แม่น้ำคองโก “สายน้ำสายเลือด” 4,700 กิโลเมตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575620

โดย National Geographic 18 ก.พ. 2559 16:01

 

เรือลำใหญ่ล่องไปภายใต้ผืนฟ้าระยิบระยับด้วยแสงดาว แหวกฝ่าท้องน้ำซึ่งบางช่วงแผ่ไพศาลราวมหาสมุทร บางช่วงเล็กแคบแทบไม่ต่างจากลำธารตื้นๆ เรือลำนี้แบกภาระหนักหน่วงอย่างน่าหวาดเสียว มันทำหน้าที่ขับดัน เรือท้องแบนสามลำข้างหน้าด้วยเครื่องยนต์ที่ออกแบบให้รับน้ำหนักได้ราว 750 ตัน แต่ระวางสินค้าที่บรรทุกมา ตั้งแต่เหล็กเส้น กระสอบปูนซีเมนต์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ กลับมีน้ำหนักรวมกันมากกว่า 900 ตัน หลังคาที่ใช้ผ้าใบและผืนผ้าขึงต่อๆ กันพะเยิบพะยาบอยู่เหนือเรือท้องแบนทั้งสามลำ ข้างใต้มีผู้โดยสารเบียดเสียดกันอยู่ร่วม 600 ชีวิต

แสงอาทิตย์อัสดงอาบไล้เรือท้องแบนที่มีผู้โดยสารแออัดขณะแล่นทวนแม่น้ำคองโก

ผู้โดยสารจำนวนมากเป็นผู้พำนักอาศัยอยู่ในเมืองซึ่งหวังจะได้ทำงานเก็บเกี่ยวข้าวโพดและถั่วลิสง ผู้หญิงสองสามคนนำเตาถ่านขนาดเล็กมาเสนอขายบริการทำอาหาร ขณะที่ผู้หญิงคนอื่นๆ เสนอขายเรือนร่าง ทุกคนล้วนต้องทำสิ่งที่จำเป็น บนเรือมีเสียงร้องเพลง เสียงทะเลาะเบาะแว้ง และเสียงสวดมนต์

เป้าหมายของเราอยู่ที่พยายามทำความเข้าใจตัวแปรหรือปัจจัยคงที่ข้อหนึ่งในประวัติศาสตร์อันระส่ำระสายของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก แม่น้ำอันยิ่งใหญ่สายนี้ยังพอจะหยิบยื่นหนทางใหม่ๆ ให้ชาติที่รุมเร้าด้วยปัญหาความยากจนและการฉ้อราษฎร์บังหลวงมาช้านานแห่งนี้ได้หรือไม่ หรือแม่น้ำคองโกจะเป็นอีกจักรวาลหรือโลกที่อยู่อย่างเอกเทศ

แม่น้ำคองโกร้อยรัดเก้าประเทศในทวีปแอฟริกาเข้าด้วยกันตลอดเส้นทางการไหลราว 4,700 กิโลเมตร สู่มหาสมุทรแอตแลนติก แต่ตัวตนของแม่น้ำสายนี้กลับผูกร้อยอยู่กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (หรืออดีตประเทศซาอีร์) ชนิดไม่อาจแยกขาดจากกัน

ในมาลูกู ผู้โดยสารขึ้นจากเรือท้องแบนที่บรรทุกไม้ซุงเพียบแปล้อย่างน่าหวาดเสียว การทำไม้เป็นธุรกิจใหญ่ บนแม่น้ำคองโก และการตัดไม้ก็เป็นสาเหตุให้เกิดการพังทลายของตลิ่งซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

“แม่น้ำคองโกคือกระดูกสันหลังของประเทศเราครับ ถ้าไม่มีกระดูกสันหลัง คนเราก็ยืนไม่ได้” อีซีดอร์ อึนเดย์เวล อี อึนเซียม อาจารย์ด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกินชาซา กล่าว ความที่ไม่มีหน่วยงานบริหารจัดการอย่างจริงจังทำให้แม่น้ำคองโกเป็นเหมือนผู้สร้างความเสมอภาคชั้นยอดของชาติ แต่ก็ส่งผลให้คุณค่าของแม่น้ำในฐานะแหล่งทรัพยากรลดลงมากไปด้วย หากคำนึงถึงศักยภาพมหาศาลด้านการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำและการเกษตรบนพื้นที่ลุ่มน้ำกว้างใหญ่ถึง 3,900,000 ตารางกิโลเมตร ทั้งทวีปแอฟริกาจะเป็นหนี้บุญคุณแม่น้ำคองโก และย่อมเป็นหนี้ประเทศต้นน้ำไปโดยปริยาย แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าแม่น้ำคองโกยังคงไหลไปตามธรรมชาติ และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกยังคงสั่นคลอนง่อนแง่นภายใต้แรงกดดันของจำนวนประชากรที่มากเกินพอดี ความยากจน และการทุจริต

แม่น้ำสายนี้และลำน้ำสาขาทำหน้าที่เป็นเส้นทางอพยพของมวลมนุษย์นับย้อนไปถึงยุคผู้ตั้งถิ่นฐานที่ใช้ภาษาบันตูเมื่อ 400 ปีก่อนคริสต์ศักราช สำหรับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในปัจจุบัน ทางน้ำเหล่านี้ทำหน้าที่ประหนึ่งเครือข่ายเนื้อเยื่อเกี่ยวพันสำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้าน เมือง มหาสมุทร และโลกภายนอก แต่นั่นยังไม่อาจสะท้อนถึงความสำคัญทั้งมวลของแม่น้ำคองโกได้ มีบันทึกทางประวัติศาสตร์มาช้านานว่า แม่น้ำคองโกใช่จะมีความสำคัญในฐานะสายน้ำอันไพศาลเท่านั้น แต่อาจเป็นแหล่งเพชร แร่ และขุมทรัพย์อื่นๆ ที่เป็นยอดปรารถนาของนานาอารยธรรม เป็นเวลาหลายทศวรรษที่สำนักงานการคมนาคมแห่งชาติ หรือโอนาตรา (Office National des Transports: ONATRA) มีอำนาจผูกขาดการบริหารการจราจรและการค้าทางน้ำทั้งหมด กระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในทศวรรษ 1990 ในช่วงปีท้ายๆ ของการครองอำนาจของอดีตผู้นำเผด็จการ โมบูตู เซเซ เซโก ดังที่ซิลเวสเตร มานี ตรา ฮามานี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของโอนาตรา ยอมรับว่า “เครื่องยนต์เรือของเราเก่าและเริ่มเสีย ทำให้เกิดความล่าช้าครั้งละนานๆ และทำให้เราสูญเสียความน่าเชื่อถือครับ”

ถนนหนทางเป็นของหายากในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เรือสินค้าท้องแบนจึงมักเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการเดินทาง ผู้โดยสารหุงหาอาหาร นอนหลับ และพูดคุยกันท่ามกลางกองสินค้าที่โงนเงนไปมา

เพื่อเป็นการแก้ปัญหา เทียร์รี อองเดร มาเยเล จากองค์กรบริหารจัดการเส้นทางสัญจรทางน้ำ หรืออาร์วีเอฟ (Régie des Voies Fluviales: RVF) บอกว่า “นักการเมืองของเราตัดสินใจเปิดเสรีการคมนาคมบนแม่น้ำสายนี้ จุดประสงค์หลักก็เพื่อหาประโยชน์จากธุรกิจนี้เสียเองครับ” เจ้าหน้าที่รัฐคองโกออกกฎระเบียบและข้อกำหนดภาษีที่เปิดช่องให้หลีกเลี่ยงกันได้ง่ายๆ พวกเขาจ่ายเงินเดือนให้บรรดาผู้จัดการท่าเรือเพียงน้อยนิดจนการติดสินบนและการรีดไถมีชัยเหนือสิ่งอื่นใด นอกจากนี้ยังปล่อยให้หน่วยงานอย่างโอนาตรา, อาร์วีเอฟ และองค์กรกำกับดูแลแม่น้ำอื่นๆ ทุกองค์กรขาดแคลนทรัพยากรในการบริหารงาน สถานการณ์ยังเป็นเช่นนั้นมาจนปัจจุบัน กล่าวคือ รัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทางให้มั่นใจว่า ทรัพยากรธรรมชาติที่ทรงคุณค่าที่สุดของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลใดๆ ทั้งสิ้น

วิถีชีวิตบางอย่างยังดำเนินไปเฉกเช่นที่เคยเป็นมา ชาวประมงเผ่าวาเจเนียยังคงสานลอบขนาดมหึมาเพื่อจับปลาในแก่งน้ำเชี่ยวกรากนอกเมืองคีซานกานี

ผู้คนที่เดินทางขึ้นล่องแม่น้ำคองโกล้วนรู้เรื่องนี้ดีและตระหนักถึงความเสี่ยงที่รออยู่ การกอบโกยผลประโยชน์อย่างต่อเนื่องจากการทำไม้ในบริเวณลุ่มน้ำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในท้องถิ่นและต่างชาติ ส่งผลให้ตลิ่งเกิดการพังทลายอย่างเห็นได้ชัด ความเป็นจริงข้อนี้ บวกกับความล้มเหลวของรัฐบาลในการขุดลอกแม่น้ำ การที่ลูกเรือติดสินบนเจ้าหน้าที่การท่าเรือให้เพิกเฉยต่อระวางบรรทุกส่วนเกินได้อย่างง่ายดาย และการหายไปของเรือฉุกเฉินในแม่น้ำ ทั้งหมดนี้หมายความว่า ผู้โดยสารต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงทุกครั้งที่ก้าวเท้าลงเรือ.

เรื่อง โรเบิร์ต เดรเพอร์
ภาพถ่าย ปาสกาล แมตร์

ที่มา – National Geographic
www.ngthai.com

แพนด้าบุกไทยคืออะไร! เจาะ 10 ข้อที่คุณสนใจ และไม่รู้ ‘หมีสายแบ๊ว’ ปูพรมยึดไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578736

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.พ. 2559 06:05

 

เชื่อว่าหลายคนคงอดใจไม่ให้หลงรัก ‘เจ้าหมีขอบตาดำ’ เหล่านี้ไม่ได้แน่ๆ ขนาดมาตัวเดียวก็น่ารักน่ากอดแล้ว แต่เร็วๆ นี้ ใจกลางกรุงเทพฯ กำลังจะมีกองทัพ ‘แพนด้า’ มาโชว์ถึง 1,600 ตัว เพื่อสื่อถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม

วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ จะพาคุณไปรู้จัก 10 ข้อ ก่อนการไปชมงาน 1600 Pandas+ World Tour in Thailand (1600 แพนด้าพลัส เวิลด์ ทัวร์ อิน ไทยแลนด์) เพราะนอกจากจะได้เที่ยวชมงานเพลินๆ แล้ว ยังจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือสัตว์ป่าด้วย

พร้อมแล้ว ตามมาดูกัน

1. โครงการ ‘1600 Pandas+ World Tour in Thailand (1600 แพนด้าพลัส เวิลด์ ทัวร์ อิน ไทยแลนด์)’ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด For the world we live in and the ones we love โดยร่วมกับ กองทุนสัตว์ป่าโลก สำนักงานประเทศไทย (WWF-Thailand) ในการเป็นตัวแทนประชาสัมพันธ์ถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม สู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยอาสาเป็นเจ้าภาพพากองทัพแพนด้าสุดยอดงานศิลปะในรูปแบบเปเปอร์มาเช่ กว่า 1,600 ตัว ที่จะไปเยือน 10 สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต และสถานที่สำคัญของประเทศไทย

อยากไปแชะกับแพนด้า ห้ามพลาดงานนี้!

2. โครงการนี้ มีพันธมิตรเข้าร่วมสนับสนุนอีกมากมาย ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว และ กรุงเทพมหานคร ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นการจัดแสดงผลงานศิลปะ (เปเปอร์มาเช่) เชิงอนุรักษ์ระดับโลกสุดยิ่งใหญ่ครั้งแรกในเมืองไทย

3. การทัวร์รอบโลกของแพนด้า 1,600 ตัว เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2551 โดยความร่วมมือระหว่างกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) และศิลปินชาวฝรั่งเศส เปาโล กรองจีอง (Paulo Grangeon) ผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะแพนด้าน้อยที่ประดิษฐ์ขึ้นในรูปแบบเปเปอร์มาเช่ ด้วยกระดาษรีไซเคิล โดยเริ่มแรกเขาได้สร้างสรรค์แพนด้าขึ้นมาทั้งหมด 1,600 ตัว ซึ่งเท่ากับจำนวนแพนด้าที่ยังหลงเหลืออยู่ทั่วโลกในขณะนั้น

เด็กๆ เพลิดเพลินกับเจ้าแพนด้าน้อย

4. ตั้งแต่นั้นมา ก็ได้มีการพาแพนด้าน้อยเหล่านี้ เดินทางจัดแสดงและสร้างสีสันตามเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตและสถานที่สำคัญต่างๆ กว่า 100 แห่ง ในหลายประเทศทั่วโลก ได้แก่ ฝรั่งเศส, เนเธอร์แลนด์, อิตาลี, สวิตเซอร์แลนด์, เยอรมนี, ไต้หวัน, ฮ่องกง, เกาหลี และมาเลเซีย เพื่อตอกย้ำความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม สู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

5. กิจกรรมของโครงการ 1600 Pandas+ World Tour in Thailand ที่จะจัดวันที่ 4 – 19 มีนาคม 2559 ประกอบไปด้วย กิจกรรมการจัดแสดงแฟลชม็อบ (flash mobs) ตามสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญต่างๆ ของประเทศไทย 10 แห่งด้วยกัน ได้แก่ สนามหลวง, ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, ลานกิจกรรมสถานีบีทีเอสช่องนนทรี, หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร, สวนสันติชัยปราการ และป้อมพระสุเมรุ, เสาชิงช้า, สวนลุมพินี, สถานีรถไฟหัวลำโพง และวัดภูเขาทอง จ.อยุธยา

เหล่าแพนด้าจากเปเปอร์มาเช่

6. ทางโครงการ เปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมได้ ด้วยการแนะนำสถานที่ที่คุณอยากให้แพนด้า 1,600 ตัว ไปจัดแสดงแฟลชม็อบได้ที่ facebook.com/1600pandasplusth

7. ส่วนวันที่ 24 มีนาคม – 10 เมษายน 2559 พบกับนิทรรศการจัดแสดงแพนด้าสุดอลังการ กว่า 1,600 ตัว ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี โดยภายในงานจะมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกมากมาย ทั้งกิจกรรมเวิร์กช็อป และรับเลี้ยงแพนด้า (Adoption) ซึ่งการรับเลี้ยงแพนด้าจะมีเปิดลงทะเบียนจองผ่านทาง http://www.1600pandasplusth.com ในวันที่ 10-12 มีนาคม 2559

ขนมาให้ชมกันเพียบ

8. สำหรับในมุมการท่องเที่ยว โครงการนี้น่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ผ่านกิจกรรมการทัวร์แพนด้าทั้ง 1,600 ตัว ไปตามสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ ถือเป็นโอกาสดีที่ทุกคนจะได้ชมความน่ารักของเหล่าแพนด้า พร้อมเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ของประเทศไทยได้ในเวลาเดียวกัน

9. อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเตือนให้ชาวไทยได้ตระหนักถึงการอนุรักษ์มากขึ้น โดยเฉพาะการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ที่อยู่ในสถานภาพเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เช่น ช้างป่าไทย และเสือโคร่ง โครงการนี้จึงถือเป็นกระบอกเสียงที่ดี ที่ช่วยสร้างการรับรู้และเข้าใจ รวมไปถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเข้าใจถึงความสำคัญของการช่วยเหลือและอนุรักษ์ โดยจะนำไปต่อยอดใน โครงการอนุรักษ์สัตว์ป่ากุยบุรี, โครงการรณรงค์การต่อต้านการค้างาช้าง และโครงการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง

น้องมะลิก็มาเล่นกับแพนด้า

10. งานนี้ กำลังจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 19 มีนาคม 2559 พร้อมปิดท้ายความประทับใจกับงานนิทรรศการแพนด้าสุดอลังการกว่า 1,600 ตัว เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่าง 24 มีนาคม – 10 เมษายน 2559 ณ บริเวณชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี โดยจะนำรายได้ทั้งหมดจากการจัดกิจกรรม มอบให้กับ WWF-ประเทศไทย ใช้ในการพัฒนาโครงการอนุรักษ์สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ อาทิ ช้างป่าไทยและเสือโคร่ง

งานกำลังจะเริ่มแล้ว เร็วๆ นี้

แผนที่การชมงาน

ที่มาภาพ : 1600pandasplusthcentralembassy

ไม่ต้องไปไกลถึงจอร์จทาวน์! ชม แชะ ชิล ‘บุกรุก’ สตรีทอาร์ตกลางกรุง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577788

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2559 14:05

 

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! กรุงเทพมหานครบ้านเราก็มี ‘สตรีทอาร์ต’ กับเขาด้วยแฮะ…ใครชอบแชะภาพเก๋ๆ ครีเอตแอ็กชั่นท่าทางถ่ายกับผลงานศิลปะบนกำแพง หรือ ชอบเสพงานศิลป์ แนะนำให้ไปชมงาน ‘บุกรุก’ ซึ่งเป็นเทศกาลเมืองศิลปะ ที่เหล่าศิลปินจากยุโรป เอเชีย และไทยแลนด์ของเรา ฝากผลงานเอาไว้บนกำแพงเก่าผืนใหญ่ ในย่านเจริญกรุง

แดดร่มลมตก สายลมหนาวโชยมาเบาๆ ไทยรัฐออนไลน์ ขอจูงมือเพื่อนๆ ผู้อ่าน ไปตระเวนถ่ายรูปเก๋ๆ กันในงาน บุกรุก เออร์เบิร์น อาร์ต เฟสติวัล ก่อนอื่นต้องกำหนดจุดหมายก่อน เพราะพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก เวลามีน้อยใช้สอยประหยัด ขอโฟกัสที่จุดเด่นๆ น่าจะเหมาะที่สุด

1. เริ่มกันที่ ถนนทรงวาด เด่นที่ช้างสองตัวในลีลาหยอกล้อกันบนผนังอาคาร 5 ชั้น ผลงานของศิลปิน สตรีทอาร์ต อาร์โอเอ จากเบลเยียม เลือกแชะแบบใกล้ชิด วาดลวดลายกับช้าง 2 ตัวได้เต็มที่ไปเลย

ลัดเลาะถนนเจริญกรุงกันต่อ เริ่มที่จุดตรงข้ามวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร Aitch จากโรมาเนีย ฝากเสือลายพาดกลอน ท่ามกลางดอกไม้และฝูงนกบนพื้นหลังสีชมพู สำหรับจุดที่มีผลงานของศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศรวมกันมากที่สุด ได้แก่ ซอยเจริญกรุง 28, 30 และ 32

จุ๊บกับน้องช้างเล่นกายกรรม

หยิบดอกไม้ให้คุณ

2. ถัดมาอีกซอย กำแพงยาวจนถึงท่าเรือ เป็นเวทีโชว์ผลงานจากหลากหลายศิลปิน เป็นจุดที่เหมาะแก่การถ่ายภาพและครีเอตท่าถ่ายรูปที่เป็นตัวของตัวเอง กับ เด็กหน้าบึ้งในชุดกระต่าย คาแรกเตอร์ที่มาจากลูกสาวของ อเล็กซ์เฟซ, โฮมเลส ของโลเล และคูลท์ กลมกลืนไปกับวิถีชีวิตของชาวเจริญกรุง

ผลงานสไตล์อาร์ตๆ เหมาะกับคนอาร์ตๆ อย่างยิ่ง จะถ่ายเดี่ยวหรือถ่ายเป็นหมู่คณะ ก็กิ๊บเก๋กันไปคนละแบบ

สีสันสดใสมากๆ

อย่ากินผมเลย!!

3. บุกรุก เออร์เบิร์น อาร์ต เฟสติวัล จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 จากที่ครั้งแรกจัดเมื่อ 3 ปีก่อน ครั้งนี้ เพิ่มผลงานของศิลปินไทย ยุโรป และเอเชีย มากขึ้น โดยใช้ศิลปะในการพัฒนาพื้นที่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งของกรุงเทพมหานคร ใครสนใจแชะภาพเก๋ๆ ไปได้เรื่อยๆ จะเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ หรือจะปั่นไปแชะ ก็ได้ตามใจชอบ

กรี๊ด! ตัวอะไรเนี่ย ปากกว้างมาก

ยอมแล้วจ้า แม่สาวเซ็กซี่

ขอคั่นกลางระหว่างเธอทั้งสอง…

สวยๆ สไตล์สาวๆ

ที่นี่คือที่ไหนกันเนี่ย…

ภาพวาดลายเส้นบนกำแพงตึก

เอ๊ะ! นั่นใครอะ

ภาพนี้ ช่างเพ้นท์รูปคนไทยแน่ๆ

ปั่น ปั่น จักรยานกัน!

มุมนี้ก็สวยเริ่ด

ที่มาภาพ : เขมิกา พรมพันใจ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐทีวี และ Sompob gingngoen

มากกว่าอลังการ รวม 15 ข้อ ‘ไร่ชา’ และงาน ‘บอลลูนนานาชาติใหญ่สุดในอาเซียน 2015’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577797

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.พ. 2559 15:15

 

แม้จะจบไปแล้วกับกิจกรรมอลังการต้นปีกับ Singha Park Chiang Rai International Balloon Fiesta มีบอลลูนสีสันสวยงามมากมายมาแสดงโชว์กัน พร้อมกับให้ขึ้นไปลุ้นความสูงแบบสะใจ นอกจากนี้ สิงห์ปาร์คยังมีกิจกรรมเจ๋งๆ ไทยรัฐออนไลน์รวบรวมเรื่องดีๆ ของงานและสถานที่จัดซึ่งอลังการมาให้อ่านกัน

1. เทศกาลบอลลูนนานาชาติใหญ่ที่สุดในอาเซียน “Singha Park Chiang Rai International Balloon Fiesta” ตั้งแต่วันที่ 10-14 กุมภาพันธ์ 2559 กับกองทัพบอลลูนแฟนซีจากนักบินบอลลูนระดับโลกกว่า 30 ลูก จาก 15 ประเทศทั่วโลก โดยมีการแข่งขันบอลลูนนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

2. นอกจากนี้ในช่วงค่ำตื่นตาตื่นใจกับการแสดงโชว์บอลลูน แสง สี เสียง ตระการตาทั้ง 25 ลูก Balloon Night Glow และ Balloon Magic Glow บริเวณริมทะเลสาบ หน้าทางเข้าลานกิจกรรม ซึ่งอลังการมาก คนนับหมื่นมารอถ่ายภาพ รอร่วมงาน

3. ที่พลาดไม่ได้ก็คือ Balloon Playground หรือ สวนสนุกบอลลูนขนาดยักษ์ที่สวยงาม และทำให้กล้องที่บันทึกภาพต่างๆ ลั่นชัตเตอร์เก็บความสวยของบอลลูนบนท้องฟ้ามากมาย อีกทั้งยังมี Balloon Tethering โดยเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์การขึ้นบอลลูนลอยฟ้าอย่างใกล้ชิด ซึ่งสนุกและหวาดเสียวท้องน้อย ตับ ไต อีกด้วย

บอลลูนลอย

นกฮูกน่ารัก

4. สำหรับคนที่ชอบความเสียว ความสูงไปอีกระดับ เพราะที่นี่ยังมี Zip Line โรยตัวบนยอดใบชา เหินเวหาเหนือไร่ชาทั้ง 2 โซน ได้แก่ โซนซิปไลน์ชมวิวไร่ชา 360 องศา ซึ่งมีทั้งหมด 4 ฐาน ให้คุณได้เหินเวหาผ่านวิวไร่ชา และอีก 1 โซน คือ บริเวณหน้าลานกิจกรรม ซึ่งเป็นซิปไลน์สเตชั่นใหม่ ท้าทายความกล้าด้วยทาวเวอร์ซิปไลน์ที่มีความสูงเทียบเท่าตึก 8 ชั้น และระยะทางการโรยตัวกว่า 500 เมตร

5. นอกจากนี้ใครพลาดไปแล้วไฮไลต์สุดพิเศษในวันแห่งความรัก กิจกรรม “Balloon Love บอกรักบนฟ้า” การจดทะเบียนสมรสของคู่รักผู้โชคดี 21 คู่ พร้อมขึ้นบอลลูนบอกรักบนฟ้าแบบ Exclusive ชมวิวของสิงห์ปาร์ค และ จ.เชียงราย แบบพาโนราม่า 360 องศา

โดยกิจกรรมจักรยานคู่รัก:ต้อนรับวันวาเลนไทน์ จัดขึ้นบริเวณหน้าศูนย์กิจกรรมบ้านแดง คู่รักสามารถลงทะเบียนและเริ่มกิจกรรมได้ที่บ้านแดง

6. งานทั้งหมดที่จัดได้อลังการสิงห์ปาร์ค เชียงราย เดิมมีชื่อว่า ไร่บุญรอด เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2526 โดยการริเริ่มจาก คุณปิยะ ภิรมย์ภักดี ตั้งอยู่ริมถนนสายเด่นห้า-ดงมะดะ ห่างจากเขตชุมชนเมืองเชียงราย ประมาณ 9 กิโลเมตร ตั้งอยู่เลขที่ 99 หมู่ที่ 1 บ้านแม่กรณ์ ตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย สิงห์ปาร์ค เชียงราย มีพื้นที่มากกว่า 8,700 ไร่ เปิดให้บริการด้านการท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ ให้ทุกท่านได้สัมผัสกับทัศนียภาพอันสวยงาม

ไร่ชา อลังการ

7. สิงห์ปาร์ค เชียงราย ได้ใช้พื้นที่ในการเกษตรกรรมหลากหลายชนิด เช่น ชาอู่หลง พุทราพันธุ์ซื่อหมี่ มะเฟืองยักษ์หวาน มัลเบอรี่ สตรอเบอรี่ เมล่อน พืชผักสดนานาชนิด และพืชเศรษฐกิจอย่างยางพารา ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่แห่งนี้ ประกอบไปด้วยแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีจำนวนมากกว่า 50 แห่ง สามารถใช้ในกิจกรรมการเกษตรได้ตลอดทั้งปี

8. หัวใจหลักสำคัญของสิงห์ปาร์ค เชียงราย คือ การมุ่งเน้นการทำเกษตรแบบผสมผสาน การรักษาสมดุลของธรรมชาติ และการอยู่ร่วมกับชุมชน โดยมีความตั้งใจที่จะพัฒนาพื้นที่ “สิงห์ปาร์ค เชียงราย” ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเชียงราย และได้พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สร้างความสุขให้กับชุมชนรอบข้าง รวมทั้งผู้ที่ได้มาเยือน มากกว่าการคำนึงถึงผลกำไร

สีสัน gopro

9. จุดถ่ายรูปแลนด์มาร์ค : รูปปั้นสิงห์สีทอง สัญลักษณ์ประจำสิงห์ปาร์ค เชียงราย ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนินสนามหญ้าสีเขียวขจี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่ท่านสามารถขึ้นไปถ่ายรูปเพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณได้มาเยือนถึงสิงห์ปาร์ค เชียงราย

10. อีกทั้งมีร้านกาแฟ ร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของสิงห์ปาร์ค เชียงราย เป็นอีกหนึ่งจุดที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ทุกอย่างไว้เพื่อจำหน่าย มีทั้งชา น้ำผลไม้ ผลไม้แปรรูป และของที่ระลึกต่างๆ ให้ท่านได้เลือกซื้อกันอย่างมากมาย

11. โรงเรือนควบคุมอุณหภูมิระบบปิด EVAP (Evaporative Cooling Green House) เป็นโรงเรือนระบบปิดที่ใช้ความชื้นควบคุมอุณหภูมิภายในที่ 24-25 องศาฯ เพื่อใช้เพาะปลูกพืชผักผลไม้เมืองหนาวพันธุ์พิเศษ

บรรยากาศตอนกลางคืน

12. ประกอบไปด้วย 3 โรงเรือน ใช้ในการเพาะปลูกเมล่อนสายพันธุ์นัตสึเค และอาคิฟุยุเค เพาะปลูกสตรอเบอรี่ พืชสมุนไพรเมืองหนาว เช่น โรสแมรี่ คาโมมายด์ ต้น Kale (คะน้าใบหยิก) สลัดชนิดต่างๆ มะเขือเทศราชินี เสาวรส พริกหยวกสี เจียวกู่หลาน

13. ด้านหลังของโรงเรือนจะเป็น “การจัดสวนไม้เลื้อย” ประกอบไปด้วย ซุ้มน้ำเต้ายักษ์ พร้อมด้วยสระน้ำมรกต นักท่องเที่ยวสามารถถ่ายภาพได้อย่างสนุกสนาน ไร่ชาอู่หลง ชาสายพันธุ์จินซวนอู่หลง หรืออู่หลงเบอร์ 12 มีเนื้อที่กว่า 600 ไร่ เล่ากันว่าพิถีพิถันในทุกๆ ขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการปลูกที่ไม่ใช้สารเคมี ใช้ปุ๋ยอินทรีย์และน้ำส้มควันไม้

14. จุดชมชีวิตสัตว์ ประกอบด้วย ยีราฟ 9 ตัว ม้าลาย 10 ตัว และวัววาตูซี่ 10 ตัว เป็นสมาชิกของสิงห์ปาร์ค เชียงราย พร้อมด้วยเพื่อนใหม่อย่าง “นกซันคอนัวร์” โดยจะมีกิจกรรมให้อาหารสัตว์และถ่ายรูป เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สนุกสนานและเพลิดเพลินกับความน่ารักของบรรดาสัตว์นานาพันธุ์

15. ศูนย์จักรยานและกิจกรรมสันทนาการ พื้นที่จัดงานฟาร์มเฟสติวัลออนเดอะฮิลล์ ศูนย์จักรยาน มีจุดบริการเช่าจักรยาน 2 จุด ได้แก่ จุดบริการจักรยาน บริเวณหน้าไร่และบริเวณบ้านแดง (ภายในไร่) ซึ่งท่านสามารถออกกำลังกาย ปั่นจักรยานไปตามเส้นทางอันสวยงามภายในไร่ สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด และยังมี Pump Track สำหรับผู้ที่ชอบความท้าทายได้สนุกสนานอีกด้วย

หลากหลายความสวยงาม

“น้ำตกไนแองการา” ของจริงหรือมนุษย์สร้าง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576561

โดย แบกกล้องเที่ยว 13 ก.พ. 2559 16:01

 

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ ทริปนี้ “แบกกล้องเที่ยว” จะพาทุกท่านไปชมความงามและความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก นั่นคือ “น้ำตกไนแองการา” (Niagara Falls)

ทริปนี้ผมเดินทางมาจากเมือง Montreal ประเทศแคนาดา เพื่อเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา บริเวณเมือง Buffalo ใกล้ๆ น้ำตกไนแองการาพอดี สำหรับที่นี่สามารถมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ยกเว้นช่วงหน้าหนาว เพราะจะกลายเป็นน้ำแข็ง แต่จะว่าไปมันก็สวยงามไปอีกแบบ

จุดเด่นของน้ำตกไนแองการาก็คือ พรมแดนธรรมชาติระหว่างแคนาดาและสหรัฐอเมริกา บริเวณน้ำตกมีทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอยู่รวมกัน 5 แห่งที่มีชื่อว่า Great Lakes ปกติแล้วน้ำที่ตกลงมาเป็นน้ำตกไนแองการา จะตกจากฝั่งอเมริกาไปยังฝั่งแคนาดา ฉะนั้นถ้าอยู่ฝั่งอเมริกาจะเห็นแต่ด้านหลังและด้านข้างของน้ำตก ไม่ค่อยสวยเท่าไร ถ้าอยากเห็นวิวเต็มๆ ต้องไปดูจากฝั่งแคนาดาย้อนกลับมาครับ

สำหรับฝั่งแคนาดา จะมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่อยู่บริเวณน้ำตกเลย จะมีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกมากมาย  มีทางเดินให้ชมความยิ่งใหญ่ของน้ำตกเป็นแนวยาวหลายกิโลเมตร พร้อมทั้งสวนสาธารณะ มีปลูกต้นไม้ ร่มรื่น สวยงามมาก ชนิดที่เดินได้ทั้งวันก็ยังไม่หมด แต่ใครอยากลองเสี่ยงโชค เขามีกาสิโนให้เล่นเพลินๆ ด้วย ส่วนใครที่ต้องการพักค้างคืนแล้วจองโรงแรมฝั่งแคนาดาไว้ก็โชคดีมาก เพราะจะเห็นพระอาทิตย์ตกดินมีน้ำตกเป็นฉากข้างหน้าพอดีเลย แถมช่วงค่ำก็จะมีการแสดงแสงสีกับตัวน้ำตกด้วยครับ

แต่ถ้าใครที่มาครั้งแรกแนะนำว่าให้ซื้อทัวร์ดีกว่า ราคาตกอยู่ที่คนละประมาณ $19 เหรียญ หรือเงินไทยก็ประมาณ 650 บาท เขาจะแจกเสื้อกันฝนไว้กันน้ำให้ เนื่องจากปริมาณละอองน้ำมหาศาลรับรองว่าเปียกแน่นอน ทัวร์นี้ใช้เวลาครึ่งชั่วโมง พาล่องเรือชมน้ำตกแบบใกล้ๆ ขอบอกเลยว่าอลังการและสวยงามกว่าที่เห็นในรูปมากๆ ครับถึงแม้ก่อนหน้านี้จะมีข่าวลือออกมาว่าไนแองการานั้นเป็นฝีมือมนุษย์สร้างขึ้นมา เพราะถ้ามาเห็นด้วยตาตัวเอง คุณจะสัมผัสได้เลยว่า แท้จริงแล้วธรรมชาติสร้างสรรค์ได้อย่างไม่มีที่ติ

นอกจากความสวยงามแล้วยังมีเรื่องราวที่เป็นตำนานลี้ลับของที่นี่ชื่อว่า Maid of the Mist (หญิงสาวแห่งสายหมอก) เนื่องจากสมัยก่อนชาวอินเดียนแดงที่อาศัยแถบนี้ล้มตายลงเป็นอันมากด้วยโรคระบาด พวกเขาเชื่อว่าเป็นเพราะเทพเจ้าแห่งสายน้ำไม่โปรด จึงลงโทษด้วยการคร่าชีวิตผู้คน จึงส่งลูกสาวของหัวหน้าเผ่าลงเรือให้ไหลลงไปตามน้ำตกเพื่อสังเวย และเทพเจ้าโปรดปรานเธอมาก เธอตกลงยอมเป็นภรรยาโดยมีเงื่อนไขว่าเทพเจ้าต้องช่วยชีวิตผู้คนในเผ่าเธอ เทพเจ้าจึงเปิดเผยว่าที่ผู้คนล้มตายเป็นเพราะงูยักษ์ที่อาศัยอยู่ในลำน้ำคายพิษลงในน้ำดื่ม เธอจึงปรากฏกายขึ้นในม่านน้ำ (mist) เพื่อแจ้งข่าวแก่ชาวบ้าน ตกกลางคืนชาวบ้านจึงรุมจับงูและฆ่าทิ้ง ซากงูลอยไปติดแก่งเหนือน้ำตก จึงขวางทางน้ำเป็นรูปโค้งเหมือนเกือกม้าอย่างที่เห็น

ส่วนใครที่แบกกล้องมาเที่ยวแบบผม แนะนำจุดถ่ายรูปสวยๆ ที่ฝั่งแคนาดา ตลอดแนวทางเดิน ช่วงเช้าถึงเที่ยง จะถ่ายสวยเนื่องจากไม่ย้อนแสง เห็นน้ำตกได้ชัดเจน กับอีกช่วงตอนก่อนพระอาทิตย์ตกดิน แสงจะสวยไม่แรงมาก ถ้าติดขาตั้งกล้องมาด้วย รับรองคุณจะได้ภาพประทับใจแน่นอน

หลังจากเก็บเกี่ยวความสวยงามผ่านเลนส์แล้ว เราก็ขับรถข้ามสะพานผ่านตัวน้ำตกเลยครับ ผ่านด่านเข้าสหรัฐฯ ได้เลย หวังว่ารูปสวยๆ เหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนออกไปเที่ยวตามความฝันกันนะครับ สัปดาห์หน้าแบกกล้องเที่ยวจะพาไปไหน อย่าลืมติดตามนะครับ.

แบกกล้องเที่ยว
www.itravelhip.com
www.facebook.com/baagklong

อยากจะล็อกความรัก ต้องทำไง? ส่อง 3 สถานที่คล้องกุญแจพิสูจน์รักแท้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575611

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.พ. 2559 06:05

 

ไม่นานมานี้ เพิ่งมีข่าวเกาะกระแสวันวาเลนไทน์ กระหึ่มโลกโซเชียล เกี่ยวกับการที่คู่รักบางคู่ไปคล้องกุญแจแห่งรักกันที่สะพานข้ามแยกคลองผดุงกรุงเกษม ตรงข้ามสถานีรถไฟหัวลำโพง มีการแชร์ภาพออกไปอย่างกว้างขวาง จนเจ้าหน้าที่ออกมาชี้แจงว่า การกระทำดังกล่าว มีความผิด!

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ก็ได้ตัดแม่กุญแจออกหมดแล้ว พร้อมทั้งเตรียมจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ระบุว่า ห้ามไม่ให้ติดตั้ง ตาก วาง หรือแขวนสิ่งใดๆ ในที่สาธารณะ หากฝ่าฝืนงานนี้มีปรับ 2,000 บาท นะจ๊ะหนุ่มสาว

เอาเป็นว่า ถ้าคู่รักคู่ไหนอยากจะไปเที่ยววันวาเลนไทน์ พร้อมล็อกความรักด้วยกุญแจล่ะก็…วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ มีสถานที่ดีๆ เหมาะสำหรับการล็อกรักได้ทุกคู่มาฝากกัน ที่สำคัญ ไม่ผิดกฎหมายใดๆ แน่นอน

ส่วนจะมีที่ไหนบ้าง ตามมาเช็กลิสต์กันเลย

1. Juliet Love Garden Bangkok

ประตูรั้วบ้านจูเลียต มีกุญแจรักคล้องอยู่

มาดูจุดคล้องกุญแจรักในกรุงเทพฯ กันก่อนเลย ที่โด่งดังที่สุดคงหนีไม่พ้น ‘สวนจูเลียต’ หรือ ‘Juliet Love Garden Bangkok’ ตั้งอยู่ที่เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ จากบทประพันธ์ตำนานรักอันเลื่องชื่อ Romeo & Juliet ได้ถูกนำมาจำลองเป็นสวนแห่งความรักของจูเลียต มีรูปปั้นของจูเลียตที่งดงามสะดุดตาอยู่กลางสวน ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศอิตาลีแท้ๆ ทั้งยังมีระเบียง กำแพงอิฐ ที่เรียกได้ว่าเป็นบ้านของจูเลียต เป็นจุดเริ่มต้นของตำนานรักแท้นี้

กิจกรรมของคู่รักที่ฮอตฮิตมากๆ

จุดไฮไลต์ ก็คือ บริเวณรั้วบ้านมีกุญแจรูปหัวใจของคู่รักคล้องไว้จนเต็ม โดยมีความเชื่อกันว่าสามารถล็อกความรักให้คงอยู่ วิธีการก็ง่ายๆ แค่เขียนชื่อของคู่รักทั้งสองคนลงไป แล้วนำไปคล้องไว้ด้วยกัน ก็จะทำให้ได้กลับมาเจอกันและรักกันตลอดไป ในส่วนด้านหน้ามีแม่กุญแจจำหน่ายสำหรับผู้ที่สนใจ ราคาตั้งแต่ 250-350 บาท เรียกว่าเป็นสถานที่สุดฮิตแสนโรแมนติก ที่คู่รักต้องไม่พลาดมาเยือน

คู่รักเชื่อกันว่าถ้ามาคล้องกุญแจแห่งรักแล้ว จะรักกันตลอดไป

2. Montana Farm

ห่างกรุงเทพฯ ออกไปนิดเดียว ก็จะพบกับ Montana Farm ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดชิค เอาใจคู่รักที่หลงใหลในธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์ เพราะมีทำเลตั้งอยู่ที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เหมาะกับการไปเที่ยวช่วงหน้าหนาวเป็นที่สุด ยิ่งอากาศเย็นๆ ก็ยิ่งฟินไปกันใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีกิจกรรมให้เล่นหลากหลายอย่าง ที่เหมาะกับช่วงวาเลนไทน์มากที่สุด ก็คือ จุดชมวิว ซึ่งคู่รักสามารถไปคล้องกุญแจรักบริเวณซุ้มได้

โดยจะมีเนินเขาสูงขึ้นไปเพียงเล็กน้อย มีบันไดทางเดินไปสู่ซุ้มแห่งรัก ด้านหน้าจะมีเก้าอี้คู่รักให้นั่งโพสต์ถ่ายรูป และมีสัญลักษณ์เป็นกุญแจยักษ์ดอกใหญ่ 2 อัน สีฟ้ากับสีแดง ตั้งอยู่ด้านหน้าจุดชมวิวด้วย

คล้องกุญแจคู่กัน

3. Swiss Sheep Farm 

มาปิดท้ายกันที่ Swiss Sheep Farm ที่นี่ก็ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เหมือนกัน ตั้งอยู่ที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ที่นี่เป็นฟาร์มแกะแนวคันทรี ล้อมรอบไปด้วยทิวเขาสลับซับซ้อน วิวสวยเขียวสดสบายตา และเป็นสถานที่อีกแห่งที่เหมาะกับคู่รักมากๆ เพราะเขามีการจัดงานวันวาเลนไทน์ทุกปี ปีนี้ก็เช่นกัน มีการตกแต่งสวนสนามหญ้าด้วยหัวใจนับร้อยดวง มีกิจกรรมต่างๆ เช่น ยิงธนู โดยมีเป้ายิงเป็นรูปหัวใจ ตกแต่งส่วนต่างๆ ด้วยสีขาวและชมพู

คู่รักจะได้เพลิดเพลินไปกับการขี่ม้าชมวิว เลี้ยงแกะ ท่ามกลางทุ่งหญ้า และสนุกเต็มอิ่มกับกิจกรรมพิสูจน์รักแท้ที่สนุกสนานแสนโรแมนติก พร้อมทั้งคล้องกุญแจแห่งรัก ที่ได้กล่าวขานสืบต่อกันมาว่า คู่รักที่ได้มาคล้องกุญแจแห่งรักร่วมกัน จะสามารถครองความรักนิรันดร์ได้นั่นเอง.

บางคู่ก็จะเขียนชื่อตัวเองและคนรักลงไปด้วย

วันวาเลนไทน์ ใครๆ ก็มาคล้องรัก

แช่ตัว..เสริมพลัง-เสริมบารมี ที่…”สะดือมังกร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576464

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.พ. 2559 05:01

 

จุดสะดือมังกรที่หาดเตยงาม..

ตรุษจีนที่ผ่านมา “พี่หน่อย” สุลัดดา ศรุติลาวัณย์ ผอ.สำนักงานการท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย สำนักงานพัทยา และ “พี่อู๋” เอิบลาภ ศรีภิรมย์ ผอ.กองการตลาดภาคตะวันออก ททท. ชวนไปฉลองเทศกาลปีใหม่ของชาวจีนที่เมืองพัทยา โดยมีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่หาดเตยงาม อ่าวนาวิกโยธิน สัตหีบ…

สุลัดดา ศรุติลาวัณย์ ผอ.สำนักงาน ททท.พัทยา นำทีมแช่ตัวที่สะดือมังกร.

ไฮไลต์ที่ว่าก็คือ การแช่ตัวในน้ำทะเลบริเวณจุดที่เรียกว่า “สะดือมังกร” ซึ่งถือว่าเป็นการเสริมดวง เสริมบารมี และหากใครมีเคราะห์ก็ถือเป็นการสะเดาะเคราะห์ไปในตัวด้วย

เราไปถึงหาดเตยงามภายในหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน สัตหีบ ราว 10 โมงเช้า ถือเป็นฤกษ์งามยามดี ผู้บริหารกิจการการท่องเที่ยว หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ให้การต้อนรับพร้อมมอบหมายให้ พ.จ.ท.นิกรณ์ พูลปาน หรือ พี่เป้ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ กิจการการท่องเที่ยว หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ทำหน้าที่เป็นผู้บรรยายและแนะนำสถานที่ให้พวกเราได้รู้จักและเข้าใจ รวมถึงปฏิบัติตามพิธีกรรมได้อย่างถูกต้อง

สุดยอดข้าวหลามช็อต..แม่นิยม.

รถรางคันใหม่ล่าสุดของฝ่ายกิจการการท่องเที่ยวพาเราเลียบทะเลหาดเตยงาม ไปจนถึงจุดที่ลงแช่ตัวที่เรียกว่า “สะดือมังกร” บริเวณทางแยกบ้าน น.14 หน้าสโมสรประดู่คู่

พี่เป้ อธิบายถึงความสำคัญของ สะดือมังกร ว่า เป็นจุดที่มีฮวงจุ้ยดี มีลักษณะคล้ายรูปมังกรหมอบ หัวอยู่ทางด้านแหลมปู่เจ้า หางอยู่ทางด้านเขาสูง ลักษณะที่เรียกว่าหน้ามีน้ำ หลังพิงเขา ตรงบริเวณกลางอ่าวมีกระแสน้ำวนคล้ายสะดือมังกร มีความเชื่อว่าเมื่อได้อาบหรือแช่ตัวในอ่าวนี้แล้วจะมีพลังพิเศษ และเป็นสิริมงคลทำให้มีความเจริญก้าวหน้าในทุกๆด้าน หายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

แม่นิยมวัย 84 ปี.

ส่วนอีกตำนานหนึ่ง บอกว่า สมัยหนึ่งเคยมีเรือสำเภาจีนเข้ามาในบริเวณอ่าวเตยงาม และเห็นว่าเป็นสถานที่ที่มีภูมิสถาปัตย์ที่ดีมาก เพราะมีภูเขาล้อมรอบ มีเขาสูงอยู่ด้านหลัง และยังมีปรากฏการณ์กระแสน้ำวน เป็นคลื่นลูกใหญ่ คล้ายสะดือมังกร ซึ่งลักษณะเช่นนี้ถือเป็นพื้นที่ที่มีพลังธรรมชาติสูง หากใครมีความเชื่อความศรัทธา ได้อาบหรือแช่ตัวภายในน้ำทะเลบริเวณนี้ จะสามารถเพิ่มพลังธรรมชาติ เป็นการเสริมบารมีทุกๆด้าน และสามารถปกปักรักษาตัวให้แคล้วคลาดจากภยันตราย

ซึ่งทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อและศรัทธาของคนที่ไปทำพิธีนี้ ซึ่งในการทำพิธีก็จะมีขั้นตอนที่จะเริ่มตั้งแต่การจุดธูป 9 ดอก และเทียน 1 เล่ม พร้อมดอกไม้ ไหว้เจ้าที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยหันหน้าไปทางภูเขาที่เป็นที่ตั้งของศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่ถือว่าเป็นหัวของมังกร ทำการสักการะกรมหลวงฯ พระบิดาของทหารเรือไทย จากนั้นให้ทำจิตใจให้สงบและเดินลงสู่ทะเล โดยแช่ตัวในทะเลระดับอก ตั้งจิตอธิษฐานให้สิ่งไม่ดีไหลไปกับทะเล จากนั้นหันหน้าไปทางทิศเหนือ หรือทิศตะวันออก อธิษฐานขอสิ่งที่ต้องการ ประมาณ 10-15 นาที แล้วนำน้ำทะเล ขึ้นมาลูบที่ศีรษะ ใบหน้า แล้วเดินขึ้นจากทะเลโดยไม่ต้องหันหลังกลับไปมองอีก

ปราสาทสัจธรรม.

เคล็ดความเชื่ออีกอย่างสำหรับการแช่ตัวที่สะดือมังกร ก็คือ เมื่อกลับขึ้นมาแล้วให้นำเสื้อผ้าชุดที่ลงแช่ตัวบริจาคเป็นทาน ไม่ต้องเก็บกลับมาใช้อีก…เป็นอันเสร็จพิธี

ชาวจีนตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งนิยมมาแช่ตัวที่สะดือมังกร ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9 และวันตรุษจีนเป็นประจำ ส่วนคนทั่วไปมักมาแช่ตัวในวันพระขึ้น 15 ค่ำ หรือวันพระใหญ่ เช่น มาฆบูชา หรือวิสาขบูชา ฯลฯ

พรหม 4 หน้ากับช้าง 3 เศียร ที่ปราสาทสัจธรรม.

หลังรับพลัง เสริมบารมีจนเต็มอิ่มแล้ว ก็ได้เวลาเที่ยววิถีไทยตามคอนเซปต์ของ ททท.ในปีนี้ กันต่อ ที่ ปราสาทสัจธรรม ปราสาทไม้หลังใหญ่ ที่แหลมราชเวช อ่าววงพระจันทร์ ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างนานกว่า 35 ปี ก็ยังไม่แล้วเสร็จ โดยปราสาทแห่งนี้สร้างด้วยไม้แกะสลักทั้งหลังเป็นทรงไทยจัตุรมุข ใช้การตกแต่งด้วยศิลปะสมัยใหม่ที่ผสมผสานตั้งแต่อยุธยาตอนต้นมาจนถึงรัตนโกสินทร์

ไม้ที่นำมาสร้างปราสาทส่วนใหญ่เป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้แดง ไม้ตะเคียน ไม้พันซาด ไม้เคี่ยมคะนอง และไม้สักทอง ที่สามารถรองรับน้ำหนักได้เป็นพันตัน

แซลมอนจี๊ดจ๊าด…ที่ร้านภูแอทเลิฟ.

ที่เข้มขลังมากๆ เห็นจะเป็น เสาเอก ของปราสาท ที่ทำจากไม้ตะเคียนทองอายุมากกว่า 600 ปี ส่วนที่เป็นความพิเศษอีกอย่างของการออกแบบและก่อสร้างปราสาทแห่งนี้ ก็คือ การไม่ใช้ตะปูหรือนอตแม้แต่ตัวเดียวในการสร้าง แต่จะใช้การเข้าไม้แบบโบราณ เช่น การตอกสลัก เข้าลิ่ม เข้าหางเหยี่ยว ที่เป็นภูมิปัญญาการยึดต่อไม้แบบโบราณ

ความหมายของการสร้างปราสาทแห่งนี้ เป็นไปตามชื่อของปราสาท คือ “สัจธรรม” ที่ผู้สร้างต้องการสะท้อนให้เห็นถึงความจริงของชีวิต ตั้งแต่การเกิดขึ้นของสรรพสิ่ง ไปจนถึงวันหลุดพ้น การเวียนว่ายตายเกิด และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติโดยไม่แบ่งแยกชาติ ศาสนา เผ่าพันธุ์ ส่วนหนึ่งของความหมายในแต่ละส่วนของปราสาทมาจากความเชื่อในศาสนาฮินดูด้วย

บรรยากาศร้ายภูแอทเลิฟ.

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ เหนือมุขของปราสาทด้านทิศเหนือ จำหลักเป็นรูปพรหมพักตร์ขนาดใหญ่ หรือพรหม 4 หน้า ซึ่งมีความหมายถึงการมีพรหมวิหาร 4 ในการดำรงชีวิตนั่นเอง

ออกจากปราสาทสัจธรรมแวะกินอาหารเย็นกันที่ร้านปลาทอง แล้วไปต่อที่งานตรุษจีนพัทยา จัดได้ยิ่งใหญ่ แต่เสียดายคนน้อยไปนิด เลยทำให้ดูเหงาๆไปบ้าง

ต้มยำกุ้งในมะพร้าวอ่อน

ขากลับ ขับรถแบบชิลๆ เรื่อยมาตามถนนสุขุมวิท แวะซื้อ ข้าวหลามช็อต ร้านแม่นิยม ซอยตรงข้ามวัดตาลล้อม ใกล้ตลาดหนองมน ข้าวหลามรสเลิศ ไม่หวานมาก เพราะเจ้าของ คุณยายนิยม ที่วันนี้อายุ 84 ปีแล้ว บอกว่า อยู่ที่การปรุงรสที่แตกต่างจากร้านอื่น รวมถึงเผาด้วยฟืนไม่ใช้แก๊สทำให้มีความหอม อร่อย จนได้รับรางวัลที่ 1 ของการประกวดข้าวหลามอยู่หลายปี

แวะกินกลางวันที่ ร้านภูแอทเลิฟ ถนนข้าวหลามตัดใหม่ ที่ต้องบอกว่าร้านน่ารักสมชื่อมีมุมถ่ายรูปเก๋ๆหลายมุม แถมอาหารรสเด็ดอย่าง กุ้งอบชีส แซลมอนจี๊ดจ๊าด และ ต้มยำกุ้งมะพร้าวอ่อน ใครไปชลบุรีไม่ได้กินร้านนี้ถือว่าตกเทรนด์

2 วันกับการขับรถสู่เมืองตะวันออกที่ไม่ไกลกรุงเทพฯ ได้เติมเต็มความสุขให้ชีวิต แบบนี้..ไม่ใช่แค่ slow life แต่เป็นการชาร์จแบตให้กลับมาสู้กับความจอแจ วุ่นวายในเมืองหลวงได้เยอะทีเดียว.

พักสงบใต้ร่มเงาไม้ ณ บ้านสวนจันทิตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575127

โดย Health & Cuisine 12 ก.พ. 2559 16:01

 

เพิ่งผ่านต้นปีมาไม่เท่าไร แต่งานกองใหญ่และความวุ่นวายในเมืองหลวง ก็ทำให้เหนื่อยใจจนอยากพักชาร์จแบตอีกแล้ว เราจึงไม่รอช้ารีบค้นหาที่พักสวยบรรยากาศดีที่มีต้นไม้สีเขียวเยอะๆ เพื่อหวังจะได้พักผ่อนอย่างเงียบสงบ นอนสูดอากาศบริสุทธิ์ให้สมองปลอดโปร่ง หลังหาข้อมูลอยู่สักครู่ก็พบกับ “บ้านสวนจันทิตา” โฮมสเตย์อันร่มรื่นในจังหวัดอุทัยธานี จุดหมายปลายทางแห่งนี้ ตอบโจทย์ความต้องการของเราได้ครบ

จากกรุงเทพฯ เราใช้เวลาขับรถราว 3 ชั่วโมงเศษก็เดินทางมาถึง ทันทีที่ประตูรถเปิดออก ก็ได้เห็นภาพบ้านกลางป่าซึ่งด้านหน้ามีสนามหญ้าเขียวขจี คุณป้าจัน-จันทิตา และคุณลุงสาน-ไพศาล กุศลวัฒนะ สามี-ภรรยา ข้าราชการวัยเกษียณผู้เป็นเจ้าของบ้าน ออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่น ก่อนเล่าถึงที่มาของโฮมเสตย์แห่งนี้ให้ฟังว่า เดิมทีพื้นที่ 4 ไร่เศษแห่งนี้ เป็นบ้านพักส่วนตัวของท่าน ด้วยความที่ชอบต้นไม้จึงช่วยกันปลูกต้นไม้นานาชนิด ทั้งประดู่ป่า ยางนา มะค่าโมง สัก พะยูง และชมพูพันธุ์ทิพย์เอาไว้ตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน เพื่อหวังจะใช้ชีวิตวัยเกษียณอยู่ในบ้านอันร่มรื่น รวมถึงสร้างโฮมสเตย์เล็กๆ เอาไว้ต้อนรับผู้ที่ชื่นชอบความงามตามธรรมชาติเช่นเดียวกัน

บ้านไม้รูปทรงสวยแปลกตามีต้นไม้ขนาดใหญ่ขนาบข้าง เกิดจากแนวคิดของผู้เป็นเจ้าของที่ต้องการสร้างบ้านให้อยู่ท่ามกลางต้นไม้ มิใช่ตัดต้นไม้เพื่อสร้างพื้นที่ให้บ้าน สถาปนิกผู้ออกแบบจึงต้องหลบหลีกมุม สร้างบ้านบริเวณพื้นที่ว่างเพื่อให้แมกไม้ยังเติบโตได้อย่างอิสระ ซึ่งผลลัพธ์อันคุ้มค่านอกจากรักษาต้นไม้ไว้ได้แล้ว ทั่วบริเวณบ้านยังมีร่มเงาที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกเย็นสบายด้วย โฮมสเตย์ที่นี่มีเพียง 4 หลัง แต่ละหลังมีห้องน้ำในตัว ทีวี เครื่องปรับอากาศ มีไว้อย่างครบถ้วน เดินลงจากบ้านจะพบกับชานไม้ขนาดใหญ่ที่เชื่อมบ้านทั้ง 4 หลังให้เดินถึงกันได้

กิจกรรมน่ารื่นรมย์ที่โฮมสเตย์เตรียมไว้ให้ คือการยืมจักรยานปั่นไปชมแปลงผักและผลไม้ปลอดสารพิษ ที่คุณลุงและคุณป้าปลูกเอาไว้ ส่วนนักปั่นตัวยงมักเตรียมจักรยานคันโปรดของตัวเองมา แล้วปั่นไปชมความงามที่เกาะเทโพ (ห่างจากโฮมสเตย์ประมาณ 15 กิโลเมตร) ซึ่งเราก็ไม่รีรอที่จะขอลองปั่นไปเกาะเทโพเสียหน่อยและไม่ผิดหวังเลย ตลอดทางมีวิวต้นไม้และภูเขางดงามราวกับภาพวาด ทุ่งนาสีสวยมีให้เห็นอยู่ตลอด ถนนเส้นเล็กๆ มีรถราไม่มากนัก จึงปั่นชมวิวได้แบบชิลๆ กระทั่งคล้อยบ่ายเรากลับมาหย่อนใจไปกับการพักผ่อนที่เงียบสงบในโฮมสเตย์ ภายในห้องตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่สวยงาม กระจกบานใหญ่เปิดให้แสงธรรมชาติลอดเข้ามาจึงรู้สึกโล่งโปร่งสบาย ชานหน้าบ้านมีระเบียงให้เราออกมานั่งรับลมเย็นๆ มองไปทางไหนเห็นแต่ต้นไม้เขียวขจี ตลอดบ่ายเราจึงใช้เวลานอนเล่นที่เปล และนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ริมระเบียงจนแทบลืมเวลา

ช่วงเย็นแขกบางคนเลือกขับรถออกไปรับประทานอาหารที่ร้านในตัวเมืองซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ส่วนเราขอไปตลาดที่อยู่ใกล้บ้าน เลือกซื้อวัตถุดิบง่ายๆ นำกลับมาปรุงเองด้วยเครื่องครัวและเตาถ่านที่อยู่ในห้องครัวสุดน่ารัก ซึ่งทางโฮมสเตย์เตรียมไว้ให้ สำหรับแขกท่านใดที่อยากลงครัวทำอาหารรับประทานเอง หลังอิ่มมื้อค่ำแล้วเราไม่ลืมออกไปนั่งมองดาวที่ระเบียงอีกสักหน่อย แล้วค่อยทิ้งตัวลงนอนบนเตียงสีขาวนุ่มละมุน

ความอิ่มเอมยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะอีกไฮไลต์ที่สำคัญคือ การได้ตื่นมามองแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ส่องลอดต้นไม้ เป็นวิวรับอรุณที่สร้างความกระชุ่มกระชวยต้อนรับวันใหม่ได้ดีเหลือเกิน เมื่อเดินลงมาที่ชานไม้ใหญ่เราพบว่าคุณป้าจันและคุณลุงสาน กำลังง่วนอยู่กับการตระเตรียมข้าวต้มปลาเอาไว้ให้แขก แถมยังมีมะละกอและกล้วยน้ำว้าสุกที่ปลูกในสวนหลังบ้านเตรียมไว้ให้ด้วย เรานั่งรับประทานอาหารท่ามกลางแมกไม้ ความสุขสงบที่ได้พบ นอกจากจะชาร์จแบตให้กับตัวเองได้อย่างที่ตั้งใจแล้ว แนวคิดที่ว่า ‘การใช้ชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับต้นไม้ โดยไม่คิดเปลี่ยนแปลงความงามตามธรรมชาติของมัน รวมถึงการดูแลแขกผู้มาพักเสมือนญาติ’ ที่เจ้าของโฮมสเตย์ทั้งสองท่านยึดถือนี้ ยังเป็นหลักคิดดีๆ ที่เราประทับใจ และเชื่อว่าสิ่งนี้เองที่เป็นเสน่ห์ดึงดูดใจ จนทำให้ไม่ว่าใครที่ได้มาเยือนเป็นต้องหลงรัก “บ้านสวนจันทิตา”

ราคาห้องพัก วันอาทิตย์–พฤหัสบดี หลังละ 2,500 บาท/วันศุกร์-เสาร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ หลังละ 3,000 บาท (เตียงเสริม 800 บาท)

บ้านสวนจันทิตา 39/2 หมู่ 5 ซอยวัดจักษาภัทรารา ตำบลสะแกกรัง อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี www.facebook.com/bansuanchantita

ที่มา-Health & Cuisine
www.healthandcuisine.com

เพิ่มดีกรีรักหวานไปอีก! ส่อง 8 โปรโมชั่นสุดสัปดาห์นี้ ต้องลอง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575539

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.พ. 2559 14:05

 

ยังคงตามติดบรรยากาศของ ‘วันวาเลนไทน์’ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์สีแดงพอดิบพอดี หนุ่มสาวคู่รักจะไปฉลองวันวาเลนไทน์ที่ไหน ลองมาเช็กโปรดีๆ กันอีกสักหน่อยนะจ๊ะ

สำหรับสัปดาห์นี้ ปฏิทินไทยรัฐออนไลน์ ได้สรรหาโปรโมชั่นต้อนรับความรักให้หวานกันมากขึ้น มีทั้งงานสินค้าของขวัญเก๋ๆ งานสินค้าลดราคา ร้านอาหารเสิร์ฟเมนูหวานสุดชิค กิจกรรมร่วมสนุกสุดหรูสำหรับคู่รัก แถมท้ายด้วย ตั๋วบินโปรสุดคุ้ม

อย่ารอช้า ตามมาเช็กลิสต์กันเลยดีกว่า

1. THE CRYSTAL SWEET VALENTINE

ไปเที่ยวงานนี้กัน ที่เดอะคริสตัล ราชพฤกษ์

วันนี้ – 15 ก.พ. 2559 ชวนคู่รักมาร่วมงาน “เดอะ คริสตัล สวีต วาเลนไทน์ (THE CRYSTAL SWEET VALENTINE)” ณ ศูนย์การค้า เดอะ คริสตัล ราชพฤกษ์ ภายในงานพบกับ บรรยากาศชวนฝันที่ถูกเนรมิตให้เป็นดินแดนแห่งความรัก เคล้าเสียงเพลงสุดฟินจากวงดนตรีสด พร้อมเลือกซื้อของขวัญวันวาเลนไทน์แฮนด์เมดดีไซน์เก๋ ของแต่งบ้านสุดชิค ยกขบวนมาให้ช็อปในราคาพิเศษมากมาย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0-2101-5959

2. Weekend Kantary Feast

แคนทารี ชวนชิมเมนูเด็ดรับวันแห่งความรัก

วันนี้ – 5 มี.ค. 2559 ชวนคู่รักมาอิ่มอร่อยกับ “Weekend Kantary Feast” ณ บริเวณลานด้านหน้าร้านคาเฟ่ แคนทารี บางแสน จ.ชลบุรี ภายในงานพบกับสตรีทฟู้ดแสนอร่อยหลากสไตล์ ดื่มด่ำกับค็อกเทลสูตรพิเศษ และเมนูเด็ดอื่นๆ อีกมากมาย เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศแสนสบาย พร้อมการแสดงดนตรีสด สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-3838-6474

3. Amarin Brand Sale : I Love Sale

ช็อปของแบรนด์ราคาถูก

วันนี้ – 14 ก.พ. 2559 ชวนไปช็อปสินค้าดีราคาลดสุดๆ ในงาน “Amarin Brand Sale : I Love Sale” ณ อีเวนต์ฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า ภายในงานพบกับ สินค้าไลฟ์สไตล์คุณภาพเยี่ยม ดีไซน์เก๋ๆ มากมาย เช่น เสื้อผ้าแฟชั่น รองเท้า กระเป๋า จากแบรนด์ดัง เช่น Pakalolo Boots, Albedo, Massimo, Beverly Hills Polo Club, Island girl เป็นต้น นอกจากนี้ยังมี ของใช้ ของตกแต่งบ้าน เครื่องประดับ สินค้าไอที และของขวัญต่างๆ ที่ขนมาลดราคาสูงสุดถึง 70% พิเศษ รับสิทธิ์จับอั่งเปามูลค่าสูงสุด 1,000 บาท สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2650-4704

4. Quartier en Rose

งานวันวาเลนไทน์สุดยิ่งใหญ่ อลังการ ต้องที่นี่!

วันนี้ – 14 ก.พ. 2559 ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก ชวนคู่รักร่วมกิจกรรม “Quartier en Rose” ณ ควอเทียร์ อเวนิว ดิ เอ็มควอเทียร์ ภายในงานตระการตาได้ด้วยดอกกุหลาบกว่า 1,000 ดอก ในบรรยากาศอบอวลไปด้วยความโรแมนติก พบกับโซน Sweet Bazaar (สวีตบาซาร์) เสิร์ฟขนมหวาน เครื่องดื่ม เบเกอร์รี่ เช่น สุดยอดมาการองดีไซน์พิเศษจากประเทศฝรั่งเศส ปิแอร์ แอร์เม่ ปารีส (Pierre Herme Paris)

กุหลาบช็อกโกแลตจากประเทศเบลเยียมจากแบรนด์ Chocolab by Sofitel So สัมผัสเนื้อเนียนนุ่ม หวานละมุน พร้อมความพิเศษกับการบรรจงปั้นช็อกโกแลตเป็นดอกกุหลาบแสนสวย มีจำนวนจำกัดเพียง 20 ดอกเท่านั้น

บราวนี่ที่ทำจากช็อกโกแลตที่ดีที่สุดระดับโลก จากร้าน Black Futon ที่พิถีพิถันกับรสชาติอันลุ่มลึกของช็อกโกแลตได้รังสรรค์เมนู French Kiss Brownie (เฟรนช์คิส บราวนี่) เนื้อนุ่มกลิ่นราสเบอร์รี่ พร้อมเติมความหวานซ่อนเปรี้ยวด้วย Meringue กรุบกรอบรสราสเบอร์รี่กับ Sun-dried Rose

นอกจากนี้ ยังมีเค้กป็อป และ Rabbits Cake แสนน่ารัก มูสเค้กเบอร์รี่กลิ่นกุหลาบ Love lemon tart, Valentine Cake Pop, I love you toast, Fresh Fruit Bouquets (ช่อผลไม้สด) และสตรอว์เบอร์รี่เคลือบช็อกโกแลต เป็นต้น

5. Valentine’s day @Yodpiman

เที่ยวตลาดริมน้ำเจ้าพระยา

วันนี้ – 14 ก.พ. 2559 ชวนคู่รักมาเที่ยวชิลๆ ในงาน “Valentine’s day at Yodpiman River Walk by Funny Market Zone” ณ โถงท่าเรือปากคลองตลาด ตลาดยอดพิมาน ภายในงานพบกับกิจกรรมดีๆ ที่มีทั้ง Work shop การทำสบู่ให้แก่คู่รัก และสนุกไปกับการช็อปปิ้ง สินค้าแฮนด์เมด โฮมเมด เสื้อผ้า ของใช้ เครื่องประดับ พร้อมโซนอาหาร เครื่องดื่ม เบเกอรี่มากมายภายในงาน โดยเฉพาะมีสินค้าของขวัญวันวาเลนไทน์ให้เลือกชมเพียบ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 09-6747-1060

6. Celebration Package

แพ็กเกจห้องพักที่ดิโอกุระ

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เสนอแพ็กเกจห้องพักสำหรับการเฉลิมฉลองวันสำคัญต่างๆ รับสิทธิพิเศษมากมาย เมื่อสำรองห้องพักแบบพรีเมียร์ คลับ (Premier Club) หรือ เพรสทีจ คลับ (Prestige Club) เป็นเวลา 2 คืนขึ้นไป

แพ็กเกจนี้ประกอบไปด้วย ห้องพัก 2 คืน, อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ที่ห้องอาหาร อัพ แอนด์ อะบัฟ หรืออาหารเช้าแบบญี่ปุ่นที่ห้องอาหาร ยามาซาโตะ, อาหารชุดมื้อค่ำ 5 รายการ สำหรับ 2 ท่าน, สปาร์กกลิ้งไวน์ 1 ขวด, ขยายเวลาเช็กเอาต์ถึง 14.00 น., บริการซัก รีด เสื้อผ้า 2 ชิ้นต่อวัน, ขนมเค้กและช่อดอกไม้, ผลไม้และคุกกี้ต้อนรับ, บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง, สิทธิใช้บริการ คลับ เลาจน์ และส่วนลด 15% สำหรับรับบริการสปา ทรีตเมนต์ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2687-9000

7. โปรแอร์เอเชีย 990 บาท สู่หลวงพระบาง

แอร์เอเชียมีบินตรงกรุงเทพฯ – หลวงพระบาง แล้วนะจ๊ะ

สายการบินแอร์เอเชีย เปิดตัวเส้นทางบินตรงใหม่ล่าสุดจากกรุงเทพฯ สู่เมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว อย่างเป็นทางการ พร้อมโปรโมชั่นราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 990 บาทต่อเที่ยวบิน ผู้โดยสารสามารถทำการจองได้ผ่านทาง http://www.airasia.com ตั้งแต่วันนี้ – 14 ก.พ. 2559 และเดินทางได้ตั้งแต่วันที่ 24 มี.ค. 2559 ถึงวันที่ 5 ก.พ. 2560

สำหรับเส้นทางบินหลวงพระบาง ให้บริการทุกวันจากท่าอากาศยานดอนเมือง (DMK) สู่เมืองหลวงพระบาง (LPQ) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตั้งแต่วันที่ 24 มี.ค. 2559 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังเปิดเส้นทางบินใหม่จากสนามบินหาดใหญ่ สู่ 2 จุดหมายปลายทาง ได้แก่ เชียงราย และ ยะโฮร์ บาห์รู ประเทศมาเลเซีย บินตรงทุกวัน วันละ 1 เที่ยวบิน ทั้ง 2 เส้นทาง จองได้แล้ววันนี้ ด้วยราคาสุดพิเศษเริ่มต้นที่ 990 บาทต่อเที่ยว เดินทางตั้งแต่ 1 เมษายน 2559 เป็นต้นไป สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2515-9999

8. โปรนกแอร์ รักล้นฟ้า ราคาดี๊ดี

โปรตั๋วบินสุดคุ้ม รับวาเลนไทน์

สายการบินนกแอร์ มอบโปรโมชั่น “รักล้นฟ้า ราคาดี๊ดี” ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 888 บาทต่อเที่ยวบินสำหรับ 1 ท่าน (รวมทุกอย่างแล้ว) สำหรับเส้นทาง พิษณุโลก อุดรธานี อุบลราชธานี ขอนแก่น สกลนคร กระบี่ สุราษฎร์ธานี นครพนม และนครศรีธรรมราช

ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 988 บาทต่อเที่ยวบินสำหรับ 1 ท่าน (รวมทุกอย่างแล้ว) สำหรับเส้นทาง เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต หาดใหญ่ น่าน ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ เลย และตรัง รวมถึงราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 1,088 บาทต่อเที่ยวบินสำหรับ 1 ท่าน (รวมทุกอย่างแล้ว) สำหรับเส้นทาง ย่างกุ้ง โฮจิมินห์ ฮานอย ชุมพร แม่สอด เชียงใหม่-อุดรธานี แพร่ ระนอง และลำปาง

จองได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 14 ก.พ. 2559 สำหรับการเดินทางตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. – 30 ก.ย. 2559 สำรองที่นั่งก่อนเดินทางอย่างน้อย 10 วัน สอบถามเพิ่มเติม Call Center 1318

ดูโปรโมชั่นเดือนกุมภาพันธ์ก่อนหน้านี้ คลิกเลย 10 โปรโมชั่นเด็ด!
ที่มาภาพบางส่วน : nokairairasiaAmarinBrandSaleemquartierYodpimanRiverWalk

ใต้พิภพนครลอนดอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/572300

โดย National Geographic 10 ก.พ. 2559 16:01

 

ในห้องปฏิบัติการที่เปิดไฟสว่างจ้าเหนือพิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งกรุงลอนดอน หรือโมลา (Museum of London Archaeology: MOLA) ลุยซา ดูอาร์เต กำลังทำความสะอาดภาพปูนเปียกขนาดใหญ่สมัยศตวรรษที่หนึ่งอย่างเบามือ ภาพนี้ส่งมาจากสถานที่ก่อสร้างแห่งหนึ่งบนถนนไลม์ ใจกลางย่านธุรกิจการเงินของกรุงลอนดอน เมื่อไม่กี่วันก่อน คนงานซึ่งกำลังขุดดินเพื่อวางรากฐานอาคารสำนักงานสูง 38 ชั้นแห่งใหม่พบซากปรักสิ่งก่อสร้างยุคแรกๆ ของชาวโรมัน ผู้เชี่ยวชาญของพิพิธภัณฑ์คาดว่า ซากปรักดังกล่าวมีอายุอยู่ในราว ค.ศ. 60 ภาพนี้จึงเป็นภาพปูนเปียกของชาวโรมันอายุเก่าแก่ที่สุดภาพหนึ่งเท่าที่เคยพบในกรุงลอนดอน อีกทั้งขนาดที่ยาวเกือบสามเมตร สูงเกือบสองเมตร ยังทำให้เป็นภาพขนาดใหญ่ที่สุดและมีสภาพสมบูรณ์ที่สุดภาพหนึ่งด้วย

นักโบราณคดีเชื่อว่า ภาพปูนเปียกนี้เคยประดับสิ่งก่อสร้างที่ถูกรื้อทิ้งในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่สอง เพื่อสร้างบาซิลิกา (basilica) หรืออาคารศาลสถิตยุติธรรม และฟอรัม (forum) หรือลานประชาคมแห่งใหม่อันอลังการ นับเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดมโหฬารที่สุดเท่าที่ชาวโรมันเคยสร้างไว้ทางเหนือของเทือกเขาแอลป์ ใหญ่โตกว่ามหาวิหารเซนต์ปอลในปัจจุบันด้วยซ้ำ บ้านเรือนทั้งหมดในบริเวณนั้นถูกรื้อถอน แล้วสร้างบ้านเมืองตามวิสัยทัศน์ของคนรุ่นใหม่ บนที่ดินเดิม นับเป็นครั้งแรกของการปรับเปลี่ยนโฉมหน้าของเมืองซึ่งเกิดขึ้นอีกหลายครั้งในช่วง 1,900 ปีต่อมา

ผู้โดยสารช่วงเย็นเดินลงไปยังสถานีรถไฟใต้ดินที่วงเวียนพิกคาดิลลี ใจกลางกรุงลอนดอน การขุดเพื่อสร้างเส้นทางรถไฟใต้ดินสายใหม่ทำให้พบศิลปวัตถุหลายพันชิ้นซึ่งเผยเรื่องราวของมหานครแห่งนี้ตั้งแต่ยุคหินจวบจนปัจจุบัน

หากลอกผิวทางเดินของมหานครเก่าแก่อย่างกรุงลอนดอนออก คุณจะได้พบสารพัดสิ่ง ตั้งแต่ภาพปูนเปียกสมัยศตวรรษที่หนึ่งของชาวโรมันไปจนถึงรองเท้าสเก็ตน้ำแข็งยุคกลางหรือแม้แต่ฟันของช้าง ด้วยความที่เป็นเมืองหลวงเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป ลอนดอนจึงเป็นนครที่มีผู้อยู่อาศัยตลอดมาและมีการก่อสร้างซ้อนทับกันมายุคแล้วยุคเล่า ตั้งแต่ ยุคของชาวโรมัน แซกซัน นอร์แมน ทิวดอร์ จอร์เจียน มาจนถึงยุควิกตอเรีย ด้วยเหตุนี้ กรุงลอนดอนปัจจุบันจึงตั้งอยู่บนชั้นเค้กทางโบราณคดีที่สูงเกือบเก้าเมตรเลยทีเดียว

ความท้าทายสำหรับนักโบราณคดี คือ ลอนดอนยังเป็นมหานครอันพลุกพล่านที่มีผู้คนอาศัยอยู่กว่าแปดล้านคน แออัดด้วยถนนที่รถแล่นกันขวักไขว่ ตึกระฟ้า และสถาปัตยกรรมอันอลังการ โอกาสที่จะเปิดผ้าคลุมคอนกรีตออกแล้วสำรวจผืนดินที่อุดมด้วยศิลปวัตถุจึงเป็นไปได้ยากและทำได้เพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น ทว่าโครงการวิศวกรรมสำคัญๆและอุตสาหกรรมการก่อสร้างที่เติบโตอย่างรวดเร็วในย่านใจกลางทางโบราณคดีของกรุงลอนดอนก็เปิดโอกาสให้ได้ยลสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ผิวดินและเจาะลึกอดีตของมหานครแห่งนี้อย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน

โบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นนั้นมีมากมายมหาศาล บางส่วนเป็นศิลปวัตถุหลายล้านชิ้นซึ่งครอบคลุมประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติตามแนวแม่น้ำเทมส์ ตั้งแต่ต้นยุคหินกลางเมื่อราว 11,000 ปีก่อน จนถึงยุควิกตอเรียตอนปลายในช่วงปลายศตวรรษที่สิบเก้า สิ่งที่พบยังรวมถึงกระดูกของชาวลอนดอนผู้วายชนม์หลายพันคนและถูกฝังไว้ในสุสาน ก่อนจะมีการก่อสร้างทับและถูกลืมมานานหลายศตวรรษ

นักโบราณคดีขุดกะโหลกศีรษะยุคโรมันเหล่านี้ขึ้นมาจากบริเวณใกล้สถานีรถไฟใต้ดินถนนลิเวอร์พูล กะโหลกซึ่งถูกฝังเมื่อประมาณ 1,900 ปีก่อนเหล่านี้ถูกซัดเข้าสู่เส้นทางไหลของแม่น้ำ ก่อนที่ก้อนหินผิวเรียบจะเข้าไปติดอยู่ในเบ้าตา


“การขุดค้นเหล่านี้ทำให้เราได้เห็นภาพชีวิตความเป็นอยู่อันน่าทึ่งของชาวลอนดอนในหลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมาครับ” ดอน วอล์กเกอร์ นักวิทยากระดูกมนุษย์จากโมลา กล่าว “ทำให้เราตระหนักว่า เราทุกคนเป็นเพียงตัวละคร ตัวเล็กๆ ที่ผ่านเข้ามาในประวัติศาสตร์อันยาวนานของลอนดอนเท่านั้นเอง”

ประชากรลอนดอนครึ่งหนึ่งเสียชีวิตในช่วงกาฬโรคระบาดระหว่างปี 1348 ถึง 1350 ผู้เสียชีวิตส่วนหนึ่งคือเจ้าของ โครงกระดูกที่ขุดพบใกล้จัตุรัสชาร์เตอร์เฮาส์เหล่านี้

สิ่งที่มีคุณูปการใหญ่หลวงที่สุดต่องานด้านโบราณคดีของกรุงลอนดอนคือโครงการครอสส์เรล (Crossrail Project) โครงการทางรถไฟใต้ดินในแนวตะวันออก-ตะวันตกสายใหม่นี้เป็นทั้งโครงการทางวิศวกรรมขนาดใหญ่ที่สุด และการขุดค้นทางโบราณคดีที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ตั้งแต่เริ่มงานมาเมื่อปี 2009 อุโมงค์ยาว 42 กิโลเมตร และสถานที่ก่อสร้างกว่า 40 แห่งของโครงการนี้ทำให้พบศิลปวัตถุและฟอสซิลแล้วหลายพันชิ้น ครอบคลุมช่วงเวลาถึง 70,000 ปี

การขุดค้นที่ใหญ่ที่สุดและน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดเริ่มขึ้นเมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา ตรงหน้าสถานีรถไฟถนนลิเวอร์พูลอันจอแจ แผนการสร้างห้องโถงขายตั๋วโดยสารใต้ดินทำให้ต้องขุดผ่านสุสานเบดแลมเก่าแก่ ซึ่งเป็นสุสานประจำเมืองแห่งแรกในกรุงลอนดอน งานนี้ทำให้ต้องขุดโครงกระดูกของชาวลอนดอนกว่า 3,300 คนขึ้นมา คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เสียชีวิตในช่วงศตวรรษที่สิบหกและสิบเจ็ด อันเป็นช่วงเวลาที่ท้องถนนของนครลอนดอนคลาคล่ำไปด้วยผู้ป่วยกาฬโรค

การก่อสร้างใกล้สถานีรถไฟใต้ดินแฟร์ริงดอนเผยให้เห็นกรุงลอนดอนในยุคกลาง การทดสอบโครงกระดูกของผู้เสียชีวิตจากกาฬโรคซึ่งฝังอยู่ใกล้ๆแสดงให้เห็นว่า กรุงลอนดอนในสมัยนั้นดึงดูดผู้คนจากที่ห่างไกลเข้ามาเช่นเดียวกับ ในปัจจุบัน

ผมกับเจย์ คาร์เวอร์ หัวหน้านักโบราณคดีของโครงการครอสส์เรล กำลังยืนอยู่บนแท่นสังเกตการณ์เหนือแหล่งขุดค้น ภายในหลุมเบื้องล่าง ทีมนักโบราณคดี 30 คนในชุดหมีสีส้ม พร้อมหมวกนิรภัยสีน้ำเงิน กำลังปัดเศษดินออกจากหน้าผากของกะโหลกศีรษะ เชื่อกันว่าโครงกระดูกจำนวนมากที่ขุดขึ้นมานี้เป็นของเหยื่อผู้เสียชีวิตในช่วงกาฬโรคระบาดครั้งใหญ่เมื่อปี 1665 ซึ่งคร่าชีวิตชาวลอนดอนไประหว่าง 75,000 ถึง 100,000 คน จากประชากรทั้งหมด 450,000 คน

นักวิทยาศาสตร์มีแผนจะทดสอบโครงกระดูกบางโครง โดยหวังว่าจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับวิวัฒนาการของแบคทีเรียก่อกาฬโรค “ความลี้ลับยิ่งใหญ่ประการหนึ่งก็คือ เหตุใดกาฬโรคจึงไม่เคยกลับมาระบาดในลอนดอนอีกเลยหลังจากปี 1665” คาร์เวอร์พูด “ก่อนหน้านั้น มันเป็นแขกที่มาเยือนลอนดอนค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่ไม่เคยมาอีกเลยหลังจากนั้น เพราะเหตุใด มีอะไรเปลี่ยนไปหรืออย่างไร เราหวังว่าการทดสอบนี้จะให้คำตอบได้บ้าง”

เรื่อง รอฟฟ์ สมิท, ภาพถ่าย ไซมอน นอร์โฟล์ก

ที่มา – National Geographic
www.ngthai.com