแข็งตัว สามารถเข้ามาใช้บริการเฉพาะแค่บ่อน้ำพุร้อนก็ได้ (ทุกวันจันทร์จะใช้ได้เฉพาะบ่อด้านใน) เรียวกังซึรุโนะยุออนเซ็นอยู่ในหมู่บ้านน้ำพุร้อนในเขานิวโตะ จังหวัดอาคิตะ ที่มีประวัติเก่าแก่ที่สุด คุณภาพของน้ำพุร้อนนั้นมีหลากหลาย ทางเดินไปสู่ที่พักยังเป็นเส้นทางตามธรรมชาติที่อยู่ท่ามกลางหุบเขาลึก

GQ Tips

จองที่พักได้ผ่านทางโทรศัพท์เท่านั้น (0187-46-2139) นอกจากที่พักหลังที่2และ 3แล้วทุกห้องมีบริการเสิร์ฟอาหารที่ห้องพัก หม้อไฟเสิร์ฟแบบญี่ปุ่นในภาชนะทาสีแบบ Kawatsura-nuri อร่อยล้ำ แนะนำให้พักช่วงฤดูหนาว ภาพของบ่อน้ำพุร้อนท่ามกลางหิมะที่ทุกคนเคยจินตนาการไว้จะกลายเป็นความจริง อีกทั้งยังมีเตาผิงและหลังคาใบจาก ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน

7. ชิโอะบาระออนเซ็น จังหวัดโทจิกิ

www.myogaya.com

ออนเซ็นในที่พักเมียวกะยะฮอนกังจะทำให้เรารู้สึกได้ถึงแรงดันจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ นี่เป็นแหล่งน้ำพุร้อนที่เพิ่งผุดขึ้นมาเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปี 2012 นี่เอง จุดเด่นคือน้ำที่ปนสีดำเหมือนน้ำหมึก น้ำในบ่ออาบน้ำทุกบ่อรวมถึงของที่พักในเครือเดียวกันล้วนมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติทั้งหมด ทีเด็ดของที่นี่ก็คือบ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งริมแม่น้ำกลางหุบเขาที่ให้คุณนั่งมองวิวแม่น้ำและฟังเสียงคลื่นกระทบหินไปด้วย มีบ่อออนเซ็นหลากหลายชนิดรวม 10 แบบให้เลือก ทั้งบ่อน้ำด้านในที่มีน้ำสองสีแบบที่เรียกว่า ‘นิโกะริยุ’

GQ Tips

พลาดไม่ได้คือศาลาโบราณซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์เรโทร ผสมผสานความเป็นตะวันออกกับตะวันตกเอาไว้ ซึ่งออกแบบโดยคุณเก็นอิจิโระ ซูซูกิ ลูกศิษย์ของ Frank Lloyd Wright

น้ำพุร้อนของที่นี่คือน้ำเกลือที่มีความเข้มข้นค่อนข้างสูง สามารถทำให้ร่างกายอบอุ่นได้ถึงภายใน จึงทำให้เวลาที่ลุกออกมาจากบ่อน้ำพุแล้วเหงื่อก็ยังไหลไม่หยุด อย่าตกใจ

8. บ่อน้ำพุร้อนอาราชิยามะ จังหวัดเกียวโต

www.suirankyoto.com

ส่วนหนึ่งของซุยรัน ลักชัวรี่ คอลเล็กชั่น โฮเทล เกียวโต คือบ่อน้ำพุร้อนในพื้นที่อาราชิยามะแห่งนี้ ซึ่งเพิ่งจะเกิดใหม่ในปี 2015 นี้เอง ห้องพักทั้งหมด 35 ห้อง มี 17 ห้องที่มีบ่อน้ำพุร้อนในตัว คุณภาพของน้ำพุที่อาราชิยามะเป็นน้ำพุร้อนธรรมดาที่มีค่าความเป็นด่างต่ำ ห้องอาหาร “เคียว ซุยรัน” ของเขาพิเศษมาก ตรงที่เคยเป็นบ้านพักตากอากาศของโชโซ คาวาซากิ หรือผู้ให้กำเนิดตำนานแบรนด์คาวาซากินั่นเอง

GQ Tips

– อย่าลืมจองที่นั่งสำหรับร้านเทปันยากิ “คันซัง” ของที่นี่กันด้วย

– ช่วงที่แนะนำคือฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งจะสามารถมองเห็นวิวของใบไม้เปลี่ยนสีบนภูเขาอาราชิยามะได้จากห้องพัก

– บ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้ง “ราคุ” ที่จำกัดให้ใช้บริการได้เฉพาะแขกที่มาพักและต้องจองไว้เท่านั้น

9. อุระบังได จังหวัดฟุกุชิมะ

www.hotelliaalto.com

อยู่ในโฮเตลลิ อารุโตะ โรงแรมบนภูเขาคอนเซ็ปต์ใหม่ที่ผสมผสานเรียวกังแบบญี่ปุ่นเข้ากับไลฟ์สไตล์แบบยุโรปตอนเหนือ โดยสถาปนิก 3 คนได้ร่วมกันแปลงโฉมบ้านพักบนภูเขาที่มีอายุราว 40 ปี ใหม่ทั้งหมด ให้กลายเป็นห้องพักทั้ง 13 ห้อง ที่ให้บรรยากาศโมเดิร์นแบบยุโรปตอนเหนือ ในห้องพักเดี่ยวมีเตาผิงฝังพื้น ระเบียง และบ่อน้ำพุร้อนส่วนตัว

GQ Tips

ช่วงกลางฤดูหนาวบ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งจะสวยงาม เป็นเหมือนถ้ำหิมะเลยทีเดียว

10. บ่อน้ำพุร้อนฮิงาชินารุโกะ จังหวัดมิยะงิ

www.ohnuma.co.jp

อยู่ในที่พักฮาคุเน็น ยูยาโดะ เรียวกัง โอนุมะ โด่งดังในเรื่องน้ำพุร้อนเกลือโซเดียม ไฮโดรเจน คาร์บอเนต จากแหล่งน้ำพุส่วนตัว ช่วยให้ผิวสวยนุ่มลื่นเพราะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าออกไป ห้องพักทุกห้องเป็นห้องแบบญี่ปุ่น มีโรงอาบน้ำพุร้อนเพื่อรักษาโรคให้เลือกได้อีก4แบบ ไฮไลต์คือบ่อน้ำพุร้อนนารุโกะ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นบ่อน้ำพุร้อนอันเก่าแก่มีประวัติยาวนานถึง 1,200 ปี

GQ Tips

– ใครมีปัญหาสุขภาพ แนะนำบ่อรวม “Yakushi Senri Furo” เพราะใส่หินช่วยรักษาโรคลงไปในน้ำอย่าง “อินโนะยุ” หรือบ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้ง “โมริโนะยุ” ที่อยู่ด้านหลังภูเขาซึ่งให้ความรู้สึกที่พิเศษมาก (ต้องจองก่อนและเสียค่าบริการเพิ่ม)
– เด่นเรื่องอาหารมังสวิรัติกับข้าวกล้องหอมๆ

ที่มา – http://www.gqthailand.com/life/view/?url=10-hotttest-onsen-of-japan

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

“ชมผลงานศิลปะ บ้านศิลปินแห่งชาติ ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/583202

โดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ 28 ก.พ. 2559 05:01

 

อาคารหอศิลป์ Palazzo Pavone.

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2310 เป็นวันพระราชสมภพของพระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พระองค์ทรงเป็นอัครศิลปินที่ยิ่งใหญ่ ทรงมีพระอัจฉริยภาพในงานศิลปะหลายสาขา

ทางด้านประติมากรรมทรงร่วมกับช่างประติมากรรมฝีมือเยี่ยมในสมัยนั้น แกะสลักบานประตูไม้พระวิหารวัดสุทัศน์วราราม เป็นลายเครือเถารูปป่าหิมพานต์ ทางด้านวรรณกรรม ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมไว้หลายเรื่อง เช่น อิเหนา ซึ่งเป็นวรรณคดีที่ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ 6 ว่าเป็นยอดของกลอนบทละครรำ นอกจากนี้ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอกไว้ถึง 5 เรื่อง ได้แก่ ไกรนอก พระไชยเชษฐ์ คาวี สังข์ทอง และ มณีพิชัย

คำประกาศเกียรติคุณศิลปินแห่งชาติ.

ด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในด้านวรรณกรรม ทรงได้รับการยกย่องจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกสาขาวรรณกรรม

คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติให้วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันศิลปินแห่งชาติ เพื่อเป็นการแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเพื่อส่งเสริมสนับสนุนศิลปินให้เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท

ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ.

เพื่อเป็นการยกย่องและเชิดชูเกียรติศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะของชาติให้เป็นที่ปรากฏต่อสาธารณชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้มอบรางวัลให้แก่ศิลปินที่มีผลงานดีเด่นในด้านต่างๆ โดยดำเนินการเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 เป็นต้นมา

ในเดือนนี้จึงขอเล่าถึง ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์) ปี พ.ศ.2541 ซึ่งผู้เขียนมีโอกาสได้รู้จักและคุ้นเคยกับอาจารย์ประหยัดมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่สมัยที่ได้รับเชิญไปเป็นอาจารย์พิเศษคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ก่อนที่อาจารย์ประหยัดจะ จากไปเมื่อเดือนกันยายน 2557

ชื่อภาพ ครอบครัวม้า.

เมื่อครั้งที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้จัดพิธีเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติ ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2557 ผู้เขียนก็ได้ไปร่วมแสดงความยินดีและเยี่ยมชมแกลเลอรี่ของอาจารย์ประหยัดด้วย

ในครั้งนั้นอาจารย์ประหยัดเล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่มาทำแกลเลอรี่แสดงงานศิลปะอยู่ที่เขาใหญ่ เกิดจากช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ.2554 ครอบครัวของอาจารย์ประหยัดย้ายออกจากบ้านในกรุงเทพฯ ไปเช่า รีสอร์ตที่ชลบุรีอยู่นานเป็นเดือน ระหว่างนั้นอาจารย์ประหยัดยังทำงานศิลปะ และรู้สึกว่ามีสมาธิกับการทำงานเป็นอย่างดี จึงคิดอยากหาสถานที่เหมาะๆในต่างจังหวัด สร้างบ้านพัก สตูดิโอ และแกลเลอรี่สำหรับแสดงงานศิลปะ

ชื่อภาพ ม้าสามตัว.

หลังจากที่ไปดูที่ดินหลายแห่ง ไปพบทำเลที่ถูกใจที่เขาใหญ่ และได้เริ่มปรับพื้นที่ก่อสร้างอาคารต่างๆมาเรื่อยๆ จนสำเร็จเป็น บ้านศิลปินแห่งชาติ ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ และหอศิลป์ Palazzo Pavone

ส่วนที่เป็นแกลเลอรี่เปิดให้เข้าชมโดยไม่เก็บค่าผ่านประตู ตามเจตนารมณ์ของอาจารย์ประหยัดที่อยากให้เยาวชนและผู้ที่สนใจงานศิลปะได้ชมเพื่อการศึกษา ภายในอาคารจัดแสดงงานศิลปะ โดยรวบรวมผลงานของอาจารย์ ประหยัด ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษา มีงานศิลปะหลายรูปแบบทั้งภาพเขียนสีน้ำมัน ภาพเขียนสีน้ำ ภาพพิมพ์สีน้ำมัน ภาพพิมพ์สีน้ำ งานประติมากรรม งานแกะสลัก

บรรยากาศภายในหอศิลป์.

อาจารย์ประหยัดเคยกล่าวไว้ว่า อยากให้งานศิลปะดีๆอยู่ในประเทศไทย ชาวต่างชาติที่ไหนอยากจะดู ต้องมาดูที่เมืองไทย แต่ในความเป็นจริง เมื่อมีการซื้อขายเปลี่ยนมือกันต่อๆไป ก็ยากที่จะควบคุมให้เป็นอย่างที่ต้องการได้ เท่าที่ทราบปัจจุบันมีผลงานบางชิ้นอยู่ที่อิตาลี บางชิ้นอยู่ที่ญี่ปุ่น ถ้ามองในแง่ดีก็นับว่าเป็นการเผยแพร่ฝีมือศิลปินชาวไทยให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศ

ส่วนผลงานที่ยังอยู่ในความดูแลของครอบครัว ลูกๆของอาจารย์ตั้งใจว่าจะเก็บรักษางานของอาจารย์อย่างดีที่สุด หากมีความจำเป็นจะต้องเปลี่ยนมือไป ก็อยากให้อยู่กับหน่วยงานของรัฐหรือสถาบันศิลปะในประเทศไทย

อาจารย์ประหยัดมีความสนใจในศิลปะตั้งแต่ยังเด็ก ชอบวาดรูป ชอบเรียนวิชาศิลปะ เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาสอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนเพาะช่าง เรียนอยู่ได้สองปีก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปากรได้ เมื่อเรียนอยู่ชั้นปีที่ 5 ได้รับความไว้ใจจากศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ให้ช่วยสอนวิชาพื้นฐานทางศิลปะ เมื่อจบการศึกษาแล้วได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยศิลปากร

ชื่อภาพ เทียน 72 ดวง.

หลังจากเป็นอาจารย์อยู่ระยะหนึ่ง อาจารย์ประหยัดสอบชิงทุนไปศึกษาศิลปะที่ประเทศอิตาลี และเมื่อสำเร็จการศึกษาในปี 2504 ก็กลับมารับราชการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรต่อเนื่องมาจนเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ.2538
ผลงานที่ภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต คือการได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เขียนภาพประกอบในหนังสือพระมหาชนก และได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ออกแบบ ลวดลายพื้น และเขียนภาพเพดานพระวิหารใหม่ วัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัด ฉะเชิงเทรา ซึ่งนอกจากออกแบบแล้วอาจารย์ประหยัดยังปีนนั่งร้านขึ้นไปเขียนภาพเพดานบางส่วนเอง โดยมีทีมงานช่างฝีมือช่วยกันเขียนตามที่อาจารย์ได้ออกแบบไว้

หากไปชมแกลเลอรี่ที่เขาใหญ่ ก็จะได้เห็นภาพเขียนที่จำลองมาจากงานออกแบบลวดลายพื้น และลวดลายเพดานวิหารวัดโสธรวรารามวรวิหาร ซึ่งได้นำมาจัดแสดงไว้ด้วย

บรรยากาศบริเวณรีสอร์ต.

ผลงานศิลปะของอาจารย์ประหยัดมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างภาพสัตว์ต่างๆ เช่น ไก่ แมว ม้า นกเค้าแมว อาจารย์ประหยัดมีเทคนิคพิเศษในการสร้างสรรค์ให้ดวงตาของสัตว์ในภาพเป็นสีทองแวววาว แม้ว่าบางภาพผ่านกาลเวลามาร่วมสี่สิบปีแล้วสีทองยังสวยสุกใส

ผู้ที่รักและสนใจงานศิลปะ สามารถไปชมผลงานฝีมือศิลปินแห่งชาติ ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ ได้ที่หอศิลป์ Palazzo Pavone ตั้งอยู่ที่ถนนธนะรัชต์ กม.12 ตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลข โทรศัพท์ 08-1427-8907

บ้านศิลปินแห่งชาติ ศาสตราจารย์เกียริคุณประหยัด พงษ์ดำ.

มีร้านอาหารและกาแฟ ร้าน จำหน่ายของที่ระลึก เช่น แก้วกาแฟ เสือยืด ผ้าพันคอ ปลอกหมอนอิง เปิดบริการเวลา 09.00 น. ถึง 16.30 น. (หยุดวันพุธ) และถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศไปพักผ่อนในบรรยากาศสบายๆท่ามกลางธรรมชาติ ก็มีบริการห้องพักและบ้านพักซึ่งเป็นกิจการเล็กๆของครอบครัวศิลปินแห่งชาติ ที่ทำเพื่อนำรายได้มาใช้ในการดูแลรักษาหอศิลป์ Palazzo Pavone ให้คงอยู่เพื่อประโยชน์ทางด้านการศึกษาศิลปะได้ตลอดไป

แม้ว่าศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ จะจากไปแล้ว ผลงานอันทรงคุณค่าของท่านจะปรากฏอยู่ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและชื่นชมไปอีกนาน

ดังคำกล่าวของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ว่า “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น”

…..สวัสดี

ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์

จากขุนยวมถึง ‘ภูชี้เพ้อ’ อันซีนแห่งใหม่ของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582445

โดย แบกกล้องเที่ยว 27 ก.พ. 2559 16:03

 

สวัสดีท่านผู้อ่านไทยรัฐทุกท่านครับ สัปดาห์นี้ “แบกกล้องเที่ยว” จะพาไปรู้จักกับอำเภอ “ขุนยวม” จังหวัดแม่ฮ่องสอน หรือ “เมืองสามหมอก” เมืองที่ปกคลุมไปด้วยสายหมอก และมีสภาพภูมิศาสตร์โอบล้อมขุนเขา จึงทำให้แม่ฮ่องสอนเป็นเมืองท่องเที่ยวทางภาคเหนือ ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ต่างหลั่งไหลเดินทางมาเที่ยวสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ และชมความงดงามของสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ หลายคนรู้จักเมืองขุนยวม ว่าเป็นเมืองแห่งทางผ่านเพื่อที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวตามอำเภออื่นๆ แต่วันนี้ แบกกล้องเที่ยว จะพาทุกท่านไปชมความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ของอำเภอขุนยวมครับ

ที่แรกคือ “ทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ” ราชินีดอกไม้สีเหลืองแห่งขุนเขา เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงลำดับต้นๆ ของอำเภอ ขุนยวม ที่ตั้งห่างจากที่ทำการอำเภอขุนยวมประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีลักษณะเป็นทิวเขาเขียวสูงขึ้นสลับด้วยทิวทุ่งดอกบัวตอง เหลืองอร่ามทั่วพื้นเขา มีพื้นที่ประมาณ 500 กว่าไร่ เมื่อเดินขึ้นไปยังดอยแม่อูคอแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถชมวิวได้ทั่ว มีศาลาชมวิวที่สร้างขึ้นไว้รองรับนักท่องเที่ยวอยู่หลายแห่งเลย

ช่วงเวลาที่เหมาะสมแก่การท่องเที่ยว คือ เดือนพฤศจิกายน จนถึงต้นเดือนธันวาคม แต่ละปีจะบานช้าเร็วแตกต่างกันครับ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ในช่วงเวลาดังกล่าว จะมีการจัดงานเทศกาลดอกบัวตองบานขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ชมความงดงามของทุ่งดอกบัวตองที่บานสะพรั่งเหลืองอร่ามไปทั่วยอดดอย ซึ่งจะมีให้ชมเพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น ขอแนะนำว่าให้มาลองชมพระอาทิตย์ตกดินที่นี่ดูครับ โดยพระอาทิตย์จะลับเหลื่ยมเขา สะท้อนกับดอกบัวตองสีเหลืองเป็นภาพที่สวยงามยิ่งนัก ส่วนหลังจากชมพระอาทิตย์ตกดินแล้ว แนะนำให้หาที่พักในตัวเมืองขุนยวม มีโรงแรมที่พักมากมาย ที่สำคัญสะอาดแล้วราคาก็ไม่แพงเลย

หลังจากนั้นจากตัวอำเภอขุนยวม เราตื่นกันตอนตี 4 ครึ่งครับ เพื่อที่จะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้ากันที่ “ภูชี้เพ้อ” ที่ตั้งอยู่ในหน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอด อ.ขุนยวม อยู่ก่อนถึงทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ 5 กิโลเมตร ในระดับความสูง 1,818 เมตรจากระดับน้ำทะเล ภูชี้เพ้อ ถือเป็นจุดวิวแห่งใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก เป็นจุดชมวิวสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้น และสายหมอกคลอเคล้าไปตามทิวเขาสลับซับซ้อนอันงดงาม

การเดินทางต้องใช้รถกระบะเท่านั้น เนื่องจากเส้นทางบางช่วงไม่ค่อยดีนัก เป็นดินลูกรังค่อนข้างชัน ถ้าใครไม่มีรถก็สามารถติดต่อรถผ่านทางที่พักในตัวเมืองขุนยวมได้เลยครับ ค่ารถจะอยู่ที่ 500-800 บาทต่อเที่ยว หลังจากถึงหน่วยจัดการต้นน้ำแม่หยอด ต้องเดินเท้าขึ้นไปในเส้นทางที่ค่อนช้างชันอีกประมาณ 1 กม. ใช้เวลาเดินประมาณ 30-45 นาที ควรเริ่มเดินเท้าขึ้นไปประมาณตี 5 ครึ่ง เพื่อให้ทันพระอาทิตย์ขึ้น อย่าลืมเอาไฟฉายติดตัวไปด้วย

พอขึ้นมาถึงจุดชมวิวต้องบอกว่า คุ้มค่าเหนื่อยจริงๆ พอพระอาทิตย์ขึ้นแล้วแสงยิ่งสวยครับ เราจะเห็นวิวของทิวเขา กับสายหมอกบางๆ ถ้าวันไหนโชคดีอาจะได้เห็นทะเลหมอกสุดสายตาเลย เพราะจากภูชี้เพ้อ เราสามารถมองเห็นทุ่งบัวตองได้เลย ข้างหลังไกลๆ นั้นมีทะเลหมอกด้วย แต่ถ้าใครอยากพักที่ข้างบนนี่ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ แนะนำว่าให้พักที่ด้านล่างจะดีกว่าครับ เพราะเหมาะกับการถ่ายรูปมากกว่า

ครั้งต่อไป “แบกกล้องเที่ยว” จะพาทุกท่านไปไหนอีกอย่าลืมติดตามนะได้ทุกวันเสาร์นะครับ…

ตอบทุกคำถาม เรื่องเที่ยว กิน ช็อป คุยกันเพลินๆ เชิญมาที่ แบกกล้องเที่ยวwww.itravelhip.com, www.facebook.com/baagklong

เฮ้ย…ฮิปมากอะ! 7 ร้านเด็ด GIFT in ไทยลั่น เก๋กู้ดมีชิ้นเดียวในโลก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/583210

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.พ. 2559 14:25

 

เพิ่งเปิดม่านสุดชิคกันไปวันแรกเมื่อวานนี้ สำหรับงาน GIFT in ไทยลั่น งานกิฟท์ เทศกาลขนม ของขวัญ และดนตรี ครั้งที่ 34 ประจำปี 2559 ของคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ไม่บอกก็รู้ว่า ต้องมีเด็กฮิปสเตอร์ไปเที่ยวเดินชิลกันเพียบ

งานฮิป ชิค เก๋ ขนาดนี้ ไทยรัฐออนไลน์ เลยไม่พลาดที่จะไปเก็บสีสันงานที่สนุกสนานคึกคักมาฝากกัน พร้อมทั้งปักหมุดร้านเด็ด สินค้าแฮนด์เมดฝีมือของเหล่านักศึกษาสายอาร์ต มาให้ได้ชม ใครจะไปตามพิกัดร้านเหล่านี้ล่ะก็ ตามมาทางนี้เลย

1. เซรามิกเก๋สุดๆ

ร้านแรกที่สะดุดตาเลยก็คือ ร้านเครื่องปั้นดินเผางานเซรามิก รูปร่างรูปทรงเป็นแนวฟรีฟอร์ม เป็นงานแฮนด์เมดสุดชิคเหมาะกับการซื้อไปเป็นของขวัญของฝาก มีทั้งกระถาง แก้ว ช้อน จานชาม เครื่องประดับ ที่สำคัญคือการออกแบบงานแต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หาซื้อไม่ได้ตามตลาดทั่วไปแน่นอน สนนราคาแก้วน้ำสวยๆ เริ่มต้นที่ 300 บาท

เซรามิกสวยๆ

หน้าร้านขายเซรามิก

2. แหวนประดิษฐ์ ร้าน Resindrome

ร้านนี้ลูกค้ามุงหน้าร้านแน่นมาก ขอบอก พอเข้าไปชมเท่านั้นแหละถึงกับร้อง ว้าว! เพราะร้านนี้เขาประดิษฐ์แหวนจากเรซิ่น ทำเองทุกขั้นตอน เป็นงานแฮนด์เมดที่แปลก แหวกแนว ไม่ซ้ำใครจริงๆ บางวงมีแค่วงเดียวในโลก เพราะทำเอง คิดออกแบบเองทุกอย่าง สนนราคาวงละ 100 บาทเท่ากันทั้งร้าน

คนรุมเต็มร้าน

แหวนเรซิ่นสุดแนว

3. ผ้าปัก ร้าน Ratta.embroider

ร้านนี้หวานมาก เหมาะกับสาวๆ ที่ชอบงานฝีมือพวกเย็บปักถักร้อย เขาขายสินค้าผ้าปักเป็นลวดลายต่างๆ แล้วนำมาทำเป็นกรอบรูป และเข็มกลัดเก๋ๆ ทีเด็ดคือ เขารับออเดอร์สินค้าด้วยนะ อยากได้ลายแบบไหนก็บอกแม่ค้าได้เลย สำหรับเข็มกลัดราคาอันละ 40 บาท ส่วนกรอบรูปราคาขึ้นอยู่กับลวดลาย ราคาเริ่มต้นที่ 450 – 600 บาท

ผ้าปักแบบเป็นกรอบรูป

เข็มกลัดออกแบบเอง

4. พวงกุญแจไม้แฮนด์เมด

มาต่อกันที่ งานทำมือน่ารักอีกอย่าง นั่นคือ งานพวงกุญแจไม้ ที่พิมพ์คำเท่ๆ ของบนไม้ให้ด้วย มีให้เลือกหลายข้อความโดนใจ สามารถนำไปห้อยกับพวงกุญแจ ห้อยกระเป๋า หรือแฟลชไดรฟ์ก็ได้ มีทั้งแบบสติ๊ก และแบบขนาดกะทัดรัด สนนราคาอันละ 20 บาท ทั้งร้าน ซื้อ 7 แถม 1

5. ต้นไม้จิ๋ว ร้าน Minature_c

ร้านนี้ขายบอนไซขนาดจิ๋ว คือจิ๋วแต่แจ๋ว เพราะความน่ารักเอาไปสิบคะแนนเต็ม สนนราคาเริ่มต้นที่กระถางละ 300-420 บาท นอกจากนี้ยังมีต้นไม้ประดับจำพวกแคคตัสราคากระถางละ 100 บาท และมีชุดต้นไม้ในโหลแก้วราคาเริ่มต้นที่ 490-690 บาท เหมาะกับคนรักต้นไม้มากๆ

บอนไซจิ๋ว

ร้านต้นไม้ก็มานะ

6. Port สายชาร์จมือถือ

เป็นสินค้าฮอตฮิตสำหรับสมัยนี้เลยก็ว่าได้ เพราะทุกคนใช้สมาร์ทโฟน และสายชาร์จของพวกเราก็มักจะเจ๊งง่าย โดยเฉพาะบริเวณตรงหัวปลั๊ก งานนี้ก็เลยต้องใช้ Port มาครอบติดไว้เพื่อยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น อย่างเช่น ร้านนี้ที่เขาทำพอร์ตออกมาเป็นรูปไอศกรีมน่ารักๆ มีให้เลือก 2 แบบ ถ้าสีเดียวล้วนราคา 100 บาทเท่านั้น แต่ถ้าสีทูโทน ราคา 180 บาทจ้า

ทำออกมาเป็นรูปไอติมแท่ง น่ารัก

ที่ใส่สายชาร์จมือถือ

7. แหวนดอกไม้เรซิ่น ร้าน Getnature.House

มาปิดท้ายกันที่ร้านเครื่องประดับเก๋ๆ อีกร้าน นั่นคือ แหวนประดิษฐ์เรซิ่นใส่ดอกไม้และใบไม้ไว้ข้างใน สวยไปอีกแบบ ใครชอบงานสวยประณีต หรูหรา แบบนี้ห้ามพลาดมาชมนะจ๊ะ สนนราคาเริ่มต้นที่ 250-300 บาท

แหวนเรซิ่นสวยๆ

มีให้เลือกหลายแบบ

ภายในงาน GIFT in ไทยลั่น เทศกาลขนม ของขวัญ และดนตรี ครั้งที่ 34 ประจำปี 2559 นอกจากจะมีสินค้าให้เลือกชมเลือกช็อปมากมายแล้ว เขายังมีโซนเวทีคอนเสิร์ตดนตรีสด โซนอาหาร และโซนกิจกรรม workshop จากทุกสาขาวิชาการออกแบบของคณะมัณฑนศิลป์ ที่จะสอนการออกแบบของต่างๆ ให้ด้วยนะ เปิดงานตั้งแต่เวลา 15.00-24.00 น. จ้า

ซุ้มขายน้ำในงานไทยลั่น

ร้านผัดไทย

บาร์บีคิวร้านนี้อร่อย มีหมู ไก่ เนื้อ ไม้ละ 25 บาท

โซนอาหารน่ากิน

สาวๆ มาช็อปกระจาย

โซนเวทีแสดงดนตรีสด

เคสมือถือสุดชิค

โซนอาหาร ร้านผัดไทยเข่งปลาทู

ป้ายหน้างาน เริ่ดสุดๆ

ว้าว! สปอยล์ 7 สุดเจ๋งก่อนไป ‘มหาสมุทร คันทรี่ คลับ’ ใหญ่สุดในเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582215

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.พ. 2559 06:05

 

เบื่อแล้วสิกับสถานที่พักผ่อนบรรยากาศเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็น ทะเล น้ำตก หรือว่าภูเขาดอยตุง จะดีกว่าไหม ถ้าเปลี่ยนเป็นวิลล่า-บ้านพักตากอากาศสุดหรูแบบส่วนตั๊ว ส่วนตัว พร้อมกิจกรรมเอ็กซ์ตรีมสุดมันส์ให้เลือกเล่นเพียบได้ตลอดวัน อย่าง ‘โครงการ มหาสมุทร คันทรี่ คลับ’ ณ เมืองหัวหิน ก็เป็นไอเดียที่ไม่เลว …

‘มหาสมุทร ลากูน’ ขอต้อนรับทุกท่าน =)

ใหญ่อลังการเว่อร์ !

ล่าสุด ไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสชมโปรเจกต์ทั้งหมดของ ‘มหาสมุทร หัวหิน’ ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปไม่นาน ในงาน ‘The Sound of MahaSamutr’ ซึ่งมีทั้งส่วนมหาสมุทร ลากูน และมหาสมุทร วิลล่า ต้องบอกเลยว่า ทุกอย่างตลอดจนบรรยากาศภายในไม่ธรรมดา เอ็กซ์คลูซีฟเหมาะที่จะมาพักผ่อนในช่วงวันหยุดลองวีคเอนด์สุดๆ บรรยากาศสุดหรูริมหาดถูกเนรมิตตกแต่งอย่างสวยงามราวกับชายหาดต่างประเทศก็ไม่ปาน อีกทั้งยังเต็มไปด้วยกิจกรรมสันทนาการ และกีฬากลางแจ้งที่หาได้ยากในเมืองไทย

‘ณัฐ สารสาส’ เป็นเทรนเนอร์สอนกีฬา แพดเดิ้ล บอร์ด

ซึ่งแน่นอนเราเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเก็บเรื่องน่ารู้เจ๋งๆ เกี่ยวกับสถานที่พักผ่อนสุดไฮเอนด์ล่าสุด ณ เมืองหัวหินนี้มาฝากกัน … เชื่อเถอะเพียงแค่เห็นภาพ คุณก็อยากจะมีบ้านส่วนตัวระดับเอ็กซ์คลูซีฟ ไพรเวทเก็บไว้สักหลัง !

บรรยากาศดีสุดๆ

1. ‘มหาสมุทร ลากูน’ ทะเลสาบ และชายหาดส่วนตัวแบบแมน-เมดที่ใหญ่สุดในเอเชีย เป็นส่วนหนึ่งของ ‘โครงการ มหาสมุทร คันทรี่ คลับ’ ตั้งอยู่บนพื่นที่ 75 ไร่ และมีความยาวมากกว่า 800 เมตร ที่นี่จัดเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเมืองหัวหิน เป็นศูนย์กลางทำกิจกรรมทางสังคม และกีฬา รวมถึงสร้างไลฟ์สไตล์ และจุดนัดพบแห่งใหม่ให้ผู้คนมีระดับพบปะสังสรรค์กัน

2. บอสหนุ่มไฟแรง ‘ยิ่ง-สรพจน์ เตชะไกรศรี’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) เป็นผู้พัฒนา ‘โครงการ มหาสมุทร คันทรี่ คลับ’ ที่รายล้อมด้วย ‘มหาสมุทร ลากูน’ ทะเลสาบ แมน-เมด ส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และ ‘โครงการ มหาสมุทร วิลล่า’ บ้านพักตากอากาศระดับไฮเอนด์แบบฟรีโฮลต์ บนพื้นที่รวมกว่า 130 ไร่ โดยมีมูลค่ารวมทั้งหมด 2 โครงการประมาณ 7 พันล้านบาท

บอสหนุ่มไฟแรง ‘ยิ่ง-สรพจน์ เตชะไกรศรี’

3. ‘โครงการ มหาสมุทร วิลล่า’ ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 55 ไร่ โดยมีบ้านพักตากอากาศระดับไฮเอนด์ สไตล์เจแปนนิสโมเดิร์นสุดโก้ จำนวน 80 หลัง มาพร้อมดีไซน์ 2 รูปแบบ คือ เกเบิล รูฟ วิลล่า และ ไทรแองเกิล รูฟ วิลล่า ซึ่งแต่ละหลังประกอบด้วย 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ ห้องแม่บ้าน พร้อมที่จอดรถ 3 คัน วิลล่าเรียบหรูนี้ผสมผสานความเรียบง่าย และความเป็นส่วนตัวกลมกลืนไปกับธรรมชาติ ซึ่งหากใครที่ได้ไปพักผ่อนจะสัมผัสได้กับความไพรเวท ลักชัวรี่อย่างแท้จริง อย่างไรก็ดี ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 50 ล้านบาทต่อหลัง (อ่านไม่ผิดหรอกนะ ว้าวเลยใช่ไหมล่ะ!)

มหาสมุทร วิลล่า – บ้านพักตากอากาศระดับไฮเอนด์ !

ในบ้านค่อนข้างกว้าง และหรูหรามากทีเดียว …

ห้องนั่งเล่นกว้างขนาดนี้ จะนั่งจะนอนได้สบาย ก็เอาใจไปเลยล่ะกัน! =)

4. ‘มหาสมุทร คันทรี่ คลับ’ เป็นศูนย์รวมไลฟ์สไตล์เพื่อการพักผ่อน ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของสมาชิกทุกเพศ ทุกวัย และทุกไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะกีฬาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กีฬาทางน้ำ กีฬาในร่ม หรือกีฬากลางแจ้ง อาทิ พายเรือคยัค, จักรยานกระโดดบนน้ำ (Water Skipper), แพดเดิล บอร์ด, วินด์เซิร์ฟ, ดำน้ำ, เทนนิส, วอลเลย์บอลชายหาด, รักบี้, พิลาทิส, โยคะ หรือ สนามสควอช เป็นต้น

มีกิจกรรม (ทางน้ำ) สุดมันส์ให้คุณเล่นเพียบ !

วอลเลย์บอลชายหาด

‘Water Trampoline’ ก็น่าสนุกนะ…ว่าไหมล่ะ ?!

มี Life Guard คอยเซฟความปลอดภัยตลอดเวลา …

5. ‘ทะเลสาบ แมน-เมด’ (สีเทอควอยซ์) เป็นการสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยของ คริสตัล ลากูนส์ คอร์ปอเรชั่น ที่ให้คุณภาพน้ำสะอาด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยใช้สารเคมีน้อยกว่าระบบสระว่ายน้ำทั่วไป 100 เท่า และใช้น้ำน้อยกว่าสนามกอล์ฟมาตรฐานถึง 30 เท่า ซึ่งเทคโนโลยีนี้สามารถปรับใช้ได้กับสภาพน้ำทุกประเภท ทั้งน้ำทะเล น้ำจืด และน้ำกร่อย แต่ถึงกระนั้นน้ำใน (ทะเลสาบ) ลากูนก็จะถูกควบคุมคุณภาพด้วยระบบ Telemetry System เพื่อคงสภาพความสวยใส-สะอาดของทั้งน้ำ และชายหาด!

น้ำใสจนเหมือนทุกอย่างลอยได้เลยอ่ะ ! Photoshop รึเปล่าเนี่ย?!

6. นอกจาก ‘มหาสมุทร’ จะเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเมืองตากอากาศยอดนิยมอย่างหัวหิน เป็นจุดหมายสำหรับการพักผ่อนระดับลักชัวรี่แล้ว ทว่ายังยกระดับธุรกิจการให้บริการ และอสังหาริมทรัพย์ในเมืองหัวหินให้ติดอันดับต้นๆ ของประเทศด้วย

หรูหราใช่เล่นเลย !

7. สุดท้าย ‘โครงการ มหาสมุทร คันทรี่ คลับ’ เป็นไพรเวทคันทรี่ คลับแห่งแรกในเมืองหัวหิน ตั้งอยู่ที่ซอยหัวหิน 112 อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากกรุงเทพฯ ใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง (200 กิโลเมตร) เท่านั้น ซึ่งหากใครสนใจก็เดินทางไปเยี่ยมชมกันได้นะจ๊ะ… !

ถ้าได้มาสักครั้งแล้วจะติดใจ =)

ย้อนอดีตวิถี..คนริมน้ำ “จันทบูร–ควนคราบุรี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582697

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.พ. 2559 05:01

 

ทอดสายตาจุดชมวิว “เนินนางพญา”

ห้วงเวลาหนึ่ง ถ้าปล่อยให้มือและสมองได้หยุดพัก แล้วพากายและใจไปเสพและสัมผัสธรรมชาติ ชีวิตคงจะดีและมีสีสันไม่น้อย

และทริปนี้ จันทบุรี…หรือชื่อเดิมของเมืองว่า “ควนคราบุรี” คือจุดหมายปลายทางที่เราจะไปปักหมุดบันทึกความประทับใจกับการสัมผัสธรรมชาติ ที่มีการ์ตูนนิสต์ชื่อดัง อย่าง “น้าชัย” หรือ ชัย ราชวัตร เป็นหัวหน้าทัวร์กิตติมศักดิ์นำเที่ยว แค่เริ่มคิดก็สนุกซะแล้ว

จุดลั่นชัตเตอร์หน้าโบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล

รูปหล่อพระนางมารีอา ประดับพลอย 2 แสนเม็ด

รถตู้เคลื่อนพาหนีกรุง มุ่งไปทางด่วนมอเตอร์เวย์ เพียง 2 ชั่วโมงเศษ เราก็ได้ไปเช็กอินที่แรกกันที่ “ชุมชนริมน้ำจันทบูร” ซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่อยู่ติดกับแม่น้ำจันทบุรี มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่กลุ่มชนชาวจีน ญวน และเวียดนาม อพยพมาตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำจันทบุรี ปัจจุบันยังมีวิถีชีวิตของย่านการค้าเก่าให้เห็นในฐานะเป็นศูนย์การค้าที่รุ่งเรืองมากในอดีต

ชาวบ้านดั้งเดิมยังคงอาศัยปักหลักใช้ชีวิตเรียบง่ายริมฝั่งแม่น้ำ เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ที่นี่ยังคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวคลาสสิก ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดหากมีโอกาสได้มาเยือนจันทบุรี ยังไม่ทันเริ่มเดินสำรวจ เสียงน้ำย่อยในท้องก็ร้องออกมาพร้อมๆกัน พวกเราเลยลงความเห็นว่า กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ว่าแล้ว หัวหน้าทัวร์กิตติมศักดิ์ ของเรา ก็เดินนำไปยัง “ร้านเจ๊อี๊ด” ร้านก๋วยเตี๋ยวทะเลเลื่องชื่อของชุมชนริมน้ำจันทบูร ที่เปิดขายมานานหลายสิบปี

แซ่บสะกดใจกับ “ยำไก่หิมพานต์”

ทีเด็ดของร้านนี้ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ก็คือ “เมนูรวมเจ้าสมุทร” ก๋วยเตี๋ยวต้มยำใส่เครื่องทะเลแน่นๆ ทั้งกุ้ง กั้ง ปู ปลาหมึก รวมมาในชามเดียว ราดด้วยน้ำซุปต้มยำรสชาติจี๊ดจ๊าดสะเด็ดยาด ส่วนอีกเมนูที่เด็ดไม่แพ้กัน ได้แก่ “ข้าวหน้าทะเล” เสิร์ฟตามมาติดๆ ข้าวสวยร้อนๆ ใส่เนื้อกุ้ง ปู กั้ง พร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ด ตักราดบนเนื้อทะเลชุ่มๆ บอกได้คำเดียวว่าฟิน

อิ่มหนำสำราญกันแล้วก็ได้เวลาเดินเล่น เลียบริมน้ำจันทบุรี ไปตามถนนสุขาภิบาล ความยาวราว 1 กิโลเมตร สองข้างทางขนาบด้วยบ้านไม้เก่าและตึกปูน สร้างผสมผสานตามแบบสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมไทย จีน ญวณ ฝรั่งเศส มีเอกลักษณ์พิเศษ สังเกตได้จากช่องลม ระเบียง ซุ้มประตู ที่มีลวดลายที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ ฝีมือการฉลุลายของช่างฝีมือจันทบุรี บางหลังมีการอนุรักษ์ให้สวยงาม บางหลังก็เสื่อมสลายผุพังไปตามสภาพ

เมนู “รวมเจ้าสมุทร” จานเด็ดร้าน “เจ๊อี๊ด”

และก็เหมือนตลาดเก่าริมน้ำทั่วๆไป ที่บ้านบางหลังเปิดหน้าร้านขายอาหารโบราณ ทั้งผัดไทยโบราณ ไอศกรีมจรวด ขนมไทย ร้านขายสมุนไพรจีน หรือแม้แต่ของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อ เลือกสรรตามความพอใจ อีกส่วนหนึ่ง คนรุ่นใหม่เข้าไปปรับแต่งบ้านเก่าให้เป็นร้านกาแฟ เค้กโฮมเมด ร้านนมสด ฯลฯ

ที่สะดุดตาเห็นจะเป็นบ้านหลังหนึ่ง มีเลขหน้าบ้านว่าเป็นบ้านเลขที่ 69 เป็นบ้านเก่าของขุนอนุสรสมบัติ ปัจจุบันจัดเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน ริมน้ำจันทบุรี รวบรวมประวัติ ความเป็นมาของย่านเมืองเก่าจันทบุรี ถือเป็นอาคารอนุรักษ์หลังหนึ่งที่สมบูรณ์ที่สุดของชุมชนแห่งนี้ อีกด้านหนึ่งของบ้านเปิดเป็นโรงแรมที่พักให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศเก่าอย่างเต็มอิ่ม

ให้อาหาร “เจ้ากระต่ายน้อย”

นอกจากเดินเล่นเพลินๆแล้ว ชุมชนริมน้ำเก่าแก่แห่งนี้ ยังมีจุดถ่ายรูปให้บรรดาชาวอินดี้ และฮิปสเตอร์ได้ลั่นชัตเตอร์กันเพียบ ทั้งมุมกำแพงอิฐเก่า ประตูไม้เก่า ที่มีความพยายามสร้างสรรค์งานศิลปะบนกำแพงบ้านให้คนต่างถิ่นได้โพสท่าถ่ายรูปเก๋ไก๋แบบไม่มีเบื่อหลังเดินจนสุดทาง เราเดินวกกลับมาทางเดิม ข้ามสะพานไม้เล็กๆ ที่เรียกว่าสะพานนิรมล เป็นสะพานข้ามแม่น้ำจันทบุรี ไปยัง อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล หรือ โบสถ์คาทอลิกจันทบุรี สถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่เก่าแก่ และงดงามที่สุดในประเทศไทย ภายในตกแต่งด้วยกระจกสีที่เรียกว่า “สเตนกลาส” เป็นภาพนักบุญ อาสนวิหารแห่งนี้ คริสต์ศาสนิกชนได้ร่วมกันสมทบทุนกว่า 10 ล้านบาท จัดสร้างรูปหล่อพระนางมารีอาประดิษฐาน ฝีมือช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ทำด้วยทองคำขาวน้ำหนัก 76 กก. สูง 1.20 เมตร ประดับด้วยพลอยที่นำมาจากทั่วโลก ผสมกับพลอยจันทบุรี โดยช่างต้องทำการฝังทีละเม็ดจนครบ 2 แสนเม็ด รวมทั้งสิ้น 2 หมื่นกะรัต ใช้เวลาสร้างนานถึง 7 เดือน จึงแล้วเสร็จ

ออกจากโบสถ์คริสต์ ไปต่อกันที่ “จุดชมวิวเนินนางพญา” ที่ว่ากันว่า ถ้าไม่มาที่นี่ ก็ไม่ถึงจันทบุรี และเมื่อมาถึงก็จริงอย่างคำคนลือ เพราะกวาดสายตามองไปรอบๆ ต้องยอมสยบให้กับวิวสวยๆ 360 องศา ที่เห็นทั้งถนนเฉลิมบูรพาชลทิตเลียบหาดโค้งตามภูเขา ท้องฟ้าสีคราม น้ำทะเลใสแจ๋ว แถมที่นี่ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดอีกแห่งหนึ่งของจันทบุรีด้วย

น้าชัยและพี่จ่อยในวันสบายๆ

หลังรับลมชมวิวกันหนำใจได้เวลาเดินทางต่อไปยัง อ.ท่าใหม่ เพื่อเสพธรรมชาติ ที่ “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ที่นอกจากจะได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเลแล้ว ระหว่างทางเดินศึกษาธรรมชาติของอ่าวคุ้งกระเบน ซึ่งเป็นป่าชายเลน ยังมีต้นไม้นานาพันธุ์ ที่ทำให้บรรยากาศรื่นรมย์ไม่น้อยเลยทีเดียว

สูดโอโซนศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน

เที่ยวแบบเสาะหาสรรสาระหลายก็ได้เวลาเข้าที่พัก คืนนี้น้าชัยนำเสนอ “แรบบิซ ฮิลล์ รีสอร์ท” ซึ่งเป็นรีสอร์ตบนเนินเขาส่วนตัว ตั้งอยู่ที่เขาวงกต อ.แก่งหางแมว ที่นี่มีจุดชมวิวที่เราสามารถมาชมแสงสุดท้ายของพระอาทิตย์ได้แบบอารมณ์ร่มๆในใจ เห็นนามสกุลเจ้าของรีสอร์ตแล้ว ก็รู้เลยว่าไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่เป็นน้องสาวคนสุดท้องของน้าชัย ชื่อ “พี่จ่อย” อรุณี กตัญญุตานันท์ นั่นเองพี่จ่อยบอกว่า ทำรีสอร์ตแห่งนี้ เพราะต้องการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการพักผ่อนแบบปล่อยอารมณ์ให้ผ่อนคลายไปกับธรรมชาติ

ห้องพักของเราคืนนี้ ชื่อว่า “สวีทตี้ บันนี่ พูลวิลล่า” เป็นพูลวิลล่าแบบ 2 ห้องนอน ตั้งอยู่บนเนินเขา มีจากุซซี่ส่วนตัวไว้แช่ผ่อนคลาย หรือถ้าใครไม่อยากแช่ตัวให้ผิวแห้ง ก็สามารถที่จะนอนบนฟูกนุ่มๆ ชมวิวแบบ 180 องศา ของอุทยานแห่งชาติเขาชะเมาได้

เดินทอดน่องที่ “ตลาดจันทบูร” เก่าแก่ แต่คลาสสิก

ห้องพักของที่นี่มีหลายแบบ สร้างลดหลั่นไปตามสภาพพื้นที่ที่เป็นเนินสูงต่ำ เน้นการดีไซน์แบบเรียบหรู นอกจากพักผ่อนแล้ว ที่นี่ยังมีห้องสำหรับคู่ฮันนีมูน และกิจกรรมหลากหลายทั้งขี่จักรยานเสือภูเขา ให้อาหารกระต่ายในฟาร์ม หรือจะอบสมุนไพรให้สดชื่นก็แล้วแต่ที่สบายใจกันเลย

แล้วก็ถึงเวลาอาหารค่ำ พี่จ่อยลำเลียงเมนูจานเด็ดออกมาให้ชิมไม่ขาดสาย ทั้ง ยำไก่หิมพานต์ ไก่ต้มกระวาน ผัดปลากะพงทอดยำสมุนไพร หมูชะมวง ยำหมูยอ พิซซ่า โฮมเมด ปิดท้ายด้วยของหวานรสเลิศอย่าง “อัฟโฟกาโต” ที่ใช้กาแฟเอสเพรสโซ่เข้มข้นราดใส่ไอศกรีมวานิลลา แถมแต่งลูกเล่นด้วยช็อกโกแลตแท่ง แบบว่า…มันเริ่ดมากจริงๆ

มุมสวีตเอกเขนกในพูลวิลล่า

ที่พักชิคๆ “แรบบิซ ฮิลล์ รีสอร์ท”

น่าเสียดายที่เวลาดีๆ มักจะอยู่กับเราไม่นาน หลังพักผ่อนสุขกาย อุ่นใจได้ไม่กี่ชั่วโมง ก็ต้องกลับสู่โหมดปกติของชีวิตมนุษย์เงินเดือน

แต่ไม่ว่าจะยังไง เสน่ห์ของจันทบุรีที่ได้มาเยือนคราวนี้ บอกได้เลยว่า ครั้งหน้าจะมาอีก…อดใจรอไม่นาน…!!!

แจ๋วดีต้องบอกต่อ! 4 เคล็ดลับเลือกกระเป๋าเดินทาง แบบไหนเหมาะกับคุณ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575587

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.พ. 2559 14:05

 

เมื่อฤดูกาลของการท่องเที่ยวมาถึง หลายคนคงจะเตรียมเลือกกระเป๋าเดินทางคู่ใจที่จะใช้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ ไปด้วยกัน แต่นอกจากจะคำนึงถึงเรื่องความทนทาน ความจุและการใช้งานที่คุ้มค่าแล้ว…

สิ่งสำคัญที่จะช่วยทำให้การเดินทางดูสมบูรณ์แบบมากขึ้นนั่นก็คือ ดีไซน์ของกระเป๋าที่สวยงามดูหรูหราเหมาะกับคนรุ่นใหม่ ‘พลอย-มนันยา วันทนียกุล’ นักธุรกิจสาวทายาทบริษัทโลจิสติกส์ชื่อดัง เอาเคล็ดลับมาฝากชาวไทยรัฐออนไลน์

เคล็ดลับเลือกกระเป๋าเดินทาง

ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสไม่พลาดนำเคล็ดลับการเลือกกระเป๋าเดินทางจาก ‘พลอย-มนันยา วันทนียกุล’ ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายกระเป๋าเดินทาง ‘บริคส์’ (Bric’s) เพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย มาฝากกัน

พลอย- มนันยา วันทนียกุล

1. การเลือกกระเป๋าเดินทาง ขั้นแรกต้องคำนึงถึงไลฟ์สไตล์ของเรา หรือโอกาสและจังหวะที่เราจะไปท่องเที่ยวในครั้งนั้นๆ

2. บางทีเราไปทำธุรกิจ อุปกรณ์ที่เรานำติดตัวไปมันจะต้องมีสมุด แล็ปท็อป ไอแพด เราก็ต้องเลือกกระเป๋าที่มีฝาหน้าเพื่อความสะดวกในการใช้งาน

3. ถ้าเราไปเที่ยวพักผ่อน อยากเอาของไปให้ได้เยอะที่สุด แต่เบาที่สุด เราก็ควรเลือกกระเป๋าที่เป็นผ้าไนลอน มีน้ำหนักเบา จะได้จุสัมภาระได้เยอะ

4. ถ้าจะเดินทางไกล มีสิ่งของที่จะแตกหักง่าย ก็ควรเลือกกระเป๋าที่ทำจากโพลีคาร์บอเนต เพราะจะทำให้ของข้างในไม่ถูกบีบอัด ก็ต้องเลือกตามความเหมาะสมของทริป

ไปญี่ปุ่นช่วงนี้ไม่มีพลาดหิมะแน่! สแกน 5 เมืองสั่นระริก สวยสะท้านต้องไป!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580766

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.พ. 2559 06:05

 

ไม่ใช่แค่ช่วงดอกซากุระบานเท่านั้น ที่นักเดินทางนิยมไปเที่ยวแดนปลาดิบ แต่รู้รึเปล่า? ว่าช่วงหน้าหนาวที่หิมะตกโปรยปราย กลับกลายเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวที่ฮอตฮิตไม่แพ้กัน

วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปส่องเมืองหิมะน่าชมในประเทศญี่ปุ่น 5 เมือง ที่เรียกว่าฮิตติดใจนักท่องเที่ยวสุดๆ โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์นี้ ก็เป็นเดือนสุดท้ายของฤดูหนาวแล้ว (อาจหนาวต่อเนื่องไปจนถึงต้นเดือนมีนาคม) ใครอยากไปเที่ยวชมหิมะสวยๆ ล่ะก็ จัดไปให้ด่วนๆ

ส่วนจะมีที่ไหนบ้าง ตามมาดูกัน

1. โอซาก้า

สำหรับเมืองโอซาก้า เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวไทยให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะหน้าหนาว จะนิยมไปเที่ยวชมหิมะและงานเทศกาลประดับไฟฤดูหนาว โดยเขาจะประดับไฟไปรอบเมืองและสถานที่สำคัญต่างๆ กว่า 10 แห่ง ทำให้ยามค่ำคืนของที่นี่ คุณจะได้ชมเมืองหิมะท่ามกลางแสงไฟที่สวยงามไปอีกแบบ

วิวเมืองในหิมะยามค่ำคืน

2. ซัปโปโร เกาะฮอกไกโด

เกาะฮอกไกโด ถือเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวหน้าหนาวในประเทศญี่ปุ่น เพราะที่นี่เวลาหิมะตกลงมา จะเห็นวิวเทือกเขาขาวโพลนไปด้วยหิมะฟรุ้งฟริ้ง สวยงามมาก นอกจากนี้เมืองต่างๆ บนเกาะก็จะมีการจัดเทศกาลชมหิมะอยู่หลายแห่ง เช่น เมืองซัปโปโร จะมีเทศกาลหิมะเมืองซัปโปโร (Sapporo Snow Festival) ประกวดประติมากรรมหิมะนานาชาติ แต่ถ้าไปเจอช่วงที่หิมะตกหนา จะต้องเตรียมอุปกรณ์กันหนาวไปให้พร้อม เพราะฤดูหนาวกลางวันจะสั้นกว่าปกติ และหิมะจะปกคลุมหนามาก ระวังไม่สบายแล้วจะเที่ยวไม่สนุก

เที่ยวชมเทศกาลหิมะซัปโปโร

3. ทาคายามา

อีกหนึ่งเมืองที่ห้ามพลาด คือ ทาคายามา หากคุณนึกถึงสถานที่สวยๆ ของญี่ปุ่นในฤดูหนาว ต้องไปเที่ยวชมหมู่บ้าน ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านที่ได้รับการลงทะเบียนให้เป็นมรดกโลก ที่นี่หมู่บ้านชาวนาเล็กๆ ที่สร้างสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ โอบล้อมด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน ทางตอนกลางของเกาะฮอนชู

ก่อนจะถึงหมู่บ้าน จะต้องข้ามสะพานแขวนทอดยาวข้ามแม่น้ำโชกาวะ พอมาถึงก็จะพบบ้านมุงหลังคาด้วยฟางแบบโบราณซึ่งหาชมได้ยาก สวยงามมากๆ สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบ ‘กัสโช’ (Gassho-zukuri) หรือ ทรงพนมมือที่โดดเด่น ซึ่งมีเพียงไม่กี่ที่ในโลก หมู่บ้านนี้อายุมากกว่า 250 ปี มีบ้านสไตล์กัสโชมากถึง 113 หลัง และบ้านสไตล์ญี่ปุ่นอีกกว่า 300 หลัง

หมู่บ้านท่ามกลางหิมะที่ ชิราคาวาโกะ

หิมะฟูๆ หนาๆ สวยงาม

คลิกดูเพิ่มเติมได้ที่ หมู่บ้านน้ำตาลไอซิ่ง! 

4. ยามางาตะ

ส่วนใครที่อยากไปเที่ยวชมหิมะแบบหรูหราสักหน่อย พร้อมมีกิจกรรมให้เล่นอย่าง สกีหิมะ ต้องไปที่นี่ เมืองยามางาตะ เป็นที่โด่งดังในหมู่นักท่องเที่ยว ซึ่งรู้กันว่าเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการเล่นสกี และยังเป็นที่ตั้งของสกีรีสอร์ตชื่อดังของประเทศญี่ปุ่นอย่าง ยามางาตะ ซาโอะ ออนเซ็น แถมยังเป็นแหล่งบ่อน้ำพุร้อนยอดนิยมอีกด้วย เดินทางก็สะดวกเพราะมีบริการรถไฟด่วนชิงกันเซ็น (นั่งแค่ 2 ชม.เอง) ว้าว! ครบครันสุดๆ

ความงามบนยอดไม้ หลังหิมะตก

5. โตเกียว

มาปิดท้ายกันที่เมืองหลวงของแดนอาทิตย์อุทัยอย่าง เมืองโตเกียว กันดีกว่า ที่นี่นอกจากเป็นแหล่งช็อปปิ้งที่ดีที่สุดแล้ว ในช่วงหน้าหนาวคุณยังจะได้ท่องราตรีชมเมืองศิวิไลซ์ในบรรยากาศท่ามกลางหิมะตก ได้สัมผัสอากาศหนาวแบบเต็มๆ ชมคนเมืองเดินออกมาทานข้าว พบปะสังสรรค์กันตามร้านรวงต่างๆ ชมสาวญี่ปุ่นคาวาอิกางร่มท่ามกลางเกล็ดหิมะโปรยปราย แค่นี้ก็ฟินไปกับบรรยากาศหิมะตกได้สุดชิล จริงป่ะ?

หิมะกลางกรุงโตเกียว มีเสน่ห์ไปอีกแบบ

เสิร์ฟความสุขส่งท้ายเดือนแห่งรัก! 7 งานเด็ดต้องไปโดน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582434

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.พ. 2559 06:05

 

สวัสดีวันหยุดสุดสัปดาห์จ้า มาพบกันอีกเช่นเคยกับโปรโมชั่นลดราคาต่างๆ รวมถึงงานน่าเดินเที่ยว เหมาะสำหรับหนุ่มสาวได้ไปใช้เวลาว่างเดินเล่นชิลๆ ผ่อนคลายให้ตัวเองหลังจากเคร่งเครียดกับงานมาตลอดสัปดาห์

วันนี้ ปฏิทิน ไทยรัฐออนไลน์ จะชวนไปชมการแสดงศิลปะภาพถ่ายครั้งใหญ่ของไทย จากช่างภาพไทยฝีมือดีผู้ถ่ายทอดความงามของริ้วหางปลากัด นอกจากนี้ยังมีงานสินค้าลดราคาเอาใจขาช็อป โปรโมชั่นห้องอาหารสุดหรู และตลาดแนวไลฟ์สไตล์น่าเดินชม แชะ ชิล อีกหลายงาน

ถ้าพร้อมแล้ว ตามมาเช็กลิสต์ทางนี้เลย

1. Symphony of Betta นิทรรศการศิลปะภาพถ่ายปลากัด

ดูภาพถ่ายสวยๆ ขั้นเทพ

วันนี้-13 มี.ค. 2559 ชวนคนไทยไปร่วมชื่นชมผลงานช่างภาพฝีมือดีในงาน “Symphony of Betta (ซิมโฟนี่ ออฟ เบตต้า) : บทเพลงแห่งมีน นิทรรศการศิลปะภาพถ่ายปลากัด” ณ บริเวณ ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

นิทรรศการนี้เป็นผลงานของ วิศรุต อังคทะวานิช ช่างภาพไทยชื่อดังระดับโลก คัดสรรผลงานมาสเตอร์พีซ กว่า 30 ชิ้น สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ไม่เคยจัดแสดงที่ใดมาก่อน ระหว่างงานยังจัดให้มีเวิร์กช็อป ในวันเสาร์ที่ 27 ก.พ. 2559 เวลา 14.30 น.

โดย วิศรุต จะมาเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การถ่ายภาพ พร้อมแนะนำเทคนิคการถ่ายภาพแก่ผู้ร่วมเวิร์กช็อป โดยผู้ที่ถ่ายภาพจะได้รับภาพที่ตนเองถ่ายพร้อมลายเซ็นคุณวิศรุต ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดเพื่อรับสิทธิ์ร่วมเวิร์กช็อปได้ที่ Facebook : Visarute Angkatavanich สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2793 7426, 09 0954 1459

2. เดอะ เซนต์ รีจิส มอบโปรโมชั่นอาหารสุดหรู

ห้องอาหารวูวส์

วันที่ 8 – 12 มี.ค. 2559 ชวนคนชอบชิมมาลองเมนูใหม่ที่ห้องอาหารวูว์ ณ โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ โดยได้เชฟ “ไมเคิล ดีน” เชฟผู้ครองตำแหน่งมิชลินสตาร์เชฟยาวนานที่สุดเป็นเวลา 14 ปีติดต่อกันในไอร์แลนด์ มารังสรรค์เมนูใหม่ให้ที่นี่โดยเฉพาะ

เมนูใหม่ ได้แก่ แซลมอนหมักเหล้าจีน บีทรูทอบผักชีซอสเนย, แก้มหมูบาร์บีคิวสไตล์ไอร์แลนด์ กะหล่ำปลีย่างและไส้กรอกดำ, นกพิราบ ขนมปังกับต้นหอม มะเขือเทศ และแครอตในซอสวิสกี้, ซี่โครงเนื้ออบเบียร์ และหัวหอมเผา, รูบาร์บเคี่ยวน้ำผึ้งและนมเปรี้ยวเย็น เป็นต้น

อาหารหรู ใครอยากลองเชิญทางนี้

อาหารจะเสิร์ฟในรูปแบบ อะ ลาคาร์ท เซตเมนูอาหารมื้อกลางวัน และมื้อค่ำ ได้แก่
– เซตราคาเริ่มต้นที่ 7,500 บาทต่อท่าน สำหรับ 7 คอร์สเมนู เสิร์ฟคู่กับไวน์
– เซตราคาเริ่มต้นที่ 5,100 บาทต่อท่าน สำหรับ 7 คอร์สเมนู
– เซตราคาเริ่มต้นที่ 6,000 บาทต่อท่าน สำหรับ 5 คอร์สเมนู เสิร์ฟคู่กับไวน์
– เซตราคาเริ่มต้นที่ 4,200 บาทต่อท่าน สำหรับ 5 คอร์สเมนู
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่ง โทร. 0 2207 7777

3. Amarin Brand Sale

ลดราคามาอีกแล้วจ้า

วันนี้ – 5 มี.ค. 2559 ชวนไปช็อปสินค้าแบรนด์ดังราคาสุดคุ้มในงาน “Amarin Brand Sale : Quiksilver Roxy Dc Sale” ณ อีเวนต์ฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า ภายในงานพบกับ สินค้าท้าลมร้อนที่กำลังจะมาถึงมาให้ช็อปกันสนั่นเมือง เสิร์ฟโปรโมชั่นลดราคาสูงสุดถึง 80% มีทั้งเสื้อผ้าแฟชั่น บีชแวร์ ชุดว่ายน้ำ รองเท้า เครื่องประดับ หมวก กระเป๋า ฯลฯ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2650 4704

4. สตรีทฟู้ดเมืองไทย เก๋ไก๋กว่าเดิม

ใครชอบสตรีทฟู้ด ห้ามพลาด

วันนี้ – 28 ก.พ. 2559 ชวนมาชิมอาหารแนวสตรีทฟู้ดรูปแบบใหม่ในงาน “พลิกโฉมสตรีทฟู้ดเมืองไทยให้เก๋ไก๋กว่าเดิม” ณ ลาน C และ D ด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ภายในงานพบกับ กิจกรรมการประกวดรถเข็น การประกวดอาหารสร้างสรรค์ การจัดงานเทศกาลอาหาร พบ 7 สุดยอดรถเข็นสตรีทฟู้ดที่คุณยังไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน แปลงโฉมสตรีทฟู้ดไทย ให้หน้าตาแจ่มแจ๋วและรสชาติอร่อยกว่าที่เคย สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2250 5500

5. THE ROOFTOP MARKET

เดินชมตลาดบนรูฟท็อป

วันนี้ – 27 ก.พ. 2559 ชวนไปเดินเที่ยวชิลๆ ในงาน “THE ROOFTOP MARKET Ep.1” ณ ตึกฟอร์จูนทาวน์ ชั้น 10 ภายในงานพบกับ ฟรีคอนเสิร์ตทั้ง 2 วัน เดินช็อปสินค้าแฟชั่น อาหาร เครื่องดื่ม มีโซน workshop และ D.I.Y. พบกับตลาดเก๋ๆ ท่ามกลางบรรยากาศใหม่ๆ บนดาดฟ้าใจกลางกรุง ติดสถานีรถไฟฟ้า MRT พระราม 9 สอบถามเพิ่มเติม โทร. 06 2535 6545, 09 2596 9662

6. หนีร้อน ตะลอนชิม

งานกินมาอีก ไม่มีขาดตอน

วันที่ 29 ก.พ. – 5 มี.ค. 2559 ชวนคนชอบกินไปอิ่มฟินกันที่งาน “เทศกาลความอร่อย ตอน หนีร้อน ตะลอนชิม” ณ บริเวณชั้น 1 ศูนย์การค้าโซโห (ติด รพ.หัวเฉียว) ภายในงานพบกับอาหารคาวหวานมากมาย เช่น ก๋วยจั๊บญวน ขนมไทย เบเกอรี่ ของว่าง อาหาร เครื่องดื่ม สารพัดของกินที่จะทำให้ฟินไปกับความอร่อยที่หลากหลาย สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02 223 0871

7. GIFT in ไทยลั่น

ไปช็อปงานแฮนด์เมดกัน

วันนี้ – 28 ก.พ. 2559 ชวนคนสายอาร์ตไปเดินเที่ยวงานสุดชิค “GIFT in ไทยลั่น : งานกิฟท์ เทศกาลขนม ของขวัญ และดนตรี ครั้งที่ 34 ประจำปี 2559” ณ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ภายในงานพบกับ วิถีชีวิตของคนไทย ที่เป็นแบบ Thailand only เป็นพฤติกรรมที่มีความ “ลั่น” แฝงอยู่

ไปเที่ยวกันที่ ม.ศิลปากร วังท่าพระ

ช็อปสินค้าฝีมือแฮนด์เมดของนักศึกษา เช่น เครื่องประดับ, สมุดทำมือ, เสื้อผ้า, งานหัตถกรรม, โปสการ์ด, ตุ๊กตา, การวาดภาพสด และของที่ระลึกอื่นๆ อีกมากมาย ที่สำคัญก่อนเริ่มงานจะมีกิจกรรม workshop จากทุกสาขาวิชาการออกแบบของคณะมัณฑนศิลป์ ที่จะสอนการออกแบบของต่างๆ เปิดงานตั้งแต่เวลา 15.00- 24.00 น.

ที่มาภาพบางส่วน :streetfoodmakeoverbkkfleamarketSohothailandfanGIFTinThailannAmarinPlaza