ยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรือง ถอดเกร็ดชีวิต บี.กริม สู่นวนิยาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549490

  • วันที่ 29 เม.ย. 2561 เวลา 11:08 น.

ยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรือง ถอดเกร็ดชีวิต บี.กริม สู่นวนิยาย

โดย มัลลิกา นามสง่า / จีรวัฒน์ กล้ากะชีวิต ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ตลอดระยะเวลาสิบปีกับการทุ่มเทเพื่อสร้างสรรค์นวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง “ฝากไว้ในแผ่นดิน” (In The Kingdom) ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับ “ยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรือง” เพราะโจทย์ คือ นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของ บริษัท บี.กริม ที่ประกอบกิจการในประเทศไทยเป็นระยะเวลาถึง 140 ปี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จวบจนปัจจุบัน

ฝากไว้ในแผ่นดิน เป็นความประสงค์ของ “ดร.ฮาราลด์ ลิงค์” ประธาน บี.กริม ที่อยากนำเสนอเรื่องราวให้ออกมาในรูปแบบวรรณกรรม

“ในตอนแรกได้ปฏิเสธไป เพราะคิดไปเองว่าคงเขียนเป็นลำดับแบบ 1 2 3 ประวัติบริษัท ใครเป็นนายทุน ก่อตั้งอย่างไร  เราก็ไม่อยากทำ ท้ายที่สุดได้มีโอกาสเข้าไปคุย และได้ทราบว่าอยากให้เป็นวรรณกรรมที่มีทั้งความสนุก โศกเศร้า ครบทุกรส แต่ปัญหาคือจะไปเอาข้อมูลตรงนี้มาจากไหน

คุณลิงค์ก็ได้เล่าเรื่องครอบครัวให้ฟัง พอที่จะทำให้เห็นเนื้อหาขึ้นมาบ้าง ดูแล้วน่าจะคุยกันรู้เรื่อง ความคิดหลายอย่างตรงกัน หลังจากนั้นมีไปปรึกษาเพื่อนๆ ที่เรียนด้านเยอรมันรวมถึงอาจารย์ ต่างให้คำแนะนำว่าคนเยอรมันเป็นคนชอบจดบันทึก นึกในใจว่าท่าทางจะง่าย”

เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดเหตุไฟไหม้เอกสารสำคัญต่างๆ ของ บี.กริม เกิดความเสียหาย ทุกอย่างเริ่มต้นจากศูนย์ ยุวดีจึงตระเวนไปยังสถานที่ต่างๆ หอสมุดแห่งชาติเป็นแหล่งที่ให้ข้อมูลเยอะ ทว่าข้อมูลเหล่านั้นกระจัดกระจายราวกับแผ่นจิ๊กซอว์ที่ต้องนำมาประติดประต่อร้อยเรียง อีกทั้งยังเป็นเรื่องยากในการแปลภาษาเยอรมันให้เป็นภาษาไทย ทำให้ใช้เวลาตรงนี้นานมากและยังไม่มีความก้าวหน้าของเนื้อหาเท่าที่ควร

“ต้องตั้งชื่อเรื่องให้ได้ ถ้าเราตั้งชื่อเรื่องไม่ได้มันไปต่อไม่ได้จริงๆ แล้วคิดขึ้นมาได้ว่า ฝากไว้ในแผ่นดิน เพราะกิจการนี้มั่นคงมาเป็นร้อยปี เมื่อได้ชื่อเรื่อง ก็ทำให้เห็นภาพว่าจะดำเนินเรื่องราวไปอย่างไร”

ต่อมาเป็นขั้นตอนการสร้างโครงเรื่องเพื่อเป็นนวนิยาย “บี.กริม เริ่มมาจากร้านขายของชาวเยอรมันแห่งแรกในสยาม พอค้าขายดีเริ่มมีชื่อเสียง ถูกแต่งตั้งให้เป็นร้านขายยาหลวง คือสามารถส่งยาเข้าไปในพระราชสำนักได้ เพื่อที่จะรักษาผู้คนในพระราชสำนัก ตรงนี้ก็คือแก่นเรื่อง มีตัวละคร มีบทพูด มีความจริง เราจะพูดอะไรเพ้อเจ้อไม่ได้ ต้องระมัดระวังในการใช้ถ้อยคำหลักฐานทุกอย่างก็นำมาใส่ในนั้น

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีตัวละครที่มีที่มาที่ไปว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ เช่น มาเปิดร้านยาในสยาม ถ้าเป็นคนไทยก็ต้องมีฤกษ์ของวันเปิดร้าน เลยไปเปิดปฏิทินร้อยปี ย้อนไปเมื่อปี 1878 ว่าปีนั้นมีวันไหนที่เป็นวันดี ต้องหาเหตุผลให้ได้ว่าทำไมเปิดร้านวันนี้ พอเชื่อแบบไทยจึงค้าขายรุ่งเรืองมาจนถึงทุกวันนี้”

เนื้อหาแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ ใต้พระบรมโพธิสมภาร เปรียบเสมือนคนที่เข้ามาค้าขายในสยาม และหลังจากสิ้นยุครัชกาลที่ 5 ได้เกิดสงครามโลกครั้งสองครั้ง ใช้ชื่อ ใต้อุ้งมือชะตากรรม เพราะไม่สามารถกำหนดได้สิ้นสงครามประเทศไทยกลับเข้าสู่ยุครุ่งเรืองบ้านเมืองพัฒนามาเรื่อยๆ ให้ชื่อว่า ใต้อรุณเรืองรอง

“เท่าที่ค้นเจอ บี.กริมได้รับใช้ในเหตุการณ์สำคัญของไทยเยอะมาก อย่าง 100 ปีฉลองกรุง รัชกาลที่ 5 อยากฟื้นฟูบูรณะวัดและวังใหม่ กระเบื้องสีทอง แชนเดอเลียร์ พรม เฟอร์นิเจอร์ บี.กริม ก็รับหน้าที่สั่งเข้ามา นอกจากของตกแต่งบ้านเมืองแล้ว ยังมีเครื่องประดับ เครื่องเพชร เครื่องแบบทหารสำหรับใช้ในขบวนเกียรติยศ”

ในฐานะผู้เขียนที่ได้ค้นพบข้อมูลเห็นพัฒนาการของครอบครัวลิงค์ที่ผ่านช่วงเวลาอันยากลำบาก “ถ้าใครได้มาอ่านหนังสือฝากไว้ในแผ่นดินจะรู้สึกว่าพวกเราโชคดีมากที่เกิดมาในยุคนี้ ไม่มีสงคราม คนก่อนหน้านั้นต้องลำบากมาก คิดว่านั่นคือเหตุผลว่าเมื่อไหร่ที่เราช่วยตัวเองได้แล้วก็ควรคืนให้สังคม

ไม่ได้บอกว่าเป็นหนังสือที่ดีที่สุด แต่เป็นหนังสือที่คุณจะได้ทราบประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และการทำธุรกิจการค้า คิดว่าหายากเหมือนกันนะที่จะรวมไว้ในหนึ่งเล่ม ที่สำคัญคืออ่านสนุกวางไม่ลง”

ธรรมชาติต้องห้าม ความงามอันลึกลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549483

  • วันที่ 29 เม.ย. 2561 เวลา 10:18 น.

ธรรมชาติต้องห้าม ความงามอันลึกลับ

โดน มัลลิกา นามสง่า/จีรวัฒน์ กล้ากะชีวิต ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ศิลปะในมุมมองของการถ่ายทอดผ่านการนำเสนอในลักษณะอวกาศ ความลึกลับที่ยากจะเข้าใจกับความไม่แน่นอนที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเสน่ห์มัดใจที่ทำให้ “ปิยทัต เหมทัต” ยังคงสนุกและสร้างสรรค์ผลงานออกมาผ่าน “หิมพานต์” หรือ “อีเดน” นิทรรศการที่ท้าทายและดิ่งลึกลงไปในจิตวิญญาณ

หิมพานต์ แสดงถึงความลึกลับซับซ้อน และความงดงามของธรรมชาติผ่านพืชที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท (กัญชา) เปรียบเสมือนเรื่องราวเก่าแก่ที่มาจากคำภีร์ไบเบิล มีพระเจ้า อดัมกับอีฟ ต้นแอปเปิ้ล และงู ตัวละครเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์สะท้อนเรื่องราวในปัจจุบัน ทั้งการต้องห้าม กฎเกณฑ์ การพูดจริง พูดเท็จ จึงเป็นที่มาของชื่อนิทรรศการ หิมพานต์ ใช้การสร้างงานถ่ายภาพผ่านการส่องกล้องจุลทรรศน์

“วัตถุที่หามาถ่ายคือหัวใจของงาน ถ้าเห็นงานผมที่ผ่านมาเกือบสิบปี ผมมักจะใช้ธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจในการผลิตงานตั้งแต่ต้น จนทุกวันนี้ และการเดินทางที่ใช้ธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจ พาผมมาถึงจุดนี้ จุดที่เราเล่นกับธรรมชาติไปหลายเรื่องแล้ว ก็เหลือไม่กี่เรื่องที่จะจับประเด็นมาใช้ได้ เรื่องของธรรมชาติต้องห้ามเป็นหนึ่งในนั้น”

ศิลปินไม่ได้มีเจตนาต่อต้านหรือสนับสนุนกัญชา เพียงนำความจริงพัฒนาเป็นไอเดียตีโจทย์ออกมาเป็นภาพถ่ายและประติมากรรม

“ผมเองคาดเดาแต่แรกว่า ถ้าเราเลือกประเด็นนี้มาเล่น แล้วนำกัญชามามองผ่านกล้องจุลทรรศน์จะเป็นอย่างไร อันนี้เป็นข้อสังเกตที่ผมตั้งขึ้นมาตอนเริ่มงาน

วิธีเดียวที่ทำให้รู้ได้คือต้องลอง เลยซื้อกล้องจุลทรรศน์โบราณมาอันหนึ่ง เวลาผมจะทำอะไรค่อนข้างดูละเอียดว่าสิ่งไหนที่เหมาะกับความคิดเรา ตั้งแต่การเลือกกล้องจุลทรรศน์ อย่างสมัยนี้กล้องจุลทรรศน์แสงจะขึ้นมาตรงๆ ผมจึงเลือกใช้กล้องจุลทรรศน์โบราณมันเลือกใช้พลังงานจากกระจก ซึ่งกระจกเราสามารถหมุนพลิกแพลง และสามารถเล่นกับมุมแสงได้มากกว่า เรียกว่าทดลองได้มากกว่ากล้องแบบใหม่

ด้วยความที่กล้องโบราณเลนส์คมชัด แต่ไม่มีโค้ชติ่งกันแสงสะท้อน เพราะฉะนั้นจะเห็นแสงที่สะท้อนเหลื่อมออกมา เหมือนกับความผิดพลาด แต่สำหรับผมคือความวิเศษและสวยงามมาก ก็จะเห็นเป็นแสงที่อยู่ตามขอบๆ ในภาพซึ่งสวยงามมาก”

ด้านเทคนิคสี ปิยทัต ใช้วิธีการจัดหลังจากเซตกล้องเสร็จ โดยนำตัวอย่างเล็กๆ จากส่วนต่างๆ ของต้นกัญชา หั่นให้เล็กที่สุด และนำมาวางไว้บนแผ่นกระจกใต้เลนส์กล้องจุลทรรศน์อีกทีหนึ่ง ทำให้การขยับและการจัดคอมโพสต่างๆ เป็นไปอย่างยากลำบากทั้งเรื่องของการจัดไฟที่ต้องใช้มากกว่าหนึ่งดวงเพื่อที่จะส่องมาจากด้านข้างและด้านล่าง และส่วนสำคัญคือการใส่เจลสีต่างๆ เข้าไปตรงหน้าไฟเพื่อให้เกิดการผสมสีขึ้นมา

ทุกอย่างต้องอยู่ในกระบวนการซึ่งเป็นงานชิ้นเล็กมาก ทำให้เขาใช้เวลาในการปั้นโปรเจกต์นี้ถึง 6 เดือน โดยระหว่างทางมีการลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ กระทั่งออกมาเป็นผลงานที่น่าภูมิใจ

ภาพถ่ายในครั้งนี้ ปิยทัต เลือกใช้ทรงกลม เนื่องจากเป็นรูปทรงได้มาจากการใช้กล้องจุลทรรศน์ ยิ่งทำให้งานออกมาดูคล้ายกับแนวอวกาศนอกโลก

“เป็นความตั้งใจครับ เพราะงานส่วนใหญ่ผมออกแนวเป็นอวกาศเยอะ ที่สนใจด้านนี้เพราะมันคือความลึกลับดีๆ นี่เอง นำเสนอความลึกลับที่มีใครรู้ว่ามันคืออะไรกันแน่

ผมว่าชีวิตมันเต็มไปด้วยความลึกลับนะครับ ก็เลยชอบที่จะไม่จำเป็นต้องเข้าใจอะไรไปหมดทุกอย่าง ก็เลยเป็นประเด็นหนึ่งที่มักจะอยู่ในงานผม ส่วนที่เป็นอวกาศจักรวาล เป็นความชอบส่วนตัว ผมชอบเสพอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ไม่ใช่แค่งานศิลปะนะครับ การค้นหาทางวิทยาศาสตร์ด้วย”

นอกจากภาพถ่าย ยังมีงานประติมากรรมสำริด โดยมีความเชื่อมโยงเป็นเรื่องราวเดียวกัน “ผมเริ่มลองปั้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก็เป็นงานทดลองใหม่ที่ไม่เคยทำ ที่คิดถึงคืองูกับแอปเปิ้ล หลังจากนั้นก็หาแบบฟอร์มต่างๆ ที่เราเคยเห็นและที่เราพยายามจินตนาการออกมา เช่น หัวใจที่มีงูออกมา หัวมีรู ลูกตาที่มีเส้นตาเป็นงูสองตัวกำลังร่วมเพศกัน มีการผสมผสานฟิกเกอร์ เล่นกับอวัยวะต่างๆ แขนเริ่มกลายเป็นงู เป็นส่วนเดียวกับธรรมชาติ ความสนุกอยู่ในกระบวนทั้งคิดและทำ เป็นสวนอีเดนในอีกมิติหนึ่ง”

การสร้างศิลปะชุดนี้ไม่เพียงแต่นำเสนอธรรมชาติที่แปลกประหลาด นำมาสู่ความสวยงาม ผ่านธรรมชาติต้องห้ามเท่านั้นแต่ยังสะท้อนให้เห็นการใช้เทคนิคของศิลปินอย่างมีชั้นเชิง

“ภาพที่ผมถ่ายทอดออกมา ผมว่ามันสวยงามอย่างที่คนคาดไม่ถึง ผมเองก็ตกใจที่ผลงานออกมาสวยงามพอสมควร และเป็นอะไรที่ส่วนตัวผมไม่เคยเห็นมาก่อน” ปิยทัต กล่าวทิ้งท้าย

นิทรรศการหิมพานต์ จัดแสดงถึงวันที่ 27 พ.ค. ณ เซรินเดีย แกลเลอรี่ โอ.พี.การ์เด้นซอยเจริญกรุง 36 (โทร. 02-238-6410)

กฤตฎ์ อมรชัยฤกษ์ ปั้นหุ่นให้หล่อด้วยกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549480

  • วันที่ 29 เม.ย. 2561 เวลา 10:09 น.

กฤตฎ์ อมรชัยฤกษ์ ปั้นหุ่นให้หล่อด้วยกีฬา

โดย ภาดนุ ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

กฤตฎ์ อมรชัยฤกษ์ นักแสดงหนุ่มจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่รักการออกกำลังกายเป็นประจำ เลยทำให้เขาดูหล่อและหุ่นดีอยู่เสมอจนได้ใจแฟนคลับไปแบบเต็มๆ ปัจจุบันนี้นอกจากถ่ายทำละครเรื่อง “ซิ่นลายหงส์” และ “ปมรักสลับหัวใจ” แล้ว ถ้ามีเวลาว่างเมื่อไรหนุ่มหล่อเป็นต้องออกกำลังกายด้วยกีฬาสองชนิดนี้อยู่เสมอ

“ช่วงที่ผมเป็นวัยรุ่นจะมีกลุ่มเพื่อนที่เจอกันบ่อยๆ กีฬาที่ผมชอบในตอนนั้นก็คือฟุตบอล ส่วนกีฬาที่ผมชอบอีกอย่างก็คือบาสเกตบอล เนื่องจากผมเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลมาตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลาย แถมยังเป็นนักวิ่งด้วยครับ ส่วนฟุตบอลจะชอบเตะเล่นกับเพื่อนๆ ซะมากกว่า

แต่หลังจากเข้ามหาวิทยาลัย ผมก็ไม่ได้เป็นนักกีฬาประเภทไหนเลย อาจเป็นเพราะเราเริ่มโตแล้ว ต้องเรียน ต้องทำอย่างอื่นอีกหลายอย่าง ก็เลยไม่ค่อยมีเวลาที่จะซ้อม กระทั่งผมเริ่มเข้าวงการบันเทิง เริ่มมาเป็นนายแบบและเริ่มเดินแบบ ผมก็จะเน้นออกกำลังกายด้วยการเล่นเวตซะส่วนใหญ่ ตอนนั้นผมเล่นเวตที่ยิมแถวๆ เหม่งจ๋าย ก็เล่นอยู่หลายปีนะ แต่พอเริ่มมีงานละครเข้ามาผมจึงหยุดเล่นไปนานเลยละ เพราะมีคิวต้องถ่ายละครอยู่เรื่อยๆ เป็นปีๆ เลยครับ พอกลับมาก็เหนื่อยแล้ว วันหยุดผมก็เลยอยากนอนพักเฉยๆ ไม่อยากทำอะไรเลย”

กฤตฎ์บอกว่า ล่าสุดเขาเพิ่งกลับมาเล่นเวตได้ 3 เดือน โดยซื้อเครื่องเล่นฟิตเนสมาไว้ที่บ้านเลย เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับตัวเองในหลายๆ เรื่อง

“อุปกรณ์ฟิตเนสที่บ้านผมจะมีทั้งเครื่องที่สามารถเล่นอกหรือร่างกายส่วนบนได้ มีเครื่องที่สามารถนอนยกบาร์เบล รวมทั้งมีกระสอบทรายอีก 1 อัน ในหนึ่งสัปดาห์ผมจะเล่นเวต 4 วัน โดยแบ่งเป็นส่วนๆ วันนี้เล่นอกกับแขน วันต่อมาเล่นหลังกับไหล่ และวันต่อมาเล่นขากับหน้าท้อง เป็นต้น คือต้องบอกว่าซิกซ์แพ็กที่เกิดขึ้น ความจริงผมไม่ค่อยได้เล่นหน้าท้องเท่าไรนะ แต่มันอาจเกิดจากการที่ผมออกกำลังกายถึงหรือโฟกัสกล้ามเนื้อได้ถูกต้องซะมากกว่า

หน้าท้องผมจึงไม่มีไขมัน ทั้งที่ผมไม่เคยกินอาหารคลีนเลยนะ แต่โชคดีว่าร่างกายผมอาจจะเผาผลาญได้ดี ที่ผ่านมาผมจึงไม่เคยมีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินเลยละ แต่ถ้าอยากมีกล้ามก็ต้องกินโปรตีนเสริม บางคนกินโปรตีนแล้วหยุดออกกำลังกายก็จะอวบขึ้น แต่ผมถ้าหยุดกินจะผอมลงไปอีก กล้ามจะหดลง จึงน่าจะเกี่ยวกับระบบเผาผลาญของผมมากกว่า ปัจจุบันนี้ผมก็เล่นเวตอย่างเดียว ไม่ได้กินโปรตีนเลยครับ” (ยิ้ม)

กฤตฎ์บอกว่า เขาสูง 183 ซม. หนัก71 กก. ซึ่งตามความจริงแล้วอาจจะดูผอมไปด้วยซ้ำ ฉะนั้นหลักๆ แล้วเขาจึงเล่นเวตเพื่อรักษาความฟิตแอนด์เฟิร์มของหุ่นไว้ซะมากกว่า ส่วนกีฬาอีกชนิดที่เขาชอบก็คือการชกมวย

“ผมชอบการชกมวยมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เพราะชอบในเรื่องศิลปะการต่อสู้ ช่วงที่เรียนชั้นประถมจะมีเพื่อนของคุณพ่อซึ่งเป็นทหารมาสอนผมชกมวย เพราะเขารู้ว่าผมชอบ ตั้งแต่นั้นมาผมก็จะซ้อมชกลมบ้าง ชกกระสอบทรายบ้างเป็นระยะ เมื่อเรารู้ท่วงท่าการชกมวยที่ถูกต้องแล้ว เราก็สามารถฝึกการเคลื่อนไหวให้ร่างกายตื่นตัวอยู่เสมอหรือฝึกให้เกิดความคล่องแคล่วได้

ปัจจุบันนี้ผมก็ยังคงซ้อมชกมวยอยู่ที่บ้านกับกระสอบทรายบ้าง แต่จะไม่ได้ไปซ้อมลงนวมแบบมีคู่ซ้อมเป็นเรื่องเป็นราว เพราะโดยนิสัยส่วนตัวแล้วผมชอบทำอะไรคนเดียว อีกอย่างการซ้อมชกมวยมันสามารถซ้อมคนเดียวได้ ก็เลยไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องนี้สักเท่าไรครับ”

กฤตฎ์เสริมว่า ทั้งการเล่นเวตและชกมวย นอกจากจะช่วยให้หุ่นดี ใส่เสื้อผ้าแล้วดูเท่แล้ว กีฬาสองชนิดนี้ยังช่วยให้มีพลังในการทำงานด้วย เพราะการถ่ายละครแต่ละฉากนั้นต้องใช้พลังเยอะมาก บางครั้งไปเช้ากลับดึกก็บ่อย ดังนั้นการออกกำลังกายเป็นประจำจึงช่วยให้ร่างกายรู้สึกมีพลังมากยิ่งขึ้น

“สำหรับข้อควรระวัง หากเล่นเวตคนเดียว แนะนำว่าไม่ควรใช้น้ำหนักมากเกินไป เพราะหากเราเล่นคนเดียวถ้ายกหนักไปอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ หรืออาจเกิดการบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นพิการได้เลย อย่างผมเองก็มีอาการกล้ามเนื้อฉีกบริเวณไหล่มาแล้ว เนื่องจากเล่นคนเดียวและใช้น้ำหนักมากไป จนทำให้ต้องพักยาวทีเดียว

สำหรับผู้ที่คิดอยากจะออกกำลังกาย ผมแนะนำว่าวันนี้คิดปุ๊บ แล้วเริ่มทำเลยดีกว่า อย่ามัวแต่คิด อย่างเดียว เพราะไม่เช่นนั้นก็จะไม่เห็นผลหรือเห็นประโยชน์ของการออกกำลังกายสักที ผมว่าทุกเรื่องในชีวิตเลยนะ ถ้ารู้สึกว่าทำแล้วดีต่อตัวเองก็ให้ลงมือทำเลยครับ เพราะถ้ามัวแต่คิดก็จะไม่ได้ทำสักที อย่างผมเองถ้าปิดกล้องละครเรื่องล่าสุดเมื่อไร ผมก็จะกลับไปเข้ายิมที่มีเทรนเนอร์แบบจริงจังเพื่อพัฒนาร่างกายด้วยเช่นกัน”…ติดตามที่ IG : krit_wong

ตำนานจักรยาน แห่งอเมริกันชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549478

  • วันที่ 29 เม.ย. 2561 เวลา 09:59 น.

ตำนานจักรยาน แห่งอเมริกันชน

โดย Withaya Heng

จักรยาน… ถือกำเนิดขึ้นในทวีปยุโรปราวต้นศตวรรษที่ 19 และมีพัฒนาการแบบลองผิดลองถูกอยู่เป็นเวลานานกว่าจะมาลงเอยกับตัวถังทรง Diamond Frame ในแบบปัจจุบันเมื่อปี 1889 ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ อิกนาซ ชวินน์ (Ignaz Schwinn) วิศวกรเครื่องกลในโรงงานผลิตจักรยานได้อพยพย้ายถิ่นฐานจากเยอรมนีมาตั้งรกรากที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา

ที่นี่.. เขาได้เข้าทำงานในโรงงานผลิตจักรยานอยู่ระยะหนึ่ง และต่อมาด้วยการสนับสนุนด้านเงินทุนจากเพื่อนของเขา อิกนาซ ได้เข้าซื้อโรงงานจักรยานขนาดเล็กหลายแห่งมารวมเข้าด้วยกัน และก่อตั้งบริษัท อาร์โนลด์ ชวินน์ แอนด์ คอมพานี (Arnold, Schwinn & Company) ผลิตจักรยานภายใต้แบรนด์ชวินน์ (Schwinn) ซึ่งในเวลานั้นจักรยานเป็นที่นิยมอย่างมากในสหรัฐ และชิคาโกถือเป็นศูนย์กลางการผลิตจักรยานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

อิกนาซ ไม่หยุดอยู่เพียงจักรยาน เขายังได้ซื้อกิจการรถมอเตอร์ไซค์ 2 แห่ง และนำมาควบรวมกันเป็นเอกเซลซิเออร์-เฮนเดอร์สัน (Excelsior-Henderson) ซึ่งผลิตและออกจำหน่ายในช่วงกลางทศวรรษที่ 1910 มอเตอร์ไซค์ เอกเซลซิเออร์-เฮนเดอร์สัน สามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้เป็นอันดับสามรองจากอินเดียน (Indian) และ ฮาร์ลีย์-เดวิสัน (Harley-Davidson) เท่านั้น แต่เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งรุนแรง หรือ Great Depression ในช่วงทศวรรษที่ 20 เอกเซลซิเออร์-เฮนเดอร์สัน ประสบปัญหาทางการเงินจนต้องปิดตัวเองลงในที่สุด

อิกนาซ ชวินน์ เกษียณตัวเองในวัย 71 และส่งไม้ต่อให้กับลูกชายคือ แฟรงก์ ดับเบิลยู. ชวินน์ รับหน้าที่บริหารงานต่อ ซึ่งแฟรงก์ได้หันกลับมาทุ่มเทความสนใจให้กับจักรยานอย่างเต็มที่อีกครั้ง ในทศวรรษต่อมา ชวินน์ ได้พัฒนาจักรยานที่ใช้ล้อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 26 นิ้ว และรองรับยางหน้ากว้างที่มียางในอยู่ด้านในอีกชั้นหนึ่ง ในสมัยนั้นเรียกกันว่ายางบอลลูน โดยตัวเฟรมนั้นนำรูปแบบมาจากมอเตอร์ไซค์ครูสเซอร์ เอกเซลซิเออร์-เฮนเดอร์สัน นั่นเอง

จักรยานรุ่นใหม่นี้ถูกเรียกชื่อติดปากกันว่า ชวินน์ เอกเซลซิเออร์ (แม้ว่าจะมีรุ่นแยกย่อยออกไปอีกมากมายก็ตาม) ด้วยท่อบนที่โค้งต่อเนื่องลงไปถึงตะเกียบท่อนั่ง คานตรงเสริมด้านล่างท่อบนประกบด้วยกล่องอเนกประสงค์ที่ทำเลียนแบบถังน้ำมัน ทำให้มันดูสวยงามโดดเด่นเหนือจักรยานอื่นๆ ในท้องตลาด แฮนด์ยกสูงที่กว้างช่วยให้ขี่ง่าย และยางบอลลูนที่ให้ความนุ่มนวลอย่างแตกต่าง ทั้งหมดนี้ทำให้ ชวินน์ เอกเซลซิเออร์ ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วและครองใจอเมริกันชนมายาวนานกว่า 30 ปี ในทศวรรษที่ 1950 ประมาณกันว่า 1 ใน 4 ของจักรยานที่ขี่กันในอเมริกาจะต้องเป็นชวินน์

ในทศวรรษที่ 1960 ชวินน์บุกตลาดจักรยานสำหรับเด็กโดยจับเอา เอกเซลซิเออร์มาย่อส่วนลงมา เพื่อใช้กับล้อขนาด 20 นิ้ว แฮนด์ถูกยกสูงยืดยาวขึ้นมาเหมือนท่าลิงกางแขน และเบาะยาวที่เหมือนนั่งบนโซฟา เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชวินน์ สติงเรย์ (Schwinn Stingray) จักรยานขวัญใจเด็กๆ ทุกหมู่เหล่า ที่จะพาพวกเขาตะลุยไปได้ทุกที่

ในปี 1971 On Any Sunday ภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับการแข่งขันมอเตอร์ไซค์โมโตครอส นำแสดงโดย สตีฟ แมคควีน ดาราดังในยุคนั้น ออกฉายในโรงภาพยนตร์ สารคดีเปิดเรื่องด้วยฉากการแข่งขันจักรยานออฟโรดของเด็กๆ ซึ่งแน่นอนเด็กทุกคนล้วนแต่ขี่ชวินน์ สติงเรย์ ฉากการโดดเนินเลียนแบบการแข่งโมโตครอส และการขี่ยกล้ออย่างยาวนานไปตามถนน ได้สร้างภาพประทับใจที่ติดตาตรึงใจไปกับเด็กทุกๆ คน และทำให้กระแสจักรยานออฟโรดสำหรับเด็กนั้น โหมกระพือไปทั่วทั้งอเมริกา จนเกิดเป็นจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ (BMX-Bike Motocross) ในอีกไม่กี่ปีต่อมา

ปลายทศวรรษที่ 1970 ประวัติศาสตร์ได้ซ้ำรอยอีกครั้ง เมื่อกลุ่มวัยรุ่นในตอนเหนือของแคลิฟอร์เนียหันมานิยมการขี่จักรยานออฟโรดลงมาจากเขา พวกเขาได้นำจักรยานครุยเซอร์ในยุคทศวรรษที่ 30-40  อย่าง ชวินน์ เอกเซลซิเออร์ มาทำการดัดแปลงเปลี่ยนแฮนด์ แต่งเบรก เพิ่มชุดเกียร์ ที่เลือกใช้ชวินน์ เอกเซลซิเออร์ ก็เนื่องจากตัวเฟรมมีความแข็งแรงและยางบอลลูนหน้ากว้าง ช่วยซับแรงสะเทือนได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือมันเป็นจักรยานที่ทุกบ้านมีทิ้งไว้ในห้องเก็บของ

ความนิยมในการขี่จักรยานแบบใหม่นี้ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว มีการจัดการแข่งขันกันในหลายๆ ท้องถิ่น เหล่านักแข่งต่างคนต่างโมดิฟายจักรยานของตัวเองกันอย่างสุดความสามารถ จนในที่สุดนักแข่งที่มีความสามารถเชิงช่างก็เริ่มต่อเฟรมของตนเองขึ้นมา จนเกิดเป็นจักรยานเมาเทน ไบค์ (Mountain Bike) ที่นิยมกันไปทั่วโลก ดังนั้นคงจะไม่เกินเลยไปถ้าจะกล่าวว่า ชวินน์ เอกเซลซิเออร์ คือต้นกำเนิดของเมาเทน ไบค์ และชวินน์ สติงเรย์ คือผู้ให้กำเนิดจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์

ในทศวรรษที่ 1990 กระแสการดำเนินธุรกิจแบบควบรวมกิจการถาโถมเข้าใส่ธุรกิจทุกประเภท ชวินน์ ก็ไม่อาจต้านกระแสนั้นได้จึงถูกขายให้กับบริษัท แปซิฟิก ไซเคิล (Pacific Cycle) และต่อมาบริษัท ดอเรล อินดัสทรีส์ (Dorel Industries) ยักษ์ใหญ่ในวงการกีฬาจากแคนาดาได้เข้าถือหุ้นใหญ่ในแปซิฟิก ไซเคิล

ปัจจุบัน ชวินน์ ยังคงผลิตและจำหน่ายจักรยานในแนวทางที่ตัวเองถนัด คือเน้นไปในตลาดจักรยานสำหรับทุกเพศทุกวัย และแน่นอนว่า ชวินน์ เอกเซลซิเออร์ และชวินน์ สติงเรย์ ได้กลับเข้าสู่สายการผลิตอีกครั้ง ให้สมกับที่เป็น …ตำนานที่ยังมีลมหายใจ…

เนิบช้าสุขใจ วิถีสโลว์ไลฟ์ แบบ ศิรดา อัศวานันท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549477

  • วันที่ 29 เม.ย. 2561 เวลา 09:53 น.

เนิบช้าสุขใจ วิถีสโลว์ไลฟ์ แบบ ศิรดา อัศวานันท์

โดย อณุสรา ทองอุไร-จิระวัฒน์ กล้ากะชีวิต

คุณแม่ลูกสองที่ยังสวย ออย-ศิรดา อัศอานันท์ กับชีวิตที่ถูกออกแบบไว้ภายหลังการแต่งงาน แม้ก่อนหน้าจะทำงานมาแล้วหลากหลายรูปแบบ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่หันกลับมามองตัวเอง เวลาที่ผ่านไปในแต่ละวันล้วนขลุกอยู่กับหน้าที่การงาน จนไม่เหลือเวลาให้ทบทวนตัวเอง หรือทำประโยชน์อื่นๆ ให้แก่สังคม เธอจึงวางแผนใช้ชีวิตในแบบสโลว์ไลฟ์อย่างที่เลือกเองหลังจากมีลูก

ปัจจุบันนี้เป็นแม่บ้าน ดูแลจัดการทุกอย่างในบ้าน ขณะเดียวกันยามว่างก็มักจะหากิจกรรมทำเป็นงานอดิเรกไปด้วย โดยเฉพาะกับงานฝีมือที่ต้องใช้จินตนาการ และทักษะทางด้านศิลปะ ซึ่งเป็นแนวทางความชอบส่วนตัว ขอแค่มีใจรักและมีเวลามากพอที่จะอยู่กับมัน ก็พร้อมที่จะเรียนรู้และนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับความชอบได้หลายอย่าง

แม้จะเรียนจบด้านจิตวิทยามา แต่ด้วยใจรักจึงหมั่นฝึกฝนที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งชิ้นงานที่ทำออกมาส่วนมากจะเป็นการตกแต่งตะกร้า ใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้ออกมาสวยงาม เริ่มทำตะกร้าใช้เองเมื่อ 7 ปีที่แล้ว คนเห็นชอบเยอะก็ทำขายเป็นงานอดิเรก ตอนนั้นยังมองว่าเป็นสิ่งใหม่ แต่ตอนนี้คนเริ่มทำเยอะมากขึ้น เธอจึงเลิกทำตรงนั้นไป แต่ก็ยังมีทำใช้เองในครอบครัวและให้เพื่อนๆ ญาติๆ บ้างตามโอกาส

นอกจากจะทำเป็นงานอดิเรกแล้วอีกจุดประสงค์หลัก คือ อยากนำความรู้ส่วนที่มีเพื่อไปบอกและสอนเด็กๆ ที่โรงเรียนปัญญาประทีป อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา สืบเนื่องจากว่าในยามว่างเธอจะเข้าไปช่วยสอนเด็กๆ ในวิชาที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่ หรือที่เรารู้จักกันดีอย่าง วิชาการงานพื้นฐานอาชีพ ในเรื่องของการจัดดอกไม้ จัดจาน ทำอาหาร และงานประดิดประดอยทั่วไป และยังจัดตั้งกองทุน รวมถึงงานต่างๆ ในโรงเรียน เพราะที่นี่เป็นโรงเรียนวิถีพุทธที่ลูกๆ ของเธอเรียนอยู่

เธอบอกว่า สิ่งหนึ่งเวลาไปสอนที่โรงเรียนจะเน้นให้เด็กทำเองด้วยสองมือ คือ พึ่งพาตนเองให้มากที่สุด เพราะปัจจุบันมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย จนบางครั้งอาจลืมไปว่าสองมือของเราก็ทำได้ อย่างที่ผ่านมาสอนทำพิซซ่า ก็จะเริ่มมาตั้งแต่การปั้นเตาดินเพื่อสำหรับใช้ในการอบ หรือการปั้นแป้งต่างๆ สิ่งเหล่านี้พอเวลาเด็กๆ ได้ลงมือทำแล้วผลงานออกมา จะช่วยเพิ่มความภาคภูมิใจ และได้ความรู้ในขั้นตอนการทำมากกว่าที่จะใช้เงินซื้ออย่างเดียว

“อย่างเวลาลูกๆ อยู่บ้าน แล้วอยากกินขนม เราก็จะดูว่าในบ้านมีวัตถุดิบอะไร เราก็จะมาช่วยกันทำขนมกินกัน เช่น ถ้าอยากทำขนมปังอบ เราจะไม่ไปซื้ออุปกรณ์มาทำ แต่เราจะดูว่าในครัวมีอะไร ในสวนหลังบ้านมีฟักทอง มีเผือก เราก็จะอบขนมปังผสมเผือกหรือฟักทอง เพื่อสอนให้ลูกรู้ว่าเราควรอยู่กับธรรมชาติให้มากที่สุด พึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด ไม่ใช่จะเข้าซูเปอร์แล้วซื้อทุกอย่างโดยที่ทำอะไรเองไม่เป็นเลย อยากกินพิซซ่า เราอบกินเอง มันสะอาด อร่อย สดใหม่ แถมยังได้ใช้เวลาร่วมกัน เด็กๆ จะภูมิใจที่เขามีส่วนร่วมจนเป็นชิ้นขนมออกมา มันจะอร่อยเป็นพิเศษ พอวันหยุดเขาจะตั้งตารอว่าวันหยุดนี้จะทำอะไรกันดี” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

นอกจากนี้ เธอยังปลูกดอกไม้ ผัก ผลไม้ เลี้ยงไก่เพื่อกินไข่ และเลี้ยงลูกหมูเล็กๆ เพื่อให้ลูกๆ ได้เห็นวิถีธรรมชาติ และเพื่อนำผลผลิตมาใช้ในครอบครัว โดยจะปลูกแบบธรรมชาติปลอดสารเคมีทุกชนิด วิถีชีวิตในแบบสโลว์ไลฟ์ของเธอก็กำลังเติบโตและสร้างความสุขไปพร้อมๆ กับสิ่งที่เธอปลูก ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้น้อยใหญ่ในบริเวณรอบๆ ตัวบ้านที่อาศัย หรือพืชผักสวนครัวนานาพันธุ์ที่แทบไม่ต้องใช้เงินซื้อเลย

โดยจุดเริ่มต้นมาจากชอบทำอาหารทานเองและทำถวายพระเป็นประจำ ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารสไตล์ฝรั่ง เพราะเราชอบตกแต่งจานอาหาร อย่างถ้าจะไปซื้อของมาตกแต่งเองก็คงจะสิ้นเปลืองไม่น้อย เลยคิดว่าเลือกใช้วัตถุดิบที่มีในบ้านมาทำดีกว่า หลักๆ ที่ปลูกก็เป็นอะไรที่คนในครอบครัวมักจะทานเป็นประจำ อย่างสามีชอบทานอาหารประเภทแกงกับผักลวก เราก็จะปลูก ตำลึงหวาน โหระพา ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ของบ้านส่วนหนึ่งกลายเป็นสวนที่อุดมไปด้วยพืชพันธุ์หลากหลายชนิด อาทิ มะยงชิด แก้วมังกร มะเดื่อ ราสพ์เบอร์รี่ แอปเปิ้ล พีช แบล็กเบอร์รี่ รวมถึงดอกไม้และผักต่างๆ

เธอบอกว่าโชคดีที่สามีมีหน้าที่การงานมั่นคงจึงลาออกมาเป็นแม่บ้านได้ ตอนที่ยังทำงานนอกบ้านรู้สึกว่าเวลาหายไปเยอะ เงินเดือนก็ไม่ได้เหลือมากมาย แต่ในทางกลับกันเมื่ออยู่บ้านและลดค่าใช้จ่ายส่วนที่ไม่จำเป็น เรื่องเสื้อผ้า รองเท้า การแต่งตัวต่างๆ แล้วปลูกผัก ผลไม้กินเอง อยากทำอะไรก็ไปหยิบได้ที่สวน ตัดปัญหาค่าใช้จ่าย การเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต “เพราะเมื่อก่อนเวลาไปซื้อของ ด้วยความกลัวลูกจะไม่อิ่ม จะไม่มีกิน คนเป็นแม่ก็จะซื้อทุกสิ่งทุกอย่างจนท้ายที่สุดเหลือ กินไม่หมด ก็ต้องทิ้งไปเนื่องจากใช้ไม่ทัน ที่สำคัญคือเรื่องของเวลา ตรงนี้มองว่าช่วยให้เราได้ทบทวนว่าการทำงานไม่จำเป็นต้องได้ผลตอบแทนมาเฉพาะในรูปของเงิน แต่มีเวลาให้ลูก ได้ทำอะไรที่ให้ประโยชน์กับคนอื่นบ้าง ก็เอาประสบการณ์เหล่านี้ไปสอนเด็กๆ ช่วยทางโรงเรียนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย มีความสุขกว่าเยอะ”

นอกจากนี้ เธอยังนำวิธีการคิดในแบบสโลว์ไลฟ์มาปรับใช้เพื่อสอนลูกได้อย่างดีอีกด้วย “ที่มีโอกาสมาทำตรงนี้ได้เพราะตัดสินใจมาปลูกบ้านที่ปากช่อง หลายๆ อย่างเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะลูกชายมีพัฒนาการที่ดี สังเกตได้ว่าพฤติกรรมจากที่เคยดื้อรั้นก็เปลี่ยนไป สาเหตุหนึ่งคงเป็นเพราะสภาพแวดล้อมและธรรมชาติที่ดี เหมือนเป็นการเปิดโลกให้เขาพร้อมที่จะเรียนรู้และรับสิ่งดีๆ ในขณะที่ลูกสาวเองเป็นคนชอบทำอาหาร ปกติก็มักจะดูคลิปในยูทูบและออกไปซื้อวัตถุดิบมาทำตาม แต่เราจะสอนให้ลูกรู้จักใช้ของที่มีอยู่ เพราะบางอย่างมันสามารถผสมหรือใช้แทนกันได้ นอกจากเป็นการประหยัดยังให้เขารู้จักใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งลูกๆ เองก็ปรับตัวได้ดีกับสิ่งที่เราสอน” เธอกล่าวอย่างมีความสุข

เหตุที่ตัดสินใจทิ้งความวุ่นวายกับชีวิตในเมืองเพื่อออกมาอยู่ต่างจังหวัดบ้าง เธอบอกว่า “ความสุขในชีวิตเรา คือ การได้มีเวลาทบทวนและพัฒนาตนเอง ทุกวันนี้ใช้วิธีนั่งสมาธิ เดินจงกรม พิจารณาว่ามีอะไรที่ต้องปรับหรือเพิ่มอย่างไร การฝึกปฏิบัติเช่นนี้ส่งผลทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ยิ่งเรานำหลักธรรมเข้ามาใช้ ส่วนตัวเป็นคนชอบฟังเทศน์เพราะเมื่อฟังแล้วมักจะได้ข้อคิดแนวทางการใช้ชีวิตดีๆ มากมาย ที่สำคัญข้อดีของการที่ออกมาใช้ชีวิตในต่างจังหวัดมันทำให้ได้เห็นวัฒนธรรมของคนพื้นถิ่น เห็นคนแก่หอบข้าวของไปทำบุญที่วัด อีกอย่างคือการเดินทางก็ไปได้ง่าย ต่างจากเมืองกรุงที่จะไปไหนทีก็ลำบากเพราะปัญหาการจราจรติดขัดทำให้หงุดหงิดน่าเบื่อ”

เมื่อเห็นอย่างนี้ก็เกิดคำถามในใจว่าทำไมไม่ใช้ชีวิตแบบนั้นบ้าง ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องโซเชียล ที่สามารถตัดเฟซบุ๊กได้ไหม หรือต้องจับมือถือตลอดทั้งวันหรือเปล่า เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมหรือการใช้ชีวิตเรียบง่าย มันทำให้มีชีวิตที่ช้าลง จนกระทั่งรู้สึกว่าในบางวันเงินไม่มีความจำเป็นและเป็นตัวชี้วัดทุกอย่าง วันที่ไม่ได้ออกนอกบ้านก็ไม่ต้องใช้จ่ายอะไร หิวก็ยังมีอาหารที่ปลูกไว้ทานได้ อย่างตอนนี้ที่บ้านเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมูแคระ แต่หมูแคระจะเลี้ยงไว้เป็นสัตว์เลี้ยง ส่วนของไข่ไก่ก็นำมาทำอาหารได้ เรียกว่าทุกอย่างที่ปลูกที่เลี้ยงไว้ในบ้านสามารถนำมาประกอบอาหารได้หมด

ทุกวันนี้ยอมรับว่าชีวิตมีความสุขมากขึ้นกับสิ่งที่มีอยู่รอบตัว เหมือนฝันที่วางไว้เป็นจริง เพราะคิดเสมอว่าในบั้นปลายชีวิตอยากอยู่ต่างจังหวัด วัฒนธรรม อากาศ สิ่งแวดล้อมต่างๆ แบบวิถีสโลว์ไลฟ์ที่มีความสุขและออกแบบเองได้

‘ผู้พันเบิร์ด’จัดหนัก!!ล้างบางอิทธิพลเถื่อนร่วมงาน’เต๋า-ปีเตอร์’ราบรื่นใน’ตี๋ใหญ่2ฯ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/343996

'ผู้พันเบิร์ด'จัดหนัก!!ล้างบางอิทธิพลเถื่อนร่วมงาน'เต๋า-ปีเตอร์'ราบรื่นใน'ตี๋ใหญ่2ฯ'

‘ผู้พันเบิร์ด’จัดหนัก!!ล้างบางอิทธิพลเถื่อนร่วมงาน’เต๋า-ปีเตอร์’ราบรื่นใน’ตี๋ใหญ่2ฯ’

วันศุกร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 12.17 น.

กลับมาเพิ่มดีกรีความมันส์ยิ่งขึ้น สำหรับซีรี่ส์ “ตี๋ใหญ่2 ดับ เครื่อง ชน” ทางช่องMONO29”(โมโนทเวนตี้ไนน์) งานนี้หนึ่งในผู้จัดและนักแสดงนำอย่าง “ผู้พันเบิร์ด-พันเอกวันชนะ สวัสดี” จัดหนักจัดเต็มในบท “รองเผด็จ” นำทีมล้างบางอิทธิพลเถื่อนพร้อมปราบปรามยาเสพติด  และยังได้ปะทะฝีมือกับ “เต๋า-สมชาย เข็มกลัด” รวมถึงผู้จัดผู้กำกับ “ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม” ที่ต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจให้ผลงานออกมาอย่างราบรื่น

“สำหรับซีซั่นนี้รับบทรองเผด็จนะครับ เข้ามาสู่การปราบปรามยาเสพติดเต็มตัว จัดการกับอิทธิพลเถื่อนต่างๆ  ถ้าพูดถึงความเข้มข้น รูปแบบความเข้มข้นของตัวละครมันเปลี่ยนไป ตัวละครใหม่เข้ามา ส่วนตัวละครเดิมถ้าใครดูในซีซั่นที่หนึ่ง มันมีการพัฒนาของตัวละครยิ่งขึ้น  สำหรับการร่วมงานกับพี่เต๋าเค้าเป็นนักแสดงมืออาชีพอยู่แล้ว ประสบการณ์ของเค้าก็สามารถทำให้น้องๆทีมงานรวมถึงนักแสดงด้วยกันแสดงง่ายขึ้น มีส่วนช่วยให้การถ่ายทำไหลลื่น พี่เต๋าเองมีความเป็นกันเองสนุกสนาน สำหรับปีเตอร์มีร้อยให้ร้อยมีพันให้พัน ด้วยความที่เค้าเป็นนักแสดงมืออาชีพด้วย ปีเตอร์ได้รับนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม เพราะฉะนั้นการกำกับของเค้าก็เหมือนการถ่ายทอดตัวเองลงไปด้วย พอเค้ากำกับเองก็เหมือนเข้าถึงตัวละครทุกตัวเองด้วย รวมถึงการตีบทละเอียดมาก ส่วนมากไม่ค่อยปล่อยผ่านจะมีมาตรฐานของเค้า บทนี้ความแตกต่างของตำรวจกับทหารไม่ได้แตกต่างอะไร อุดมการณ์ไม่ได้แตกต่างอะไร แต่มันยากตรงที่การถ่ายทอดเวลาเหตุการณ์นั้นๆมากกว่า โดยรวมรองเผด็จไม่ยาก แต่ยากแต่ละตอนมากกว่า สำหรับเรื่องนี้ ผมแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนเนื้อหาสาระ กับส่วนบันเทิง เนื้อหาสาระเราจะเห็นการดำเนินไปของขบวนการยาเสพติด การมีกระบวนการยังไงบ้าง เพราะถ่ายทอดออกมาของตำรวจยังไงบ้าง แล้วก็ความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก เพื่อนร่วมงาน การหักหลัง ที่เกิดขึ้นในสังคมมันเป็นข้อคิดได้ ในส่วนของความบันเทิงในเรื่องของแอ็คชั่น ดราม่าชีวิต เราก็ติดตามได้ความบันเทิงไปด้วย การจัดแสงที่สวยงาม ที่มีละเอียดแสงสวยมาก มันเหมือนฮอลลีวูดทำ เพราะฉะนั้นผมบอกได้เลยว่าของไทยเราไม่แพ้ต่างชาติ แอ็คชั่นที่ใส่ลงไปมีกลิ่นของความ ดราม่าลงไปด้วย  ฝากติดตามซีรี่ส์ตี๋ใหญ่ 2 ดับเครื่องชน ด้วยนะครับ ทางโมโนทเวนตี้ไนน์ครับ”ติดตามชมความสนุกครบรสซีรี่ส์ “ตี๋ใหญ่2 ดับ เครื่อง ชน” ทุกวันอาทิตย์ เวลา 15.00 น. ได้ทางช่อง “MONO29”(โมโนทเวนตี้ไนน์)เริ่มอาทิตย์ที่ 17 มิ.ย.นี้

‘TMG RECORD’เปิดตัวศิลปินใหม่วงแชร์ส่งซิงเกิ้ลแรก’มาทางไหน กลับไปทางนั้น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/343992

'TMG RECORD'เปิดตัวศิลปินใหม่วงแชร์ส่งซิงเกิ้ลแรก'มาทางไหน กลับไปทางนั้น'

‘TMG RECORD’เปิดตัวศิลปินใหม่วงแชร์ส่งซิงเกิ้ลแรก’มาทางไหน กลับไปทางนั้น’

วันศุกร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 12.12 น.

เป็นค่ายเพลงทางภาคใต้ที่กำลังมาแรงในตอนนี้ ที่มีศิลปินดังๆอย่าง วง L.กฮ.,วงกลม,วงฮาร็อค,ตาโอ๋ วงเซอร์,โซแมน,เปิดเกมส์,วงดนตรีวาซาบิ และอีกมากมาย ทั้งยังทยอยปล่อยเพลงกันต่อเนื่องทุกสัปดาห์ และล่าสุดก็ได้เปิดตัวน้องใหม่มากความสามารถ วงแชร์ ที่มาจากการรวมตัวของ 5 หนุ่มที่มีใจรักในดนตรี เก้า-ศักดิ์สุนาท สุทธิชน (ร้องนำ),ภีร์-ภีรพัฒน์ ดำชื่น (กลอง),กบ-มีชัย ทิ้งชั่ว (เบส),ปอนด์-ดลการ อ่อนประสงค์ (กีต้าร์),เบส-สุรชัย สังข์นุ้ย (กีต้าร์) ปล่อยเพลงแรกออกมาให้แฟนเพลงได้ชมกันแล้ว มาทางไหน กลับไปทางนั้น เพลงร็อคกระแทกใจ ที่พูดถึงคนที่เลิกรากันไปทำให้ฉันเสียใจแทบตาย แต่วันนี้เธอกลับมาเพื่อขอคืนดี ในวันที่ฉันไม่เสียใจอะไรอีกแล้ว ซึ่ง เก้า-ร้องนำ ได้พูดถึงการทำงานในเพลงนี้ว่า

“พวกเราตื่นเต้นและดีใจมากครับ ที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับค่ายใหญ่ อย่าง TMG RECORDการทำงานก็มีความดันอยู่บ้าง เนื่องจากเราเป็นวงน้องใหม่ในค่าย แต่ผมก็เชื่อมั่นในศักยภาพของเพื่อนๆในวงรวมถึงทีมงานในค่ายด้วยครับ สำหรับเพลง มาทางไหน กลับไปทางนั้น ของพวกเราที่ปล่อยไปให้แฟนเพลงได้ฟังกันนั้น ผมเป็นคนแต่งเองครับ ด้วยส่วนตัวผมชอบแต่งเพลงอยู่แล้ว เพลงนี้สมาชิกในวงก็มีส่วนร่วมในเรื่องของการใส่เสียงดนตรีครับ กระแสตอบรับจากแฟนเพลงถือว่าค่อนข้างดีครับ เพราะเราเป็นวงน้องใหม่ในค่าย สุดท้ายนี้ ผมในฐานะตัวแทน วงแชร์ อยากขอขอบคุณโอกาสดีๆที่ พี่เทพ ได้มอบให้มากๆครับ รวมถึงพี่ๆทีมงานเบื้องหลังในค่าย TMG RECORD ทุกคนที่เหน็ดเหนื่อยเพื่อผลักดันคนเบื้องหน้าครับ และที่สำคัญอยากขอบคุณแฟนเพลง แฟนคลับ ทุกคน ที่เปิดใจยอมรับพวกเรา ชื่นชอบเพลง มาทางไหน กลับไปทางนั้น ฝากติดตามผลงานและเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะครับ สามารถเข้าไปชมเพลงของพวกเราได้ที่ Youtube ช่อง TMG RECORD CHANNEL นะครับ”

‘แบงค์’สุดฟิน’มุกดา’จูบส่งท้าย หวานละมุนละไมใน’พันธกานต์รัก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/343991

'แบงค์'สุดฟิน'มุกดา'จูบส่งท้าย หวานละมุนละไมใน'พันธกานต์รัก'

‘แบงค์’สุดฟิน’มุกดา’จูบส่งท้าย หวานละมุนละไมใน’พันธกานต์รัก’

วันศุกร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 12.11 น.

พันพาย สายฟิน ส่งความจิ้นจัดเต็มให้แฟนๆ กันมาจนถึงโค้งสุดท้ายกันแล้ว บอกเลยว่าวันจันทร์-อังคารหน้าเสนอเป็นตอนจบ รับรองฝุ่นตลบเป็นสีชมพูอย่างแน่นอน เพราะมีฉากฟินๆ ระหว่าง แบงค์-อาทิตย์ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ และ มุก-มุกดา นรินทร์รักษ์ มาให้ชมกันอย่างต่อเนื่องจุใจ โดยเฉพาะฉากจูบส่งท้ายสุดฟิน แถมยังมีเรื่องราวหักมุม ดราม่า คาดไม่ถึงอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของนภชล (แนท-ณัฐชา นวลแจ่ม) ที่สุดท้ายจะหยุดความร้ายได้หรือไม่ หรือเรื่องราวดราม่าภายในครอบครัวคมน์พิมุกต์ที่ตอนจบจะคลายปมได้อย่างไร รับรองมีทั้งหวานปนเศร้าเคล้าไปด้วยรอยยิ้ม เรียกได้ว่าครบรสถูกใจแฟนๆ อย่างแน่นอน

ในโซเชียลฟินจนติดเทรนด์ทวิตเตอร์ตลอด ผมก็เขินๆ นะ ที่แฟนละครอยากให้ผมเล่านิทานให้ฟังก่อนนอนเหมือนที่เล่าให้นางเอกฟังในเรื่อง (หัวเราะ) ส่วนของมุกก็อยากให้มีฉากมโนบ่อยๆ เพราะดูแล้วน่ารักมาก บอกเลยครับว่าโค้งสุดท้ายตอนที่เหลือ ทั้งหวานละมุน ดราม่าเข้มข้น สนุกครบรสแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของนภชล พี่ทองเอก หรือเรื่องราวดราม่าระหว่างผมกับคุณพ่อ แถมยังมีเรื่องราวหักมุมให้แฟนๆ คาดไม่ถึงกันอีกด้วย ตบท้ายด้วยฉากซึ้งๆ ของ #พันพาย ที่รับรองว่าฟินกระจายแต่จะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องมโนอีก ต้องติดตามห้ามพลาดนะครับ”

ติดตามความฟินส่งท้ายของคู่จิ้น #พันพาย #แบงค์มุกดา ได้ในละคร “พันธกานต์รัก” วันจันทร์ที่ 11 และ วันอังคารที่ 12 มิ.ย.นี้ (ตอนจบ) เวลา 20.15 น. ทาง ช่อง 7HD กด 35และ Facebook LIVE ทาง Fanpage BBTV Channel7 หรือรับชมย้อนหลังได้ทางBUGABOO.TV

‘เต้-ดาวิชญ์’หนุ่มฮอตคลีโอชวนดูซีรีส์เรื่องใหม่ สุดลุ้นระทึก’social death vote’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/343990

'เต้-ดาวิชญ์’หนุ่มฮอตคลีโอชวนดูซีรีส์เรื่องใหม่ สุดลุ้นระทึก'social death vote'

‘เต้-ดาวิชญ์’หนุ่มฮอตคลีโอชวนดูซีรีส์เรื่องใหม่ สุดลุ้นระทึก’social death vote’

วันศุกร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 12.08 น.

เรื่องราวที่สะท้อนเกี่ยวกับการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คในสังคมปัจจุบัน ได้เข้ามารวมอยู่ในซีรีส์เรื่อง“Social  Death Vote” ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความน่าตื่นเต้น ข่าวฉาวต่างๆ ซึ่งเกิดจากความคึกคะนองของเด็กวัยรุ่นในยุคนี้ “เต้-ดาวิชญ์ กรีพลฤกษ์” อีกหนึ่งหนุ่มนักแสดงสุดหล่อ มาพร้อมกับความสามารถมากมาย ได้เริ่มก้าวเข้าสู้วงการบันเทิงจากเวทีการประกวดหนุ่มคลีโอ ก่อนจะเริ่มมีผลงานการแสดงตามมา ถึงเห็นลุคภายนอกดูสุขุมแบบนี้ แต่เต้เคยได้แสดงในซีรีส์แนวรักของวัยรุ่น ทำให้สาวๆหลายคนหลงไหลกันไปเลยทีเดียว และในซีรี่ส์เรื่องนี้ถือว่าได้เปลี่ยนอารมณ์ไปกับเนื้อหาที่มีความเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม เต้ได้รับบทบาทเป็นเหมือนพี่ชาย ที่คอยดูแลเทคแคร์น้องๆ

โดย เต้ เผยว่า “ ในเรื่องรับบทเป็นเต้ครับ  คาแรคเตอร์ของผมก็จะเป็นผู้ชายอบอุ่น ก็ใกล้เคียงกับตัวผมเองครับ เพราะว่าตัวเต้ชีวิตจริงเองก็เป็นพี่ชายคนโตอยู่แล้วด้วยครับ ชอบที่จะดูแลน้องๆ ถ้าถามเกี่ยวกับโซเชียลมีเดีย ส่วนตัวผมเองนะครับได้คิดว่ามันเหมือนดาบสองคมนะครับ มันสามารถใช้ในทางที่สร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ได้เยอะมากๆ แต่ถ้าเราใช้แบบผิดๆมันก็ทำให้เกิดเรื่องได้เหมือนกันครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ทุกคนคิดแล้วก็ระมัดระวัง แล้วก็อยากให้ใช้ไปในทางที่เกิดประโยชน์กับตัวเองหรือสังคมดีกว่าครับ เพราะถ้าเราทำอะไรที่ไม่ดีลงไปในโลกโซเชียลเนี่ยมันกระจายไปได้ไวมาก ส่วนถ้าผมโดนแชร์คลิปหลุดไปผมว่าคงเป็นอะไรที่เฟลมาก เป็นสิ่งที่แย่ที่สุดในชีวิตเลยครับ และไม่อยากให้เกิดกับตัวเองหรือใครเลยครับ อย่างเช่นเรื่อง “social death vote” นะครับ ผมว่ามันให้แง่คิดกับเรามากเลยครับ ว่าในโลกของโซเชียลเน็ตเวิร์คมันสามารถให้ประโยชน์หรือทำให้เกิดโทษ และมันทำร้ายคนอื่นได้ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมก็ตามครับ ยังไงก็ฝากทุกคนไว้ด้วยนะครับกับซีรี่ส์เรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจและใกล้ตัวมากสำหรับกลุ่มวัยรุ่นครับ”

เมื่อขาดสติ จนใช้โซเชียลไปในทางที่ผิด จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้กับการ ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คของเหล่าวัยรุ่น มาร่วมลุ้นและติดตามกันได้ในซีรี่ส์ “social death vote” ได้ทุกคืนวันเสาร์เวลา 20.30-21.30 น.ทางช่อง 28

‘จันทร์จวง’หัวร้อน อัด’ร่างทรงพุ่มพวง’ปลอม จิตป่วย ท้าเจอซึ่งหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/343989

'จันทร์จวง'หัวร้อน อัด'ร่างทรงพุ่มพวง'ปลอม จิตป่วย ท้าเจอซึ่งหน้า

‘จันทร์จวง’หัวร้อน อัด’ร่างทรงพุ่มพวง’ปลอม จิตป่วย ท้าเจอซึ่งหน้า

วันศุกร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 12.06 น.

จากกรณีฮือฮา ร่างทรงพุ่มพวง ดวงจันทร์ โผล่ จนทำให้คนในครอบครัวออกมาฉะว่าไม่จริง เป็นของปลอม มากเกินไปจะฟ้อง ล่าสุด รายการโหนกระแส วันที่ 7มิ.ย. โดย หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอยได้เปิดใจสัมภาษณ์ “คุณไก่ จันทน์จวง   จิตร์หาญ” น้องสาวราชินีลูกทุ่ง และคุณซีดี  จิรภัทร  ชนะสิทธิ์ แฟนพันธุ์แท้พุ่มพวง ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

คุณซีดีเป็นใคร?

ซีดี : “เป็นแฟนคลับและสะสมติดตามชีวิตของแม่ผึ้ง เป็นแฟนพันธุ์แท้”

คุณไก่สนิทกับคุณผึ้งมาก?

ไก่ : “มีช่วงหนึ่งที่เรียนอยู่ที่บ้านกำแพงเพชร ช่วงนั้นห่าง แต่จบป. 6 ก็อยู่กับพี่ผึ้งยาว”

การร้องเพลงเรียนจากคุณผึ้ง?

ไก่ : “ไม่ค่ะ รู้พักลักจำ อยู่ช่วยถือของ กระเป๋า เวลาถ่ายหนังถ่ายละคร ร้องเพลง แต่ถ้าไปงานวงก็ร้องด้วย”

คุณผึ้งตอนฝึกร้องเพลง ฝึกร้องในโอ่ง?

ไก่ : “ตอนนั้นพี่ผึ้งไม่ได้ฝึกอย่างนั้น รุ่นหลังๆ ก็โดน พี่ผึ้งเป็นอัจฉริยะอยู่แล้ว ฟังจากวิทยุข้างบ้าน ใช้ตรงนั้นจำเอา แล้วพ่อกับแม่ก็สอน”

คุณเชื่อมั้ยว่าคุณพุ่มพวง ทุกวันนี้วิญญาณยังไม่ไปไหน?

ไก่ : “เชื่อค่ะ เชื่อจากตัวเองที่สัมผัสได้ และรู้สึกได้ แต่ไม่ได้บอกว่ารู้สึกแล้วมาพูดคุยกันได้ มันจากสิ่งที่เราคิดไปเองหรือเป็นเรื่องบังเอิญ แต่บางอย่างบังเอิญไม่ได้เกิน 3 ครั้ง เหมือนเรื่องเสื้อผ้าพี่ผึ้ง หุ่นขี้ผึ้งที่บ้านแม่ทุกปี เราจะเป็นคนดูแลโดยการเปลี่ยนชุด หลายปีที่ผ่านมาจะไปดูชุดที่วัดทับกระดาน จะมีแฟนเพลงเอาสิ่งของเครื่องประดับ เราก็เอาตรงนั้นมาแต่งให้พี่ผึ้ง แต่ชุดขาว เราไปเดินค้นกัน เราบอกว่าพี่ผึ้งอยากได้ชุดไหนก็เลือกเอง เพราะเราไม่รู้ ชุดนี้เป็นชุดที่มัดอยู่ในถุง แล้วอยู่ในเก๊ะที่ปิดเข้าไปอีก มีตู้บังอีก ไม่น่าจะหาเจอได้จริงๆ เราไปเลื่อนตู้กระจกออกมาแล้วเปิดลิ้นชักถึงจะเจอชุดนี้มัดอยู่ในถุง”

อะไรดลใจ?

ไก่ : “ไม่รู้ แต่รู้สึกว่าไปกับพี่สาวที่อยู่ในรูป ก็บอกว่าเจ๊ลองดึง มันหาแล้วก็มีเยอะเสื้อผ้า แต่มันยังไม่ได้ รู้สึกว่าตัวเราเองรู้สึกว่าไม่ใช่ จนเจอชุดนี้ก็โอเคจบ เลิกหา”

ชุดอยู่ที่วัดทับกระดาน?

ไก่ : “ไม่ค่ะ อันนี้อยู่ที่บ้านแม่กำแพงเพชร แต่ชุดอยู่ที่วัดทับกระดาน เป็นชุดที่ไปเอามาปีละครั้ง เพื่อเอามาเป็นชุดให้หุ่นที่บ้าน อย่างชุดสีแดง จะอยู่ในกระท่อมติดกับหุ่น ซึ่งอยู่ลึกอยู่ข้างใน เราก็ไม่กล้าเข้าไป กลัวงู ต้องให้พี่สาวค่อยๆ ค้นเพราะมันเยอะมาก จนเจอชุดนี้แล้วใส่พอดี ไม่มีตรงไหนไม่ใช่เลย”

เหมือนมาเลือกเอง?

ไก่ : “ใช่ แล้วจะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไง มันเป็นสิ่งที่เราไปล้วงหา ถามว่าเราจะรู้ได้ยังไง คนที่เขาเก็บตรงนั้นเขามีหน้าที่เก็บเพราะของเยอะ จะอยู่ในหลายๆ จุด แต่ชุดสีแดงจะอยู่ในกระท่อม”

มุมกลับกัน หลายคนอาจมองว่าเป็นเหตุบังเอิญ แล้วคุณเคยคุยกับคุณผึ้งแบบเป็นๆ มั้ย?

ไก่ : “ถ้าบอกว่าเคยเห็นมา ตอน 3 วันแรกเสียชีวิต ยืนยันได้ว่าเห็น ด้วยความเป็นน้อง  มาตั้งแต่วันแรกเลย มาเรียกให้เราลุก ตอนนั้นรดน้ำศพพี่ผึ้งเสร็จไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า มือยังเปื้อนน้ำอบ ก็ชิงหลับไปก่อน ตื่นมาก็รู้สึกว่าทุกคนหลับหมดแล้ว ตอนนั้นได้ยินเสียงหมาหอน เหงื่อแตกพลั่กเลย ลืมตาอยู่ในผ้าห่ม ได้ยินเสียงเดินมาที่ปลายเท้า บอกว่าไก่ๆ ลุก ไก่แรกก็ไม่ชัด เหมือนต้องการอยากคุยกับเรา ก็ตะโกนเรียกพ่อ พ่อหื้อ ก็โดด บอกว่าพี่ผึ้งมา”

ได้ยินแค่เสียง?

ไก่ : “เสียงลากเท้ามา มาหยุดที่ปลายเท้าจริงๆ นะ ตอนนั้นไม่ได้หลับและไม่ได้ฝัน”

คืนที่สอง?

ไก่ : “หลังจากที่เจอ ก็ไปเคาะที่โลง บอกว่าพี่ผึ้ง หนูกลัว อยากบอกอะไรมาบอกในฝันนะ หนูกลัว คราวนี้นอนกลาง พ่อนอนข้างๆ ก็มาเวลาเดิม ตีสาม หมาหอนอีก จะมีเก้าอี้โยกที่พี่ผึ้งนั่งเป็นประจำ แล้วบานเกร็ดจะมีแสงไฟที่ลอดออกมา เราก็เปิดผ้าห่มออกมาเพื่ออยากรู้ พยายามใจแข็งให้ถึงที่สุด ก็เห็นพี่ผึ้งนั่งครึ่งตัว นั่งโยกๆ”

ฝันหรือเปล่า?

ไก่ : “ไม่ฝัน ไม่ตาฝาด นั่งอยู่ในเสื้อตัวเดียวกัน แล้วนั่งร้องไห้ เราก็หันไปเรียกพ่อเหมือนเดิม หันกลับไปอีกทีก็ไม่เจอแล้ว”

คืนที่สาม?

ไก่ : “มายืนปลายเท้าเวลาเดิม แล้วมาเรียกพ่อ เราก็ได้ยิน พ่อก็หื้อๆ ขานรับพี่ผึ้ง เหมือนเขาอยากพูดอะไรมากกว่านั้นแต่พูดไม่ได้ ก็เรียกพ่อๆ พ่อก็หื้อๆ สามครั้งที่สัมผัสได้ชัดๆ เลย”

ระหว่างหยุดพักถ่ายทำ คุณพูดว่าได้กลิ่นน้ำหอมแล้วคุณก็ขนลุก?

ไก่ : “ได้กลิ่นน้ำหอมที่พี่ผึ้งใช้ เราไม่ได้มโน ก็พยายามดมว่าใครใช้ พี่ผึ้งเขาจะมียี่ห้อที่เขาใช้ประจำ ก็ได้กลิ่นนี้เลย”

คุณซีดีได้กลิ่นมั้ย?

ซีดี : “ไม่ได้กลิ่น”

เป็นแฟนพันธุ์แท้ยังไง?

ซีดี : “ก็สะสมของ ศึกษาเรื่องราวทุกอย่าง รู้ประวัติ เก็บของสะสมทุกอย่างเกี่ยวกับพุ่มดวง ดวงจันทร์”

คุณเชื่อมั้ยว่าวิญญาณยังอยู่?

ซีดี : “เชื่อครับ”

สามีคุณไก่ก็ได้กลิ่นตลอดและขนลุกตลอด?

ไก่ : “เขาเป็นคนไม่เชื่ออะไรเลย”

คุณซีดีเคยเจอเรื่องราวปาฏิหาริย์พุ่มพวง?

ซีดี: “เคยเจอครับ เป็นความเชื่อนะครับ คือผมสะสมของทุกอย่าง มีครั้งหนึ่งได้ไปเห็นภาพแม่ผึ้งเป็นเซ็ตถ่ายนิตยสารฉบับนี้ ซึ่งฉบับนี้ผมยังไม่มี ผมก็พูดกับคุณแม่ว่าอยากได้มากเลย เย็นวันนั้นมีคนติดต่อเข้ามา ถามว่าเป็นเรื่องบังเอิญได้มั้ยก็ได้ แต่เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดแค่ครั้งเดียว บางทีอยากได้อะไรก็ได้ ส่วนตัวผมเชื่อ ผมเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”

สามีคุณไก่เคยท้าทายคุณผึ้ง?

ไก่ : “ตอนนั้นเพิ่งจะคบกันได้ไม่นาน เหมือนถ้าพี่ผึ้งมีจริงก็มาทานข้าวกับผมมั้ย เท่านั้นแหละ ไปทานก๋วยเตี๋ยวกัน ปรากฏว่าเขาสั่งมาเยอะมาก เราก็บอกว่าไม่กินลูกชิ้นเหรอ เขาไม่เคยเรียกตัวเองแทนพี่ เขาบอกว่าพี่ไม่ชอบกินหมู ไม่รู้หรือไง ปกติเขาไม่พูดคำว่าพี่”

คุณผึ้งไม่กินหมู?

ไก่ : “เขาไม่ค่อยกิน จะกินผักกินอะไร ตอนนั้นสั่งก๋วยเตี๋ยวไป 3 ชาม แล้วก็บอกว่าทำไมเขากินขนาดนี้ พอเราเห็น เราก็พอรู้แล้วว่าไม่น่าจะใช่ เขาไม่ค่อยพูด กินๆๆ แล้วก็เดินออกไป มองซ้ายมองขวาแล้วพูดว่า เปลี่ยนไปเยอะนะ เหมือนกับในห้างที่อีเกีย”

ตอนนั้นยังไม่มีอีเกีย?

ไก่ : “ใช่ เขาก็พูดเหมือนโลกมันเปลี่ยน เขาก็ไม่พูดกับเรา เดินเอามือไขว้หลัง ซักพักถึงมาคุยกับเรา กลับบ้านมาก็อ้วก เพราะเขาอิ่มมาก แต่ตอนที่พี่ผึ้งกิน เขาไม่อิ่มเลย”

ร่างทรงพุ่มพวง ดูแล้วเป็นยังไง?

ไก่ : “จะบอกว่าเต้นเหมือนพี่สาวคนที่ 6 แต่เขายังไม่ตาย พี่ผึ้งไม่ได้เต้นแบบนี้ แล้วด้วยสิ่งที่เขาเป็นไม่ทำอะไรแบบนี้อยู่แล้ว เขาชอบแต่งสาหรี่ แต่ชอบแต่งเฉพาะงานหรือเฉพาะร้อง เขาพิถีพิถันเรื่องการแต่งตัว อะไรที่ทำให้ตัวเองดูไม่ดี ตลก จะไม่มีทาง”

ซีดีเชื่อมั้ย?

ซีดี : “ไม่เชื่อ อย่างแรกเลยแม่ผึ้งจะมาทำไมในงานแบบนี้ ทำไมต้องผ่านคนนี้ จุดประสงค์มาเพื่ออะไร  ไม่มีเหตุให้ต้องมา อย่างสิ่งศักดิสิทธิ์ท่านอื่นมีแค่นามธรรม แต่แม่ผึ้งมีทั้งนามธรรมและรูปธรรมให้เลือก เราเลือกสนใจในรูปธรรมไม่ดีกว่าเหรอ มีบทเพลง รูปถ่าย ของจริงให้ดู ไม่ต้องมาดูคนนี้”

โกรธมั้ย?

ซีดี : “ไม่โกรธแต่อย่าทำดีกว่า”

คุณไก่โกรธมั้ย?

ไก่ : “ตอนแรกโกรธ แต่พอดูไปเรื่อยๆ ก็สงสาร นึกในใจว่าเขาป่วยหรือเปลา มีอะไรผิดพลาดมั้ย ขนาดเราเป็นน้อง ยังไม่เคยขนาดนี้เลย ได้รู้สึกว่าสัมผัสนิดหน่อย แต่เป็นขนาดนี้มันไม่ใช่”

คุณท้าทายว่าถ้าเข้าเมื่อไหร่จะขอเจอหน่อย?

ไก่ : “ฝากถามทุกคน ตอนนี้ที่เราไม่เห็นหรือเห็นอยู่แล้วและกำลังทำอยู่ ถ้าบอกว่าเป็นคนทรงพุ่มพวง ขอให้มาบอก จะขอเจอหน่อย จะถามไม่กี่คำถาม ถ้าตอบได้จะกราบเท้าเดี๋ยวนั้นเลย”

คุณเคยมีการพูดคุยกับคุณผึ้งผ่านร่าง ร่างหนึ่ง?

ไก่ : “เคยค่ะ แต่เป็นครอบครัวเดียวกัน เขาบอกว่าจะมีคนเอาของชิ้นใหญ่ เป็นสร้อยมาขายให้ ผ่านพี่สาวนี่แหละ นั่งๆ คุยกัน แล้วน้ำเสียงจะเปลี่ยน เราจะรู้ว่าลักษณะการคุยของพี่น้องเป็นแบบไหน อันนี้นานแล้วนะ เขาบอกว่าไม่เกิน 1 อาทิตย์จะมีของชิ้นใหญ่มาขาย ให้ซื้อไว้ แล้วก็มาจริง งงมาก”

มาถึงทำยังไง?

ไก่ : “เขาเอามาให้ดู แล้วตกลงกัน เขาขอถ่ายรูปเพื่อเก็บไว้ดู ปรากฏว่าถ่ายไม่ติด ถ่ายรูปสร้อยไม่ติด ยังไงก็ไม่ติด ใช้มือถือถ่ายเขาก็คิดว่ามือถือเขาเสีย เขาก็ไปซื้อมือถือใหม่เดี๋ยวนั้นเลย แต่ก็ยังไม่ติด แต่พวกเราถ่ายติดค่ะ คนนั้นเขาก็ช็อก แต่ก็รู้แหละว่าทำไม เอาเป็นว่าเขาก็ช็อก แต่อย่าไปพูดถึง”

คุณไก่ไปไหนมาไหน ต้องพกสิ่งนี้ไปด้วยตลอด?

ไก่ : “บัตรประชาชนกับกระดูกพี่ผึ้ง ก็เป็นคนที่เฝ้าตอนพี่ผึ้งป่วย  มันไม่ค่อยออกข่าว มีบางรายการที่เขาอยากรู้ เราก็เก็บเอาไว้”

นี่คือบัตรประชาชนคุณผึ้งแท้ๆ น้องสาวเก็บไว้ อีกสิ่งหนึ่งคือกะโหลกศีรษะคุณผึ้ง?

ไก่ : “ต้องบอกว่ากระดูกพี่ผึ้งแบ่งเป็นสองส่วน ตอนนั้นได้มาจากพี่พุ่มนี่แหละ แม่เก็บไว้อีกส่วน เคยมีคนเห็นนานมากแล้ว สมัยนี้ไม่ค่อยมีคนเห็น ทุกสิ่งทกอย่างเป็นแค่ความรู้สึกเราและครอบครัวเรา เหมือนพี่ผึ้งผ่านกับพี่สาวเราได้หรือใครได้แต่ก็เฉพาะกับครอบครัว พี่ผึ้งเป็นคนที่ใครท้าไม่ได้”

คุณอยากให้ประชาชนมองพี่ผึ้งแบบไหน?

ไก่ : “อยากให้ทุกคนมองพี่ผึ้งแบบสิ่งที่เขาเป็นคือราชินีลูกทุ่งพุ่มพวงดวงจันทร์ ชีวิตต่อสู้ปากกัดตีนถีบมาตลอด เป็นลูกกตัญญู เป็นบุคคลตัวอย่างที่ควรจะเอาเป็นครู ทุกคนเอาเป็นครูได้ แต่ไม่อยากให้มองเห็นว่าพี่ผึ้งเป็นเจ้าแม่ ทรงคนโน้นคนนี้ ถ้าพี่ผึ้งอยู่ก็ไม่สบายใจให้คนมองแบบนั้น อยากให้มองว่าสิ่งที่เขาทำไว้คืออะไร”

ฝากอะไรถึงร่างทรง?

ไก่ : “ถ้าพี่รักและศรัทธาพี่ผึ้งจริงๆ ก็ขอร้องเลยนะคะ ว่าอย่าทำและขอให้หยุดซะ เพราะหนูเชื่อว่ายังไงก็ไม่มีแบบนี้ พี่ผึ้งไม่สามารถไปลงไปผ่านหรือสัมผัสอะไรกับพี่ได้เลย หนูกล้ายืนยัน”