บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลำธารน้อยอยากไหลให้ถึงทะเล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลำธารน้อยอยากไหลให้ถึงทะเล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลำธารน้อยอยากไหลให้ถึงทะเล

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.33 น.

                 กาลครั้งหนึ่ง ที่ประเทศเปอร์เชีย มีลำธารสายเล็กๆ มีน้ำใสไหลเย็น บนภูเขาสูง ลำธารน้อยมีความปรารถนาอยากไหลไปพบทะเลอันกว้างใหญ่

                 ระหว่างทาง น้ำในลำธารต้องไหลผ่านโขดหินแหลมคม บางครั้งถูกบังคับให้เลี้ยวคดเคี้ยว ผ่านท้องทุ่ง และแก่งผาสูงชัน น้ำไหลเชี่ยวกราก อย่างยากลำบาก แต่ลำธารก็ไม่ยอมแพ้ ยังคงไหลต่อไปอย่างอดทน

                 วันหนึ่ง ลำธารไหล มาถึงทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ผืนทรายร้อนระอุพยายามดูดกลืนน้ำของแม่น้ำ ยิ่งลึกเข้าไปในทะเลทราย น้ำก็ยิ่งหายไปจนแทบไม่เหลือ

                 ลำธารน้อยรู้สึกท้อใจ “เราจะไหลไปให้ถึงทะเลได้อย่างไร ในเมื่อข้างหน้าไม่มีลู่ทางให้น้ำไหลต่อได้เลย”

                 ทันใดนั้น ลมทะเลพัดมา กระซิบเบาๆ ว่า “หากเจ้าไม่สามารถไหลผ่านทะเลทรายได้ ก็จงลองหาวิธีใหม่โดยเปลี่ยนรูปแบบของตัวเอง”

                 ลำธารคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจทำในสิ่งแปลกประหลาด ที่ผู้อื่นอาจคิดไม่ถึง น้ำในลำธาร ยอมระเหยกลายเป็นไอ กลายเป็นเมฆลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วลมก็พัดก้อนเมฆข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไปได้ อย่างสง่างาม

                เมื่อถึงทะเล ไอน้ำได้กระทบความเย็น ก็กลั่นตัวเป็นเม็ดฝน หยดลงสู่ทะเลกว้าง ดังความตั้งใจที่รอคอยมานานแสนนาน

                ลำธารน้อยได้เรียนรู้ว่า การจะไปถึงเป้าหมายในบางครั้ง ไม่ใช่โดยการดื้อดึงหัวชนฝน หรือใช้วิธีเดิมที่เคยทำมา แต่อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงแก้ไข วิธีการให้เหมาะสม

                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : การที่จะทำสิ่งใดให้สำเร็จ อาจจำเป็นต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิธีการ และรูปแบบ ให้เหมาะสม ผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวได้อาจตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สูญเสีย

                เรียบเรียงจากนิทานเปอร์เชียของชาวซูฟีแถบตะวันออกกลาง เรื่อง แม่น้ำที่อยากไปถึงทะเล (River that Wanted to Reach the Sea)

อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ไดโนเสาร์กับเต่า บทเรียนในการปรับตัว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ไดโนเสาร์กับเต่า บทเรียนในการปรับตัว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ไดโนเสาร์กับเต่า บทเรียนในการปรับตัว

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคโลกล้านปี  เหล่าไดโนเสาร์ครองแผ่นดินบนบกของทั้งโลก  พวกมันมีขนาดใหญ่โตมโหฬารและแข็งแรง  กินพืชหรือสัตว์เป็นอาหารในยุคนั้นมีเต่า ที่อาศัยอยู่ในป่าเดียวกับไดโนเสาร์ เต่าเป็นสัตว์ไม่แข็งแรงนักแต่อยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ  กินผักบุ้งและใบไม้เป็นอาหาร

วันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ภูเขาไฟเกิดระเบิดอย่างรุนแรง เถ้าถ่านและหินละลายลาวาพวยพุ่งออกมาปกคลุมทั่วท้องฟ้า แสงแดดถูกบดบัง อากาศหายใจยาก แผ่นดินร้อนเป็นไฟ  พืชและสัตว์ที่เป็นอาหารขาดแคลน   ทำให้ไดโนเสาร์ล้มตายลงจำนวนมาก เพราะไม่สามารถปรับตัวให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้

เต่าและไดโนเสาร์เป็นสัตว์ร่วมสมัย ของโลกล้านปี 

แต่เต่าผู้ชาญฉลาดได้เตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์นี้แล้ว มันรู้ว่าการอยู่ในป่าบนบกต่อไปนั้นมีอันตรายมาก  มันจึงมุ่งหน้าไปยังแหล่งน้ำที่อยู่ใกล้เคียง และดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ด้วยการอาศัยหลบภัยอยู่ใต้น้ำ

เมื่อเวลาผ่านไป เหตุการณ์ร้ายแรงสงบลง โลกกลับสู่สภาวะปกติ ไดโนเสาร์ได้สูญพันธุ์ไปแล้ว เหลือไว้เพียงแต่ซากฟอสซิลเป็นเครื่องเตือนใจถึงความไม่แน่นอนของชีวิต แต่เต่ายังสืบพันธุ์ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน                  

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถรับประกันความอยู่รอดได้ แต่การปรับตัวอ่อนตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปต่างหาก คือกุญแจสำคัญของการอยู่รอด”

ข้อคิด   :  เต่าล้านปีไม่สูญพันธุ์เหมือนไดโนเสาร์เพราะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม  เมื่อหาอาหารบนบกกินไม่ได้ ก็หนีไปกินอาหารเช่นสาหร่ายในน้ำ

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ ‘สานรักด้วยผักตบ’ ภูมิปัญญาไทยที่เปลี่ยนปัญหาน้ำท่วมและผักตบชวาให้เป็นโอกาสแบบยั่งยืน

บทความพิเศษ 'สานรักด้วยผักตบ' ภูมิปัญญาไทยที่เปลี่ยนปัญหาน้ำท่วมและผักตบชวาให้เป็นโอกาสแบบยั่งยืน

บทความพิเศษ ‘สานรักด้วยผักตบ’ ภูมิปัญญาไทยที่เปลี่ยนปัญหาน้ำท่วมและผักตบชวาให้เป็นโอกาสแบบยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.38 น.

ในภาวะวิกฤตน้ำท่วมที่หลายประเทศกำลังเผชิญ รายงานข่าวมักเน้นไปที่ความเสียหายและการช่วยเหลือฉุกเฉิน แต่ที่ตำบลชีน้ำร้าย อำเภออินทรบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ประเทศไทย ได้เกิดวิธีการใหม่ที่น่าทึ่งคือการฝึกอบรมการจักสานผักตบชวาราคาถูกให้เป็นกระเป๋าทันสมัยคล้ายกระเป๋าแบรนด์เนมราคากว่าแสนบาทจากต่างประเทศ

นี่คือเรื่องราวของโครงการ “สานรักผักตบ” ที่ริเริ่มโดย ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต และมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย ซึ่งไม่ได้เพียงแค่ “ให้ปลาตัวหนึ่ง“  แก่คนยากจนประสบภัยเท่านั้น แต่ “สอนการจับปลา” แบบที่ยั่งยืนและมีศักดิ์ศรีเกียรติภูมิ

จากผู้ประสบภัย สู่ผู้สร้างสรรค์

หลังน้ำท่วม ชีวิตต้องเริ่มต้นใหม่ หลายคนสูญเสียทั้งบ้านและอาชีพ การมอบถุงยังชีพ ที่มีมาม่า ปลากระป๋องเป็นความช่วยเหลือเฉพาะหน้าที่จำเป็น แต่ชุมชนน้ำท่วมซ้ำซากกว่าร้อยปีที่ตำบลชีน้ำร้าย จังหวัดสิงห์บุรี ได้รับความช่วยเหลือมากกว่านั้น พวกเขาได้รับเครื่องมือสร้างอนาคต

แทนที่จะมองผักตบชวาที่ลอยเกลื่อนเป็นเพียงขยะทางน้ำ โครงการนี้ทำการฝึกอบรมลงมือสอนให้ชุมชนเห็นว่า ทุกปัญหามักมีโอกาสแฝงอยู่ ผักตบชวาที่ผ่านการตากแห้งและเตรียมอย่างดี สามารถสานเป็นกระเป๋าสวยงาม ภาชนะใช้งานได้จริง และเป็นงานศิลปะร่วมสมัยที่บอกเล่าเรื่องราวของชุมชน โดยมีรูปแบบที่ทันสมัยและส่งเสริมการตลาดไปพร้อมกัน

โครงการนี้สร้างประโยชน์สามต่ออย่างชัดเจน:

1. ต่อสิ่งแวดล้อม: ลดปัญหาวัชพืชในแหล่งน้ำ ปรับปรุงระบบนิเวศทางน้ำ

2. ต่อเศรษฐกิจชุมชน: สร้างรายได้ที่ยั่งยืนจากทรัพยากรท้องถิ่น ให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่สำคัญคือ เปลี่ยนผู้รับความช่วยเหลือให้เป็นผู้ประกอบการ

3. ต่อวัฒนธรรม: ฟื้นฟูภูมิปัญญาการจักสานไทยให้สอดคล้องกับตลาดสมัยใหม่ และสามารถนำวิธีการไปขยายผลต่อในชุมชนประสบภัยอื่นได้ทั่วโลก

กระบวนการสร้างผู้ประกอบการจากผักตบชวา

โครงการเริ่มด้วยการฝึกอบรมเข้มข้น 3 วัน  ระหว่างวันที่ 5 ถึง 8 ธันวาคม 2568 โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากจังหวัดอ่างทอง ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการจักสานผักตบชวามาหลายสิบปี  ผู้เข้าอบรม 40 คนได้เรียนรู้ทุกขั้นตอน:

· การเก็บเกี่ยวและเตรียมวัตถุดิบ

· เทคนิคการย้อมสีและป้องกันเชื้อรา

· การออกแบบและสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งประโยชน์ใช้สอยและความทันสมัยเทียบกับกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพงจากต่างประเทศ

ผลลัพธ์ไม่ใช่แค่ทักษะ แต่เป็น “กลุ่มสานรักผักตบ” ที่สามารถบริหารจัดการตนเองได้

ผลิตภัณฑ์จากโครงการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดท้องถิ่น แต่กำลังวางแผนขยายสู่ตลาดที่กว้างขึ้น ผ่านโครงข่ายของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก  สภากาชาดไทย

· ตลาดแฟชั่นทันสมัย: ด้วยแบบกระเป๋ารูปหัวใจ(Heart Shape )ที่กำลังมาแรงทั่วโลก

· ตลาดของที่ระลึกเชิงวัฒนธรรม: ที่บอกเล่าเรื่องราวชุมชนที่ผ่านวิกฤตน้ำท่วม

· ตลาด CSR ของบริษัทต่างๆ: ที่ต้องการสนับสนุนสินค้าที่มีความหมายทางสังคม

บทเรียนสู่โลก: เมื่อความยั่งยืนเริ่มจากวัชพืช

โครงการ “สานรักผักตบ” เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับชุมชนที่เผชิญวิกฤตทั่วโลก โดยแสดงให้เห็นว่า:

1. การฟื้นฟูควรเริ่มจากทรัพยากรในชุมชนเอง

2. ศักดิ์ศรีและการมีส่วนร่วมสำคัญกว่าการได้รับแจกฟรี

3. นวัตกรรมทางสังคมมักเกิดจากการมองสิ่งเดิมในมุมใหม่

ในยุคที่โลกกำลังแสวงหาโมเดลการพัฒนาที่ยั่งยืน เรื่องราวจากชุมชนเล็กๆ แห่งนี้สอนเราว่า บางครั้งคำตอบอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด แค่ต้องเปลี่ยนวิธีมอง

โครงการ “สานรักผักตบ” ไม่เพียงแค่สร้างผลิตภัณฑ์ แต่สร้างความหวัง ไม่เพียงแค่สร้างรายได้ แต่สร้าง ความภาคภูมิใจ และที่สำคัญคือ พิสูจน์ให้โลกเห็นว่าแม้ในวิกฤตที่เลวร้ายที่สุด มนุษย์ก็สามารถ “สาน” ทางออกใหม่ๆ ได้ จากสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงปัญหา

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมืองจีนสมัยเติ้งเสี่ยวผิง : ปฏิรูปสู่ความทันสมัย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมืองจีนสมัยเติ้งเสี่ยวผิง : ปฏิรูปสู่ความทันสมัย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมืองจีนสมัยเติ้งเสี่ยวผิง : ปฏิรูปสู่ความทันสมัย

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลังจากการอสัญกรรมของเหมา เจ๋อตงในปี พ.ศ. 2519 ประเทศจีนเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างหนัก เติ้ง เสี่ยวผิง(邓小平) เป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่เคยถูกกีดกันในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม กลับขึ้นมามีบทบาทสำคัญ ที่ทำให้จีนก้าวออกจากความยากจน   ความวุ่นวายภายในและความโดดเดี่ยว เพื่อขึ้นสู่เวทีโลกด้วยนโยบาย “ปฏิรูปและเปิดประเทศ” เปลี่ยนโฉมหน้าของจีนจากประเทศที่ล้าหลังให้กลายเป็นยักษ์ทางเศรษฐกิจภายในเวลาไม่กี่ปี

เติ้งเสี่ยวผิงเป็นใครมาจากไหน?

เติ้งเสี่ยวผิงเกิดในปีพ.ศ. 2447 ในมณฑลเสฉวน โดยไม่ได้อยู่ตระกูลผู้ดีหรือชนชั้นสูง เขาเป็นตัวอย่างของ “นักปฏิวัติรุ่นบุกเบิก” ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC)   ด้วยทัศนคติรักชาติและการแสวงหาความทันสมัยก่อตัวขึ้นตั้งแต่เยาว์วัย      เขาเป็นหนึ่งในนักศึกษาจีนกลุ่มแรกที่เดินทางไปทำงานและศึกษาในฝรั่งเศส ในวัยเพียง 16 ปี ระหว่างที่อยู่ที่นั่น เขาได้สัมผัสกับแนวคิดทางการเมืองต่างๆ รวมถึงลัทธิมากซ์-เลนิน และเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ก่อตั้งขึ้นในพ.ศ 2464    ต่อจากนั้นเขากลับมาประเทศจีนและเข้าร่วมใน”เดินทัพหมื่นลี้” (Long March)  ของเหมาเจ๋อตงอย่างสมบูรณ์ ทำให้เขากลายเป็นสมาชิกคนสำคัญของกลุ่มผู้นำรุ่นที่หนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มีเหมาเจ๋อตงเป็นแกนนำ

ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม (ค.ศ. 1966-1976) เติ้งเสี่ยวผิงถูกประณามว่าเป็น “พวกนิยมทุนนิยมชั้นที่สอง” และถูกปลดออกจากตำแหน่งทั้งหมด เขาถูกส่งไปทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งในมณฑลเจียงซี เป็นช่วงที่เขาได้เห็นความเสียหายของประเทศจากนโยบายที่ผิดพลาด

หลังจากเหมาเจ๋อตงเสียชีวิตในปี 1976 และกลุ่ม “คนทั้งสี่” ถูกกวาดล้าง พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องการผู้นำที่สามารถพาจีนออกจากความวุ่นวายได้ เติ้งเสี่ยวผิงซึ่งมีประสบการณ์และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนก้าวกลับมาสู่ตำแหน่งสำคัญผ่านการสนับสนุนจากผู้เห็นพ้องในพรรค

การประชุมกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 11 (พ.ศ. 2521): คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เติ้งเสี่ยวผิงและพันธมิตรสามารถกำหนดทิศทางใหม่ให้กับพรรคได้สำเร็จ โดยยกเลิกนโยบายในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม และประกาศให้ “การปรับปรุงเศรษฐกิจ” เป็นเป้าหมายหลักของประเทศ นับจากนั้น เขากลายเป็น “ผู้บัญชาการสูงสุด” แห่งยุคปฏิรูป แม้ว่าจะไม่เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีหรือเลขาธิการพรรคอย่างเป็นทางการก็ตาม

ความยิ่งใหญ่ของเติ้งเสี่ยวผิงอยู่ที่การมองเห็นทางออกที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังสำหรับปัญหาซับซ้อนของจีน นโยบายหลักๆ ที่เขาสนับสนุนได้เปลี่ยนจีนอย่างสิ้นเชิง

1. นโยบาย “ปฏิรูปภายในและเปิดประเทศสู่ภายนอก” (改革开放)

   • ปฏิรูปภายใน: เปลี่ยนจากเศรษฐกิจแบบแผนส่วนกลางที่ไร้ประสิทธิภาพมาเป็นระบบ “เศรษฐกิจแบบตลาดสังคมนิยม” เริ่มต้นด้วยการให้เกษตรกรมีสิทธิ์เช่าที่ดินและขายผลผลิตส่วนเกินได้ผ่าน “ระบบความรับผิดชอบในครัวเรือน” ซึ่งเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรอย่างมหาศาล

   • เปิดประเทศสู่ภายนอก: สร้าง “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” (SEZ) อย่างเซินเจิ้น จูไห่ ซัวเถา และเซี่ยเหมิน เพื่อดึงดูดการลงทุน เทคโนโลยี และความรู้ด้านการจัดการจากต่างชาติ นี่คือจุดเริ่มต้นของการที่จีนกลายเป็น “โรงงานของโลก”

2. หลักการ “แมวสีขาวหรือสีดำ จับหนูได้คือแมวดี”

   • นี่คือคำกล่าวที่โด่งดังของเติ้งเสี่ยวผิง ซึ่งหมายความว่าไม่ว่าระบบจะเป็นสังคมนิยมหรือทุนนิยมแบบไหน ถ้ามันสามารถพัฒนาอำนาจผลิตและปรับปรุงชีวิตผู้คนได้ ก็เป็นระบบที่ดี นี่เป็นการปลดปล่อยความคิดของคนจีนจากการยึดติดกับอุดมการณ์อย่างเดียว และหันมาเน้นที่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้

3. การส่งเสริมการศึกษาและวิทยาศาสตร์

   • เขาฟื้นฟูระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย (Gaokao) ที่ถูกระงับไปในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม สร้างโอกาสให้เยาวชนที่มีความสามารถได้เรียนตามความสามารถ ไม่ใช่ตามภูมิหลังทางชนชั้น

4. นโยบาย “หนึ่งประเทศสองระบบ”

   • เติ้งเสี่ยวผิงเป็นผู้เสนอแนวคิดนี้สำหรับการกลับคืนของฮ่องกงและมาเก๊าไปยังจีน ทำให้ทั้งสองเขตปกครองพิเศษสามารถรักษาระบบเศรษฐกิจและสังคมเดิมไว้ได้เป็นเวลา 50 ปี ซึ่งช่วยให้การโอนถ่ายอำนาจเป็นไปอย่างสันติ

สรุป

สมัยเติ้งเสี่ยวผิง คือยุคทองแห่งการฟื้นฟูและเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เขาเป็นผู้นำที่จริงจังซึ่งพาจีนที่บอบช้ำจากอดีต ก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดทางอุดมการณ์ ไปสู่เส้นทางที่ปฏิบัติได้จริงและมุ่งพัฒนาประเทศเป็นสำคัญ มรดกทางเศรษฐกิจที่เขาวางไว้คือรากฐานที่มั่นคงที่ทำให้จีนในวันนี้มีอิทธิพลต่อโลกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้จะยังมีคำถามเกี่ยวกับด้านอื่นๆ เช่น เสรีภาพส่วนบุคคล แต่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่ายุคของเติ้งเสี่ยวผิงคือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดบทหนึ่งของการพลิกโฉมประเทศในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

โดย อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมื่อคนจีนอพยพหนีภัยคอมมิวนิสต์ พ.ศ 2493-2503

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมื่อคนจีนอพยพหนีภัยคอมมิวนิสต์ พ.ศ 2493-2503

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมื่อคนจีนอพยพหนีภัยคอมมิวนิสต์ พ.ศ 2493-2503

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การอพยพชาวจีนหลายล้านคนออกจากจีนแผ่นดินใหญ่  ช่วงพ.ศ 2493-2503   ของชนชั้นกลาง พ่อค้า นักวิชาการ และผู้มีฐานะ  เพื่อหนีภัยคอมมิวนิสต์    เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญและสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้ทั่วโลก       คนจีนนับล้านพากันละทิ้งบ้านเกิดและทรัพย์สินเพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ภายใต้ความหวังของเสรีภาพ   เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) นำโดยเหมา เจ๋อตง ได้ชัยชนะเหนือพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) และสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน

ทำไมจึงหนี? – ความหวาดกลัวและวิกฤต   สาเหตุหลักที่ทำให้ชาวจีนจำนวนมากต้องอพยพหนีออกจากแผ่นดินใหญ่คือ ชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ที่นำโดยเหมา เจ๋อตุง เหนือพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ในสงครามกลางเมืองจีน และการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) ในปี พ.ศ. 2492  ค.ศ. 1949

ผู้ที่อพยพส่วนใหญ่คือกลุ่มบุคคลที่รู้สึกว่าตนเองกำลังเผชิญกับภัยคุกคามภายใต้ระบอบการปกครองใหม่    ผู้สนับสนุนพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ทหาร ข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ROC)    ชนชั้นกลางและชนชั้นสูง  เจ้าของที่ดิน ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และผู้มีทรัพย์สินจำนวนมาก ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ผู้เอารัดเอาเปรียบ” และเสี่ยงต่อการถูกริบทรัพย์และลงโทษปัญญาชน    ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ หรือผู้ที่ยังคงยึดมั่นในปรัชญาและศาสนาจีนโบราณ ซึ่งถูกกวาดล้างในช่วง การปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) ในเวลาต่อมา     รวมทั้งความอดอยากและวิกฤตเศรษฐกิจ  นโยบายบริหารประเทศที่ผิดพลาด เช่น “การก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้า” (Great Leap Forward) พ.ศ. 2502-2504  ที่นำไปสู่ทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ ระบบการผลิตเกษตรกรรมแบบคอมมูนล่มสลายทำให้ผู้คนนับสิบล้านคนเสียชีวิตจากความอดอยากและต้องหาทางหนีตาย    

การอพยพครั้งใหญ่เกิดขึ้นในหลายช่วงเวลา โดยมีช่วงสำคัญคือ:

1.คลื่นลูกแรก   พ.ศ. 2488-2593  ค.ศ. 1945 – 1950 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ปลายสงครามกลางเมือง ระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นช่วงที่การสู้รบใกล้จะสิ้นสุด และพรรคก๊กมินตั๋งกำลังพ่ายแพ้ คนจำนวนมาก โดยเฉพาะทหารและข้าราชการ ก๊กมินตั๋ง กว่า 2 ล้านคน  อพยพหนีออกไปก่อนการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน PRC อย่างเป็นทางการ (1 ตุลาคม พ.ศ. 2492)

2.ช่วงที่สอง  พ.ศ. 2493-2503 ค.ศ. 1950-1960: หลังจากพรรคคอมมิวนิสต์เข้ายึดครองแผ่นดินใหญ่ ผู้ที่ยังหลงเหลือและถูกคุกคามพยายามลักลอบหนีออกมาอย่างต่อเนื่อง    โดยเฉพาะช่วงพ.ศ. 2493-2495 ที่มีการปราบปรามเจ้าของที่ดินและนายทุน  ช่วง พ.ศ. 2501-2503 ที่มีการต่อต้านพวกขวาจัด (Anti-Rightist Campaign)   ช่วงพ.ศ. 2501-2505 มหากระโดดไปข้างหน้า (Great Leap Forward) ที่นำไปสู่การอดอยากครั้งใหญ่

ช่วงที่สาม   พ.ศ.  2509-2513 ระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม  เพื่อขจัด “สี่ล้าหลัง”คือประเพณีวัฒนธรรม นิสัย และความคิดดั้งเดิมที่ล้าหลัง(Old Customs, Old Culture, Old Habits, Old Ideas ) ที่ถูกมองว่าขัดต่อหลักการสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์   โดยกลุ่มเยาวชนแดง Red Guards ออกทำลายวัด สัญลักษณ์ทางศาสนาขงจื๊อ และทำการ “จับกุม ปลุกปั่น และสังหาร” ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นศัตรูทางชนชั้น, ปัญญาชน, ข้าราชการระดับสูง, หรือผู้มีแนวคิดต่าง ทำให้ เศรษฐกิจหยุดชะงัก ระบบการศึกษาล่มสลายเนื่องจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยปิดทำการ ปัญญาชนและครูถูกส่งไปใช้แรงงานในชนบท    เกิดความวุ่นวายทางสังคม มีผู้เสียชีวิตหลายแสนหรือหลายล้านคน   เกิดการทำร้ายร่างกาย การข่มเหง และการฆ่าตัวตายของเหยื่อทางการเมืองและปัญญาชน

ช่วงที่สี่  พ.ศ. 2513-2523  หลังการเปิดประเทศในยุคเติ้งเสี่ยวผิง ยังมีการอพยพอย่างต่อเนื่องแต่ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ

ทำไมจึงหนี?

•             ภัยทางการเมือง: กลัวการปราบปรามจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะผู้เกี่ยวข้องกับพวกก๊กมินตั๋ง เจ้าหน้าที่รัฐบาลเดิม และนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามถูกมองว่าเป็น “ศัตรูของประชาชน” ถูกประหารชีวิต จำคุก หรือส่งไปค่ายแรงงานแก้ไขความคิด (Laogai)

•             การยึดทรัพย์: รัฐบาลใหม่ยึดกิจการเอกชนและที่ดิน ทำให้พ่อค้าและเจ้าของกิจการถูกตราหน้าว่าเป็น “ชนชั้นกดขี่” การยึดที่ดิน โรงงาน ร้านค้า และทรัพย์สินส่วนตัวโดยไม่มีค่าชดเชย       เจ้าของที่ดินหลายคนถูกประหารชีวิตในการชุมนุม “ศาลประชาชน” (People’s Court) นักธุรกิจและพ่อค้าถูกบังคับให้ “บริจาค” ทรัพย์สินให้รัฐ

•             อุดมการณ์ต่างกัน: หลายคนไม่เห็นด้วยกับลัทธิคอมมิวนิสต์  เพราะขาดเสรีภาพ  มีการควบคุมอย่างเข้มงวด  เช่นควบคุมการเดินทาง ไม่สามารถย้ายที่อยู่อาศัยได้โดยเสรี   เซ็นเซอร์สื่อและข้อมูลข่าวสาร  ขาดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น  ชีวิตประจำวันถูกควบคุมผ่านระบบ “หน่วยงาน” (danwei)

•             การทำลายการทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิม   ห้ามประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและประเพณีดั้งเดิม    ทำลายวัด ศาสนสถาน     สิ่งของเก่า ความคิดเก่า วัฒนธรรมเก่า และประเพณีเก่า

จุดหมายปลายทางหลักของการอพยพสามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ คือ:

•             ไต้หวัน (Taiwan): คือจุดหมายปลายทางหลักของการอพยพครั้งใหญ่ (The Great Retreat) ในช่วงปี 1949 โดยทหาร ข้าราชการ และผู้สนับสนุนพรรคก๊กมินตั๋งรวมกันกว่า 1 ล้านคน ได้อพยพไปยังเกาะไต้หวัน และได้ก่อตั้งรัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ROC) ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเจียงไคเชค โดยนำทองคำสำรองและสมบัติมีค่าไปด้วย  

•             ฮ่องกงและมาเก๊า (Hong Kong and Macao): กลายเป็นจุดพักพิงสำคัญของพ่อค้าและชนชั้นกลาง  เนื่องจากเป็นอาณานิคมของอังกฤษและโปรตุเกส ตามลำดับ คาดว่ามีชาวจีนกว่า 1 ล้านคน อพยพเข้าสู่ฮ่องกง-มาเก๊า ในช่วงต้นของภัยคอมมิวนิสต์

•             เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia): ประเทศต่าง ๆ เช่น ไทย (ถึงแม้ว่าชาวจีนในไทยส่วนใหญ่อพยพมานานก่อนยุคคอมมิวนิสต์ แต่ก็มีกลุ่มที่เข้ามาในช่วงนี้ด้วย) เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, และฟิลิปปินส์

•             ประเทศตะวันตก: สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, อังกฤษ  ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย  และประเทศอื่น ๆ ในยุโรป  เป็นพวกนักวิชาการ  นักธุรกิจ

การอพยพเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและอันตราย:

•             ทางเรือ   พ.ศ. 2492 มีการอพยพจัดโดยรัฐบาลก๊กมินตั๋ง    โดยใช้เรือรบขนส่งทหารและเรือประมงหลายร้อยลำจากเซี่ยงไฮ้ กวางโจว ไปเกาะไต้หวัน  

•             ทางบก/ทะเล (สำหรับฮ่องกงและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้): ผู้คนจำนวนมาก โดยสารเรือ รถไฟ  เครื่องบิน  เดินเท้า ข้ามภูเขา และว่ายน้ำข้ามพรมแดน จาก เซินเจิ้น  เซี่ยงไฮ้ ไปยังฮ่องกง   เวียดนาม ลาว หรือพม่า แล้วเข้าสู่ไทย

•             การหอบหิ้วทรัพย์สิน: ผู้ที่พอมีฐานะจะพยายามนำทองคำ เงินตรา หรือวัตถุมีค่าติดตัวมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นทุนในการเริ่มต้นชีวิตใหม่

•             การหลบหนีในภายหลัง: หลังปี 1949 การอพยพถูกจำกัดอย่างเข้มงวด การหนีจึงเป็นการ ลักลอบเข้าเมือง โดยเสี่ยงต่อการถูกจับกุมและลงโทษอย่างหนัก

การเริ่มต้นชีวิตใหม่

เมื่อไปถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ผู้อพยพส่วนใหญ่ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยความยากลำบาก แต่ด้วยความมุมานะและทักษะที่ติดตัวมา พวกเขาก็ได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ใหม่:

•             ไต้หวัน: ทหารและข้าราชการ KMT ได้ก่อตั้งรัฐบาล ROC และกองทัพขึ้นใหม่ เพื่อรักษาอุดมการณ์จีนเสรีและวางรากฐานการพัฒนาประเทศ

•             ฮ่องกง: ผู้อพยพจำนวนมากกลายเป็นแรงงานราคาถูกในโรงงานสินค้าส่งออก งานก่อสร้าง บริการ สิ่งทอ  อิเลกทรอนิกส์  พลาสติก   ช่วยให้ฮ่องกงก้าวขึ้นเป็นโรงงานการผลิต   ศูนย์กลางทางการค้าและการเงินของโลก

•             เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศตะวันตก: ผู้อพยพจำนวนมากใช้ความรู้ ทักษะ และเครือข่ายในการก่อตั้งธุรกิจ เปิดร้านอาหาร ร้านขายของชำ หรือธุรกิจนำเข้า-ส่งออก   และกลายเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนชาวจีนโพ้นทะเล (หัวเฉียว) ในประเทศนั้น ๆ

การอพยพของคนจีนหนีภัยคอมมิวนิสต์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องราวการหนีภัยทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล ของผู้คนจำนวนมากที่ต้องพลัดถิ่น ข้ามพรมแดนวัฒนธรรม และต่อสู้เพื่อค้นหา “บ้าน” และ “ตัวตน” ใหม่ในโลกที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

โดย อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สาธารณรัฐประชาชนจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สาธารณรัฐประชาชนจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สาธารณรัฐประชาชนจีน

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตั้งแต่การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน (People’s Republic of China – PRC) ในปี  พ.ศ. 2492 ประเทศจีนได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายใต้การนำของผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และนโยบายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเดินทางอันยาวนานกว่า 7 ทศวรรษนี้ สามารถแบ่งออกเป็นสามยุคสำคัญที่กำหนดทิศทางของประเทศอย่างลึกซึ้ง คือ ยุคการปฏิวัติของเหมาเจ๋อตุง, ยุคปฏิรูปและเปิดประเทศของเติ้งเสี่ยวผิง และ ยุคฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของสีจิ้นผิง

ยุคที่1 ยุคเหมาเจ๋อตุง (พ.ศ. 2492-2519)..

หลังจากได้ชัยชนะในสงครามกลางเมืองกับพวกก๊กมินตั๋ง วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2492 เหมาเจ๋อตุง ได้ประกาศก่อตั้ง “สาธารณรัฐประชาชนจีน” (People’s Republic of China – PRC)ขณะที่รัฐบาลก๊กมินตั๋งของเจียงไคเช็คถอยไปยังไต้หวัน ในเวลานั้น จีนเป็นประเทศที่ถูกทำลายจากสงคราม ประชากรกว่า 540 ล้านคนกว่าร้อยละ 80 เป็นชาวนาที่ยากจน อัตราการรู้หนังสือต่ำกว่าร้อยละ 20 และรายได้ต่ำ

เหมาเจ๋อตุงกำหนดนโยบายพัฒนาประเทศให้เปลี่ยนจากจากสังคมศักดินา ให้เป็นสังคมชนชั้นกรรมมาชีพ ปราศจากการกดขี่ ภายใต้อุดมการณ์คอมมิวนิสต์อย่างเคร่งครัด     โดยให้รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตทั้งหมด   รวมศูนย์อำนาจ   และการปฏิรูปที่ดิน

การปฏิรูปที่ดิน (พ.ศ. 2493-2499) โดยยึดที่ดินจากเจ้าของที่ดินแจกจ่ายให้ชาวนา จากนั้นรวมเป็นสหกรณ์และคอมมูน

•             มหาวิถีก้าวกระโดดครั้งใหญ่ (Great Leap Forward) (พ.ศ. 2501-2504): ความพยายามเปลี่ยนจีนจากเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรมอย่างเร่งรัด เช่นการผลิตเหล็ก แบบเตาหลอมหลังบ้าน  แต่ทำให้ชาวนาละทิ้งไร่นา ส่งผลให้เกิดความอดอยากครั้งใหญ่ คร่าชีวิตผู้คนไปราว 15-45 ล้านคน

•             การปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) (พ.ศ. 2509-2519):เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคมขนาดใหญ่ที่มุ่งกำจัดอิทธิพลของทุนนิยมและประเพณีโบราณ     เยาวชนแดงหรือเรดการ์ด ได้ทำลายวัฒนธรรมเก่า  เพื่อกำจัดองค์ประกอบทุนนิยม  สร้างความวุ่นวายทางสังคมและการเมืองอย่างรุนแรง ระบบการศึกษาล่มสลายและเศรษฐกิจถดถอยอย่างหนัก

 ยุคที่ 2: ยุคเติ้งเสี่ยวผิง ถึง โจวเอนไหล: การปฏิรูปและเปิดประเทศ (พ.ศ. 2521-2546)

หลังอสัญกรรมของเหมาเจ๋อตุงในปี พ.ศ. 2519 เติ้งเสี่ยวผิง ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำและริเริ่มนโยบาย “ปฏิรูปและเปิดประเทศ (Reform and Opening Up)” ใน พ.ศ. 2521 เพื่อนำจีนออกจากความยากจนและล้าหลัง คำกล่าวโด่งดังของเขาคือ “ไม่ว่าแมวจะสีดำหรือสีขาว ถ้าจับหนูได้ก็พอ” ซึ่งสื่อถึงการไม่ยึดติดกับอุดมการณ์ หากสิ่งนั้นนำมาซึ่งความเจริญ    นโยบายการปฏิรูปของเติ้ง เสี่ยวผิง  ด้วยการยกเลิกระบบนารวม  อนุญาตให้มีการลงทุนจากต่างชาติ   จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) เช่น เซินเจิ้น และการส่งเสริมการพัฒนาภาคเอกชน ทำให้จีน “ร่ำรวยขึ้น” และหลุดพ้นจากความยากจนอย่างรวดเร็ว กลายเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงที่สุดในโลกต่อเนื่องยาวนาน ทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างไม่เคยมีมาก่อน ยกระดับคนนับร้อยล้านให้พ้นจากความยากจน และนำพาจีนเข้าสู่เวทีโลกในฐานะผู้เล่นที่ทรงอิทธิพล

นโยบาย 4 ทันสมัย: เน้นการพัฒนา 4 ด้านหลัก คือ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การป้องกันประเทศ และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

•             เศรษฐกิจที่เน้นตลาด: โดยค่อย ๆ นำกลไกตลาดและระบบความรับผิดชอบส่วนบุคคลมาผสมกับสังคมนิยม   ยกเลิกระบบคอมมูน ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ความอดอยากจึงหมดไป ประชาชนหลายร้อยล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน

•             เปิดรับการลงทุน: จัดตั้ง เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones – SEZs) เช่น เซินเจิ้น จูไห่ เซี่ยเหมิน ซานโถว ในพ.ศ. 2523  เพื่อดึงดูดเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทำให้จีนกลายเป็น “โรงงานของโลก”  และเซินเจิ้นเปลี่ยนจากหมู่บ้านชาวประมงเป็นมหานครเทคโนโลยีในเวลาอันสั้น

โจวเอนไหล (พ.ศ. 2541-2546)ได้สานต่อการเปิดประเทศ โดยเฉพาะการเจรจาให้จีนเข้าเป็นสมาชิก องค์การการค้าโลก (WTO) ในปี พ.ศ. 2544 การเข้าร่วม WTO ทำให้จีนกลายเป็น “โรงงานของโลก” การส่งออกและการลงทุนจากต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีการลงทุนขนาดมหึมาในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคตะวันตก เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ   ผลจากนโยบายปฏิรูป ทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดดต่อเนื่องหลายทศวรรษ ประชาชนหลายร้อยล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน

ยุคที่ 3: สีจิ้นผิง: ความฝันจีนและมหาอำนาจใหม่ (พ.ศ. 2555-ปัจจุบัน)

สีจิ้นผิง ขึ้นมาพร้อมกับวิสัยทัศน์ “ความฝันจีน (Chinese Dream)” เพื่อฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติ โดยมีเป้าหมายให้จีนเป็นประเทศสังคมนิยมทันสมัยที่เจริญแล้วภายในปี พ.ศ. 2592 (ครบรอบ 100 ปี ของสาธารณรัฐประชาชนจีน)  นำจีนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่เน้นการรวมอำนาจ  ต่อต้านการทุจริต และผลักดันให้จีนกลับมายิ่งใหญ่บนเวทีโลกอีกครั้ง

•             ขยายอิทธิพลโลก: โครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative – BRI) ที่เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2556 เป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองในระดับสากล ครอบคลุม 140 ประเทศ

•             เศรษฐกิจและสังคม:

o             ประกาศกำจัด ความยากจนขั้นรุนแรง  ยกระดับชีวิตประชากรกว่า 800 ล้านคน ได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2563

o             ผลักดันปรัชญา “ความมั่งคั่งร่วมกัน (Common Prosperity)” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

o             ริเริ่มแผน “Made in China 2025” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสู่เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI, หุ่นยนต์ และยานยนต์ไฟฟ้า

•             การปกครอง: ดำเนินการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันครั้งใหญ่ และในขณะเดียวกันก็เพิ่มการควบคุมทางสังคม การเซ็นเซอร์สื่อ และจำกัดเสรีภาพในบางพื้นที่

•             การรวมศูนย์อำนาจ: การยกระดับสถานะของตนเองเทียบเท่ากับเหมา เจ๋อตง และเติ้ง เสี่ยวผิง ผ่าน “มติครั้งประวัติศาสตร์” และการยกเลิกการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

มิติการเติบโตและการท้าทาย

การอพยพและเครือข่ายจีนโพ้นทะเล “เสื่อผืนหมอนใบ” คือสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นของชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพไปทั่วโลกตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 24 เครือข่ายนี้มีบทบาทสำคัญในการนำเงินลงทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้กลับสู่จีนแผ่นดินใหญ่

โรงงานของโลกและตลาดผู้บริโภค จีนเป็นผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมประมาณร้อยละ 28 ของโลก และมี ชนชั้นกลางขนาดใหญ่ถึง 400 ล้านคน ซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภคที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การปฏิรูปทำให้เกิด เศรษฐีพันล้าน มากเป็นอันดับสองของโลก เช่น Jack Ma (Alibaba) และ Pony Ma (Tencent)

ความท้าทายในอนาคต แม้จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ จีนยังคงเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ:

•             ประชากรสูงวัย: นโยบาย “ลูกหนึ่งเป็นพอ” ทำให้โครงสร้างประชากรไม่สมดุล สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว และประชากรวัยทำงานลดลง

•             ความตึงเครียดกับตะวันตก: สงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกา   ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ และประเด็นไต้หวัน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตึงเครียด

•             สิ่งแวดล้อมและความเหลื่อมล้ำ: การพัฒนาอย่างรวดเร็วส่งผลให้เกิดปัญหามลพิษรุนแรง ขณะที่ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบทก็ยังคงสูง

บทสรุป

การเดินทางของสาธารณรัฐประชาชนจีนจาก “เสื่อผืนหมอนใบ” สู่มหาอำนาจโลก เป็นเรื่องราวแห่งความมุ่งมั่น การปฏิรูปที่กล้าหาญ และการปรับตัวที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกวันนี้จีนเป็น เศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และมีอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ “ความฝันจีน” และการรักษาสถานะมหาอำนาจโลกยังคงขึ้นอยู่กับการจัดการกับความท้าทายทางประชากร เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเมืองระหว่างประเทศที่ซับซ้อนในอนาคต

บทความ: สามยุคสามผู้นำ – วิถีแห่งการพลิกโฉมสาธารณรัฐประชาชนจีน จากเหมาเจ๋อตุง สู่เติ้งเสี่ยวผิง ถึงสีจิ้นผิง

นับตั้งแต่การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน (People’s Republic of China – PRC) ในปี ค.ศ. 1949 ประเทศจีนได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายใต้การนำของผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และนโยบายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเดินทางอันยาวนานกว่า 7 ทศวรรษนี้ สามารถแบ่งออกเป็นสามยุคสำคัญที่กำหนดทิศทางของประเทศอย่างลึกซึ้ง คือ ยุคการปฏิวัติของเหมาเจ๋อตุง, ยุคปฏิรูปและเปิดประเทศของเติ้งเสี่ยวผิง และ ยุคฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของสีจิ้นผิง

1. ยุคของการปฏิวัติและอุดมการณ์: เหมาเจ๋อตุง (ค.ศ. 19491976)

เหมา เจ๋อตุง คือผู้ก่อตั้งและบิดาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ท่านได้ประกาศการก่อตั้งประเทศในปี 1949 หลังนำพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมือง ยุคสมัยของเหมาเน้นหนักไปที่การสร้างสังคมนิยมตามอุดมการณ์คอมมิวนิสต์อย่างเคร่งครัด โดยมีเป้าหมายคือการเปลี่ยนแปลงจีนจากสังคมศักดินาไปสู่สังคมชนชั้นกรรมาชีพ

•             แก่นนโยบาย: รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตทั้งหมด, การรวมศูนย์อำนาจ, และการปฏิรูปที่ดิน

•             เหตุการณ์สำคัญ:

o             นโยบายก้าวกระโดดครั้งใหญ่ (Great Leap Forward) ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 เป็นความพยายามที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมและการเกษตรอย่างก้าวกระโดด แต่กลับส่งผลให้เกิดภาวะอดอยากครั้งใหญ่และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

o             การปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) (ค.ศ. 1966–1976) เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคมขนาดใหญ่ที่มุ่งกำจัดอิทธิพลของทุนนิยมและประเพณีโบราณ แต่ได้สร้างความวุ่นวาย ความเสียหาย และความแตกแยกทางสังคมอย่างร้ายแรง

ในยุคนี้ จีน “ลุกขึ้นยืน” บนเวทีโลกในฐานะประเทศเอกราชที่ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม แต่ก็ต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างหนักจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด

2. ยุคปฏิรูปและเปิดประเทศ: เติ้งเสี่ยวผิง (ค.ศ. 19781989)

หลังการอสัญกรรมของเหมา เจ๋อตุง ในปี 1976 เติ้ง เสี่ยวผิง ก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดของจีนอย่างไม่เป็นทางการ แม้จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีหรือประธานพรรคอย่างเป็นทางการ แต่บทบาทของท่านคือ “สถาปนิก” แห่งจีนยุคใหม่ที่ได้เปลี่ยนแปลงทิศทางของประเทศไปอย่างสิ้นเชิง

•             แก่นนโยบาย: “ปฏิรูปและเปิดประเทศ” (Reform and Opening-Up) ซึ่งเป็นแนวคิดที่นำหลักการตลาดบางส่วนมาใช้ภายใต้การควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์ (เรียกว่า “สังคมนิยมแบบมีลักษณะเฉพาะของจีน” หรือการใช้สำนวนที่ว่า “ไม่ว่าจะแมวขาวหรือแมวดำ ขอให้จับหนูได้ก็พอ”)

•             การเปลี่ยนแปลง: การยกเลิกระบบฟาร์มรวม, การอนุญาตให้มีการลงทุนจากต่างชาติ, การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) เช่น เซินเจิ้น และการส่งเสริมการพัฒนาภาคเอกชน นโยบายนี้ทำให้จีน “ร่ำรวยขึ้น” และหลุดพ้นจากความยากจนอย่างรวดเร็ว กลายเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงที่สุดในโลกต่อเนื่องยาวนาน

ยุคของเติ้งได้วางรากฐานสำคัญที่ทำให้จีนกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยเปลี่ยนประเทศจากสังคมที่ปิดสู่สังคมที่เปิดรับการค้าและเทคโนโลยีจากภายนอก

3. ยุคแห่งความยิ่งใหญ่และการรวมอำนาจ: สีจิ้นผิง (พ.ศ.  2555ปัจจุบัน)

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้นำจีนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่เน้นการรวมอำนาจ การต่อต้านการทุจริต และการผลักดันให้จีนกลับมายิ่งใหญ่บนเวทีโลกอีกครั้ง

•             แก่นนโยบาย: “ความฝันจีน” (Chinese Dream) ซึ่งหมายถึงการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติจีน (Great Rejuvenation of the Chinese Nation) โดยมีเป้าหมายเพื่อให้จีนกลายเป็น “ประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัยและยิ่งใหญ่” ภายในปี 2049

•             นโยบายเด่น:

o             การรณรงค์ปราบปรามการทุจริต: การกวาดล้างเจ้าหน้าที่ทั้งระดับสูงและระดับล่างเพื่อเสริมสร้างความชอบธรรมของพรรคและรวมอำนาจ

o             นโยบายต่างประเทศเชิงรุก: การริเริ่มโครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative – BRI) เพื่อขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองทั่วโลก

o             การรวมศูนย์อำนาจ: การยกระดับสถานะของตนเองเทียบเท่ากับเหมา เจ๋อตง และเติ้ง เสี่ยวผิง ผ่าน “มติครั้งประวัติศาสตร์” และการยกเลิกการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

ในยุคนี้ จีนกลายเป็นมหาอำนาจโลกทั้งทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการทหาร ภายใต้การนำที่เข้มแข็งและเน้นการควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์อย่างสูงสุด

บทสรุป

การเดินทางของสาธารณรัฐประชาชนจีนภายใต้ผู้นำทั้งสามคนนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์อย่างน่าทึ่ง

•             เหมา เจ๋อตุง: ทำให้จีน “ยืนขึ้น” ด้วยการสร้างชาติที่เป็นเอกราชและมีอุดมการณ์

•             เติ้ง เสี่ยวผิง: ทำให้จีน “ร่ำรวยขึ้น” ด้วยการเปิดประเทศและปฏิรูปเศรษฐกิจ

•             สี จิ้นผิง: พยายามทำให้จีน “ยิ่งใหญ่ขึ้น” ด้วยการรวมอำนาจและการเป็นผู้นำระดับโลก

โดย อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยเหมาเจ๋อตุง: การเดินทางสู่ความเปลี่ยนแปลง

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยเหมาเจ๋อตุง: การเดินทางสู่ความเปลี่ยนแปลง

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยเหมาเจ๋อตุง: การเดินทางสู่ความเปลี่ยนแปลง

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประวัติศาสตร์จีนในพุทธศตวรรษที่ 25 ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการพลิกผันครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยของ เหมา เจ๋อตุง (毛泽东) (พ.ศ.2492-2519) ซึ่งเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลก      ประธานเหมาได้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนก้าวขึ้นสู่อำนาจและสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปีพ.ศ. 2492 ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่อย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ  ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม   เป็นช่วงเวลาที่ประเทศจีนเปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่รัฐสังคมนิยมภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ยึดหลักการคอมมิวนิสต์รัสเซียของ มากซ์-เลนิน แล้วพัฒนาเป็น”ลัทธิเหมา”   ซึ่งเน้นการปฏิวัติชนบทและการต่อสู้ของชนชั้น

การเดินทางไกล (Long March 长征)  ก่อนที่จะขึ้นสู่อำนาจ เหมาและพรรคคอมมิวนิสต์ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูสำคัญอย่างพรรค ก๊กมินตั๋ง ที่นำโดยเจียง ไคเช็ก การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดจนกระทั่งในปีพ.ศ. 2477  ทหารพรรคคอมมิวนิสต์ 86,000 คน ถูกกองทัพก๊กมินตั๋งล้อมไว้ จึงต้องตัดสินใจ เดินทางไกล (Long March) จากมณฑลเจียงซีไปยังส่านซี เพื่อหลบหนีการโจมตี การเดินทางครั้งนี้กินระยะทางกว่า 12,500 กิโลเมตร ผ่านภูมิประเทศที่ทุรกันดารและเต็มไปด้วยอันตราย เสียทหารไปกว่าร้อยละ 80  การเดินทางไกลไม่เพียงแต่เป็นเส้นทางหลบหนี แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการอุทิศตนและความอดทนของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งช่วยสร้างความชอบธรรมและความแข็งแกร่งให้กับเหมาในฐานะผู้นำ

กองพล 93 : ชะตากรรมของทหารก๊กมินตั๋ง   กองพล 93 เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพก๊กมินตั๋งที่ต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะ กองพลส่วนหนึ่งได้ถอยร่นเข้ามาในเขตชายแดนไทย-พม่า และไม่สามารถเดินทางกลับเมืองจีนได้ ทหารเหล่านี้ต้องใช้ชีวิตในพื้นที่ดังกล่าวและมีส่วนร่วมในการต่อสู้ในพื้นที่ชายแดน การดำรงอยู่ของกองพล 93 สะท้อนให้เห็นถึงชะตากรรมของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองและประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนของจีน

การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม  พ.ศ. 2492 เหมาเจ๋อตุงได้ประกาศก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน หลังจากชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเหนือพรรคก๊กมินตั๋ง (國民黨) ของเจียงไคเช็ก ในสงครามกลางเมืองจีนที่ยาวนานกว่า 20 ปี    เจียงไคเช็กนำทหารหนีไปเกาะไต้หวัน     การสถาปนารัฐบาลใหม่ของเหมาเจ๋อตุงนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจของจีน  มีการฟื้นฟูเมืองต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายจากสงครามกลางเมือง เมืองใหญ่อย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกวางโจว

นโยบายปฏิรูปที่ดิน (_Land Reform 土地改革)  : โดยยึดที่ดินจากเจ้าของที่ดินรายใหญ่และแจกจ่ายให้ชาวนาที่ไม่มีที่ทำกิน หรือมีที่ดินน้อย โดยเจ้าของที่ดินจะถูกนำตัวมาต่อหน้าสาธารณชนและถูกประณามในความผิดฐานกดขี่ขูดรีดชาวนา   ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชนบท  ชาวนาที่ได้รับผลประโยชน์จากนโยบายนี้กลายเป็นฐานกำลังที่สำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์จีน   ในระหว่างกระบวนการปฏิรูปที่ดิน มีเจ้าของที่ดินจำนวนมากถูกสังหารหรือลงโทษอย่างรุนแรงโดยกลุ่มชาวนาที่โกรธแค้น ซึ่งส่งผลให้เกิดความสูญเสียชีวิตอย่างมากมาย   ในระยะต่อมา ที่ดินที่ถูกแจกจ่ายให้กับชาวนาได้ถูกรวมเข้าเป็น “สหกรณ์การเกษตร” (农业合作社)  ซึ่งเป็นก้าวแรกของการรวมกลุ่มการผลิต และในที่สุดก็นำไปสู่การจัดตั้ง “คอมมูนประชาชน” (人民公社 )  ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจของจีน

นโยบาย การก้าวกระโดดครั้งใหญ่ (Great Leap Forward): เริ่มในปี 1958 เพื่อเร่งอุตสาหกรรมและการผลิตเหล็ก เมืองจีนได้รับการผลักดันให้เป็นศูนย์กลางการผลิตเหล็กและเหล็กกล้าขนาดเล็ก ประชาชนในเมืองถูกระดมให้ทำงานในเตาหลอมเหล็กในสวนหลังบ้านและโรงงานขนาดเล็ก แม้ว่านโยบายนี้จะล้มเหลวในที่สุด นำไปสู่ความอดอยากครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิตหลายสิบล้านคน  แต่ก็สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการทำให้เมืองเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรม

นโยบาย การปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution文化大革命): พ.ศ.  2509-2519 เพื่อกำจัด “แนวคิดเก่า” และศัตรูทางอุดมการณ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัด “ชนชั้นนำเก่า และค่านิยมดั้งเดิม” รวมทั้งผู้ที่มีแนวคิดทุนนิยมออกจากพรรคคอมมิวนิสต์ การปฏิวัติครั้งนี้ก่อให้เกิดความวุ่นวายอย่างรุนแรงในสังคม มีการล้างสมองเยาวชน  ทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิม และสิ่งของเก่าแก่มากมาย นักปราชญ์ นักวิทยาศาสตร์ และผู้มีความรู้จำนวนมากถูกสังหารหรือถูกส่งไปใช้แรงงานในชนบท   นักเรียนและเยาวชนในเมืองจำนวนมากถูกส่งไปทำงานในไร่นาและฟาร์มรัฐ อาคารและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่งถูกทำลาย ชื่อถนนและสถานที่ต่างๆ ถูกเปลี่ยนให้สอดคล้องกับอุดมการณ์สังคมนิยม  การปฏิวัติวัฒนธรรมสร้างความวุ่นวายในเมืองต่างๆ กองกำลังเยาวชนแดง เรดการ์ด Red Guards  ทำลายทรัพย์สินและข่มขู่ประชาชน ระบบการศึกษาและสถาบันวัฒนธรรมหลายแห่งถูกปิดหรือหยุดการดำเนินงาน

แก๊งค์สี่คนและบทบาททางประวัติศาสตร์ ในช่วงปลายยุคของเหมา แก๊งค์สี่คน (Gang of Four四人帮) ซึ่งนำโดยเจียง ชิง ภรรยาของเหมา ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างๆ พวกเขาใช้อำนาจที่มีในการควบคุมสื่อและการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสนับสนุนการปฏิวัติวัฒนธรรมและขับเคลื่อนแนวคิดแบบสุดโต่ง หลังจากที่เหมาเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2519 แก๊งค์สี่คนก็ถูกจับกุมจำคุกและถูกตั้งข้อหาเป็นอาชญากรทางการเมือง การสิ้นสุดของแก๊งค์สี่คนถือเป็นการสิ้นสุดของยุคสมัยที่วุ่นวายและเปิดโอกาสให้จีนเข้าสู่ช่วงการปฏิรูปประเทศ

สี่ทันสมัย : การเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่  หลังจากการปฏิวัติวัฒนธรรมและแก๊งค์สี่คนสิ้นสุดลง   เติ้ง เสี่ยวผิง ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำและผลักดันนโยบาย สี่ทันสมัย (Four Modernizations) เพื่อพัฒนาประเทศจีนในสี่ด้านหลัก ได้แก่ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และการป้องกันประเทศ นโยบายนี้มุ่งเน้นการเปิดรับเศรษฐกิจแบบตลาดและต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ทำให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์จีนสมัยเหมา เจ๋อตุงเต็มไปด้วยเรื่องราวความขัดแย้ง ความสูญเสีย และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากการเดินทางไกลเพื่อสร้างรากฐานของพรรคคอมมิวนิสต์ การปฏิวัติวัฒนธรรมที่ทิ้งบาดแผลไว้ในสังคม ไปจนถึงการก้าวเข้าสู่ยุคสี่ทันสมัยที่นำพาจีนไปสู่ความรุ่งเรืองในปัจจุบัน เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองและพลังของการเปลี่ยนแปลงในสังคมจีน

ความดี 7 ข้อ และข้อผิดพลาด 3 ข้อของเหมา เจ๋อตุง  

เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำจีนรุ่นต่อมาได้ประเมินว่าเหมาเจ๋อตุงได้ทำความดี 7 ประการคือ

1.รวมชาติและฟื้นฟูอำนาจของจีน : เหมา เจ๋อตุงเป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนสู่ชัยชนะในสงครามกลางเมือง และการล่าอาณานิคม สามารถรวมจีนให้เป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง หลังจากที่ตกอยู่ในสภาวะแตกแยกสงครามกลางเมืองมานานหลายทศวรรษ สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปีพ.ศ. 2492 ยุติช่วงเวลาแห่งสงครามและความวุ่นวาย

2. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน : รัฐบาลของเหมาได้ริเริ่มโครงการขนาดใหญ่เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น การสร้างถนน ทางรถไฟ และเขื่อน ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาในอนาคต

3. สร้างความเท่าเทียมทางสังคม : ยุติระบบศักดินา ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม  เพิ่มความเท่าเทียมในชนบท  โดยเฉพาะการปฏิรูปที่ดินกระจายทรัพย์สิน ทำให้ชาวนาได้เป็นเจ้าของที่ดิน เลิกธรรมเนียมการคลุมถุงชนและการกดขี่ผู้หญิง  ส่งเสริมให้หญิงจีนมีสิทธิและบทบาทมากขึ้น  ลดความแตกแยกทางภูมิภาคและชนชั้น

4. ส่งเสริมการศึกษาและการรู้หนังสือ : รัฐบาลของเหมาได้เปิดโรงเรียนทั่วประเทศและดำเนินโครงการส่งเสริมการศึกษาขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้คนจีนจำนวนมากสามารถอ่านออกเขียนได้ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

5. พัฒนาสาธารณสุขพื้นฐาน : เหมาให้ความสำคัญกับการสาธารณสุข โดยส่งหมอเท้าเปล่า และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ไปยังพื้นที่ชนบทเพื่อให้บริการแก่ประชาชน ซึ่งช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคภัยต่างๆ ได้เป็นอย่างมาก

6. สร้างความมั่นคงของชาติ : ภายใต้การนำของเขา จีนสามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงในเวทีระหว่างประเทศ และสามารถต่อต้านการแทรกแซงจากต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ    ชนะในสงครามต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามกลางเมือง ด้วยยุทธศาสตร์ “ชนบทล้อมเมือง” และสงครามประชาชน

7. เป็นแรงบันดาลใจให้แก่การต่อสู้เพื่อปลดปล่อย : อุดมการณ์ของเหมา หรือที่เรียกว่า ลัทธิเหมา (Maoism) ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ขบวนการคอมมิวนิสต์และขบวนการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยในประเทศโลกที่สามหลายแห่ง

ความผิดพลาด 3 อย่างของเหมา เจ๋อตุง

1. การก้าวกระโดดครั้งใหญ่ (The Great Leap Forward): เป็นโครงการเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนจีนจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วในช่วงปลายทศวรรษ 1950 อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงและนำไปสู่ภาวะอดอยากครั้งใหญ่ที่คร่าชีวิตคนจีนไปหลายสิบล้านคน ซึ่งนับเป็นหนึ่งในภัยพิบัติที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

2. การปฏิวัติวัฒนธรรม (The Cultural Revolution): เป็นขบวนการที่เหมาเริ่มต้นขึ้นเมื่อพ.ศ. 2509 เพื่อกำจัด “ชนชั้นกระฎุมพี” และผู้ที่มีความคิดต่อต้านการปฏิวัติ (ลัทธิแก้) ที่เขาอ้างว่าแทรกซึมเข้ามาในพรรคคอมมิวนิสต์และสังคมโดยรวม การปฏิวัตินี้ส่งผลให้เกิดความรุนแรงและความวุ่นวายอย่างกว้างขวาง โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต้องปิดตัวลง ผู้คนจำนวนมากถูกสังหารหรือส่งไปใช้แรงงานในชนบท และทำลายวัฒนธรรมอันล้ำค่าของจีนไปเป็นจำนวนมาก

3. การรวบอำนาจเบ็ดเสร็จและการปราบปรามทางการเมือง: เพื่อรักษาอำนาจ เหมาได้ใช้วิธีการที่รุนแรงในการปราบปรามผู้เห็นต่างและผู้ที่ถูกมองว่าเป็นศัตรูของพรรคคอมมิวนิสต์ ควบคุมสื่อไม่ให้เสรีภาพในการแสดงออกซึ่งนำไปสู่การสังหารหมู่และลงโทษผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก   

โดย อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สาธารณรัฐจีน ..การเปลี่ยนแปลงการปกครองของแดนมังกร

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สาธารณรัฐจีน ..การเปลี่ยนแปลงการปกครองของแดนมังกร

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ สาธารณรัฐจีน ..การเปลี่ยนแปลงการปกครองของแดนมังกร

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 ราชวงศ์ชิงซึ่งปกครองจีนมานานกว่า260 ปี เผชิญกับความอ่อนแออย่างหนัก ทั้งจากปัญหาการคอร์รัปชันภายใน ความขัดแย้งทางสังคม และที่สำคัญคือการถูกรุกรานและกดดันจากมหาอำนาจตะวันตกและญี่ปุ่น ทำให้จีนต้องยอมเสียสิทธิและดินแดนหลายครั้ง ความไม่พอใจในหมู่ปัญญาชนและประชาชนจึงทวีความรุนแรงขึ้น

การสิ้นสุดของ ราชวงศ์ชิง (พ.ศ. 2187-2455) ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีน (แมนจู)  เป็นจุดเริ่มต้นของสาธารณรัฐจีน (Republic of China – ROC) (พ.ศ.2455-2492)    ในช่วงนั้น  ประเทศจีนอ่อนแอลงมากจากปัญหาภายใน เช่น การเพิ่มขึ้นของประชากร การฉ้อราษฎร์บังหลวง และการกบฏครั้งใหญ่ เช่น กบฏไท่ผิง(Taiping Rebellion) และ กบฏนักมวย (Boxer Rebellion) รวมถึงการถูกรุกรานจากต่างชาติและการทำสงครามที่พ่ายแพ้ เช่น สงครามฝิ่น(Opium Wars), สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่ง) ซึ่งนำไปสู่การลงนามใน “สนธิสัญญาที่ไม่เท่าเทียม”(เช่น สนธิสัญญานานกิง) และถูกบังคับให้เปิดเมืองท่าค้าขาย จนต้องสูญเสียดินแดนและอำนาจอธิปไตยบางส่วน

การปฏิวัติซินไฮ่ (Xinhai Revolution)ในปี  พ.ศ. 2454 ทำการโค่นล้มราชวงศ์ชิงได้สำเร็จ  เป็นการ สิ้นสุดของระบอบจักรวรรดิ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ที่ปกครองจีนมานานกว่า 2,000 ปี และนำไปสู่การก่อตั้ง สาธารณรัฐจีน ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2455 (ค.ศ. 1912) มีดร.ซุนยัดเซ็น เป็นประธานาธิบดีคนแรก (แต่เป็นไม่นานก็ลาออกให้ยวนซือไขดำรงตำแหน่งแทน )  โดยมีปรัชญาการเมืองสำคัญคือ ลัทธิไตรราษฎร์ (San-min Chu-i) ได้แก่ ชาตินิยม ประชาธิปไตย และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน  ซึ่งต่อมาประสบความล้มเหลวในการนำไปปฏิบัติ เพราะขาดคำจำกัดความที่ชัดเจน และการตีความที่แตกต่างกันระหว่างพวกก๊กมินตั๋งกัยพวกคอมมิวนิสต์

การก่อตั้งสาธารณรัฐจีน (Republic of China)  (พ.ศ. 2455-2492)

การก่อตั้งสาธารณรัฐจีนไม่ได้นำมาซึ่งความมั่นคงในทันที ประวัติศาสตร์จีนในช่วงนี้ถูกแบ่งออกเป็นหลายช่วง:

•             ยุคสมัยขุนศึก(Warlord Era) (พ.ศ.2459-2471 ) หลังจากการสละตำแหน่งของประธานาธิบดี ยวนซือไข (ซึ่งเคยพยายามตั้งตนเองเป็นจักรพรรดิ) อำนาจส่วนกลางก็อ่อนแอลงอย่างมาก ทำให้จีนแผ่นดินใหญ่ถูกแบ่งแยกโดยอำนาจของ ขุนศึก ต่าง ๆ ที่แย่งชิงความเป็นใหญ่กัน

•             การรวมชาติของก๊กมินตั๋ง: พรรค ก๊กมินตั๋ง (Kuomintang – KMT) ภายใต้การนำของ เจียง ไคเช็ก ได้ดำเนินการ การกรีฑาทัพขึ้นเหนือ (Northern Expedition) ในช่วงปี พ.ศ. 2469-2471) เพื่อปราบปรามขุนศึกและรวมประเทศให้เป็นหนึ่งภายใต้ รัฐบาลชาตินิยม ที่เมือง หนานจิง

•             สงครามกลางเมืองจีนและสงครามต่อต้านญี่ปุ่น: ในช่วงเวลานี้ สาธารณรัฐจีนต้องเผชิญกับภัยคุกคามสองด้าน คือ การสู้รบกับ กองทัพแดงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน(Chinese Communist Party – CCP) ที่นำโดย เหมา เจ๋อตุง   โดยเหมาเจ๋อตุงสู้ไม่ได้ ต้องนำทหารหลายหมื่นคนเดินทางไกล (Long March)  10,000 กิโลเมตร ผ่านเส้นทางยากลำบาก  เพื่อถอยหนีการโจมตีของทหารก๊กมินตั๋ง ของเจียงไคเชค  จากมณฑลเจียงซีทางภาคใต้ของจีน ไปยังมณฑลส่านซีทางภาคเหนือ 

การแบ่งแยกดินแดนและการถอยร่นสู่ไต้หวัน

หลังญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในปี ค.ศ. 1945 สงครามกลางเมืองระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ปะทุขึ้นอีกครั้ง ในที่สุด พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็มีชัยชนะและได้เข้ายึดครองจีนแผ่นดินใหญ่  สถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน (People’s Republic of China – PRC) ปกครองด้วยระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ มีเมืองหลวงคือกรุงปักกิ่ง   ส่วนสาธารณรัฐจีน  (Republic of China – ROC) หนีไปตั้งมั่นอยู่ที่เกาะไต้หวัน มีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงไทเป  ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย  

โดย อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมืองจีนสมัยราชวงศ์ชิง: เมื่อชาวแมนจูครองแผ่นดินจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมืองจีนสมัยราชวงศ์ชิง: เมื่อชาวแมนจูครองแผ่นดินจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ เมืองจีนสมัยราชวงศ์ชิง: เมื่อชาวแมนจูครองแผ่นดินจีน

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ราชวงศ์ชิง หรือต้าชิงหรือ หรือราชวงศ์แมนจู  (清朝 Qing Dynasty  พ.ศ. 2187-2455 ค.ศ. 1644-1912) เป็นราชวงศ์จีนที่ต่อจากราชวงศ์หมิง การปกครอง 268 ปีสร้างมรดกทางวัฒนธรรม ศิลปะ และความรู้ที่ยังคงอิทธิพลต่อจีนสมัยใหม่ แต่ความล้มเหลวในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงและปัญหาภายในที่สะสมมานาน นำไปสู่การล่มสลายและการสิ้นสุดของระบบจักรพรรดิจีนที่มีมาเป็นเวลาหลายพันปี

ราชวงศ์ชิงเป็นราชวงศ์สุดท้ายของระบบจักรพรรดิจีน ที่ยึดอำนาจมาจากราชวงศ์หมิง  ปกครองโดยชนเผ่าแมนจู ที่เป็นชนกลุ่มน้อยเร่ร่อนอยู่ในแคว้นแมนจูเรีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน  คนแมนจูมิใช่ชาวฮั่นซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของจีน  สมัยราชวงศ์ชิง เป็นช่วงเวลาที่จีนมีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์  สมัยราชวงศ์ชิงตรงกับเมืองไทยตั้งแต่สมัยพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา  ถึงรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ในช่วงปลายราชวงศ์หมิง ประเทศจีนประสบปัญหาหลายประการ เช่นความอ่อน  แอของระบบราชการและการทุจริตคอรัปชั่น  ภัยธรรมชาติ ทำให้เกิด ความแห้งแล้ง น้ำท่วม การระบาดของโรคภัยไข้เจ็บ   เมื่อพ.ศ. 2187 (สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา) ที่เมืองจีนเกิดกบฏชาวนาที่เดือดร้อนจากภาษีและภัยธรรมชาติ เข้ายึดกรุงปักกิ่ง   ฮ่องเต้ชงจิ่นของราชวงศ์หมิงฆ่าตัวตาย ทำให้ราชวงศ์หมิงล่มสลายลง   ทหารจีนได้ขอให้กองทัพแมนจูเข้ามาช่วยปราบกบฏ แต่เมื่อปราบกบฏสำเร็จแล้ว กองทัพแมนจูไม่ยอมถอนทหาร    กลับเข้ายึดอำนาจปกครองประเทศจีน แล้วก่อตั้งราชวงศ์ชิงขึ้นปกครองจีน

ราชวงศ์ชิงได้ขยายอาณาเขตจีนจนกว้างใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยรวมทิเบต (Tibet)  เขตซินเจียง (新疆)มองโกลตอนใน (Inner Mongolia)ไต้หวัน   และส่วนใหญ่ของเอเชียกลาง

ราชวงศ์ชิงได้พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจีนหลายประการ  เช่นปรับปรุงเทคนิคการเกษตร ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและรองรับประชากรที่เพิ่มมากขึ้น   พัฒนาเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการค้าผ่านเส้นทางสายไหม     มีประชากรเพิ่มจากประมาณ 100 ล้านคนในช่วงต้นราชวงศ์เป็น 400 ล้านคนในช่วงปลายราชวงศ์  มีการนำพืชจากทวีปอเมริกามาปลูก เช่น ข้าวโพด มันเทศ และมันฝรั่ง

ในรัชสมัยของจักรพรรดิคังซี (พ.ศ. 2204–2265) ภายหลังการต่อต้านของชาวฮั่น ทำให้ราชวงศ์ชิงหันมาใช้นโยบายประนีประนอมและผ่อนปรน โดยอนุญาตให้ชาวฮั่นมีสิทธิ์สอบจอหงวนเข้ารับราชการ และมีสิทธิ์เท่าเทียมกับชาวแมนจูได้   พ.ศ.2265 สมัยพระเจ้าท้ายสระ  มีการส่งทูตอยุธยาไปเฝ้าพระเจ้ากรุงจีน  จักรพรรดิคังซีขอให้อยุธยาส่งข้าวสารมาขายที่มณฑล ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง และเจ้อเจียง โดยทางจีนไม่เก็บภาษี  เพราะเมืองจีนแห้งแล้ง ปลูกข้าวไม่พอกิน   โดยเรือที่ไปส่งข้าวนั้นขากลับก็ซื้อผ้าไหม เครื่องเคลือบดินเผา และเครื่องทองเหลืองกลับมาอยุธยา 

ในรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง Qianlong Emperor (พ.ศ. 2278-2339) ซึ่งตรงกับสมัยอยุธยาตอนปลายถึงต้นรัตนโกสินทร์    ถือเป็นยุคทองที่รุ่งเรืองของราชวงศ์ชิง พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะขยายอาณาเขตของจักรวรรดิต้าชิงโดยรวมเอเชียกลางและบางส่วนของ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

พ.ศ. 2308-2312 สมัยจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง ของจีน และพระเจ้ามังระแห่งราชวงศ์คองบอง ของพม่า  ช่วงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2  ได้เกิดสงครามจีนพม่า ที่จีนส่งกองทัพบุกพม่าตอนเหนือ ชายแดนยูนนาน  เพราะขณะนั้นพม่าส่งทหารคุกคามแคว้นไทใหญ่  เจ้าฟ้าไทใหญ่ไปขอความช่วยเหลือจากจีน จึง เกิดการสู้รบระหว่างจีนกับพม่า ต่อเนื่อง 4 ปี โดยพม่าได้รับชัยชนะ  เพราะทหารจีนที่มาจากปักกิ่งไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศที่เป็นป่าทึบ จึงป่วยด้วยไข้ป่าเป็นจำนวนมาก  ทหารจีนเสียชีวิตถึง 70,000 คน ส่วนพม่าเสียทหารไปราว 20,000 คน    พงศาวดารพม่าระบุว่า กองทัพพม่าของเนเมียวสีหบดี ที่ยึดกรุงศรีอยุธยาได้รับคำสั่งจากอะแซหวุ่นกี้ ให้เดินทางกลับพม่าโดยรีบด่วน เพื่อตั้งรับกองทัพจีน  ทำให้พระเจ้าตากสินสามารถกู้เอกราชของสยามได้ในเวลาอันสั้น

มีการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับสยาม ไว้ในบันทึกประวัติศาสตร์พงศาวดารจีนที่จัดทำขึ้นในราชวงศ์ชิง รัชสมัยเฉียนหลง เช่น เฉียนหลงตงฮวาลู่  (乾隆東華錄)  และ ชิงสือลู่清实录) ถึงการติดต่อระหว่างสยามกับจีน ว่า คณะทูตจากกรุงศรีอยุธยาได้เดินทางไปถึงกรุงปักกิ่งในปี พ.ศ. 2309 (ก่อนเสียกรุงฯ เพียงเล็กน้อย) และตกค้างอยู่ที่เมืองกวางโจว เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกในปี พ.ศ. 2310    มีการส่งทูตไปจีนในสมัยกรุงธนบุรีและต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการค้ากับราชสำนักต้าชิง

ในช่วงแรกของการก่อตั้งกรุงธนบุรี (หลัง พ.ศ. 2310) ราชสำนักจีนภายใต้การปกครองของจักรพรรดิเฉียนหลง ไม่ยอมรับสถานะความเป็นกษัตริย์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน   เพราะจักรพรรดิเฉียนหลงทรงยึดมั่นในหลักการของขงจื๊ออย่างเคร่งครัด ทรงมองว่าการที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (ซึ่งเคยเป็นขุนนาง) ขึ้นมาตั้งตนเป็นกษัตริย์แทนที่ราชวงศ์อยุธยาเดิมที่ถูกโค่นล้มไปนั้น เป็นการกระทำที่ ไม่ชอบธรรม และถือเป็น กบฏ ต่อผู้เป็นนายโดยในบันทึกช่วงแรกๆ ราชสำนักจีนมักเรียกสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ด้วยคำที่ไม่เป็นทางการ มองว่าพระองค์เป็นเพียง “นักฉวยโอกาส” หรือ “ผู้แสวงโชค” ที่ตั้งตนขึ้นมาเป็นเจ้าเมือง  ต่อมา ภายหลัง พ.ศ. 2314-2315 เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสามารถปราบปรามชุมนุมต่างๆ ได้อย่างเด็ดขาดและทำให้สยามมีความมั่นคง ราชสำนักจีนจึง ยอมรับสยามในฐานะรัฐบรรณาการ  และเริ่มส่งสินค้ามาค้าขายด้วย     การยอมรับสยามช่วยให้จีนมีพันธมิตรในการถ่วงดุลอำนาจกับพม่า ซึ่งเป็นคู่สงครามกับจีนในขณะนั้น

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในปี พ.ศ. 2325 ก็ได้ทรงรื้อฟื้นความสัมพันธ์แบบรัฐบรรณาการกับจีนและส่งพระราชสาส์นและเครื่องบรรณาการไปถวายจักรพรรดิเฉียนหลงตามธรรมเนียมเดิม ซึ่งนำมาสู่การค้าที่เจริญรุ่งเรืองระหว่างสองประเทศ

พ.ศ.2382  และ 2399  ได้เกิดสงครามฝิ่นระหว่างจีนกับอังกฤษ เนื่องจากบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ต้องการนำฝิ่นที่ปลูกในอินเดียเข้าไปขายในจีน  แต่จีนตระหนักถึงพิษภัยของสารเสพติดจึงประกาศห้ามนำเข้า และยึดฝิ่นจากพ่อค้าอังกฤษทิ้งลงทะเลที่ท่าเรือกวางโจว  อังกฤษจึงยกทัพเรือปิดล้อมเมืองชายทะเลกวางตุ้งและฮ่องกง จีนแพ้สงคราม ต้องยอมให้การค้าฝิ่นถูกกฎหมาย   ยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษเช่า99 ปี และยกเลิกการค้าแบบผูกขาด

พ.ศ. 2393-2407  (ค.ศ. 1850 – 1864)  เกิดกบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว(Taiping Rebellion) ซึ่งเป็นเป็นสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน เกิดขึ้นในช่วงปลายราชวงศ์ชิง    เกิดการสู้รบระหว่าง กองทัพของรัฐบาลราชวงศ์ชิง กับ กลุ่มกบฏที่เรียกตัวเองว่า ไท่ผิงเทียนกั๋ว (Taiping Heavenly Kingdom) หรือ อาณาจักรสวรรค์มหาสันติสุข   ผู้นำกบฏคือ หง ซิ่วเฉฺวียน (Hong Xiuquan) สาเหตุเกิดจากความไม่พอใจของชาวนาและชนชั้นล่างต่อการปกครองของราชวงศ์ชิง ความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการกดขี่ รวมถึงอิทธิพลจากความคิดแบบคริสต์ที่นำมาผสมกับความเชื่อดั้งเดิมของจีน   เป็นสงครามที่นองเลือดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ มีผู้เสียชีวิตประมาณกันว่ามีตั้งแต่ 20 ล้านคนขึ้นไปจนถึง 70-100 ล้านคน    กลุ่มกบฏยึดเมืองสำคัญได้หลายแห่ง รวมถึงเมืองหนานจิงและตั้งเป็นเมืองหลวง  แม้กบฏจะถูกปราบปรามลงได้ในที่สุด แต่เหตุการณ์นี้ทำให้รัฐบาลกลางของราชวงศ์ชิงเสื่อมอำนาจลงอย่างมาก และทำให้หัวเมืองต่างๆ มีกำลังทหารและอำนาจแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของราชวงศ์ชิงในเวลาต่อมา

พระนางซูสีไทเฮา  慈禧太后  เป็นผู้สำเร็จราชการแทนจักรพรรดิ เป็นเวลา 47 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2404 ถึง 2451 มีการสร้างทางรถไฟไปแมนจูเรียและสร้างพระราชวังฤดูร้อน    ในพ.ศ. 2438  เกิดสงครามจีน-ญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นสมัยเมจิต้องการขยายดินแดนมาทางแผ่นดินใหญ่   จึงส่งทหารบกและทหารเรือเข้ายึดเกาหลีซึ่งเป็นรัฐบรรณาการของจีน เพื่อควบคุมแหล่งแร่เหล็กและถ่านหิน   ทำให้จีนสูญเสียเกาหลีและเกาะไต้หวันให้แก่ญี่ปุ่น       

ต่อมาได้ เกิดกบฏนักมวยBoxer Rebellion ในพ.ศ. 2442-2443 ทางภาคเหนือแถบมณฑลชานตง และชิงเต่า เนื่องจาก ความไม่พอใจชาวต่างชาติตะวันตก  และการแพร่ขยายของศาสนาคริสต์  โดยมีพระนางซูสีไทเฮาสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง   มีการสังหารหมู่มิชชันนารีและผู้นับถือศาสนาคริสต์   เป็นชนวนให้พันธมิตรแปดชาติ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรีย-ฮังการี อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น และรัสเซีย นำทหาร 20,000 คนเข้าปราบปรามเอาชนะพวกกบฏได้  จีนต้องเสียค่าปรับ 450 ล้านเหรียญเงิน  และเป็นหนึ่งในเหตุล่มสลายของราชวงศ์ชิง

พ.ศ. 2427-2428   เกิดสงครามระหว่างจีนกับฝรั่งเศส(Sino-French War) เพื่อแย่งชิงอิทธิพลบริเวณตังเกี๋ยหรือเวียดนามตอนเหนือซึ่งเป็นรัฐบรรณาการของจีน เพื่อควบคุมเส้นทางการค้าแม่น้ำแดงไปยังมณฑลยูนนานของจีน   กองทัพเรือฝรั่งเศสก็ประสบความสำเร็จในการยึดเมืองฮานอย และ เซินเตย      ฝรั่งเศสสามารถทำลายกองเรือจีนที่ฝูโจวและยึดครองพื้นที่บางส่วนของไต้หวัน    ฝรั่งเศสมีชัย เวียดนามตกเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส  นำไปสู่การก่อตั้งอาณานิคมอินโดจีนของฝรั่งเศสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ตลอดระยะเวลาที่ราชวงศ์ชิงระส่ำระส่าย เป็นประเทศล้าหลังและวุ่นวาย ชาวจีนถูกชาวตะวันตกและญี่ปุ่น ขนานนามว่าเป็น คนขี้โรคแห่งเอเชีย ทำให้ชาวจีนบางส่วนมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศให้เจริญและเป็นประชาธิปไตย โดย มี ดร. ซุน ยัตเซ็น เป็นผู้นำ         

ราชวงศ์ชิงครองแผ่นดินจีนจนถึงปี พ.ศ. 2454 เกิดการปฏิวัติซินไฮ่(辛亥革命)นำโดยซุนยัดเซ็น และยวนซือไข  เริ่มโดยทหารใหม่ก่อจลาจล ลุกฮือต่อต้านราชวงศ์ชิงของชาวแมนจู   เกิดการลุกฮือทั่วประเทศ มีการสู้รบและเสียชีวิตจำนวนมาก พ.ศ. 2455 จักรพรรดิผู่อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายถูกบังคับให้สละราชสมบัติ ถือเป็นจุดอวสานของราชวงศ์ชิง และการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นเวลากว่า 2,000 ปีของประวัติศาสตร์จีน        ซุนยัดเซ็นได้เปลี่ยนแปลงประเทศนำไปสู่การปกครองแบบประชาธิปไตย ตั้งชื่อประเทศว่า สาธารณรัฐจีน (Republic of China)  นำไปสู่ยุคของความวุ่นวายทางการเมือง รวมถึงยุคขุนศึก การสู้รบระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์

การปฏิวัติซินไฮ่  พ.ศ. 2454 เป็นจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่ เป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบสาธารณรัฐ นำแนวคิดประชาธิปไตยและความทันสมัยเข้าสู่เอเชีย  และเป็นแรงบันดาลใจให้กับขบวนการปฏิวัติในเอเชียหลายประเทศ รวมทั้งการกบฏทหารหนุ่ม ร.ศ. 130(พ.ศ 2454) สมัยรัชกาลที่ 6  และ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 สมัยรัชกาลที่ 7 ในประเทศไทย

โดย อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์หยวน เมื่อมองโกลเข้าครองแผ่นดินมังกร

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์หยวน เมื่อมองโกลเข้าครองแผ่นดินมังกร

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์หยวน เมื่อมองโกลเข้าครองแผ่นดินมังกร

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ราชวงศ์หยวน (元朝 Yuan Dynasty พ.ศ. 1814-1911 ค.ศ. 1271-1368) เป็นราชวงศ์ที่มีเอกลักษณ์เป็นพิเศษในประวัติศาสตร์จีน เนื่องจากเป็นราชวงศ์แรกที่ก่อตั้งและปกครองโดยชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่ชาวฮั่น ภายใต้การนำของจักรพรรดิคุบไลข่าน ผู้เป็นหลานชายของเจงกิสข่าน จักรวรรดิมองโกลได้โค่นอำนาจราชวงศ์ซ่ง แล้วขยายอิทธิพลครอบคลุมดินแดนจีนทั้งหมด

การรุกรานของมองโกล มองโกลเป็นชนเผ่าจากมองโกเลีย ทางภาคเหนือของประเทศจีน มีความสามารถในการรบบนหลังม้าในพื้นที่ทุรกันดาร การรุกรานจีนของมองโกลเริ่มต้นในสมัยเจงกิสข่าน แต่การพิชิตจีนใต้สำเร็จในสมัยคุบไลข่าน คุบไลข่านได้รับการแต่งตั้งเป็นจักรพรรดิจีน และประกาศตั้งราชวงศ์หยวนในปี พ.ศ.1822 โดยชื่อ “หยวน” (元) หมายถึง “จุดเริ่มต้น” หรือ “ต้นกำเนิด”

การพิชิตราชวงศ์ซ่ง การต่อสู้ที่ยาวนานที่สุดคือการพิชิตราชวงศ์ซ่งใต้ ซึ่งใช้เวลานานถึง 45 ปี มองโกลได้ใช้เทคโนโลยีการทำสงครามที่ล้ำสมัย รวมถึงการใช้ปืนใหญ่และกองเรือขนาดใหญ่ การล่มสลายของราชวงศ์ซ่ง  ทำให้จีนตกอยู่ภายใต้การปกครองของต่างชาติเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

คุบไลข่านได้ดำเนินการปฏิรูปการปกครองหลายประการ รวมถึงการจัดตั้งเมืองหลวงใหม่ที่ปักกิ่ง (ขณะนั้นเรียกว่าต้าตู) และการสร้างระบบราชการที่ผสมผสานระหว่างแบบมองโกลและจีน

ราชวงศ์หยวนเป็นยุคทองของการค้าระหว่างประเทศ เส้นทางสายไหมมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก มาร์โค โปโลนักเดินทางชาวอิตาลีได้เดินทางมายังจีนในสมัยนี้และได้รับการต้อนรับจากคุบไลข่าน

การพัฒนาเทคโนโลยี  เทคโนโลยีการพิมพ์ได้รับการพัฒนาและแพร่หลาย สร้างหอดูดาวและการพัฒนาปฏิทิน แลกเปลี่ยนความรู้ทางการแพทย์ระหว่างตะวันออกและตะวันตก

ราชวงศ์หยวนเป็นราชวงศ์แรกที่ใช้ธนบัตรกระดาษเป็นเงินตราหลัก โดยมีการควบคุมจากส่วนกลาง ระบบนี้ช่วยให้การค้าขายสะดวกขึ้น แต่ก็ก่อให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อในภายหลัง

สมัยราชวงศ์หยวนเป็นยุคของการผสมผสานทางวัฒนธรรมอย่างมากมาย วัฒนธรรมมองโกล เปอร์เซีย อาหรับ และจีนได้หลอมรวมกัน เซรามิกสีน้ำเงินขาวได้รับการพัฒนาในสมัยนี้

ปัญหาและความท้าทาย เงินเฟ้อจากการพิมพ์ธนบัตรมากเกินไป การทุจริตในราชการ ความไม่เท่าเทียมระหว่างชนชั้น การจลาจลของเกษตรกร ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

การล่มสลาย

1. ปัญหาเศรษฐกิจ – เงินเฟ้อและความยากจนของประชาชน

2. ความไม่พอใจของชาวจีน – การถูกปฏิบัติเป็นพลเมืองชั้นสอง

3. ความแตกแยกภายใน – การแย่งชิงอำนาจในราชวงศ์

4. ภัยธรรมชาติ – น้ำท่วมและความแห้งแล้งที่รุนแรง

การปฏิวัติและการสิ้นสุด

การจลาจลที่นำโดยจู หยวนจาง (Zhu Yuanzhang) ซึ่งต่อมาเป็นจักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์หมิง ได้รวบรวมกำลังต่อต้านการปกครองของมองโกล การสู้รบที่ยาวนานสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 1911 เมื่อกองทัพหมิงยึดปักกิ่งได้สำเร็จ

บทเรียนสำคัญ การปกครองของมองโกลในจีนแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวทางวัฒนธรรมและความจำเป็นในการรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการปฏิรูป แม้ว่าราชวงศ์หยวนจะมีอายุสั้นเมื่อเทียบกับราชวงศ์อื่นๆ แต่อิทธิพลของพวกเขายังคงส่งผลต่อการพัฒนาของจีนในศตวรรษต่อมา

โดย  อาทร  จันทวิมล