Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: บทความพิเศษ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

บทความพิเศษ : วัฒนธรรมไทย กับความอยู่รอดของ ‘ชาติไทย’ และ ‘คนไทย’

Posted on October 11, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/685692

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 02.00 น.

ได้กล่าวไว้แล้วว่า การมีวัฒนธรรมไทยที่ดี มีส่วนสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมให้แก่ประเทศไทยเป็นอย่างมาก

แล้วยังไม่พออีกหรือ ที่ประเทศไทยจะอยู่ไม่รอดทั้งๆ ที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทางสังคม (ที่รอการพัฒนาให้เข้มแข็งขึ้นจากกระทรวงวัฒนธรรม, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา ฯลฯ) แล้ว

ไม่ต้องพูดถึงภัยสงคราม ภัยจากมหาอำนาจ ที่สามารถใช้ความรุนแรงทางอาวุธ (Hard Power) เข้ามาทำให้ประเทศเล็กๆ อยู่รอดไปไม่ได้ ยังมีภัยอื่นอีกที่ยังคุกคาม “ชาติไทย” และ “คนไทย” อยู่

ประการแรกได้แก่

สังคมผู้สูงอายุ

“สังคมผู้สูงอายุ” อันเป็นสถานการณ์อย่างหนึ่งที่อาจเป็นตัวถ่วง ให้เราอยู่ในสังคมโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันได้ยาก

ตามเอกสารของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ในปี พ.ศ.2564 คนไทยมีประชากร 66.7 ล้านคน แต่มีผู้สูงอายุถึง 12.5 ล้านคนตกลงคนไทยประมาณ 4 คน ก็ต้องดูแลผู้สูงอายุ 1 คน หากหักจำนวนเด็กในวัยทารกและในวัยเรียนออกเสียสัก 12.5 ล้านคน คนไทยในวัยทำงาน 3 คนก็จะต้องดูแลผู้สูงอายุ เช่น พ่อแม่ของตน 1 คน และดูแลลูกในวัยศึกษาอีก 1 คน รวมเป็น 2 คน จึงเท่ากับว่า ในปี 2564 คนทำงานเพียง 3 คน ต้องรับผิดชอบผู้ที่ไม่ได้ทำงานอีก 2 คน

งบประมาณการเงินของรัฐสำหรับผู้สูงอายุปี 2564 ประมาณ 80,000 ล้านบาท เบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญข้าราชการปี 2564 อีก 270,000 ล้านบาท
รวมเป็น 350,000 ล้านบาท

หากลองมานั่งพิจารณาอีก 10 ปีข้างหน้า ประชากรไทยลดเหลือ 60 ล้านคน ในจำนวนนี้มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคน คนไทย 40 ล้านคน ก็จะต้องดูแลผู้สูงอายุ 20 ล้านคน แต่ถ้าใน 40 ล้านคนนี้ กำลังเป็นเด็กหรืออยู่ในวัยเรียนเสีย 20 ล้านคน ก็จะเหลือเป็นคนทำงานเสียเพียง 20 ล้านคน ต้องดูแลผู้สูงอายุ 20 ล้านคน และเด็กในวัยเรียนอีก 20 ล้านคน

หรือนัยหนึ่ง คนทำงาน 1 คน ต้องเลี้ยงดูผู้สูงอายุ 1 คน และเด็กอีก 1 คน

เมื่อจำนวนคนเกิดลดลง จำนวนผู้สูงอายุมากขึ้น จำนวนคนทำงานก็น้อยลง GDP และภาษีรายได้ก็ต้องลดน้อยลง แล้วรัฐจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายเป็นสวัสดิการของรัฐสำหรับผู้สูงอายุและสำหรับเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ ซึ่งก็จะเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก

คิดแล้ว ก็ออกจะเห็นใจคนไทยรุ่นน้องและรุ่นลูกหลาน ที่อยู่ในวัย 20-50 ปี โดยเฉพาะคนที่ยัง “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” หวังได้รับสวัสดิการของรัฐยามชรา ว่ารัฐจะมีเงินพอดูแลท่านหรือไม่

และเราจะอยู่รอดกันได้อย่างไร

เราจะหาแรงงานจากไหน มาเพิ่มผลผลิต เพิ่ม GDP และเพิ่มรายได้ให้รัฐบาล เพื่อนำไปใช้จ่ายในกิจการของรัฐ รวมทั้งสวัสดิการผู้สูงอายุ ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เราควรจะต้องคิดหาทางลัด โดยการย้อนไปคำนึงถึงอดีตเมื่อร้อยปีเศษ สมัยที่ประเทศไทยมีพลเมืองเพียง 7-8 ล้านคน และเพียง 11 ล้านคน (ปี พ.ศ.2472) และต่อมา 14 ล้านคน (ปี พ.ศ.2480) ประเทศไทยเราเปิดกว้างให้แก่ชาวต่างประเทศให้เข้ามาทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานรถไฟ งานไปรษณีย์ โทรเลขโทรศัพท์ งานตำรวจ งานป้องกันประเทศ งานเดินเรือ งานเดินอากาศ เราก็ได้ชาวต่างประเทศมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงพัฒนางานเหล่านี้ขึ้นมา

นอกจากนั้น เรายังต้องนำเข้าแรงงาน จากประเทศใกล้เคียง มาขุดคลองรังสิต, คลอง 1- คลอง 15, คลองสรรพสามิต การสร้างทางรถไฟ ฯลฯ แล้วเปิดโอกาสให้เขาได้อยู่ต่อไปในประเทศ และอาศัยวัฒนธรรมในส่วนที่เข้มแข็งและเป็น Soft Power ของเรา (เช่น ภาษาไทย ขนบธรรมเนียมไทย ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเมตตากรุณา ศิลปกรรมไทย สถาปัตยกรรมไทย ประเพณีไทย (สงกรานต์, ปีใหม่) การร้องรำทำเพลง, การทำบุญตักบาตร, ฯลฯ ทำให้ชาวต่างชาติเหล่านั้น ติดใจและซาบซึ้งในวัฒนธรรมของไทย และกลายเป็นกำลังคน (Man Power) อันสำคัญต่อมาจนทุกวันนี้

สิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นโดยพระบรมราโชบายอันชาญฉลาดและมองการณ์ไกล ของพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ในอดีต ยิ่งถ้าคนต่างชาติเหล่านี้ มีผลงานดีมีความจงรักภักดี ก็ยังได้รับพระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์ เป็นขุน หลวง พระ พระยา เจ้าพระยา บริหารประเทศและธุรกิจต่างๆ อยู่มากมายในปัจจุบัน รวมทั้งการใช้ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่เหมาะสมแก่บรรดาผู้ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร จากทิศทางต่างๆ รอบประเทศ

ปัจจุบัน ระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาของเรา ทำให้นโยบายต่างๆ ไม่สามารถต่อเนื่องได้ นักการเมืองไม่มีเวลาจะมาคิดสร้างชาติหรือคิดว่าทำอย่างไรประเทศไทยจะอยู่รอด (Survive) ในโลกแห่งการแข่งขัน เพราะมัวแต่คิดว่า ทำอย่างไรตน พรรคพวก และพรรคการเมืองของตน จึงจะอยู่รอด ทำอย่างไรจึงจะเข้าสู่อำนาจบริหารได้ เพื่อมีลู่ทางในการ “หากล้วย” ไว้ใช้เลี้ยงลิงต่อไป

จึงเห็น ข้าราชการประจำของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ นี่แหละ ที่มีความต่อเนื่อง (Continuity) ที่น่าจะยังมีอุดมการณ์ ความสามารถในการสร้างความคิด นำความคิดเพื่อความอยู่รอดของประเทศไทย ออกมาปฏิบัติในระยะยาวได้ รวมทั้งการนำนโยบายภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) มาใช้ให้เหมาะสม

ในเมื่ออดีต เรายังสามารถใช้อำนาจละมุน (Soft Power) ของเรา มาเป็นกำลังอันสำคัญในการพัฒนาประเทศจนถึงจุดในวันนี้ได้ ขณะนี้เราก็มีแรงงานต่างด้าว ที่เข้ามาอย่างถูกกฎหมาย โดย MOU ครั้งละ 3 ปี และไม่ถูกกฎหมาย โดยเดินเข้า-ออกประทับตรา ตม. ทุกๆ เดือน อีกไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน

เราก็น่าจะมีนโยบาย ทำให้เขาเหล่านี้ เป็นคนไทย เป็นกำลังคน (Man Power) ที่จะร่วมกันพัฒนาประเทศไทยสืบต่อไป ซึ่งวิธีการทางวัฒนธรรม ก็มีอยู่มากมาย เช่น

1.เปิดการสอนภาษาไทยระดับต่างๆ ให้แรงงานเหล่านี้ ได้เรียนในวันหยุดทำงาน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

2.สอนวัฒนธรรมไทย ศิลปกรรม จริยธรรม เพื่อเป็นกำลังคนที่ดีของไทยในอนาคต

3.เปิดสอบเทียบวุฒิโดย กศน. เพื่อการก้าวสู่ความมั่นคงของเขาในอนาคต

4.เปิดสอนวิชาชีพที่ประเทศเราต้องการให้แรงงานเหล่านี้

5.เข้าไปร่วมจัดงานรื่นเริงให้แก่แรงงานต่างด้าว ให้มีการรำวงประกวดร้องเพลงไทย แต่งกายไทย แข่งขันเรียงความภาษาไทย การกล่าวปาฐกถาภาษาไทย เป็นต้น โดยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น

6.ผู้ที่มีลูกหลานติดตามมา เรียนจนจบมัธยมปลาย หรือเรียนมหาวิทยาลัย ให้พ่อแม่ได้มีสิทธ์เป็นคนไทยได้ง่ายขึ้น

7.เปิดให้แรงงานชั่วคราวเหล่านี้ ให้ขอรับสัญชาติไทยได้ เมื่อได้ผ่านเกณฑ์ที่ทางการได้กำหนดไว้ (โดย มท., วธ., ศธ.) ร่วมมือกันวางเกณฑ์ที่ไม่ต้องให้เขาต้องไปเสียเบี้ยบ้ายรายทางอีก

ส่วนกฎเกณฑ์ควรจะเป็นอย่างไร ท่านสอบถามเอาจากคนไทยที่ไปได้สัญชาติอื่นมา ว่าเขามีวิธีวางกฎเกณฑ์อย่างไร การทดสอบอย่างไร ก็คงจะเป็นทางลัดได้

หากเราเริ่มคิด เริ่มทำเสียตั้งแต่บัดนี้ เราก็จะมีกำลังคนเข้ามาทดแทนกำลังจากจำนวนคนไทยปัจจุบัน ที่กำลังลดน้อยถอยลง แต่ต้องรับภาระผู้สูงอายุมากขึ้น ได้ทันการ

ปัญหาความอยู่รอด (Survival) ของชาติไทยและคนไทย ก็จะลดน้อยถอยลง

ประการที่สอง

ได้แก่

ความแตกต่างทางวัฒนธรรม

การอยู่รอดของชาติไทย อีกประการหนึ่ง ก็ได้แก่

การใช้วัฒนธรรมแบบอำนาจละมุน (Soft Power) เข้าไปใช้กับภูมิภาคหรือผู้คนในท้องถิ่นที่ยังนิยมความแตกต่าง ให้คนไทยเหล่านั้นรู้จักภาษาไทย พูดไทยได้ทุกคน เรียนโรงเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ ตามหลักสูตรที่ใช้กันในราชอาณาจักรไทย

องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ควรส่งเสริมให้วัฒนธรรมได้กลมกลืนกัน นอกจากการจัดพิธีไหว้ครู ในโรงเรียน จัดรำวงไทยในงานรื่นเริง การประกวดแบบไทย ก็ต้องมีการรวมวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นเซิ้งกระติ๊บข้าว หรือรำรองเง็ง หมอลำ หรือรำโนห์รา

วิธีนี้น่าจะได้ผลดีกว่าการใช้กำลัง (Hard Power) และสิ้นเปลือง
งบประมาณน้อยกว่ามาก

ข้าราชการประจำ จะต้องยึดหลัก “ลดความแตกต่าง สร้างความกลมกลืน เพื่อความยั่งยืน ของสังคมไทย” สืบต่อกันไปจากรุ่นสู่รุ่น โดยไม่ต้องรอนักการเมือง ซึ่งเปลี่ยนหน้ากันเข้ามาบ่อยๆ

ให้ทุกคนรู้สึกภาคภูมิใจ ในความเป็นคนไทย และความเป็นชาติไทย เดียวกัน

ว่า ที่นี่คือบ้านเกิด (Birth Place), เมืองนอน (Homeland) และแดนตาย (Eternal Sanctuary) ของพวกเราชาวไทย

และเราทุกคน ได้มีส่วนร่วมในการสร้างชาติไทย ขึ้นมา

ศิริภูมิ

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ทองคำยังเป็นสรวงสวรรค์ แห่งความปลอดภัยอยู่หรือไม่

Posted on September 4, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/677473

บทความพิเศษ : ทองคำยังเป็นสรวงสวรรค์ แห่งความปลอดภัยอยู่หรือไม่

บทความพิเศษ : ทองคำยังเป็นสรวงสวรรค์ แห่งความปลอดภัยอยู่หรือไม่

วันเสาร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2565, 02.00 น.

หมายเหตุ : บทความ “ทองคำยังเป็นสรวงสวรรค์แห่งความปลอดภัยอยู่หรือไม่” ร่วมเขียนโดยคณาจารย์จาก สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin) จำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย ผศ.ดร.ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์, ผศ.ดร.ภัทเรก ศรโชติ และ รศ.ดร.พัฒนาพร ฉัตรจุฑามาส

โลกของเราในปัจจุบันนั้นเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนจากโรคระบาดต่างๆ ทั้งไวรัสโควิด-19 และฝีดาษลิง หรือแม้แต่ความผันผวนในราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติ และราคาอาหารที่เกิดจากสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน รวมถึงความไม่ลงรอยของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งส่งผลทำให้เงินเฟ้อในประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สร้างความลำบากอย่างมากให้กับประชาชนทุกภาคส่วน นักธุรกิจทั้งในระดับเล็ก กลาง ใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่นักลงทุนทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม “ท่ามกลางความผันผวนมากมายเหล่านี้ สิ่งหนึ่งที่หลายคนมักจะฝากความหวังไว้” และมักจะใช้เป็นทางออกสำหรับการ “หนีตาย” ในช่วงที่โลกเต็มไปด้วยความผันผวนก็คือ “ทองคำ” ในบทความนี้ คณะผู้เขียนมีความตั้งใจที่จะนำข้อคิดจากงานวิจัยชั้นนำที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของทองคำในการเป็น “สรวงสวรรค์แห่งความปลอดภัย” หรือ “Safe Haven Asset” มาเล่าสู่กันฟัง

อ้างอิงงานวิจัยของศาสตราจารย์ Dirk Baur แห่งมหาวิทยาลัย Western Australia (UWA) และ ศาสตราจารย์ Brian Lucey จากวิทยาลัยทรินิตี้ของมหาวิทยาลัยดับลิน ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในงานวิจัยในด้านสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดชิ้นหนึ่งในโลก (กว่า 1,800 ครั้งใน Google Scholar) ได้นิยามสินทรัพย์แห่งความปลอดภัย ไว้ว่า “สินทรัพย์แห่งความปลอดภัยจะต้องเป็นสินทรัพย์ที่ผลตอบแทนไม่ติดลบ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สินทรัพย์หลัก (เช่น หุ้น) เข้าสู่ภาวะวิกฤต”

นอกจากนี้ “หากสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยยังมีผลตอบแทนเป็นบวกในช่วงเวลาที่สินทรัพย์หลักเข้าสู่ภาวะวิกฤต สินทรัพย์แห่งความปลอดภัยนี้จะถูกจัดว่าเป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง หรือ Strong Safe Haven Asset” ดังนั้นนิยามของศาสตราจารย์ Dirk Baur และศาสตราจารย์ Brian Lucey ข้างต้น จะไม่สนใจเลยว่าสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยจะมีผลตอบแทนเป็นอย่างไรในช่วงเวลาปกติ

“เพราะอะไรทองคำถึงมักถูกจัดให้เป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัย?” เหตุผลหลักหรืออาจจะเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้ทองคำถูกจัดเป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยคือ “การที่นักลงทุนทั่วไปเชื่อว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่จัดว่ามีความเสี่ยงต่ำมากโดยเฉพาะในภาวะวิกฤต” ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ทำให้เกิด “คำถามสำคัญถึง 2 คำถาม” นั่นคือ 1.คุณลักษณะอะไรของทองคำที่ทำให้นักลงทุนทั่วไปมีความเชื่อเช่นนี้? สามารถอธิบายได้จากงานวิจัยของ ศาสตราจารย์ Dirk Baur (และ Thomas McDermott)

ซึ่งถือว่าเป็นงานวิจัยที่สำคัญที่ใช้หลักการของ“เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics)”มาอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนเชื่อว่าทองคำเป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยในภาวะวิกฤต โดยงานวิจัยได้ให้เหตุผลว่า “ในยามที่โลกอยู่ในภาวะวิกฤตที่มีความผันผวนสูง นักลงทุนจะเลือกใช้ข้อมูลจากประสบการณ์ในอดีตที่นึกถึงได้ง่ายและเด่นชัดที่สุด เพื่อการตัดสินใจให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด (แม้ว่าอาจไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีที่สุด)”

ซึ่งสำหรับนักลงทุนหลายคนแล้ว “ภาพของทองคำที่เป็นสีเหลืองทองส่องสว่าง จับต้องได้จริง รวมทั้งประสบการณ์ที่ดีของทองคำในอดีตที่ถูกใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of Exchange) อย่างแพร่หลายทั่วโลก หรือแม้แต่การที่ประเทศต่างๆ ยังคงเก็บและใช้ทองคำเป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองระหว่างประเทศ” ทำให้นักลงทุนคิดเหมือนๆ กันว่า ทองคำน่าจะเป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยได้ในภาวะวิกฤต

คำถามสำคัญคำถามที่สองที่นักลงทุนทุกคนควรตั้งคำถามนี้อยู่ตลอดเวลาคือ 2.ทองคำยังเป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยอยู่หรือไม่? เพราะการที่ทองคำจะเป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยได้นั้นขึ้นอยู่กับ “ความเชื่อ”ของนักลงทุนทั่วไป ศาสตราจารย์ Dirk Baur (และ Thomas McDermott) ได้เคยกล่าวไว้ในงานวิจัยอย่างน่าสนใจว่า “ทองคำมีโอกาสที่จะเป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยเพียงชั่วคราว หรือจนกว่านักลงทุนจะหมดความเชื่อมั่นในคุณค่าของทองคำ”

ดังนั้น “ถ้าเมื่อไหร่การลงทุนในทองคำสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดีต่อนักลงทุนในช่วงภาวะวิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่า โอกาสที่นักลงทุนจะหมดความเชื่อมั่นอย่างถาวรในคุณค่าของทองคำก็เป็นสิ่งที่มีความเป็นไปได้สูง” เพื่อตอบคำถามที่สำคัญนี้ คณะผู้เขียนได้ทำโครงการวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนรัชดาภิเษกสมโภชแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยโครงการวิจัยนี้มีจุดประสงค์หลักที่จะตอบคำถามว่า ทองคำยังเป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยในภาวะวิกฤตโควิด-19 อยู่หรือไม่ เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ของทองคำกับสินทรัพย์หลักอย่าง S&P500 (ดัชนีหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ 500 บริษัทในสหรัฐอเมริกา) ทั้งนี้ “ความสัมพันธ์ของทองคำกับ S&P500 ในอดีตสามารถเห็นได้ชัดเจนว่าในช่วงวิกฤตในอดีต อย่างเช่น วิกฤตฟองสบู่ดอทคอม (ช่วงปี ค.ศ. 2000-พ.ศ.2543) และวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ (ช่วงปี ค.ศ. 2007-พ.ศ.2550) ราคาทองคำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในขณะที่ราคาของ S&P500 ปรับตัวลดลงในช่วงวิกฤต”

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูความสัมพันธ์ของทองคำกับ S&P500 ในปัจจุบัน โดยช่วงเวลาที่นำเสนอจะเป็นช่วงเวลาก่อนและหลังการระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงช่วงเวลาที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน สิ่งที่น่าสนใจ คือ “ความความสัมพันธ์ของทองคำกับ S&P500 ดูเหมือนจะเริ่มเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ทำให้เกิดความผันผวนในราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและอาหาร รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เป็นช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวลดลงซึ่งเป็นทิศทางเดียวกันกับการปรับตัวลดลงของราคา S&P500”

ดังนั้นสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า “ความสัมพันธ์ของทองคำกับราคาสินทรัพย์หลักอย่าง S&P500 อาจไม่เหมือนเดิมอย่างในอดีต (ที่เวลาหุ้นตก ทองคำมักจะปรับตัวขึ้นเสมอ)” นอกจากนี้โครงการวิจัยได้ใช้แบบจำลองทางเศรษฐมิติที่เป็นมาตรฐานในการพิสูจน์ว่าทองคำยังเป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยในภาวะวิกฤตโควิด-19 และวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครนอยู่หรือไม่ ซึ่งโครงการนี้พบหลักฐานทางสถิติที่สอดคล้องกับคำกล่าวข้างต้น

“อนาคตของทองคำ?” ผู้เขียนเชื่อว่าทองคำเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่สำคัญของนักลงทุนที่สามารถช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้ อย่างไรก็ดี ข้อคิดที่สำคัญที่สุดของบทความนี้ “ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” (uncertainty is certainty) การที่ทองคำเคยมีคุณลักษณะเป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยที่แข็งแกร่งในอดีต อาจไม่ใช่สิ่งที่สามารถยืนยันได้ในอนาคตว่าทองคำจะมีคุณลักษณะเช่นนี้ตลอดไป ดังนั้นการตระหนักถึงความไม่แน่นอน รวมถึงการยอมรับถึง “สิ่งที่เราไม่รู้” เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการใช้ชีวิตและการลงทุนอย่างไม่ประมาท

และให้เข้าใจในประโยคที่เรามักจะได้ยินกันตลอดเวลาว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

(บทความพิเศษ)ถ้าคิดได้ให้ช่วยคิด เห็นด้วยให้ช่วยทำ : เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เข้าคุกได้

Posted on September 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/676563

วันอังคาร ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 02.00 น.

ข่าวที่ฮือฮาปลายสัปดาห์ที่แล้ว ก็ได้แก่ข่าวที่ศาลสูงสุดของมาเลเซียเพื่อนบ้านของเรา สั่งจำคุก 12 ปี นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ตั้งแต่ปี 2009 – 2018 รวมเวลา 9 ปี และทีวี.ทั่วโลกก็ออกข่าวนาจิบเดินเข้าคุกไปอย่างเข้มแข็ง

แต่ยังมีคดีตามหลังมาอีก 42 คดี ทั้งคดีโกงใหญ่ โกงเล็ก โกงน้อย ซึ่งหากตัดสินทุกคดีแล้ว จะรวมเป็น กี่ปีก็ไม่ทราบ

ส่วนประเทศสารขัณฑ์ ก็เคยมีคดีแบบเดียวกันมากราย นายกรัฐมนตรีก็เคยถูกศาลตัดสินจำคุกอยู่ 2-3 ราย แต่ส่วนใหญ่ผู้ติดคุกเป็นผู้ที่รับบัญชามา หรือร่วมกระทำผิด จึงมีรัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ปลัดกระทรวง อธิบดี รองอธิบดี CEO และคณะผู้บริหารธนาคาร และรัฐวิสาหกิจ ติดคุกกันมากมาย น่าจะนับเป็นร้อยคนเศษ

ทำไมจึงเป็นเช่นนี้

“ถ้าคิดได้ ให้ช่วยคิด, ถ้าเห็นด้วย ให้ช่วยทำ”

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะโครงสร้างรัฐธรรมนูญ (กฎหมายสูงสุดของแต่ละประเทศ) ไปยึดประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy)ที่กำหนดให้ “ที่มา” ของหัวหน้าฝ่ายบริหารและผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนพลเมืองของประเทศนั้นๆ ว่า ต้องมาจากฝ่ายนิติบัญญัติ หรือนัยหนึ่ง

มาจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (และสมาชิกวุฒิสภา) หรือ

มาจากพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งได้ที่นั่ง สส. มากที่สุด หรือ

มาจากพรรคการเมืองหลายพรรครวมกัน จนได้เสียงข้างมาก

เมื่อเป็นเช่นนี้ กลุ่มนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา จึงจำเป็นต้องสร้างมุ้ง จำเป็นต้องหากล้วย (ไว้เลี้ยงลิง) หรือหาเงิน (ไว้เลี้ยง สส.) การคอร์รัปชั่นโดยใช้อำนาจบริหาร การทำธุรกิจการเมือง (Money Politics) จึงเกิดขึ้นทั่วไปในประเทศที่มีวัฒนธรรมอ่อนแอ (Soft Culture) ซึ่งผู้คนไม่สู้จะมีระเบียบวินัย ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของพลเมืองยังมีน้อย และในประเทศที่ค่อนข้างยากจน เงินสามารถซื้อเสียงผู้ลงคะแนนได้

ขอจำแนก “ที่มา” ของผู้เข้ามาใช้อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ และอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นอำนาจอธิปไตยทั้งสาม ของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา แทนพลเมืองในประเทศ ดังนี้

อำนาจบริหาร (Executive Power)

เป็นอำนาจในการบริหารบ้านเมือง บังคับบัญชาและบริหารกระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ และองค์กรต่าง ๆ ของรัฐ มีอำนาจใช้งบประมาณมากมายในแต่ละปี มีอำนาจออกพระราชกฤษฎีกาและระเบียบข้อบังคับของฝ่ายบริหาร มีอำนาจบังคับบัญชาทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และตำรวจได้ และมีช่องทางทุจริตประพฤติมิชอบได้มากมายหลายทาง รวมทั้งมีช่องทางในการสับเปลี่ยน โยกย้าย หรือลงโทษข้าราชการประจำ ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร ทั่วประเทศ

จึงทำให้ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy) ผู้เข้ามาเล่นการเมืองและพรรคการเมือง ดิ้นรนจะเข้าไปสู่อำนาจบริหาร แย่งกันเข้าไปเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย

ในสภาพที่มีมา 90 ปีแล้ว “ที่มา” ของฝ่ายบริหารก็ได้แก่

1.การปฏิวัติรัฐประหาร คือที่มาอันดับ 1

ประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์มาเป็นประชาธิปไตย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 คณะทหารที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง เรียกตนเองว่า “คณะราษฎร” ก็นำรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยแบบตะวันตกมาใช้ ซึ่งเป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy)

ทหารเองจึงเป็น “ที่มา” อันดับแรก ของการใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย และเราก็มีรัฐบาลทหารอันเกิดจากการรัฐประหารติดตามมาอีกหลายชุดเริ่มจากพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พ.ศ.2476-2481), พลตรีหลวงพิบูลสงคราม (พ.ศ.2481-2485) และ (พ.ศ.2491-2500)

ต่อมาจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ทำการรัฐประหารและเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทยอยู่ถึง 6 ปี (พ.ศ.2501-2506) และจอมพลถนอม กิตติขจร ก็สืบต่อการปฏิวัติรัฐประหารมาจนถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2516

ทหาร ซึ่งเป็น “ที่มา” ของการใช้อำนาจบริหาร (เป็น นรม.และครม.) ในระยะเริ่มต้นของประชาธิปไตยไทย มีความตั้งใจจริงจังที่จะให้ประเทศไทยไปได้สวยจากระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา จึงได้มีการเขียนรัฐธรรมนูญที่มีการแต่งตั้งบ้างเลือกตั้งบ้างเพื่อให้มีฝ่ายนิติบัญญัติขึ้นมา รวมทั้งลงไปเล่นการเมืองแบบรัฐสภา โดยใช้คะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ หากแพ้เสียงใน พ.ร.บ.สำคัญ ก็ลาออกไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาเองก็ต้องลาออกและกลับเข้ามาเป็นหัวหน้าของฝ่ายบริหารใหม่ถึง 5 ครั้ง จอมพลป.พิบูลสงคราม 6 ครั้ง จอมพลถนอม กิตติขจร 4 ครั้ง

2.ที่มาอันดับ 2 ของ การเข้าสู่อำนาจบริหาร (จากนักการเมือง หรือผู้ที่มาจากการเลือกตั้งของฝ่ายนิติบัญญัติ

พอเรามีประชาธิปไตยเต็มใบ เมื่อทหารปล่อยให้การเข้าสู่อำนาจบริหารเป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy) เราจึงได้มีนายกรัฐมนตรีชื่อ ควง อภัยวงศ์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีถึง 4 ครั้ง (1 ปีเศษบ้าง, 52 วันบ้าง, 150 วันบ้าง), ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี 3 ครั้ง (136 วันบ้าง, 27 วันบ้าง, 169 วันบ้าง) ส่วนนายปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี 2 ครั้ง (รวม 152 วัน), พลเรือตรี ธำรงนาวาสวัสดิ์ 2 ครั้ง (รวม 1 ปี 79 วัน), พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ 2 ครั้ง (2 ปี 203 วัน)

จะเห็นได้ว่า ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ไม่ได้สร้างเสถียรภาพ (Stability) ให้แก่ฝ่ายบริหารเลย เราจึงต้องมีรัฐบาลที่ล้มลุกคลุกคลานอยู่ได้ไม่นาน ไม่มีเวลาพัฒนาประเทศ มัวแต่สร้างมุ้งเอาไว้ให้ สส.ในสังกัดอยู่บ้าง ปลูกกล้วยไว้เลี้ยงลิงบ้าง ยกเว้นบางท่าน เช่น นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ได้ถึง 3 ปี 92 วัน

สรุปแล้ว “ที่มา” ของการเข้ามาใช้อำนาจบริหารโดยการปฏิวัติรัฐประหารของทหารบ้าง โดยการเลือกตั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และให้ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ (สส., สว.) มาใช้อำนาจบริหารบ้าง นำความล้มเหลวมาสู่ประเทศไทยอย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลขาดเสถียรภาพ ความเจริญก้าวหน้าจึงไม่ทันประเทศเพื่อนบ้าน ที่เราเคยนำเขามาในสมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.2475 อันได้แก่ ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน เกาหลี มาเลเซีย สิงคโปร์ และอีก 2 ประเทศ คือ เวียดนามและอินโดนีเซีย ที่กำลังก้าวเลยเราไปอย่างช้าๆ แต่แน่นอน

หากเราไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลง “ที่มา” ของผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย วันหนึ่งข้างหน้าเราอาจจะเห็นผู้ใช้แรงงานคนไทย ต้องเดินข้ามพรมแดนเข้าไปขายแรงงานที่เวียดนาม ลาว และเขมร เช่นเดียวกับที่กำลังทำอยู่แล้วกับมาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น หรือประเทศในตะวันออกกลาง

หากเรามีกลไกหรือโครงสร้างที่ทำให้ฝ่ายบริหารมีเสถียรภาพ กลไกที่ทำให้คนดีมีคุณธรรม ได้คนเก่งทั้งความรู้และประสบการณ์ในการบริหาร และคนที่มีความกล้าหาญในการกำจัดคนชั่ว และส่งเสริมคนดี เหมือนกับในอดีตก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง คนไทยและประเทศไทยก็จะอยู่ในเส้นทางขาขึ้น จะมีความสุขมากขึ้น มีการอยู่ดีกินดีมากขึ้น เท่าเทียมอารยประเทศในโลกตะวันตก (ซึ่งกำลังประสบปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และกำลังอยู่ในขาลง)

อำนาจอธิปไตยทั้งสาม ของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอำนาจทั้งสาม ได้แก่ อำนาจบริหาร (Executive Power), อำนาจนิติบัญญัติ (Legislative Power), และอำนาจตุลาการ (Judiciary Power) เป็นอำนาจสูงสุดของพลเมืองของแต่ละประเทศ จะต้องมีการถ่วงดุล (Balance of Power) กันให้เหมาะสม

เมื่อนายกรัฐมนตรี ครม.ในคณะ และบรรดาข้าราชการและลูกจ้างของรัฐทำผิดกฎหมาย เช่น ทุจริต ประพฤติมิชอบ ละเว้นการกระทำตามหน้าที่ศาล (อำนาจตุลาการ) ก็ย่อมตัดสินลงโทษให้เข้าคุกได้ เช่น กรณีของนายนาจิบ ราซัค นรม.มาเลเซีย และกรณีต่างๆ ของไทย

เมื่อตุลาการและผู้ที่อยู่ในส่วนงานให้ความยุติธรรม ทั้งกลางน้ำ ต้นน้ำ(อัยการ, ตำรวจ) มีอำนาจมากไป หรือมีความล่าช้าในการตัดสิน ฝ่ายนิติบัญญัติ ย่อมสามารถออกกฎหมาย แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญาได้ หรือเมื่อกลางน้ำ ต้นน้ำ ชอบปล่อยให้คดีขาดอายุความหรือสั่งไม่ฟ้องฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ชอบที่จะแก้ไขได้โดยออกกฎหมายมาใช้กับฝ่ายตุลาการ อัยการ ตำรวจ

ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy)จึงเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ไม่มีความสมดุล เพราะฝ่ายนิติบัญญัติเข้ามาเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารเสียเอง จะแย่งชิงกันเพื่อเข้าไปเป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร เมื่อได้เป็นแล้วก็พยายามเลี้ยงดูคนในสังกัดของตน เพื่อรักษาฐานเลี้ยงไว้ โดยการหาเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ต้องงดเว้นหน้าที่ในการตรวจสอบและกำกับดูแลฝ่ายบริหาร ซึ่งมาจากเสียงข้างมากในสภาฯ รวมทั้งไม่สนใจในการใช้อำนาจนิติบัญญัติ แก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากฝ่ายอื่น

ส่วนฝ่ายค้าน ก็พยายามหาทางล้มล้างรัฐบาลอย่างเดียว ไม่ว่าประเทศชาติจะเสียหายเพียงใด ไม่ว่าจะต้องก่อการจลาจลหรือเผาบ้านเผาเมือง หรือจนกระทั่งเกิดสงครามกลางเมืองก็ยอม เพื่อให้ฝ่ายตนเข้าไปสู่อำนาจบริหารบ้าง

ดังนั้น ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่ประเทศไทยนำมาใช้อยู่ 90 ปีแล้ว ไม่ว่า “ที่มา” จะมาจากการปฏิวัติรัฐประหาร หรือ “ที่มา” จากการเลือกตั้ง สส., สว.ก็ตาม ผลก็จะเหมือนกันหมด จนประเทศไม่เจริญก้าวหน้าเท่าเทียมประเทศอื่น หรือกำลังล้าหลังจนไม่ทันประเทศเพื่อนบ้าน

จึงจำเป็นต้องแก้ไข “ที่มา” ของผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทยเสียที โดยไม่ให้มี “ที่มา” จากฝ่ายนิติบัญญัติ

จึงควรที่พวกเราจะต้อง “ถ้าคิดได้ ให้ช่วยคิด ถ้าเห็นด้วย ให้ช่วยทำ”

ศิริภูมิ

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ‘สูตรแก้เศรษฐกิจ:ตรึงดีเซล-เร่งลงทุน’

Posted on August 19, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/674260

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ข้อที่ 1 ต้องให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 20 บาท ต่อลิตร พร้อมห้ามส่งออกดีเซล กลับสั่งให้ไปตรึงราคาน้ำมันดีเซล ไว้ที่ 35 บาทต่อลิตร แล้วกลับ ปล่อยให้น้ำมันเบนซินลดราคาลงไป แทนที่จะให้น้ำมันเบนซินแนฟต้า น้ำมันเตาขึ้น ตามราคาขึ้นลงของน้ำมันดิบ และยังไม่เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อลดหนี้กองทุนน้ำมันที่สุพัฒนพงษ์ ก่อทำขึ้นมา 1 แสนล้านบาท และไม่ลดภาษีสรรพสามิต ทั้งหมดการที่ไม่ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 20 บาทต่อลิตรและไม่ลดภาษีสรรพสามิต จะทำให้สินค้าราคาขึ้นมาอย่างน้อย 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์

นี่จะเป็นอีกเหตุหนึ่งของเงินเฟ้อ โดยที่รัฐบาลจะได้ประโยชน์จากภาษีสรรพสามิตน้อยมากเพราะมีการหนีภาษี สู้ลดภาษีสรรพสามิตทั้งหมดแล้วราคาน้ำมันลงมา โดยรัฐบาลไม่ต้องนำเงินกองทุนน้ำมันไปชดเชยจนกองทุนน้ำมันเป็นหนี้แสนล้านบาทจะดีกว่า

ข้อที่ 2 หนี้ที่ไม่ก่อรายได้ของประชาชนนับสิบล้านไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้คนจนจนลง แล้วท้ายที่สุดก็จะเกิดกลียุคขึ้น วิธีแก้ไขที่ถูกต้องจะต้องพิจารณาดูว่าเหตุที่เกิดภาวะนี้เพราะเกิดโรคระบาดโควิดรัฐบาลออกกฎหมายฉุกเฉินประกาศ lockdown ทั้งประเทศทำให้ธุรกิจเล็กๆ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจนเกิด NPL ไปทั่ว กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยต้องประชุมหารือออกระเบียบให้สถาบันการเงินเรียกลูกหนี้มาประนอมหนี้รับสภาพหนี้โดยสถาบันการเงินให้พักการชำระหนี้ไป 5 ปี แต่บันทึกดอกเบี้ยปีละ 1% และให้เริ่มผ่อนชำระคืนภายหลัง5 ปี

ระหว่างนี้ต้องให้ลบชื่อออกจาก Credit Bureau เนื่องจากเหตุสุดวิสัยเพื่อลูกหนี้สามารถกู้เงินที่รัฐบาลจะปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยถูกให้ผู้ได้รับผลกระทบเหล่านี้ไปประกอบอาชีพใหม่ได้ ด้วยวิธีนี้สถาบันการเงินก็ไม่ต้องบันทึกบัญชีเป็นหนี้เสีย แต่สามารถบันทึกเป็นกำไรได้ รัฐก็สามารถเก็บภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น

ข้อที่ 3 เรื่องเกี่ยวกับ นิคมอุตสาหกรรมก้าวหน้า ที่จะนะ รัฐบาลก็มาทำเต้นแร้งเต้นกาว่าให้เดินต่อไปและก็บอกข้าราชการให้เร่งรัด แต่ไม่รู้ว่าเร่งรัดอะไร ที่เป็นรูปธรรม

ที่จริงต้องเร่งรัดให้ โรงไฟฟ้าที่ ครม.อนุมัติแล้วให้เกิดขึ้นให้ได้ก่อนและให้การส่งเสริมกับธุรกิจทุกชนิดที่มีอยู่ในโครงการแต่รัฐมนตรีพลังงานที่ดูแลกิจการโรงไฟฟ้า ก็สั่งเบรกไม่ให้มีโรงไฟฟ้าใหม่เกิดขึ้นซึ่งเท่ากับเป็นมวยล้มต้มคนดู

ข้อที่ 4 ขณะนี้นักวิชาการ โดยเฉพาะนายธนาคารทั้งหลายต้องการให้ขึ้นดอกเบี้ย โดยอ้างว่าเพื่อลดเงินเฟ้อตามแบบอเมริกาโชคดีที่ผู้ว่าแบงก์ชาติยังไม่เห็นด้วย ขณะนี้เงินเฟ้อไม่ได้เกิดจากคนมีเงินที่มากเกินไป แล้วไล่ซื้อสินค้าต่างๆ เพื่อเก็งกำไร ทำให้เกิดเงินเฟ้อในระบบ แต่ที่ราคาสินค้าต้องขึ้นมาเนื่องจากน้ำมันดีเซลขึ้นมามาก การขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อ

ในทางตรงกันข้าม กลับจะสร้างทุกข์เข็ญให้กับประชาชน ซึ่งเข้าไม่ถึงเงินกู้เพราะแต่ละคน ก็ล้วนเป็น NPL คนที่มีเงินเหลือ ฝากกินดอกเบี้ยก็ได้ดอกเบี้ยจากธนาคารไม่ถึงครึ่งเปอร์เซ็นต์ต่อปีในขณะที่คนต้องการใช้เงินเพื่อไปประกอบการค้าก็เจอ NPL ไม่สามารถกู้เงินได้ ต้องไปกู้เงินดอกเบี้ยแขก อย่างน้อยวันละ 1% ปีละ 360 เปอร์เซ็นต์ สำหรับผู้ที่กู้ได้ แบงก์ก็หาวิธีที่จะรีดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น โดยอ้างว่าขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดค่าเงินเฟ้อซึ่งไม่เป็นความจริง ในทางตรงกันข้าม จะทำให้พ่อค้าเพิ่มราคาสินค้าขึ้นเป็นการเพิ่มเงินเฟ้อ มากกว่าลดเงินเฟ้อ ฉะนั้นไม่ควรให้แบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยเด็ดขาด ถ้าต้องการลดเงินเฟ้อ

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : จะหาคนดีที่เหมาะสม มาใช้อำนาจบริหาร (นรม.และครม.) แทนปวงชนชาวไทยได้อย่างไร

Posted on August 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/673582

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ยังไม่ทันพูดถึง ผู้ที่มาใช้อำนาจบริหาร (นายกรัฐมนตรีและครม.) แทนปวงชนชาวไทย ที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร ครบตามที่เคยเรียนท่านผู้อ่านไว้ (ขาด จอมพล ป. พิบูลสงคราม, จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์,จอมพลถนอม กิตติขจร และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ก็พอดีมีเรื่อง “ประชาธิปไตยแบบแจกกล้วย” (Banana Distribution Democracy หรือ Money Politics) เข้ามาแทรกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 บทความนี้เลยตกกระไดพลอยโจน ไปจนถึงบทที่ว่า “ถึงเวลาแล้วต้องหา “ที่มา” ใหม่ของนายกรัฐมนตรี (หัวหน้าของผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย)”

ในอดีต ผู้ที่เข้ามาเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร (นายกรัฐมนตรี) ที่มาจากพรรคการเมืองหรือ สส. ที่ดีๆ ก็มีมากอยู่ อาทิ คุณควง อภัยวงศ์,ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช, ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, คุณชวน หลีกภัย แต่ละท่านก็มีภูมิหลัง ทั้งการศึกษาและประสบการณ์เพียบพร้อมพอที่จะกลั่นกรองเอามาให้เห็นได้เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรี ตุลาการทั้งสามท่าน ที่มาจากความจำเป็นของสถานการณ์ในขณะนั้น

แต่เมื่อเหตุการณ์ของประชาธิปไตยแบบแจกกล้วยเข้ามาแทรกกลางคัน จนบทความนี้ต้องเรียกร้องให้ปวงชนชาวไทย เจ้าของอำนาจอธิปไตยทั้งสาม (นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ) ต้องช่วยกันคิดอ่านหา “ที่มา” ใหม่ ของนายกรัฐมนตรี เพื่อแก้ปัญหาธุรกิจการเมือง การเมืองระบบกางมุ้ง Money Politics หรือรวมกันเรียกได้ว่า “ระบอบประชาธิปไตยแบบแจกกล้วย (Banana Distribution Democracy)” ที่ยังผลให้เกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ศีลธรรมและจริยธรรมเสื่อมโทรม
ผู้ลงคะแนนเสียงทั้งประชาชนและ สส. จำนวนไม่น้อย กลายเป็นผู้ที่เห็นแก่เงินหรือผลประโยชน์มากกว่าอุดมการณ์

และนี่แหละคือวัฒนธรรมการเมืองของประเทศไทยที่เป็นเช่นนี้มาถึง 90 ปีแล้ว จะโชคดีบางระยะที่ได้ตุลาการที่ดี ทหารที่ดี (เช่น พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา, พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่ไม่ยอมคด ไม่ยอมงอเพื่อปลูกกล้วย แจกกล้วยรักษาฐานอำนาจ เช่นในปัจจุบัน

ดังนั้น ข้อห้ามประการสำคัญของผู้ที่จะเข้ามาเป็น นรม.และรมต. ก็คือ จะต้องมิเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกภาพสิ้นสุดแล้วยังไม่เกินหนึ่งปี

ซึ่งถ้ามีข้อห้ามเช่นนี้กำหนดไว้ การซื้อเสียงจากประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ก็จะหมดไป การซื้อเสียงจากผู้ที่เป็น สส. หรือ สว. อยู่แล้ว ก็จะหมดไป เพราะ สส. และ สว. ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติอยู่แล้ว ไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปใช้อำนาจบริหารอีกอำนาจหนึ่ง

ระบอบประชาธิปไตยแบบแจกกล้วย (Banana Distribution Democracy) ซึ่งอยู่ในประเทศไทยมา 90 ปี ก็จะได้หมดไปเสียที

ธุรกิจการเมือง (Money Politics) ก็จะได้ยุติลงเสียที เพราะผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็น สส., สว. เพื่อใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนปวงชนชาวไทย ก็ไม่จำต้องหาเงินไว้เลี้ยงลูกพรรค แต่ละพรรคก็จะมีแต่อุดมการณ์ที่ดีในการออกกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ให้บ้านเมืองไทยเป็นอารยประเทศได้เสียที

พรรคการเมืองจึงไม่ต้องถูกกติกาบังคับให้ต้องหาเงินมารักษาฐานเสียง เช่นในปัจจุบัน จะได้มีโอกาสทำหน้าที่ทางนิติบัญญัติและในการกำกับดูแลรัฐบาล ได้เต็มที่ขึ้น

คอร์รัปชั่นหรือการทุจริตประพฤติมิชอบ ก็จะค่อยๆ เบาบางลงอย่างรวดเร็ว เพราะนายกฯ และครม. ไม่ต้องมีหน่วยงานหากล้วย, หาเงิน เอาไว้แจก สส., สว. เวลาลงคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจ หรือ ผ่าน พ.ร.บ. สำคัญ

ข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร ก็จะทำงานรับใช้ประชาชนดีขึ้นเพราะไม่ต้องหาเงินส่งผู้บังคับบัญชาเพื่อเลื่อนชั้น เลื่อนตำแหน่ง หรือเพื่อส่งส่วยผู้บังคับบัญชา

ศีลธรรม (Moral), จริยธรรม (Ethics) จะกลับเข้ามาอยู่ในสายเลือดของคนไทยเช่นเดิม การเล่นพรรคเล่นพวก (Crony System) การวางตัวเพื่อหาเงินส่งกลไกทางการเมืองก็จะค่อยๆ เบาบางลงจนหมดไปในที่สุด

ประเทศไทยก็จะได้ก้าวเข้าสู่ความเป็นอารยะในระบอบประชาธิปไตย (Civilized Democracy) และคนไทยส่วนใหญ่ก็จะพ้นความยากจนได้เร็วขึ้น

_________________________________

เมื่อเราได้ข้อห้าม อันเป็นบ่อเกิดของ “ที่มา” ของ นรม. และ ครม.แล้ว ก็จะต้องมาวิเคราะห์ดูว่า จะหาคนมาเป็น นรม.และครม. วิธีใด จึงจะเป็นประชาธิปไตยที่สากลยอมรับได้ มาใช้ในประเทศเรา

คุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็น นรม.และ ครม. ควรจะเป็นเช่นใดจึงจะได้ คนดี มีภูมิหลังในด้านการศึกษาและประสบการณ์มากพอ มีความสามารถเป็นนักบริหารระดับประเทศได้

แล้วจึงจะพิจารณาว่า จะมีการเลือกตั้งผู้มีคุณสมบัติเหล่านี้อย่างไร จึงจะเป็นประชาธิปไตยที่สากลยอมรับได้

พูดถึงการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่ควรจะได้รับเลือกโดยตรงให้มาใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย ก็ไม่น่าจะยากนัก ลองเอาคุณสมบัติของฝ่ายตุลาการที่เคยมาเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารทั้งสามท่าน ลองเอาคุณสมบัติของหัวหน้าคณะปฏิวัติรัฐประหารที่ยกตัวอย่างมาแล้ว 1 ท่าน ลองเอาคุณสมบัติของอดีตนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมือง ที่เป็นตัวอย่างที่ดีได้ ก็มีหลายท่าน เช่น คุณควง อภัยวงศ์, ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช, ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, คุณชวน หลีกภัย มาเรียงกันเข้า แล้วคัดเอาของดีของท่านออกมา

เราก็จะได้คุณสมบัติที่ดีมากมาย ที่น่าจะเข้าข่ายคุณสมบัติอย่างต่ำในการที่จะเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร (นรม. และ ครม.) ใช้อำนาจบริหารบ้านเมืองแทนปวงชนชาวไทยได้

เมื่อได้คนดีมามากมายแล้ว เราก็ต้องเลือกคนดีเหล่านี้หนึ่งท่านและหนึ่งกลุ่ม เข้ามาบริหารประเทศไทยเป็นระยะเวลา 1 เทอม (4 ปี) อย่างมากไม่เกิน 2 เทอม

เราก็จะได้รัฐบาลที่ประกอบด้วยคนดี มีความรู้ มีประสบการณ์ มาบริหารประเทศไทยอย่าง มีเสถียรภาพ 4 ปีเป็นอย่างน้อย ไม่ต้องพะวักพะวนอยู่กับการหากล้วย การแจกกล้วย การคอร์รัปชั่น การเล่นพวกเล่นพ้อง

ขอให้ท่านผู้อ่านลองไปคิดค้นดู ว่าวิธีหาคนดีมาบริหารบ้านเมืองตามแนวพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ที่เคยพระราชทานไว้จะทำให้ประเทศไทยดีขึ้นไหม

หากจะให้ผู้เขียนลองเรียบเรียงคุณสมบัติท่านอดีตตุลาการทั้ง 3 ท่าน อดีตหัวหน้าคณะราษฎร 1 ท่าน และอดีตนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองทั้ง 4 ท่าน ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็น่าจะได้แก่

1.ภูมิหลัง ซึ่งแยกออกเป็นการศึกษาและประสบการณ์

1.1 การศึกษา ถึงแม้ทั้ง 7 ท่าน จะเป็นนักเรียนนอก เรียนจบกันมาดี ๆ แต่การศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในเมืองไทยเท่านั้น น่าจะเป็นการเพียงพอ เพราะการศึกษาในประเทศแทบจะทุกแขนง เราก็ไม่แพ้ต่างประเทศ ดังนั้น การสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ไม่ว่าจากในประเทศหรือต่างประเทศ ก็น่าจะเพียงพอ

1.2 ประสบการณ์ โดยที่เราต้องการนักบริหารประเทศ (นรม.และครม.) ระดับมืออาชีพ ผู้ที่อาจจะมาเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็น นรม. และคณะของท่าน (ครม.) ก็ควรจะเป็นนักบริหารที่ประสบความสำเร็จมาแล้วเป็นที่พิสูจน์ได้ ในแขนงงานอาชีพของตน (a proven professional success in the field) ซึ่งแขนงงานต่าง ๆ ในโลกแห่งการทำงาน ก็น่าจะมีเพียงธุรกิจ ประชากิจ และรัฐกิจ ซึ่งกฎหมายลูกเกี่ยวกับคุณสมบัติ ก็ขึ้นอยู่กับผู้เขียนและผู้อนุมัติกฎหมาย จะต้องการให้กว้างหรือแคบเพียงใด

หากต้องการให้กว้าง มีผู้มารับการคัดเลือกกว้างขวางจากนักบริหารธุรกิจ ประชากิจ และรัฐกิจมืออาชีพ ก็อาจจะได้คน 3-5 แสนคนถ้าจะเขียนให้แคบลงหน่อยก็อาจจะได้เพียง 1-2 แสนคน

และผู้ที่จะให้ความเห็นชอบในคุณสมบัติเรื่องประสบการณ์ก็น่าจะได้แก่ กกต. หรือคณะกรรมการระดับสูงกว่าที่มีบทบัญญัติของกฎหมายลูกกำหนดไว้

1.3 การเป็นคนดี

การจะกำหนดคุณสมบัติของการเป็นคนดีนั้น จะเห็นยาก จึงสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ทุกคนเป็นคนดี

ผู้ที่ควรจะขาดคุณสมบัติในการเข้าเป็นผู้แข่งขันเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารและคณะจึงไม่ควรเป็นหรือเคยเป็นคนไม่ดี อาทิ

เป็นผู้เคยต้องคดีล่วงละเมิดทางเพศ

เป็นผู้เคยต้องคดีทางอาญาที่มีโทษร้ายแรง

เป็นผู้เคยถูกกล่าวหาและถูกลงโทษทางวินัยหรือทางอาญาอย่างร้ายแรง

เป็นผู้ต้องคดียักยอก ฉ้อโกง

เป็นผู้เคยปฏิบัติผิดกฎขององค์กร (Code of Conduct) หรือจรรยาบรรณทางวิชาชีพอย่างร้ายแรงมาแล้ว

เป็นผู้กระทำการทุจริตประพฤติมิชอบ

และลักษณะต้องห้ามตาม ม.109 และ ม.206 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2540

_________________________________

ส่วนวิธีการจะเอาบุคคลที่มีคุณสมบัติข้างต้นเหล่านี้ มาทำหน้าที่ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทยนั้น เพื่อให้เป็นประชาธิปไตย ก็ควรต้องใช้การเลือกตั้งโดยผู้แทนของปวงชน (Executive Electoral Body) เป็นคนเลือก นรม.และคณะเข้ามา

_________________________________

ผู้ที่เลือก (Electoral Body)ผู้แทนของปวงชนเพื่อเข้ามาใช้อำนาจนิติบัญญัติ ก็คือ ประชาชนที่มีคุณสมบัติเลือกตั้งได้ ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 มาตรา 105 ซึ่งต้องการให้ประชาชนที่ว่านี้ มีโอกาสเลือกผู้แทนของตนเข้ามาใช้อำนาจแทนตนได้อย่างกว้างขวาง (Universality) จึงกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (Electoral Body)ผู้เข้ามาใช้อำนาจนิติบัญญัติ (Legislative Electoral Body) ว่าได้แก่ “มีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปี มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเขตเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่า 90 วัน”

_________________________________

แต่คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้เข้ามาใช้อำนาจตุลาการ(Judiciary Electoral Body) ก็มิได้ใช้หลัก Universality เพราะการจะใช้อำนาจตุลาการแทนปวงชนชาวไทยได้ ก็ต้องจำมีความรู้พิเศษมีประสบการณ์พิเศษ มีความเป็นคนดีเป็นพิเศษ จึงต้องให้ตุลาการเองเป็นผู้เลือกตั้ง (Legislative Electoral Body)

_________________________________

เมื่อมาถึงคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้เข้ามาใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย (Executive Electoral Body) ก็ต้องมิใช่บุคคลที่ “มีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปี มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน” เท่านั้น และก็มิใช่ตุลาการเช่นกัน

แต่ก็ควรจะเป็น “นักบริหารมืออาชีพ ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วเป็นที่พิสูจน์ได้ ในแขนงงานอาชีพของตน” ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว 1-5 แสนคน ที่ กกต. ว่ามีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และคณะได้

_________________________________

แบบสภาสนามม้า เคยทำกันมาเมื่อปี พ.ศ.2516 มีกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์เป็นประธาน เลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามา
ใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนปวงชนชาวไทยในยุคที่มีสุญญากาศทางการเมือง ในขณะนั้น

ศิริภูมิ

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ที่มา ของผู้ใช้อำนาจบริหาร แทนปวงชนชาวไทย (3)

Posted on July 27, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/669142

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จากความจำเป็นของเหตุการณ์ในประเทศ ทำให้ผู้ที่อยู่ในอำนาจตุลาการ ต้องเข้ามาใช้อำนาจบริหาร (เป็นนายกรัฐมนตรีและหัวหน้ารัฐบาล) ในอดีตหลายท่าน ดังที่ได้กล่าวมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ละท่านก็มีภูมิหลัง (Back Ground) คับแก้ว
ทั้งความรู้พื้นฐาน ประสบการณ์ในการทำงาน และผ่านการคัดกรอง การศึกษาเพิ่มเติม การแข่งขัน การฝึกอบรมมาแล้วอย่างโชกโชน จึงสามารถมาใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทยได้เป็นอย่างดี

สัปดาห์นี้เราก็จะได้มาวิเคราะห์ถึงผู้ที่มาใช้อำนาจบริหาร (เป็นนายกรัฐมนตรี และหัวหน้ารัฐบาล) ที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหารดูบ้าง ว่ามีภูมิหลัง ทั้งความรู้พื้นฐาน และประสบการณ์ในการทำงาน รวมทั้งผ่านการคัดกรอง การแข่งขัน การฝึกอบรม มาขนาดไหน และได้มาบริหารประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้หรือไม่

ท่านแรก ที่จะนำมาพูดถึง ก็ได้แก่ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา

พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นบุตรชาวไทยเชื้อสายจีน ชื่อ กิ่ม พหลโยธิน ซึ่งต่อมาได้รับราชการทหารในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาพหลพลพยุหเสนา มีภรรยาชาวไทยเชื้อสายมอญ ชื่อ จับ

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ประเทศไทยประกอบด้วยชนชาติต่างๆ มากมาย แม้แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็เป็นบุตรชาวจีน และรับราชการจนได้เป็นเจ้าเมืองตาก มาช่วยกู้ชาติบ้านเมืองให้ไทยพ้นจากการเป็นประเทศราช ตราบเท่า
จนทุกวันนี้

ชาวไทย

ช.ชนหลายชาติเชื้อ รวมกัน

สร้างเป็นไทยปัจจุบัน ขึ้นได้

รวมเป็นชาติสุขสันต์ เกียรติก้อง

ทุกผู้ภูมิใจไซร้ ใต้ร่ม พระบารมี

ท.คือความอดทน ของชนชาติ

เมื่อเกิดภัยร่วมพิฆาต บ่ท้อ

คนชั่วจักต้องปราศ แพ้พ่าย

สามัคคีตามแบบพ่อ นั่นแล้ว คือไทย

พจน์ พหลโยธิน เริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดจักรวรรดิราชาวาสฯ และไปต่อที่โรงเรียนวัดพิชัยญาติ จากนั้นจึงไปสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยทหารบก ตอนจบปีที่ห้าสอบได้เป็นที่หนึ่งของรุ่น จึงได้รับทุนหลวงส่งไปเรียนการทหารต่อที่ประเทศเยอรมนี เมื่อปี พ.ศ.2447 และเมื่อจบการศึกษาของโรงเรียนนายร้อยปรัสเซียในกรุงเบอร์ลินแล้ว ยังได้เข้ารับราชการทหารในกรมทหารปืนใหญ่ของเยอรมนี จนกระทั่งปี พ.ศ.2455 ได้ไปศึกษาวิชาช่างแสงทหาร ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก จนกระทั่งปี พ.ศ.2457 จึงได้กลับมารับราชการทหารที่ประเทศไทย ในยศร้อยโท แห่งกรมทหารปืนใหญ่บางซื่อ
รวมเวลาที่ทำการศึกษาอยู่ในยุโรปเกือบถึงสิบปี

นับว่าได้รับความรู้ วัฒนธรรมของอารยประเทศ และประสบการณ์มาเป็นอย่างสูง เป็นรากฐานของการที่จะเข้ามา
รับใช้ประเทศชาติต่อไปได้เป็นอย่างดี

ในด้านประสบการณ์ ยังได้เลื่อนยศและตำแหน่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นผู้บังคับการทหารบกปืนใหญ่ที่ 2 จังหวัดพระนคร และต่อมาดำรงตำแหน่งจเรทหารปืนใหญ่ยศพันเอก

ในการปฏิวัติของคณะราษฎรเมื่อปี พ.ศ.2475 นั้นสี่ทหารเสือที่จับมือร่วมตายด้วยกัน ก็ได้แก่ พระยาทรงสุรเดช(เทพ พันธุมเสน), พระยาฤทธิอัคเนย์ (สละ เอมะศิริ),พระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น) และพระยาพหลพลพยุหเสนา(พจน์ พหลโยธิน) ซึ่งคณะสี่ทหารเสือมอบให้พระยาทรงสุรเดชเป็นผู้อำนวยการฝ่ายทหารรับผิดการวางแผนทั้งหมด และให้พระยาพหลพลพยุหเสนารับผิดชอบนำไปปฏิบัติ

การที่สามัญชนจะคิดการปฏิวัติยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครอง มิใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายเหมือนสมัยหลังๆ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้กล่าวไว้กับภรรยาว่า “การที่คิดเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนี้ ก็มิได้แน่ใจว่าจะทำการสำเร็จดอก มองเห็นข้างศีรษะจะหลุดจากบ่าเสียมากกว่า แต่ที่เห็นแน่ ตระหนักในใจก็คือ ถ้าไม่เร่งรัดจัดเปลี่ยนระบอบการปกครองเสียในเวลานี้แล้ว ต่อไปภายหน้า บ้านเมืองก็คงจะประสบแต่ความหายนะถึงความล่มจมลงไปเป็นแน่”

เช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 เมื่อทหารทุกหน่วยมาพร้อมกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้าแล้ว พระยาพหลฯ ล้อมรอบไปด้วยนายทหารสัญญาบัตร ถือคำแถลงการณ์ที่เขียนเองเป็นภาษาเยอรมัน ได้อ่านคำแถลงการณ์นี้เป็นภาษาไทยว่า “บัดนี้ คณะราษฎร อันประกอบด้วย ทหารบก ทหารเรือและพลเรือน ได้พร้อมใจกันเข้ายึดอำนาจการปกครองไว้แล้วโดยเด็ดขาด เพื่อทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยเยี่ยงนานาอารยประเทศทั้งหลาย” แล้วนำกำลังทหารเข้ายึดพระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นกองบัญชาการต่อไป

เพื่อเป็นการถ่ายทอดอำนาจระหว่างคณะราษฎรกับพระมหากษัตริย์อย่างนุ่มนวล คณะราษฎรโดยมติของผู้แทนราษฎรชั่วคราว จึงแต่งตั้งพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นักตุลาการที่มีความสนิทสนมกับพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก จนกระทั่งอีก 1 ปีต่อมา เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2476 จึงได้มีการรัฐประหาร และพระยาพหลพลพยุหเสนาได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหาร (นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรัฐบาล) เป็นครั้งแรก

จึงจะเห็นได้ว่า นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทยที่มี ที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร ก็มีภูมิหลัง (Back Ground) มาเป็นอย่างดี อันประกอบด้วย

ภูมิหลัง (Back Ground)

โดยมีการศึกษาระดับสูงสุดในประเทศและต่างประเทศ ทำให้มีพื้นฐานที่จะเข้าใจถึง การพัฒนาประเทศ การปกครอง และระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอำนาจสูงสุดทั้งสาม (อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ) เป็นของปวงชน
ทั้งมวล เข้าใจถึงการเมืองระหว่างประเทศ การเศรษฐกิจและการคลัง การอยู่ดีกินดีของพลเมือง และการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (Good Governance) ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่นโกงกินบ้านเมือง หรือการซื้อสิทธิ์ซื้อเสียงโดยใช้เงินแบบธุรกิจการเมือง

พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นบุคคลที่มีชีวิตเรียบง่าย ติดดิน และไม่ยึดติดต่อตำแหน่งและอำนาจ เป็นบุคคลที่มือสะอาด ไม่เคยฉกฉวยโอกาสหาประโยชน์ให้ตนเอง ครอบครัว และสมัครพรรคพวก เหมือนนักการเมืองหลายๆ คนในปัจจุบัน ในยามอนิจกรรม ครอบครัวไม่มีเงินเพียงพอที่จะจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ จนรัฐบาลในขณะนั้นต้องเข้ามารับอุปถัมภ์ บ้านพักก็ไม่มีเป็นของตนเอง แต่ได้รับพระราชทานวังปารุสกวัน จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เป็นที่อยู่อาศัย จนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต

ศิริภูมิ

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายค้านไม่ได้โจมตีรัฐบาล

Posted on July 22, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/668056

บทความพิเศษ : ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายค้านไม่ได้โจมตีรัฐบาล

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ประเด็นสำคัญ 4 ข้อ ที่ฝ่ายค้านไม่ได้โจมตีรัฐบาลเพราะอาจทำให้ “ไอ้เหลี่ยม” เสียผลประโยชน์ในโรงกลั่นและโรงไฟฟ้าและธนาคารที่เขามีหุ้น ดังนี้

1.ต้องให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ไว้ที่ 20 บาทต่อลิตรพร้อมห้ามส่งออกดีเซล กลับสั่งให้ไปตรึงราคาน้ำมันดีเซล ไว้ที่ 35 บาทต่อลิตร แล้วกลับปล่อยให้น้ำมันเบนซิน ลดราคาลงไป แทนที่จะให้น้ำมันเบนซินแนฟต้าน้ำมันเตาขึ้น ตามราคาขึ้นลงของน้ำมันดิบและยังไม่เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อลดหนี้กองทุนน้ำมันที่ก่อขึ้นมา 1 แสนล้านบาทและไม่ลดภาษีสรรพสามิตทั้งหมด เพราะการที่ไม่ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ ที่ 20 บาทต่อลิตรและไม่ลดภาษีสรรพสามิตจะทำให้สินค้าราคาขึ้นมาอย่างน้อย 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์

นี่จะเป็นอีกเหตุหนึ่งของเงินเฟ้อโดยที่รัฐบาลจะได้ประโยชน์จากภาษีสรรพสามิตน้อยมาก เพราะมีการหนีภาษี สู้ลดภาษีสรรพสามิตทั้งหมดแล้วราคาน้ำมันลงมาโดยรัฐบาลไม่ต้องนำเงินกองทุนน้ำมันไปชดเชยจนกองทุนน้ำมันเป็นหนี้แสนล้านบาทจะดีกว่า

ข้อ 2.NPL ของประชาชนนับสิบล้านไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้คนจนจนลง แล้วท้ายที่สุดก็จะเกิดกลียุคขึ้น

ข้อ 3.เรื่องเกี่ยวกับนิคมอุตสาหกรรมก้าวหน้าที่จะนะ รัฐบาลก็มาทำเต้นแร้งเต้นกา ว่าให้เดินต่อไปและก็บอกข้าราชการให้เร่งรัด แต่ไม่รู้ว่าเร่งรัดอะไรที่เป็นรูปธรรม ที่จริงต้องเร่งรัดให้ โรงไฟฟ้า ที่ครม.อนุมัติแล้วให้เกิดขึ้นให้ได้ก่อน และให้การส่งเสริมกับธุรกิจทุกชนิดที่มีอยู่ในโครงการ แต่ รัฐมนตรีพลังงานที่ดูแลกิจการโรงไฟฟ้า ก็สั่งเบรกไม่ให้มีโรงไฟฟ้าใหม่เกิดขึ้น ซึ่งเท่ากับเป็นมวยล้มต้มคนดู

ข้อที่ 4.ขณะนี้นักวิชาการ โดยเฉพาะนายธนาคารทั้งหลาย ต้องการให้ขึ้นดอกเบี้ยโดยอ้างว่า เพื่อลดเงินเฟ้อตามแบบอเมริกา โชคดีที่ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ยังไม่เห็นด้วย ขณะนี้เงินเฟ้อไม่ได้เกิดจากคนมีเงินที่มากเกิน แล้วไล่ซื้อสินค้าต่างๆ เพื่อเก็งกำไร ทำให้เกิดเงินเฟ้อในระบบ แต่ที่ราคาสินค้าต้องขึ้นมา เนื่องจากน้ำมันดีเซลขึ้นมามาก การขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อ

ในทางตรงกันข้าม กลับจะสร้างทุกข์เข็ญให้กับประชาชน ซึ่งเข้าไม่ถึงเงินกู้ เพราะแต่ละคนก็ล้วนเป็น NPL คนที่มีเงินเหลือ ฝากกินดอกเบี้ยก็ได้ดอกเบี้ยจากธนาคารไม่ถึง ครึ่งเปอร์เซ็นต์ต่อปีในขณะที่ คนต้องการใช้เงินเพื่อไปประกอบการค้าก็เจอ NPL ไม่สามารถกู้เงินได้ ต้องไปกู้เงินดอกเบี้ยแขก อย่างน้อยวันละ 1% ปีละ 360 เปอร์เซ็นต์

สำหรับผู้ที่กู้ได้ แบงก์ก็หาวิธีที่จะรีดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น โดยอ้างว่า ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดค่าเงินเฟ้อ ซึ่งไม่เป็นความจริง ในทางตรงกันข้าม จะทำให้ พ่อค้าเพิ่มราคาสินค้าขึ้นเป็นการเพิ่มเงินเฟ้อ มากกว่าลดเงินเฟ้อ ฉะนั้น ไม่ควรให้แบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยเด็ดขาด ถ้าต้องการลดเงินเฟ้อ

ประชัย เลี่ยวไพรัตน์

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ที่มา ของผู้ใช้อำนาจบริหาร แทนปวงชนชาวไทย (2)

Posted on July 17, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/667197

วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อฉบับที่แล้ว ได้กล่าวถึงที่มาของผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย ว่ามี 5 ประเภท ได้แก่

ประเภทแรก ที่มาจากความจำเป็นของเหตุการณ์บ้านเมือง

ประเภทที่สอง ที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร

ประเภทที่สาม ที่มาจากผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy)

ประเภทที่สี่ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในกรณีของเทศบาล, อบจ., อบต. เป็นต้น

และได้ยกตัวอย่างที่ 1 พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (พ.ศ.2475-2476) กับตัวอย่างที่ 2 ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ (พ.ศ.2516-2518) มาให้เห็นคุณภาพคับแก้ว ของชาวตุลาการที่ผ่านระบบการตรวจสอบภูมิหลังการศึกษา ประสบการณ์ การสอบแข่งขัน การฝึกอบรม การศึกษาเพิ่มเติม จนกระทั่งได้มาปฏิบัติหน้าที่ตุลาการอันทรงเกียรติ และสามารถดำรงไว้ซึ่งการให้ความยุติธรรมแก่ปวงชนชาวไทยรวมไปถึงการเข้ามาใช้อำนาจบริหารแทนปวงประชาชาวไทยได้เมื่อชาติต้องการ

แล้วก็มานึกขึ้นได้ในบัดนี้ ว่ายังขาดตุลาการไปอีกหนึ่งท่าน ซึ่งเข้ามาเป็นหัวหน้าของผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย (นายกรัฐมนตรี) ได้อย่างดีเยี่ยมอีกท่านหนึ่งท่านผู้นี้คือ ศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียรซึ่งขณะนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ ท่านผู้นี้ จบการศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ไปศึกษากฎหมายต่อที่มหาวิทยาลัยลอนดอน แล้วไปจบเนติบัณฑิตอังกฤษจากสำนัก Grey’s inn ประเทศอังกฤษ

ในทางประสบการณ์ เคยเป็นหัวหน้าศาลจังหวัดเชียงใหม่, ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา, ศาสตราจารย์สอนกฎหมาย ของจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำนักอบรมกฎหมายของเนติบัณฑิตยสภาของไทย

เมื่อคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินนำโดยพลเรือเอก สงัด ชลออยู่, พลเอกสุจินดา คราประยูร ฯลฯ ทำการรัฐประหารรัฐบาลของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 หลังเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐกับนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และประชาชน คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้ไปเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ กลับมาแล้วก็ทูลเกล้าฯเสนอแต่งตั้งศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 14 จนมีคำกล่าวว่า รัฐบาลของศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นรัฐบาล “พระราชทาน”

ศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ซื่อสัตย์สุจริตคนหนึ่งของประเทศไทย จึงมีการปราบปรามการทุจริตและคอร์รัปชั่นอย่างเด็ดขาดรวมทั้งการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และโดยที่ประเทศไทยกำลังต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ที่กำลังคุกคามอยู่รอบด้าน ทั้งซ้าย ขวา บน ล่าง จึงสนับสนุนให้มีการปราบปรามการเคลื่อนไหวของฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่างเต็มที่

ต่อมาได้ถูกปฏิวัติโดยคณะทหารคณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2520 คล้ายคลึงกับกรณีของ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ซึ่งถูกรัฐประหารโดยหัวหน้าคณะราษฎร หลังจากอยู่ในตำแหน่งเพียง 1 ปี ต่อมาศาสตราจารย์ ธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้รับโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีเมื่อ 15 ธันวาคม พ.ศ.2520 และได้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธานองคมนตรีในโอกาสต่อมา รวมทั้งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระพยุพราชและมูลนิธิอื่นอีกมากมาย

จะขอยกตัวอย่างเพียง 3 ท่าน ที่เป็นตุลาการที่มีภูมิหลัง (Back Ground) อย่างยอดเยี่ยม ทั้งในด้านการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน ในตำแหน่งต่างๆ ของอำนาจตุลาการ ในวงการการศึกษา ในกิจกรรมประชากิจเช่น มูลนิธิ สมาคม หรือสถาบันเพื่อสังคมต่างๆ จนเป็น คนดี ที่เข้ามาเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร (นายกรัฐมนตรี) ตามที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทไว้ว่า “ขอให้ทราบถึงสิ่งสำคัญในการปกครองไว้ว่า ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดีไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมดการทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อยจึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมืองและควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”

แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ “คนดี” ทั้งสามท่าน ได้มีโอกาสปกครองบ้านเมืองเพียง 1 ถึง 2 ปีเท่านั้น แล้วก็ต้องจากไป เพื่อหา “ที่มา” ของผู้บริหารบ้านเมืองใหม่ ตามระบอบประชาธิปไตย

ส่วนประเภทที่สอง และประเภทที่สามของผู้ที่เข้ามาใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย ก็ได้แก่ คณะปฏิวัติรัฐประหาร และหัวหน้าพรรคการเมืองหรือผู้ที่พรรคการเมืองมอบหมายตามระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา(Parliamentarian Democracy) ที่ประเทศไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน

_______________________________

สำหรับนายกรัฐมนตรี (ผู้เป็นหัวหน้าการใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย) ที่มาจากคณะปฏิวัติรัฐประหาร ที่ควรจะนำมากล่าวถึง ก็น่าจะได้แก่

1.พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา

2.จอมพล ป.พิบูลสงคราม

3.จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

4.จอมพลถนอม กิตติขจร

5.พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

เราก็จะได้นำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบว่านายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร จะเข้าข่ายการเป็นคนดี ได้หรือไม่

และท่านเหล่านั้นได้มี ภูมิหลัง (Back Ground) อันได้แก่ การศึกษาและประสบการณ์มามากน้อยเพียงใด

กับเมื่อเข้ามาเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของชนชาวไทยแล้วยังคงรักษาความดี มีความเก่งรอบรู้เรื่องที่จำเป็นในการบริหารประเทศ(เช่น ความมั่นคง เศรษฐกิจ การต่างประเทศ การกระจายรายได้ ฯลฯ) มากน้อยเพียงใด กับมีความกล้า ที่จะปราบปรามผู้ทุจริตประพฤติมิชอบเพียงใด ปราบปรามข้าราชการบางนายผู้ไม่รักษาความเป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรมทั้งต้นน้ำ (ตำรวจ) กลางน้ำ (อัยการ) หรือไม่ ยอมตัดนิ้วร้ายหรือนิ้วเน่าเสียออกจากมือหรือไม่ หรือว่ายังมีการลูบหน้า ปะจมูก เกรงใจพี่ เกรงใจน้อง กันอยู่นั่นแล้ว

_______________________________

มีท่านผู้ที่ผู้เขียนนับถือกล่าวว่า รูปแบบของการปกครองมันดีอยู่แล้ว มีรัฐธรรมนูญอยู่แล้วตั้ง 20 ฉบับล้วนแต่กลั่นกรองและเขียนกันมาอย่างดีโดยคณะราษฎร คณะรัฐประหารคณะอื่นๆ ในเวลาต่อมา และโดยนักวิชาการ, สส., สว. อีกหลายฉบับ ก็น่าจะเลือกฉบับใดฉบับหนึ่งมาใช้โดยไม่ต้องไปแตะรูปแบบอีก ปัญหาอยู่ที่ตัวบุคคลผู้เข้ามาเป็นผู้บริหาร ถ้าได้คนดีเข้ามาบริหารประเทศก็หมดปัญหา

ผู้เขียนก็เห็นว่า น่าจะถูกต้อง แต่ประชาธิปไตยรูปแบบใดเล่าที่จะทำให้ได้คนดีเข้ามาใช้อำนาจแทนเรา รูปแบบปัจจุบันทำให้เราต้องงมงายอยู่กับปัญหา บัตรใบเดียว หรือ บัตรสองใบหารด้วยร้อย หรือ หารด้วยห้าร้อย แจกกล้วยเท่าใดก่อนโหวต พ.ร.บ.งบประมาณ แจกกล้วยกี่หวีก่อนลงคะแนนหลังการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เข้าทำนองคนไข้เป็นมะเร็งลำไส้เล็ก เราก็มัวไปให้ยาแก้กรดไหลย้อนบ้าง ยาแก้ท้องอืดบ้าง ไปตรวจดูหาโรคที่ปลายลำไส้ใหญ่บ้าง อยู่นั่นแหละ

หากวิเคราะห์คนไข้ได้ตรงประเด็น โดยผ่าตัดลำไส้เล็กออกเสียก่อนที่จะลุกลามไปต่อมน้ำเหลือง โรคก็จะหายได้ แล้วไม่กลับมาเป็นอีก

จึงต้องกล่าวถึง “ที่มา” ของอำนาจต่างๆว่าเราไปเอาใครมาใช้อำนาจทั้งสาม (ตุลาการ, บริหาร, นิติบัญญัติ) แทนเรา (ปวงชนชาวไทย) อยู่

ศิริภูมิ

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ‘ท้องถิ่น’บทบาทสำคัญ ดูแล‘เด็ก-เยาวชนด้อยโอกาส’

Posted on July 17, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/667193

บทความพิเศษ : ‘ท้องถิ่น’บทบาทสำคัญ  ดูแล‘เด็ก-เยาวชนด้อยโอกาส’

วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เป็นองค์กรที่มีประสบการณ์การทำงานต่อเนื่องเรื่องการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ด้วยกลไกพัฒนาจังหวัด สร้างแนวร่วมบูรณาการทรัพยากรในพื้นที่ให้เพียงพอกับการทำงานที่ยั่งยืน ร่วมกับ 20 จังหวัดนำร่อง ในการขจัดปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม จนเกิด “ตัวแบบ”การช่วยเหลือดูแลเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสในระดับจังหวัด โดยปี 2565 กสศ. ได้ขยายผลการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ไปยังพื้นที่อื่นๆ เพื่อสร้างตัวแบบความสำเร็จและนวัตกรรมการจัดการการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระดับพื้นที่ต่อไป

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวถึงแนวคิดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยจะตระหนักและมีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำมาหลายสิบปี ทำให้คนส่วนใหญ่รายได้ดีขึ้นแต่จากสถานการณ์ปัญหาต่างๆ ภายในประเทศโดยเฉพาะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้จำนวนคนจนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

“ท่ามกลางสถานการณ์ที่เด็กเกิดน้อยแต่กลับมีจำนวนเด็กที่ไม่ได้รับการศึกษาภาคบังคับ (9 ปีแรก) มีสัดส่วนมากขึ้น ประกอบกับความขัดสนของครอบครัวทำให้เด็กเหล่านี้หลุดออกจากระบบที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐมองเห็นแต่เด็กที่อยู่ในที่สว่างหรือเด็กในระบบการศึกษา แต่เด็กในมุมมืดที่อยู่นอกระบบได้รับความสนใจน้อย จึงจำเป็นต้องช่วยกันค้นหาเด็กเหล่านี้ ที่คาดว่าน่าจะมีราว 1 ล้านคน ที่เป็นพ่อแม่วัยใส เด็กที่ออกจากสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และเด็กที่มีปัญหาครอบครัว เพราะหากเราไม่ช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ก็จะเกิดการส่งต่อความยากจนแบบข้ามรุ่น” ดร.กฤษณพงศ์ ระบุ

ดร.กฤษณพงศ์ กล่าวต่อไปว่า กสศ. อยากเห็นทุกภาคส่วนช่วยกันพัฒนาการคุณภาพศึกษา รวมถึงพัฒนาทักษะอื่น ไม่เฉพาะเด็กที่ยากจนแต่อยากให้มองในภาพรวม และ “ต้องการให้รัฐสนับสนุนทรัพยากรทั้งบุคคลและงบประมาณที่จำเป็นกระจายไปยังหน่วยงานท้องถิ่นให้มากขึ้น” นอกจากนี้ “องค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือเทศบาล ต้องลุกขึ้นมามีบทบาทรับผิดชอบในการจัดการศึกษา” ให้มีคุณภาพและครอบคลุมเด็กและเยาวชนทั้งที่อยู่ในที่สว่างและเด็กที่อยู่ตามมุมมืดในพื้นที่

อีกทั้งต้องให้ความสำคัญเรื่องแหล่งเรียนรู้รอบโรงเรียน การเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ และต้องมีระบบเฝ้าระวังที่เข้มข้นมากขึ้น เพราะแหล่งมั่วสุมของเด็กเยาวชนมีจำนวนมากขึ้นและมีความซับซ้อนมากขึ้น หากจังหวัดทำได้ก็จะช่วยให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษามากขึ้น ซึ่งโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำปี 2565 เป็นงานที่ทุกภาคส่วน จังหวัดในฐานะเจ้าของพื้นที่ต้องร่วมมือกันทำงาน ไม่เว้นแม้แต่พ่อแม่ของเด็ก

โดยกลไกในพื้นที่ที่อยากเห็นคือ “การร่วมกันสะท้อนว่าปัญหาอยู่ที่ไหน-กลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ใด” ต้องมีการวิเคราะห์วางแผนการจัดการปัญหาร่วมกัน แล้วรวบรวมทรัพยากรเพื่อใช้แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ อยากเห็นต้นแบบการจัดการที่มีทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ทำงานร่วมกัน และหวังว่าจะเห็นการรณรงค์ให้เกิดการนำต้นแบบไปทดลองขยายผล อย่างน้อยเริ่มจากจังหวัดของเราก่อนให้รับทราบรับรู้ และอยากเห็นการทำงานเชิงพื้นที่สามารถจะส่งข้อมูลผ่านหน่วยงานเจ้าของเรื่อง

“ผมมองว่าขณะนี้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) มีข้อมูลเฉพาะเด็กในระบบ แต่ไม่มีข้อมูลเด็กนอกระบบ ผมหวังว่าโครงการนี้จะเป็นฐานข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์สำคัญที่กศจ.สามารถนำเอาไปใช้อุดช่องโหว่ของการศึกษาและการพัฒนาคนและแก้ไขปัญหา ในท้ายที่สุดผมเชื่อว่า เราจะได้ต้นแบบการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เป็นความร่วมมือของประชาชนเจ้าของพื้นที่ ลุกขึ้นมาจัดการชีวิตของพวกเราเอง

เพราะเราพบว่าปัจจัยความสำเร็จของการทำงานเชิงพื้นที่ทั่วโลกก็คือ พื้นที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ในขณะที่พื้นที่การทำงานมีขนาดเล็กลง การระดมทรัพยากรทั้งที่เป็นเงินและไม่ใช่เงิน มีมากขึ้นคือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ” ดร.กฤษณพงศ์ กล่าว

ด้าน พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าวเสริมว่า กสศ. มีโปรแกรมการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนทั้งในระบบและนอกระบบหลายกลุ่ม อาทิ 1.กลุ่มเด็กและเยาวชนนอกระบบ (6-17 ปี) ผ่ านโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาและโครงการสนับสนุนการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษา 2.กลุ่มเยาวชน (15-17 ปี) ผ่านทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง, ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ, ทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น

3.กลุ่มประชากรวัยแรงงาน (18 ปีขึ้นไป) ผ่านโครงการส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้และพัฒนาทักษะเยาวชนและแรงงานนอกระบบ 4.กลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง ผ่านโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา (โรงเรียนพัฒนาตนเอง : TSQP) จำนวน 1,530 แห่ง 5.กลุ่มครูในและนอกระบบการศึกษา ผ่านโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา (โรงเรียนพัฒนาตนเอง : TSQP) และโครงการสนับสนุนการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษากว่า 25,000 คน

“แม้ว่าทั้งหมดจะเป็นบทบาทการทำงานของ กสศ.แต่หากมองในระยะไกลด้วยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด กสศ.อาจจะต้องลดบทบาทและหนุนให้เกิดกลไกการทำงานระดับพื้นเพื่อให้เกิดการส่งต่อความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่มาของการชวนจังหวัดเข้ามาดำเนินโครงการนี้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแบบตลอดรอดฝั่ง” พัฒนะพงษ์ กล่าว

พัฒนะพงษ์ กล่าวอีกว่า งบประมาณของ กสศ. มีน้อยไม่นานก็จะหมดไป แต่งบประมาณในพื้นที่มีเพียงพอที่จะดูแลเด็กเยาวชนได้เอง โดยจังหวัดจะต้องมีการจัดทำแผนร่วมกันของภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ทำให้เกิดการแชร์ข้อมูลตรงกลาง ที่สำคัญแผนจะเกิดไม่ได้หากทุกฝ่ายยังทำงานบนโต๊ะประชุมที่มีคนเพียงหยิบมือ จึงคิดว่าคนที่อยู่ในจังหวัดจำเป็นต้องรู้เรื่องราวเหล่านี้ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาในวงกว้าง

ทั้งนี้ แนวทางในการดำเนินงานภายใต้โครงการจะเน้นระบบการจัดการเชิงพื้นที่ 5 ด้านได้แก่ 1.การพัฒนากลไกการจัดการในพื้นที่ 2.การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อดูแลเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาส 3.การทำแผนบูรณาการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ 4.การรณรงค์ขับเคลื่อน และ 5.การพัฒนานวัตกรรมและตัวแบบสร้างโอกาสทางการศึกษา ซึ่ง กสศ.เชื่อมั่นว่า ในท้ายที่สุดจังหวัดจะจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ได้ด้วยตนเอง!!!

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ที่มา ของผู้ใช้อำนาจบริหาร แทนปวงชนชาวไทย

Posted on July 12, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/666128

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อน ได้กล่าวถึงที่มาของผู้ใช้อำนาจตุลาการแทนปวงชนชาวไทยว่า การมีที่มา ซึ่งกำหนดคุณวุฒิและคุณสมบัติขั้นต่ำ การกำหนดว่าต้องมีประสบการณ์มาก่อนอย่างไรบ้างเป็นอย่างน้อย การสอบแข่งขัน การผ่านหลักสูตรการฝึกอบรม การศึกษาเพิ่มเติม และการหล่อหลอม การพัฒนา การคัดเลือกเพื่อให้อยู่ในองค์กรที่ให้ความเป็นธรรม และเป็นที่พึ่งสุดท้ายของปวงชนชาวไทย นั้นได้ผลดีอย่างไร

ยังไม่ถึงสัปดาห์ ศาลฎีกาก็ได้พิพากษาให้นักการเมืองที่มีชื่อเสียงทางภาคใต้ 2 ท่าน รับโทษจำคุก 2 ปี และไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งถึง 10 ปี

ถึงแม้เราอดไม่ได้ที่จะเห็นใจผู้รับโทษ เพียงเพราะไปทานเลี้ยงกับบรรดาหัวคะแนนก่อนการเลือกตั้ง แต่เราก็อดชมเชยตุลาการของศาลสูงสุดไม่ได้ ว่าเป็นผู้ที่มี ความดีความเก่ง ความกล้า อย่างมากที่ได้ตัดสินขั้นสุดท้ายไปเช่นนั้น

ความดี เพราะยึดถืออยู่ในความโปร่งใส ความถูกต้องและหลักนิติธรรม

ความเก่ง ที่มีความรอบรู้ในตัวบทกฎหมายเป็นอย่างดีสมกับที่ประเทศไทยเป็นนิติรัฐ

ความกล้า คือกล้าตัดสินใจออกคำพิพากษา โดยไม่เห็นแก่หน้าใคร ไม่มีการลูบหน้าปะจมูก

ทีนี้เรามาลองพิจารณากันถึงที่มา ของผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทยบ้างว่า มีที่มาอย่างไร มีการกำหนดวุฒิ ประสบการณ์ขั้นต่ำของความเป็นนักบริหาร เช่น ที่มาของผู้ใช้อำนาจตุลาการบ้างหรือไม่ มีการกลั่นกรอง
การคัดเลือกที่เข้มงวดมาก่อนหรือไม่ และผลลัพธ์ของการเข้ามาใช้อำนาจบริหารแทนประชาชนคนไทยได้มากน้อยเพียงใด

นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบันปี พ.ศ.2565 ก็ครบ 90 ปีเราก็พอจะแยกแยะถึงที่มาของผู้ใช้อำนาจบริหาร อันได้แก่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ที่เป็นส่วนสูงสุดของพีระมิด ลงไปถึงข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร และลงไปถึงการปกครองส่วนท้องถิ่น
อันได้แก่ นายกเทศมนตรี, นายก อบจ., นายก อบต. ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 5 ประเภทดังนี้

1.ประเภทแรก มีที่มาจากความจำเป็นของเหตุการณ์บ้านเมือง

2.ประเภทที่สอง มีที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร

3.ประเภทที่สาม มีที่มาจากผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ (พรรคการเมือง หรือ สส. เป็นต้น)

4.ประเภทที่สี่ มีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น นายกเทศมนตรี, นายก อบจ., นายก อบต. เป็นต้น

ก.ประเภทแรก ผู้ใช้อำนาจบริหาร (รัฐบาล) ที่มาจากความจำเป็นของเหตุการณ์บ้านเมือง

ตัวอย่างที่ 1 หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 เพื่อเป็นการประนี
ประนอมระหว่างอำนาจใหม่ (คณะราษฎร) กับอำนาจเก่า(พระมหากษัตริย์, ราชวงศ์และขุนนาง ที่จงรักภักดี) สมาชิกคณะราษฎร จึงได้เลือก พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อนหุตะสิงห์) เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ จบเนติบัณฑิตไทย จบเนติบัณฑิตอังกฤษจาก The Middle Temple เคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ อธิบดีศาลฎีกา อาจารย์สอนวิชากฎหมาย องคมนตรี และเสนาบดีกระทรวงการคลัง ในรัชสมัยรัชกาลที่ 7 และภรรยาก็เป็นนางสนองพระโอษฐ์ ในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7
พระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงเหมาะสมอย่างยิ่ง ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย เพื่อเป็นคนกลางประสานระหว่างกลุ่มผู้นิยมการปกครองในระบอบกษัตริย์ กับกลุ่มผู้นิยมการปกครองแบบใหม่

แต่การที่เป็นคนกลาง เพื่อประสานสองขั้วที่มีความเห็นแตกต่างกัน นั้นมิใช่ของง่าย ถึงแม้จะมีการศึกษาอย่างดี
ที่สุด มีประสบการณ์จากตำแหน่งที่สูงมากมาแล้ว และมีเครือข่ายลูกศิษย์ลูกหาและผู้นิยมชมชอบมากมาย ในที่สุดก็ต้องถูกรัฐประหารในเดือนมิถุนายน 2476 โดยหัวหน้าคณะราษฎร(พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา) และถูกส่งตัวออกนอกประเทศไปอยู่ที่ปีนัง จนถึงบั้นปลายแห่งชีวิต

ตัวอย่างที่ 2 ได้แก่ ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งได้รับพระบรมราชโองการให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 12 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ “วันวิปโยค” ในตอนเช้าวันที่ 14 ตุลาคม โดยพระบาท
สมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เรียกจอมพลถนอม กิตติขจร เข้าเฝ้าฯ ณ พระราชวังดุสิต และจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ประกาศลาออกและเดินทางออกนอกประเทศไป เพื่อความสงบของบ้านเมือง พระองค์จึงได้ทรงแต่งตั้งให้ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (หัวหน้ารัฐบาล หรือ ผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย) ซึ่งมีที่มาจากความจำเป็นของเหตุการณ์บ้านเมือง

ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ดำรงตำแหน่งจนถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2517 และได้ขอลาออก จากตำแหน่ง แต่สภานิติบัญญัติในขณะนั้น ก็มีมติให้ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ดำรงตำแหน่งต่อไป โดยทูลเกล้าฯเสนอชื่อไปยังพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นครั้งที่ 2 จนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2517 และจัดการเลือกตั้งทั่วไปแล้ว นับว่าได้ทำภารกิจสำคัญให้แก่ประเทศจนเป็นผลสำเร็จ

เป็นที่น่าสังเกตว่า ท่านทั้งสองที่ได้กล่าวถึงไว้ ว่ามีที่มาจากความจำเป็นในเหตุการณ์บ้านเมือง ทำให้ต้องมารับหน้าที่ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย ล้วนแล้วแต่มีภูมิหลัง (Back Ground) อย่างดี เป็นนักบริหารที่ดีและประสบความสำเร็จ (มีความซื่อสัตย์สุจริต มีศีลธรรมมีจริยธรรม มีประสบการณ์จากตำแหน่งหน้าที่การงาน ว่าสามารถเป็นผู้บริหารประเทศได้ และมีความกล้าในการตัดสินใจต่างๆ เพื่อความเจริญของประเทศไทยและของปวงชนชาวไทย โดยมิได้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนหรือของพรรคพวกเลยแม้แต่น้อย

ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ จบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ จบเนติบัณฑิตไทย และจบเนติบัณฑิตอังกฤษ จากสำนัก The Middle Temple เคยเป็นประธานศาลฎีกา ปลัดกระทรวงยุติธรรม เคยเป็นอธิการบดีและนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นประธานองคมนตรีเมื่อพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งอนุสรณ์สถานของท่าน ก็มีเป็นอนุสาวรีย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) จนทุกวันนี้

เขียนมาแค่นี้ก็คงจะเห็นได้ว่า “ที่มา” ของผู้ใช้อำนาจอธิปไตย (นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ) แทนปวงชนชาวไทย มีความสำคัญอย่างมาก ที่จะนำความยุติธรรม ความอยู่ดีกินดี ความเจริญของประเทศ ความเป็นอารยประเทศ ความเป็นนิติรัฐ มีความสำคัญเพียงใด

ที่มา ของผู้ใช้อำนาจตุลาการ ที่ประกอบด้วย

ภูมิหลัง (Back Ground) อันได้แก่ การศึกษา ในสาขาที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ (นิติศาสตรบัณฑิต,
เนติบัณฑิต)

ประสบการณ์ เคยทำงานด้านกฎหมายมาแล้วพอสมควร เช่นทนายความ นิติกร เจ้าหน้าที่ศาล ฯลฯ

การสอบแข่งขันหรือการสอบคัดเลือก เพื่อเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา

การฝึกอบรม เพื่อทราบและยึดถือเป็นวิธีปฏิบัติ ของวัฒนธรรมองค์กร (Corporate Culture) ความซื่อสัตย์สุจริต (Honesty), จริยธรรม (Ethics), ความโปร่งใส (Transparency)

การศึกษา เพื่อศึกษาถึงกฎหมายที่ผู้พิพากษาจำเป็นต้องรู้ ระเบียบข้อบังคับของศาล และของกระทรวงยุติธรรม ของอัยการ ของตำรวจ ที่จำเป็นต่อการใช้อำนาจตุลาการ

และ การคัดเลือก เป็นอันดับสุดท้าย ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งผู้พิพากษา

จึงพิสูจน์ได้ว่า “ที่มา” ของผู้ใช้อำนาจตุลาการ นำความยุติธรรมและสันติสุข มาสู่ปวงชนชาวไทยได้เป็นอย่างดี

แล้วเราก็จะได้ดูถึง “ที่มา” ของผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย ตามระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy) ที่ประเทศไทยใช้มา 90 ปี ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด

ศิริภูมิ

Share this:

  • Share on Pocket (Opens in new window) Pocket
  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,870,606 hits

Join 4,127 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

คุณแหน : 19 กุมภาพันธ์ 2569
มศว Kick Off ‘Green U’ มหา’ลัยสีเขียว + 6 ออฟฟิศสีเขียว เพื่อสุขภาวะที่ดีของคนในชุมชนโดยรอบ
อินโดนีเซีย-สหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงการค้า-ลงทุน พุ่ง 2 แสนล้าน
ศุภชัย โต้ วิษณุ ทันควัน! ย้ำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ทำลายความลับ ยันไม่เป็นโมฆะ
‘อธิบดีกรมชลฯ’ นำคณะศึกษาดูงานญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนแนวทางบริหารจัดการน้ำและความร่วมมือระหว่างประเทศ
สู้เพื่อเด็กไทย! หมอวี เผยกมธ.สธ.เรียก สปสช.แจง 6 ประเด็นร้อนปมวัคซีน IPD ในเด็กเล็ก
ผลคะแนนเลือกตั้ง 69 อย่างเป็นทางการ กกต รวม 400 เขต แล้วทั่วประเทศ
ททท. ยกระดับการท่องเที่ยวภาคตะวันออกผ่านโมเดล ‘Drive Tourism’ ชวนคนไทยขับรถเที่ยวกับแคมเปญ ‘EAT THE EAST : THE GRAND ROAD TRIP’
อดีตผู้พิพากษา ชี้ช่องฟ้อง ปม บัตรมี บาร์โค้ด เสี่ยงไม่ลับ? ต้องร้องศาลไหน?
บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ราชาแห่งนก

Recent Posts

  • รัฐฟลอริดาไฟเขียว เปลี่ยนชื่อสนามบินปาล์มบีชเป็น สนามบิน “โดนัลด์ ทรัมป์”
  • นายกฯ “ทาคาอิจิ” แถลงนโยบาย ลั่นสร้างญี่ปุ่นที่แข็งแกร่ง-มั่งคั่ง เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจเต็มสูบ
  • “ฮุน มาเนต” ฟ้องฟ็อกซ์นิวส์ ทหารไทยรุกคืบยึดพื้นที่ทับซ้อน ทำชาวเขมรพลัดถิ่นกว่า 8 หมื่น
  • “ยุน ซอกยอล” แถลงขอโทษ หลังศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตฐานก่อกบฏ
  • สหรัฐฯ–อินโดนีเซีย ปิดดีลลดภาษีนำเข้าเหลือ 19% จาก 32%

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d