เด็กเล็กนอนกรน ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/538901

  • วันที่ 03 ก.พ. 2561 เวลา 16:16 น.

เด็กเล็กนอนกรน ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

 โดย เบญจวรรณ รัตนวิจิตร

 สุขภาพการนอนของเด็กเป็นเรื่องสำคัญ อาจส่งผลหยุดหายใจขณะเด็กหลับ เป็นเรื่องที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย พบบ่อยในช่วงอายุก่อนวัยเรียน และช่วงวัยอนุบาล

ผู้ปกครองควรเฝ้าสังเกต หากลูกมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมก้าวร้าว ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ หงุดหงิดง่าย สมาธิสั้น ควรปรึกษาแพทย์

พญ.ภัสสรา เลียงธนสาร แพทย์กุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า อาการนอนกรน (Obstructive Sleep Apnea Syndrome (OSAS)) คือความผิดปกติของระบบการหายใจที่เกิดขึ้นในขณะหลับ เกิดจากทางเดินหายใจมีการอุดกั้นบางส่วน หรืออุดกั้นอย่างสมบูรณ์ ซึ่งมักเกิดเป็นพักๆ ในขณะหลับ จึงทำให้เกิดการรบกวนต่อระบบการระบายลมหายใจและระบบการนอนหลับ

ภาวะนอนกรนในเด็ก (Snoring Children) พบได้ประมาณ 2% ของประชากร และพบได้ทั้งในเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายเท่าๆ กัน แต่จะพบในแบบที่ไม่เป็นอันตรายบ่อยกว่า

ทั้งนี้ แพทย์จะต้องทำการตรวจวินิจฉัยเด็กที่นอนกรนในลักษณะอันตราย หรือมีความผิดปกติของการหายใจ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้

การนอนกรนอาจเป็นอันตรายได้ หากการนอนกรนนั้นเกิดร่วมกับภาวะการหายใจที่ลดลง หรือหยุดหายใจในขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea Syndrome)

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภท ได้แก่ 1.ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ที่เกิดจากการหายใจไม่ออก เนื่องจากทางเดินหายใจแคบหรือตัน 2.ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ที่เกิดจากความผิดปกติของสมองที่ควบคุมการหายใจหรือกล้ามเนื้อ

ในแบบแรกจะพบได้ค่อนข้างบ่อยกว่า ในช่วงอายุประมาณ 2-6 ขวบ เพราะทางเดินหายใจของเด็กในวัยนี้ยังมีขนาดเล็ก หากยิ่งมีอาการป่วยเป็นหวัดบ่อยๆ จะยิ่งทำให้ต่อมทอนซิลกับต่อมอะดีนอยด์โตขึ้นจากการอักเสบ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการหายใจไม่ออก ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในเลือดต่ำลง ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่พอเพียง ทางเดินหายใจถูกอุดกั้น ต้องใช้พลังในการหายใจค่อนข้างมาก เวลานอนจะกระสับกระส่าย ทำให้ตื่นนอนบ่อย ส่งผลให้การนอนหลับในตอนกลางคืนไม่มีคุณภาพ นอนหลับได้ไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบมาถึงการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก

ภาวะเสี่ยงอาการหยุดหายใจในขณะหลับ มีสาเหตุมาจากต่อมทอนซิล (Tonsils) และต่อมอะดีนอยด์ (Adenoid) โต ซึ่งเป็นผลมาจากการอักเสบซ้ำๆ จากอาการภูมิแพ้ หรือเป็นหวัดบ่อยๆ ในเด็ก ซึ่งเป็นสาเหตุหลัก

นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุร่วม ได้แก่ เด็กที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน (โรคอ้วน) เด็กที่มีความผิดปกติของโครงสร้างของระบบทางเดินหายใจ เช่น กรามมีขนาดเล็ก มีทางเดินหายใจที่แคบกว่าปกติ มีความผิดปกติของสมองที่ทำให้การควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อระบบทางเดินหายใจผิดปกติ เด็กที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากสาเหตุต่างๆ เด็กที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม อย่างดาวน์ซินโดรม รวมถึงเด็กที่มีปัญหาโรคปอดเรื้อรัง

นอกจากภาวะนอนกรน หรือการหยุดหายใจขณะหลับ ยังส่งผลให้มีอาการง่วงนอนในเวลากลางวัน ทำให้เรียนหนังสือไม่เต็มที่ การนอนธรรมดาอาจสัมพันธ์กับภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นการนอนกรนธรรมดา (Primary Snoring) หรือบางส่วนนั้นถือเป็นปกติและไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก

แต่เมื่อใดก็ตามที่เป็นภาวะหยุดหายใจในขณะหลับจากการอุดกั้นอย่างสมบูรณ์ ถือเป็นภาวะที่อันตรายมากสำหรับเด็กที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เพราะการอุดกั้นสมบูรณ์จะส่งผลทำให้กลายเป็นคนนอนหลับยาก หากไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างทันท่วงทีจะส่งผลกระทบเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของเด็กและมีปัญหาโรคหัวใจในอนาคตได้

ผู้ปกครองสามารถสังเกตอาการเด็กได้ เช่น การนอนกรนเกิดขึ้นเป็นบางช่วงของการหลับ นอนกรนเป็นประจำแต่อาจไม่ถึงกับทุกคืน นอนอ้าปากหายใจ หายใจแรง หายใจสะดุดหรือหายใจเป็นเฮือกๆ มีอาการไอ หรือมีอาการสำลักตอนนอน อาการร่วมอื่นๆ เช่น หลังจากตื่นนอนอาจมีปวดศีรษะ สมาธิสั้น ควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตนเองได้ไม่ค่อยดี บางคนอาจปัสสาวะรดที่นอนหรือเดินละเมอ เป็นต้น

การรักษานั้น เริ่มต้นจากการตรวจคัดกรอง แพทย์จะทำการตรวจสอบประวัติ รวมถึงข้อซักถามเพิ่มเติม หากพบว่าเด็กมีภาวะเสี่ยงของโรค รวมทั้งอาการที่เป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดปัญหาการหายใจผิดปกติขณะหลับ เช่น ภาวะน้ำหนักเกิน ควรควบคุมน้ำหนักหรือออกกำลังกาย ปรับพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร ซึ่งนับเป็นเป้าหมายการรักษาในระยะยาวต่อไป

โรคโฮมซิกที่รัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/538899

  • วันที่ 03 ก.พ. 2561 เวลา 16:11 น.

โรคโฮมซิกที่รัก

 โดย  อินทรชัย พาณิชกุล

 ได้ยินคำว่า โฮมซิก (Home Sick) หรือโรคคิดถึงบ้านมานาน แต่นึกไม่ออกว่ามันรู้สึกยังไง จนกระทั่งมาใช้ชีวิตคนเดียวต่างบ้านต่างเมือง ในที่สุดก็ซาบซึ้งแล้วว่า อ๋อ! หน้าตามันเป็นแบบนี้นี่เอง

ช่วงแรกที่มาอยู่ปูเน่ ต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงแบบชุดใหญ่ไฟกะพริบ จากภาษาไทยต้องมาเงี่ยหูฟังภาษาอังกฤษสำเนียงรัวเร็ว

เคยกินข้าวสวยต้มผัดแกงทอดน้ำพริกผัก ต้องมากินโรตีแกงถั่วแกล้มหอมแดงกับมะนาวฝาน โค้กใส่น้ำแข็งกลายเป็นชาร้อนใส่มาซาล่า

ดึกดื่นหิวท้องร้องวิ่งเข้าร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชั่วโมง แต่ที่นี่ 3 ทุ่ม ร้านค้าทุกแห่งพากันปิดอย่างพร้อมเพรียง

ไม่มีตลาดนัดคนเดิน ไม่มีสตรีทฟู้ดยามราตรี ปูเน่ไม่คึกคักมีชีวิตชีวาเหมือนอย่างกรุงเทพฯ ทว่าความตื่นเต้นกับสิ่งแปลกใหม่ก็พาข้ามผ่านปัญหาการปรับตัวช่วงแรกได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ผมเช่าห้องพักค่อนข้างสะอาดและปลอดภัยในย่านชุมชน เพียบพร้อมทุกสิ่งสำหรับการดำรงชีวิต ตลาดสด ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายยา ร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ ร้านชำ ร้านขายวัสดุก่อสร้าง ร้านตัดผม ตู้เอทีเอ็ม ฟิตเนส ยันมหาวิทยาลัยอันเต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียวให้เข้าไปพักผ่อน

ขณะเดียวกันเลือกห้องที่เหมาะกับจริตตัวเองว่าอยู่แล้วมีความสุข มีห้องนอน ห้องรับแขก ห้องครัว ห้องน้ำ และระเบียงกว้างขวางไว้นั่งดูนกดูต้นไม้ ที่สำคัญใกล้ที่เรียนแค่ขี่มอเตอร์ไซค์ 15 นาทีถึง มองเผินๆ ดูเหมือนชีวิตลงตัวและไม่มีอะไรน่าห่วง

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ความเหงามันมาเคาะประตูห้องในวันที่ชีวิตทุกอย่างลงตัวนี่แหละ

กิจวัตรประจำวันของผมคือ ตื่นเช้ามาทำกับข้าว จิบกาแฟ แล้วจึงอาบน้ำแต่งตัวไปเรียน กลางวันก็จมอยู่ในห้องเรียน ด้านหน้าคืออาจารย์ชาวอินเดีย ด้านหลังเป็นเพื่อนร่วมห้องที่มาจากหลากหลายชาติ

ไอ้ความที่ห้อมล้อมด้วยเพื่อนฝูงทำให้เราสนุกกับการเรียน หัวเราะหยอกล้อ กอดคอไปกินข้าวเที่ยง พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกัน หัวใจเปี่ยมล้นด้วยความร่าเริงแจ่มใส กระทั่งเลิกเรียนแยกย้ายกลับบ้าน ไอ้ความร่าเริงแจ่มใสมันคล้ายจะตอกบัตรเลิกงานไปพร้อมกับเราทุกคน

หลายคนโชคดีอยู่หอพักนักศึกษา มีรูมเมทไว้คุยแก้เหงา แถมได้ฝึกภาษาไปในตัว แต่หลายคนต้องกลับไปใช้ชีวิตอย่างเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย

ผมเองทำมันทุกวิถีทางให้ชีวิตมีรสชาติ มีสีสันที่สุด เพราะชีวิตเรียบง่ายนั้นคืออาหารอันโอชะของความเหงา และผมเองก็ไม่คุ้นชินกับความเหงาเสียด้วยตามประสาคนเพื่อนฝูงเยอะ

บางวันก็เข้าร้านหนังสือ บางวันไปนั่งแช่ในร้านกาแฟ ถึงเวลาก็ไปออกกำลังกายให้เหงื่อมันท่วม สมองสดชื่น จ่ายตลาดทำกับข้าวมื้อเย็น จนเข้าห้องพักนั่นแหละที่ทำเอารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะป่วย ป่วยเป็นโรคคิดถึงบ้าน

ยิ่งเวลาเข้าไปส่องเฟซบุ๊ก หาอะไรที่มันมีสาระอ่าน สุดท้ายก็ต้องมาสะดุดกับข่าวสารที่เมืองไทย ผู้นำนักสะสมนาฬิกาหรู ข่าวทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการแบบหน้าด้านๆ ข่าวคลิปคนต่อยกันกลางถนนเพราะเรื่องเล็กๆ คนโดนจับเข้าคุกในข้อหาเพี้ยนๆ ข่าวคนยากคนจนโดนรังแก ยิ่งดูยิ่งหดหู่เคียดแค้น พานให้ใจห่อเหี่ยว

ไล่ดูเฟซบุ๊กเพื่อน เห็นภาพคนคุ้นเคยกัน ภาพอาหารไทยน่าอร่อย ภาพการใช้ชีวิตการทำงานที่ตัวเราเคยผ่านมาค่อนชีวิต บ้านเมืองถนนหนทาง ยิ่งดูยิ่งคิดถึงบ้าน คิดถึงคนรัก ยิ่งคิดก็กลายเป็นวิตกกังวล เป็นห่วงเป็นใยต่างๆ นานา จนฟุ้งซ่าน พอฟุ้งซ่านและไม่มีใครคุยด้วย ก็เริ่มหงอยเหงาเศร้าซึม เฉื่อยชา เบื่อหน่ายไปเสียหมด ถึงขั้นอยากเก็บกระเป๋ากลับบ้านมันเสียพรุ่งนี้

ถามว่าวิธีแก้เหงา วิธีเอาชนะโรคคิดถึงบ้านคืออะไร ผมใช้วิธีนึกถึงราคาที่ต้องจ่ายไปมหาศาลเพื่อแลกกับการได้มาอยู่ที่นี่ มันไม่ใช่แค่เงินเป็นแสนๆ ที่เสียไป แต่นึกย้อนลงไปถึงวันที่ตัดสินใจลาออกจากงานมั่นคง นึกถึงความเสียสละของคนรัก คนในครอบครัวที่ยินยอมอนุญาตให้เดินตามความฝัน นึกถึงความคาดหวังที่เขามีในตัวเรา ความหวังที่ว่าเราจะไปศึกษาเล่าเรียน พัฒนาความรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้คุ้มค่า ก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและเป็นที่ภาคภูมิใจแก่คนที่เรารัก

ผมบอกตัวเองว่าต้องอดทนเท่านั้น สู้ต่อไปให้จบ เกมนี้จะมาอ่อนแอ ทำตัวขี้แพ้ไม่ได้

วันนั้นจำได้ว่า หลังจากตาสว่าง ผมเปลี่ยนเสื้อผ้า ออกจากห้องเหงาๆ ไปขี่มอเตอร์ไซค์ชมเมือง ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ได้คุยกับผู้คนใหม่ๆ ได้ลองไปในเส้นทางใหม่ๆ กินอาหารร้านใหม่ๆ ความร่าเริงสดใส อยากรู้อยากเห็นมันก็กลับคืนมาอีกครั้ง

สุดท้ายความเหงาก็จากไป ทิ้งไว้เพียงหัวใจที่เข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม

บล็อกเกอร์สายเพี้ยน พากินเที่ยวกับ ‘ใหญ่วัยซิ่ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/538888

  • วันที่ 03 ก.พ. 2561 เวลา 15:10 น.

บล็อกเกอร์สายเพี้ยน พากินเที่ยวกับ ‘ใหญ่วัยซิ่ง’

 โดย รอนแรม ภาพ : ศุภสวัสดิ์ เพียรธัญกรณ์

 จากความชื่นชอบถ่ายภาพ ผสมกับนิสัยชอบเก็บรวบรวมข้อมูล ทำให้ “ใหญ่” ศุภสวัสดิ์ เพียรธัญกรณ์ บล็อกเกอร์สมญานาม ใหญ่เพี้ยน เปิดเพจเฟซบุ๊ก “Yai Travel กินเที่ยวกับใหญ่วัยซิ่ง” และเว็บไซต์ www.yaikintiew.com เพื่อตอบสนองความต้องการทั้งสองอย่าง

เขาเล่าว่า ซื้อกล้องฟิล์มตัวแรกเมื่อปี 2534 พร้อมๆ กับการเดินทางครั้งแรกไปยังน้ำตกทีลอซู จ.ตาก จากนั้นด้วยความที่คลุกคลีกับคอมพิวเตอร์มาตลอด ตั้งแต่เป็นนักวิเคราะห์ระบบไปจนถึงโปรแกรมเมอร์ ทำให้เขาค้นพบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลบนโลกออนไลน์ โดยช่องทางแรกที่ใช้คือ กระทู้พันทิป

 “เมื่อก่อนใช้กล้องฟิล์มอย่างเดียว ไม่มีดิจิทัล ทำให้ต้องถ่ายแม่น เพราะเราจะไม่เห็นรูปหลังกดชัตเตอร์เหมือนสมัยนี้ ซึ่งเมื่อก่อนผมชอบเที่ยวและเก็บภาพไปเรื่อยๆ ชอบเที่ยวคนเดียว ขับมอเตอร์ไซค์เที่ยวไปเรื่อยๆ ขอแค่มีที่พักที่ปลอดภัยเท่านั้นพอ

 ยุคที่อินเทอร์เน็ตยังไม่ได้รับความนิยม และคำว่าบล็อกเกอร์ยังไม่มีคนรู้จัก ผมก็ได้แต่เก็บภาพและจดข้อมูลไว้อย่างเดียว จนกระทั่งมีโอกาสได้เขียนลงเว็บไซต์พันทิป ใช้ชื่อแอ็กเคานต์ว่า ใหญ่เพียร หรือ ใหญ่เพี้ยน อย่างที่หลายคนเรียกกัน ซึ่งเป็นการจุดประกายให้ต่อยอดไปยังช่องทางอื่น”

 ปี 2550 ใหญ่เริ่มเขียนบล็อกในเว็บไซต์บล็อกสปอต (blogspot.com) จากนั้นขยับไปทำยูทูบ เพจเฟซบุ๊ก และล่าสุดเพิ่งเปิดตัวเว็บไซต์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา รวบรวมทั้งเรื่องท่องเที่ยวแยกหัวข้อเป็นภาคกลาง ตะวันออก ใต้ เหนือ และอีสาน รวมถึงเรื่องของที่พักและร้านอาหารด้วย

 “ผมเขียนในบล็อกสปอต เพราะอยากเก็บข้อมูลไว้เป็นประวัติศาสตร์ของตัวเอง ทั้งการถ่ายภาพและการเขียนถือเป็นงานอดิเรก เป็นความชอบส่วนตัว อาจได้รายได้บ้างแต่ก็ไม่ใช่รายได้หลัก เพราะทุกอย่างผมทำด้วยใจรักเป็นหลักอยู่แล้ว”

 เขายังกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันการบันทึกข้อมูลและรูปภาพบนโลกออนไลน์ ทำได้อย่างง่ายดายผ่านโทรศัพท์มือถือ เมื่อได้ภาพสวยๆ และข้อมูลที่จำเป็นครบแล้ว เขาสามารถอัพโหลดทั้งหมดขึ้นเว็บไซต์ได้ทันที รวมถึงพื้นที่ในเว็บไซต์ยังเปิดให้ใครก็ตามที่อยากเขียนเรื่องท่องเที่ยวมาใช้พื้นที่ได้ฟรีด้วย

 “นอกจากข้อมูลและภาพที่จะช่วยอัพเดทข่าวสารให้กับคนไทยแล้ว คนที่ติดตามจะได้ทราบถึงเทคนิคการถ่ายภาพ เช่น การถ่ายดาว ถ่ายทางช้างเผือก และถ่ายถ้ำจากประสบการณ์ตรงของผม ซึ่งอาจเป็นประโยชน์กับช่างภาพมือใหม่ที่อยากสะพายกล้องท่องเที่ยวเหมือนผมก็ได้”

 พื้นที่ของกินเที่ยวกับใหญ่วัยซิ่ง อบอวลไปด้วยบรรยากาศความสนุกสนานที่สะท้อนออกมาผ่านภาพถ่าย และข้อมูลที่เป็นประโยชน์แบบเน้นๆ ทำให้ย่อยง่าย อ่านง่าย และใช้เวลาไม่นาน ตรงกับพฤติกรรมของคนยุคใหม่ที่มักค้นหาข้อมูลบนโลกออนไลน์

ณัฐพงศื ศิริชนะ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ในวัยเกษียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/538881

  • วันที่ 03 ก.พ. 2561 เวลา 14:18 น.

ณัฐพงศื ศิริชนะ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ในวัยเกษียน

 โดย วารุณี อินวันนา

 ในวันมอบกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มสำหรับคณะนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมทีม “ขุนด่านเกมส์” ครั้งที่ 39 ที่ จ.นครนายก เป็นเจ้าภาพ วงเงินเอาประกันภัย 836 ล้านบาท

วันนั้น ณัฐพงศ์ ศิริชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก มารับมอบกรมธรรม์ด้วยตัวเอง ในชุดผ้าไทยใบหน้ายิ้มแย้ม อารมณ์ดี โดยที่ดูไม่ออกเลยว่า มีระเบิดเวลาอยู่ในหัวใจ

ชีวิตการทำงานส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้ พัทลุง สงขลา สตูล ภูเก็ต ภูเก็ต กระบี่ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา ตั้งแต่เป็นปลัดอำเภอจนถึงผู้ว่าราชการจังหวัด เพิ่งกลับเข้ากรุงเทพฯ เมื่อปี 2558 ในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายกเมื่อปี 2560

ผู้ว่าฯ ณัฐพงศ์ กล่าวว่า นับจากวันนี้ เหลือเวลาอีก 2 ปี 8 เดือน จะเกษียณแล้ว เวลาผ่านไปไวมาก เพราะหลังจากปี 2553 ชีวิตที่เหลืออยู่ถือว่าเป็นกำไร เพราะเป็นการรอดตายจากเส้นเลือดหัวใจตีบ 3 เส้นพร้อมกัน ถึงวันนี้ยังมีระเบิดเวลาอยู่ในหัวใจอีก 1 ลูก เพราะยังมีเส้นเลือดอีก 1 เส้นที่มีระดับความตีบ 50%

“ชีวิตที่เหลืออยู่ จะดำเนินชีวิตตามทางสายกลางตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะก่อนหน้านั้นทำงานหนักมาก เชื่อว่าคนยุคเบบี้บูม จะเหมือนกันคือทำงานหนัก ประเภทสุดโต่ง บ้างาน ทำงานสุดตัว หามรุ่งหามค่ำ กินข้าวกล่อง ไม่ได้ดูแลสุขภาพ พอเวลาใกล้ตาย จะเห็นสัจธรรมว่า อะไรๆ ก็ไม่สำคัญเท่าสุขภาพ”

 นับว่าโชคดีที่รอดตายมาได้ ถึงได้บอกว่า เวลาที่เหลืออยู่คือกำไรของชีวิต

 “จำได้เลยช่วงนั้นเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ปี 2553-2554  ซึ่งวันรุ่งขึ้นจะต้องไปตรวจโกดังข้าว คืนวันนั้นรู้สึกปวดท้องมาก ก็ตื่นมาตอน 5 ทุ่ม 2 ยาม คิดว่าตัวเองเป็นกรดไหลย้อน เพราะเสียงก็แหบไป รู้สึกไม่ไหว

 ตัดสินใจไปหาหมอ กะว่าจะหายามากิน แต่หมอดูแล้วจับตรวจคลื่นหัวใจ สัญญาณบอกว่าตัน 100% 1 เส้น และตัน 90% อีก 2 เส้น หมอสั่งทำบอลลูนหัวใจทันที เส้นที่ตัน 100% ก่อน หลังจากนั้นก็ทำบอลลูนเส้นที่เหลือ สัปดาห์ละเส้น ไม่งั้นผมคงตายไปแล้ว 

 โหย! บอกเลย ชีวิตนี้ สยองตอนนี้ ยังมีอีก 1 เส้นที่ตัน 50% เราเหมือนมีระเบิดเวลาอยู่ในตัว”

 ผู้ว่าฯ ณัฐพงศ์ ย้ำว่า หลังจากทำบอลลูนหัวใจมาแล้ว 3 เส้น ทำให้เรารู้ว่า อะไรก็ไม่สำคัญเท่าสุขภาพ เพราะถ้าสุขภาพไม่ดีก็ทำประโยชน์ไม่ได้ หลังจากนั้น เปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต หันมากินอาหารเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้น ลดอาหารมันๆ จะเน้นทานข้าวแค่ 2 มื้อ ส่วนมื้อเย็นจะทานผักและผลไม้

 นอกจากนี้ เหตุการณ์เจ็บป่วยครั้งวิกฤตในครั้งนั้น ทำให้รู้ว่าครอบครัวสำคัญที่สุด

“เพราะตอนที่เจ็บอยู่บนเตียง คนที่มาดูแลเราตลอดเวลา คือคนในครอบครัว ฉะนั้นคนที่ต้องให้ความสำคัญที่สุด คือ คนในครอบครัวที่อยู่ด้วยกันมา ตอนนั้นนึกขอบคุณภรรยาสุดหัวใจ ที่ดูแลเราอย่างดี เธอสวยขึ้นมาทันที

 ช่วงที่เหลือของชีวิต จะเน้นการทุ่มเทเพื่อสังคม ที่ยึดหลักเรียบง่าย ประหยัด ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และเดินทางสายกลาง ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า”

 สำหรับการทำประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลให้กับนักเรียนนักศึกษา รวมถึงบุคลากร 8,400 คนที่เข้าร่วมแข่งขันกีฬาขุนด่านเกมส์ที่เพิ่งแข่งขันผ่านพ้นไป เพื่อเป็นการหาวิธีการดูแลชีวิตของคนเหล่านี้ให้มีความสบายใจ เพราะการเดินทางโดยรถ ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

“หากเกิดอะไรขึ้นมาแล้ว จะดูแลคนเหล่านี้อย่างไร เพราะดูรอบๆ ตัวแล้ว เห็นว่าไม่มีช่องทางไหนที่จะนำเงินมาช่วยได้ แม้แต่งบประมาณในส่วนของกาชาดจังหวัด ก็ไม่มีหลักเกณฑ์เปิดให้ผู้ว่าฯ นำเงินมาจ่ายให้กับนักกีฬาในการแข่งขันครั้งนี้ จึงต้องพึ่งประกันภัยอย่างเดียว”

ผู้ว่าฯ ณัฐพงศ์ กล่าวว่า การใช้ชีวิตส่วนตัวและการทำงาน เน้นยึดหลักเรียบง่าย ประหยัด ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาตลอด และนำหลักการนั้นมาใช้กับการบริหารขุนด่านเกมส์

“ก่อนหน้านี้มีการเลี้ยงนักกีฬา ใช้เงินเป็นล้านกว่าบาท แต่เราบอกว่าเราไม่มีตังค์ การจัดพิธีเปิด เดิมที่ทำกันมาจะเปิดอย่างยิ่งใหญ่ เราก็ประหยัด เปิดอย่างเรียบง่าย

ปกติจะมีการแจกแมสคอต  เราเปลี่ยนมาเป็นแจกข้าวสารออร์แกนิกปลอดสารพิษใส่ถุง นักกีฬาได้กินข้าวปลอดจากสารพิษสุขภาพแข็งแรง ชาวนาขายข้าวได้”

ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ ณัฐพงศ์ บอกถึงเจตนารมณ์ว่า เพื่อให้เด็กๆ ได้รู้จักความประหยัดพอเพียง สมวัย ไม่ฟุ้งเฟ้อ เลอเลิศ ฟู่ฟ่า อลังการ เน้นไปที่สารัตถะหรือเนื้อแท้ของเกม สร้างความสมัครสมานสามัคคี ทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ให้เข้าใจเกณฑ์การแข่งขัน เพื่อเตรียมตัวสู่การเป็นนักกีฬาทีมชาติต่อไป

เฉลิมพล โขนแจ่ม เต็มที่ทั้งงานและครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/538877

  • วันที่ 03 ก.พ. 2561 เวลา 13:48 น.

เฉลิมพล โขนแจ่ม เต็มที่ทั้งงานและครอบครัว

 โดย อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร

นับว่าเป็นบุคคลที่น่าจับตามองสำหรับวงการอสังหาริมทรัพย์ในขณะนี้ ที่กำลังสยายปีกบุกชิงส่วนแบ่งในตลาดกรุงเทพฯ

ทั้งนี้ นอกจากจะเป็นนักพัฒนาอสังหาฯที่มีประสบการณ์ใน จ.ชลบุรี มากว่า 10 ปีแล้วยังมีบทบาทในฐานะผู้บริหารให้กับธุรกิจครอบครัว ซึ่งเป็นดีลเลอร์ด้านวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ภาคตะวันออกของเอสซีจี รวมทั้งยังมีบริษัทในไลน์วัสดุก่อสร้างอีก 11 แห่งที่อยู่ภายใต้การดูแล แม้งานจะมากแต่ก็ให้ความสำคัญกับครอบครัวควบคู่กัน

เฉลิมพล โขนแจ่ม กรรมการผู้จัดการบริษัท เอปัส ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป เปิดเผยว่าด้วยสมัยเด็กที่เป็นนักเรียนประจำเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา ทำให้เรารู้จักคิดและคิดเป็นขณะเดียวกันยังทำให้รู้จักการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น คือทำอย่างไรให้อยู่ได้อยู่เป็น

ทั้งนี้ กิจกรรมที่ชื่นชอบในวัยเด็กคือการเล่นกีฬา เล่นเป็นหลายอย่าง แต่ที่ชื่นชอบคงเป็นฟุตบอล เป็นกีฬาซึ่งเล่นเป็นทีมทำให้ตัวเขาเองได้เรียนรู้อะไรต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความสามัคคีและช่วยเหลือ การเรียนรู้ซึ่งกันและกัน การทำงานเป็นทีม รู้จักหลบหลีกรู้จักการแพ้ชนะ

ที่สำคัญคือต้องมีการวางแผนเพื่อตั้งรับการรุกหรือถอย ซึ่งปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่ รวมทั้งการเล่นกอล์ฟ ทั้งนี้ประสบการณ์ที่ได้จากการเล่นกีฬาได้นำมาปรับใช้กับการทำงานในตอนนี้ด้วย

นอกจากเรื่องงานแล้ว ยังให้ความสำคัญกับครอบครัวเน้นการทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการไปทางท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเล่นกีฬา ไปเรียนดนตรี เหล่านี้เพื่อให้ลูกทั้งสองคน ซึ่งมีอายุ11 ขวบ และ 9 ขวบ มีประสบการณ์ รู้จักคิด แก้ปัญหาที่ต้องเผชิญ รู้จักเข้าสังคม

“ในส่วนของการเลี้ยงลูกจะไม่บังคับแต่จะแนะแนวทางให้ เช่น เรื่องของเงินไปโรงเรียนเราให้เป็นก้อน และเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดไม่จ่ายเพิ่มให้ เขาต้องบริหารจัดการเอง เป็นต้น เราเลี้ยงลูกจากประสบการณ์ตัวเรา ซึ่งตอนเด็กพ่อแม่ก็ไม่ได้บังคับให้ต้องเรียนอย่างไรใช้ชีวิตอย่างไร แต่การที่ไปอยู่โรงเรียนประจำให้เราต้องดิ้นรน ขณะเดียวกันก็สอนให้เราเข้าสังคมไปในตัว

ทุกวันนี้ทำงานอย่างหนัก แต่นอกเวลางานก็เต็มที่เช่นกัน คือพอถึงเวลา 5 โมงเย็น จะหยุดปิดเครื่อง หันไปโฟกัสที่ครอบครัว ซึ่งมองว่าไม่ว่าจะเรื่องการทำงานหรือครอบครัวต้องทำอย่างเต็มที่” เฉลิมพล กล่าว

เฉลิมพล กล่าวเพิ่มว่า ตนเองจบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งจบมาในปี 2541 เจอภาวะวิกฤตต้มยำกุ้ง มี 56 ไฟแนนซ์ถูกปิดกิจการ เลยไม่ได้ทำงาน

ประกอบกับตนเองเป็นลูกชายคนเดียวในบ้านจากจำนวนพี่น้อง 4 คนมีธุรกิจครอบครัวคือบริษัท บ้านอำเภอเทรดดิ้ง ซึ่งเป็นร้านวัสดุก่อสร้าง โดยเข้ามาเรียนรู้งานได้เพียง 1 เดือน คุณพ่อก็ปล่อยให้ดูแลกิจการเอง ตอนนั้นคิดว่าจะต้องดูแลธุรกิจที่บ้านให้ดีที่สุดขณะเดียวกันก็ไม่ได้คาดหวังว่าเราจะต้องได้อะไรจากที่บ้าน

การทำงานทำแบบลองผิดลองถูกเรียนรู้จากคนรอบข้าง หาสิ่งใหม่ๆเข้ามาพัฒนาเรื่อยๆ การทำงานมีปัญหามากแต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี จากดีลเลอร์เล็กๆ จนปัจจุบันพัฒนาเป็นดีลเลอร์ด้านวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ภาคตะวันออก

“ทั้งนี้ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา นอกจากจะเน้นการสร้างคนสร้างบุคลากรที่มีประสิทธิภาพแล้ว เรายังได้วางระบบปฏิบัติการต่างๆ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเดิมที่เรามีพนักงานเพียง 20 คนปัจจุบันมีประมาณ 300 คน เนื่องจากมีการแตกไลน์ธุรกิจใหม่รวม 11 บริษัท”

สำหรับหลักการทำงานนั้น เฉลิมพลจะเน้นการสร้างการมีส่วนร่วม มองว่าพนักงานคือพาร์ตเนอร์ เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ ทำให้เขารู้สึกมีความเป็นเจ้าของการมีส่วนต้องรับผิดชอบไม่ใช่ลูกจ้างทั้งนี้บริษัทมีความชัดเจนเรื่องของผลตอบแทน เราจะสร้างคนจากข้างในตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อให้เติบโตไปพร้อมๆ กันไม่ใช้วิธีดึงคนจากข้างนอกเข้ามาเป็นพนักงาน ซึ่งต้องสร้างความเชื่อถือในวัฒนธรรมองค์กร”

อย่างไรก็ดี ในอีก 5 ปีข้างหน้าตัวเฉลิมพลเองจะใช้เวลาทำงานน้อยลงไม่ใช่การหยุดทำงาน แต่เป็นการทำให้ธุรกิจขับเคลื่อนตัวเองได้ด้วยคนที่เราสร้างขึ้น

“เราจะต้องพัฒนาองค์กร พัฒนาวิธีการทำงาน เพื่อให้บริษัทที่มีอยู่ทั้งหมดสามารถดำเนินงานสอดคล้องเดินไปพร้อมกันได้”

ชฎากร ธนสุวรรณเกษม จิตนิ่งมีสมาธิด้วยมวยไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/538863

  • วันที่ 03 ก.พ. 2561 เวลา 10:38 น.

ชฎากร ธนสุวรรณเกษม จิตนิ่งมีสมาธิด้วยมวยไทย

แม้หน้าที่การงานจะเคร่งเครียดแต่บนใบหน้าของ “นิ” ชฎากรธนสุวรรณเกษม กรรมการผู้จัดการบริษัท AVG Thailand สาวลูกครึ่งฮ่องกง-ไทย ก็ยังเห็นรอยยิ้มที่สดใสได้

เพราะมีเคล็ดลับคลายเครียดคือ เธอชื่นชอบการออกกำลังกายด้วยมวยไทยมาก เพราะมวยไทยเป็นกีฬาที่ทำให้เธอได้ฝึกทั้งสมาธิ สติ และได้เหงื่อไปด้วยในตัว

แรงดึงดูดในกีฬามวยไทย

การเป็นนักบริหารในแวดวงไอทีด้วยบริษัทที่เธอดูแล ถือเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงในยุค 4.0 เพราะบริษัททำงานด้านดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง ทำการตลาดทั้งที่จีนและประเทศไทย เช่น หากมีผู้ประกอบการชาวไทยสนใจไปทำธุรกิจที่ประเทศจีน หรือคนจีนต้องการมาทำธุรกิจที่ประเทศไทย เธอและทีมงานจะเป็นผู้แนะนำถึงช่องทาง และสินค้าอะไรบ้างที่จะได้รับความนิยมบนออนไลน์ เธอจะช่วยวางกลยุทธ์ให้รวมทั้งแนะนำการซื้อสื่อ การโฆษณาภาพนิ่ง การทำคอนเทนต์และทำโปรดักชั่นต่างๆ บนออนไลน์ด้วย

หน้าที่หลักของชฎากร คืองานบริหารองค์กรทั้งภายในและภายนอกภายในคือการดูแลทีมงานในการวางกลยุทธ์ต่างๆ ภายนอกคือการติดต่อกับลูกค้าทั้งคนจีนและคนไทย ดูเทรนด์ตลาดทั้งจีนและไทยว่ามีสื่ออะไรใหม่ๆน่าสนใจบ้าง รวมทั้งศึกษาพฤติกรรมของคนจีนเปลี่ยนไปไหม? ลูกค้าสินค้าบางตัวเหมาะกับคนจีน เป็นต้น

เห็นใบหน้าเป็นหมวยอินเตอร์ที่อ่านเขียนภาษาจีนได้คล่องกว่าภาษาไทยเพราะเธอมีคุณพ่อเป็นชาวฮ่องกง จึงสามารถพูดได้ทั้งภาษาไทย ภาษาจีนกลาง จีนแต้จิ๋ว กวางตุ้ง และภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี แต่เธอกลับชอบเรียนมวยไทย ซึ่งก่อนหน้านั้นเธอออกกำลังกายมาแล้วหลายชนิด เช่นว่ายน้ำ แบดมินตัน และเล่นเวตเทรนนิ่งแต่ในที่สุดก็มาตกหลุมรักในกีฬามวยไทยได้ 2 ปีแล้ว

“2 ปีที่แล้วเคยเล่นเวตเทรนนิ่ง โดยให้เทรนเนอร์มาสอนที่บ้าน แต่เล่นไปสักพักรู้สึกเบื่อ เพราะต้องเล่นท่าซ้ำๆใน 1 เซตแล้วเล่นสัปดาห์ละ 3 วันเล่นแต่เวตเทรนนิ่งเพราะผู้หญิงเล่นไม่ค่อยใช้เครื่อง เล่นไปได้ 6 เดือนเริ่มเบื่อ จึงปรึกษากับเทรนเนอร์ว่า จะเล่นอะไรต่อไปด้วยดี เทรนเนอร์ก็แนะต่อยมวยไหม เพราะเขาก็ชกมวยอยู่แล้ว”

ครั้งแรกที่ชฎาพรได้ยินคำว่า ต่อยมวย ความรู้สึกคือมันเท่มาก เพราะมีไม่กี่ประเทศที่มีกีฬาประจำชาติอย่างมวยไทย เธอจึงอยากเรียน ก็ต้องไปที่ค่ายมวยใกล้ๆ ที่ทำงานนั่นคือ ค่ายคงสิทธา

เนื่องจากการจะฝึกมวยต้องมีระเบียบวินัย ไปค่ายมวยจึงเหมาะสมที่สุดและมวยไทยเป็นกีฬาที่ต้องเล่นจริงจังเธอยอมรับว่าเล่นครั้งแรกๆ เพียงแค่วอร์มอัพเธอก็หมดแรงแล้ว ไม่มีแรงจะไปออกหมัดและออกสเต็ป เริ่มรู้สึกท้อเพราะคิดว่าหนักเกินไปสำหรับผู้หญิงหรือเปล่า

เธอจึงเกิดความท้าทาย อยากเอาชนะใจตัวเอง โดยตั้งเป็น “แพลน เยียร์เรสต์โซลูชั่น” ว่าในแต่ละปีเธอจะทดลองทำสิ่งใหม่หนึ่งอย่างให้สำเร็จภายในปีนี้ เธอจึงฮึดสู้และต่อยมวยมาเรื่อยๆ จนผ่านมาได้ 2 ปีแล้ว และกลายเป็นกีฬาโปรดเสียด้วย

ปรัชญาทางธุรกิจที่ได้จากการชกมวย

การชกมวย ชฎากรบอกว่าเป็นกีฬาที่หนัก เมื่อเกิดความท้อก็ต้องให้กำลังใจตัวเอง เสน่ห์ของมวยไทย คือเป็นศิลปะที่ได้รับการถ่ายทอดศิลปะมาแต่โบราณกาล ซึ่งแตกต่างจากกีฬาชนิดอื่นๆ

“มวยเป็นกีฬาที่ไม่ใช่การฝึกซ้ำๆแล้วจะทำได้ แต่มันต้องมีเทคนิค สำหรับนิต่อยมวยไทยต้องมีเทคนิคท่วงท่าถือเป็นศิลปะแขนงหนึ่งเลยทีเดียว ครูต้องสื่อสารให้เราเข้าใจว่า ทำไมต้องใช้ท่านี้ เช่น การเตะ ถ้าเราดูคือแค่ยกขาเตะ แต่จริงๆ แล้วคือการยกเท้าเตะ 2 จังหวะ ซึ่งมันเร็วมากเพื่อจะได้เพิ่มแรง ส่วนอีกขาต้องยืนให้มั่นคงอย่างไร มือต้องป้องกันอย่างไร

ต่อยมวยไม่ใช่ต่อยอย่างเดียว ต้องปกป้องกันตัวเองได้ด้วย ป้องกันการสวนกลับของคู่ต่อสู้ มวยจึงเป็นกีฬาที่ท้าทายมาก และการเลือกเทรนเนอร์ที่รู้ใจก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน อีกทั้งกีฬามวยมีเสน่ห์ตรงต้องใช้สมาธิสูงหากวันใดนอนน้อย ต่อยแค่ 4 หมัดก็มึนแล้ว ดังนั้นสมองและจิตต้องมีสมาธิมากๆ”

อีกทั้งตัวเธอได้ปรัชญาในการต่อยมวย ซึ่ง นิ ชฎากร บอกว่า บางครั้งดูผิวเผินอาจจะไม่เห็นอะไรในกีฬามวยแค่เป็นกีฬาที่ใช้กำลังชกต่อยเตะคู่ต่อสู้แต่หากมองให้ลึกลงไป กีฬามวยซ่อนอะไรไว้หลายๆ อย่าง เช่น มีตำนานมีที่มาที่ไป ทำไมต่อยต้องป้องกันตัวเองไปในตัว ซึ่งเหมือนปรัชญาทางธุรกิจ

“คือเราจะบุกอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูช่วงจังหวะการตั้งรับด้วย ซึ่งแตกต่างจากกีฬาชนิดอื่น เช่น ทีมฟุตบอลมีผู้เล่น 11 คน แต่เราต่อยมวยมีคนเดียวเราต้องคิดให้รอบด้าน คิดตลอดเวลาถ้าคุณพลาดปุ๊บนั่นคือการบาดเจ็บเวลาที่นิซ้อมกับเทรนเนอร์ก็ต้องดูคิวดีๆ ไม่อย่างนั้นเราจะทำให้เทรนเนอร์บาดเจ็บได้ ซึ่งจริงๆ ไม่ควร เพราะมันเป็นอาชีพเป็นเครื่องมือทำงานของเขาดังนั้นเราต้องดูแลต้องเชฟคู่ชกเราด้วย”

สำหรับความถี่ในการมาชกมวย เธอก็ให้ไม่น้อย เฉลี่ย 2 วัน/สัปดาห์ เพราะเธอศึกษามากก่อนจากคู่มือการออกกำลังกายที่ดี ซึ่งแนะนำว่า ไม่ควรหยุดออกกำลังกายเกิน 3 วัน ถ้าหยุดนานกว่า 3 วัน จะส่งผลต่อตัวเองคือ เส้นจะเริ่มตึง ไม่คล่องแคล่วเหมือนเก่า

“เวลามาชกมวย ต้องวอร์มอัพร่างกายก่อน 20 นาที หลังจากนั้นเริ่มต่อย วอร์มอัพคือการกระโดดเชือกให้ร่างกายและหัวใจเราตื่นตัว ยืดเส้นนี่คือการวอร์ม หลังวอร์มร่างกายแล้วก็ไปต่อยกับเทรนเนอร์ ซึ่งเทรนเนอร์จะให้เราทำท่าซ้ำๆ จากนั้นกระบวนท่าต่างๆ จะมารวมกัน

ต่อยเสร็จก็มาคูลดาวน์ร่างกายซึ่งสำคัญมากๆ แรก ๆ นิไม่เข้าใจ เล่นเหนื่อยแล้วมาคูลดาวน์อีกทำไหม แต่จริงๆ คูลดาวน์สำคัญเพราะวอร์มคือการทำให้ร่างกายเราตื่นตัวได้ยืดเส้นยืดกล้ามเนื้อ เมื่อออกกำลังกายเสร็จก็ต้องมายืดเส้นอีกครั้ง แรกๆ นิไม่ยอมคูลดาวน์จนครูดุ แต่พอทำแล้วรู้สึกสบายจริงๆ คือเมื่อก่อนนิชอบไปสปาชอบไปนวด แต่พอได้คูลดาวน์หลังออกกำลังกายแล้ว ไม่ต้องไปสปาอีกเลย เพราะไม่รู้สึกว่าเส้นปวดตึง มีน้อยมาก”

ประโยชน์ที่ได้จากภายในจิตใจ

การชกมวยมีคุณประโยชน์หลายประการสำหรับ นิ ชฎากร นอกจากทำให้ร่ายกายแข็งแรงแล้ว เธอยังได้ฝึกจิตไปในตัวอีกด้วย

“เมื่อก่อนนิทำงานในแวดวงเอเยนซี ต้องทำงานเร็วคล่องว่องไวตลอดเวลา ในหัวสมองคิดสร้างสรรค์งานอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งมีปัญหาต้องแก้ไขเยอะแยะ มีอะไรมากระทบที่ทำให้ต้องโต้ตอบทันที หรือหาวิธีแก้ทันทีแต่การต่อยมวยทำให้นิรู้สึกว่าจิตนิ่งและคิดตัดสินใจก่อนพูดเยอะขึ้น เพราะต่อยมวยต้องว่องไว แต่ไม่กี่วินาทีตรงนั้นนิต้องประเมินผลหลายๆ อย่าง

เช่น เขาต่อยมาฝั่งไหน แล้วเราหลบอย่างไร อันนี้คือการดีเลย์ ต้องคิดต้องมีสติ คิดประมวลผลว่าหลบอย่างไรถ้าเราไม่ประมวล ต่อยกลับตรงๆ ไม่เวิร์กต้องหลบก่อน ซึ่งหลายปัญหาในการทำงานปัญหามาตรงๆ แล้วจะแก้ตรงๆคือไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เราจึงต้องมีสติ ทำให้ช่วงดีเลย์เป็นประโยชน์ นิจึงรู้สึกตัวเองว่า ตัดสินใจได้ดีขึ้น เราต้องดูหลายแฟกเตอร์มากกว่าเมื่อก่อน อันนี้คือได้ที่ภายในเลย”

สำหรับภายนอกร่างกายจริงๆฟอร์มของการออกกำลังกายคือ 30%มาจากการออกกำลังกาย อีก 70% มาจากการกิน ดังนั้นการออกกำลังกายเพื่อให้ผอมไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะเธอชอบรับประทาน แต่สังเกตการออกกำลังกายทำให้เธอมีจำนวนมวลกล้ามเนื้อที่เยอะขึ้น ร่างกายเฟิร์มและแข็งแรงขึ้น ป่วยน้อยลงอีกด้วย

สุดท้ายชฎากรบอกว่า มวยไทยถือเป็นศิลปะที่มีชีวิต เธอคิดว่าตนเองโชคดีที่เกิดมาเป็นคนไทยที่มีศิลปะในการออกกำลังกายและการใช้ชีวิตได้ศึกษา ได้ปฏิบัติตาม อีกทั้งมวยไทยยังเป็นวัฒนธรรมและถือเป็นมรดกที่งดงามของไทย ที่ครั้งหนึ่งทุกคนควรได้มาสัมผัส

“นอกจากมวยจะเป็นศิลปะแล้วมวยยังเหมาะกับผู้หญิง เพราะแฝงด้วยวิชาป้องกันตัวเองในเวลาคับขันได้ครูเคยสอนว่าให้นิผลักเขา ซึ่งเขาตัวใหญ่มากๆ สูง 180 เซนติเมตร แต่นิสูง160 เซนติเมตร ครูจะสอนวิธีผลัก คือเราต้องตั้งหลักให้ดี หากมีหลักผลักแล้วครูเซไปจริงๆ การต่อยมวยจึงใช้ป้องกันตัวเองได้ด้วย แต่โชคดีที่นิไม่เคยใช้ฝีมือปกป้องตัวเอง อย่างน้อยเรารักตัวเองออกกำลังกาย เราไม่เป็นภาระกับคนในครอบครัว ไม่เจ็บป่วยก็เป็นความรักแบบหนึ่ง แต่อย่างน้อยๆนิคิดว่าตัวเองมีสติมากขึ้นกว่าเมื่อ 2ปีก่อน”

สูงวัยสุขภาพดี คุณออกแบบได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/538457

  • วันที่ 01 ก.พ. 2561 เวลา 11:30 น.

สูงวัยสุขภาพดี คุณออกแบบได้

ต้องใส่ใจกันตั้งแต่เรื่องการรับประทาน ลดเนื้อสัตว์ให้น้อยลง ลดแป้ง ลดน้ำตาล ลดหวาน ลดเค็ม นั่นเป็นเรื่องพื้นๆ ที่เราฟังกันจนชินหู แต่ที่ต้องใส่ใจให้มากกว่านั้นและหลายคนอาจจะนึกไม่ถึง ก็คือ เรื่องของการดื่มน้ำ โดยเฉพาะน้ำเย็นนั้นไม่เป็นผลดีของสุขภาพสำหรับวัย 40 ขึ้นไป

ตอนเป็นวัยรุ่น วัยหนุ่มสาวหรือวัยทำงานนั้นจะหยิบจับอะไรเข้าปาก นั่นถือว่าเป็นเรื่องง่ายๆ สบายๆ ไม่ต้องซีเรียสอะไรทั้งนั้น แต่พอทะลุเลขสี่ เข้าใกล้เลขห้าเข้ามาแล้วละก็ เป็นช่วงวัยแห่งการต้องเลือกกินอย่างจริงจัง จะตามใจปากอย่างที่ผ่านมาไม่ได้อีกแล้ว เพราะความเสื่อมแห่งวัยมันมีมากขึ้น การดูแลตัวเองทั้งเรื่องสุขภาพและจิตใจจึงสำคัญมาก ไม่อย่างนั้นจะเป็นการขุดหลุมฝังตัวเองด้วยปากของคุณเอง ที่สำคัญโดยปกติแล้วผู้หญิงอายุ 30 กว่าๆ ถ้าไม่ดูแลการกินจะอ้วนขึ้นอย่างน้อยปีละ 1 กก.กันอยู่แล้ว

ใครจะไปคิดว่ากับแค่การดื่มน้ำเย็นจะให้โทษได้ หมอทางด้านอายุรแพทย์ กล่าวว่า การดื่มน้ำเย็นนั้นส่งผลหลายอย่าง เป็นส่วนหนึ่งในการส่งผลให้เกิดอาการแขนขาอ่อนแรง สะสมจนดำเนินไปสู่โรคอัมพฤกษ์ได้ ซึ่งสืบค้นต้นตอไปๆ มาๆ ก็พบว่า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการดื่มน้ำเย็น หรือน้ำแข็งเป็นประจำนั่นเอง ยิ่งไม่ชอบรับประทานผัก แล้วรับประทานแต่เนื้อสัตว์เป็นหลักด้วยแล้วละก็ จะเป็นตัวเร่งให้เกิดโรคต่างๆ เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น ซึ่งร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนมาก่อนหลายครั้ง ก่อนที่จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงออกมาอย่างชัดเจน

เริ่มจากจะมีอาการมึนเวียนศีรษะได้ง่าย บ่อยครั้งจะมีอาการเหมือนเห็นแสงไฟแวบๆ ขณะกะพริบตา ตามมาด้วยการพูดเริ่มติดๆ ขัดๆ สุดท้ายเกิดอาการวูบกะทันหัน จนต้องนำส่งโรงพยาบาล เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งผู้ป่วยก็ไม่สามารถขยับร่างกายซีกซ้ายได้แล้ว นี่คืออาการของโรคเส้นเลือดตีบที่สมองในวัยเพียง 40 ปี ที่ชอบทานแต่น้ำเย็นมาตลอดเวลา

การดื่มน้ำเย็นสำหรับคนไทยนั้นทำให้ไตต้องรับกำจัดความเย็นออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว ขับน้ำเย็นมากักเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ เตรียมขับออกเป็นน้ำปัสสาวะ ทำให้ผู้ที่ชอบดื่มน้ำเย็นก็ยิ่งขาดน้ำ จนเลือดข้นหนืดไปหมด ประกอบกับหลอดเลือดที่เริ่มแข็งกระด้างไม่ยืดหยุ่น ทำให้มีคราบไขมันและของเสียไปยึดเกาะตามผนังหลอดเลือดจนเกิดการพอกพูนกลายเป็นโรคหลอดเลือดตีบ ก็เพราะน้ำเย็นที่ชอบทานเป็นประจำนั่นเอง

น้ำเย็นเป็นของต้องห้ามสำหรับร่างกาย กระเพาะเมื่อเจอของเย็นเข้าไปการทำงานจะด้อยลงทันที เกิดเป็นอาหารไม่ย่อย อาหารบูดเน่า หมักหมมอยู่ในกระเพาะและลำไส้ ลำไส้ก็ดูดซึมของเสียจากกากอาหารพวกนี้กลับเข้าสู่เส้นเลือดต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถ่ายอุจจาระออกจากร่างกายของเรา เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะทานของเย็นๆ ดื่มน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นก็ได้

ไตของคนเราเปรียบเสมือนเครื่องกรองน้ำอันน่าอัศจรรย์ ทำหน้าที่ช่วยกรองของเสียออกจากเลือดแล้วขับออกทางปัสสาวะ การทำหน้าที่ตลอด 24 ชม.ไม่มีวันหยุดของไตนั้น ถ้าเราไปซ้ำเติมด้วยการรับประทานสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกาย รวมทั้งน้ำเย็นด้วย ก็จะทำให้เกิดภาวะไตอ่อนแอ และจะส่งสัญญาณร้องให้ตัวเรารู้ ดังนี้ การดื่มน้ำเย็นเป็นภัยมากกว่าจะคาดคิด

1.ปัสสาวะบ่อยขึ้น อั้นปัสสาวะได้ไม่นาน เมื่อดื่มน้ำเข้าไปแล้วต้องวิ่งเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ส่วนกลางคืนก็ต้องลุกขึ้นเข้าห้องน้ำหลายครั้งต่อคืน

2.มักมีอาการปวดหลัง ปวดเอวบ่อยๆ โดยเฉพาะเวลานั่งนานๆ

3.ปวดเมื่อยตามข้อและร่างกายง่าย เช่น ปวดข้อเข่า ปวดต้นคอ

4.หลอดเลือดตีบตัน หรือหลอดเลือดแข็งได้ง่าย

โดยเฉพาะหากใครยังชอบดื่มน้ำเย็น นมเย็น กาแฟเย็น น้ำอัดลม น้ำหวานเย็น ชาเย็น อยู่เป็นประจำ ระวังจะมีอาการปวดหลังปวดตัวตามมา ถ้ารักที่จะดูแลใส่ใจเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี ก็ควรจะต้องดูแลตนเองง่ายๆ ด้วยการดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำในอุณหภูมิห้อง เพื่อที่จะช่วยปรับเลือดที่หนืดข้นให้หายข้น ด้วยการเพิ่มน้ำเข้ากระแสเลือด โดยการดื่มน้ำอุ่นให้ได้ 8-10 แก้วทุกวัน จะช่วยทำให้เลือดไหลเวียนสะดวกอย่างต่อเนื่อง

ถ้าเราดื่มน้ำน้อยกว่าวันละ 1 ลิตร เลือดซึ่ง 90% ทำมาจากน้ำก็จะไหลเวียนไม่สะดวก ร่างกายก็จะขับของเสียได้ยาก ขณะเดียวกันสารอาหารในเลือดก็ส่งไปถึงร่างกายช้า ทางแพทย์จีนบอกว่าถ้าเกิดเลือดลมเดินไม่สะดวก นี่เป็นบ่อเกิดสารพัดโรคเลย

รวมทั้งออกกำลังกายเป็นประจำเท่าที่จะสามารถทำได้ อย่างน้อย 15-20 นาทีทุกวัน ด้วยการยืดเส้นยืดสาย หรือเดินออกกำลังกาย เพื่อจะช่วยให้เลือดไหลเวียนสม่ำเสมอ นอกจากนี้ควรจะงดหรือลดไม่กินอาหารเนื้อสัตว์ ของทอด ของหวานจัด เพราะทำให้เกิดอนุมูลอิสระปริมาณมาก จนทำให้หลอดเลือดแข็ง

ดังนั้น ถ้าอยากสูงวัยแบบแข็งแรงสุขภาพดี ก็ต้องเริ่มวางแผนสุขภาพกันเสียแต่วันนี้ อยากสูงวัยแบบสง่างามเราออกแบบได้และควรลงทุนกับสุขภาพเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อผลดีทันตาเห็นในวัยแค่ 40 ปลายแล้วยังสวย หล่อ ดูดีกันอยู่

‘อ๊อฟ-ปองศักดิ์’ ไม่ทิ้งลาย ดราม่าตัวแม่!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/343093

‘อ๊อฟ-ปองศักดิ์’ ไม่ทิ้งลาย ดราม่าตัวแม่!!

‘อ๊อฟ-ปองศักดิ์’ ไม่ทิ้งลาย ดราม่าตัวแม่!!

วันอังคาร ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แม้ชีวิตจริงกำลังอินเลิฟ แฮปปี้เว่อร์วัง แต่ “อ๊อฟ ปองศักดิ์” สุดยอดเอ็นเตอร์เทนเนอร์แห่ง มิวสิกครีมในเครือจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ฯ ก็ไม่ยอมสละตำแหน่ง ตัวแม่ด้านดราม่า เพราะซิงเกิ้ลล่าสุด “ไม่รักก็บอกไม่ใช่นอกใจ” ประทับลายเซ็นเป็นอ๊อฟสไตล์ สุดๆ

อ๊อฟ เล่าถึงการทำงานครั้งนี้ว่า “ไม่รักก็บอกไม่ใช่นอกใจ เป็นเพลงสไตล์ ของอ๊อฟที่ทุกคนคุ้นเคย สำหรับเอ็มวีเพลงนี้ เราหยิบเอาเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในสังคมมานำเสนอ ถามว่าอ๊อฟเคยเจอมามั้ย ก็บอกเลยว่า เคยครับ แต่นั่นนานมาแล้วครับ เพราะตอนนี้อ๊อฟแฮปปี้มาก(หัวเราะ) อ๊อฟเลยขอเป็นตัวแทนความรู้สึกของคนที่เคยเจอการนอกใจ อยากจะบอกว่า อ๊อฟเข้าใจทุกคน และอยากเป็นกำลังใจให้ก้าวข้ามปัญหาไปให้ได้ครับ ในส่วนของเอ็มวีเนื้อเรื่องก็พูดถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกนอกใจ และเมื่อจับได้แฟนของเธอก็ยังแถไปเรื่อย แต่จะถูกจับได้แบบไหนและแถไปยังไง ไม่เล่าดีกว่าอยากให้ไปติดตามในเอ็มวีดูครับ รับรองว่าแซ่บและ ดราม่า แน่นอน ส่วนนักแสดงก็ได้ น้องเอิร์ท-วิศววิท (จาก บุพเพสันนิวาส) และน้องแยม-มทิรา มาเล่นให้ครับที่เลือก 2 คนนี้มา เพราะคาแร็กเตอร์เหมาะกับโจทย์ที่เราตั้งไว้ คือพระเอกจะต้องลุคร้ายๆ แบดบอยหน่อย ส่วนนางเอกก็ต้องดูน่าสงสารมากกกกกก ซึ่งต้องปรบมือให้ทั้งสองคนเลย เพราะเอิร์ทก็ร้ายจนเราแอบเกลียด (หัวเราะ) ส่วนแยมก็ร้องไห้เก่งมากน้ำตาท่วมจริงๆ เล่นได้น่าสงสารจริงๆ ยังไงฝากติดตาม ด้วยครับทาง Youtube : MUSICCREAMgmm และโหลดเพลงฟังได้ที่ *1230015 กดโทร.ออก”

‘เบนซ์-นีน่า’เตรียมพาตะลุยเซี่ยงไฮ้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/343090

‘เบนซ์-นีน่า’เตรียมพาตะลุยเซี่ยงไฮ้

‘เบนซ์-นีน่า’เตรียมพาตะลุยเซี่ยงไฮ้

วันอังคาร ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จัดหนัก จัดเต็ม เดินหน้าส่งความสุขให้แฟนๆ อย่างต่อเนื่อง สำหรับช่อง “MONO29” (โมโนทเวนตี้ไนน์) กับ กิจกรรม Mono29 World Trip : Journey Shanghai โดย นันทพันธ์ แสงไชย ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ได้จับรางวัลผู้โชคดีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จำนวน 5 รางวัล รางวัลละ 2 ท่าน ณ สตูดิโอโมโนทเวนตี้ไนน์ จัสมินอินเตอร์เนชั่นแนลทาวเวอร์ แจ้งวัฒนะ พร้อมส่งตัวแทนนักแสดงและศิลปินในสังกัดเบนซ์-ณัฐธิดา ตรีชัยยะ และนีน่า-นิชนารถ พรหมมาตร พาผู้โชคดีทั้ง 10 ท่าน ตะลุยมหานครเซี่ยงไฮ้กันอย่างช่ำปอด  ตามกำหนดการเดินทางในวันที่ 4-8 กรกฎาคม 2561 ถ้าพลาดทริปนี้!! ยังมีทริปดีๆ อีก 7 ทริป ให้ร่วมสนุก ติดตามได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจและช่อง MONO29

‘แกล้งแอ๊บแอบรัก’ รับไม้ต่อ ลง Mello

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/343089

‘แกล้งแอ๊บแอบรัก’  รับไม้ต่อ ลง Mello

‘แกล้งแอ๊บแอบรัก’ รับไม้ต่อ ลง Mello

วันอังคาร ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.
Mello (เมลโล่) แพลตฟอร์มเอ็นเตอร์เทนเมนต์ออนไลน์จาก บริษัท บีอีซีไอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ส่งซีรี่ส์เรื่องที่สอง Love Lie Hide Fake แกล้งแอ๊บแอบรัก มาให้ชมกัน หลังจากเรื่องแรก Notification เตือนนักรักซะเลย มียอดเข้าชมกว่า 6 ล้านวิว!! สำหรับ “แกล้งแอ๊บแอบรัก” เป็นงานของผู้กำกับ ปราชญ์ณุชาชิษ ผู้กำกับซีรี่ส์ Room Alone, Wifi Society และรายการท่องเที่ยวสุดฮาเทยเที่ยวไทย นำแสดงโดย จ๊อบ-ธัชพล, ไข่มุก-อาภาสิริ, ป๊อป คำเกษม และ เบสท์-อนาวิล ติดตามซีรี่ส์กลุ่มฮีโร่คอนเทนท์สไตล์โรแมนติก คอมเมดี้ ได้ทางแอพพลิเคชั่น Mello ทุกคืนวันเสาร์ เวลา 20.00 น.