Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: บทความพิเศษ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

บทความพิเศษ : ประเทศไทยและเวียดนาม ในความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็ง #SootinClaimon.Com

Posted on May 29, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/576341

บทความพิเศษ : ประเทศไทยและเวียดนาม ในความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็ง

บทความพิเศษ : ประเทศไทยและเวียดนาม ในความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็ง

วันเสาร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

ปี 2564 เป็นปีพิเศษ เพราะตรงกับการครบรอบ 131 ปี ของวันคล้ายวันเกิดประธานโฮจิมินห์แห่งเวียดนาม และ 45 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม

นายโฮจิมินห์ เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม (ชื่อขณะนั้น) ท่านเกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2433 เป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับว่ามีความรักชาติ ความเป็นผู้นำ ซื่อสัตย์สุจริต สมถะในการดำเนินชีวิต ท่านเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2512 ก่อนที่สงครามเวียดนามกับสหรัฐ จบลง และเวียดนามทั้งสองภาครวมกันเป็นสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เมื่อ 2 กรกฎาคม 2519

ส่วนประเทศไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2519 หลังคณะผู้เจรจาฝ่ายไทยและฝ่ายเวียดนามบรรลุความตกลงและออกแถลงการณ์ร่วมกันที่กรุงฮานอยวันเดียวกัน ดังนั้น ความสัมพันธ์ทางการทูตยุคปัจจุบัน จะครบรอบ 45 ปี ในเร็วๆ นี้

หากประธานโฮจิมินห์ หยั่งรู้ได้ถึงพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับเวียดนามที่ก้าวหน้าอย่างใกล้ชิดจนถึงปัจจุบัน ย่อมจะยินดีกว่าใครๆ เพราะในช่วงปี 2471-2472 เป็นเวลาเกือบสองปี ประธานโฮจิมินห์ หลบหนีภัยจากการไล่ล่าอาณานิคมของฝรั่งเศส เข้ามาพำนักอาศัยและเคลื่อนไหวทางการเมืองบริเวณ 1) บ้านดง ตำบลป่ามะคาบ จังหวัดพิจิตร 2) บ้านหนองโอน จังหวัดอุดรธานี และ 3) บ้านนาจอก อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ซึ่งทุกแห่งมีอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ ที่ท่านไปพำนัก อนุสรณ์สถานฯ ขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ที่บ้านนาจอก

การที่ประธานโฮจิมินห์เข้ามาเคลื่อนไหวทางการเมืองในไทยได้นำไปสู่ความผูกพันกับประเทศไทยและประชาชนชาวไทย มีความรู้สึกที่ดีต่อประเทศไทย เพราะคงมีผู้นำของไม่กี่ประเทศที่ไปเคลื่อนไหวกบดานในประเทศข้างเคียง แล้วกลับไปกอบกู้ประเทศของตนได้สำเร็จ

เมื่อต้นปี 2564 สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ภายใต้การนำของนายสนั่น อังอุบลกุล ผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ ได้ประชุมคณะกรรมการเพื่อเตรียมการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองการครบรอบ 45 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม และได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อดำเนินการ หนึ่งในกิจกรรมที่พิจารณาและรวมเข้าในเวลาต่อมา คือการบูรณะอนุสรณ์สถานฯ หมายถึง การบูรณะภูเขาจำลอง ซึ่งก่อสร้างเสร็จเมื่อปี 2559 มีอายุใช้งานมา 5 ปี บัดนี้จำต้องบูรณะ สถานที่แห่งนี้เป็นทั้งศูนย์รวมจิตใจของคนเวียดนามโพ้นทะเลในไทย และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดนครพนม กล่าวกันว่าเป็นอนุสรณ์สถานประธานาธิบดีโฮจิมินห์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกนอกประเทศเวียดนาม

สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ต้องระงับกิจกรรมอื่นที่อยู่ในแผนงานเนื่องจากไม่สามารถจัดกิจกรรมที่มีการชุมนุมคนได้เลย

ท้ายที่สุด สภาธุรกิจไทย-เวียดนามได้จัดการประชุมออนไลน์ทางไกลกับเครือข่ายบรรดาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำไทย สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในเวียดนาม กระทรวงการต่างประเทศ ศาลากลางจังหวัดนครพนม สมาคมชาวเวียดนามแห่งประเทศไทย สมาคมไทย-เวียดนามจังหวัดนครพนม ภาคเอกชนไทย
เป็นต้น อนึ่ง โครงการบูรณะภูเขาจำลองในอนุสรณ์สถานฯ และโครงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์สินค้าบางรายการของชุมชนบ้านนาจอก จังหวัดนครพนม เป็นเรื่องเด่นของการประชุมออนไลน์นี้

นายฝ่าน จี๊ แทงห์ เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำไทยได้กล่าวว่า ประธานาธิบดีโฮจิมินห์ มีความรักปรารถนาดีและรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณต่อประเทศไทย ที่ให้ความช่วยเหลือ ตนขอขอบคุณฝ่ายไทยที่บูรณะภูเขาจำลองในอนุสรณ์สถาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับเวียดนาม ทางด้านนายวิศรุต จินตนเสถียร นายกสมาคมชาวเวียดนามแห่งประเทศไทย กล่าวถึงสมาคมฯ ว่า มีสมาคมไทย-เวียดนามในจังหวัดต่างๆ ตลอดจนสมาคมธุรกิจไทย-เวียดนาม มีสมาชิกกว่าหนึ่งแสนคน โดยสมาคมฯ เป็นศูนย์กลางรณรงค์ให้สมาชิกสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของเวียดนาม พร้อมๆ กับสั่งสอนให้สมาชิกประกอบสัมมาชีพอย่างซื่อสัตย์สุจริต เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศไทย ปฏิบัติตามกฎหมาย จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ตอบแทนบุญคุณแก่ประเทศไทยที่ให้ที่พำนักอาศัย รักแผ่นดินไทยและสร้างความเจริญแก่ประเทศไทย ทั้งนี้ ภูเขาจำลองนี้สะท้อนเป็นสัญลักษณ์ของภูเขาจริงๆ ที่จังหวัดเหงะอาน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของประธานโฮจิมินห์ที่เวียดนาม

การจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองการครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับต่างประเทศ นี้ กระทรวงการต่างประเทศมีแนวการพิจารณาว่า น่าจะใช้โอกาสการครบรอบปีที่ลงท้ายด้วย “ศูนย์” เช่น 40 ปี50 ปี แต่ก็มิได้ขัดข้องหากจะลงท้ายด้วย “ห้า” เช่น 45 ปีดังเช่นปีนี้ แต่ขอให้เป็นข้อริเริ่มหรือการดำเนินการของสถานเอกอัครราชทูต อนึ่ง การจัดกิจกรรมครบรอบ 45 ปีของความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม มาจากข้อริเริ่มของสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม เป็นผู้ประกอบอาชีพนักธุรกิจ แต่ทำงานให้แก่สังคมและสาธารณประโยชน์ “สวมหมวก” รับผิดชอบในหลายเรื่องรวมถึง การดำรงตำแหน่งประธานกรรมการหอการค้าไทย นายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม เลือกตั้งแต่งตั้งตามลำดับเมื่อเร็วๆ นี้ และเพิ่งครบวาระการดำรงตำแหน่งประธานสมาคมคณะกงสุลกิตติมศักดิ์ (ประเทศไทย) ดังนั้น จึงดูเหมือนเป็น “นักการทูต” อีกคนหนึ่ง

อนึ่ง ดูเหมือนว่าสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของประเทศทั้งสองคงจะมีแผนการจัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตฯ เช่นกัน

ข้าพเจ้ายินดียิ่งที่สองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเป็นผลสำเร็จเมื่อ 45 ปีที่แล้ว ผู้มีบทบาทสำคัญเกี่ยวข้องกับการเจรจาเพื่อปรับความสัมพันธ์ฯ คงเหลืออยู่เพียงหยิบมือเดียว เขาเหล่านั้นมีสุขภาพแข็งแรงน้อยลงเนื่องจากสูงวัยขึ้นในอดีตเมื่อครั้งเฉลิมฉลองการครบรอบปีที่ 20 ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับเวียดนาม กระทรวงการต่างประเทศได้รับเกียรติจากผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งคนหนึ่ง คือ ฯพณฯนายอานันท์ ปันยารชุน รับเชิญมาแสดงปาฐกถาพิเศษเล่าถึงประสบการณ์การเจรจาซึ่งนำไปสู่การตกลงใจที่จะเปิดความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ยิ่ง

ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนามยุคปัจจุบันผ่านร้อนผ่านหนาว ฟันฝ่าอุปสรรค สิ่งท้าทายปัจจัยการเป็นอริในประวัติศาสตร์ ความแตกต่างของการมองผลประโยชน์แห่งชาติ ภูมิรัฐศาสตร์ เขตอิทธิพล ปัจจัยมหาอำนาจและการแทรกแซง ไปสู่การออมชอมและความเข้าใจระหว่างกันยิ่งขึ้น สัมพันธ์ทวิภาคีได้รับการพัฒนาในทุกๆ ด้านจนเรียกได้ว่า ได้พัฒนาสูงขึ้นเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็ง

ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วง 1-2 ปีมานี้ทำให้การติดต่อไปมาหาสู่ระหว่างประเทศต่างๆ และภายในแต่ละประเทศมีความจำกัดในขอบเขตและระดับ แต่ก็เชื่อว่า สุดท้ายแล้ว
ทุกประเทศ ไทยและเวียดนามก็เช่นกันจะก้าวข้ามไปได้ และในอีก 10 ปีข้างหน้า เมื่อเราฉลองการครบรอบ 55 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่ายินดีและภาคภูมิใจยิ่งๆ ขึ้นไป

คมกริช วรคามิน

อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย เวียดนาม

และที่ปรึกษาสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ปัจจัยในการดำรง ‘ชาติ’ (ภาษาอีกที) #SootinClaimon.Com

Posted on May 28, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/576108

บทความพิเศษ : ปัจจัยในการดำรง ‘ชาติ’  (ภาษาอีกที)

บทความพิเศษ : ปัจจัยในการดำรง ‘ชาติ’ (ภาษาอีกที)

วันศุกร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

ภาษาเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรง “ชาติ” โดยเฉพาะชาติเล็กๆ อย่างไทย, เขมร, เวียดนาม เผ่าพันธุ์ต่างๆ ที่เคยเป็นชาติ ถึงแม้ตอนนี้จะไม่ได้มีอิสรภาพ ก็ยังพยายามรักษาภาษาเดิมของตนอยู่ โดยหวังว่าเมื่อตนมีดินแดน (Territory) ของตนเป็นอิสระแล้ว ก็จะได้สร้างชาติของตนขึ้นมาใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นกะเหรี่ยง ไทใหญ่ ทิเบตหรือ คะฉิ่น อินคา หรือแคชเมียร์

การที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ได้ให้ความสำคัญแก่ภาษาไทย จึงเป็นการที่มีพระเนตรอันยาวไกล ต้องการจะฝากลูกหลานของพระองค์ ซึ่งเป็นคนไทยทุกคน ให้ช่วยกันทะนุถนอมและรักษาไว้

พวกเราเองทุกคนก็เคยตั้งปณิธานไว้ว่า จะสืบสานต่อในสิ่งที่พระองค์ทรงมีพระราชดำริไว้ หรือทรงมีพระบรมราโชวาทไว้ นี่ก็เพิ่งจะ 5 ปี ที่เสด็จพ่อทรงจากลูกหลานชาวไทยไป เมื่อเรานึกถึงพระองค์ท่าน ก็ควรจะมาทบทวนด้วยว่า เราได้ช่วยสืบสานในสิ่งที่ทรงมีพระราชดำริไว้ หรือทรงมีพระบรมราโชวาทไว้หรือไม่

ในเรื่องภาษาไทย

ประการแรก ได้ทรงแนะนำไว้ว่า “ต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง” คือให้ออกเสียง ให้ถูกต้อง ชัดเจน

ดังนั้น เมื่อเราดูรายการโทรทัศน์ หรือฟังวิทยุ ผู้ประกาศ พิธีกร นักแสดง ผู้ออกรายการ สู่สาธารณชน จึงพึงต้องระวังในการรักษาความบริสุทธิ์ในการออกเสียง

– การลงท้ายประโยคว่า “นะคะ” ย่อมจะไพเราะและน่าชื่นชมกว่า “เนาะ” มาก

– การถามผู้ชม ผู้ฟังว่า “ใช่ป๊ะ” น่าจะใช้กับลูกหลานวัย 2-3 ขวบ ส่วนกับสาธารณชนก็น่าจะ ออกเสียงให้ชัดเจนว่า“ใช่หรือเปล่าคะ” “ใช่หรือเปล่าครับ”

– การออกเสียงสถาบันการศึกษาว่า “มหาลัย” ย่อมเป็นการทำลายภาษาไทยโดยตรง เพราะคำว่า “มหาวิทยาลัย” จะน่าฟังและน่าเคารพนับถือมากกว่า

– ขณะนี้โควิดกำลังระบาด คนไข้ก็ควรจะไป “โรงพยาบาล”
มากกว่า “โรงบาน”

ประการที่สอง “ต้องรักษาวิธีใช้ให้บริสุทธิ์” เราเป็นคนไทยเราภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย ของเรา ไม่ว่าจะโดยการกำเนิด โดยการอพยพมาตั้งหลักแหล่งอยู่ในประเทศไทย นับสิบๆ หรือนับร้อยปี หรือโดยการได้รับสัญชาติมาด้วยความสมัครใจ หรือโดยพระมหากรุณาธิคุณ เราก็ควรจะศึกษาวิธีใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องและบริสุทธิ์ การจะได้ศึกษา “หลักภาษาไทยเบื้องต้น” อะไรคือนาม กริยา กรรม อะไรคือศัพท์และภาษาทางราชการ อะไรคือศัพท์สำหรับครอบครัว อะไรคือศัพท์ในสังคมที่ตนอยู่หรือทำงาน อะไรคือราชาศัพท์ และมีวิธีใช้อย่างไร หรือนำมาใช้ให้ถูกต้อง ไพเราะเสนาะหูแก่ผู้ฟัง สมกับการเป็นคนไทย

ประการที่สาม คือ ความร่ำรวยของภาษาไทย ไม่ใช่นึกอะไรไม่ออก ก็ใช้ศัพท์ภาษาต่างประเทศที่ตนเคยไปร่ำเรียนมา ปีสองปีบ้าง ห้าหกปีบ้าง หรือ 9-10 ปีบ้าง (ตั้งแต่มัธยมศึกษา)

ความจริงภาษาไทยเราร่ำรวย คำฝรั่งคำเดียวแปลเป็นไทยได้นับสิบๆ อย่าง เช่น

คนไทยชอบใช้คำว่า bully กันบ่อยๆ และมากมายหลายพฤติกรรม แต่ถ้าใช้ภาษาไทย จะแยกแยะได้ชัดเจนขึ้น และเห็นได้ชัดเจนขึ้น โดยเลือกใช้คำไทยที่เหมาะกับเรื่อง

– ผมถูก bully ว่าเป็นสลิ่ม อาจใช้ว่า

ผมถูกกระแนะกระแหนว่าเป็นสลิ่ม

– เขาชอบมา bully ผม ที่ไม่เมาเหล้าไปกับเขาด้วย อาจจะใช้ว่า

เขาชอบมาแขวะผม ที่ไม่เมาเหล้าไปกับเขา

– ที่โรงเรียน พี่ ม.5 ชอบมา bully เด็ก ม.4 อาจจะใช้ภาษาไทยว่า

ที่โรงเรียน พี่ ม.5 ชอบมารังแก เด็ก ม.4

– และยังมีคำแปลอีกมากมาย ว่า กระทบกระแทก เหน็บแนม เยาะเย้ย ระราน กลั่นแกล้ง ฯลฯ

คำง่ายๆ ในชีวิตประจำวันเช่นนี้ เรามีของเราอยู่นานแล้วไม่จำเป็นต้องมาบัญญัติศัพท์ขึ้นใหม่ หรือนำศัพท์ต่างประเทศมาใช้ให้ชาวไร่ ชาวสวน งง

การบัญญัติศัพท์ใหม่ จึงควรจะเป็นเรื่องทางวิชาการหรือทางเทคโนโลยี เช่น

วัคซีน มาจาก Vaccine เทคโนโลยี มาจาก Technology

ดิจิทัล มาจาก Digital ฟิสิกส์ มาจาก Physics

_______________________________________

อะไรที่ไม่จำเป็น ก็ไม่ควรนำมาใช้ทำให้ภาษาไทยที่ร่ำรวยไปด้วยความหมาย ต้องหดหายไปทีละน้อยในหมู่ชนรุ่นหลัง

คำง่ายๆ ที่พวกเราเอาคำต่างประเทศมาใช้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการการเมือง พนักงาน ของรัฐ ผู้ออกรายการโทรทัศน์ ก็มีอีกหลายคำ อาทิ

– แทนที่จะใช้คำว่า ความโปร่งใส ก็ใช้คำว่า Transparency

– แทนที่จะใช้คำว่า ความเห็นชอบ, คำยินยอม ก็ไปใช้คำว่า Consent

– แทนที่จะใช้คำว่า แผนการ แผนดำเนินงาน แนวทาง ก็ไปใช้คำว่า Road map และอีกมากมายหลายคำ

หากทุกท่านมีส่วนช่วยกันใช้ภาษาไทย ที่มีความร่ำรวยด้วยความหมายอยู่แล้ว ก็เท่ากับท่านได้ปฏิบัติตนตามพระราชดำริที่พระราชทานไว้ และได้ช่วยกันดำรงไว้ซึ่งความเป็นชาติไทย ต่อไป

____________________________________

เท่านั้นยังไม่พอ การที่หน่วยราชการไทย เช่นตำรวจท่องเที่ยว หรือเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยือนประเทศไทยในระยะเวลาอันสั้น โดยการสนทนาเป็นภาษาอังกฤษบ้าง จีนบ้าง ก็น่าจะเป็นการเหมาะสม

แต่การที่ที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจ ท่าเรือประมงของกรมเจ้าท่า แถวๆ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ระนอง สระแก้ว อรัญประเทศ จะต้องมาพูดภาษาเพื่อนบ้านและเขียนป้ายเป็นภาษาของประเทศเพื่อนบ้านเต็มไปหมด ก็ดูจะไม่เหมาะสม เพราะเพื่อนบ้านเราเข้ามาทำงานอยู่กับเราเป็นปีๆ หลายต่อหลายปี ก็ควรจะให้เขามีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยตามสมควร

หรือแม้แต่หน่วยราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ บางแห่งเขียนป้ายภาษาเพื่อนบ้านและพูดภาษาเพื่อนบ้านกับคนไทยใน 3 จังหวัดก็ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสม เพราะเขาเหล่านั้นก็เป็นคนไทย
เราควรจะต้องช่วยเหลือให้เพื่อนไทยเหล่านั้น ได้เรียนรู้ภาษาไทย ใช้ภาษาไทยได้ พูดภาษาไทยได้ เพราะภาษาไทยเป็นภาษาราชการของไทย หรือเป็นภาษากลางของประเทศ

____________________________________

อย่างไรก็ตาม เราก็จะต้องยอมรับความจริงว่า ภาษาท้องถิ่นยังมีความสำคัญอยู่ จำเป็นต้องดำรงคงอยู่ต่อไปในชุมชนต่างๆ ตามประวัติศาสตร์และความเป็นมาในอดีต

เช่น ภาษามอญ ยังพูดกันอยู่ในครอบครัวแถว อ.พระประแดง และบางอำเภอในจังหวัดนนทบุรีและปทุมธานี

ภาษาไทยอีสาน ซึ่งเป็นภาษาไทยที่ยังใช้อยู่ทางภาคอีสาน มีความแตกต่างจากภาษากลางเล็กน้อยในเรื่องการออกเสียง

ภาษาเหนือ ภาษาใต้ ก็เช่นเดียวกัน เป็นภาษาท้องถิ่นที่จำเป็นต้องอนุรักษ์ไว้ ใช้กันในครอบครัวหรือญาติสนิท หรือในท้องถิ่นนั้นๆ

แต่ทุกคนก็ควรจะสามารถเรียนรู้ ใช้ พูด และเขียนภาษาไทยอันเป็นภาษากลาง และภาษาทางราชการของชนชาติไทยในปัจจุบันได้

หน่วยราชการต่างๆ ทั้งคณะรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม สภาความมั่นคงแห่งชาติ จะต้องมีการวางนโยบายร่วม ที่มีแนวทางปฏิบัติ (ไม่ใช่ Road map) และมีเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน เพื่อการดำรงอยู่ของภาษาไทยและชาติไทย ตลอดไป

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ‘ข้าวไทย’ เสียแชมป์ #SootinClaimon.Com

Posted on May 28, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/576103

บทความพิเศษ : ‘ข้าวไทย’เสียแชมป์

บทความพิเศษ : ‘ข้าวไทย’เสียแชมป์

วันศุกร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

ไม่ง่ายนะครับ “รัฐบาล” ที่นอกจากต้องบริหารการสาธารณสุข ที่วิกฤติด้วยโควิด-19 ยังต้องดูแลเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนคนไทยในสถานการณ์ Pandemic ที่ไม่เอื้อต่อการทำมาหากิน ไม่ว่าจาก “มาตรการของรัฐ” เอง (ที่ห่วงใยการแพร่ระบาด จึงต้องจำกัด “กิจกรรม” นานา) และ “กำลังซื้อ” ที่ร่อยหรอของคนทำมาหากินที่ประสบ “ปัญหา” และ “อารมณ์” ของ “ผู้บริโภค”ที่ “ไม่เอื้อ” ต่อการจับจ่ายใช้สอย

มี “ข่าวดี” มาจากกระทรวงพาณิชย์ครับ

ตัวเลขการส่งออกเดือนเมษายนปีนี้ ขยายตัวสูงถึง 13.09% คิดเป็นมูลค่า 21,400 กว่าล้านดอลลาร์

เป็นการขยายตัวที่สูงสุดในรอบ 3 ปี

ที่น่ายินดีคือขยายตัวต่อเนื่องจากเดือนมีนาคมที่บวกเพิ่ม 8.47%

ยอดส่งออก 4 เดือนแรกของปีนี้ เป็นมูลค่ากว่า 85,577 ล้านดอลลาร์

คนที่รู้เรื่อง “ส่งออกไทย” ดี ไม่ได้ยินดีตีปีกกระโดดโลดเต้น โดยเฉพาะ คนไทยที่ “รักชาติ”และ “รู้ทัน” กับเหลี่ยมกระทรวงพาณิชย์ที่ชอบอ้างเอาเครดิต

เพราะสินค้าส่งออกที่ส่งออกไปก็มาจากบริษัทฝรั่ง ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ต่างชาติที่แค่มาอาศัย “แรงงาน” ฝีมือไทย “น้ำๆ” ส่วน “เนื้อๆ” บริษัทต่างชาติเจ้าของ Brand รับไปเต็มๆ

ที่ “ขายดี” ก็อยู่ที่เขาทำการตลาด

สินค้าไทยที่ส่งออกไม่ใช่สินค้าท้องถิ่นพื้นเพที่เราเคยร่ำเรียนตั้งแต่สมัยเด็กๆ (60 ปีที่แล้ว) ข้าว ไม้สัก ยางพารา

10 อันดับสินค้าไทยยุคใหม่ ส่งออก (ปี 2563) มี

1.รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (มี Brand ไทยไหม)

2.เครื่อง Computer อุปกรณ์และส่วนประกอบ(ทำนองเดียวกัน)

3.อัญมณีและเครื่องประดับ

4.ผลิตภัณฑ์ยาง

5.เม็ดพลาสติก

6.แผงวงจรไฟฟ้า

7.เคมีภัณฑ์

8.เครื่องจักรกล ส่วนประกอบ

9.น้ำมันสำเร็จรูป

10.เครื่องปรับอากาศ ส่วนประกอบ

ที่พอจะเป็น “ข่าวดี” คือ การส่งออกดีขึ้นแสดงว่า “เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว” (ประเทศที่เร่งรีบฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพ เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็ว ขณะที่บางประเทศยังงมหอยอยู่)

กระทรวงพาณิชย์จะคุยอย่างไรก็ได้ เพราะ “คนรู้จริง” ในไทยยังมีน้อย อย่างส่งออกตกในประเทศใหญ่ หรือ ความสัมพันธ์กับบางตลาดมีปัญหา จะออกข่าวกำชับให้ “ทูตพาณิชย์ไทย”
ในต่างประเทศหาตลาดใหม่ (คงคิดว่าเป็นงาน “ปอกกล้วย”) ฯลฯ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ กรมส่งเสริมการส่งออก หรือ กรมพาณิชย์สัมพันธ์ แทบไม่มีบทบาทในการทำการตลาดให้ “สินค้าไทย” เพราะส่วนใหญ่เป็นสินค้าภายใต้ Brand สากลที่เจ้าของ Brand เขาต้องทำอยู่แล้ว

กรมที่ควรมีบทบาทมากคือ “กรมเจรจาการค้า” เพราะมาตรการกีดกันหรือหมั่นไส้ที่แต่ละประเทศในยุโรปในอเมริกาออกมาส่งผลต่ออุตสาหกรรมไทยในวงกว้าง “การเจรจา” หรือ “การล่วงรู้ก่อน” จึงเป็นสิ่งสำคัญ

“ข่าวร้าย” วันนี้ของสินค้าส่งออกไทย (เดิม) ที่เคยสร้างชื่อสร้างเงินตราเข้าประเทศคือ “ข้าวไทย” ที่ส่งออกพลาดเป้าเสียแชมป์ให้กับ อินเดีย เวียดนาม

นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยชูเกียรติ โอภาสวงศ์ (ทายาทคุณสมาน โอภาสวงศ์ผู้ล่วงลับไปแล้ว ตำนานพ่อค้าส่งออกข้าวไทย) ให้สัมภาษณ์ (ของจริง) ว่า ปีนี้ “ข้าวไทยส่งออก” เจอวิกฤติแน่

“ข้าวขาว” ก็เสียส่วนแบ่งตลาดให้กับอินเดียเกือบหมด

“ข้าวหอมมะลิ” ก็เสียตลาดให้กับเวียดนาม

“ข้าวไทย” ไม่สามารถแข่งขันกับ “คู่แข่ง”ได้เลย ประเทศไทยขาดการ “พัฒนาคุณภาพ” ข้าวและ “การเพิ่มผลผลิตต่อไร่” ขณะที่ “ต้นทุน”ที่สูงขึ้นส่งผลต่อ “ราคา” ขายแต่ “คุณภาพ” เหมือนเดิม (ที่เริ่มแพ้ “คู่แข่ง”)

จากที่เคยเป็นที่ 1 ของโลก ส่งออกปีละ 9-10 ล้านตัน ปัจจุบันอย่างเก่ง 5-6 ล้านต้น

ใครที่ “เสก” เก่ง น่าจะช่วยเสก “ข้าวไทย”
เป็น “ทองคำ” ให้ “หงษ์ทอง” “ตราฉัตร” กลับมาครองตลาดได้ “ราคา”

กฤษณ์ ศิรประภาศิริ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ค่าเงินบาทต้องอ่อน GDP จะโตขึ้นทันที #SootinClaimon.Com

Posted on May 25, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/575331

บทความพิเศษ : ค่าเงินบาทต้องอ่อน  GDP จะโตขึ้นทันที

บทความพิเศษ : ค่าเงินบาทต้องอ่อน GDP จะโตขึ้นทันที

วันอังคาร ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

นโยบายการคลังของรัฐบาลดีมาก พยายามยืมเงินมาเพื่อเยียวยาเศรษฐกิจ และพนักงาน และคนงาน และประชาชน ในยามที่เศรษฐกิจตกต่ำ เนื่องจากโควิด-19 เป็นการทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข เพิ่ม GDP ของประเทศขึ้นมา

ถ้ารัฐบาลใช้เงิน 700,000 ล้านบาท ที่ออกมาเป็นงบฉุกเฉิน นี้ใส่เข้าไปในระบบ อย่างถูกต้องตามวิธีการแล้วมันจะสามารถเพิ่ม GDP ได้อย่างน้อยอีก 5 เท่าถึง 10 เท่าของ 700,000 ล้านบาท เพียงแต่ว่า เสียดายที่นโยบายการเงินไม่ได้ปฏิบัติตามนโยบายการคลัง เช่น การปล่อยกู้ของธนาคารต่างๆ ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ยอมที่จะผ่อนผันการเป็น NPL หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของพวก SME หรือพวกผู้กู้รายเล็กๆ และผู้ใช้ credit cards แต่ยังดันทุรังที่จะใช้แนวการปล่อยกู้อย่างเข้มงวด LTV เหมือนยามปกติที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

รัฐบาลน่าจะสั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกกฎระเบียบให้ผ่อนผันหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ช่วงนี้ออกไปอีก 3-5 ปี และต้องส่งเสริมให้ธนาคารปล่อยกู้เพิ่มขึ้น มิฉะนั้นระบบการเงินของประเทศก็จะล่มสลายยากแก่การฟื้นฟู ผู้ประกอบการ SMEและประชาชนรายย่อยเหล่านี้ จะไม่สามารถชำระหนี้ที่เกิดขึ้นในช่วงโควิดนี้ได้เลย เพราะทุกคนถือว่าเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้และถูกใส่เข้าไปในบัญชีในเครดิตบูโร ก็จะไม่สามารถกู้เงินในระบบเพื่อประกอบอาชีพได้ต่อไป เท่ากับว่ามีคำสั่งประหารชีวิตทางการค้าสุจริตของเขาทันที และจะลามถึงเจ้าหนี้และผู้ประกอบการเกี่ยวเนื่องคนอื่น ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป GDP ของประเทศ จะลดลงไปอย่างมหาศาล

อีกอย่างหนึ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังเข้าใจผิดบอกว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหนี้ 1 ล้านล้านบาท หรือขาดทุน 1 ล้านล้านบาท เพราะการพยุงระบบการเงิน จริงๆ แล้วเป็นความผิดของธนาคารแห่งประเทศไทยมาหลายปีแล้วตั้งแต่ผู้ว่าฯประสาร ไตรรัตน์วรกุล ออกไป ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยใช้นโยบายการเงินที่ถูกต้องตามนโยบายการคลัง ที่รัฐบาลและกระทรวงการคลังต้องการให้เพิ่ม GDPมาโดยตลอด ธนาคารแห่งประเทศไทยจะไม่ขาดทุนเลยแม้แต่บาทเดียว โดยการทำให้ค่าเงินบาทอ่อนไปสัก 4 บาท เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยมีสำรองเงินตราต่างประเทศอยู่ 250,000 ล้านดอลลาร์ ถ้าค่าเงินบาทอ่อนไปสัก 4 บาทต่อเหรียญ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนทันที 1 ล้านล้านบาท เป็นการหักกลบการขาดทุนของธนาคารแห่งประเทศไทย

และนอกจากนี้ยังทำให้การส่งออกของประเทศดีขึ้นอีกมากมาย อย่างที่ท่านผู้ว่าฯประสาร อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติเคยทำ แล้วจะทำให้ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นอีก10 เปอร์เซ็นต์ เกษตรกรก็ไม่ต้องเดือดร้อน ขณะเดียวกันเมื่อการส่งออกดีขึ้น GDPก็จะสูงขึ้นมากตามไปด้วย และโรงงานหลายร้อยโรงก็ไม่ต้องปิดลง โรงงานที่เคยปิดก็จะเปิดขึ้นมาดำเนินการได้ รัฐบาลก็ไม่ต้องไปชดเชยค่าแรงสำหรับคนตกงาน ในขณะเดียวกันยังเก็บภาษีส่วนบุคคลและนิติบุคคลได้เพิ่มอีก

ข้อสำคัญ เมื่อโรงงานมีกำไรก็ขยายโรงงาน ต่างชาติก็กล้ามาลงทุนด้วย GDPก็โตขึ้น โรงงานไม่ต้องปิดตัวเอง และย้ายไปอยู่เวียดนาม ตามที่ไอ้เหลี่ยมอเมริกา World Bank และ IMF ต้องการ เพราะในแง่การเมือง อเมริกา ใช้ World Bank และ IMFเป็นเครื่องมือเพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจเวียดนามดีมากๆ เพื่อต่อต้านกับจีน(ไอ้เหลี่ยมก็ต้องการให้ท่านประยุทธ์ลาออก) โดยยอมเสียสละคนไทยและประเทศไทย การที่ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงไปอีกสัก 4 บาทจะทำให้ GDP ประเทศไทยขึ้นมา อย่างน้อย 4-5 เปอร์เซ็นต์อีกด้วย

ประชัย เลี่ยวไพรัตน์

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ศธ.ต้องเท่าทันสถานการณ์ และบริหารงานให้เหมาะสม #SootinClaimon.Com

Posted on May 25, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/575329

บทความพิเศษ : ศธ.ต้องเท่าทันสถานการณ์ และบริหารงานให้เหมาะสม

บทความพิเศษ : ศธ.ต้องเท่าทันสถานการณ์ และบริหารงานให้เหมาะสม

วันอังคาร ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.

1.การระบาดโควิด-19 ส่งผลให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตัดสินใจเลื่อนการเปิดเทอมออกไป เป็นวันที่ 1 มิถุนายน 2564 แต่เมื่อประเมินจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะจำนวนคนติดเชื้อที่ยังไม่ลดลง และอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น ทำให้สังคมเกิดคำถามขึ้นมาว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเลื่อนการเปิดเทอมออกไปอีกหรือไม่ซึ่งล่าสุดก็ได้เลื่อนไปเป็นวันที่ 14 มิถุนายน 2564 เป็นที่เรียบร้อย แต่สำหรับผมแล้ว ประเด็นที่สำคัญไปกว่าการเลื่อนหรือไม่เลื่อนเปิดเทอมก็คือ ทาง ศธ. จะบริหารจัดการผลกระทบจากปัญหาโควิด-19ที่ส่งผลต่อนักเรียนได้หรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องที่รอไม่ได้ และต้องทำทันที ไม่มีเลื่อน

ประเด็นแรก และสำคัญที่สุด ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะข้าราชการประจำระดับสูงจำเป็นต้องตระหนักให้ได้ก่อน ว่าสถานการณ์ปัจจุบัน คือ สถานการณ์วิกฤติ ดังนั้น ท่านต้องแยกให้ออกว่างานใดเป็นงานประจำ ที่ต้องทำตามปกติ และงานอะไรเป็นงานยุทธศาสตร์ ที่ต้องรีบไปจัดการกับสถานการณ์วิกฤตินั้น เพราะทุกวันนี้ข้าราชการประจำในกระทรวง ยังคงทำงานประจำปกติส่งให้รัฐมนตรีตัดสินใจ เช่น การจัดการศึกษารูปแบบใหม่ตาม พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ที่ให้จังหวัดเป็นฐานการกระจายอำนาจ และให้อิสระแก่โรงเรียนนำร่องในการทำงาน เป็นต้น

แม้งานในเชิงปรับระบบบริหาร และจัดโครงสร้างของการจัดการศึกษาเช่นนี้ จะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ต้องใช้เวลานาน และระบบราชการปกติน่าจะปฏิบัติได้ตามขั้นตอนอย่างสมบูรณ์อยู่แล้ว หรือพูดง่ายๆ ได้ว่า ใครมาเป็นรัฐมนตรีก็ต้องทำเช่นนี้ นี่คืองานประจำไม่ใช่งานในสถานการณ์วิกฤต

2.ในเวลาเดียวกัน ข้าราชการประจำก็นำเสนอการจัดการวิกฤติในช่วง 11 วันที่เลื่อนเปิดเทอม (วันที่ 1มิถุนายน 2564) ด้วยการจัดมหกรรมติวครูด้วยวิทยากรหลากหลาย โดยเฉพาะที่มีความเชี่ยวชาญด้านการติวในโรงเรียนกวดวิชา หรือหลักสูตรอบรมครูทั่วไป ทำให้เกิดคำถามว่า การจัดอบรมครูเช่นนี้ จะสามารถช่วยให้ครูจัดการสอนสู่การเรียนรู้ให้นักเรียนได้มีประสิทธิภาพขึ้นอย่างไร ในวันที่ 1 มิถุนายน ซึ่งตรงกับวันเปิดเทอม หรือถ้าถามให้ชัดเจนก็คือ นักเรียนจะได้รับประโยชน์อะไรจากมหกรรมการฝึกอบรมครั้งนี้

นี่คือ “ปัญหาเชิงระบบคิด” ซึ่งข้าราชการประจำระดับนโยบายของกระทรวง จะให้ความสำคัญกับแนวคิด และนโยบายที่ฟังดูดี และทันสมัยแต่แนวคิดและนโยบายนั้น จะไปถึงตัวนักเรียนและเกิดประโยชน์กับตัวนักเรียนอย่างไร ไม่ได้อยู่ในกระบวนการคิด และตัดสินใจของข้าราชการประจำระดับนโยบายเหล่านั้น และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของ “กับดัก” ในกระทรวงศึกษาธิการ ที่ฝ่ายการเมืองมักตามไม่ทัน และเป็นประเด็นที่ผมพยายามสื่อสารกับระดับนโยบายของ ศธ. อยู่เสมอ

3.ในสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 นี้ ประเด็นยุทธศาสตร์ที่กระทรวงศึกษาธิการต้องพิจารณามี 3 เรื่องด้วยกัน คือ

1.การจัดลำดับความสำคัญของงาน ให้เน้นที่งานที่ส่งผลประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของนักเรียนโดยตรงก่อน ตั้งแต่อาหารกลางวัน การเรียนการสอนที่ผสมออนไลน์/ในชั้นเรียน ซึ่งผสมตามสภาพบริบทที่ตั้งของโรงเรียน และบ้านนักเรียน ไปจนถึงความปลอดภัยจากการติดเชื้อไวรัสของนักเรียน

2.การโฟกัสกับงานสำคัญ ที่ต้องทำด้วยการทุ่มเทบุคลากรครู และทรัพยากรในโรงเรียน เพื่อการทำงานนั้นให้สำเร็จ ส่วนงานประจำอื่นๆ ก็ทำตามระบบ และงานอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับนักเรียนก็ให้ชะลอออกไปก่อน มุ่งทำงานตามประเด็นยุทธศาสตร์ให้สำเร็จเป็นเป้าหมายแรก

3.ความเร็ว ในการสนับสนุนทรัพยากรและการบริหาร เพื่อให้โรงเรียนและครูสามารถทำงานตามประเด็นยุทธศาสตร์ได้ในทันที ดังนั้น กฎระเบียบที่ไม่จำเป็น งานเอกสารที่ไม่สำคัญ ควรต้องยกเว้น หรือชะลอออกไป หมายความว่า ข้าราชการประจำในส่วนกลาง ต้องสนับสนุนทุกวิถีทางให้โรงเรียน และครู สามารถจัดการเรียนการสอนให้เกิดการเรียนรู้ของนักเรียนได้สำเร็จโดยเร็วที่สุด

4.กระทรวงศึกษาธิการต้องตระหนักว่าในขณะนี้นักเรียนกำลังตกอยู่ในสภาวะวิกฤติทางการเรียนรู้ เพราะสถานการณ์โควิด-19 ดังนั้นการบริหารกระทรวงต้องบริหารด้วยแนวทางการจัดการกับวิกฤติ (Crisis Management) นั่นคือ การจัดลำดับความสำคัญ การโฟกัสกับงานสำคัญ และความเร็ว (Priority Focus Speed)

ด้วยเหตุผลดังกล่าวมานี้ ผมอยากเสนอให้รัฐมนตรี และข้าราชการประจำทุกระดับ ยึดหลักการบริหารจัดการวิกฤติ 3 ข้อนี้ร่วมกัน เมื่อทั้งสามเรื่องนี้ตรงกัน และทุกคนทำหน้าที่ร่วมกันเช่นนี้นักเรียนทุกพื้นที่ของประเทศจะได้รับประโยชน์จากการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเต็มประสิทธิภาพ และทันที เพราะนี่เป็นเรื่องฉุกเฉิน การบริหารจัดการจึงต้องมากเกินกว่าสถานการณ์ทั่วไป จึงขอฝากไว้ด้วยความหวังดี

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : หมอพร้อม ขอให้พร้อมจริงๆ #SootinClaimon.Com

Posted on May 24, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/575086

บทความพิเศษ : หมอพร้อม ขอให้พร้อมจริงๆ

บทความพิเศษ : หมอพร้อม ขอให้พร้อมจริงๆ

วันจันทร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในช่วงเวลาที่กำลังมีการระบาดของโรคโควิด-19 นั้น หากมีคนถามว่า หมอพร้อมไหม ผมขอยืนยันว่า หมอและรวมทั้งพยาบาลในทุกภาคส่วนนั้นมีความพร้อมมากในการดูแลรักษาผู้ป่วย ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องของการขาดแคลนทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับการรักษาเป็นระยะก็ตาม และเชื่อว่าถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อยอย่างไร คุณหมอทุกท่านก็ยังพร้อม

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในระบบสาธารณสุขนั้น เรื่องของการป้องกันไม่ให้มีการเจ็บป่วยถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่าการรักษา การระบาดอย่างรวดเร็วและรุนแรงของโรคโควิด-19 นั้น เป็นเครื่องยืนยันที่ชัดเจนว่า หากไม่สามารถจะทำการป้องกันโรคได้ ปัญหาต่างๆ จะติดตามมาอีกมากมาย ซึ่งกระทบทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองด้วย สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ยังอยู่ในระยะทรงตัว แต่หากขาดการป้องกันตัวเอง และหย่อนในวินัยของแนววิถีชีวิตใหม่ โอกาสที่จะมีการระบาดระลอกใหม่ย่อมเกิดขึ้นได้ทุกเวลาจะมีผู้ป่วยรายใหม่และผู้เสียชีวิตเกิดขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก

การที่กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การนำของรัฐบาล โดยมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการป้องกันโรค ไม่ให้เกิดการระบาดนั้นถือเป็นเรื่องที่ดี ทำให้มีการวางแผนจัดหาวัคซีนป้องกันโรคนี้เข้ามาในประเทศไทย ถึงแม้ว่าการดำเนินการอาจจะเริ่มต้นค่อนข้างช้า และการจัดหาวัคซีนชนิดต่างๆ ดูเหมือนจะไม่ทันการเนื่องจากในระลอกแรกของการระบาด ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ดี

แต่จากการขาดวินัยของประชากรบางส่วนที่จะร่วมมือในการป้องกันโรค ทั้งในเรื่องของการสวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างระหว่างผู้คน และการล้างมือให้สะอาด ทำให้เกิดการระบาดในลักษณะกลุ่มก้อนและแพร่กระจายเกิดขึ้นอีกทั้งในรอบที่ 2 และรอบที่ 3 ซึ่งถือว่าเป็นการระบาดที่รวดเร็วและรุนแรงมากกว่ารอบแรก

รัฐบาลได้ดำเนินการสั่งวัคซีนจำนวนมากกว่า 100 ล้านโดส เพื่อฉีดให้กับประชากรในกลุ่มต่างๆ ยกเว้นในกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลยอมรับให้ใช้ได้ ซึ่งจะทำให้ประชากรไม่น้อยกว่า 50 ล้านคน ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ซึ่งมากกว่า 70% ของจำนวนประชากรทั้งหมดอันจะมีผลในการป้องกันให้กับแต่ละบุคคลรวมทั้งจะเกิดภูมิคุ้มกันกลุ่มซึ่งเป็นประโยชน์ในภาพใหญ่ของประเทศด้วย และจะทำให้ประเทศกับคืนเข้าสู่ภาวะเกือบเป็นปกติได้ วัคซีนที่จะถูกนำมาใช้คือแอสตราเซเนกา และ ซิโนแวค ซึ่งวัคซีนทั้งสองตัวนี้จากการที่ได้มีการใช้กันอยู่อย่างมากมาย
ทั่วโลก ได้มีข้อมูลที่ยืนยันได้ว่าเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่อยู่ในเกณฑ์ดี

กระทรวงสาธารณสุข โดยการรับผิดชอบของกรมควบคุมโรค ได้ดำเนินการให้มีการระดมฉีดวัคซีน โดยเริ่มต้นจากการแบ่งกลุ่มประชากรที่จะได้รับการฉีดเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือกลุ่มแรกได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์และด่านหน้าทั้งหลาย กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มประชากรที่อายุมากกว่า 60 ปีและมีโรคเสี่ยงประจำตัว 7 โรคดังที่ทราบกันอยู่ ส่วนกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มประชากรทั่วไป

ทั้งนี้ในกลุ่มของบุคลากรด่านหน้านั้น ได้มีการดำเนินการฉีดมาแล้วนานกว่า 1 เดือน แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับ
การฉีดครบถ้วน อันเกิดมาจากการกระจายของวัคซีนในระยะต้น และจำนวนวัคซีนที่ได้เข้ามานั้นอาจจะยังไม่พอเพียง
กับการเกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งทำให้ยอดของผู้ป่วยเพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็วนั้น ทำให้รัฐบาลต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนในการฉีดวัคซีน โดยจะเร่งดำเนินการในประชากรทุกกลุ่มซึ่งรวมไปถึงในจังหวัดต่างๆด้วย จึงต้องมีการวางแผนในการบริหารจัดการที่ดีพอ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซึ่งอาจจะกระทบกับความรู้สึกและเสถียรภาพของรัฐบาล โดยจะได้เร่งดำเนินการฉีดให้กับประชากรในทุกกลุ่ม อย่างต่อเนื่องไปให้ได้จำนวน 50 ล้านคนในระยะเวลาประมาณ 4 เดือน ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างจะยาก โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายนนี้ เป็นต้นไป

หมอพร้อม คือชื่อของแอปพลิเคชั่นที่อยู่บน LINE ซึ่งถูกนำมาใช้ในการ จัดการนัดหมายการฉีดวัคซีน รวมทั้งการบันทึกข้อมูลของการใช้วัคซีนให้ครอบคลุมในทุกๆ ด้าน ซึ่งหมายถึงการเก็บสถิติ การนำข้อมูล ไปวิเคราะห์เพื่อใช้ในการวางแผนจัดการเรื่องวัคซีนในระยะยาว จากการที่ได้มีการบอกกล่าวให้ประชาชนที่ต้องการได้รับการฉีดวัคซีน ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านหมอพร้อมนั้น พบว่ายังมีปัญหาอีกมากมาย ซึ่งบางส่วนแม้จะได้รับการปรับปรุงแก้ไขไปแล้ว แต่ยังพบว่าเป็นปัญหาอยู่พอสมควร ต้องไม่ลืมว่าประชาชนไทยนั้นไม่ใช่ทุกคนมีความสามารถในการใช้แอปพลิเคชั่นนี้ได้ ต้องได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น และเมื่อมีการลงทะเบียน เนื่องจากระบบถูกตั้งไว้ให้มีการแก้ไขการลงทะเบียนได้ ทั้งจากต้นทางและปลายทาง จึงเป็นปัญหาที่ติดตามมาอย่างมากมายในเรื่องของการจัดการเชิงระบบ และในบางพื้นที่หมอพร้อมก็ถูกล็อกไว้ เข้าใช้งานไม่ได้แล้ว

สิ่งที่ได้ยินได้ฟังในขณะนี้เสมอ คือ ลงทะเบียนไม่ได้ ลงทะเบียนแล้วถูกยกเลิก ลงทะเบียนแล้วถูกแก้ไขวันที่จะเข้ารับการฉีด ลงทะเบียนแล้วเมื่อมาตรวจสอบภายหลังชื่อหายไปจากระบบ หรือถูกโยกย้ายไปที่อื่น เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนของผู้เกี่ยวข้อง

ดังนั้นเมื่อรัฐบาลประกาศว่า จะให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับการฉีดวัคซีนนี้ โดยนอกจากจะจัดให้มีการฉีดในสถานพยาบาลแล้ว ยังจัดให้มีการฉีดในศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ลานกีฬา ศูนย์การประชุมต่างๆ และยังจะเพิ่มเติมให้มีการลงทะเบียน on site คือ ผู้ที่ต้องการฉีดเดินเข้าไปลงทะเบียนที่จุดบริการโดยตรงจะมีปัญหาติดตามมาแน่นอน

การจัดฉีดวัคซีนให้กลุ่มเฉพาะ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งต้องพึงระวัง ในเรื่องของความเสมอภาค เพราะ การที่จะบอกว่า ประชาชนกลุ่มไหนคือกลุ่มเฉพาะนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจได้

บอกล่วงหน้าได้เลยว่าเมื่อถึงวันที่จะเริ่มต้นให้มีการฉีดดังกล่าวนี้ จะเกิดความวุ่นวายขึ้นมากพอสมควร โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีการลงทะเบียน on site เพราะการเข้ารับการฉีดนั้น ฝ่ายผู้ปฏิบัติต้องเตรียมการอย่างน้อยในการจัดจุดฉีดยาและดำเนินการต่างๆ ประมาณ 7-8 จุด เพื่อให้ครบขั้นตอนและเกิดความปลอดภัยของผู้ที่เข้ารับการฉีด หากไม่มีการจัดการที่ดีจะเป็นปัญหาเกิดขึ้น จึงขอเสนอว่าการลงทะเบียนเพื่อขอเข้ารับการฉีดล่วงหน้า และ on site นั้น จะต้องมีระบบโควตา

รวมทั้งการยืนยันการเข้ารับการฉีดเกิดขึ้น และการสื่อสารเรื่องนี้ออกไปจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะต้องยอมรับว่า ขณะนี้จากการที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่อยากจะเข้ารับการฉีดวัคซีน ได้เปลี่ยนกลับเป็นกระแสของการเรียกร้องที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนและได้รับการฉีดโดยเร็วที่สุดด้วย เนื่องจากเริ่มมองเห็นว่า ภัยจากโรคร้ายนี้มาใกล้ตัวเต็มทีแล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจำนวนปริมาณของวัคซีนที่จะกระจายไปตามจุดต่างๆต้องมีให้พอเพียงกับจำนวนโควตาที่ถูกจัดสรรไว้แล้วล่วงหน้าตามที่มีผู้ลงทะเบียนแล้วด้วย ตลอดจนต้องแจ้งด้วยว่าการฉีดนั้นจะทยอยตั้งแต่ 7 มิถุนายน-กันยายน ฉะนั้นจะไม่ได้รับการฉีดเร็วดั่งใจที่คาดคิดก็ได้

รัฐบาล และหน่วยราชการทุกภาคส่วน มีเป้าประสงค์ที่ดีในการกระจายการฉีดวัคซีนให้ครบถ้วนและเร็ว แต่หน่วยงานต่างๆ จะต้องดำเนินการในลักษณะของการบูรณาการให้มากยิ่งขึ้น เพราะขณะนี้การจัดการมีการแยกเป็น 3 ภาคส่วน
คือ ส่วนของกระทรวงสาธารณสุข โดยผ่านกรมควบคุมโรคดูแลรับผิดชอบพื้นที่ในต่างจังหวัดทั้งหมด ส่วนของกรุงเทพมหานคร ดูแลในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และอีกส่วนคือสำนักงานประกันสังคม ซึ่งดูแลผู้อยู่ในระบบประกันสังคมทั่วประเทศ ตรงส่วนนี้อาจจะเป็นงานที่ทับซ้อน กับภารกิจของกรมการแพทย์และกรุงเทพมหานคร เพราะขณะนี้ผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมบางส่วน ได้มีการลงทะเบียนในระบบหมอพร้อมเพื่อรับการฉีดในสถานพยาบาลต่างๆไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งน่าจะต้องทบทวนว่ามีความจำเป็นหรือไม่

ขอขอบคุณรัฐบาลที่ได้ตระหนักในเรื่องการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงของประเทศ และได้ดำเนินการเพื่อจะให้ประชาชนทุกคนได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ขอให้ประชาชนทุกคนได้ร่วมมือกับภาครัฐอย่างเต็มที่ด้วยครับ

นายแพทย์ปิยะ เนตรวิเชียร

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : วัคซีนให้ชีวิต #SootinClaimon.Com

Posted on May 17, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/573507

บทความพิเศษ : วัคซีนให้ชีวิต

บทความพิเศษ : วัคซีนให้ชีวิต

วันจันทร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วัคซีนให้ชีวิต….

ประโยคที่ว่านี้ ดูเหมือนจะเป็นคำกล่าวที่เกินความเป็นจริงมากเกินไป แต่ในยุคที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 19 ทำให้เกิดโรคที่เรียกกันว่า โควิด-19 ซึ่งเป็นโรคระบาดที่รวดเร็วและร้ายแรง ประโยคดังกล่าวน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่เกินความเป็นจริงในช่วงนี้อย่างแน่นอน

การระบาดของโรคโควิด-19 ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปลายปี 2562 โดยเริ่มจากมณฑลอู่ฮั่น ในประเทศจีน และ
ได้มีการระบาดกระจายไปในเกือบทุกประเทศทั่วโลก โดยถึงขณะนี้ ประชากรทั่วโลกติดเชื้อแล้วมากกว่า 160 ล้านคน
และเสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 3 ล้านคน ประเทศที่มี จำนวนผู้ติดเชื้อมากที่สุดคือสหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อไปแล้วมากกว่า 34 ล้านคน รวมทั้งเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดด้วย คือประมาณ 6 แสนคนแล้ว

ส่วนในประเทศไทยของเรานั้นการระบาดที่เกิดขึ้นในระยะนี้ ถือว่าเป็นการระบาดรอบที่ 3 ซึ่ง พบว่าเกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์อังกฤษ และเป็นการระบาดที่มีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้มีผู้ป่วยเกิดขึ้นมากกว่าใน 2 รอบแรก รวมทั้งมีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้นเป็นจำนวนพอสมควร

สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่สามารถจะยืนยันได้ว่าจะควบคุมไม่ให้มีการระบาดอย่างต่อเนื่อง เพราะขณะนี้การสืบค้นสอบสวนหาต้นตอของจุดที่เริ่มระบาดซึ่งหากทำได้ครบถ้วนจะช่วยควบคุมการแพร่กระจายของโรคได้นั้นไม่อาจจะทำได้ดีเหมือนเดิม รวมทั้งมีการระบาดในลักษณะกลุ่มก้อนคลัสเตอร์เกิดขึ้นพร้อมๆ กันในหลายๆ จุด โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่มากที่สุด

การควบคุมโรคระบาดนั้น เครื่องป้องกันที่ดีที่สุด นอกจากการป้องกันไม่ให้ตัวเองได้รับเชื้อโรคโดยการใส่หน้ากากอนามัยเกือบจะตลอดเวลาที่อยู่กับคนอื่น การอยู่ห่างจากผู้คน การล้างมือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคบ่อยๆ ซึ่งถือว่าสำคัญมาก ยังมีอีกสิ่งหนึ่งซึ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือการฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดตามมาหากมีการได้รับเชื้อโรคนั้นเข้าสู่ร่างกาย ได้มีการคิดค้นวัคซีนและเริ่มใช้ แต่ถือว่า ยังเป็นการใช้ในภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากยังไม่ครบตามขั้นตอนของกระบวนการวิจัยที่จะนำมาใช้ในมนุษย์

แต่องค์การอนามัยโลกก็ต้องยอมรับให้มีการนำมาใช้ได้ โดยมีการขึ้นทะเบียนว่าเป็นการใช้ในภาวะฉุกเฉิน โดยวัคซีนที่ออกมาตัวแรกคือวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์แห่งสหรัฐอเมริกาที่เรียกกันว่า ไฟเซอร์วัคซีน และที่ตามออกมาในระยะเวลาใกล้เคียงกัน คือวัคซีนของ ประเทศจีน ที่มีชื่อว่า ไซโนฟาร์ม และไซโนแวค หลังจากนั้นก็มีวัคซีนอื่นๆ ทยอยตามมา เช่นวัคซีนของแอสตราเซเนกา ของอังกฤษ วัคซีนของโมเดอร์นา วัคซีนของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ของอเมริกา วัคซีนสปุตนิกของรัสเซีย และเชื่อว่าจะมีวัคซีนอื่นๆ ทยอยตามออกมาอีกพอสมควร

การฉีดวัคซีนนั้น ไม่ใช่เป็นการ ป้องกันการติดเชื้อ แต่จะเป็นการป้องกัน ภยันตราย และความรุนแรงของโรค ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย เมื่อได้รับเชื้อไปแล้ว ซึ่งขณะนี้มีข้อยืนยันว่า วัคซีนที่ออกมาใช้แล้วส่วนใหญ่นั้น ป้องกันการเสียชีวิตได้ เกือบจะ 100% และป้องกันการป่วยหนักได้เป็นส่วนใหญ่ด้วย จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

ประเทศไทยของเรานั้น รัฐบาลได้มีการติดต่อขอนำเข้าวัคซีนเพื่อฉีดให้กับประชาชน โดยในระยะแรกเป็นของ
แอสตราเซเนกา ซึ่งจะมีโรงงานผลิตในประเทศไทย คือโรงงานของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ซึ่งเกิดขึ้นโดยพระราชดำริ
และเงินลงทุนเริ่มต้นจาก พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้วย

และอีกตัวหนึ่งที่ถูกนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยแล้วคือไซโนแวค จากประเทศจีน การนำเสนอของสื่อต่างๆ ทำให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลอย่างกว้างขวาง ทั้งในเชิงบวกและในเชิงลบในเรื่องคุณภาพของวัคซีนแต่ละชนิด ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากในบางครั้งสิ่งที่รายงานออกมานั้นไม่เป็นข้อเท็จจริงครบถ้วน และมีการนำเสนอในรูปแบบของการใส่ความเห็นส่วนตัวไปไว้ในการนำเสนอด้วย ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยมีความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างไม่ถูกต้องแท้จริง อันส่งผลกระทบมาถึงโครงการฉีดวัคซีนฟรีให้กับประชาชนโดยรัฐบาลเป็นผู้จัดหาวัคซีนเข้ามาเพื่อฉีดให้กับประชาชน อย่างน้อย 70 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ส่วนที่เหลือนั้นเป็นกลุ่มประชากรซึ่งอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งการฉีดวัคซีนในกลุ่มนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับว่ามีความปลอดภัย แต่ในอนาคตน่าจะมีการขยายช่วงอายุของการฉีดลงมาถึงอายุ 12 ปีหรือต่ำกว่านี้ได้หากมีข้อมูลเชิงประจักษ์พอเพียง และถ้ามีการฉีดวัคซีนเกินกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประชากร ก็หมายความว่า ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว ซึ่งตามทฤษฎีเชื่อกันว่าจะทำให้เกิดสภาพที่เรียกว่าภูมิคุ้มกันกลุ่มได้อีกด้วย ทำให้การระบาดของโรคจะลดน้อยลงตามลำดับ และเป็นโรคที่สามารถจะควบคุมป้องกันได้ดีขึ้นในอนาคต ตลอดจนจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคนี้จะลดลงเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งหมายความว่าวัคซีนสามารถช่วยชีวิตของประชาชนชาวไทยได้อย่างแน่นอน และหากประเทศต่างๆทั่วทั้งโลกสามารถฉีดวัคซีนได้ในระดับดังกล่าว ก็จะทำให้โรคโควิด-19 เป็นโรคที่ไม่มีอันตรายอีกต่อไป

จากข้อมูลล่าสุด รัฐบาลมีความพยายามอย่างมากที่จะจัดหาวัคซีน ทั้งที่จะนำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศ รวมทั้งที่ผลิตในประเทศด้วย ให้ได้จำนวนมากกว่า 150 ล้านโดส เพื่อฉีดให้ครอบคลุมประชาชนตามจำนวนเป้าหมายที่ตั้งไว้ในระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป รวมทั้งอนุญาตให้ภาคเอกชนสามารถนำเข้าวัคซีนที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อเป็นการสร้างโอกาสทางเลือกให้กับผู้ที่ต้องการฉีดวัคซีน โดยเลือกชนิดของวัคซีนแต่รับภาระค่าใช้จ่ายด้วยตนเองได้ ซึ่งอาจจะแบ่งเบาภาระของรัฐบาลได้บ้าง แม้จะไม่มากนัก

ปัญหาก็คือ ทำอย่างไรให้การฉีดวัคซีนนั้นเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว มีจำนวนผู้ได้รับการฉีดมากที่สุดในระยะเวลาอันสั้นที่สุด กระแสสังคม ในขณะนี้จากสื่อต่างๆ นั้นทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยเกิดความวิตกกังวลต่อผลข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ต่างๆ ที่อาจจะได้รับจากการ ฉีดวัคซีน จึงเป็นหน้าที่ของสถาบันวิชาการด้านการแพทย์ และผู้ที่มีความรู้เรื่องวัคซีนอย่างแท้จริง ต้องให้ข้อมูลในเชิงที่เป็นประโยชน์ในการฉีดวัคซีนแก่ประชาชนให้มากที่สุด เพื่อลบล้างความรู้สึกด้านลบจากการยกตัวอย่างเพียงไม่กี่ตัวอย่าง และใช้กระบวนการสื่อที่ทำให้ประชาชนคิดว่าการฉีดวัคซีนนั้นเป็นอันตรายซึ่งอาจจะรุนแรงถึงแก่ชีวิต

ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกคน จะต้องเลือกว่าจะยอมรับความเสี่ยง จากการเสียชีวิตโดยไม่ฉีดวัคซีน หรือยอมรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดจากอาการไม่พึงประสงค์บ้างจากการฉีดวัคซีน ซึ่งเมื่อร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นแล้วจะสามารถป้องกันอันตรายจากการเจ็บป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตได้ ประชาชนทุกคนมีอำนาจในการตัดสินใจ แต่เมื่อมาถึงทางสองแพร่ง ก็ต้องเลือกเอาเองว่าจะเดินไปทางไหน จะเดินไปทางหนึ่งที่อาจจะมีการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย หรือเดินไปในอีกเส้นทางหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นเส้นทางสายมรณะ

ผมขอฝากประโยคนี้ไว้เพื่อเป็นข้อคิด

“วัคซีนให้ชีวิต ฉีดก่อนรอดก่อน”

 

นายแพทย์ปิยะ เนตรวิเชียร

ผอ.รพ.เกษมราษฎร์ ประชาชื่น

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : วิชาประวัติศาสตร์ #SootinClaimon.Com

Posted on May 15, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/573145

บทความพิเศษ : วิชาประวัติศาสตร์

บทความพิเศษ : วิชาประวัติศาสตร์

วันเสาร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เป็นหนึ่งในวิชาโปรดของผมเมื่อเด็กๆ เพราะมันมีคำถามซ่อนอยู่มากมาย เช่น คนไทยอพยพมาจากเทือกเขาอัลไต เด็กอย่างผมก็จะถามทันทีว่ามันอยู่ตรงไหนครับ คุณครูก็จะเอาลูกโลกมาชี้ให้ดูว่ามันอยู่ตอนเหนือของมองโกเลีย หรือตอนใต้ของรัสเซีย “ประมาณนั้น”

คำถามตามมาอีกว่า โห…ทำไมเรามาไกลขนาดนี้วะ เดินมาเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ต้องเป็นสิบปีแน่เลย แล้วเรามาจากตอนใต้ของรัสเซีย ทำไมหน้าตาเราไม่ละม้ายคล้ายฝรั่งเลยวะ อย่างผมงี้ดำเชียว เพื่อนจำนวนมากก็ตี๋หมวย ฯลฯ

แต่สรุปคือ เราต้องจำและตอบคำถามในข้อสอบว่าคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต ไม่งั้นไม่ได้คะแนน และเพราะคะแนนคือพระเจ้าสำหรับเด็กทุกคน ใครคะแนนดีจะเป็นที่ชื่นชม ใครคะแนนไม่ดีก็จะถูกตำหนิ จึงไม่มีเด็กคนไหนออกนอกแถวเพียงเพราะท่องว่าเรามาจากอัลไตไม่ได้หรอกน่า มันง่ายจะตาย

ผมขมขื่นและเหน็ดเหนื่อยกับการเป็นผู้ดีตกยากมาจากเทือกเขาอัลไตมานับแต่นั้น

แต่เชื่อไหมว่างานวิจัยระดับรางวัลชิ้นหนึ่งของสถาบันฝึกอบรมชั้นสูงที่ผมได้รับมาเมื่อสามสี่ปีก่อน หนาเกือบสิบเซนติเมตร เขายังเริ่มต้นว่าคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไตอยู่เลยอ่านถึงตรงนั้นผมเลยไม่มีความรู้สึกอยากอ่านต่อ เหมือนโลกของผู้วิจัยหยุดนิ่งอยู่กับที่ จนบัดนี้แล้วยัง reference ว่าคนไทยมาจากอัลไตอีก ข้างในจะประหลาดพิสดารพันลึกอะไรต่อไปละเนี่ย จะให้ใครไปก็ไม่กล้ายืนยันคุณภาพ สุดท้ายมันอยู่ในกล่องไหนสักกล่องอย่างสงบ ไม่สมเจตนาของผู้วิจัยและเจ้าของทุนวิจัยที่ต้องการให้ผลงานเป็นที่ระบือลือลั่นในยุทธภพเลย

ที่จะบอกคือประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่ต้องอธิบายกันด้วยเหตุด้วยผล ไม่ใช่ท่องจำ จึงไม่ต่างอะไรจากวิทยาศาสตร์เลย แต่ระบบของเรามุ่งให้ท่องจำ จำปี พ.ศ. จำชื่อคน จำสถานที่ จำมันเข้าไป เรียนประถมมัธยมจำเหมือนกันหมด เหมือนภาษาอังกฤษที่สอนแต่แกรมม่า เทนส์ ตั้งแต่อนุบาลยันปริญญาตรีเก่งแกรมม่าไว้จับผิดกัน แต่สื่อสารไม่ได้ เจรจาต้าอ้วยกับใครเขาก็สู้ไม่ได้

เนื่องจากมันไม่มีอะไรใหม่นอกจากการท่องจำ (ซึ่งจำได้อยู่แล้ว) ความสนใจในวิชาประวัติศาสตร์ (รวมทั้งภาษาอังกฤษ) ในระบบโรงเรียนของผมจึงหยุดอยู่ในราว ป.6 เท่านั้น

ผมมาเริ่มกลับมาสนใจวิชาประวัติศาสตร์อีกทีนึงก็เมื่อมาเรียนกฎหมายในระดับมหาวิทยาลัย โชคดีนะที่ไม่มีการสอนวิชากฎหมายในระดับประถม มัธยม วิชากฎหมายเป็นเรื่องใหม่ในชีวิต และเมื่อเรียนไปก็พบว่ากฎหมายมันมีวิวัฒนาการตามบริบทของสังคมที่เปลี่ยนไปไม่หยุดนิ่ง การจะเข้าใจกฎหมายได้ดีจึงต้องเข้าใจประวัติศาสตร์หรือบริบทแต่ละยุคสมัยที่เปลี่ยนไปด้วยทั้งของไทยและของต่างประเทศ ผมจึงศึกษาประวัติศาสตร์(รวมทั้งภาษาต่างประเทศ) ใหม่ด้วยตัวเอง

รวมทั้งศึกษากระบวนการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ในระบบการศึกษาของต่างประเทศด้วย ว่าเขาสอนยังไง ต่างกับบ้านเรายังไง สรุปคือต่างกันมาก

ของบ้านเราท่านลองไปถามลูกหลานดูว่ามันต่างจากสมัยที่เราเรียนเมื่อเด็กๆ ไหม ส่วนของต่างประเทศประวัติศาสตร์ของประเทศตัวเองนี่เขาจบตั้งแต่มัธยมต้น อย่าง A Level มัธยมปลายเขาเรียนหลักๆ ดังนี้ ครับ

1.Conquest, control and resistance in the medieval world

2.Religion and the state in early modern Europe

3.Revolutions in early modern andmodern Europe

4.Challenges to the authority of the state in the late eighteenth and nineteenth centuries

5.Communist states in the twentiethcentury

6.Searching for rights and freedoms in the twentieth century

7.Nationalism, dictatorship and democracyin twentieth-century Europe

8.Democracies in change : Britain and the USA in the twentieth century

แล้วเวลาเรียนนี่เขาไม่ได้สอนให้ท่องจำปี ค.ศ. จำชื่อตัวคน จำชื่อสถานที่นะครับ แต่สอนว่ามันมีเหตุผลความเป็นมาอย่างไร นึกภาพไม่ออก ให้ไปเปิดคลิปสารคดีใน YouTube ดูด้วย เวลาสอบเขาใช้“เขียนตอบ” ไม่ได้กาถูกผิด ก ข ค ง จ เขียนตอบก็ต้องวิเคราะห์ เช่น เขาจะให้ชุดเอกสารสั้นๆ มาสี่ห้าชุดแล้วให้นักเรียนวิเคราะห์ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร จากsource ไหน ดูสนุกมากสำหรับผม (แต่สำหรับนักเรียนคงไม่สนุกด้วย)

ดังนั้น เมื่อนักเรียนจบมัธยมปลายแล้วไปต่อปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย เขาจึงเรียนคิดวิเคราะห์ต่อเนื่องไปได้เลย ไม่ต้องมาเรียนอารยธรรมตะวันตกตะวันออกกันใหม่ (ซึ่งก็จำเหมือนเดิม)

ที่เล่ามาเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคลของผม พลางจินตนาการไปด้วยว่าถ้าเรา “พัฒนา” วิธีการเรียนการสอนอย่างเขาได้บ้าง มันคงจะดีไม่น้อย แต่ไม่มีความหวังให้เกิดการปฏิรูปปฏิคลำอะไรอีก
เห็นปฏิรูปกันมาตั้งแต่ปี’40 ผลลัพธ์ก็ชัดเจนอยู่ตำตา

อีกอย่างคือ “แก่” แล้ว

ปกรณ์ นิลประพันธ์

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ‘เสนาบดี’ #SootinClaimon.Com

Posted on May 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/572867

บทความพิเศษ : ‘เสนาบดี’

บทความพิเศษ : ‘เสนาบดี’

วันศุกร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“มันเป็นแป้ง”

นักธุรกิจชาวไทยที่ไปทำมาหากินในสหรัฐอเมริกาโล่งใจ เมื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรสนามบินซานฟรานซิสโก (SFO) ยึด “ผงขาว”ถุงหนึ่งไปตรวจและใช้เวลาอยู่นาน กว่าจะวิเคราะห์ผล “ถุงผง” ที่น่าสงสัย แต่ก็บอกไม่ได้ว่า “มันคือแป้งอะไร”

นักธุรกิจชาวไทยผู้เกือบ “ซวย” ผู้นั้น ลำดับเหตุการณ์ย้อนกลับไปที่เมืองไทย ก่อนขึ้นเครื่องได้มีเพื่อนภูธรระดับ “มาเวอริค” มาขอฝาก “ของ” ให้ภริยาที่บินล่วงหน้า มาหาช่องทางทำมาหากินในเมืองซานฟรานซิสโก ของที่ฝากเป็น “ถุง” ที่ห่อมาอย่างดี และนักธุรกิจไทยที่รับฝาก “ซื่อบริสุทธิ์” ไม่ได้ตรวจ ไม่รู้ด้วยว่าเป็นถุงอะไร จับใส่กระเป๋าเดินทาง เช็คอินโหลดขึ้นเครื่อง

เมื่อถึงสนามบิน SFO และโดนเจ้าหน้าที่ตรวจค้น และเจอถุง “แป้งขาว” จึง “เหงื่อกาฬ”ไหล บอกกับเจ้าหน้าที่ไม่ได้ว่า “เป็นอะไร” เห็นภาพ “คุก” รออยู่เบื้องหน้า ความที่มาจาก“ประเทศไทย” ที่มีชื่อเสียงด้านยาเสพติด (ฮา) ทุกคน (แม้แต่นักธุรกิจที่รับฝาก) คิดว่าเป็น “ผงขาว” ยาเสพติดแน่แท้

“ผง” นี้ได้รับคำอธิบายต่อมาจากเพื่อน “มาเวอริค” ผู้ฝากว่า “มันคือแป้ง”

เป็น “แป้ง” ที่ใช้ “ปั้น” ดอกไม้ประดิษฐ์ สินค้าไทยที่เป็นที่นิยมในยุคนั้น

ผ่านเหตุการณ์ “ขนพองสยองเกล้า”นักธุรกิจไทย “ผู้ซื่อบริสุทธิ์” แต่แรกเกิดสำนึกฉลาดได้คิดว่า ไอ้เพื่อน “มาเวอริค” มันอาจทดลองส่ง “แป้ง” ปั้นดอกไม้ประดิษฐ์ไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งคงแอบยัดเยียดเป็น “ผงขาว”

อย่ากระนั้นเลย “ตัดไฟแต่หัวลม” ตัดความสัมพันธ์กับเพื่อนผู้นี้ไปเลย จะปลอดภัยกว่า

การแอบส่ง ฝากส่ง “ยาเสพติด” ในยุคหนึ่งดูเป็น “เรื่องปกติ” (ฮา)

เคยมีพ่อค้าใหญ่คนไทยใน CHICAGO หน้าฉากขาย Hot Dog ร่ำรวยมีคฤหาสน์และเป็นธรรมเนียมไทยๆที่เวลามีแขกสำคัญจากประเทศไทยไป เจ้าหน้าที่ไทยในท้องถิ่นจะจัดให้แขกพักใน “คฤหาสน์” ของคนไทยผู้มีอันจะกิน

พระผู้ใหญ่องค์หนึ่งก็เคยไปจำวัดพำนักใน “คฤหาสน์” หลังนี้

ต่อมาภายหลัง ตำรวจสืบทราบว่า พ่อค้าไทยผู้นี้ขาย Hot Dog บังหน้า ธุรกิจใหญ่คือค้ายาเสพติด โชคดีที่ก่อนหน้านั้น มีขบวนพระผู้ใหญ่เดินทางไป CHICAGO และเศรษฐีธุรกิจมืด
มาดูแลต้อนรับ ยังคาดการณ์ว่า ยาเสพติดส่วนหนึ่งน่าจะฝากมากับ “ขบวนพระ” ผู้ใหญ่

เรื่อง “ฝากของ” นี้ “คุณหญิง” โด่งดังของเราท่านหนึ่งก็เคยเป็น “ข่าวอื้อฉาว” เมื่อคนในขบวนเดินทางของท่านค้ายาเสพติด มีคนพยายามจะขยายเรื่องให้พัวพันไปถึงท่านให้ได้ ซึ่งผมเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า คุณหญิงไม่น่าไปเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด คุณหญิงคง “ซื่อบริสุทธิ์” (เหมือนเพื่อนนักธุรกิจไทยในซานฟรานของผม) ไม่ได้“กลั่นกรอง คัดกรอง” ผู้เข้าร่วมขบวนเดินทาง

ในสหรัฐอเมริกา มีแก๊งอาชญากรรมไม่น้อย ที่น่าชื่นชมคือ ส่วนใหญ่ตั้งเป้าว่าจะหากินผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตามปล้นธนาคาร รีดไถ ค้าของเถื่อน ฯลฯ แต่จะไม่ “ค้ายาเสพติด”

อาจจะเพราะโทษทางการที่รุนแรง แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะ “อาชญากร” ฝรั่งยังมีความคิด “ละเว้นชั่วละเว้นพิษ” ที่รุนแรงต่อเยาวชนต่อคนในประเทศ

เรียกว่ายังมี “จริยธรรม” อยู่บ้าง

เร็วๆ นี้ มีหนังสือน่าสนใจออกมาเล่นหนึ่ง “THE FBI WAY” โดย Frank Figliuzzi อดีตเจ้าหน้าที่ FBI ระดับ Assistant Director

คุณ Frank เผยความจริงที่น่าขนลุกออกมาว่า การคัดกรอง ตรวจสอบประวัติของคนจะมาทำหน้าที่ “เจ้าหน้าที่ FBI” เข้มงวดกว่าการสอบประวัติคนจะมาเป็น “ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา”

ทั้งสิ้นก็มีเหตุผลเพราะอเมริกาเป็นประเทศ “ประชาธิปไตย” เขาเคารพสิทธิ์“ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง” แต่ละคนว่าจะต้องพิจารณา กลั่นกรองคนที่เขาจะเลือกให้มาปกครองประเทศเป็นอย่างดี

เขาเคารพสิทธิ์ “ผู้เลือกตั้ง” เขาเคารพแต่ละเสียงไม่ว่ามาจากเมืองหลวง DC หรือบ้านนอกอย่าง LITTLE ROCK

ประเทศไทยของเรานั้น ไม่ต้องพูดถึง ยังคงอยู่ใน “วงจรอุบาทว์” ชอบโทษกันไปมา ระหว่าง “นักการเมือง ทหาร ราษฎรตาดำๆ ฯลฯ”

ก่อนที่ “จริยธรรมและอุดมการณ์” “ของผู้นำ”จะสูญสิ้นมากกว่านี้ ขอฝากบทกวีพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 ไว้ให้คิด…

“…………………………………..

อย่ามัวคิดหาศุขแต่ส่วนตน หมั่นคิดถึงประชาชนน้อยใหญ่

เจ้าจงรักษาตนไว้ ให้เป็นตัวอย่างในทางดี

จงระวังความเมาทั้งสาม ล้านเป็นสิ่งให้ทรามเสื่อมศรี

ยาเมาและเหล้าและนารี ทั้งสามนี้เป็นบ่อแห่งอบาย

…………………………….. ……………………………….”

กฤษณ์ ศิรประภาศิริ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ปัจจัยในการดำรง ‘ชาติ’ (ตอน2) #SootinClaimon.Com

Posted on May 14, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/572865

บทความพิเศษ : ปัจจัยในการดำรง ‘ชาติ’ (ตอน2)

บทความพิเศษ : ปัจจัยในการดำรง ‘ชาติ’ (ตอน2)

วันศุกร์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้ว ได้กล่าวถึงปัจจัยแรกและสำคัญในการที่จะดำรง “ชาติ” ชาติใดชาติหนึ่งไว้ได้ ก็จะต้องมี “ดินแดน” เป็นของตนเอง เป็นของ “ชาติ” นั้นๆ และเพลง “บ้านเกิดเมืองนอน” ก็ถูก
หยิบยกขึ้นมา โดยเป็นเนื้อเพลงที่แสดงความเป็น “ชาติไทย”

ก่อนจะไปถึงปัจจัยอื่นในการดำรง “ชาติ”ก็เห็นจะต้องสดุดี คุณครูเอื้อ สุนทรสนาน เจ้าของวงดนตรีสุนทราภรณ์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2482 และจะมีอายุครบ 82 ปี ในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้(พ.ศ.2564) ยุคนั้นเป็นยุคความรุ่งเรืองของดนตรีไทย เพลงไทย ทั้งนักแต่งเพลง นักดนตรีนักร้อง นักประสานเสียง ซึ่งครูเอื้อ สุนทรสนาน และครูแก้ว อัจฉริยะกุล ได้รังสรรค์บทเพลงสำคัญของชาติ ในระยะนั้นมากมาย โดยเฉพาะสองบทอันได้แก่ เพลงราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น และเพลงบ้านเกิดเมืองนอน ซึ่งเพลงของสุนทราภรณ์เพลงนี้ ได้รับการตัดสินให้เป็นบทเพลงที่ชนะเลิศในการประกวดของสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหมในขณะนั้น

จึงเป็นประวัติอันน่าชื่นชมของครูเอื้อสุนทรสนาน และครูแก้ว อัจฉริยะกุล แต่งเพลง ทำนอง และเล่นดนตรี เพื่อให้คนไทยทั้งชาติได้รักใคร่สมานฉันท์กัน และภาคภูมิใจในความในความเป็นคนชาติไทย ด้วยกัน

สมควรที่คนชาติไทยรุ่นหลังจะได้รับทราบ ชื่นชม และจดจำไว้เป็นแบบอย่าง

ตอนที่แล้วได้กล่าวถึงปัจจัยสำคัญในการดำรง “ชาติ” ว่าได้แก่การมี “ดินแดน(Territory)” เป็นของตนเอง และกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องการได้มาซึ่งความเป็น “ชาติ” ของตน ก็ยังพยายามรักษาปัจจัยอื่นของการ “ดำรงชาติ”ไว้ เช่น ภาษา วัฒนธรรม ประเพณี และกองกำลังของชาติพันธุ์ของตนเองไว้

แต่พอดีสัปดาห์นี้มีเรื่องอื่นแทรกเข้ามาจึงคงจะต้องกระโดดข้ามไปปัจจัยอื่นที่กำลังอยู่ในกระแสของคนไทยทั้งชาติ ปัจจัยนั้นก็คือ “กระบวนการยุติธรรม”

การที่ชาติชาติหนึ่งจะดำรงอยู่ได้ กระบวนการยุติธรรมของชาตินั้นจะต้องเข้มแข็ง ยึดถือความถูกต้อง (Righteousness), หลักนิติรัฐ (Rules of Law), จริยธรรม (Ethics), ศีลธรรม(Moral) หากมีความอ่อนแอในกระบวนการยุติธรรมชาตินั้นๆ ก็อาจจะเดินทางไปสู่หายนะหรือความ “สิ้นชาติ” ได้

กระบวนการยุติธรรมของชาติไทย กำลังกระทบกระเทือนอยู่หรือไม่ ลองมาดูกระบวนการในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นต้นน้ำกลางน้ำ ก็ได้รับความไม่พึงพอใจเป็นอย่างหนัก จากการทำสำนวนให้อ่อนของต้นน้ำ การตัดสินใจไม่ฟ้องของกลางน้ำ กระบวนการที่ปลายน้ำจึงเป็นความหวังเดียวที่เหลืออยู่

แต่ถ้าความอ่อนแอเกิดขึ้นในกระบวนการปลายน้ำ ประชาชนก็จะเกิดความสิ้นหวัง หากกระบวนการปลายน้ำถูกชักจูงให้ห่างเหความยุติธรรม ไม่ว่าโดยอิทธิพลทางการเมือง ไม่ว่าโดยการเห็นแก่พวกพ้อง เงินทอง หรือลาภยศอื่นๆ

สังคมโลกก็จะเกิดความรังเกียจ ไม่ให้ความเคารพนับถือ ไม่อยากมาลงทุนด้วย เป็นผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจระยะยาว

ประชาชนก็เกิดความเสื่อมศรัทธา โดยการประชดประชันว่าอยากไปอยู่ประเทศอื่นบ้างหมดกำลังใจในการประพฤติดี ปฏิบัติดี ที่หัวรุนแรงหน่อยก็อยากให้มีการเดินขบวนกดดันขับไล่ผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชนชาวไทยบ้างไม่ว่าจะเป็นอำนาจใดในสามอำนาจ (อำนาจบริหารอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ) ที่หนักไปกว่านั้นก็อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงแบบในประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ.1789 หรือเกิดสงครามกลางเมือง (Civil War) โดยอาศัยกองกำลังต่างชาติบ้าง

นั่นคือความล่มสลายของชาติ กว่าการปฏิวัติในฝรั่งเศสจะสิ้นสุด ก็ต้องรบกันเองภายในประเทศอีกนับสิบปี ส่วนการนำกองกำลังต่างชาติเข้ามาในประเทศ สิบๆ ปีก็ยังไม่จบ บ้านเมืองมีแต่ความแตกสลายหายนะ

ท่านที่อาสาสมัครเข้ามาเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชนชาวไทย จึงควรตระหนักว่าการไม่อยู่ในทำนองคลองธรรม การปฏิบัติตนแบบศรีธนญชัย หรือแบบเอาข้างเข้าถู หรือเป็นเพราะถูกอิทธิพลของการเมืองน้ำเน่าบ้างการสำนึกบุญคุณโดยไม่คำนึงความถูกต้องบ้าง การเห็นแก่อามิสสินจ้างบ้าง เป็นเส้นทางไปสู่ความล่มสลายของชาติเราได้

ท่านเหล่านี้ก็ได้แก่ ชาวไทยทุกคนที่อยู่ในอำนาจบริหาร (ข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร) ทุกคนที่อยู่ในอำนาจนิติบัญญัติ (สส., สว., และผู้มีตำแหน่งอื่นของอำนาจ นิติบัญญัติ) ทุกคนที่อยู่ในอำนาจตุลาการ ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร และ ศาลรัฐธรรมนูญ, ท่านที่อยู่ในองค์กรอิสระ เช่น อัยการ, ป.ป.ช., กกต., สตง. ฯลฯ

ความอ่อนแอของท่านก่อให้เกิดวิกฤติศรัทธาขึ้นในชาติ ย่อมเป็นสาเหตุของการล่มสลายของชาติได้

บทความนี้เชื่อว่า ทุกท่านที่อยู่ในองค์กรที่เอ่ยมานี้ มีความรักชาติ และอยากให้ประเทศไทย ชนชาติไทย มีความจีรังยั่งยืนตลอดไป เจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ ไม่อยากให้ชนชาติไทยถูกเหยียดหยามและไม่ได้รับการเคารพนับถือในเวทีโลก ท่านก็จะต้องมองระยะยาวไปมากๆ หน่อย ไม่ใช่มองสั้นๆ เพียงว่าให้พรรคพวกพ้นคุก ก็ไปข่มขู่อัยการและตำรวจ หรือเพียงว่าให้รอดพ้นจากการถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรี นั่นเป็นชัยชนะของท่านและพวกท่าน ที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างแรงในระยะยาว เสียหายต่อการดำรงชาติในเวทีโลก (International Forum) จึงหวังว่า นับจากนี้ไป ท่านจะได้มองผลลัพธ์ต่างๆ ในระยะยาวให้มากขึ้น อย่าเห็นแก่ชัยชนะทางคดีความหรือทางการเมืองในระยะสั้นซึ่งมีผลระยะยาวไปสู่ความเสื่อมของชาติหรือการสิ้นชาติได้

เว้นเสียแต่ว่า คดีความทางการเมือง ฝ่ายที่ต้องการทำลายล้าง ความน่าเชื่อถือของอำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ จะฟ้องคดีให้หลักฐานอ่อนไปหมด เมื่อศาลตัดสินว่าผู้ต้องหาไม่ผิด สถาบันหลัก ของความยุติธรรมก็จะสั่นคลอนไม่เป็นที่น่าเชื่อถืออีกต่อไป

ก็เข้าทางการเมืองน้ำเน่าแห่งระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (ParliamentarianDemocracy) ซึ่งจะต้องหาทางโค่นล้มรัฐบาลที่ไม่ใช่ฝ่ายของตน ทุกวิถีทาง

“ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็จะเอาด้วยกล

ไม่ได้ด้วยมนต์ ก็จะเอาด้วยคาถา

ชาติไทยจะเสียหาย ก็ไม่ใช่เรื่องของข้า

ขอให้พวกเราได้กลับมา สู่อำนาจก็พอ”

ตอนนี้ ก็เป็นบทบาทในการนำ (Leadership)ของหัวหน้าฝ่ายบริหาร (นายกรัฐมนตรี) แล้วว่า จะมีความกล้าหาญ (Courage) ในการแก้เกมส์นี้ ได้หรือไม่เพียงใด

หรือบทบาทในการเสียสละ (Self Sacrifice) ของผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง โดยการลาออกและแถลงถึงการเสียสละประโยชน์ของตน เพื่อประโยชน์และศักดิ์ศรีของความเป็นไทย ของชาติไทย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,870,856 hits

Join 4,127 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

‘อธิบดีกรมชลฯ’ นำคณะศึกษาดูงานญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนแนวทางบริหารจัดการน้ำและความร่วมมือระหว่างประเทศ
ศุภชัย โต้ วิษณุ ทันควัน! ย้ำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ทำลายความลับ ยันไม่เป็นโมฆะ
พงศ์พรหม ปูดแผนล้ม ศุภจี-เอกนิติ ซ้ำรอย 4 กุมาร
นพดล ผ่าเกมฮุน มาเนต เดินสายปั้นเรื่องฟ้องต่างชาติ แนะ 6 ข้อใหญ่ไทยโต้กลับ
ษัษฐรัมย์ แก้ระเบียบเลือกบอร์ดประกันสังคมใหม่ เหมือนหมุนเข็มนาฬิกา กลับสู่ยุคล็อบบี้ยิสต์ จี้ใช้กฎเดิม
2 ศิลปินแห่งชาติ ผสานพลังศิลปินชั้นนำไทย สร้างสรรค์นิทรรศการศิลปกรรมทรงคุณค่า 'น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง' ตั้งแต่วันนี้ถึง 25 มี.ค. 2569 ณ สยามพารากอน
เลขาฯภท.ยันประตูยังเปิดรับทุกพรรคที่มีอุดมการณ์ตรงกัน ปัดบังคับโหวตก่อนแบ่งงาน
แจงปมร้อนเลือกตั้ง! ‘มท.’ ยัน ‘เลเซอร์ไอดี’ ไม่เกี่ยวข้องกับ ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน
พรรคส้มฉาวอีก ศาลสั่งจำคุกผู้สมัครสส.4ปี คดีมอมยาข่มขืนเหยื่อสาว
Tesla หั่นราคา Cybertruck รุ่น Cyberbeast เหลือไม่ถึงแสนดอลลาร์ เดินเกมดึงลูกค้าในสหรัฐ

Recent Posts

  • รัฐฟลอริดาไฟเขียว เปลี่ยนชื่อสนามบินปาล์มบีชเป็น สนามบิน “โดนัลด์ ทรัมป์”
  • นายกฯ “ทาคาอิจิ” แถลงนโยบาย ลั่นสร้างญี่ปุ่นที่แข็งแกร่ง-มั่งคั่ง เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจเต็มสูบ
  • “ฮุน มาเนต” ฟ้องฟ็อกซ์นิวส์ ทหารไทยรุกคืบยึดพื้นที่ทับซ้อน ทำชาวเขมรพลัดถิ่นกว่า 8 หมื่น
  • “ยุน ซอกยอล” แถลงขอโทษ หลังศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตฐานก่อกบฏ
  • สหรัฐฯ–อินโดนีเซีย ปิดดีลลดภาษีนำเข้าเหลือ 19% จาก 32%

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d