ก่อนจะเผยความจริง อัจฉราวดี วงศ์สกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/310905

ก่อนจะเผยความจริง อัจฉราวดี วงศ์สกล

คนในข่าว  :  28 ม.ค. 2561
อัจฉราวดี วงศ์สกล

“อาจารย์เป็นนักบุญ หรือคนบาป ขอให้ท่านตัดสินด้วยปัญญา และดูปฏิปทาที่ทำเพื่อพุทธศาสนามาโดยตลอด”

          มาอีกแล้ว ข่าวอ่อนไหวหัวใจชาวพุทธ เมื่ออยู่ๆ เริ่มมีกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์สตรีผู้หนึ่งในท่วงทำนองว่าอวดอ้างบรรลุธรรม ทั้งๆ ที่ไม่ได้บวช

แล้วก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น อัจฉราวดี วงศ์สกล ที่เวลานี้ เป็นอาจารย์อ้อยไปแล้ว ที่ออกมานำเสนอการปฏิวัติธรรมสายใหม่ ที่เรียกว่า “เตโชวิปัสสนา” พร้อมทั้งประกาศชัดว่า “พระสงฆ์ค่อน ประเทศมอมเมาประชาชน และคนเราไม่ต้องไปวัดก็ได้”

 

ก่อนจะเผยความจริง อัจฉราวดี วงศ์สกล

ขอบคุณภาพจาก http://techovipassana.org/

 

แต่ล่าสุด เธอได้ลุกขึ้นมาแถลงข่าว ช่วงเย็นวันเสาร์ที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่มูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต  ณ ซอยสุขุมวิท 67

เพื่อไขคำตอบ บรรดาคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะ กรณีที่มีการเผยแพร่ภาพพระสงฆ์ยกมือไหว้ตัวเธอ ซึ่งก่อนให้เกิดคำต่อว่าต่างๆ นานามายังตัวของอ.อ้อย

และเธอเชื่อว่า มีขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง ดิสเครดิต ตัวเธอ อ.อ้อนจึงจำเป็นต้องชี้แจงในทุก “ความจริง” และ “ความลวง” ที่เกิดขึ้นนั่นเอง

สำหรับการแถลงข่าวของ อ.อัจฉราวดี วงศ์สกลมีเนื้อหาที่สรุปได้ว่า

อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ประกาศที่จะฟ้องศาลดำเนินคดีอดีตศิษย์ โดยเจ้าตัวระบุว่า “เป็นอดีตศิษย์ที่มีความอาฆาตมาดร้าย และมุ่งทำลายสายธรรม ที่เข้าร่วมผสมโรงกับผู้เสียประโยชน์ และกลุ่มอดีตศิษย์ได้กล่าวเท็จให้ร้ายสายธรรมอย่างสิ้นความละอายที่สุด จนต้องประกาศพึ่งศาลยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์และความสง่างาม”

..              สำหรับต้นเหตุเรื่องนี้ มาจาก “ขบวนการทำลายชื่อเสียง” บิดเบือนความจริง ที่มีต้นเหตุมาจากการทำแคมเปญ “หยุดอลัชชี” แล้วมีอดีตลูกศิษย์ได้เอาภาพต่างๆ ในสายธรรม ไปใช้และเติมคำใส่คำ เพื่อให้ดูว่า ตนเองนั้น พยายามทำตัวสูงส่งเกินอริยสงฆ์

อีกทั้งยังกล่าวเท็จอย่างไม่มีความละอายว่า ท่านเรียกเก็บเงินบริจาคเพื่อให้ผู้มาปฏิบัติ “เตโชวิปัสสนา” ว่าหากบริจาคเงินมากจะได้รับการประกาศสถานะอริยบุคคล

“เป็นการกล่าวเท็จที่เลวทรามที่สุด ที่ดูหมิ่นเหยียดหยามสายธรรเมเตโชวิปัสสนา ทำให้สายธรรมถูกดูแคลน ทำให้ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาด้วยเพื่อการพ้นทุกข์ ถูกดูแคลน”

อย่างไรก็ดี การรณรงค์ “หยุดอลัชชี”  ที่อาจารย์เปิดประเด็นราวกลางเดือนมกราคม ที่ผ่านมา นั้น มีเจตนาบริสุทธิ์ที่ปลุกจิตให้ฝั่งสงฆ์ และฆราวาสตื่นมาช่วยแก้ไขความเสื่อม และกล่าวว่า ขอให้อลัชชีทั้งหลาย สึกออกมาเป็นฆราวาส เพื่อหยุดทำร้ายพระพุทธศาสนา และฆราวาสลุกมาเป็นพุทธบริษัทที่เข้มแข็ง ไม่เป็นพุทธเพียงแค่ในทะเบียนบ้าน เพื่อช่วยแก้ไขความเสื่อมในพระศาสนา

และการนี้ ท่านยังได้แสดงบัญชีที่มาการได้รับบริจาค การใช้จ่ายเงินของมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า อย่างโปร่งใสว่าไม่ใช่นำไปใช้ในเรื่องพาณิชย์ แต่นำไปเป็นค่าเช่าบิลบอร์ดรณรงค์ให้ชาวต่างชาติรู้หลักปฏิบัติต่อสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า ไม่ลบหลู่และไม่นำสัญลักษณ์ไปใช้เป็นของตกแต่ง ซึ่งคำแถลงนี้เป็นที่พอใจแก่ผู้สื่อข่าวจนไม่มีการติดใจสงสัยใดๆ

ข้างต้น คือส่วนนึงของการแถลงจากท่านอาจารย์ แต่ในงานแลถงข่าวยังมีการแจกเอกสารชี้แจง ข้อสงสัยต่างๆ อีกหลายข้อ สรุปได้ว่า ในส่วนของประเด็นการบิดเบือนคำสอน เธออธิบายว่า “เตโชวิปัสสนา” เป็นการปฏิบัติวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐานสี่ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนทุกประการ

ส่วนที่กล่าวอวดว่า “ฆราวาสบรรลุธรรมได้” เธอชี้แจงโดยยกบันทึกในพระไตรปิฎกในสมัยพุทธกาล ว่ามีอุบาสกอุบาสิกา บรรลุธรรมทุกลำดับขั้นมากมาย เช่น นางวิสาขา บรรลุโสดาบันตั้งแต่ 7 ขวบ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี บรรลุขั้นโสดาบัน ท่านหมอชีวกโกมารพัจจ์ บรรลุขั้นสกิทาคามี พระเจ้าสุทโธทนะ พระบิดาของพระพุทธเจ้า บรรลุขั้นอรหันต์ ขณะที่กำลังเสด็จสวรรคต

ขณะที่ในยุคปัจจุบัน ยังมีที่บรรลุขั้นสูงคือตามที่มีการกล่าวถึงคือ คุณแม่จันดี โลหิตดี น้องของหลวงตามหาบัว โดยลักษณะ “อวิชชาขาดกระเด็นออกจากจิต ขณะนั้นรู้ว่า อวิชชาเหนียวแน่นมาก พร้อมกับก้นกระแทกพื้นสูง 1 ศอก โลกธาตุหวั่นไหว แผ่นดินสะเทือน” (อ้างว่าคุรแม่จันดีเล่าให้หลวงตามหาบัวฟัง)

ทั้งหมดนี้ จึงเหมือนเป็นการพิสูจน์ว่า ฆราวาสบรรลุธรรมได้ ส่วน ข้อที่บอกว่าไม่ให้เชื่อพระไตรปิฎก เธอปฏิเสธ ไม่เคยพูด มีแต่บอกว่า อย่าติดตำรา ตราบใดที่ยังไม่ลงมือปฏิบัติ

ส่วนข้อสุดท้าย “การต้องการเป็นเจ้าลัทธิ” อ.อ้อยปฏิเสธ โดยกล่าวว่า คำว่า ลัทธิ คือการประกาศว่าเป็นการคิดคำสอนขึ้นมาเอง แต่ท่านสอนหลักธรรมตามที่พระพุทธองค์ทรงสอน และประกาศตนเป็นพุทธสาวก

แต่มุมนี้ อ.อ้อยวิเคราะห์ว่า เป็นธรรมดาเมื่อมีผู้ศรัทธาในสายธรรมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงทำถูกมองว่าจะสร้างลัทธิ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่คลาสสิก เมื่อมีคนเห็นความเข้มแข็งของสายธรรม

ส่วนที่มองว่าจะมีลักษณะเหมือน “ธรรมกาย” อ.อ้อยกล่าวว่า ท่านไม่สนใจเรื่องการสร้างอำนาจ การรวมตัวกันของเหล่าศิษย์ เพื่อเป็นบ่อเกิดแห่งความดีงาม เป็นกำลังในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ช่วยหยุดยั้งการลบหลู่พระบรมศาสดา จึงทำให้เป็นเป้าถูกทำลายได้ง่าย

และนี่คือคำชี้แจงทั้งหมดของเธอ ที่เหลือคือ ในส่วนของการฟ้องร้อง คงจะต้องติดตามกันต่อไป โดยเฉพาะคนไทยก็อยากรู้เหมือนกันว่า ฝ่ายตรงข้ามที่เคลื่อนไหวนั้นเป็นฝ่ายไหน และมีจะมีหลักฐานข้อโต้แย้งอะไรออกมา เนื่องจากเวลานี้ คนไทยก็เหมือนฟังความข้างเดียว

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ดูจะน่าสนใจพอๆ กันคือ เอาเข้าจริงๆ แล้ว อ.อ้อยผู้นี้คือใครกันแน่ สืบประวัติแล้วมีมากมาย เพราะเธอจัดว่าเป็นคนดัง เซเลบแถวหน้า คนหนึ่ง

เพราะเธอเคยเป็นดีไซเนอร์เครื่องเพชรมือวางเบอร์ต้นๆ ของไทย ผู้เป็นเจ้าของร้าน St.Tropez Diamond การันตีด้วยรางวัลมากมายนับไม่ถ้วน

ประวัติของ อ.อ้อย คนนี้ อ.อัจฉาราวดี เกิดเมื่อวันที่ 28 .. 2508 เป็นคนกรุงเทพโดยกำเนิด บิดา มารดาทำการค้าขาย รวมๆ แล้วครอบครัวมีฐานะปานกลาง

สำหรับชีวิตส่วนนั้น เธอสมรสครั้งแรก (ไม่ระบุนาม โดยภายหลังหย่าขาดจากกัน) มีบุตรสาว 2 คน คนแรกเสียชีวิตเมื่ออายุเพียง 4 เดือน ส่วนคนที่สอง คือ อาภาณี วงศ์สกล ชื่อเล่นว่า นิว เกิดช่วงปี2533 สำหรับสามีคนปัจจุบัน คือ แดเนียล ทาบุช มีธิดา 2 คน คือ ด..ทาเทียน่า ทาบุช หรือ น้องส้มจีน หรือ แทต เกิดช่วงปี 2544 และ2. ..นาตาชา ทาบุช เกิดช่วงปี 2547 (ข้อมูลจากไทยรัฐออนไลนฺ์)

.อัจฉราวดี จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพโรงเรียนพาณิชยการสันติราษฎร์ จากนั้นจบปริญญาตรี ด้านการตลาด มหาวิทยาลัยศรีปทุม และไปเรียนการกำกับภาพยนตร์ สถาบัน New York film Academy ประเทศสหรัฐอเมริกา

ช่วงแรกเธอทำงานฝ่ายโปรโมชั่น บริษัท ซีบีเอส เรคคอร์ด และยังมีงานเขียนเป็นคอลัมนิสต์เขียนวิจารณ์เพลงและสกู๊ป แนะนำศิลปินหน้าใหม่จากต่างประเทศ ลงในหนังสือ ไอ.เอส.ซองฮิต

เคยทำงานฝ่ายโฆษณาที่นิตยสารอินเวสเตอร์ และยังเคยเป็นเจ้าของบริษัทโปรดักชั่น รับทำโฆษณาและสิ่งพิมพ์, เจ้าของบริษัท Medelin Jewelry เคยเป็นเจ้าของบริษัทอันดามันฟิล์ม ผลิตภาพยนตร์อีกด้วย

    แต่ดูเหมือนว่าเส้นทางสายสีแสงแห่งเพชร จะเหมาะกับเธอมาก เพราะช่วงปี 2543 เธอเปิดบริษัท St.Tropez Diamond (แซงต์ โทรแป ไดมอนด์) มีร้านเพชรชื่อว่า แซงต์ โทรแป ไดมอนด์ มีชื่อเสียงเป็นอันมาก!!

เธอเคยให้สัมภาษณ์ผู้จัดการออนไลน์ว่า พอมาเริ่มออกแบบลวดลายเครื่องเพชรเองเน้นดีไซน์ใหม่ๆ ก็ประสบความสำเร็จ ไปเตะตาบรรดาไฮโซเงินถัง เกิดมีชื่อเสียงขึ้นมา

โดยเฉพาะถ้าถามถึง ร้าน St.Tropez Diamond (แซงต์ โทรแป ไดมอนด์) ไฮโซผู้หลงใหลดารเล่นเพชร จะต้องนับเป็นอับดับหนึ่ง!

    จากนั้นเธอก็มีทั้งความสำเร็จ และชื่อเสียงเงินทอง แถมยังเคยถูกเพื่อนโกงเงินไป 1 ล้าน และโดนลูกค้าโกงทางอินเตอร์เน็ต แต่แล้วเธอก็สามารถใช้หลักธรรมในการแก้ปัญหาต่างๆที่เข้ามาในชีวิตจนได้

กระทั่งโผล่เป็นผู้ศึกษาทางธรรม ก่อตั้ง “มูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต” และ “องค์กรโนอิ้ง บุดด้า” (Knowing Buddha) เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา และบรรยายธรรมนอกสถานที่ตามควร จนมีชื่อเสียงได้รับการตอบรับในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบและติดตามเรื่องราวของเธอ

โดยยังมีสถานปฏิบัติธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ที่ เขาพระพุทธบาทน้อย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

 

ก่อนจะเผยความจริง อัจฉราวดี วงศ์สกล

สถานปฏิบัติธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ที่ เขาพระพุทธบาทน้อย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ภาพจาก http://techovipassana.org/

 

ก่อนจะเผยความจริง อัจฉราวดี วงศ์สกล

กิจกรรมทางพุทธศาสนา ภาพจาก http://techovipassana.org/

  โดยในเวบไซต์ techovipassana.org ได้ระบุว่า “เตโชวิปัสสนา” นั้น “การปฏิบัติวิธีนี้ ไม่เคยมีผู้ใดได้รู้วิธีการมาก่อน พระอาจารย์สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ท่านได้มาสื่อจิตสอนวิธีการปฏิบัติให้ อ.อัจฉรา เมื่อปี 2550″

          “และเมื่ออาจารย์ได้ทดลองปฏิบัติดู ก็ได้เห็นความมหัศจรรย์ของผลที่ได้จากการปฏิบัติด้วยเป็นวิธีที่สามารถชำระจิตให้บริสุทธิ์ชนิดขุดรากถอนโคนกิเลส เกิดเป็นมรรคผลที่เป็นเสมือนเส้นทางลัดมุ่งไปสู่ประตูนิพพานดังที่ได้บันทึกไว้ในหนังสือ เตโชวิปัสสนาเปิดประตูนิพพาน” (อ้างอิงจากhttp://techovipassana.org/web/about.php)

แต่ล่าสุด เมื่อกระแสของเธอเริ่มเอนเอียงไปในทางการตั้งคำถามอย่างคลางแคลงใจจากสังคม เธอจึงโพสต์ชี้แจงในเฟซบุค “นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ กับอ.อัจฉราวดี วงศ์สกล” เมื่อวันที่ 25 .. ว่า

อาจารย์เป็นนักบุญ หรือคนบาป ขอให้ท่านตัดสินด้วยปัญญา และดูปฏิปทาที่ทำเพื่อพุทธศาสนามาโดยตลอด โดยเฉพาะกับงานของโนอิ้ง บุดด้า ที่ปกป้องพระเกียรติพระบรมศาสดา ขจรขจายไปทั่วโลกและกำลังปลุกศีลธรรมให้คนในชาติกลับคืนมา””

  จากนั้นก็แถลงข่าวในรุ่งขึ้น วันเสาร์ที่ 27 ..2561 นี้ แถลงข่าวถึงความลวง!! ความจริง!!  ทุกอย่างประเดประดังมาที่เธอทางโซเชียล และพื่นที่สื่อต่างๆ อย่างมากมายในเวลานี้

 

ก่อนจะเผยความจริง อัจฉราวดี วงศ์สกล

 

ก่อนจะเผยความจริง อัจฉราวดี วงศ์สกล

 

//////

ขอบคุณภาพจากเฟซบุค นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ กับอ.อัจฉราวดี วงศ์สกล

แและเวบไซต์ http://techovipassana.org/

พลเมืองฝรั่งเศส “จรัล ดิษฐาอภิชัย” จากภูพยัคฆ์ถึงปารีส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/310920

พลเมืองฝรั่งเศส “จรัล ดิษฐาอภิชัย” จากภูพยัคฆ์ถึงปารีส

คนในข่าว  :  26 ม.ค. 2561
จรัล ดิษฐาอภิชัย, จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ, สภาหน้าโดม, สำนัก 61 ภูพยัคฆ์, พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.), ภูพยัคฆ์ จังหวัดน่าน, อภิชัย ภราดร, องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย

รู้จัก  จรัล ดิษฐาอภิชัย คลังสมองของฝ่าย “ต้านอำมาตย์” และเป็น “นักทฤษฎี” ของฝ่ายคนเสื้อแดง

          เมื่อเช้าวันที่ 26 ม.ค.2561 นักข่าวอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว Sa-nguan Khumrungroj แจ้งข่าวของคนไทยที่ชื่อ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” โดยมีข้อความว่า “ชาวฝรั่งเศสเชื้อสายไทย คนล่าสุด–ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสาบานตนเรียบร้อยแล้ว” พร้อมกับภาพวันสาบานตนเป็นพลเมืองชาวฝรั่งเศส

พลเมืองฝรั่งเศส "จรัล ดิษฐาอภิชัย" จากภูพยัคฆ์ถึงปารีส

          ย้อนไปเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ปีที่แล้ว จรัล ดิษฐาอภิชัย ได้โพสต์เฟซบุ๊คระบุว่า “ข่าวร้าย ผมไม่ได้เป็นผู้ลี้ภัยการเมืองแล้ว ข่าวดี ได้สัญชาติฝรั่งเศส เป็นพลเมืองของสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างสมบูรณ์”

          “จรัล” เดินทางออกจากเมืองไทย ก่อนหน้าที่จะเกิดรัฐประหาร 2557 โดยเขาประเมินสถานการณ์จากการชุมนุม กปปส. และเชื่อว่า มันจะตามมาด้วยการยึดอำนาจของฝ่ายทหาร เขาจึงหลบหนีผ่านกัมพูชา และมีปลายอยู่ที่ฝรั่งเศส

          สองปีแรก จรัลร่วมกับ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการ องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย และสื่อสารถึงคนเสื้อแดงในเมืองไทย

พลเมืองฝรั่งเศส "จรัล ดิษฐาอภิชัย" จากภูพยัคฆ์ถึงปารีส

          แต่กระแสต้าน คสช.จุดไม่ติด ทั้งในและนอกประเทศ จรัลจึงถอยห่างจากองค์กรเสรีไทย และเมื่อได้เป็นพลเมืองฝรั่งเศส จรัลก็แทบจะไม่ได้ทำกิจกรรมใดๆ 

          จรัล ดิษฐาอภิชัย เป็นคนพัทลุง เรียนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นใกล้เคียงกับ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ร่วมกันก่อตั้งกลุ่มอิสระที่ชื่อ “สภาหน้าโดม” ซึ่งโด่งดังมากในยุคก่อน 14 ตุลาคม 2516

          ระหว่างปี 2517-2519 จรัลได้เข้าเป็นสมาชิก พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) รับผิดชอบการจัดตั้งเยาวชน นิสิตนักศึกษาในเมือง จรัลเป็นคนที่สัตย์ซื่อต่อลัทธิมาร์กซ์เลนิน และความคิดเหมาเจ๋อตง

          หลัง 6 ต.ค.2519 จรัลเข้าป่าทางเขตงานฐานที่มั่นเขาค้อ-หินร่องกล้าไปได้สัก 1 ปี ในปี 2521 ก็ถูกพรรคส่งไปนำเพื่อนฝูงโดยมีตำแหน่งเป็นถึงหัวสำนัก 61 แห่งฐานที่มั่น ภูพยัคฆ์ จังหวัดน่าน

          สำนัก 61 ภูพยัคฆ์ เป็นศูนย์รวมปัญญาชนปฏิวัติไทย การที่จรัลได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าสำนัก ย่อมบ่งชี้ถึงความไว้เนื้อเชื่อใจของคณะกรรมการกลาง พคท.

          ปี 2527 จรัลหอบความผิดหวังต่อการปฏิวัติไทย กลับลงมาจากภูพยัคฆ์ น่านเหนือ และไปเรียนต่อปริญญาโทประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปารีส และเรียนปรัชญาการเมือง มหาวิทยาลัยปารีส (ซอร์บอน)

          จรัลถือว่าเป็นนักทฤษฎีปฏิวัติระดับแถวหน้าคนหนึ่งในยุคก่อน 14 ตุลา เมื่อมีโอกาสใช้ชีวิตในประเทศฝรั่งเศส จึงใช้เวลาส่วนหนึ่งให้หมดไปกับการศึกษาการปฏิวัติฝรั่งเศส

          ปี 2532 ในวาระครบรอบ 200 ปี ของการปฏิวัติฝรั่งเศส เป็นช่วงที่จรัลไปเรียนปรัชญาการเมือง และเรียนD.E.A.ทางประวัติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยปารีส โดยมีวัตถุประสงค์เรียนวิชาประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศส เขาใช้เวลา 2 ปี ศึกษาค้นคว้าอยู่ในห้องสมุดของสถาบันศึกษาการปฏิวัติฝรั่งเศส

          ปี 2533 เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปี 2541 เป็นประธานสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) และปี 2544 เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

          หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 จรัลในนามปากกา “อภิชัย ภราดร” ลงมือเขียนเรื่องการปฏิวัติฝรั่งเศส ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ใน นสพ.ผู้จัดการรายวัน และสำนักพิมพ์ผู้จัดการ ได้จัดพิมพ์ “การปฏิวัติฝรั่งเศส..จากวันยึดคุกบาสตีล ถึงวันสถาปนาสาธารณรัฐ” ออกมา 2 เล่ม

          เมื่อเกิดการรัฐประหาร 2549 จรัลเป็นปัญญาชนคนแรกๆที่ออกมาแสดงตัวต่อต้านการยึดอำนาจ และเรียกร้องให้คนเดือนตุลาเลือกข้าง ว่าจะเอา “ประชาธิปไตย” หรือ “เผด็จการ”

พลเมืองฝรั่งเศส "จรัล ดิษฐาอภิชัย" จากภูพยัคฆ์ถึงปารีส

          ช่วงที่มีการรณรงค์ต้านรัฐประหารช่วงปี 2549 – 2550 เขาเป็นที่ปรึกษาของกลุ่มต้านรัฐประหาร ได้รับเชิญให้ไปปราศรัยในเวทีที่สนามหลวงหลายครั้ง ต่อมา เขาเป็นแกนนำชุดแรกของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ขณะที่ยังมีตำแหน่งกรรมการสิทธิฯ จึงถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง

          นับแต่นั้นมา จรัลก็เป็น “คลังสมอง” ของฝ่ายต้านอำมาตย์ และเป็นนักทฤษฎีของฝ่ายคนเสื้อแดง

          เมื่อสองปีก่อน เขาให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย ตอนหนึ่งว่า รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงแข็งแกร่งและควบคุมประชาชนได้ ส่วนฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยยังคงไม่ได้ยกระดับการเคลื่อนไหวมากนัก

          “โอกาสที่พวกผมจะได้กลับเมืองไทยคงยาก เตรียมใจอยู่ที่นี่จนตายแล้ว”

พลเมืองฝรั่งเศส "จรัล ดิษฐาอภิชัย" จากภูพยัคฆ์ถึงปารีส

          ปลายปีที่แล้ว นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยคนหนึ่งที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศส ได้สรุปสถานการณ์ในปี 2561 ว่า

          “คสช.เสื่อมอำนาจ แต่คงไม่ถึงกับพัง” พร้อมชี้ว่า คสช.มีทางเลือกอยู่ 3 ทางคือ

          1.ปล่อยให้กลไกในรัฐธรรมนูญกำกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 2.มีการเลือกตั้ง มีพรรคสนับสนุนให้ตัวแทน คสช.เป็นนายกรัฐมนตรี 3.เลื่อนโรดแม็พ เลื่อนเลือกตั้ง

          มาในชั่วโมงนี้ คสช.เลือกทางที่ 3 คือเลื่อนเลือกตั้ง!!!

ฮอตยกกำลัง10! ‘ใบเตย’ถ่ายแฟชั่นชุดว่ายน้ำแซ่บซี๊ดหนักมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/331891

ฮอตยกกำลัง10! 'ใบเตย'ถ่ายแฟชั่นชุดว่ายน้ำแซ่บซี๊ดหนักมาก

ฮอตยกกำลัง10! ‘ใบเตย’ถ่ายแฟชั่นชุดว่ายน้ำแซ่บซี๊ดหนักมาก

วันอาทิตย์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561, 13.46 น.

8 เม.ย.61 คงความแซ่บต่อเนื่องจริงๆ สำหรับนักร้องลูกทุ่งสาวสุดเซ็กซี่ “ใบเตย อาร์สยาม” หรือ “สุธีวัน ทวีสิน” หลังจากที่สร้างความฮือฮาไปไม่น้อยในวันงานปาร์ตี้วันเกิดของเจ้าตัวที่สาวใบเตยจัดเต็มความเซ็กซี่ในชุดลายเสือ โชว์เว้าหน้าเว้าหลังแบบที่ชาวเน็ตต้องร้องว้าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 30 ยังแจ๋ว! ‘ใบเตย อาร์สยาม’จัดปาร์ตี้วันเกิดแซ่บซี๊ดหนักมาก

ล่าสุด สาวใบเตยก็ขออวดความแซ่บคูณ 10 กับผลงานการถ่ายแบบให้กับเพจ Surround ที่ถ่ายคู่กับนายแบบหนุ่มหล่อกล้ามแน่น ซึ่งมาในธีมชุดว่ายน้ำสุดซี๊ด บอกเลยว่ามีความฮอตไม่แพ้ชุดปาร์ตี้วันเกิดเลยทีเดียว

 

เรียลิตี้ ‘ป๋าซ่าพาซิ่ง’ บุกนิวซีแลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/331790

เรียลิตี้ ‘ป๋าซ่าพาซิ่ง’ บุกนิวซีแลนด์

เรียลิตี้ ‘ป๋าซ่าพาซิ่ง’ บุกนิวซีแลนด์

วันอาทิตย์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการบันเทิงไทยบ้านเราอีกครั้ง เมื่อ ทรูโฟร์ยู ช่อง 24ร่วมมือกับ True CJ Creations คว้าวาไรตี้เรียลิตี้โชว์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศเกาหลี Grandpas Over Flowers มาทำในเวอร์ชั่นไทย ชื่อ “ป๋าซ่าพาซิ่ง Grandpas Over Flowers Thailand” โดยการคว้าเอา 4 ป๋าซ่าสุดเก๋าแห่งวงการบันเทิง นิรุตติ์ ศิริจรรยา, ชลิต เฟื่องอารมย์, แอนนา ชวนชื่น,อุดม ชวนชื่น และไกด์รุ่นหลานสุดหล่อ แบงค์-ธิติ มหาโยธารักษ์ มาร่วมทีมไปตะลุยโลกกว้าง แบบไม่มีสคริปต์ ไม่มีการเขียนบทกับภารกิจสุดเฮี้ยวที่ลงทุนบินไปถ่ายทำไกลถึงเมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งถ่ายทำเสร็จเป็นที่เรียบร้อย เตรียมประเดิมลงจอให้ชมกัน 23 เมษายนนี้ ทุกวันจันทร์ เวลา 20.30-21.30 น. ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24

Hollywood stars : 8 เมษายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/331772

Hollywood stars : 8 เมษายน 2561

Hollywood stars : 8 เมษายน 2561

วันอาทิตย์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

O พระเอกอดีตนักมวยปล้ำ ดเวนย์ จอห์นสัน ออกมายอมรับแล้วว่าเขามีปัญหากับ วิน ดีเซล ระหว่างถ่ายทำหนังรถซิ่งภาค 8 ด้วยกันจริง เนื่องจากทั้งสองมีมุมมองหรือปรัชญาการทำงานที่ไม่ตรงกัน ถึงขนาดที่ดเวนย์ กับ วิน ไม่ยอมเข้าฉากร่วมกัน จนคนดูจับสังเกตได้ งานนี้ ดเวนย์ก็ยังเผยว่าตอนนี้เขาทุ่มเทให้กับหนังรถซิ่งภาคแยกอย่าง Hobbs and Shaw ซึ่งเน้นตัวละครของเขาเป็นหลัก และไม่ฟันธงว่า เขายังคงจะโผล่ไปร่วมแจมในหนังรถซิ่ง Fast 9 ด้วยหรือเปล่า

O พระเอกออสการ์ รัสเซล โครว์ ขนของใช้ส่วนตัวมากกว่า 220 ชิ้นออกประมูล ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย บ้านเกิด ภายใต้คอนเซ็ปต์ Russell Crowe :The Art of Divorce พร้อมกับเลือกวันที่ 7 เมษายน ซึ่งตรงกับวันเกิดและวันครบรอบแต่งงานของเขากับอดีตภรรยา แดเนียล สเปนเซอร์ เป็นวันเปิดประมูลจริง โดยศูนย์การประมูล Sotheby เผยว่า ของทุกชิ้นที่รัสเซลเลือกมาประมูล คือ ของใช้ที่มีความทรงจำของรัสเซล และอดีตภรรยา จากการผ่านประสบการณ์ร่วมกันมา เพราะทั้งคู่ยังมีส่วนในการเลือกของออกประมูลทุกชิ้น งานนี้ รัสเซล ยังตอบไม่ได้ว่าจะเอาเงินที่ได้จากการประมูลไปทำอะไร แต่การมีเงินไว้ในมืออุ่นใจกว่าอยู่แล้ว

O พระเอกเคยฉาว โคลิน ฟาร์เรล จู่ๆ เดินหน้าเข้าสถานบำบัดรอบใหม่ ทั้งที่เขาเลิกยาอย่างเด็ดขาดไปแล้ว เพราะตั้งใจปรับชีวิตใหม่ ให้มั่นใจว่า เขาจะไม่กลับไปเดินทางผิดอีก ซึ่งสื่อกอสซิป Us Weekly ก็ยืนยันว่า ฟาร์เรลเข้าสถานบำบัดตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้ว โดยฟาร์เรล วัย 41 ปี เคยมีปัญหาติดยาอย่างหนักมานานเป็นสิบปี จนวันหนึ่งเขาก็ตัดสินใจเปลี่ยนตัวเอง เดินหน้าเข้าสถานบำบัด ทันทีที่ปิดกล้องหนังเรื่อง Miami Vice เมื่อปี 2005 ซึ่งหลังจากนั้น ชีวิตของ ฟาร์เรล ดูจะเข้ารูปเข้ารอย และมีผลงานต่อเนื่อง

O พระเอกจอมเกรียน ไรอัน เรย์โนลด์ ควงภรรยาคนสวย เบล็ค ไลฟ์ลีย์ มาสยบข่าวรักร้าวในงานเปิดตัวหนังหลอนๆ เรื่อง A Quiet Place ที่ลอสแองเจลิส พร้อมให้กำลังใจเพื่อนซี้ จอห์นคราซินสกี้ และภรรยา เอมิลี บลันท์ ซึ่งได้แสดงหนังร่วมกันเป็นครั้งแรก ซึ่งแม้หนุ่มจอห์นจะออกตัวว่าแยกแยะเรื่องส่วนตัวออกจากการทำงาน แต่ไม่วายชมภรรยาสุดที่รักว่าฝีมือการแสดงสุดยอดไปเลย

O ร้านแฮมเบอร์เกอร์เจ้าดัง อยากนำชื่อของพ่อมดแห่งฮอลลีวู้ด สตีเว่น สปีลเบิร์ก มาตั้งเป็นชื่อเมนูของร้านว่า SpielBurgerถึงขนาดเพียรส่งตัวอย่างอาหารไปให้ผู้กำกับดังได้พิจารณาถึงบริษัท หรือแม้แต่ทิ้งกระดาษโน้ตไว้บนรถของสปีลเบิร์กก็ทำมาแล้วแต่แทนที่สปีลเบิร์กจะเล่นด้วย เขากลับให้ทีมโปรดักชั่นของเขาทำคลิปวีดีโอสั้นๆ อัพขึ้นทวิตเตอร์ เพื่อบอกว่า แฮมเบอร์เกอร์ที่ส่งมาก็ดีอยู่นะ แต่ช่วยล้มเลิกความคิดที่จะนำชื่อเขาไปตั้งเป็นชื่อแฮมเบอร์เกอร์ของร้านเถอะ เพราะเขาไม่ยอม งานนี้แทนที่ร้านแฮมเบอร์เกอร์จะรู้สึกว่าหน้าแตก กลับดีใจยกใหญ่ที่สปีลเบิร์ก บอกว่าแฮมเบอร์เกอร์ของร้านอร่อย

ถั่วแระ เชิญยิ้ม นำทีมศิลปินร่วมงานบุญ ‘เหรียญนาคเกี้ยว รุ่น มนต์นาคราช’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/331767

ถั่วแระ เชิญยิ้ม นำทีมศิลปินร่วมงานบุญ  ‘เหรียญนาคเกี้ยว รุ่น มนต์นาคราช’

ถั่วแระ เชิญยิ้ม นำทีมศิลปินร่วมงานบุญ ‘เหรียญนาคเกี้ยว รุ่น มนต์นาคราช’

วันอาทิตย์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ถั่วแระ เชิญยิ้ม นำทีมศิลปินร่วมงานบุญ

‘เหรียญนาคเกี้ยว รุ่น มนต์นาคราช’

สมทบทุนสร้างพระอุโบสถ วัดพระบาทปางแฟน จ.เชียงใหม่

ถั่วแระ เชิญยิ้ม(ศรสุทธา กลั่นมาลี) นำทีมศิลปินใจบุญ อาทิ หยอง ลูกหยี, ครีม-ธิชาชา บุญเรืองขาว และหนิง-นลิน รุ่งรัศมี เข้าร่วมพุทธาภิเษก “เหรียญ นาคเกี้ยว รุ่น มนต์นาคราช” ณ วัดพระบาทปางแฟน อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ นำทีมเมตตาอธิษฐานจิตโดย พระครูสังฆรักษ์กฤต ฐิตวิริโย (พระอาจารย์โต) เกจิผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธาคมอย่างเอกอุ เจ้าของตำรับ ยันต์สาริกาเหินฟ้า อันเลื่องลือ

โดยมี พระเดชพระคุณพระราชพัฒนโสภณ หลวงพ่อเณรวัดทุ่งเศรษฐี กรุงเทพฯ จุดเทียนชัย และ พระเดชพระคุณ พระเทพปริยัติ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้ดับเทียนชัย,หลวงปู่ครูบาจันทร์ โชติโก วัดน้ำแป้งวนาราม อ.ปง จ.พะเยา, ครูบาปองพลสีลสํวโร วัดไชยผาบ อ.เทิง จ.เชียงราย, พระครูสิริบุญวัตร (หลวงปู่ครูบาบุญรอดปุริตฺวตฺโต) วัดบุญยืน จ.พะเยา,ครูบากฤษดา วัดปงสนุกเหนือ จ.ลำปาง, ครูบาจินะ สุจิณโณ วัดศรีจอมเรือง จ.พะเยา, พระครูอดุลญาณประยุต(ครูบาติ๊บอินทญาโณ) วัดม่วงม้าใต้ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่, ครูบาคำฝั้น วัดกอโชค อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่, ครูบาบุญเจริญ จ.เชียงใหม่ (ศิษย์เอก ครูบาบุญชุ่ม) และครูบากฤษดา สุเมโธ วัดสันพระเจ้าแดง จ.ลำพูน

ร่วมด้วยอาจารย์สายล้านนาอ.หนานแดง สันป่าตอง, อ.ทรัพย์ ฤาษีมุนีเทพ, อ.หนานชัย สันกำแพง, อ.หนานคง มนต์ล้านนา, อ.ขาว ศักดิ์สิทธิ์,อ.เพิ่มรุ่ง มนต์พระสังข์ถอดรูป,อ.เทพ พงศาวดาร, อ.พรหมฤทธิ์ เนตรทิพย์และ อ.เอก ดวงดี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสมทบทุนสร้างพระอุโบสถ วัดพระบาทปางแฟน และ เป็นทุนการศึกษาพระสงฆ์ สำนักศาสนกิจวัดเจ็ดยอด พระอารามหลวง จ.เชียงใหม่โดยมี สุบิน ใจแก้วทิ (หมอบิน เชียงใหม่) เป็นประธานดำเนินงาน โดยศิลปินดารานอกจากจะได้รับเหรียญนาคเกี้ยว รุ่นมนต์นาคราช แล้ว สาวครีมและสาวหนิง ยังได้ร่วมปิดทองเจิมหน้าผากกับ ครูบาบุญเจริญ จ.เชียงใหม่ เพื่อเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตด้วย

Star Retro : เส้นทางชีวิตคุณพ่อสุดแนว ‘เสนาเพชร-พุฒิพงศ์’ สู่การเป็นผู้กำกับสุดฮา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/331793

Star Retro : เส้นทางชีวิตคุณพ่อสุดแนว  ‘เสนาเพชร-พุฒิพงศ์’  สู่การเป็นผู้กำกับสุดฮา

Star Retro : เส้นทางชีวิตคุณพ่อสุดแนว ‘เสนาเพชร-พุฒิพงศ์’ สู่การเป็นผู้กำกับสุดฮา

วันอาทิตย์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผ่านมาแล้วเกือบจะทุกบทบาทหน้าที่ในวงการบันเทิง สำหรับ “พุฒิพงศ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร” หรือที่ทุกคนคุ้นเคยกับฉายา “เสนาเพชร” ทุกก้าวย่างที่รังสรรค์ผลงาน เขาต้องผ่านสิ่งใดมาบ้าง รวมถึงชีวิตครอบครัวที่หลายคนจับตา จะแฮปปี้เฮฮาเหมือนบุคลิกหน้าตาเขาหรือไม่ วันนี้ “สตาร์เรโทร” มีคำตอบให้ทราบกัน!?

หน้าที่ความรับผิดชอบในวันนี้

ตอนนี้ผมกำกับละครเรื่อง “ไฮโซสะออน” ทางช่อง 7 แล้วก็มีโปรเจกท์หนังประมาณ 2-3 เรื่อง เป็นผู้กำกับและเป็นผู้จัดด้วยครับ สำหรับงานกำกับนี่ ผมสนใจมานานแล้วนะ เป็น 10 ปีแล้วล่ะ เมื่อก่อนเป็นนักแสดงแล้วก็มากำกับรายการทีวี วาไรตี้ แล้วก็มาทำละคร ทำซีรี่ส์ซิทคอม แล้วก็หนัง ด้วยความที่ผมเป็นคนสนุกเฮฮาชอบเอ็นเตอร์เทน เราทำงานในวงการนี้มีหลากหลายอารมณ์มากๆ เราสัมผัสคนเยอะมากที่สุด ไม่ว่าจะคนที่ใช้แรงงาน นักแสดง กลุ่มลูกค้า สปอนเซอร์ เราก็ได้เจอคนหลากหลาย เหมือนเราเป็นปลาที่เปลี่ยนน้ำได้ตลอด มันมีชีวิตชีวาดี การได้พูดคุยกับคนได้ดูว่าเขาทำอะไรกันบ้าง ก็สะท้อนกลับมาให้เราเห็นว่า เวลาเราทำงานถ้าใครมีบทบาทแบบนี้ มีสังคมกลุ่มแบบนี้ จะได้เข้าใจและเข้าถึง เพราะเราเคยผ่านตรงนั้นมาแล้ว และสามารถเอามาประยุกต์ใช้ให้เป็นตัวละคร เวลาเราต้องแสดงได้ง่ายขึ้น

จุดเริ่มต้นบนเส้นทางสายบันเทิง

ผมเริ่มเข้าวงการมาตอนอายุ 23-24 ตอนนั้นเรียนปี 4 มหาวิทยาลัยจันทรเกษม ตอนนั้นยังเป็นวิทยาลัยครู เข้ามาโดยการเล่นละครเวที อย่างที่บอก เป็นคนชอบสนุกสนาน ก็เริ่มเล่นเป็นเอ็กตร้าตั้งแต่สมัยเรียน รับเงินวันละ 150 บาท ก็สนใจมาตลอด เพราะเราสนุก ได้เที่ยวด้วย ได้ดูโน่นนี่นั่น จนกระทั่งได้มาเล่นละครเวทีของมณเฑียรทอง เธียเตอร์ ซึ่งเป็นผับเล็กๆ ตอนนั้นก็จะทำเองทุกอย่าง ตามที่รุ่นพี่บอก ไม่ว่าจะเรื่องเสื้อผ้า หน้าผม การซ้อม การดูแลตัวเองทุกอย่าง ไม่ได้มีทีมงานมากมาย ทุกคนช่วยกัน ผลตอบแทนก็น้อยมาก ใจต้องรักจริงๆ ถึงทำได้ และตอนนั้นละครเวทีจะนิยมเฉพาะกลุ่ม ซึ่งผมเองสนุกและมีความสุขที่ได้ทำ ณ ตอนนั้นเล่นบนเวทีเล็กมีคนมายืนมานั่งมองดูเรา บางรอบมีคนดูแค่คนเดียวก็ต้องเล่น The show must go on ด้วยใจรักก็เล่นไปเรื่อยๆ หลังจากนั้นก็เริ่มเข้ามาเป็นพระเอกช่อง 7 เรื่อง “จุดหมายปลายทาง” ละครเรื่องแรกก็เป็นพระเอกเลย (ยิ้ม) หลังจากนั้นก็มาเป็นพิธีกรรายการของเจ เอส แอลรายการสุริยาตาหวาน กำกับโดย “พี่เล็ก” (ภัทราวดีมีชูธน) แล้วก็มาละครวิก 07 รายการยุทธการขยับเหงือก เยอะแยะไปหมด

ที่มาของฉายา “เสนาเพชร”

ก็ทำรายการยุทธการขยับเหงือกมาประมาณ 9-10 ปี พวกเรากลายเป็นกลุ่มเสนา ไปไหนมาไหนทุกวันนี้ก็มีคนเรียกเสนาเพชรบ้าง ซึ่งเสนาเพชรก็เป็นตำแหน่งที่เรียกกันในรายการอยู่แล้ว ถามว่าคนจำเราในบทบาทพิธีกรจนเป็นโล้โก้ไหม อันนี้ไม่แน่ใจ แต่การเป็นพิธีกรผมได้อะไรมาเยอะเลยครับ ทางเจเอสแอลเขาพัฒนาบุคลากรดีนะ ผมถูกฝึกสอนการเป็นพิธีกรจากที่นี่ จากที่ตอนแรกเขามาชวน เราก็งงๆ เพราะเราก็ไม่คิดไม่ฝันว่าจะทำตรงนี้ได้ เขาบอกว่าให้เป็นผู้ช่วยพิธีกรหลัก คือพี่เล็ก-ภัทราวดี ผมก็ถามว่าผมต้องทำยังไงบ้าง เขาก็บอกว่าเล่นไปเหมือนละครเวทีแหละ ตอนที่ทำรายการสุริยาตาหวาน คือ มีพิธีกรคนหนึ่งผู้ช่วยคนหนึ่ง ผมเป็นเลขาฯก็เป็นการเล่นละครเวทีแทรกมาในรายการ

เรียนรู้งานด้านพิธีกรจากหลากหลายบุคคล

ผมเป็นคนทำได้หมดนะงานในวงการบันเทิงอย่างการเป็นพิธีกรเองก็ด้วย แต่จริงๆ แล้วผมว่าความชอบทำให้เรามั่นใจ ถ้าให้จับไมค์ก็ไม่กลัวใครเหมือนกัน (หัวเราะ) พอเราได้ปะทะกับพิธีกรใหญ่ๆ แล้วเราสามารถดำเนินไปกับเขาได้โดยไม่มีอะไรมาทำให้เราประหม่าหรือตกใจ เกร็งจนทำงานไม่ได้ คือเราเคยยืนอยู่กับ “พี่ต๋อย”(ไตรภพ ลิมปพัทธ์) “ดู๋” (สัญญา คุณากร) “ตา” (ปัญญา นิรันดร์กุล) เราเจอมาหมดแล้ว นี่คือรุ่นพี่เราที่ให้วิชาเขาจะส่งรับอะไรให้เราก็พอจะรู้วิธี เขาสอนว่าต้องวางตัวหรือทำตัวยังไง การให้เกียรติแขกรับเชิญ การยืนยังไงให้ดูเท่ ก็ทำหลากหลายรายการประกบกับพี่ๆ พิธีกรอันดับต้นๆ ของประเทศมากมาย

โอกาสในการก้าวมาเป็นผู้กำกับ

ผมกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกเลยก็คือ “สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก” ถือว่าเราได้เรื่องราวที่ดีมาทำ ได้องค์ประกอบที่ดี เป๊ะ! พระเอก นางเอก คือตอนนั้นไปเจอเรื่อง ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงของผู้หญิงคนหนึ่ง เราก็ได้มานั่งคุยกัน และคิดว่าน่าสนใจดีนะ ก็เลยเอามาทำ และอีกอย่างจังหวะดีด้วยมั้งครับ เลยประสบความสำเร็จ ผมเองก็อยากจะทำหนังดีๆโรแมนติกสักเรื่องหนึ่งที่ทำให้คนดู ดูแล้วอมยิ้มไปกับหนัง ผมไม่อยากทำเรื่องยากๆ ชอบเรื่องใกล้ตัว และชอบทำหนังให้ผู้หญิงดู เพราะผมรู้สึกว่าเวลาผู้หญิงชวนผู้ชายเข้าโรงหนังแล้วผู้ชายก็ต้องเข้า แต่ถ้าผู้ชายชวนผู้หญิงเข้าโรงหนังก็จะแบบ เออ…ฉันไม่ไปหรอก เธอไปเถอะก็เลยเลือกใกล้ตัวผู้หญิงและถูกจริตกระตุ้นสะกิดใจนิดเดียว เขาก็อยากจะเข้าโรงหนัง หรืออย่างเรื่อง“30+ โสด ON SALE” ตอนนั้นผมไปเจอเพื่อนรุ่นน้องอกหัก ผู้หญิงอายุใกล้จะ 30 ก็มักจะอกหัก ผมรู้สึกว่ามันแปลกมากนะ ก็เลยเอาเรื่องราวมาทำตอบโจทย์สาวๆ หรือพยายามโฟกัสว่าสมัยนี้คนดูเขาคิดอะไรกัน วัยรุ่นชอบแบบไหน ผมจะมีวิธีหาข้อมูลของผม อย่างเช่นถ้าผมไม่ได้กำกับหนังหรือละคร ก็จะไปเล่นเป็นนักแสดงในละคร เพื่อจะได้ไปคุยกับคนรุ่นใหม่ เพราะช่วงที่เรารอเข้าฉาก เราก็จะนั่งฟังเขาคุยว่าเขาคุยอะไรกัน ก็เข้าไปหาวิชานิดหนึ่ง (หัวเราะ) หรือบางครั้งก็ไปดูคนอื่นทำงาน ผู้กำกับแต่ละคนทำอะไรกันบ้าง เขาทำสไตล์ไหนกันสมัยนี้

ผลงานกำกับเรื่องล่าสุด

ละครเรื่อง “ไฮโซสะออน” เป็นแนวโรแมนติกคอเมดี้ เรื่องนี้เป็นบทประพันธ์มาอยู่แล้ว เรื่องราวผมว่าสนุกนะ เป็นเรื่องของคน 2 ชนชั้น คนรวยคนจน ต่างคนต่างมุมมองของตัวเอง ไฮโซก็จะมองจากบนลงล่าง คนจนก็ล่างขึ้นบน แต่จริงๆ ถ้าคนข้างบนลงมาอยู่ข้างล่างแล้วมองขึ้นไปข้างบนบ้าง ลองเปลี่ยนมุมมองก็อาจจะเห็นสิ่งที่ดีแตกต่างกันออกไป เป็นละคร 2 มุมมอง คือจริงๆ ผมคุยกับทางช่องไว้นานแล้วว่าอยากจะทำละครแนวแบบนี้นะ แล้วช่องก็มีเรื่องนี้อยู่แล้ว ก็เลยลองทำแนวนี้ไหม เราก็มานั่งอ่านเรื่องราว โอเคสนุกดี มีมิติหลากหลายดี ช่วงนี้ก็เลยกำกับเรื่องนี้เรื่องเดียวก่อน ทำงาน 4 วัน พฤหัสฯ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์

ผู้กำกับสไตล์ “เสนาเพชร”

เฮฮาสนุกสนาน ทำงานสไตล์ตัวเองนี่แหละครับ เราเฮฮาได้ยันแม่บ้าน ไม่อยากทำงานให้บรรยากาศเหงาหงอย หรือว่ามีการด่ากันทะเลาะกัน ถ้าจะด่าหรือทะเลาะกันให้ทำบนโต๊ะทำงานในที่ประชุม พอออกมาข้างนอกเรามีหน้าที่ทำให้ทุกอย่างสนุก ใครทำอะไรพลาดหรือไม่ได้ตรงไหน ก็ต้องช่วยเหลือทดแทนกัน อย่าไปด่ากันหน้ากองให้มาเคลียร์กันบนโต๊ะว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะบางทีถ้าทีมงานไปเครียด นักแสดงก็เป็นตามไปด้วยนะ ดังนั้นทีมงานมีหน้าที่ทำทุกอย่างให้โฟว์ที่สุด ผิดถูกค่อยมาว่ากันหลังเลิกงาน ผมจะกำกับละครประมาณปีละเรื่อง 2 เรื่องเพราะอยู่ที่เวลาของเรา หรืออย่างบางทีพอจะทำละครปุ๊บก็มีหนังเข้ามาให้ทำ พอจะทำหนังก็มีละคร (หัวเราะ) ซึ่งละครที่กำกับก็จะสไตล์โรแมนติกคอเมดี้ เรื่องนี้จะเป็นดราม่า แต่ผมว่าซีนโรแมนติกสวย จะดีไซน์มุมใหม่ๆ ที่เกิดแบบนี้ขึ้นจริงๆ

ละครในฝันที่อยากจะกำกับ

ละครเด็ก ประมาณประถมศึกษาตอนปลาย หรือมัธยมต้น เด็กผู้หญิงเริ่มเข้าสู่วัยโต เพราะผมว่าเด็กช่วงนี้มีความคิดเปลี่ยนแปลงเร็ว เมื่อก่อนวัย 15 กำลังเริ่มเปลี่ยนแปลง แต่เด็กสมัยนี้อายุ 10 กว่าขวบก็เริ่มเปลี่ยนแล้วนะ ไม่ว่าจะเป็นมุมมอง เพื่อน สังคม เด็กเป็นสาวเร็วเรื่องอะไรที่สามารถเอามาทำแล้วสะท้อนสิ่งเหล่านี้ในยุคปัจจุบันได้ ผมว่าน่าสนใจนะ ก็เป็นความคิดไว้ มีในใจแล้วล่ะเรื่องหนึ่ง แต่ยังไม่ตกสะเก็ด (ยิ้ม) คือจริงๆ ก็คิดไว้แล้วล่ะพยายามฟอร์มทีมขึ้นมาทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ด้วยความที่เราเป็นคนวัยขนาดนี้ แต่คนดูเป็นคนรุ่นใหม่ เขาก็จะอยากดูอีกแบบ เราก็เลยพยายามศึกษา เราต้องยอมรับความคิดเขา เด็กรุ่นใหม่อาจจะเก่งกว่าเราก็ได้ ก็เลยพยายามหาคนทำงานที่หลากหลายเจนเนอเรชั่น มารวมไว้ในทีม เพื่อแลกเปลี่ยน อันนี้สำคัญมาก เพราะบางมุมของเราอาจจะเก่าไปบ้าง เด็กรุ่นใหม่เขาจะเล่าอีกแบบ

เสน่ห์งานในวงการบันเทิงที่รัก

ผมทำมาหลายอย่างมากในวงการ พิธีกร นักแสดงจนกระทั่งเป็นผู้กำกับ ก็ชอบทุกอย่างเหมือนเราสร้างงานศิลปะ ส่วนบทยังไม่ได้เขียน แต่สามารถตั้งโครงให้ได้ มองได้ แต่ผมชอบงานในวงการบันเทิงหมดเลย ทุกอย่างท้าทาย และเราเองก็ยังมีไฟอยู่ เราแค่ลดความคิดเราลงว่าเราไม่ได้เป็นคนเก่ง เพราะมีคนเก่งที่พร้อมจะขึ้นมาแทนเราได้ตลอด เราก็ลงไปหาเขา ดูวิชาเขา หรือให้โอกาสเขาทำ แล้วเราก็ค่อยใช้ประสบการณ์ที่เรามีในการบอกเขายอมรับฟังความคิดเห็นเขาว่าเป็นอย่างไร ถามว่าเคยอยากไปทำอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับวงการบันเทิงไหม ก็เคยนะแต่ว่าเราเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์มากกว่า เราไม่ได้มาทาง Business หรือพ่อค้า เราเป็นคนขายอารมณ์ขันสร้างสีสันให้กับชีวิต เพราะฉะนั้นมันมีอีกหลายชีวิตที่แบบอยากให้เราไปเติมสีสันให้เขาเติมอารมณ์ความสนุก ตรงไหนบรรยากาศหงอยๆ เราก็อยากจะเข้าไปสร้างเอ็นเตอร์เทนให้เพราะกองถ่ายผมไม่มีเครียดรับประกันร้อยเปอร์เซ็นต์ใครที่โดนผมด่าถือว่าซวยมากเลยนะ (หัวเราะ) ไม่ค่อยโกรธใคร ไม่อารมณ์เสีย เพราะผมเอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่างที่บอกผมเคยเป็นตั้งแต่ตัวประกอบ ทำงานเบื้องหลังก็เคยทำมาหมดแล้ว ก็จะรู้ว่าเด็กไฟ เด็กฉากเขาทำงานอย่างไร บางทีการผิดพลาดนิดเดียวจะไปด่าเขาเยอะทำไม ถ้าผิดมากจริงๆ ก็มาร์คไว้แล้วค่อยมาคุยกัน ทุกคนมีผิดพลาดได้ ต้องให้โอกาสเขา

ชีวิตครอบครัวในวันนี้

สร้างครอบครัวร่วมกันกับ “แตน” (ราตรี วิทวัส)ก็อยู่กันแบบนี้ สบายใจดีครับ ไม่ได้เป็นเป้าเด่นของสังคม เรามีหน้าที่เป็นพ่อแม่ที่ดีของลูกๆ เป็นบุคลากรที่ดีของประเทศ สร้างความสุขให้คนแบบนี้ก็ดีแล้วล่ะครับผมว่า ถามว่าเจอกันตอนไหน ปิดบังหรือเปล่า ก็ไม่นะ ผมเจอกับแตนตอนเล่นละครช่อง 3 เรื่อง “ผัวรสมะนาว” ผมเป็นแก๊งพระเอก 3 คน มี “เอ๋-กษมา” “เกม-ศานติ” 3 คนนี้เขาเรียกว่าแก๊งนรกของช่อง 3(หัวเราะ) แล้วแตนเขาอยู่ในแก๊งนางเอก ก็เหมือนเขาก็ชอบมาดูเรา เพราะแก๊งเราเฮฮา เวลาพวกเราเข้าฉากก็เล่นไปหลุดขำไป เห็นครั้งแรกก็ชอบๆ แล้วก็เห็นว่ามีนางเอกคนหนึ่งหน้าฝรั่งด้วยก็มองๆ ชอบและลองคุยดูแหละ ไม่ลองไม่รู้ ซึ่งแตนเขาเป็นคนเฮฮาอยู่แล้ว ยิ่งเราทำอะไรให้เขาขำ เขาสบายใจ เวลาเขามีเรื่องเครียดเราก็สร้างความบันเทิงให้ ก็เลยตกลงคบหาดูใจกัน ตอนนั้นก็ไม่ได้เปิด เพราะว่าแตนเขากำลังดังแล้วเราก็มีงานพิธีกรเยอะแยะ คืออยู่กันธรรมดาก่อน แต่ก็ไม่มีใครถามนะ เราก็ไม่ตอบ ในวงการจะมีบางคนบ้างที่รู้แต่คนไม่รู้เราก็ไม่ได้บอก ไม่ได้ไปป่าวประกาศ ใช้ชีวิตปกติคือเราทำงานเราก็จะประพฤติตัวเหมือนทั่วไป ไม่ต้องไปลงข่าวไอจีให้รู้ว่าเราอยู่ด้วยกันนะ เราเป็นแฟนกัน ใครจะจับคู่อะไรก็ว่ากันไป เวลาไปเป็นผู้ปกครองลูกที่โรงเรียนเราก็ไป

บทบาทการเป็นคุณพ่อ

ผมมีหน้าที่ในการคุยกับลูกทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนเรื่องอะไรต่อมิอะไรต่างๆ นานา เวลาไปเที่ยว แม่เขาก็ให้ผมพาลูกไปเที่ยว ไปรับไปส่ง นั่งคุยเรื่องเพศ ลูกยังพาผมเที่ยวผู้หญิงเลย (หัวเราะ) คือเด็กสมัยนี้เราต้องเลี้ยงให้เขาได้เรียนรู้และเปิดกว้าง ไม่มีกฎตายตัวอะไร พอเขากล้าเปิดเผยกับเราได้ทุกเรื่อง เราก็จะควบคุมเขาง่าย เป็นที่ปรึกษากันและกัน ลูกไปเที่ยวผับผมก็ไปจอดรถรอ สบายๆ ชิลๆ ผมจะเป็นคนที่ไม่ด่าลูก จะคุยมากกว่า ถ้าเขาโดนแม่ด่ามา ผมก็จะรอสักพักแล้วเข้าไปคุย ถามว่าเกิดอะไรขึ้น หาวิธีแก้ไข ไม่เคยตีลูกเลย อาจจะมีเด็กๆ ตีปรามๆ ส่วนแม่จะเป็นคนที่ควบคุมความประพฤติ และคอยห่วงเรื่องยาเสพติดกับเรื่องมารยาท ก็จะสอนเรื่องความประพฤติ ต้องเคารพดูแลผู้ใหญ่นะ สอนตามแบบวิถีที่เขาเป็น เป็นคนดีพูดเพราะ ช่วยเหลือผู้อื่น ธรรมะธัมโม

วางอนาคตลูกๆ ไว้อย่างไร

ไม่ได้วางครับ เพราะต้องให้เขาคิดเอง เราจะวางกรอบของเราที่มีอยู่ เรารู้สึกว่ามันเก่า แต่คิดว่ายังไงลูกก็ต้องเป็นคนดี รู้จักผู้ใหญ่ แล้วก็เอาใจใส่กับสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ แล้วทำเต็มที่ อย่างนีน่าตอนนี้เขามีแฟน เขาทำพวกบิ๊กไบค์ ก็จะสนใจค้าขายซ่อมอะไหล่ ส่วนจีโน่ก็ชอบทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เรารู้สึกว่าเขาชอบ เขามีเลือดเราคือเราไม่ได้บอกอะไรมากหรอก ผมเชื่อว่าการยัดเหยียดสิ่งที่เราเป็นให้เขา บางทีก็ไม่ดี ต้องให้เขาทำเอง รู้สึกชอบด้วยตัวเองดีกว่า ค่อยๆ ซึมไปเอง พาไปเจอสังคม แนะนำการใช้ชีวิตในการทำงานตรงนี้ให้เขา เวลาไปกองก็พาเขาไปด้วย เอามาช่วยในกอง พอสักพักเขาเริ่มรู้ว่าตัวเองชอบอะไร เขาก็จะเดินมาบอกเองว่าเขาไม่เหมาะกับงานเบื้องหลังแล้ว เขาจะเป็นโปรดิวเซอร์ที่เอางานของพ่อมาหาตังค์ดีกว่า คือเป็นนักธุรกิจ Managementงานให้ได้ ทำเป็นโปรดิวเซอร์ คือตลอดระยะเวลาที่เขาเรียนรู้ เราก็สอนและให้รู้จักคนทำงานทุกตำแหน่ง เขาจะเห็นทุกอย่างที่ผมทำ แล้วเอาไปใช้และเรียนรู้เอง เพราะการเป็นผู้กำกับไม่มีวิธีที่เป๊ะ อยู่ที่การทำงานและแก้ปัญหาตรงนั้นมากกว่า ต้องดูว่ารอบข้างเกิดอะไรขึ้น เขาเรียน3 ปีครึ่งจบมหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะนิเทศศาสตร์อินเตอร์ ก็ภูมิใจนะกับวันนี้ที่พวกเขาเป็น

รักษามาตรฐานตัวเองในการทำงาน

ตลอดระยะเวลา 30 กว่าปีในวงการ ผมเป็นคนไม่พูดหยาบ เสมอต้นเสมอปลาย ไม่เคยลืมตัว ไม่เคยโกงใคร ไม่เอาเปรียบใคร และวินัยดี ไปทุกที่ไม่สายไปก่อนกลับหลัง แล้วก็เฮฮา อยู่ที่ไหนก็สร้างความบันเทิงไปเรื่อยๆ เอกลักษณ์คือมาด้วยเสียงหัวเราะ ทะลึ่งตึงตัง ทะเล้น ฉะนั้นในหนังที่ทำก็จะไม่มีคำหยาบ นอกจากจำเป็นจริงๆ ถึงใส่เข้าไป

บุคคลเบื้องหลังที่ทำให้มีวันนี้

ขอบคุณ “พ่ออี๊ด” (สุประวัติ ปัทมสูต) “ครูช่าง”(ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง) พี่ชาย (ลูกศิษย์ครูช่าง) เจเอสแอลทั้งองค์กร คนในวงการหนัง ขอบคุณทุกคนที่เป็นครูพักลักจำมาให้เราเป็นตัวเราในวันนี้ หรือนักแสดงอาวุโสอย่าง“ป๋าต๊อก” (สวง ทรัพย์สำรวย) “แม่ชูศรี” (ชูศรี มีสมมนต์)เราดูวิธีการคุย ดูจังหวะตลกของเขา ดูเคมีป๋าต๊อกแม่ชูมันลงตัวยังไง จนมาเป็นตัวเรา ส่วนแฟนๆ ผมก็จะผลิตผลงานดีๆ ออกมาให้รับชมกันครับ และคาดว่าปีหน้าน่าจะมีผลงานที่ฮือฮาเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะอยู่ในใจแฟนๆ แล้วมาดูกันครับ

เรียกว่าเป็นบุคลากรในวงการบันเทิงที่ครบเครื่องทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง และนี่ก็คืออีกมุมชีวิตของ “เสนาเพชร-พุฒิพงศ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร”

‘กบ-บรู๊ค-ณดา’ ตะลุยความฟิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/331786

‘กบ-บรู๊ค-ณดา’ ตะลุยความฟิต

‘กบ-บรู๊ค-ณดา’ ตะลุยความฟิต

วันอาทิตย์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เพราะเป็นครอบครัวตัวอย่างที่ชื่นชอบการออกกำลังกายและรักการมีสุขภาพดี กบ-สุวนันท์ จึงควงแขน บรู๊ค-ดนุพร สามีสุดเลิฟและลูกสาวคนเก่ง น้องณดา-ปุณณดาปุณณกันต์ ไปร่วมงานเปิดตัวแคมเปญยิ่งใหญ่แห่งปี 2018 ของเนสท์เล่ “ชีวิตดีๆ เริ่มง่ายๆ” สร้างแรงบันดาลใจให้ครอบครัวไทยมีสุขภาพดีขึ้น ด้วยการปฏิบัติตามหลัก 3 อ. เพื่อชีวิตที่ดี คือ อาหาร ออกกำลังกาย และ อารมณ์ ในงานคาราวานครอบครัวแข็งแรงประจำปี 2018 ณ สวนลุมพินี

‘แพนเค้ก’ จูงเพื่อนซี้ เดินแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/331782

‘แพนเค้ก’ จูงเพื่อนซี้ เดินแบบ

‘แพนเค้ก’ จูงเพื่อนซี้ เดินแบบ

วันอาทิตย์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แพนเค้ก-เขมนิจ หอบแก๊งสุนัขไซบีเรียนสุดซี้ร่วมเดินแฟชั่นโชว์ พร้อมพูดคุยเกี่ยวกับการรับเลี้ยงสุนัขอย่างใกล้ชิดติดขอบเวที ในงาน Bee Paws by honestbee x Thonglor Pet Hospital จัดโดย ปิยะวัฒน์ ลายพิทักษ์ผู้จัดการกลุ่มธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท ออนเนสบี จำกัด (ไทยแลนด์) จับมือกับ เมสินี วิสิฐนรภัทร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ จัดขึ้นที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ พระราม 9 เอาใจคนรักสุนัขหลากหลายสายพันธุ์ให้มีโอกาสได้มาปิคนิกกันกลางสวน พร้อมด้วยกิจกรรมมากมายที่น้องหมาได้แฮปปี้ พร้อมเปิดตัวแอพพลิเคชั่น ออนเนสบี
(honestbee) ร้านค้าออนไลน์ของคนรักสัตว์เลี้ยง ที่ส่งตรงถึงบ้านภายใน 1 ชั่วโมง

ฮอตสุด..ฉุดไม่อยู่ ‘หลวงศรียศ(ออเจ้าเอิร์ธ)’ บุก ‘HangOver นครสวรรค์’ เช็คเรตติ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/331765

ฮอตสุด..ฉุดไม่อยู่ ‘หลวงศรียศ(ออเจ้าเอิร์ธ)’   บุก ‘HangOver นครสวรรค์’ เช็คเรตติ้ง

ฮอตสุด..ฉุดไม่อยู่ ‘หลวงศรียศ(ออเจ้าเอิร์ธ)’ บุก ‘HangOver นครสวรรค์’ เช็คเรตติ้ง

วันอาทิตย์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เชื่อว่าในพ.ศ.นี้คงไม่มีใครไม่รู้จักหนุ่มฮอตสุดหล่อจากละครสุดฟีเวอร์ “บุพเพสันนิวาส” ทางช่อง 3 ที่กำลังทะยานเรตติ้งทะลุประวัติศาสตร์ของวงการยุคทีวีดิจิตอล “เอิร์ธ-วิศววิท วงษ์วรรณลภย์”ผู้รับบท“หลวงศรียศ” พ่อหนุ่มเครางามเป็นเอกลักษณ์ของเรื่อง ซึ่งออกมาแค่ซีนเดียวก็ทำเอาสาวแท้สาวเทียม ลูกเด็กเล็กแดง ลุงป้าน้าอา อยากรู้จักกันทั้งบาง มิหนำซ้ำยังทำเอาเหล่าบรรดาชายแท้ก็ฟินกันไปถ้วนหน้า

ล่าสุดฉุดไม่อยู่แล้วจริงๆ ออเจ้า เมื่อ “เอิร์ธ-วิศววิทวงษ์วรรณลภย์” พร้อมไปสร้างความสุขให้กับชาวนครสวรรค์ได้ฟินกันแบบสุดๆ กับมินิคอนเสิร์ตเปิดร้าน “HangOver” จุดเช็คอินสุดฮิพ ล่าสุดของชาวนครสวรรค์ของบอสสาวคนเก่ง “พีช-สุพิชญา ไพฑูลย์” ที่ใครๆ ในนครสวรรค์หรือจังหวัดใกล้เคียงก็ต้องมา ที่ต้องบอกว่าได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีสำหรับแฟนๆ ย่านนี้ที่มาให้กำลังใจกันเต็มร้านจนแทบไม่มีที่ยืน งานนี้ “หลวงศรียศ” ขอเอาใจแฟนๆ ด้วยเพลงช้าปนร็อกอย่าง “เจ็บแค่ไหนก็ยังรักอยู่” “แล้วเราจะได้รักกันไหม” ปิดท้ายด้วย “ยิ่งห้ามยิ่งหวั่นไหว” ทำเอาเหล่าบรรดาแฟนคลับที่มาให้กำลังใจจนล้นร้องตามกันสนั่นร้าน งานนี้นักแสดงหนุ่มยังขอฝากผลงานให้แฟนๆชาวนครสวรรค์ได้ติดตามกันด้วย ทั้งละคร “บุพเพสันนิวาส” ที่กำลังเข้าโค้งสุดท้ายพร้อมสร้างความฟินให้กันได้อยู่ในตอนนี้ ละครเรื่อง “เรื่องลับหลัง” ออกอากาศทางช่อง 3 SDช่อง 28 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 20.30 น. รวมไปถึงละคร “แรงเงา ภาค 2” ที่กำลังถ่ายทำอยู่และจะได้ชมภายในปีนี้อย่างแน่นอน