“เสี่ยต่อ” มาแล้ว ได้เวลา ปชป. ลุยไทยลีก 2018

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/299054

“เสี่ยต่อ” มาแล้ว ได้เวลา ปชป. ลุยไทยลีก 2018

คนในข่าว  :  15 ต.ค. 2560
ทรง, นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ประธานสโมสร ประจวบ เอฟซี, สโมสร ประจวบ เอฟซี, ประจวบเอฟซี, เฉลิมชัย ศรีอ่อน, เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลข, นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน, ปีศาจพันตา, กลุ่ม 16, อุดมศักดิ์ ทั่งทอง, วิเศษ ใจใหญ่, สำเภา ประจวบเหมาะ, มนตรี ปาน้อยนนท์, ประมวล พงศ์ถาวราเดช, พรรคประชาธิปัตย์

นี่เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังเมืองสามอ่าว ชาวเมืองประจวบคีรีขันธ์คงดีใจกันสุดๆ ที่ได้เห็นทีมบอลบ้านเกิดได้โลดแล่นในลีกสูงสุดของประเทศ

               ไทยลีกในฤดูกาล 2018 ได้สามทีมที่เลื่อนชั้นขึ้นมาไทยลีก 2 เรียบร้อยแล้ว และหนึ่งในนั้นคือ สโมสรฟุตบอล “พีทีประจวบ เอฟซี”

"เสี่ยต่อ" มาแล้ว ได้เวลา ปชป. ลุยไทยลีก 2018

               นี่เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังเมืองสามอ่าว ชาวเมืองประจวบคีรีขันธ์คงดีใจกันสุดๆ ที่ได้เห็นทีมบอลบ้านเกิดได้โลดแล่นในลีกสูงสุดของประเทศ

               ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ คงต้องยกเครดิตให้ “นายกเกียร์” ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และประธานสโมสร ประจวบ เอฟซี

               ฤดูกาลที่แล้วสโมสรประจวบ เอฟซี เปิดตัวบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ที่เข้ามาเป็นสปอนเซอร์หลัก จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น “พีทีประจวบ เอฟซี” โดยมีสนาม สามอ่าว สเตเดี้ยม รังเหย้าของสโมสร

            "เสี่ยต่อ" มาแล้ว ได้เวลา ปชป. ลุยไทยลีก 2018

               จะว่าไปแล้ว ความสำเร็จของทีมบอลเมืองสามอ่าวในวันนี้ ก็ต้องพูดถึงบุคคลที่เข้ามาพลิกโฉมทีมประจวบเอฟซี เมื่อปี 2555 นั่นคือ “เสี่ยต่อ”เฉลิมชัย ศรีอ่อนอดีต ส.ส.ประจวบฯ และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

               "เสี่ยต่อ" มาแล้ว ได้เวลา ปชป. ลุยไทยลีก 2018

              “เสี่ยต่อ” ประมุขบ้านใหญ่ปราณบุรี ทุ่มงบฯ 10 ล้านบาท สร้างทีมใหม่ พร้อมเปลี่ยนสัญลักษณ์ของทีมจาก “ช้างคู่” มาเป็น “ต่อพิฆาต” ซึ่งมีที่มาจากชื่อเล่นของ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ซึ่งทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ ให้ความเคารพนับถืออย่างสูง

               นับจากนั้นมา “นายกเกียร์” ใช้เวลา 4 ปี ก็นำพาทีม “ต่อพิฆาต” จากลีกบ้านนอก ขยับมาเล่นในไทยลีกได้ อันเป็นความภาคภูมิใจของแฟนคลับของสโมสรประจวบเอฟซี ที่มีชื่อเรียกกันเฉพาะกลุ่มว่า “ปีศาจพันตา” (มาจากผลไม้ขึ้นชื่อประจำจังหวัดประจวบฯอย่าง สับปะรด)

               ในทางการเมือง ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ สังกัด “กลุ่ม 16” หรือ “กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย” โดยตัวเขาเป็นนายก อบจ. ต่อจากประมวล พงศ์ถาวราเดช อดีตนายก อบจ. ที่ขยับไปสมัคร ส.ส.ประจวบฯ

               อย่างที่รู้กัน สนามเลือกตั้งเมืองประจวบฯ เมื่อสิ้นสุดยุค “สามผู้เฒ่า” อุดมศักดิ์ ทั่งทอง, สำเภา ประจวบเหมาะ และวิเศษ ใจใหญ่ เมื่อปี 2539 ก็มาถึงยุค “คนหนุ่ม” นำทีมโดย เฉลิมชัย ศรีอ่อน,มนตรี ปาน้อยนนท์ และประมวล พงศ์ถาวราเดช แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งปี 2544

               เดิมที “เฉลิมชัย-มนตรี-ประมวล” ก็เป็นนักการเมืองท้องถิ่น รวมตัวในนาม “กลุ่ม 16” ผลักดันให้ “เฉลิมชัย” เป็นประธานสภา อบจ. และ “ประมวล” เป็นนายก อบจ. แล้วก็ส่งไม้ต่อให้ “นายกเกียร์” ทรงเกียรติ เป็นนายก อบจ.ผูกขาดมาหลายสมัยแล้ว

"เสี่ยต่อ" มาแล้ว ได้เวลา ปชป. ลุยไทยลีก 2018

               เครื่องหมายการค้าของ “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย “ใจถึง พึ่งได้” มีเครือข่ายธุรกิจในพื้นที่มากมาย และมีภรรยา-ธันยวีร์ ศรีอ่อน เป็นนายกเทศมนตรีตำบลปราณบุรี

               วันแถลงข่าวยกเครื่องทีม “ต่อพิฆาต” เมื่อปี 2555 โดยวางแผนให้เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพ และใช้เงิน 10 ล้านบาทในเบื้องต้นซึ่ง “เฉลิมชัย” กล่าวไว้ในวันนั้นว่า “หวังว่าภายใน 5 ปี จะสามารถเข้าไปเล่นในไทยพรีเมียร์ลีกให้ได้”

               แล้ววันนั้นก็มาถึงแล้ว วันที่ “ต่อพิฆาต” หรือทีม “เสี่ยต่อ” ได้เลื่อนชั้นเล่นไทยลีก

หอมกลิ่นบ้านเกิด “ก้อง ห้วยไร่” พักงาน 1 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/298860

หอมกลิ่นบ้านเกิด “ก้อง ห้วยไร่” พักงาน 1 เดือน

คนในข่าว  :  12 ต.ค. 2560
เฟซบุ๊ค : ก้อง ห้วยไร่), นักร้องอีสานอินดี้, ก้อง ห้วยไร่ นักร้องอีสานอินดี้, บ้านห้วยไร่ ตธาตุ อวานรนิวาส จสกลนคร, ก้อง ห้วยไร่-อัครเดช, จากใจ ก้อง ห้วยไร่ ถ, ก้อง ห้วยไร่, ก้อง, ห้วยไร่, เดือน, เรียนจบสูงๆ, มีฐานะร่ำรวย, ดูแลพ่อแม่ได้พอ

ผมอยากให้ทุกคนแข็งแกร่ง ไม่ต้องเป็นดาราหรือนักร้อง เรียนจบสูงๆ มีหน้าที่การงานสูงๆ มีฐานะร่ำรวย ขอแค่เลี้ยงดูตัวเองได้ ดูแลพ่อแม่ได้พอ ก้องบอกมาว่างี้!!!!

              พูดได้คำเดียวว่า นักร้องอีสานอินดี้ ที่ตามกันมาเป็นขบวน ทั้งหญิงและชาย ต่างก็มีนักร้องหนุ่มบ้านบ้านคนนี้เป็นไอดอล นั่นคือ “ก้อง ห้วยไร่”

หอมกลิ่นบ้านเกิด  "ก้อง ห้วยไร่"  พักงาน 1 เดือน

              จากความดังที่มากกว่าโชคและวาสนา “ก้อง ห้วยไร่” ยังเป็นขวัญใจไทบ้าน เพราะภาพลักษณ์ที่เป็น “คนติดดิน” เสมอต้นเสมอปลาย

              เมื่อวันที่ 4 ต.ค.2560 ก้อง ห้วยไร่ ได้โพสต์ว่า “วันนี้ถือเป็นวันทำงานสุดท้ายของเดือนนี้ สำหรับงานที่เหลือของเดือนนี้ ผมขอเลื่อนไปเดือนหน้านะครับ พักร่างกาย พักสมอง เพื่อสร้างสิ่งดีๆต่อไป” (เฟซบุ๊ค : ก้อง ห้วยไร่)

              หลังจากนั้น ก้อง ห้วยไร่ ได้กลับไปบ้านเกิด..บ้านห้วยไร่ ต.ธาตุ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร เพื่อใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว

หอมกลิ่นบ้านเกิด  "ก้อง ห้วยไร่"  พักงาน 1 เดือน

              เวลานี้ ชาวบ้านกำลังเก็บเกี่ยวข้าว ก้องก็ได้ไปช่วยญาติพี่น้องเกี่ยว “ข้าวดอ” (ข้าวเบา) และสีข้าว ตามวิถีชาวนาอีสาน

              “ผมอยากให้ทุกคนแข็งแกร่ง ไม่ต้องเป็นดาราหรือนักร้อง เรียนจบสูงๆ มีหน้าที่การงานสูงๆ มีฐานะร่ำรวย ขอแค่เลี้ยงดูตัวเองได้ ดูแลพ่อแม่ได้พอ นั่นคือความสำเร็จจริงๆในชีวิตแค่นั้น ไม่ใช่ชื่อเสียง ไม่ใช่เงินทอง ลาภยศ” ก้องเคยให้สัมภาษณ์ผู้จัดการออนไลน์ สมัยตอนที่เริ่มมีชื่อเสียงใหม่ๆ

หอมกลิ่นบ้านเกิด  "ก้อง ห้วยไร่"  พักงาน 1 เดือน

              มาถึงวันนี้ ก้องยังดำรงวิธีคิดไว้เหมือนเก่า ความสำเร็จ ไม่ใช่ชื่อเสียง เงินทอง ลาภยศ หากแต่เป็นเรื่องของการดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัว ให้มีความสุขพออยู่พอกิน

ไปดูคลิปกันเลย

https://www.facebook.com/kongnitipon/videos/vb.100003084879102/1413778758734940/?type=2&theater

ปี่กลองดัง! “ไพบูลย์” มือปราบมาร เอาไง..พรรคหนุนลุงตู่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/298754

ปี่กลองดัง! “ไพบูลย์” มือปราบมาร เอาไง..พรรคหนุนลุงตู่?

คนในข่าว  :  12 ต.ค. 2560
ไพบูลย์ นิติตะวัน, นายไพบูลย์ นิติตะวัน, ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป, ไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป, การปฏิรูปวงการสงฆ์ไทย, กฎเหล็กพระสงฆ์, สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช), คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท), การจัดการทรัพย์สินวัด, ตรวจสอบบัญชีวัด, พศ, สำนักงานพระพุทธศาสนา

คนนี้นะ! จะเรื่องร้อนอะไรของสงฆ์เป็นต้องเจาะเข้าไปหมด จนมาถึงหนนี้ ที่บ้านเมืองอยู่ในบริบทของ “การปฏิวัติวงการสงฆ์” แน่นอนจะขอร่วมขบวนการด้วยทุกกรณี !

               ตามติดเรื่องปฏิรูปพระสงฆ์ไทยมาตลอด วันนี้วงการสงฆ์ร้อน คนคนนี้ก็ยิ่งร้อนจะจัดการให้สำเร็จเข้าไปอีก

               จากข่าวล่าสุดที่ว่าจะมีการจัดทำบัญชีวัด โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เสนอมาว่าควรทำเป็นรูปแบบบัญชีรายรับ-รายจ่าย เหมือนกับบัญชีครัวเรือนทั่วไป และที่ประชุมมหาเถรสมาคม ก็เห็นชอบ

               อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” คนนี้มีหรือจะไม่หนุน

               แน่นอนเรื่องนี้มาพร้อมกับกรณีที่เจ้าคณะปกครองสงฆ์ทำหนังสือถึงเจ้าคณะในปกครองเพื่อแจ้งวัดทั่วประเทศให้ปฏิบัติตามธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ห้ามจำหน่ายพระบูชา วัตถุมงคล เทวรูปต่างๆ ห้ามปลุกเสกพระเครื่อง ฯลฯ คือ ห้ามอีกมากมายที่ไม่เหมาะสม

               ซึ่งเรื่องนี้ ไพบูลย์ นิติตะวัน คนนี้ในฐานะประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป ก็ออกมาปรบมือชื่นชมว่า มาตรการของเจ้าคณะปกครองสงฆ์คราวนี้เป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก

               ว่าแล้วบอกเลย แค่นั้นไม่พอ ควรต้องให้วัดทำบัญชีแสดงรายรับรายจ่ายที่เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ด้วย ทั้งหมดก็เพื่อผลดีแก่ทุกฝ่าย เพราะก็อย่างที่บอกว่า ตามติดมานานแล้วกับการปฏิรูปวงการสงฆ์ไทย อย่างเรื่องนี้เจ้าตัวก็เคยดันมาก่อนตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา

               แม้ว่าไพบูลย์ จะพ้นไปจากเก้าอี้ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มาแล้ว ก็ยังไม่ยุติบทบาท จนบางคนอดสงสัยไม่ได้ว่า ไพบูลย์คนนี้ไปมีเรื่องกับพระสงฆ์ไทย มาแต่หนไหน

               แฟนคลับจะรู้ดีว่า ถ้าไม่นับที่เขาเคยสนับสนุนให้มีภิกษุณี ที่มหาเถรสมาคมไม่ขานรับแล้ว ย้อนไปราวปีสองปีก่อนหลายคนคงจำได้ ตั้งแต่ช่วงที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ คงด้วยความเหมาะสม ไพบูลย์ได้รับมอบหมาย ตรวจสอบกรณีพระลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ที่มีพระวินิจฉัยว่าพระธัมมชโยได้ปาราชิกไปแล้ว

               ครั้งนั้น เป็นประเด็นจนนำมาสู่การเรียกร้องให้พระธัมมชโยปาราชิกไปตามพระวินิจฉัยของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

               หลังจากนั้นช่วงต้นปี 2559 ไพบูลย์ได้ร่วมกับเครือข่ายปกป้องพระเกียรติพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช และเครือข่ายสตรีปกป้องพระพุทธศาสนา ออกมาคัดค้านการแต่งตั้ง สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เป็นสังฆราชองค์ใหม่ เพราะอาจจะมีเรื่องเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือพระธัมมชโยไม่ต้องปาราชิก

               และก็เป็นไพบูลย์ คนนี้นี่แหละที่ได้ยื่นหนังสือต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตรวจสอบกรณีที่เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช และประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ครอบครองรถเบนซ์หรูจดประกอบ รุ่น W186 จำนวน 1 คัน มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท

               อย่างเรื่องล่าสุดกับการเปิดบัญชีรายรับรายจ่ายวัด จำได้หรือไม่ ว่าเขาเคยเดินเรื่องมาแล้ว โดยทำหนังสือถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ระบุว่า รู้นะว่า มหาเถรสมาคมได้มีมติที่ 40/2558 ให้วัดทุกแห่งทั่วประเทศ จัดทำรายงานบัญชีทางการเงินและทรัพย์สินของแต่ละวัด โดยให้จัดส่งมาให้ พ.ศ.เก็บรักษาไว้ ตามปีงบประมาณ พ.ศ.2558 และ พ.ศ.2559

               จากนั้นระบุประมาณว่า ก็ถ้าเอกสารดังกล่าวมิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหรือเป็นความลับของทางราชการ ดังนั้น จึงขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ขอถ่ายสำเนาได้หรือไม่ !!

               แถมยังเคยพูดกับมหาเถรสมาคมว่า ถ้ามหาเถรสมาคมยึดมั่นในหลักพระธรรมวินัยจริง ทำไมไม่ห้ามเรื่องเกี่ยวกับพระภิกษุรับเงิน ซึ่งเป็นหลักของพระธรรมวินัยด้วย ทำไมทำเรื่องหนึ่ง แต่ไม่ทำเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นหลักสำคัญด้วย เพราะพระพุทธเจ้าบอกว่าเงินเป็นอสรพิษของพระภิกษุ

               พูดไปพูดมา เลยถึงขั้นว่าเสนอให้มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินวัด โดยให้ทุกวัดจัดทำบัญชีทรัพย์สินและเปิดเผยต่อสาธารณะเสียเลย !!

               ตอนนี้ไม่มีข่าวว่ากระไร แต่บทบาทของไพบูลย์ไม่เคยหยุดนิ่ง พอข่าวทุจริตเงินทอนวัดร้อนขึ้นมา เขาก็ลุยต่อ เดินหน้าทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อให้ตรวจสอบว่า ในจำนวนการทุจริตที่เกิดขึ้นกับ 12 วัดนั้น เจ้าอาวาสทั้ง 12 วัดสมรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่

               เรียกได้ว่า ไม่ว่าเรื่องร้อนอะไรของสงฆ์เป็นต้องเจาะเข้าไปหมด จนมาถึงหนนี้ที่บ้านเมืองอยู่ในบริบทของการปฏิวัติวงการสงฆ์ แน่นอนจะขอร่วมขบวนการด้วยทุกกรณี !

               อย่างที่บอกว่า บางคนสับสนว่าทำไมเขาเอาจริงเอาจังกับวงการพระไทยมากมายขนาดนี้ แต่ที่จริงวงการอื่นไพบูลย์ก็มีแผน

               จำได้หรือไม่ที่เขาประกาศตั้งพรรคการเมืองเมื่อสิงหาคมปีก่อน ชื่อว่า “พรรคประชาชนปฏิรูป”

               แถมยังยอมรับตรงๆ ว่า เพื่อเป็นเครื่องมือของประชาชนในการสนับสนุนให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง เพราะเชื่อในความเป็นคนดีมีความสามารถ มีความซื่อสัตย์สุจริต

               บางคนบอกก็แน่ล่ะสิ ไพบูลย์มากับ คสช. ถ้าจะไปทำอะไรจากนี้ ก็ต้องเอาด้วยกับ คสช. ถึงขนาดหาญกล้าประกาศตั้งพรรค ทั้งที่บ้านเมืองยังอยู่ในช่วงกฎหมายพิเศษ ห้ามมีกิจกรรมการเมือง

               อย่างไรก็ดี ปรากฏว่าช่วงนี้ ข่าวคราวพรรคการเมืองของเขาเงียบๆ ไป พอๆ กับข่าวคราวของโรดแม็พที่ยังวนเป็นบันไดงู หาที่ลงไม่เจอ

               บางที อดีตสมาชิกวุฒิสภาคนนี้ อาจยุ่งๆ อยู่กับการทะลวงวงการสงฆ์ให้เข้าที่เข้าทาง หรืออาจจะรู้วงในก็ได้ ว่าเรื่องการเมือง หรือแผนเลือกตั้ง…ไม่ต้องรีบแล้ว !

พระหาย..อีกแล้ว เจ้าคุณนิมิต วัดสวนดอก ศึกนี้สะท้านสงฆ์เหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/298630

พระหาย..อีกแล้ว เจ้าคุณนิมิต วัดสวนดอก ศึกนี้สะท้านสงฆ์เหนือ

คนในข่าว  :  11 ต.ค. 2560
พระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสว, พระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก พระอารามหลวง, วัดสวนดอก พระอารามหลวง, ดชดวงดี เวียงดินดำ, ดวงดี เวียงดินดำ, เจ้าคุณนิมิต หรือ พระราชรัชมุนี, พระเทพมังคลาจารย์วัดท่าตอน, หลวงพ่อสมาน หรือ พระเทพมังคลาจารย์วัดท่าตอน, วัดท่าตอน, เจ้าคุณสมาน, ยิ่งกั, วัดสวนดอก, เจ้าคุณนิมิต

สวมบัตรคนตาย อะไรกันเนี่ย!! ทำไมถึงเกิดเรื่องนี้ขึ้นได้กับพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาส ยิ่งกับ “วัดสวนดอก” ระดับพระอารามหลวงที่สำคัญแห่งหนึ่งเลยทีเดียว

               หรือนี่คือ “ยุคพระหาย!” …ล่าสุด “พระราชรัชมุนี” เจ้าอาวาสวัดสวนดอก พระอารามหลวง ได้ล่องหนหายไปอีกรูป หลังมีเรื่องร้อนๆ พบว่ามีการสวมบัตรประชาชนผู้ที่เสียชีวิต คือ ด.ช.ดวงดี เวียงดินดำ ต.บ้านแก้ง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ซึ่งเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง เมื่อปี 2538

               ปรากฏว่างานเข้าอย่างจัง เพราะจากหลักฐานที่นำมาแสดงพบว่า เดิม พระราชรัชมุนี เคยใช้ชื่อ นิมิต ยอดคำ เกิดเมื่อ 2 เมษายน 2508 พ่อชื่ออิ่ง แม่ชื่อนามแสง สัญชาติพม่า อยู่บ้านเลขที่ 37 หมู่ 14 ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

               ต่อมาบวชเป็นพระ ได้ฉายา “สิขรสุวณฺโณ” นามสกุล “วุฒิชัย” ที่ “วัดท่าตอน” อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และได้ระบุในใบสุทธิ ชาติภูมิ เกิดวันที่ 14 เมษายน 2508 ณ บ้านเลขที่ 3 ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

               จากนั้นบวชใหม่ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2525 ณ วัดท่าตอน จ.เชียงใหม่ มีพระที่วัดท่าตอน เป็นพระอุปฌาชย์ กระทั่งมาขอทำบัตรใหม่ และได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น “พระราชรัชมุนี” (นิมิต ทิพย์ปัญญาเมธี) โดยทำบัตรประชาชน ที่ อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ขอทำบัตรในกรณีเป็นบุคคลซึ่งได้รับยกเว้น ซึ่งตรงกับวันที่ 24 เมษายน 2552 แต่กลับระบุวันเดือนปีเกิดว่าตรงกับวันที่ 5 มิถุนายน 2513 อีกด้วย !

               และตรงนี้เองที่มีการร้องเรียน ระบุว่า เลขประจำตัวบัตรของ “เจ้าคุณนิมิต” หรือ “พระราชรัชมุนี” เจ้าอาวาสวัดสวนดอก ไปตรงกับสามเณรที่มรณภาพไปแล้ว

               เรื่องนี้จึงร้อนกันไปทั่ว จนสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่ ได้ออกหนังสือให้เจ้าอาวาสวัดสวนดอก มาชี้แจงแล้ว แต่เจ้าตัวกลับหายจ้อย ตามที่ว่ามาข้างต้น

               อย่างไรก็ดี มุมหนึ่งน่าสนใจว่า ทำไมถึงเกิดเรื่องนี้ขึ้นได้กับพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาส ยิ่งกับ “วัดสวนดอก” ระดับพระอารามหลวงที่สำคัญแห่งหนึ่ง ซึ่งการจะเป็นเจ้าอาวาสได้นั้น ต้องถือว่าไม่ธรรมดา !

               มีข้อมูลจากเว็บไซต์ http://www.alittlebuddha.com/ เล่าไว้มากมาย พอที่จะนำมาปะติดปะต่อ โยงให้เห็นภาพได้ว่า พระราชรัชมุนีรูปนี้ เป็นเจ้าคุณหนุ่มไฟแรง ศิษย์จาก “วัดท่าตอน” อ.แม่อาย ของ “พระเทพมังคลาจารย์” (สมาน กิตติโสภโณ) เจ้าอาวาส ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ เองกับมือ

               ต่อมาจึงได้รับการดึงและแรงดันจากหลวงพ่อสมานนี่แหละ ให้เข้ามาเป็นเจ้าอาวาสที่ “วัดสวนดอก พระอารามหลวง” โดยฝากฝังไปทาง หลวงพ่อสมเด็จวัดปากน้ำ ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ดูแลเขตการปกครองคณะสงฆ์ มหานิกาย ภาค 4, 5, 6 และ 7 โดยภาค 7 มี 3 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ลำพูน และแม่ฮ่องสอน

               เรื่องนี้ว่ากันว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำ ถึงกับจูงมือเจ้าคุณนิมิต เดินไปยังห้องพัก แล้วชี้บอกว่า “ท่านเจ้าคุณจำวัดที่ห้องนี้นะ” คือให้เป็นเจ้าอาวาสที่วัดสวนดอกนั่นเอง !

               ช่วงนั้นวัดปากน้ำ ซึ่งคุมการศึกษาบาลีอยู่ ต้องการคนทำงานด้านนี้ โดยเจ้าคุณนิมิตซึ่งเป็นประโยคเก้า และจับสายบาลีมาตลอด เรียกว่าเชี่ยวชาญ ดังนั้น การที่จะให้เข้ามาดูแล และดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสวนดอก ก็คงไม่เกินเลยนัก !

               แถมต่อมา เจ้าคุณนิมิต ยังโชว์ผลงานบาลีออกมาดี จนได้เลื่อนเป็นชั้นราช ซึ่งแม้เวลานั้นจะยังไม่มีตำแหน่งรองรับ แต่ก็ต้องนับเป็นเครดิตของ “หลวงพ่อสมาน” หรือ พระเทพมังคลาจารย์วัดท่าตอน ค่าที่ช่วยผลักช่วยดันกันมา

               หันมาดูข้างหลวงพ่อสมานเอง ก็ได้ชื่อว่าเป็นพระดี พระทำงาน ที่ได้สร้างพุทธมณฑลเชียงใหม่ในอาณาบริเวณเดียวกับมหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร. ในพื้นที่ อ.ดอยสะเก็ด จนผันตัวเองจากตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอแม่อาย ซึ่งถือว่าเป็นอำเภอเล็กอันดับท้ายๆ ของเชียงใหม่ เข้ามาดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดได้ ต้องถือว่าไม่ธรรมดาเหมือนกัน

               มาหนนี้ เมื่อมีประเด็นเรื่องการสวมรอยคนตายของพระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก จึงร้อนถึงอาสนะของ เจ้าอาวาสวัดท่าตอน อดีตพระอุปัชฌาย์ไปด้วย ค่าที่สนิทสนมกันเป็นการส่วนตัว และผลักดันกันมาตั้งแต่เริ่มจนรุ่ง ได้รับสมณศักดิ์สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

               แถมเวลานี้ผู้ร้องรวบรวมหลักฐานให้ตรวจสอบและดำเนินคดีกับพระทั้ง 2 รูปแล้วด้วย !

               แต่หากมองอีกมุม เรื่องนี้ก็ไม่รู้ว่ามีการใช้วิทยายุทธ์ สกัดดาวรุ่งอะไรหรือไม่ เพราะด้านหนึ่ง ในการขึ้นเป็นเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ในอีก 4 ปีข้างหน้านั้น ยังต้องขับเคี่ยวกับ พระเทพสิงหวราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร (พระอารามหลวง) อ.เมือง รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีความอาวุโสลำดับที่ 2

               ตามประเพณีปฏิบัติของการแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ จะไม่แต่งตั้งพระที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เพราะเรื่องนี้มีผลในการเดินทางติดต่อถึงกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องลำบากมาก ซึ่งเรื่องนี้แหละที่เคยมีประเด็นความไม่เหมาะสม ที่เจ้าอาวาสวัดท่าตอน คิดที่จะใช้วัดสวนดอกของเจ้าคุณนิมิต ซึ่งอยู่ใกล้ตัวเมืองมากกว่า เป็นสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดแทน

               ขณะที่ยังมีอีกเรื่องซึ่งเป็นประเด็นมาสักพักแล้ว คือ เจ้าอาวาสวัดท่าตอน หรือพระเทพมังคลาจารย์รูปนี้แหละ เคยนำพระสงฆ์จำนวนมาก รวมตัวที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ให้รัฐบาลยกเลิก มาตรา 44 ตรวจค้นวัดพระธรรมกายช่วงต้นปีที่ผ่านมา

               เมื่อรวมทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน เชื่อว่าอาสนะของเจ้าอาวาสวัดท่าตอน อาจไม่ได้แค่ร้อนอย่างเดียว แต่อาจพลิกผันด้วย เพราะต้องลุ้นกันว่า จะเข้าข่ายรู้เห็นกับพระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก ในการสวมสิทธิ์คนตายหรือไม่ ซึ่งหากพบว่ามีมูล อาจโดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายทางปกครอง และกฎหมายคณะสงฆ์อีกด้วย

               เวลานี้ฝ่ายหนึ่งหายตัวไปแล้ว จะมีก็แต่เจ้าอาวาสวัดท่าตอนที่น่าจะกำลังเตรียมชี้แจงข้อเท็จจริงรัวๆ แล้วตอนนี้

วิ่งเพื่อชีวิต ก้าวสำคัญของ “ตูน” จากแม่สายถึงเบตง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/298504

วิ่งเพื่อชีวิต ก้าวสำคัญของ “ตูน” จากแม่สายถึงเบตง

คนในข่าว  :  10 ต.ค. 2560
ก้าวคนละก้าว 2017, ก้าวคนละก้าว 2017 ตู, ก้าวคนละก้าว คมชัดลึ, ก้าวคนละก้าว ตูนบอดี, ก้าวคนละก้าวฯ, ก้าวคนละก้าวเพื่อ11โ, ก้าวคนละก้าว, วิ่งเพื่อช่วยโรงพยาบาล, ตูน อาทิวราห์, ตูน อาทิวราห์ คงมาลั, ตูนวิ่ง, ตูนวิ่งการกุศล, ตูน บอดี้แสลม, ตูน บอดี้สแลม, บอดี้สแลม

ก่อนจะบั่นทอนกันด้วยเรื่องภาษี ช่วยให้กำลังใจฮีโร่ขาร้อค “ตูน บอดี้สแลม” ยอดนังวิ่งเพื่อสังคมกันดีกว่ามั้ย นี่ทำด้วยใจล้วนๆ ไม่มีสารเจือปน!

               “I just felt like running, but it seemed to make sense to people.” ฟอร์เรสต์ กัมป์ ในภาพยนตร์ดังแห่งฮอลลีวู้ดตอบแบบนี้ เมื่อผู้คนพยายามถามว่าเขาวิ่งไปเพื่ออะไร และมันก็ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมายในฉากภาพยนตร์หลังจากนั้น

               แต่ก็ไม่แน่ มันก็อาจเป็นความคาดหวังเดียวกันที่ “อาทิวราห์ คงมาลัย” หรือ “ตูน” นักร้องนำแห่งวงดนตรีร็อกชื่อดัง “บอดี้สแลม” กำลังทำอยู่ในชีวิตจริง และมันก็กำลังเกิดขึ้นอยู่ขณะนี้ !

               เพราะล่าสุด หนุ่มวัย 38 ชาวสุพรรณคนนี้ ประกาศลูกบ้า! เที่ยวล่าสุด ที่เจ้าตัวบอกว่ารอบนี้จะเป็นการวิ่งครั้งใหม่ที่ยาวที่สุดในชีวิต และเป็นการวิ่งครั้งสุดท้ายที่จะออกมาระดมทุน !

               โดยเขาได้ให้สัมภาษณ์รายการเจาะใจคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า “ถ้าการวิ่งของผมจะช่วยบันดาลใจให้คนที่ไม่เคยออกกำลังกาย ได้หันมาออกกำลังกาย ดูแลตัวเอง เพื่อลดการเจ็บป่วย มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้มากขึ้นก็จะช่วยลดภาระในโรงพยาบาลได้ด้วย”

               งานนี้ก็ยังคงเพื่อการกุศลเช่นเดิม โดยจะระดมเงินไปซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลที่ขาดแคลน จำนวน 11 แห่งทั่วประเทศ

               ที่เด็ดสุดๆ คือ ในเมื่อครั้งนี้ เจ้าของเพลง “ความเชื่อ” ได้ตั้งเป้าหมายยอดเงินบริจาคสูงราว 700 ล้านบาท ! แน่นอนระยะทางในการวิ่งก็จะต้องมากขึ้น ยาวขึ้น และไกลขึ้นตามมาด้วย

               ดังนั้น 11 โรงพยาบาลที่ว่ามานั้น เรียกได้ว่าตูนต้องใช้ความเชื่อในพลังของตนเองล้วนๆ เพื่อวิ่งตั้งแต่ใต้จรดเหนือทั่วไทย !

               โดยเขาจะออกวิ่งจากใต้สุดของไทย คือ อ.เบตง จ.ยะลา ไปสิ้นสุดที่เหนือสุดแห่งสยามคือที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย รวมระยะทาง 2,191 กิโลเมตร สตาร์ทวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้

               อย่างที่บอกว่า สำหรับการวิ่งครั้งนี้ เป็นอีกครั้งของตูน โดยใช้ชื่อว่า “ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” แต่ก่อนหน้านี้ ตูน บอดี้สแลม เคยออกวิ่งมาแล้วช่วงธันวาคม 2559 ในชื่อโครงการเดียวกันคือ “ก้าวคนละก้าว” เพียงแต่เติมท้ายสำหรับเป้าหมายที่จะช่วยเหลือ

               โดยครั้งก่อนชื่อว่า “ก้าวคนละก้าว เพื่อโรงพยาบาลบางสะพาน” ซึ่งหลายคนไม่เคยลืมถึงความหวัง ความสนุก ความมัน และความสุข

               เพราะครั้งนั้นถือว่าเป็นครั้งแรกที่ตูนออกวิ่ง ซึ่งสร้างกระแสและเสียงชื่นชมไปทั่ว โดยเป็นการวิ่งระยะไกลเริ่มต้นจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร อันเป็นโรงเรียนสมัยมัธยมของเขา และวิ่งไปจนถึงโรงพยาบาลบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งตูนเองก็มีบ้านริมทะเลอยู่ที่นั่น

               ตอนนั้น ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ร็อกเกอร์ร่างผอมบางคนนี้ โชว์ความแกร่งด้วยการวิ่ง 10 วัน ตั้งแต่ 1-10 ธันวาคม 2559 วันละ 40 กิโลเมตร รวมระยะทาง 400 กิโลเมตร สามารถระดมทุนจากคนไทยทั่วประเทศได้ถึง 85 ล้านบาท !!

               แถมยังได้เปิดประมูลรองเท้าแบรนด์ดังที่เจ้าตัวใส่วิ่ง ซึ่งเป็นคู่เดียวในโลก เพราะเป็นรุ่นที่ตูนเป็นผู้ออกแบบเอง โดยมีคนมาประมูลยอดขึ้นสูงถึง 999,999 บาท !

               อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ “ตูน” ก็เพิ่งร่วมวิ่งกับนักศึกษาแพทย์ศิริราช ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยเริ่มวิ่งจากสวนนกชัยนาท ตั้งแต่ 15 มีนาคม ไปถึง อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี วันที่ 16 มีนาคม รวมระยะทาง 60 กิโลเมตร ได้ยอดบริจาคหลังวิ่งจบราว 50 ล้านบาท !

               งานนั้นก็เช่นเคย คือเพื่อระดมทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา โรงพยาบาลศิริราช อาคารแพทย์หลังสุดท้ายที่ได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

               มาหนนี้ กับ 11 โรงพยาบาล ที่พี่ตูน “ไอดอลของคนไทย” จะต้องระดมทุนช่วยเหลือนั้น ไล่ดูรายชื่อ ได้แก่ 1.รพ.ยะลา 2. รพ.สุราษฎร์ธานี 3.รพ.ศูนย์ราชบุรี 4.รพ.เจ้าพระยายมราช จ.สุพรรณบุรี 5.รพ.สระบุรี 6.รพ.ขอนแก่น 7. รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี 8.รพ.นครพิงค์ จ.เชียงใหม่ 9.รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ 10.รพ.น่าน ซึ่งอยู่ในพื้นที่พิเศษห่างไกลจากตัวเมือง และ 11.รพ.พระมงกุฎเกล้า

               โดยแต่ละที่นั้น ไม่ได้จับสลากขึ้นมา หากแต่เจ้าตัวได้เข้าพบ นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อปรึกษาถึงข้อมูลและขอรายชื่อของโรงพยาบาลศูนย์ที่ยังต้องการความช่วยเหลือ

               จากนั้นยังลงพื้นที่เดินทางไปเยี่ยมโรงพยาบาลประจำจังหวัดต่างๆ เพื่อรับรู้ถึงความเดือดร้อนของโรงพยาบาลต่างๆ ด้วยตนเอง จนเกิดเป็นโครงการนี้ขึ้น

               ใครสนใจร่วมกิจกรรม บอกเลย นี่คืองาน “หมูเขี้ยวตัน” เหมือนชื่อเจ้าของ “อาทิวราห์” คือ “ไม่หมูบ้าน” แน่ๆ เพราะกำหนดการวิ่งจะวิ่งติดต่อกัน 4 วันพัก 1 วัน และจะสิ้นสุดที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ในวันที่ 25 ธันวาคม 2560 รวมระยะเวลา 55 วัน หรือกินเวลาเกือบสองเดือน !!

               แต่ถ้าใครอยากร่วมด้วยทางอื่น ก็จัดเลยตามช่องทางการบริจาค 1. บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขารัชโยธิน ชื่อบัญชี มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในพระราชูปถัมภ์ฯ (โครงการก้าวคนละก้าว) เลขที่บัญชี 111-393-5263 (กระแสรายวัน) และทาง SMS : บริจาคครั้งละ 10 บาท พิมพ์ T แล้วกดส่งมาที่ 4545099

               แต่จะเป็นครั้งสุดท้ายจริงหรือไม่ ยังไม่อยากเชื่อ คนเป็น “ฮีโร่” ลองได้ยินเสียงเรียกร้องขอความชวยเหลือ มีหรือจะนั่งเฉยอยู่ได้ !

กฎเหล็กแรงฤทธิ์ “เจ้าคุณธงชัย” หาย? ปิดฉากเกจิดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/298377

กฎเหล็กแรงฤทธิ์ “เจ้าคุณธงชัย” หาย? ปิดฉากเกจิดิจิทัล

คนในข่าว  :  9 ต.ค. 2560
9ak98dgadi8e9cca6c9ea=
 

แม้ฝ่ายคนสนิทเจ้าคุณธงชัย จะออกมาปฏิเสธถึงการหายตัวไปของท่าน ว่าเป็นผลเนื่องมาจาก “กฎเหล็กสงฆ์” แต่วัดไตรมิตรเวลานี้เงียบหงอยไปเยอะ ปิดจ๊อบยาวเลยก็ว่าได้!

              จากข่าวการหายตัวไปของ  “เจ้าคุณธงชัย” หรือ พระพรหมมังคลาจารย์ (ธงชัย ธมฺมธโช) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรุงเทพฯ ที่ว่ากันว่าหลบไปต่างจังหวัดโดยลูกศิษย์ลูกหาไม่สามารถติดต่อได้ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคมนั้น

ทั้งนี้ นัยว่าการหายตัวไปของท่านอาจเกี่ยวกับคำสั่งเจ้าคณะปกครอง ที่ออกหนังสือสั่งตรงถึงเจ้าคณะภาค และเจ้าคณะจังหวัดในสังกัด โดยมีเนื้อหาที่ต้องเรียกว่า เป็น “กฎเหล็กสงฆ์” เลยก็ว่าได้

 

โดยเบื้องต้นมีกระแสข่าวจาก อ.วันชัย สอนศิริ ทนายความชื่อดัง และญาติคนหนึ่งของท่านเจ้าคุณ ออกมาระบุว่า ส่วนตัวของท่านเจ้าคุณธงชัยไม่ได้อยากเด่น อยากดัง แถมยังไปปฏิบัติธรรมก่อนมีคำสั่งของคณะสงฆ์ด้วยซ้ำไป โดยมีความประสงค์ที่จะวางมือ เพื่อปลีกวิเวกทางธรรมเท่านั้น

แวดวงวัตถุมงคลของขลังต่างร่ำลือกันไปต่างๆ นานา แต่ “ทนายวันชัย” ย้ำว่า ท่านไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าแห่งหนึ่ง และนับจากนี้ไป ท่านจะยุติการทำพิธีกรรมปลุกเสกทั้งหลาย อาจกล่าวได้ว่า ท่านเจ้าคุณธงชัยได้ปิดตำนาน “เกจิยุคดิจิทัล” ไปเรียบร้อยแล้ว

สำหรับ “เจ้าคุณธงชัย” นั้นโด่งดังไปทั่วโลกจาก “ผ้ายันต์แพ้ไม่เป็น” หรือ “ผ้ายันต์เลสเตอร์” หลังจากจัดการทำพิธี “แปะผ้ายันต์ เป่ากระหม่อม เคาะที่ศีรษะ” นักเตะทีมเลสเตอร์ ซิตี้ จนไปคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ฤดูกาล 2015-2016 สร้างประวัติศาสตร์เป็นสมัยแรกของสโมสรนับแต่ก่อตั้งสโมสรมายาวนาน

เวลานั้น แม้ท่านจะออกมาปฏิเสธความขลังของผ้ายันต์ แต่เสียงชื่นชมปรบมือ และเลื่อมใสศรัทธา ก็เกิดขึ้นอย่างล้นหลาม แถมยังส่งอานิสงส์ไปทำให้หัวบันไดกุฏิที่วัดไตรมิตร ย่านเยาวราช ไม่เคยแห้ง ทั้งสื่อมวลชนที่วนเวียนไปทำข่าวและผู้คนพากันเดินทางไปกราบไหว้ขอพร และขอผ้ายันต์เป็นจำนวนมาก รวมถึงชาวต่างชาติ ! ค่าที่เป็น “เกจิ” เจ้าของผ้ายันต์สุดขลัง

หากส่องเข้าไปในเว็บไซต์วัดไตรมิตร จะพบกรุของชุดพระเครื่องและวัตถุมงคล ของขลังมากมายหลายแบบ  โดยเฉพาะคอลเลกชั่นผ้ายันต์อันโด่งดัง เช่น ผ้ายันต์พระนารายณ์ทรงครุฑ พระเทพภาวนาวิกรม (เจ้าคุณธงชัย) ผ้ายันต์พระนารายณ์ทรงครุฑ หรือ ผ้ายันต์เรียกทรัพย์

โดยเฉพาะผ้ายันต์ อันโด่งดังที่ทำให้เลสเตอร์ซิตี้ผงาดขึ้นแชมป์ได้ อย่างที่บอกว่าหลายคนถึงกับเรียกว่า “ผ้ายันต์เลสเตอร์” แต่ท่านเคยบอกว่า ผ้ายันต์ผืนนี้ต้องใช้คำว่า อำนาจพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ การเจริญพระพุทธมนต์ทั้งสวด เสก และทำพิธี

อย่างไรก็ดี จะหาว่า “เกจิดัง” ผู้นี้ คร่ำอยู่แต่กับเรื่องของขลัง ของดี หรือพุทธพาณิชย์อย่างเดียว แต่ที่จริงสิ่งเหล่านี้แหละที่สร้างคุณแก่เยาวชนไทยด้วย เพราะเจ้าคุณธงชัย ในฐานะของ ประธาน “มูลนิธิร่มฉัตร” ยังเป็นผู้อุปถัมภ์ใน “โครงการเพชรยอดมงกุฎ” มาตั้งแต่ปี 2541

โดยโครงการเพชรยอดมงกุฎ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการส่งเสริมทางการศึกษาของเยาวชนไทยทั้งการให้ทุนการเรียน และการจัดการแข่งขันทางวิชาการต่างๆ ที่ทำต่อเนื่องตลอดมาจนถึงทุกวันนี้

ทั้งนี้ เกจิดังเคยแจงว่า บรรดาการจัดสร้างวัตถุมงคลทุกรุ่นที่ผ่านมานั้น ปัจจัยที่ได้จากการเปิดให้เช่าบูชา หรือปัจจัยที่ญาติโยมลูกศิษย์นำมาถวาย หรือที่ได้รับจากกิจนิมนต์ ไม่ได้นำไปใช้ที่ไหน ก็นำมาสนับสนุนโครงการเพชรยอดมงกุฎทั้งสิ้น

แต่เมื่อมาถึงขนาดนี้ กับข่าวการหายตัวไปของท่าน จนมีการโยงไปถึง กฎเหล็กสงฆ์ อันประกอบไปด้วย “7 ข้อห้าม 4 คำสั่ง 3 บทลงโทษ” ก็ไม่แปลก

เพราะเมื่อดูในเนื้อหาในส่วนของข้อ 5. และข้อ 6. ที่ระบุว่า “5.การจัดทำป้ายโฆษณาติดประกาศในที่ต่างๆ เกี่ยวกับพิธีการปลุกเสกวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังโดยบรรดาเกจิอาจารย์ หรือป้ายโฆษณาอวดอ้างชวนเชื่อสรรพคุณเกจิอาจารย์ อันเป็นการมอมเมาประชาชน มิใช่วิถีพุทธ มิใช่วิถีสมณะ ส่อเจตนาไปในทางอเนสนา(การแสวงหาที่ไม่สมควร) สุ่มเสี่ยงต่อการต้องอาบัติอันติมวัตถุ ให้ระงับการจัดทำนั้นเสีย หากได้ทำมาแล้วให้ปลดรื้อออกเสีย” และ

“6.อุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธปฏิมา เป็นสถานที่ทำสังฆกรรม ทำวัตรไหว้พระสวดมนต์ เจริญจิตตภาวนา หรือทำการบุญการกุศลต่างๆ ต้องไม่จัดทำเป็นที่จำหน่ายวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังภายในอุโบสถ”

แบบนี้จะไม่ให้เจ้าคุณธงชัยร้อนอาสนะ ก็คงแปลกไปไหม ? โดยเฉพาะใครไปวัดไตรมิตรเวลานี้ จะเห็นว่าเงียบไปเยอะ

อย่างล่าสุดช่วงออกพรรษานับแต่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา จากที่วัดไตรมิตรจะมีกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับการสะเดาะเคราะห์เสริมดวงชะตา จนผู้คนมากันล้นวัด

ทั้งนี้ อย่างการไหว้พระราหู ที่เดิมทีจะจัดขึ้นช่วงวันที่ 8 ตุลาคม ที่ผ่านมา เป็นอันว่าต้องแคนเซิล ยกเลิกไปหมดสิ้น แถมยังเคลื่อนย้ายรูปปั้นบูชาพระราหูออกจากหน้าพระอุโบสถไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาอีกด้วย

ดังนั้นแม้ฝ่ายคนสนิทเจ้าคุณธงชัย จะออกมาปฏิเสธถึงการหายตัวไปของท่าน ว่าเป็นผลเนื่องมาจาก “กฎเหล็กสงฆ์” นี้

แต่เวลานี้ ไม่เพียงเจ้าคุณธงชัย ทั้งพระสงฆ์สายพุทธพาณิชย์ ไม่ว่าจะระดับไหน จะเป็นเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล เจ้าอาวาส ร้อนอาสนะไปตามๆ กัน ให้ลูกศิษย์ออกมาเก็บตู้หน้าวัด เก็บป้ายรายทางกันไม่ทันแล้วตอนนี้

จะติดอยู่ก็แต่ว่า หากท่านเจ้าคุณธงชัย ตั้งใจปิดจ๊อบเกจิคนดังจริงๆ ทำไมต้องปลีกวิเวกจนหาตัวไม่เจอขนาดนี้ อันนี้น่าคิด!

‘ต่าย อรทัย’ ทอดกฐิน 4 ล้าน หล่อองค์หลวงปู่หมุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/298341

‘ต่าย อรทัย’ ทอดกฐิน 4 ล้าน หล่อองค์หลวงปู่หมุน

คนในข่าว  :  8 ต.ค. 2560
พรหลวงปู่หมุน, ยูทูบ, ครูสลา คุณวุฒิ, Tai Orathai, กฐินสามัคคี, คมชัดลึก, คนในข่าว, ต่าย อรทัย, ต่าย, อรทัย, ทอดกฐิน, ล้าน, วัดป่าหนองหล่ม, สระแก้ว, คุณวุฒิ

‘ต่าย อรทัย’ เป็นเจ้าภาพทอดกฐินสามัคคี ณ วัดป่าหนองหล่ม สระแก้ว โดยมีครูสลา คุณวุฒิ ให้เกียรติร่วมเป็นเจ้าภาพร่วม สรุปตัวเลขเงินทำบุญมียอดรวมได้ 4,119,484 บาท

 

วันอาทิตย์ที่ 8 ต.ค. 2560 ได้มีคณะกฐินสามัคคีนำโดย นางสาวอรทัย ดาบคำ หรือ “ต่าย อรทัย” นักร้องดังสังกัดแกรมมี่โกลด์ ทอด ณ วัดป่าหนองหล่ม สระแก้ว ปรากฏว่า มียอดเงินร่วมทำบุญจากแฟนเพลงมากถึง 4 ล้านกว่าบาท

 

‘ต่าย อรทัย’ ทอดกฐิน 4 ล้าน หล่อองค์หลวงปู่หมุน

 

นับแต่ปลายเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา “ต่าย อรทัย” ไปบอกบุญกฐินผ่านแฟนเพจ Tai Orathai เชิญชวนแฟนคลับร่วมเป็นเจ้าภาพทอดกฐินสามัคคี หล่อองค์หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล ที่วัดป่าหนองหล่ม

 

‘ต่าย อรทัย’ ทอดกฐิน 4 ล้าน หล่อองค์หลวงปู่หมุน

เมื่อเวลา 09.30 น. (8 ต.ค.) ต่าย อรทัย เป็นเจ้าภาพทอดกฐินสามัคคี โดยครูสลา คุณวุฒิ ให้เกียรติร่วมเป็นเจ้าภาพร่วม ซึ่งครูสลาแต่งเพลง “พรหลวงปู่หมุน” ให้ต่ายได้ถวายเสียงในงานบุญกฐินปีนี้

ช่วงบ่าย “ต่าย อรทัย” ได้ไลฟ์สดผ่านแฟนเพจสรุปตัวเลขเงินทำบุญมียอดรวมได้ 4,119,484 บาท

 

‘ต่าย อรทัย’ ทอดกฐิน 4 ล้าน หล่อองค์หลวงปู่หมุน

 

 

วัดป่าหนองหล่ม อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ซึ่งในอดีต วัดแห่งนี้มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล ให้ความดูแลอุปถัมภ์ หาทุนจัดสร้างเสนาสนะและถาวรวัตถุภายในวัด ในขณะที่ท่านดำรงขันธ์อยู่วัตถุมงคลของท่านที่ออกในนามวัดป่าหนองหล่ม ได้รับความนิยมในหมู่ลูกศิษย์ลูกหาและประชาชนทั่วไปอย่างมาก หลังจากท่านละสังขารทางวัดก็จัดสร้างวัตถุมงคลอยู่บ้างแต่ไม่มาก

 

‘ต่าย อรทัย’ ทอดกฐิน 4 ล้าน หล่อองค์หลวงปู่หมุน

 

พระอาจารย์ขวัญเมือง เจ้าอาวาสวัดป่าหนองหล่ม ได้วางโครงการก่อสร้างรูปเหมือนหลวงปู่หมุน ฐิตสีโล องค์ใหญ่ มาแต่ปี 2558

 

‘ต่าย อรทัย’ ทอดกฐิน 4 ล้าน หล่อองค์หลวงปู่หมุน

 

อนึ่ง วัดป่าหนองหล่ม ตั้งอยู่ที่ ต.โนนหมากเค็ง อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 226 กม. ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณ 2 ชั่วโมง

——————

(ขอบคุณเว็บไซต์ ยูทูบดอทคอม : Tai Orathai Official : พรหลวงปู่หมุน – ต่าย อรทัย「บทเพลงพิเศษ」)

ส่องกระทิงแดง “สราวุฒิ อยู่วิทยา” คนนี้แหละใช่..อนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/298098

ส่องกระทิงแดง “สราวุฒิ อยู่วิทยา” คนนี้แหละใช่..อนาคต

คนในข่าว  :  6 ต.ค. 2560
สราวุฒิ อยู่วิทยา, บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด, บริษัทลูกของกระทิงแดง, พื้นที่ป่าชุมชนห้วยเม็ก, บริษัท เรดบูล คอมปานี ลิมิเต็ด กรุงลอนดอน, Red Bull GmbH, กระทิงแดง, Redbull, บริษัท ทีซีฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด, สราวุฒิ, อยู่วิทยา, ชื่อชั้นของ, คนนี้แหละ

ชื่อชั้นของ “สราวุฒิ” คนนี้แหละ ที่โลดแล่นบนถนนธุรกิจมาอย่างโดดเด่นอยู่แล้วว่า “จะเป็นก้าวต่อไปของกระทิงแดง!” ยุคใหม่!!!

               “ปิดจ๊อบ” แบบงานไม่จบทางธุรกิจ! แต่ทางสังคม เชื่อว่าคนไทยได้โล่งอกกันไป เมื่อ บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ที่รู้กันว่าเป็นบริษัทลูกของกระทิงแดง หลังจากเจอปัญหาเรื่องการเช่าพื้นที่ป่าชุมชนห้วยเม็ก ที่ถูกคัดค้านจากชาวบ้านในพื้นที่อย่างหนัก

               ล่าสุดได้ประกาศยกเลิกการลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมดแล้ว ซึ่งบริษัทระบุว่ามีมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท และอาจจะย้ายไปสร้างฐานการผลิตที่ประเทศเพื่อนบ้านแทน แต่ก็ยังแอบหยอดตอนท้ายว่า (ที่จริง) โรงงานแห่งนี้จะเป็นฐานการผลิตสำคัญเพื่อการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV

               พออ่านถึงตรงนี้เลยเกิดอยากส่องเข้าไปดูในบริษัทแห่งนี้ พร้อมทั้งตัวผู้บริหารเองว่าเป็นใครกันแน่

               ตรวจสอบไปมาพบว่า ผู้บริหารสูงสุดของบริษัทเคทีดีฯ ไม่ใช่ใครที่ไหนชื่อ “สราวุฒิ อยู่วิทยา” ลูกหลานทายาทกระทิงแดงนั่นเอง

               ใช่แล้ว! มีการสืบสาแหรก “อยู่วิทยา” พบว่า เจ้าสัวเฉลียว อยู่วิทยา เจ้าพ่อกระทิงแดงรุ่นแรกนั้น มีลูกจากภรรยาคนแรกที่ชื่อ “นกเล็ก สดสี” ส่วนภรรยาคนที่สอง ที่ชื่อ “ภาวนา หลั่งธารา”

               ทั้งนี้ หากไม่นับ “เครื่องดื่มเรดบูล” ที่ขายไป 70 ประเทศทั่วโลก จากการที่ “เฉลียว” ได้ลงทุนร่วมกับนักธุรกิจชาวออสเตรีย ถือหุ้นคนละ 49% และให้ทายาทคนโต “เฉลิม” ประธานกรรมการบริษัท เรดบูล คอมปานี ลิมิเต็ด กรุงลอนดอน ถือหุ้นอีก 2% ใน Red Bull GmbH. ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่ออสเตรีย

               ในส่วนของธุรกิจในไทย เครือกระทิงแดงยังมีอีกหลายบริษัท คือ 1.บริษัท สยามไวเนอรี่ จำกัด (ผลิตไวน์) 2.บริษัท สยามไวเนอรี่เทรดดิ้งพลัส จำกัด (ขายปลีกเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์) 3.บริษัท คาวาลิโนเซอร์วิส จำกัด (ประกอบกิจการบำรุงรักษาและการซ่อมระบบเครื่องยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์) 4.บริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ ผู้นำเข้าเฟอร์รารี่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย และ 5.บริษัท ไทยเฉลิม จำกัด (กิจกรรมการจัดหาทรัพยากรมนุษย์อื่นๆ)

               เหล่านี้ ก็ยังคงได้บุตรชายคนโตของเฉลียวกับภรรยาคนแรกดูแลอยู่ดี นอกเหนือจากธุรกิจโรงแรม สนามกอล์ฟ โรงพยาบาล และธุรกิจในเครือมากกว่า 20 บริษัท

               แต่ในส่วนของเครื่องดื่ม “นอนแอลกอฮอล์” ทั้ง “กระทิงแดง” และอื่นๆ ที่จำหน่ายในไทยและเพื่อนบ้านนั้น น้อยคนจะรู้ว่าเป็นของ “บริษัท ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “กลุ่มทีซีพีฯ” ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2521

               ทีซีพีฯ มีแบรนด์เครื่องดื่มที่เรารู้จักกันดี นอกจากเครื่องดื่มกระทิงแดง (เรดบูล) แล้วยังมี เรดดี้, โสมพลัส, สปอนเซอร์, แมนซั่ม, เพียวริคุ นอกจากนี้ยังมีขนมขบเคี้ยวอย่างเมล็ดทานตะวัน “ซันสแนค”

               สำหรับผู้บริหารของทีซีพีฯ คือ “ภาวนา” ภรรยาคนที่สองของเจ้าสัวเฉลียว ที่นั่งเป็นประธานกรรมการ ขณะที่ลูกๆ ทั้ง 6 ของเธอ นั่งเป็นกรรมการบริษัท

               ที่น่าสนใจคือชื่อของ สราวุฒิ อยู่วิทยา บุตรชายคนเล็ก นั่งอยู่ในเก้าอี้ “ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร” และเป็นคนเดียวกับที่เป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดใน บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (ทำเกี่ยวกับการจัดการหลักทรัพย์) ที่เพิ่งตัดสินใจทิ้งเงิน 3,000 ล้านบาทในการลงทุนบนที่ดินห้วยเม็กตามที่กล่าวข้างต้น โดยเขาถือหุ้นใหญ่สุดที่ 16.6670% นอกเหนือจากพี่น้องคนอื่นๆ

               อย่างไรก็ดี เมื่อสืบค้นยังพบว่า ชื่อชั้นของเขานั้นโลดแล่นบนถนนธุรกิจมาอย่างโดดเด่นอยู่แล้วว่า “คนนี้แหละเป็นก้าวต่อไปของกระทิงแดง!” ทั้งนี้ สราวุฒิเกิดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2513 ปัจจุบัน อายุ 47 ปี

               ถ้าจะไล่ให้เข้าใจคือ ตระกูลนี้มีธุรกิจ 2 สาย คือ นอกจาก Red Bull GmbH ซึ่งพี่ชายต่างแม่ดูแลอยู่ทางโซนยุโรปแล้ว ยังมีในส่วนของ ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอลฯ หรือ ทีซีพีฯ ที่เขารับผิดชอบ

               ล่าสุด ช่วง 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา เขาเพิ่งแถลงข่าวเปิดแผนธุรกิจ 5 ปี (2560-2565) ไปหยกๆ

               งานนี้ประกาศลงทุนอีก 10,000 ล้านบาท จะดันทีซีพีฯ ให้ก้าวสู่เวทีโลกอย่างชัดเจน หวังยอดขายให้โตขึ้น 3 เท่า คือแตะ 100,000 ล้านบาท

               เขาระบุว่า ทั้งหมดก็เพื่อ “เพิ่มฐานที่มั่น” ในการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศให้ครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงอัตลักษณ์ใหม่ขององค์กร ที่จะทำให้คนรู้จัก “ทีซีพีฯ” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ “เรดบูล” หรือ “กระทิงแดง”

               นอกจากนี้ ยังประกาศศักดาว่า ปัจจุบันสินค้าของ ทีซีพีฯ ที่ผลิตในไทยได้จำหน่ายไปกว่า 10,000 ล้านกระป๋อง และบริโภคกันกว่า 170 ประเทศ ขณะที่ยังมีโรงงานอยู่ 2 แห่งในไทย และมีโรงงานอีก 3 แห่งในอินโดนีเซีย เวียดนาม และจีน ซึ่งมีกำลังการผลิตรวมกันมากกว่า 1 พันล้านลิตรต่อปี !

               สำหรับยอดขายรวมครึ่งปีแรกของกลุ่ม ณ 30 มิถุนายน 2560 อยู่ที่ 14,600 ล้านบาท และคาดว่าถึงสิ้นปีจะมียอดขายรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท

               แถมยังบอกว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า ทีซีพีฯ จะเปิดโรงงานใหม่ อย่างน้อยปีละ 1 แห่งใน 1 ประเทศ เป้าหมาย เพื่อให้กลุ่มธุรกิจทีซีพีฯ เป็น “เฮ้าส์ออฟแบรนด์” ที่ทรงพลัง !!

               งานนี้ ไม่รู้ว่า แผนการลงทุนมูลค่าหมื่นล้านของเขา จะรวมการก่อสร้างโรงงานผลิตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มูลค่า 3,000 ล้านที่ห้วยเม็ก ซึ่งเขาตัดสินใจทิ้งไปแล้วหรือไม่

               แต่ถ้าถามวันนี้ กระทิงแดงฝ่ายไทยในมือทายาทรุ่น 2 อย่าง “สราวุฒิ” จะทำอะไรก็ต้องคิดหนักๆ หน่อย

               เพราะในช่วงที่ข่าวคราวของคนในตระกูลอยู่วิทยา (อีกฟาก) ยังร้อนไม่จบ การกลับลำครั้งนี้ของเขาก็น่าจะยังไม่สายเกิน!

ไม่มี “ยิ่งลักษณ์” ก็ยังมี “เยาวเรศ” ชินวัตร..ไม่ขาดสาย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/297964

ไม่มี “ยิ่งลักษณ์” ก็ยังมี “เยาวเรศ” ชินวัตร..ไม่ขาดสาย!

คนในข่าว  :  5 ต.ค. 2560
ก, อดีตประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์, ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์, นายกสมาคมชาวเหนือ, สมทบร่วมสร้างพระประธานประจำพุทธมณฑลจังหวัดสงขลา, เยาวเรศ นายกสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ, นายกสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ, ตระกูลชินวัตร, ทักษิณชินวัตร, คุณเรศ เ, ยิ่งลักษณ์, แอร์สยาม, ไม่มี

พี่สาวอดีตนายกฯปู หรือ อดีตแอร์โฮสเตสสายการบิน “แอร์สยาม” คนนี้ ปัจจุบันคือผู้ที่มีชีวิตเพื่อดำเนินกิจกรรมทางสังคมและการกุศล ตลอดจนการทำนุบำรุงศาสนาโดยแท้!

                ใครคิดถึงน้องสาว ขอให้มองหน้าพี่ไปก่อน แต่งวดนี่ถึงคิว “พี่สาว” คนที่โตที่สุดใน 4 อนงค์ของพี่น้องตระกูลชิน นั่นคือ “เยาวเรศ ชินวัตร” ที่ใครจะรู้บ้างว่า เห็นเงียบๆ แต่ “งานกุศลและสังคม” เธอมีเพียบนะจ๊ะ

                ล่าสุดวันที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา ในฐานะ “นายกสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ” ก็เพิ่งทำบุญใหญ่ โดยนำเงินจำนวนหกล้านบาทเศษ ถวายแด่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม คลองสาน กรุงเทพฯ

ไม่มี "ยิ่งลักษณ์"  ก็ยังมี "เยาวเรศ"  ชินวัตร..ไม่ขาดสาย!

                รับรองคราวนี้ ไม่มีส่วนเกิน ส่วนทอน เพราะเงินจำนวนนี้จะมีการส่งมอบไปยัง พระราชวรเวที เจ้าคณะจังหวัดสงขลา, พระครูสุวัฒนาภรณ์ (หลวงพ่อภัตร อริโย เจ้าอาวาสวัดนาทวี เกจิดังภาคใต้ ฉายา “เทพสามตา”), พระครูบัณฑิตธรรมลังการ เจ้าคณะอำเภอสะเดา และ พระปลัด ดร.พลกฤต กลฺยาณธมฺโม เจ้าคณะตำบลหาดใหญ่

ไม่มี "ยิ่งลักษณ์"  ก็ยังมี "เยาวเรศ"  ชินวัตร..ไม่ขาดสาย!

                จากนั้น จะนำเงินไปสมทบร่วมสร้างพระประธานประจำพุทธมณฑลจังหวัดสงขลา ซึ่งตามงบประมาณที่สร้างเบื้องต้นราว 25 ล้านบาท !

                งานนี้ แม้ว่าจะถือเป็นความเคลื่อนไหวเหมือนทุกๆ ครั้งของ “เยาวเรศ ชินวัตร” แต่ความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า เมื่อผู้เป็นน้องสาว หรืออดีตนายกฯ ที่เวลานี้ไม่รู้อยู่ที่ไหน ดังนั้น ไม่ว่าคนบ้านนี้จะก้าวย่างทำอะไร กระจอกข่าวก็ต้องตามดู เกาะติด ถึงไม่มีเบาะแสอะไรถึงสาวปู แต่ก็พอกล้อมแกล้มแก้เหงาไปได้

ไม่มี "ยิ่งลักษณ์"  ก็ยังมี "เยาวเรศ"  ชินวัตร..ไม่ขาดสาย!

                เจาะเข้าไปดูบทบาทของ “เจ๊เรศ” ของน้องๆ หรือ “น้องเรศ” ของ “พี่ษิณ” ต้องบอกว่า แม้จะไม่ได้โลดแล่นบนถนนการเมือง แต่ลีลาลายหงส์ก็โดดเด่นไม่แพ้พี่น้องคนไหน

                โดยเฉพาะที่ “สมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ” ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 หรือในช่วงที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ยังนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี งานนี้ก็ทำเพื่อส่งเสริมให้สตรีไทยทำหน้าที่ของสตรีไทยให้งามอย่างไทย เพื่อประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ ฯลฯ

                ปีที่ก่อตั้งยังมีสตรีแถวหน้าของสังคมไทยนั่งเป็นที่ปรึกษาสมาคมหลายท่าน เช่น ท่านผู้หญิงสุมาลี จาติกวณิช, คุณหญิงจันทนี สันตะบุตร, คุณหญิงวรรณี วิทยะสิรินันท์ ฯลฯ

                หรือช่วงปี 2556 นายกฯ ปู ก็มาร่วมงานในฐานะประธานเปิดงานฉลองสถาปนาสมาคมครบรอบ 1 ปี ซึ่งงานในวันนั้น สาวปูมาในชุดผ้าไทยแสนสวย ตรงคอนเซ็ปต์งานว่า “สานสายใยผ้าไทยเทิดพระเกียรติ”

                อย่างไรก็ดี หลายคนอาจสับสนกับบทบาทของ “ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์” ซึ่ง “เจ๊เรศ” เคยนั่งเก้าอี้นี้มาก่อน หากแต่เป็นคนละส่วนกันกับบทบาทของ “นายกสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ” ในปัจจุบัน

                ทั้งนี้ สำหรับบทบาทประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ นั้น เจ๊เรศได้หมดวาระไปแล้ว โดยเธอนั่งอยู่ที่นั่นถึง 2 สมัย คือสมัยที่ 21-22 หรือช่วงปี 2546-2552 โดยขณะนี้มาถึงสมัยที่ 25 แล้ว โดยมี ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นั่งอยู่ในปัจจุบัน และจะหมดวาระในปี 2561

                หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า เจ๊เรศนี่เอง ขณะที่ดำรงตำแหน่ง ประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานให้วันที่ 1 สิงหาคม 2546 เป็น “วันสตรีไทย” จากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 โดยได้ดำเนินการผ่านทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ทั้งนี้ เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวันมหามงคล 12 สิงหาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา

                อย่างไรก็ดี เมื่อหมดวาระ เจ๊เรศจึงมีแนวคิดที่จะตั้งสมาคมเพื่อสตรีขึ้นมาอีกครั้ง ที่สุดจึงได้รวบรวมผู้หญิงที่ได้รางวัลต่างๆ มาร่วมกันทำกิจกรรมตรงนี้ เกิดเป็น “สมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ” ขึ้นมาและยังคงคอนเซ็ปต์ส่งเสริมบทบาทของสตรี ให้มีความก้าวหน้าทางความคิด และเปิดโอกาสนำไปสู่ความเท่าเทียม ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานสากล

                ที่ผ่านมา ก็ได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคมมามากมาย เช่น โครงการเดินการกุศล “เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา, โครงการประชุมสัมมนา “การพัฒนาบทบาทสตรี พ.ศ.2555 กับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (เออีซี)”

                           ไม่มี "ยิ่งลักษณ์"  ก็ยังมี "เยาวเรศ"  ชินวัตร..ไม่ขาดสาย!

              นอกจากนี้ยังมี โครงการถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 174 วัด เมื่อปี 2555  ซึ่งงานนี้นี่เอง ที่เป็นที่มาของโครงการล่าสุดนี้ ที่เพิ่งถวายทุนสร้างพระประธานประจำพุทธมณฑลจังหวัดสงขลา ตามที่เกริ่นไว้ข้างต้น

                เพราะเงินจำนวน 6 ล้านบาทเศษนี้ ก็คือปัจจัยคงเหลือจากโครงการกฐินพระราชทานปี 2555 หลังจาก “เยาวเรศ” และทีมงานเพิ่งไปสำรวจพื้นที่สำหรับสร้างเมื่อช่วงหลายเดือนก่อน

ไม่มี "ยิ่งลักษณ์"  ก็ยังมี "เยาวเรศ"  ชินวัตร..ไม่ขาดสาย!

                แต่แม้ขณะที่ช่วยวัดทางภาคใต้ เจ๊เรศก็ยังมีบทบาทเป็น “นายกสมาคมชาวเหนือ” อีกด้วย โดยที่นั่น ก็ล้วนมีแต่กิจกรรมเพื่อสาธารณกุศลลักษณะเดียวกันทั้งสิ้น !

                นี่ช่วงหนาวนี้ ก็มีกิจกรรมแจกผ้าห่มและเครือ่งอุปโภคในโครงการคืนถิ่นเมืองเหนือ ครั้งที่ 15 วันที่ 12 -14 พฤศจิกายนนี้ ที่เชียงใหม่และเชียงราย จัดกันแบบนี้ทุกปี

                เพียงเท่านี้ ก็น่าที่จะทำให้เข้าใจกันได้แล้วว่า อดีตแอร์โฮสเตสสาวสวยแห่งสายการบิน “แอร์สยาม” คนนี้ ปัจจุบันคือผู้ที่มีชีวิตเพื่อดำเนินกิจกรรมทางสังคมและการกุศล ตลอดจนการทำนุบำรุงศาสนาโดยแท้ !

                ส่วนเรื่องงานการเมืองนั้น แทบไม่ต้องถามเลยก็ว่าได้ !!

                จะมีก็แต่ลูกสาวคนโต แซนด์ ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ (นามสกุลฝ่ายบิดา) ที่ก่อนหน้านี้ก็ปล่อยให้ทำตามชอบและความถนัด เป็นถึงข้าราชการการเมือง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หน้าที่คือ ดูแลโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก ตอบโต้ประเด็นร้อนทางการเมืองให้แก่ “น้าปู”

ไม่มี "ยิ่งลักษณ์"  ก็ยังมี "เยาวเรศ"  ชินวัตร..ไม่ขาดสาย!

                มาตอนนี้ เมื่อน้าปูไม่อยู่ เจ๊เรศเลยจัดให้ !!! กับธุรกิจเล็กๆ อย่างสปา ซึ่งตั้งอยู่ที่ซอยพัฒนาการ 30 ชื่อ “เดอะบิวตี้คาเฟ่” สโลกแกนเก๋ๆ ว่า “Empowering Yourself” “บูสท์อัพความสวย สู่ความดูดีสมบูรณ์แบบ” ที่เพิ่งเปิดตัวไปราวกลางปี สดๆ ร้อนๆ!

                คือยังไงๆ ก็หนีไม่พ้นเรื่องราวของ “การส่งเสริมสตรี” อยู่ดี อย่างเรื่อง “อย่าหยุดสวย” ก็สำคัญไม่แพ้กันใช่ไหม “เจ๊เรศ” !!

—————————————————————————————————ขอบคุณภาพถ่ายจากทีมงานคุณเยาวเรศ ชินวัตร

และ เฟซบุค Sand Wongnapachant

สิ้นนักสู้อีสาน “พ.อ.สมคิด ศรีสังคม” ผู้ยึดมั่นในสังคมนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/297838

สิ้นนักสู้อีสาน “พ.อ.สมคิด ศรีสังคม” ผู้ยึดมั่นในสังคมนิยม

คนในข่าว  :  4 ต.ค. 2560
พรรคการเมือง ฝ่ายซ้าย, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540, สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พศ 2539, ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร, พรรคแรงงานประชาธิปไตย, พรรคเสรีประชาธิปไตย, จารุบุตร เรืองสุวรรณ, ประธานโครงการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย, 100 ปี 2 เดือน, พอสมคิดเสียชีวิต, อดีต สวอุดรธานี, พรรคสังคมนิ

วันนี้ ชีวิตที่เดินมาถึง 100 ปี 2 เดือน หากบวกกับเสียงยกย่องชื่นชม และศรัทธาจากคนรุ่นหลัง ที่ยังคงก้องกังวาน ถือว่าเกินคุ้มสำหรับ พ.อ.สมคิดแล้ว

               ข่าวเศร้า เมื่อ “พ.อ.สมคิด ศรีสังคม” อดีตหัวหน้าพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ถึงแก่กรรมลงด้วยอาการสงบ ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อเวลา 04.58 น.ของวันที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา หลังจากป่วยด้วยโรคชรา และพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านซอยท่านผู้หญิงพหลฯ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว

               ทั้งนี้ เบื้องต้นครอบครัวจะตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดในกรุงเทพมหานคร ก่อนเคลื่อนศพมาเก็บไว้ที่ อ.สร้างคอม จ.อุดรธานี เพื่อรอประกอบพิธีในเดือนธันวาคมนี้

               สำหรับ พ.อ.สมคิด ศรีสังคม นั้น มีประวัติความเป็นมาที่ต้องนับว่าเป็นคนพิเศษคนหนึ่ง เพราะเขาคือ อดีต ส.ส., อดีต ส.ว.อุดรธานี และอดีตประธานโครงการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย หรือไกลกว่านั้นคือ เขาคือหัวหน้าพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยอีกด้วย

               พ.อ.สมคิด เกิดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2460 จึงแปลว่า ขณะเสียชีวิต ท่านมีอายุถึง 100 ปี กับ 2 เดือน!! พื้นเพเดิมเป็นชาวบ้าน ต.สร้างคอม อ.สร้างคอม จ.อุดรธานี บิดาคือ “นั่น” มารดาคือ “คำมี” ศรีสังคม เป็นน้องคนสุดท้องจากพี่น้อง 8 คน ในครอบครัวชาวนา

               ขณะที่ชีวิตครอบครัว สมรสกับชาวต่างชาติ คือ “ฟรานเซสกา ศรีสังคม” มีบุตรชาย 1 คน คือ “ศักดา ศรีสังคม” และบุตรสาวอีก 3 คน

               ชีวิตวัยต้น พ.อ.สมคิดเรียนที่โรงเรียนประชาบาลบ้านสร้างคอม โดยเรียนชั้น ป.1-5, จากนั้นไปต่อที่โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อุดรธานี จบชั้น ม.8 ช่วงปี 2478 ด้วยคะแนนระดับดีเยี่ยมของประเทศ และเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนที่โรงเรียนฝึกหัดครูกรุงเทพฯ จนจบหลักสูตรประกาศนียบัตรประโยคประถม (ป.ป.)

               ช่วงปี 2479 กลับมาเป็นครูที่บ้านเกิด โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล แต่ด้วยเหตุที่ได้ศึกษาวิชากฎหมายจนจบธรรมศาสตรบัณฑิต และนิติศาสตรบัณฑิต ม.ธรรมศาสตร์ จึงไปสอบได้เป็นข้าราชการกรมอัยการ กระทรวงมหาดไทย ตำแหน่งผู้ช่วยอัยการ

               แต่ทำงานได้เพียง 6 เดือน ก็สอบแข่งขันได้เป็นทหารในกรมพระธรรมนูญ กระทรวงกลาโหม ในปี 2484 จนถึงปี 2492 ก็สามารถสอบชิงทุนไปต่อปริญญาตรีด้านสังคมศาสตร์ ที่อังกฤษ

               ใช้เวลา 8 ปี ก็กลับมาไทย เข้ารับราชการจนติดยศระดับพันเอก แต่แล้วก็ตัดสินใจลาออกจากราชการมาทำงานวิชาการที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ในปี 2506 จากการชักชวนของ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะนั้น

               ที่สุด พ.อ.สมคิดก้าวสู่เส้นทางการเมือง โดยลงเลือกตั้งในปี 2512 หรือราวอายุ 52 ปี โดยลงในนาม “พรรคเสรีประชาธิปไตย” ซึ่งมี “จารุบุตร เรืองสุวรรณ” เป็นหัวหน้าพรรค และที่น่าทึ่งคือ ทั้งพรรคมีเขาเพียงคนเดียวที่ได้รับเลือก

               ต่อมา ในช่วงรอยต่อของเหตุการณ์เดือนตุลา 2516 พ.อ.สมคิดตัดสินใจก่อตั้งพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย(พสท.) ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 และนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค ส่งสมาชิกลงเลือกตั้ง ช่วง 2518 ส่ง 82 คนได้ที่นั่งในสภาทั้งสิ้น 15 ที่นั่ง ขณะที่ในการเลือกตั้งปี 2519 ก็ยังได้เก้าอี้มาอีก 2-3 ที่นั่ง

               แต่ภายหลังช่วงปี 2519 พรรคการเมืองอื่นๆ ในประเทศ ถูกยุบตามคำสั่งของ คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 6 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 พรรคนี้ก็หายเงียบไป

               ข้างผู้ก่อตั้งอย่าง พ.อ.สมคิด ก่อนหน้านั้น ก็ย้ายไปร่วมงานที่ “พรรคแรงงานประชาธิปไตย” หรือชื่อเดิมคือ “พรรคแรงงาน” อยู่ก่อนแล้ว โดยหัวหน้าพรรคตอนนั้น คือ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร และปี 2529 ได้เป็น ส.ส.อุดรฯ ในนามพรรคแรงงานประชาธิปไตย ด้วยวัย 69 ปี

               ขณะที่ยังเคยเป็น 1 ใน 99 สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2539 หรือสภาที่มีหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี

               กระทั่งมาได้รับเลือกให้นั่งเก้าอี้ ส.ว.อุดรธานี ระหว่างปี 2543-2549 โดยเป็นส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง

               สำหรับ เส้นทางชีวิตของ พ.อ.สมคิด แม้จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ความจดจำของผู้ที่ศึกษาการเมืองไทย จะรู้กันดีว่าเขาคือหัวหน้าพรรคการเมือง “ฝ่ายซ้าย” คือ พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ผู้เป็นบุคคลแรกๆ ที่นำแนวคิดทางการเมืองแบบสังคมนิยมประชาธิปไตยเข้ามาเผยแพร่ เช่น การสร้างรัฐสวัสดิการ และการมุ่งแก้ปัญหาความยากจนของคนในภาคอีสาน ฯลฯ

               นอกจากนี้หากจำกันได้ ช่วงปี 2553 ที่มีการเปิดตัวพรรคแนวร่วมสังคมประชาธิปไตย ที่หลายคนเรียกว่า เป็น “พรรคสังคมนิยม 2553 คืนชีพ” โดย รศ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ร่วมกับเพื่อนหลายคนตั้งขึ้นมา

               วันงานเปิดตัวในปีนั้น เพื่อความขลังจึงมีการเชิญ พ.อ.สมคิด มากล่าวปาฐกถาบนเวที เรียกเสียงฮือฮาไปพอสมควร แต่ที่สุดก็ไม่ประสบความสำเร็จตามที่รู้กัน

               แต่นั่นยังไม่ประทับใจเท่ากับภาพจากสื่อสังคมออนไลน์ช่วงปีก่อน ที่แชร์คลิปวิดีโอ บุตรชายของ พ.อ.สมคิด เป่าแคนด้วยท่วงทำนองสไตล์เสียงอีสาน ให้พ่อฟังขณะนอนป่วย แต่ก็ยังมีลีลาอารมณ์ดีตามไปด้วย เพราะชื่นชอบในเสียงแคนมาก

               ดังนั้นกับวันนี้ ชีวิตที่เดินมาถึง 100 ปี 2 เดือน หากบวกกับเสียงยกย่องชื่นชม และศรัทธาจากคนรุ่นหลัง ที่ยังคงก้องกังวาน ถือว่าเกินคุ้มสำหรับ พ.อ.สมคิดแล้ว

               แต่หลายคน ยังอยากรู้เคล็ดลับ ซึ่งเรื่องนี้มีการสัมภาษณ์เจ้าตัวและลูกหลานอยู่หลายครั้งหลายหน และทุกครั้งมีคำตอบมาว่า

               “กินปลาเป็นอาหารหลัก กินผักและผลไม้เป็นยา กินกล้วยน้ำว้าในยามว่าง เดินทางวันละห้าพันก้าว จีบสาวเป็นบางโอกาสไม่พลาดอายุยืน”

               ก็ถือเป็นอีกมรดกที่ทิ้งไว้ให้ และน่ายึดถือเป็นแบบอย่างให้เดินตามรอยสุดๆ