หล่อโย่งมาแล้ว! ก้าวย่างอย่าง “กรณ์” กล้าลุย..กลัวคนลืม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/297684

หล่อโย่งมาแล้ว! ก้าวย่างอย่าง “กรณ์” กล้าลุย..กลัวคนลืม?

คนในข่าว  :  3 ต.ค. 2560
ประธานชมรมฟินเทคแห่งประเทศไทย, ข้าวแบรนด์ อิ่ม, DARE TO DO–กล้าลุยไม่กลัวล้ม, Korn Chatikavanij, รองหัวหน้าพรรคประชาธ, พรรคประชาธิปัตย์, ประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์, คณะกรรมการนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์, กรณ์ อดีตขุนคลัง, อดีตรัฐมนตรีคลัง, กรณ์ จาติวณิช, นายกรณ์ จาติกวนิช, กรณ์, วันนี้

วันนี้ อดีตรัฐมนตรีคลังโลกอย่าง “กรณ์” กำลังใช้บทบาทของประธานนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ออกมาแบบใสๆ แต่แอบได้คะแนนใจจากประชาชนทั้งสิ้น

               ช่วงที่เว้นว่างจากงานการเมืองแบบนี้ อดีต ส.ส.หลายคนเลือกจะอยู่เงียบๆ รอวันคืนฟอร์ม แต่ “กรณ์ จาติกวณิช” อดีตรัฐมนตรีคลังในยุครัฐบาลเดอะมาร์ค จะเรียกว่าไม่เคยหยุดนิ่งแม้แต่ชั่วขณะก็ว่าได้

               แน่นอนไม่ใช่ความเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะยังไงก็ทำไม่ได้อยู่แล้วในรัฐบาลนี้ แต่เป็นความเคลื่อนไหวทางด้านอื่นๆ ที่เจ้าตัวสนใจ ชอบ และมีความเชี่ยวชาญ

หล่อโย่งมาแล้ว!  ก้าวย่างอย่าง "กรณ์"  กล้าลุย..กลัวคนลืม?

               แต่ก่อนจะไปว่ากันตรงนั้น ที่จริงล่าสุด กรณ์ก็มีความเคลื่อนไหวที่มีกลิ่นการเมืองออกมานิดๆ อ้าว! ก็ค่าที่เป็นถึง “ประธานนโยบายพรรคประชาธิปัตย์”

               คือ การแท็กทีมคณะกรรมการนโยบายของพรรค ออกแถลงข่าวสนับสนุนเปิดเสรี “โซลาร์รูฟท็อป” หรือ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์สำหรับนำพลังงานแสงอาทิตย์มาเปลี่ยนสู่พลังงานไฟฟ้าจากบนหลังคา มาใช้ในครัวเรือน อุตสาหกรรม ที่พักอาศัย ฯลฯ

               โดยงานนี้ ถ้าจะบอกว่า เป็นอีกก้าวย่างของพรรคที่สร้างสรรค์ไทยก็คงพูดได้ เพราะที่แล้วมาพรรคประชาธิปัตย์ถูกวิจารณ์มาตลอดว่า จะทำการเมืองแบบขัดแข้งขัดขา หรือมักจะเป็นได้แค่ best supporting roles คอยสลับฉาก อย่างที่ใครคนหนึ่งกล่าวไว้

               แต่วันนี้ อดีตรัฐมนตรีคลังโลกอย่าง “กรณ์” กำลังใช้บทบาทที่มีออกมาใช้แบบใสๆ แต่แอบได้คะแนนใจจากประชาชน ด้วยการเสนอแนะรัฐบาลลุงตู่ไปหลายข้อเกี่ยวกับโซลาร์รูฟท็อป และแต่ละข้อก็เข้าถึงแก่นใจของชาวบ้านทั้งสิ้น เช่น

               ให้รัฐบาลสนับสนุนเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุน ให้ชาวบ้านสามารถเข้าร่วมโครงการได้ และสนับสนุนวิธีการคำนวณค่าไฟในระบบ ‘net billing’ คือ แยกคำนวณค่าไฟที่ซื้อกลับจากครัวเรือนที่ชัดเจน” ฯลฯ

               เหล่านี้ก็ถือเป็นการทำหน้าที่ในนามหัวหอกทีมนโยบายพรรคสะตอ ที่กรณ์พยายามนำเสนอจุดยืนที่แหวกไปจากเคย หลังจากนั่งเก้าอี้มาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2557

               ซึ่งก่อนหน้านี้ราวต้นปีที่ผ่านมา ก็เพิ่งจับมือหัวหน้ามาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวทวงถาม รัฐบาล คสช. เรื่องให้หาข้อยุติสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

หล่อโย่งมาแล้ว!  ก้าวย่างอย่าง "กรณ์"  กล้าลุย..กลัวคนลืม?

               โดยตอนนั้น สองแกนนำพรรคได้ย้ำถึงจุดยืนของประชาธิปัตย์ ว่าให้รัฐบาลเลือกใช้แนวทางพัฒนาที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและโลกอนาคต เรียกได้ว่าแท็กทีมกันหล่อตามสูตร !

               อย่างไรก็ดี หากย้อนกลับไปดูความเคลื่อนไหวของ “กรณ์” ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ว่างเว้นจากบทบาทนักการเมืองมาราว 3 ปี ทั้งในเรื่องของความสนใจ ความชอบ และความเชี่ยวชาญนั้น กรณ์ก็ทำมาเยอะ !

               คงนึกกันออก ช่วงปี 2558 กับข้าวแบรนด์ “อิ่ม” ที่ “กรณ์” เข้าไปมีส่วนช่วยในการผลิตจนถึงหาช่องทางจัดจำหน่าย ทำให้ข้าวจากนา ไปสู่จานข้าวของผู้บริโภค

หล่อโย่งมาแล้ว!  ก้าวย่างอย่าง "กรณ์"  กล้าลุย..กลัวคนลืม?

               ตอนนั้นกรณ์ลบล้างคำปรามาสว่าเป็นนักเรียนนอก ที่ไม่เข้าใจชีวิตคนยากจน หรือ “เกษตรกร” ด้วยการผันตัวไปเป็น “ชาวนาเฉพาะกิจ” ในโครงการเกษตรเข้มแข็ง ลงดำนาเกี่ยวข้าวด้วยตัวเอง ที่ จ.มหาสารคาม และ ที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ถึงวันนี้ก็ทำไป 2 รุ่นแล้ว !!

หล่อโย่งมาแล้ว!  ก้าวย่างอย่าง "กรณ์"  กล้าลุย..กลัวคนลืม?

               ขณะเดียวกัน ช่วงปี 2559 ชื่อของกรณ์มาโผล่เป็น ประธานชมรมฟินเทคแห่งประเทศไทย โดยชมรมนี้เกิดขึ้นจากเอกชนและสถาบันการเงินรวมกว่า 50 บริษัท รวมตัวกันตั้งขึ้นมา และให้อดีตขุนคลังคนนี้เป็นประธานชมรมคนแรก !!

               โดยวัตถุประสงค์ของชมรมนี้ คือ เป็นหน่วยงานช่วยประชาสัมพันธ์ให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมฟินเทค และใช้กลไกของ FinTech สนับสนุนตลาดการเงินของไทย

               ทั้งนี้ Fintech คือ การผสมระหว่างคำว่า Finance กับคำว่า Technology หรือการใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะระบบการสื่อสารออนไลน์มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจด้านการเงิน การธนาคาร และการลงทุน นั่นเอง

               นี่ก็เป็นงานในความเชี่ยวชาญและความถนัดของกรณ์ ที่ยังสะท้อนถึงการได้รับการยอมรับจากภาคเอกชนไทย ซึ่งไม่แปลก เพราะเขาคนนี้คือ รัฐมนตรีคลังโลก ปี 2010 และ รัฐมนตรีคลังเอเชียแห่งปี 2010 ที่ The Banker นิตยสารการเงินของประเทศอังกฤษ ยอมรับ

               ที่น่าสนใจคือ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์สูงชะลูดคนนี้ ยังทำไซด์ไลน์หารายได้เสริมอีกด้วย หลายคนอาจไม่รู้ว่า คอร์สออนไลน์ “DARE TO DO–กล้าลุยไม่กลัวล้ม” เป็นของ “กรณ์ จาติกวณิช”

               ขณะที่บทบาทและความเคลื่อนไหวอื่นๆ ทั้งทางด้านโลกธุรกิจ หรือ การทำเพื่อสังคม เราสามารถติดตามได้จากเฟซบุ๊ก Korn Chatikavanij ซึ่งดูแล้ว กรณ์ไม่เคยว่างเว้น หรือห่างหายไปจากเวทีไหน !!

               ช่วงสิงหาที่ผ่านมา ก็เพิ่งเดินสายไปเยี่ยมผู้ประสบภัยนํ้าท่วมที่ร้อยเอ็ดและอุบลราชธานี พร้อมทีมงาน แถมโชว์วิสัยทัศน์เบาๆ ว่า

หล่อโย่งมาแล้ว!  ก้าวย่างอย่าง "กรณ์"  กล้าลุย..กลัวคนลืม?

               “ชาวนาอายุมากกันแล้วแทบทุกคน อีกสิบปีเราคงเห็นนาร้าง และแทนที่เราจะต้องมีมาตรการดูแลเกษตรกร เราคงต้องปรับเป็นมาตรการดูแลผู้สูงอายุ”

               เท่านี้ยังไม่พอ ในมุมส่วนตัวกับความรักในเพื่อนร่วมโลกอย่างสุนัข ซึ่งที่บ้านนอกจากจะมี “พี่บ๊อง แอนด์เดอะแก๊ง” หรือสุนัขพันธุ์บูลด็อกทั้ง 5 อยู่แล้วเป็นเพื่อน ล่าสุดกรณ์เพิ่งโพสต์ในเฟซบุ๊กว่า ได้ไปบริจาคอาหารสุนัขที่ “ศูนย์รักษ์สุนัขหัวหิน” มาสดๆ ร้อนๆ

หล่อโย่งมาแล้ว!  ก้าวย่างอย่าง "กรณ์"  กล้าลุย..กลัวคนลืม?

               พร้อมเอาใจคนรักสัตว์ว่า น่าจะกลับมาเดินหน้าเรื่อง กฎหมายคุ้มครองสัตว์ให้มีผลบังคับใช้ให้ดีขึ้น และน่าที่จะเสนอให้รัฐบาลลุงตู่ ทำนโยบายให้เทศบาลทั่วประเทศมีศูนย์รักษ์สุนัขแบบนี้ทั่วถึงกัน

               ทั้งหมดนี้ คงต้องบอกว่า “หล่อ” ตั้งแต่ 0.1 ซม.แรกถึง 193 ซม. สุดท้ายเลยทีเดียวนะ “หล่อโย่ง”

ขอบคุณภาพจาก เฟซบุค Korn Chatikavanij

และ เฟซบุค Democrat Party, Thailand

สายแกร่ง!! “ชัชชาติ” เลือกแล้ว ไม่โหนรถไฟสาย คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/297535

สายแกร่ง!! “ชัชชาติ” เลือกแล้ว ไม่โหนรถไฟสาย คสช.

คนในข่าว  :  2 ต.ค. 2560
ชัชชาติปฏิเสธกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ, กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ, รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี, โครงการสร้างอนาคตไทย 2020 พลิกโฉมประเทศ, รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชิน, โครงการ 22 ล้านล้านบาท, รถไฟความเร็วสูง, รถไฟความเร็วสูวไทย-จ, ชัชชาติอดีตรัฐมนตรีคมนาคม, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, ชัชชาติคมนาคม, ดรชัชชาต

ข่าวนี้ต้องจบลงภายในคืนเดียวแบบยิงตรง สไตล์ฉายา “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งในปฐพี” เมื่อเจ้าตัวโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กตัวเองว่า “ไม่ขอรับตำแหน่งนี้” อูย หน้าแตกยับงานนี้!!

               เปรี๊ยะ!! เสียงหน้าแตกของใครไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆ น่าจะเป็นสื่อมวลชนที่พากันนำเสนอรายชื่อของ “กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ” โดยระบุตัวโตว่ามี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีคมนาคม ในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมอยู่ด้วย จนเป็นข่าวใหญ่ ซึ่งน่าจะชัวร์แล้ว! เพราะเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านต่างๆ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เป็นผู้ลงนาม

               แต่ปรากฏว่า ข่าวนี้ต้องจบลงภายในคืนเดียวแบบยิงตรง สไตล์ฉายา “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งในปฐพี” เมื่อเจ้าตัวออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กตัวเองสรุปว่า “ไม่ขอรับตำแหน่งนี้” !!

               “ตัวผมเองไม่ได้มีความเข้าใจในแนวคิดและหลักการของยุทธศาสตร์ชาติอย่างถ่องแท้ ผมจึงขอไม่รับตำแหน่งกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ” แน่นอนมุมหนึ่งเจ้าตัวอาจเห็นกระแสต่อต้านจากคนฝั่งเพื่อไทย ถิ่นเก่าที่เคยร่วมงานด้วย เขาจึงเลือกที่จะไม่นั่งเก้าอี้ดังกล่าว

               แต่ไม่ว่าจะยังไงเมื่อมาลงเอยที่การปฏิเสธ ซึ่งได้ระบุในโพสต์เดียวกัน “อย่างหล่อ” ว่า “แก่นแท้ของกลยุทธ์ คือ การเลือกว่าอะไรไม่ควรทำ” อันเป็นคำกล่าวของไมเคิล พอร์ตเตอร์ กูรูด้านกลยุทธ์ แถมยังทิ้งท้ายว่า “สิ่งที่เรารู้ว่าจะทำได้ไม่ดี ก็ควรเลือกที่จะไม่ทำเพื่อไม่ให้เสียเวลาทั้งของคนอื่นและตัวเราครับ”

               ทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ “ดูดี..ดูแพง” มากขึ้นในสายตาใครหลายคนจากที่ยอมรับอยู่แล้ว ก็ยิ่งเทใจให้มากเข้าไปอีก

               ย้อนไปดูเรื่องราวของเขา รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)

               ในด้านการศึกษา ชัชชาติ คนนี้ เรียกได้ว่าอยู่แถวหน้าของประเทศทั้งเรียนระดับมัธยมที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จากนั้นในระดับอุดมศึกษาก็ยังจบวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธา (เกียรตินิยมอันดับ 1) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

               แถมยังไปจบป.โท สาขาวิศวกรรมโครงสร้าง จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ตามมาด้วยดีกรีดอกเตอร์สาขาวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์ สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ประจำปี 2530

               คนไทยเริ่มรู้จักเขาเป็นวงกว้างช่วงที่มาทำงานการเมืองในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขณะที่่เดิมทีเขาเคยช่วยงานและให้คำปรึกษาแก่กระทรวงคมนาคม ตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ 2 และรัฐบาลสมัครโดยที่ไม่ได้มีตำแหน่งใดๆ

               กระทั่งช่วงปี 2555 ว่ากันว่าเขาได้รับการทาบทามทางโทรศัพท์จากนายกรัฐมนตรีปู ให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จึงเป็นก้าวของชัชชาติที่ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองเต็มตัว

               ความน่าทึ่งหนึ่งคือ ที่สุดแม้เขาจะได้ขึ้นเก้าอี้เจ้ากระทรวงเต็มตัวในปี 2555 แต่ช่วงแรกในตำแหน่งรัฐมนตรี เขาคือรัฐมนตรีที่ประชาชนไม่รู้จักมากที่สุด แต่มาภายหลังเขาคนเดิมนี้แหละกลับกลายเป็นรัฐมนตรีที่คนไทยน่าจะรู้จักและยอมรับมากที่สุดคนหนึ่ง

               ด้านหนึ่งอาจเพราะเจ้าตัวลุกขึ้นมานำเสนอตนเองในภาพลักษณ์ “รัฐมนตรีติดดิน” ที่ลงพื้นที่ดูงานด้วยตนเอง ทั้งนั่งจักรยานยนต์รับจ้าง โหนรถเมล์ นั่งรถสองแถว โดยสารรถไฟ จนช่วงนั้นสื่อออนไลน์พากันนำเสนอเรื่องของเขาแทบทุกวัน

               แถมที่เป็นสีสันในโลกออนไลน์คือ ภาพที่ชัชชาติ เข้าไปทำบุญใส่บาตรภายในวัดแห่งหนึ่งที่สุรินทร์ โดยสวมเสื้อแขนกุด หิ้วถุงอาหาร และเดินด้วยเท้าเปล่าจนมีผู้คนนำไปเป็น “มีม” เพื่อล้อเลียน หรือชื่นชมในคราวเดียวกันเป็นจำนวนมาก จนเขาได้รับฉายาว่าเป็น “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” แถมยังลามไปถึงขนาดเกิดเป็นแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือของเขาเองโดยเฉพาะ

               ที่ต้องยอมรับคือบทบาทในเก้าอี้เจ้ากระทรวงคมนาคม ที่ร่วมวางยุทธศาสตร์ของประเทศเป็น “ดูโอเศรษฐกิจ” คู่กับ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และร่วมกับประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการรถไฟฯ ในการทำเรื่องรถไฟระบบราง

               และทั้งหมดคือภาพที่คนไทยจดจำว่า ชัชชาติ นั้นเชี่ยวชาญและให้ความสำคัญกับการขนส่งระบบรางเป็นพิเศษ

               จนมาถึงบทบาทอันโดดเด่นช่วงต้นปี 2557 ในการเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทยกับ “โครงการสร้างอนาคตไทย 2020 พลิกโฉมประเทศ” ก็เป็นอภิมหาโครงการที่แม้จะมีเสียงสนับสนุนมาก

               แต่เสียงคัดค้านกลับดังมากกว่า จนถึงกับคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีการไต่สวนวินิจฉัยร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ถึงกับระบุว่าประเทศไทยยังไม่มีความจำเป็น ให้ชะลอโครงการรถไฟความเร็วสูงไปก่อน

               อย่างไรก็ดี มาถึงวันนี้โครงการนี้ถูกนำกลับกล่าวถึงบ่อยๆ ในท่วงทำนองว่า น่าจะคุ้มกว่าที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังเดินหน้าอยู่ เพราะของเดิมไม่ได้มีแต่เรื่องรถไฟความเร็วสูง แต่มีทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าในกทม. ถนนสี่เลน ด่านศุลกากร ศูนย์กระจายสินค้า ฯลฯ

               แต่ในเมื่อสิ้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไปแล้ว ชัชชาติก็หันมาทำงานในภาคเอกชนแทน และมีชีวิตหลังการเมืองที่เรียบง่ายเฉกเช่นเคยเป็น

               คือตื่นก่อนพระออกบิณฑบาต ราวตี 4 กว่าๆ จากนั้นไปวิ่งที่สวนลุมฯ ส่งลูกไปโรงเรียน แล้วไปทำงานด้วยรถไฟฟ้า พอเลิกงานก็กลับมาสอนการบ้านลูก ก่อนจะหัวถึงหมอนไม่เกิน 3 ทุ่ม

               กระทั่งมามีชื่อในเก้าอี้ “กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ” ที่เขาเลือกจะเมินใส่ ด้วยคิดแล้วว่าอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย!!

เวอร์วัง!! “มิสแกรนด์ลาว” แบกชุดประจำชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/297469

เวอร์วัง!! “มิสแกรนด์ลาว” แบกชุดประจำชาติ

คนในข่าว  :  1 ต.ค. 2560
Miss Grand Laos 2017, Miss Grand International 2017, งานประกวด Miss Grand International 2017, งานประกวด Miss Grand International 2017 ที่เวียดนาม, มิสแกรนด์ลาว 2017, ฟ้าใส หรือ จินนาลี นอละสิง, มิสแกรนด์ลาว, ฟ้าใส, เวอร์วัง, ปลายปีนี้

ต้องเรียกว่า “แบก” กันเลยทีเดียวสำหรับชุดประจำชาติของมิสแกรนด์ลาว ที่น้อง “ฟ้าใส” จะต้องสวมใส่บนเวทีมิสแกรนด์อินเตอร์ฯ ปลายปีนี้ เห็นแล้วต้องร้องว้าว!!

               พลันที่มีการเปิดตัวชุดประจำชาติ ของมิสแกรนด์ลาว ทำให้คนลาวร้องเสียงหลงว่า เวอร์วังอลังการ!!!

               งานประกวด Miss Grand International 2017 ที่เวียดนาม จะมีขึ้นในปลายปีนี้ ก็จะเป็นปีแรกที่มีตัวแทนสาวลาวจาก สปป.ลาว เข้าสู่เวทีประกวดนางงามระดับนานาชาติ

เวอร์วัง!!  "มิสแกรนด์ลาว"  แบกชุดประจำชาติ 

               กลางปีที่ผ่านมา มีการประกวด Miss Grand Laos 2017 ผลปรากฏว่า “ฟ้าใส” จินนาลี นอละสิง คว้ามงกุฏมิสแกรนด์ลาวไปครองเป็นคนแรก

               เมื่อวันที่ 30 ก.ย. แฟนเพจมิสแกรนด์ลาว ได้เผยโฉมชุดประจำชาติ ที่มีการออกแบบ และตัดเย็บโดย สายแก้ว สีดาวง เจ้าของร้านแพ็ดตี้เสริมความงาม

เวอร์วัง!!  "มิสแกรนด์ลาว"  แบกชุดประจำชาติ 

               ผู้ออกแบบชุดนี้ เผยว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากพระธาตุหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นปูชนียสถานเก่าแก่ เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวลาว และสำคัญที่สุดของ สปป.ลาว

เวอร์วัง!!  "มิสแกรนด์ลาว"  แบกชุดประจำชาติ 

               การออกแบบชุดดังกล่าว ได้ยกเอาเอกลักษณ์ และลักษณะเด่นของพระธาตุหลวงมาดัดแปลงเป็นองค์ประกอบของชุด ส่วนเครื่องประดับได้นำรูปทรงของพระธาตุหลวงมาทำเป็นลูกเล่น โดยทำให้ชุดดูมีมิติ แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรม ศิลปะและลวดลายความเป็นลาว

เวอร์วัง!!  "มิสแกรนด์ลาว"  แบกชุดประจำชาติ 

               โทนสีของชุด ใช้สีทองคำเหมือนดั่งพระธาตุหลวง และสีของระเบียงรอบพระธาตุ มาเป็นสีหลัก และนำเอาลวดลายลาวเพิ่มเข้าไปในชุด

เวอร์วัง!!  "มิสแกรนด์ลาว"  แบกชุดประจำชาติ 

               ผู้ออกแบบต้องการเสนอและเผยแผ่วัฒนธรรม ฮีตคองประเพณี และเอกลักษณ์ความเป็นลาว ผ่านตัวแทนสาวงามจาก สปป.ลาว

               อนึ่ง “ฟ้าใส” หรือ จินนาลี นอละสิง อายุ 18 ปี สูง 173 ซ.ม. จบการศึกษาจากโรงเรียนเกียรติศักดิ์นานาชาติ และอนาคต อยากไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่สิงคโปร์

1 วัน 1 ล้าน!! “อวสานมื้อสอบ” ทึ่ง!! เพลงอินดี้ ม.ปลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/297439

1 วัน 1 ล้าน!! “อวสานมื้อสอบ” ทึ่ง!! เพลงอินดี้ ม.ปลาย

คนในข่าว  :  30 ก.ย. 2560
อินดี้ มปลาย, ไอซ์ หรือ กีรติ พรมน้อย, กีรติ พรมน้อย, ไอซ์ กีรติ, โรงเรียนสมเด็จพิทยาคม, โรงเรียนสมเด็จพิทยาคม อสมเด็จ จกาฬสินธุ์, ค่ายเพลง หลวงพระเนตร เรคคอร์ด, ฮักเขาสาอ้าย, แป้ง ภัคฐิราภร คงพรม, ไอซ์ หลวงพระเนตร, อวสานมื้อสอบ, ล้าน, อนาคตของซาติไผ, ทำให้เพลง

“อนาคตของซาติไผ อยากเป็นกะเป็นไป อนาคตของผม ฝากไว้กับนากับไฮ่..” สเตตัสดิบๆจากเด็กบ้านบ้าน บวกกับลีลากวนโอ๊ย ทำให้เพลง “อวสานมื้อสอบ” โดนเต็มๆ

               อินดี้ ม.ปลาย มาอีกแล้ว “ไอซ์ หลวงพระเนตร” ส่งท้ายการสอบมิดเทอม ด้วยเพลง “อวสานมื้อสอบ” ผ่านแฟนเพจ “หลวงพระเนตร เรคคอร์ด” และ “ไอซ์ หลวงพระเนตร” มีคนแชร์มากมาย เพียงวันเดียว ยอดแชร์ทะลุล้าน

1 วัน 1 ล้าน!!  "อวสานมื้อสอบ"  ทึ่ง!! เพลงอินดี้ ม.ปลาย 

               “อนาคตของซาติไผ อยากเป็นกะเป็นไป อนาคตของผม ฝากไว้กับนากับไฮ่..”

               สเตตัสดิบๆจากเด็กบ้านบ้าน บวกกับลีลากวนโอ๊ย ทำให้เพลง “อวสานมื้อสอบ” โดนเต็มๆ

1 วัน 1 ล้าน!!  "อวสานมื้อสอบ"  ทึ่ง!! เพลงอินดี้ ม.ปลาย 

               ก่อนหน้านั้น 22 ก.ย. ไอซ์ ได้อัพสเตตัสแนะนำเพลงใหม่ของเขา

               เพลง : อวสาน#มื้อสอบ EP.2

               คำร้อง/ทำนอง : ไอซ์ หลวงพระเนตร

               ร้องโดย : คุณหลวงฯเเบนด์(บักไอซ์คือเก่านั้นล่ะ)

               เตรียมพบพ้อรอฟังเลยเด้อครับ 28/09/60 นี้

               #ขอมือคนอยากฟังเเนครับผม…

……………

1 วัน 1 ล้าน!!  "อวสานมื้อสอบ"  ทึ่ง!! เพลงอินดี้ ม.ปลาย 

               “ไอซ์” หรือ กีรติ พรมน้อย นักเรียน ม.4 โรงเรียนสมเด็จพิทยาคม อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ เป็นนักฝันวัยเยาว์ เขารวบรวมเพื่อนๆ มาตั้งค่ายเพลง “หลวงพระเนตร เรคคอร์ด” ทำเพลงออกมาเผยแพร่ทางยูทูป ช่วงเวลาไม่ถึง 6 เดือน มียอดวิวพุ่งไปถึง 16 ล้านวิว เพลงนั้นคือ “ฮักเขาสาอ้าย” ร้องโดย “แป้ง” ภัคฐิราภร คงพรม นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนสมเด็จพิทยาคมเช่นเดียวกัน

ชมคลิปกันเลยย

https://www.facebook.com/100015953708443/videos/pcb.197900430751746/197893864085736/?type=3&theater

ปมเงินทอน รอการตัดสินใจ จาก “สมเด็จสมศักดิ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/297291

ปมเงินทอน รอการตัดสินใจ จาก “สมเด็จสมศักดิ์”

คนในข่าว  :  29 ก.ย. 2560
ผอสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ), พระธัมมชโย และวัดพระธรรมกาย, เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามฯ, พระราชรัตนมุนี เลขานุการในสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะหนกลาง, พระราชรัตนมุนี เลขานุการในสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ง, พระราชรัตนมุนี เลขานุการในสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะหนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามฯ, ปป

กรณีเงินทอนวัดเอาผิด “พรพระราชรัตนมุนี” หลายคนจับตามองว่า สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ จะมีบทบาทในการลงโทษเอาผิด “พระในการปกครอง” ได้มากน้อยขนาดไหน น่าติดตามยิ่ง

               ข่าวการตรวจสอบการทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณะและปฏิสังขรณ์วัด หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “คดีเงินทอนวัด” ยังไม่ได้เงียบหายไปไหน

               ล่าสุดไม่กี่วันมานี้เจ้าหน้าที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือปปป. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบคดีทุจริตเงินทอนวัด ลอต 2 จนพบว่ามีความเสียหายประมาณ 140 ล้านบาท และมีหลักฐานเอาผิดถึงตัวผู้ต้องหาจำนวน 19 ราย ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการออกหมายเรียกและหมายจับ

               แต่ที่ต้องตกใจคือ ยังมีพระสงฆ์อีกถึง 4 รูปที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ คือ 1.พระครูกิตติพัชรคุณ เจ้าคณะอำเภอชนแดน วัดลาดแค จ.เพชรบูรณ์ 2.พระราชรัตนมุนี เลขานุการในสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะหนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามฯ

               3.พระเทพเสนาบดี เจ้าอาวาสวัดกวิศรารามฯ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี และ 4.พระครูวิสุทธิวัฒนกิจ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชสิทธารามฯ

               โดยทั้งหมดนี้เจ้าหน้าที่ปปป.ไม่เพียงแจ้งให้มารับทราบข้อกล่าว แต่ยังส่งหนังสือไปยังมหาเถรสมาคม หรือ มส. และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. ให้รับทราบอีกด้วย เนื่องจากเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของพระสงฆ์ทั้ง 4 รูป

               ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากทางปปป. แจ้งว่าจะมีการดำเนินการใน 3 ลักษณะ คือ 1.ทางวัดแบ่งเงินงบประมาณทอนเงินให้ข้าราชการและผู้ที่เกี่ยวข้อง 2.มีการโอนเงินเข้าบัญชีของพระสงฆ์แทนที่จะโอนเข้าบัญชีวัด 3.วัดของบประมาณสนับสนุนด้านการศึกษาทั้งที่ไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม

               ก็น่าคิดว่าสุดท้ายจะไปลงเอยตรงไหน เพราะนอกจากในส่วนของ “ฆราวาส” หลายคนจะเป็นคนในพศ. เองแล้วและพบว่ามีพระชั้นผู้ใหญ่ 3 ใน 4 รูปอยู่ในพระอารามหลวง

               โดยเฉพาะกับ “พระดัง” แห่งวัดพิชยญาติการามวรวิหาร คือพระราชรัตนมุนี (บุญเทียม มุสุ หรือบุญเทียม ญานินโท) ที่เป็น 1 ใน 4 รายชื่อพระที่เกี่ยวข้องกับเงินทอนวัด ก็ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ เพราะพระรูปนี้เป็นเลขานุการเจ้าประคุณสมเด็จสมศักดิ์ อุปสโม หรือสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม ย่านคลองสาน กรุงเทพฯ ผู้ที่เคยเป็นที่จับตามองว่าจะออกมาคลี่คลายปมร้อนของวัดพระธรรมกายได้ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพราะเป็นผู้ปกครองสายตรงพระธัมมชโย และวัดพระธรรมกาย

               ขณะที่ช่วงธรรมกายร้อนๆ พระพรหมมุนี เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ก็มีบัญชาให้เจ้าคณะปกครองที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายทั้งหมดประชุมหารือถึงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งได้สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นประธานการประชุมเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ร่วมกับผู้แทนกระทรวงยุติธรรม และผู้แทนมหาเถรฯ ที่เข้าสังเกตการณ์

               แต่อีกทางหนึ่งนับเป็นพระผู้ใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญอย่างสูง เพราะเป็นถึง 1 ใน 4 สมเด็จพระราชาคณะ “ฝ่ายมหานิกาย” ซึ่งเป็นสมณศักดิ์รองจากสมเด็จพระสังฆราช สูงกว่าพระราชาคณะเจ้าคณะรอง และต้องมีคำนำหน้าราชทินนามว่า “สมเด็จ”

               โดยโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง (มหานิกาย) รับผิดชอบ 6 ภาค 26 จังหวัดดังนี้

               ภาค 1 กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ

               ภาค 2 พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สระบุรี

               ภาค 3 ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี

               ภาค 13 ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด

               ภาค 14 นครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี สมุทรสาคร

               ภาค 15 ราชบุรี เพชรบุรี สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์

               นับว่าอาณาเขตการปกครองคณะสงฆ์ของเจ้าคณะใหญ่หนกลางนั้นกว้างใหญ่ไพศาล รวมทั้งวัดในเมืองหลวง, ภาคกลาง, ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก

               ฉะนั้นพระราชรัตนมุนี หรือพระมหาบุญเทียม ผู้ใกล้ชิดสมเด็จสมศักดิ์ ย่อมมีบทบาทสำคัญยิ่งในการกำกับดูแลวัดเหล่านี้

               กรณีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์เอง ด้วยความเป็นพระราชาคณะก็จะดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง ซึ่งหลายคนจับตามองว่าจะมีบทบาทในการลงโทษเอาผิด “พระในการปกครอง” ได้มากน้อยขนาดไหน

               แถมงานนี้ยังมาสอดรับกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรียก พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ กลับสู่ตำแหน่งเดิม ที่เก้าอี้ ผอ.สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จะมีผลวันที่ 1 ตุลาคมนี้

               ก็น่าคิดว่าพลังบางอย่างที่เคยกดดันให้ “ขาลุยเงินทอนวัด” อย่าง พ.ต.ท.พงศ์พร ต้องไปช่วยราชการที่อื่นก่อนหน้านี้ มาวันนี้อาจจะแผ่วๆ ลงไป

               แต่การเงียบหายของพระ 3 ใน 4 รูป ที่ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ออกมาขณะนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีการตั้งรับ

               เพราะล่าสุดวันที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา พระครูกิตติพัชรคุณ เจ้าคณะอำเภอชนแดนได้ออกมาโอดขอความเป็นธรรมแล้วว่า ตนนั้นเหมือนถูกกลั่นแกล้ง โดยช่วงเกิดเรื่องราวปี 2557 ไม่มีใครบอกเลยว่าจะมีความผิด

               นี่ล่าสุดเมื่อ ป.ป.ช. แจ้งว่าจากการตรวจสอบสำนวนคดีทุจริตเงินทอนวัดลอตที่ 2 นี้ พบพฤติกรรมในการกระทำความ  ผิดแต่ละกรณีจะมีความคล้ายคลึงกัน ไม่แตกต่างกันมากนัก เหลือแต่ปลายทางว่าบุคคลเหล่านั้นจะมีส่วนร่วมแค่ไหน!

               ก็ไม่รู้ว่าพอ ป.ป.ช. ออกมาระบุเช่นนี้ สูตร “ไม่รู้มาก่อน” จะมีการหยิบมาใช้ และใช้ได้หรือไม่ น่าติดตามยิ่ง!

“สี”ไหนก็เพื่อนจากใจ “อู๊ดด้า”ถึง “ยิ้ม” ผู้จากไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/297305

“สี”ไหนก็เพื่อนจากใจ “อู๊ดด้า”ถึง “ยิ้ม” ผู้จากไป

คนในข่าว  :  29 ก.ย. 2560
คนในข่าว, คมชัดลึก, จุรินทร์, ลักษณวิศิษฏ์, สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, อู๊ดด้า, ยิ้ม, ผู้จากไป

“สี”ไหนก็เพื่อนจากใจ “อู๊ดด้า”ถึง “ยิ้ม” ผู้จากไป

 

การสูญเสียนักวิชาการ  และนักประวัติศาสตร์อย่าง อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ หรือ “ยิ้ม” ยังความเสียใจมายังครอบครัว เพื่อนมิตรและลูกศิษย์

แม้แต่ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเพื่อนร่วมสถาบันขาสั้น “สวนกุหลาบ” ได้เขียนบันทึกถึงเพื่อนรักที่ลาลับไป ด้วยมิติแห่งความเป็นเพื่อนอย่างแท้จริง

นี่เป็นสเตตัสจากใจ “อู๊ดด้า” ผ่านเฟซบุ๊ก “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ Aoodda” เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2560

“อาลัย…ยิ้ม”

เมื่อวาน…ทราบข่าวแล้วใจหาย…เห็นสื่อรายงานว่า…อาจารย์“สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ” นักวิชาการ“เสื้อแดง”เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งแล้ว….พร้อมรายงานประวัติสรุปความได้ว่า…อาจารย์สุธาชัย เข้าป่าขณะเรียนอยู่ปี 3 ธรรมศาสตร์ช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ออกจากป่ามาศึกษาต่อจนจบ ป.ตรี ด้านประวัติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้ ป.โท อักษรศาสตรมหาบัณฑิต เอกประวัติศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วก็ไปเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ที่นั่น จนสุดท้ายได้ทุนจุฬาไปเรียนต่อจนจบ ป.เอก สาขา Portuguese History จาก UNIVERSITY OF BRISTOL

หลายคนในแวดวงสื่อและผู้สนใจการเมือง…ล้วนเรียกอาจารย์สุธาชัยว่า“อาจารย์ยิ้ม”….แต่สำหรับผม…ผมเรียกอาจารย์สุธาชัยว่า “ยิ้ม” เฉยๆ เพราะ“ยิ้ม”กับผม ไม่ใช่“ยิ้ม”แค่คนรู้จักกันผิวเผินทั่วไปแต่รู้จักกันมาตั้งแต่เรียนมัธยมด้วยกันที่ “สวนกุหลาบ”…! และพบเจอ..กอดคอ..ตั้งวง…สนทนา..ด้วยรอยยิ้มฉันท์“เพื่อน”กันมาสม่ำเสมอ….โดยเฉพาะในงาน“เลี้ยงรุ่น”…เกือบจะเรียกได้ว่า แทบไม่มีครั้งไหนที่ไม่ได้เจอกัน!….

“ยิ้ม”จะใส่เสื้อสีอะไรไม่สำคัญเพราะในสายตาผม…! “ยิ้ม” คือเพื่อนคนหนึ่งที่มีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง “ยิ้ม”ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนผมและผมก็ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือน“ยิ้ม” แต่ผมกับ“ยิ้ม”รักกัน! และเป็นเพื่อนกันได้…เพราะเราไม่ได้เอาความคิดต่างมาเป็นอุปสรรคกีดกันความผูกพันของความเป็นเพื่อน….!

วันที่ 29 กรกฎาคม 2560…หลังงานมุทิตาจิตท่านอาจารย์สวนกุหลาบที่โรงแรมเอเซีย…ผมจึงชักชวนเพื่อนสวนกุหลาบรุ่นเดียวกับ“ยิ้ม”ได้สองสามคนถือโอกาสแวะไปเยี่ยม “ยิ้ม” ที่โรงพยาบาลจุฬา ด้วยความเป็นห่วง เพราะทราบข่าวว่ายิ้มป่วย…!!!

เห็นหน้าผมกับเพื่อนๆวันนั้น…รู้เลยว่า“ยิ้ม”ดีใจมาก….! เรานั่งสนทนากันนาน….“ยิ้ม”ทวนความหลังกับผมหลายเรื่อง…ตั้งแต่สมัยเรียนสวนกุหลาบด้วยกัน จนจากไปเรียนที่โปรตุเกส และบอกว่า..ตั้งใจจะเขียนหนังสือทางวิชาการให้จบอีกสักเล่มคือ…“ประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองโปรตุเกส” ซึ่งหาคนรู้ลึกเรื่องนี้ได้น้อยมากในประเทศไทย!

วันนั้น…เราสัญญากันไว้ 2 เรื่อง…เรื่องที่หนึ่ง..หากเขียนจบแล้วตีพิมพ์ ก็จะมอบหนังสือเป็นของขวัญให้ผมกับเพื่อนที่ไปเยี่ยมคนละเล่ม…สอง…รูปที่ถ่ายกันไว้วันนั้นขออย่าให้เอาไปเผยแพร่…เพราะไม่อยากให้ใครเห็น ..! ด้วยไม่อยากกวนใครให้ต้องมาเยี่ยม…จากกันวันนั้น…..ผมสัญญากับ “ยิ้ม” ว่าจะกลับไปเยี่ยม“ยิ้ม”อีก….แต่สุดท้าย..ก็ยังไม่ได้ทำตามสัญญา ด้วยภารกิจและเพราะคิดไม่ถึงว่า…วันนี้จะมาเร็ว!!!!

ผมและเพื่อนๆหลายคน…แสดงความเสียใจไปกับครอบครัวของ“ยิ้ม”…วันนี้…ก็ตั้งใจว่าจะไปทำบุญและร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมให้ “ยิ้ม”ที่วัดหัวลำโพง…เพียงแต่มีหนึ่งข้อที่จะขอจาก“ยิ้ม”…คือ…ขอละเมิดคำสัญญาที่เอา “ภาพ” นี้มาลง แม้ไม่เคยได้รับอนุญาต…!

แต่ด้วยเชื่อว่า..มาถึงวันนี้…แม้“ยิ้ม”ยังมีชีวิตอยู่ก็คงไม่ว่ากระไร…เพราะ“ยิ้ม”คงไม่อาจกวนใครไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลได้อีกแล้ว…แต่“ภาพ”นี้….อย่างน้อย…จะเป็นภาพเดียวที่เหลืออยู่…ที่จารึก “รอยยิ้ม..มิตรภาพ..และความผูกพันของความเป็นเพื่อน” ระหว่างผมกับ“ยิ้ม”ก่อนวาระสุดท้ายที่ไม่มี“เพื่อน”คนไหนอยากให้มาถึง…!!!

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
28 กันยายน 2560

อาลัยลา.. “ยิ้ม สุธาชัย” คนรุ่น 6 ตุลา!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/297167

อาลัยลา.. “ยิ้ม สุธาชัย” คนรุ่น 6 ตุลา!

คนในข่าว  :  28 ก.ย. 2560
ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พรรคคอมมิวนิสต์แห่งป, สหายสมพร, รศดรสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, อสุธาชัยสิ้นลม, อสุธาชัยเสียชีวิต, อยิ้มเสีย, อยิ้มเสียชีวิต, สุธาชัย อยิ้ม, สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, อยิ้ม สุธาชัย, อยิ้ม, ยิ้ม สุธาชัย, ยิ้ม, สุธาชัย, ตุลา, คนหนึ่ง

ด้วยบทบาทที่คนไทยจดจำ อ.ยิ้ม ได้มากที่สุดคือ การร่วมเรียกร้องประชาธิปไตย จึงไม่แปลกที่จะได้ชื่อว่าเป็น “นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย” คนหนึ่ง!!

               ไม่เพียงแต่แวดวงวิชาการที่จะพบกับการสูญเสีย เมื่อ รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จากไปอย่างสงบ ด้วยอาการติดเชื้อในปอดจากโรคมะเร็ง เมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 กันยายน ขณะรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

               แต่หากถามหัวใจคนไทย “สายรักประชาธิปไตย” แล้ว อ.สุธาชัย หรือ “อ.ยิ้ม” ที่เราเรียกขาน ถือเป็นอีกคนหนึ่งที่โลดแล่นอย่างเข้มแข้งในเส้นทางสายนี้

               สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เกิดเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2499 ในตระกูลคนจีนฮกเกี้ยน เติบโตในตลาดบางเลน อ.บางเลน จ.นครปฐม ขณะที่วัยเด็กเรียน ร่ำเรียนที่โรงเรียนบางเลน

               ย้อนไปในช่วงวัยรุ่น อ.ยิ้ม เข้ามาศึกษาต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ช่วงปี 2512 เป็น OSK 88 และสอบเข้าเรียนต่อที่คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ซึ่งช่วงเรียนธรรมศาสตร์ เป็นยุคฟ้าสีทองของนักศึกษา เขาเข้าร่วมทำกิจกรรมการเมืองกับเพื่อนๆ นักศึกษาหัวก้าวหน้า

               กระทั่งเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 อ.ยิ้ม ต้องหนีเข้าป่า ร่วมอุดมการณ์กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในเขต จ.สุราษฎร์ธานี หลายคนอาจจำได้ว่า อ.ยิ้ม มีชื่อจัดตั้งว่า “สหายสมพร” โดยอยู่เขตเดียวกับ อมร อมรรัตนานนท์ หรือ สหายสกล, สุวิทย์ วัดหนู หรือ สหายเชิด และดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ หรือ สหายวีระ เป็นต้น

               ต่อมา อ.ยิ้ม ออกจากป่า กลับมาร่ำเรียนต่อที่ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จนจบปริญญาตรีในปี 2524 คว้ารางวัลเกียรตินิยมมาได้

               จากนั้นไปทำงานสื่อที่หนังสือพิมพ์มาตุภูมิ และสยามนิกร ร่วมสมัยกับคนดังเช่น สำราญ รอดเพชร, ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์, วุฒิพงษ์ หลักคำ, พงษ์ศักดิ์ ศรีสด เป็นต้น

               นอกจากนี้ยังทำหนังสือพิมพ์ไทยแลนด์ไทม์ กระทั่งได้เข้าเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศของหนังสือพิมพ์บ้านเมืองในช่วงต่อมา

               ช่วงปี 2529 อ.ยิ้ม โดดเข้าเส้นทางการเมืองช่วงหนึ่ง โดยเข้าร่วมพรรคสังคมประชาธิปไตย กระทั่งมาเปลี่ยนเป็นพรรครวมพลังใหม่หลังการรัฐประหาร 2534 ของ รสช. โดยมี ปราโมทย์ นาครทรรพ เป็นหัวหน้าพรรค และยุบตัวลงหลังการเลือกตั้ง 2535 เพราะไม่ได้เก้าอี้ ส.ส.เลยแม้คนเดียว

               ช่วงตุลาคม 2530 อ.ยิ้ม เป็นหนึ่งในกองบรรณาธิการรุ่นบุกเบิกของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจโดยอยู่ในส่วนของข่าวต่างประเทศ และยังเคยเป็นบรรณาธิการพิเศษฝ่ายต่างประเทศของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ช่วงปี 2532 อีกด้วย

               อย่างไรก็ดี เส้นทางของนักวิชาการเริ่มต้นเมื่อเจ้าตัวเข้าศึกษาจนจบอักษรศาสตรมหาบัณฑิต เอกประวัติศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงปี 2532 จากนั้นได้รับทุนของทางมหาวิทยาลัยไปต่อจนจบเอกประวัติศาสตร์โปรตุเกส จากมหาวิทยาลัยบริสตอล ประเทศอังกฤษ ช่วงปี 2541

               กลับมาเมืองไทยก็เข้าสอนที่่ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยปัจจุบันมีตำแหน่งทางวิชาการเป็นรองศาสตราจารย์เปรียบเทียบระดับ 9 และยังมีผลงานวิจัยและผลงานด้านหนังสือมากมายที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยเฉพาะเรื่องราวของเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

               อย่างไรก็ดี บทบาทที่คนไทยจดจำ อ.ยิ้ม ได้มากที่สุดคือ การร่วมเรียกร้องประชาธิปไตย จนได้ชื่อว่าเป็น “นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย” คนหนึ่ง!!

               โดยนอกจากทำงานเบื้องหลัง เขียนบทความลงคอลัมน์ถนนประชาธิปไตย ที่หนังสือพิมพ์ “โลกวันนี้ วันสุข” แล้ว งานเบื้องหน้า อ.ยิ้ม ก็ออกหน้าบ่อย มากมายหลายเวที สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้จัดรายการ “ห้องเรียนประชาธิปไตย” ทางทีวีจอแดง “พีเพิลแชนแนล” เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้ประชาชน นอกจากนี้ยังร่วมทีมงานวิชาการของ ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ในขณะเป็นผู้ประสานงาน นปช. รุ่นใหม่

               ที่โด่งดังคือการใช้ตำแหน่งหน้าที่ขอประกันตัว ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ “ดา ตอร์ปิโด” ที่ต้องคดีหมิ่นสถาบันฯ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยิ่มยอมให้ประกันตัว

               ทั้งการเข้าร่วมกับกลุ่ม นปช. ช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนภายหลังต้องถูกควบคุมไปที่ค่ายอดิศร ศูนย์กลางทหารม้า จ.สระบุรี ในข้อหาจัดการชุมนุมทางการเมือง แต่ต่อมาได้รับการปล่อยตัว และถูกดำเนินคดีข้อหาชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน

               นอกจากนี้ยังเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยช่วงการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2554 และยังร่วมการรณรงค์ปฏิรูปมาตรา 112 ตามข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ และร่วมรณรงค์ให้ปล่อยนักโทษการเมืองอีกด้วย

               และแน่นอน หลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 อ.ยิ้ม ก็ยังถูกเรียกให้ไปรายงานตัวกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ไม่ได้ถูกควบคุมตัวแต่อย่างใด

               สำหรับช่วงหลัง อ.ยิ้ม เงียบหายไปจากแวดวงสังคมแต่ยังปรากฏงานเขียนบทความลงคอลัมน์ “ถนนประชาธิปไตย” ใน นสพ.โลกวันนี้สองสามชิ้นช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีมุมมองแหลมคมตามสไตล์ อ.ยิ้ม คนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

               แต่ถ้าจะนับผลงานการเขียนขนาดยาวชิ้นสุดท้ายอาจจะเป็นผลงานช่วงปี 2558 คือ บันทึกเชิงนวนิยาย เรื่อง “น้ำป่า” ซึ่งเล่าเรื่องการต่อสู้ของนักศึกษาที่เขตงานสุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2520

               กระทั่งมาล้มป่วยและเสียชีวิตลงอย่างสงบในวัย 61 ปี ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น โดยจะมีการตั้งศพสวดพระอภิธรรมตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน-1 ตุลาคม ที่วัดหัวลำโพง ศาลา 2

               ขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัว “ยิ้มประเสริฐ” ไว้ ณ ที่นี้

ฤดูกาลชีวิต “ปู” ในโชคชะตาและวิถีของ “ตัวช่วย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/297037

ฤดูกาลชีวิต “ปู” ในโชคชะตาและวิถีของ “ตัวช่วย”

คนในข่าว  :  27 ก.ย. 2560
พิพากษาคดีจำนำข้าว, อดีตนายกรัฐมนตรียิ่ง, ปูหนีออกนอกประเทศ, พตททักษิณ ชินวัตร, ปูโดนหมาย, ปูหนีศาล, พาปูหนี, ตัดสินคดีจำนำข้าว, คดีจำนำข้าว, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, อดีตนายกฯ ยิ่งลักษ, ปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, ปู ยิ่งลักษณ์, ตัวช่วย, อรรถรส, Generation, เดือนกรกฎาคม, 2533, คอลัมน์, Taste

ย้อนรำลึกเรื่องราวของ “ปู” ยิ่งลักษณ์อีกครั้ง โดยเฉพาะที่จะช่วยเพิ่ม “อรรถรส” คือ ภาพของสาวปูขณะถ่ายแบบลงนิตยสาร Generation เดือนกรกฎาคม 2533 คอลัมน์ Taste

               ไม่ว่าคำตัดสินชี้ชะตา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในคดีจำนำข้าว วันที่ 27 กันยายน 2560 ออกมาอย่างไร นาทีนี้ทุกคนยอมรับว่า เธอคือผู้หญิงที่คนไทยแทบทุกคน กำลังสนใจความเป็นไปมากที่สุด ในทุกๆ ความเคลื่อนไหว ถึงขนาดภาพในเงาสะท้อนจากแว่นของหลานอิ๊ง ก็ยังเกิดเป็นประเด็นเข้าจนได้ !

               ย้อนรำลึกเรื่องราวของ “ปู” ยิ่งลักษณ์อีกครั้ง โดยเฉพาะที่จะช่วยเพิ่ม “อรรถรส” คือ ภาพของสาวปูขณะถ่ายแบบลงนิตยสาร Generation ฉบับเดือนกรกฎาคม 2533 คอลัมน์ Taste ซึ่งเขียนโดย “กานต์ นิวเวฟ”

               โดยแม้ว่าภาพนี้จะเคยถูกสื่อนำมาเผยแพร่ ฮือฮากันมาแล้วก่อนหน้านี้ แต่วันนี้เมื่อหยิบขึ้นมาดูอีกที ก็ยังอดทึ่งไม่ได้ !

               เพราะ “ปู” เวลานั้นคือหญิงสาววัย 22 ใบหน้าอ่อนเยาว์สะสวย และมีสถานะของน้องสาว ดร.ทักษิณ ชินวัตร นักธุรกิจใหญ่ด้านคอมพิวเตอร์

               ขณะที่ตัวเธอเองก็กำลังเรียนปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเคนตักกี้สเตท สหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งบรรยากาศและบริบท ไม่มีใครแทบจะนึกภาพออกเลยว่า 22 ปีต่อมา เธอคนนี้คือนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย !

               ลงไปดูเนื้อหาของวันนั้น ระบุว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลูกสาวคนสวยของอดีต ส.ส.เชียงใหม่ เลิศ ชินวัตร อีกทั้งเป็นน้องสาวคนโปรดของ เยาวลักษณ์ ชินวัตร อดีตเทศมนตรีนครเชียงใหม่ และมีพี่ชายอย่าง ดร.ทักษิณ ชินวัตร นักธุรกิจคนดังด้านคอมพิวเตอร์ ขณะที่ในเนื้อหายังระบุถึงคำเมืองที่ สาวปูให้สัมภาษณ์ออกมาว่า

               “อยู่ที่เมืองนอกปูต้องวางตัว ทำตัวเป็นผู้ใหญ่และต้องช่วยเหลือตัวเองทุกอย่างค่ะ ไม่เหมือนอยู่ที่บ้านเรา ที่มีพี่ๆ คอยดูแล ทำให้ปูรู้สึกว่าเป็นเด็กอยู่ตลอดเวลา”

               “จบทางด้านนี้ผู้หญิงจะก้าวหน้าในหน้าที่การงานยาก แต่อัตราการว่าจ้างก็พอมี คนที่เรียนรัฐศาสตร์จะมีความเฉียบขาดมากกว่าคณะอื่น เพราะเรามองคลุมได้ชัดเจนในทุกเรื่อง ใช่มั้ยคะ”

               และน่าทึ่งหนักเข้าไปอีก เมื่อเธอบอกกับนิตยสารเล่มนั้นว่า ความฝันของเธอ คือกลับมาช่วยธุรกิจของพี่ชาย แต่ยามที่คิดถึงบ้าน เธอก็ได้แต่ฟังเพลงไทยเดิม และเหงาจนต้องร้องไห้ทุกครั้ง (จากนิตยสาร Generation ฉบับเดือนกรกฎาคม 2533)

               ถึงตรงนี้หลายคนอ่านแล้วอาจขนลุก เพราะเวลานี้สาวปูในวัย 50 ก็ต้องระเห็จหายไปจากบ้าน แถมคราวนี้ยังไม่รู้วันเดือนจะคืนถิ่น เธอต้องฟังเพลงไทยเดิมอีกเพื่อคลายเหงาหรือไม่

               แต่เชื่อว่า หลายคนอาจคิดย้อนเวลาแทนเธอว่า หากไม่มาเส้นทางนี้ ปูจะไปทางไหน ?

               ย้อนไปตั้งต้น หลังจากเรียนปริญญาโทจากอเมริกาตามที่กล่าวไว้ ปูก็มีชีวิตที่เดินตามสเต็ปทายาททางธุรกิจของ “พี่ษิณ” ที่หันหลังให้แก่อาชีพพ่อค้าในเมืองเชียงใหม่ มาดูดาวที่กรุงเทพฯ

               ช่วงปี 2534 ยิ่งลักษณ์เริ่มเข้าทำงานที่ บริษัท ชินวัตร ไดเร็กทอรี่ส์ จำกัด (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เทเลอินโฟมีเดีย จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่ง “พนักงานฝึกหัด” ด้านการตลาดและการขาย แต่เพียงปีเดียว เธอก็ได้เลื่อนเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ จนกระทั่งสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายผลิตในเวลาต่อมา

               ปี 2537 สาวปูเลื่อนขึ้นมาเป็นผู้จัดการทั่วไปของ บริษัท เรนโบว์ มีเดีย ซึ่งเดิมเป็นแผนกงานโฆษณา ของบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ไอบีซี; ปัจจุบันคือทรูวิชั่นส์) โดยที่นี่ ตำแหน่งสุดท้ายก่อนลาออกจากไอบีซี คือ รองกรรมการผู้อำนวยการ

               ช่วงปี 2538 ปูสมรสกับ อนุสรณ์ อมรฉัตร แม้ว่าทั้งคู่จะมิได้จดทะเบียนสมรส แต่ก็ครองรักกันจนมีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคนคือ ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปป์

               ต่อมาปี 2545 ปูโดดมาช่วยงานพี่ชายในธุรกิจไร้สาย โดยดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และรองกรรมการผู้อำนวยการสายงานตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ “เอไอเอส” ในเครือชิน คอร์ปอเรชั่น โดยขึ้นถึงประธานกรรมการบริหารบริษัทเป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนที่จะมีการขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ปให้แก่เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ของรัฐบาลสิงคโปร์

               ที่สุดปี 2549 ปูไปนั่งเก้าอี้ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขณะที่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า ตอนนั้นปูยังดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ ช่วงปี 2550 อีกด้วย

               หากจำกันได้ ช่วงรอยต่อเวลานั้นเอง ปู ยิ่งลักษณ์ เริ่มเจอกระแสคำถามถึงก้าวย่างทางการเมืองแทนพี่ชาย ซึ่งเธอก็ปฏิเสธมาตลอด

               แต่แล้ว ปี 2554 เมื่อกระดานของฝั่งพรรคทักษิณ เหลือน้องสาวคนนี้เป็นหมากสุดท้ายของเกมก็ว่าได้ เธอจึงยอมรับที่จะลงเล่นในตำแหน่งตัวแทนพรรคเพื่อไทยชิงเก้าอี้นายกฯ

               ที่สุดอะไรก็เกิดขึ้นได้ และเกิดขึ้นแล้ว เมื่อปูลงพื้นที่หาเสียงเพียง 49 วัน ก็เอาชนะการเลือกตั้งมาด้วยวัยเพียง 44 ปี จัดเป็นนายกฯ ไทยที่อายุน้อยที่สุดในรอบ 60 ปี !

               แต่แล้ว อย่างที่รู้กันในวันนี้ เมื่อความหวังที่จะช่วยงานธุรกิจ เปลี่ยนมาเป็นการช่วยงานการเมือง กลับทำให้เธอต้องตกที่นั่งเดียวกันกับพี่ชายในที่สุด

               หลายคนจึงอดคิดแทนสาวปูไม่ได้ว่า ถ้ามีโอกาสนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปในวันที่เธอยังมีสิทธิ์เลือก ปูจะเลือกช้อยส์ไหน ระหว่าง “ทำธุรกิจ” กับ “ช่วยพี่”

               คำถามนี้บางคนตอบได้ทันทีว่า หากดูจากเส้นทางชีวิตของ “ปู” ตามข้างต้น ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ใช่คนที่มีสิทธิ์เลือกมาตั้งแต่ต้นแล้ว

               แต่สิ่งที่เธอเลือก มีเพียงโจทย์เดียวที่ตั้งไว้ คือ “ช่วยพี่” เท่านั้น !!!

//////////

ขอบคุณ: ภาพและข้อมูลจาก Generation ฉบับเดือนกรกฎาคม 2533 คอลัมน์ Taste

อยู่เป็น-อยู่เย็น สไตล์ “เฉลิมชัย” ศิลปินบ้านนอกระดับชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/296885

อยู่เป็น-อยู่เย็น สไตล์ “เฉลิมชัย” ศิลปินบ้านนอกระดับชาติ

คนในข่าว  :  26 ก.ย. 2560
อเฉลิมชัย อัดรับน้อง, กิจกรรมรับน้อง, ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม), อเฉลิมชัยอัดทัวร์จีน, โวยวายเรื่องทัวร์จีน, คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร, เฉลิมชัย ศิลปินแห่งชาติ, อเฉลิมชัย โฆษิตพิพั, อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิ, เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน, ศิลปินแหงชาติ, สไตล์, เฉลิมชัย, คุณค่าอย่างหลัง

หากเทียบความร้อนแรงของเขา กับความเป็นจิตรกรฝีมือระดับพระกาฬแล้ว คุณค่าอย่างหลัง คือสิ่งที่คนไทยยอมรับนับถือมากกว่า แม้บางครั้ง พูดจาพาทีไม่น่าฟัง แต่ก็ยังรับได้

               อีกหนึ่งสายแข็งแห่งแวดวงศิลปิน ต้องยกให้คนนี้เลย “เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์” ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ที่ไม่เคยห่างหายไปจากหน้าข่าวสาร แต่จะต้องทยอยมีประเด็นออกสู่สังคมให้ได้ติดตามเสมอ

               ล่าสุด กับข่าวที่เจ้าตัวถูกเพจหนึ่งนำเสนอเรื่องที่มีนักศึกษา 4 คน ไปให้สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์ ในประเด็นร้อนเรื่องรับน้องอนาจาร จากนั้นฝ่ายศิลปินใหญ่ของเรา นำไปพูดในการให้โอวาทในงานไหว้ครู ของนักศึกษาคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร

               ทำนองว่า เรื่องนี้นำมาซึ่งความเสื่อมเสียยังคณะและสถาบัน รวมถึงตนเองด้วย จากนั้นก็ได้กล่าวด้วยภาษาที่ไม่เหมาะสม

               ที่สุด อ.เฉลิมชัย จึงต้องออกมาโพสต์คลิประบายความในใจทำนองว่า ตนนั้นไปโดนมือดีตัดแต่งข่าวจนเนื้อหาถูกบิดเบือน ส่งผลให้ถูกเพจดังกล่าวออกมาโจมตี

               หากแต่แท้จริงแล้ว ตนนั้นพูดในสิ่งที่ดี สั่งสอนเยาวชน เรื่องการรับน้องที่กระทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม แต่อาจจะใช้ภาษารุนแรง ทีเล่นทีจริงไปบ้างแค่นั้น

               ว่าแล้วก็จัดหนักตามสไตล์ว่า “ศิลปินแห่งชาติอย่างผม ผมไม่ได้เป็นศิลปินแห่งชาติ ศิลปินแห่งชาติสาขามารยาทดีสุดยอด ซึ่งจริงๆ ผมเป็นเพียงศิลปินบ้านนอก”

               อย่างไรก็ดี ถึงตรงนี้ ที่จริงคนไทยส่วนใหญ่วงนอก ไม่ค่อยจะอินกับข่าวนี้มากนัก เพราะคนเกือบทั้งประเทศคุ้นเคยกันดีแล้วว่า ศิลปินแห่งชาติรายนี้ เป็นคนที่เวลาได้พูดแล้ว จะออกลีลา ดุเดือดเลือดพล่าน อินเนอร์จัดหนักขนาดไหน

               และหลายคนก็นึกออกว่า เจตนาของ อ.เฉลิมชัยในการพูดนั้น หมายถึงอะไร

               หากจำกันได้ ข่าวดังของ อ.เฉลิมชัย ช่วงปี 2558 ที่ออกมาโวยวายเรื่องทัวร์จีนทำเลอะเทอะไว้ที่ วัดร่องขุ่น จ.เชียงราย ซึ่งเขาทุ่มเททั้งชีวิตสร้างขึ้นมากับมือ จนเจ้าตัวต้องออกมาอัดคลิปเดือด แล้วปิดวัดหนี

               แต่ที่สุด เมื่อศึกษาปรับกลยุทธ์แล้ว อ.เฉลิมชัยก็ลุกขึ้นมาคิดใหม่ ทำใหม่ เกิดเป็น “ร่องขุ่นโมเดล” ที่ประกาศว่า ที่นี่จะเป็นต้นแบบการรับมือนักท่องเที่ยวจีนที่ประสบความสำเร็จ !!!

               คือการกลับมาแก้ไขที่ตนเอง ว่ามีข้อบกพร่องอะไร ถึงไม่สามารถสื่อสารให้นักท่องเที่ยวจีนเข้าใจและทำตามที่เหมาะที่ควรได้

               ถึงวันนี้ ไม่แน่ใจว่าจะประสบความสำเร็จกับการรับมือดังกล่าวขนาดไหน แต่หากวกกลับมาดูที่สไตล์ของ ศิลปินแห่งชาติชื่อดังชาวเชียงรายผู้นี้ ก็เห็นชัดเจนว่า แม้จะเป็นคนที่คิดแล้ว พูดเลย พูดตรง และพูดแรง แต่ก็ยังมีความสปอร์ต ใจป้ำ ใจใหญ่ พอที่จะกลับมาแก้ไขที่ตนเองอีกด้วย

               อย่างไรก็ดี หากเทียบความร้อนแรงของเขา กับความเป็นจิตรกรฝีมือระดับพระกาฬแล้ว คุณค่าอย่างหลัง คือสิ่งที่คนไทยยอมรับนับถือมากกว่า

               ที่ผ่านมา ก็ยังคงมีผลงานออกมาสู่สายตาคนไทยอยู่เสมอ โดยเฉพาะช่วงหลังที่ทุ่มเททำงานถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ของปวงชนชาวไทย

               โดยเฉพาะหลังจากวันฟ้าดับ 13 ตุลาคม 2559 ปีที่แล้ว อ.เฉลิมชัย ออกมาเปิดใจทั้งน้ำตา ถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้ตนเองมีทุกวันนี้ และการสร้างวัดร่องขุ่นขึ้นมา ด้วยใจหวังว่าให้เป็นงานศิลปะสมัยใหม่ประจำรัชกาลที่ 9

               ที่สุด จากแรงบันดาลใจที่เคยอธิษฐานจิตไว้ขณะเรียนวิทยาลัยเพาะช่าง ว่า “จะขอมีโอกาสถวายงานด้านศิลปะเพื่อพระองค์สักครั้งหนึ่งในชีวิต”

               ก็นำมาสู่การได้มีส่วนร่วมในบทพระราชนิพนธ์หนังสือพระมหาชนก เขาจึงมีโอกาสได้ถวายงานด้วยการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมในตอน “พระมหาชนกออกเรือ แล้วเรือแตก ว่ายน้ำ 7 วัน 7 คืน”

               ก่อนหน้านี้ไม่นาน ยังได้ลงมือทำพระพุทธรูปต้นแบบศิลปะร่วมสมัยยุค “รัชกาลที่ 9” ที่เริ่มทำค้างไว้ราว 2 ปีก่อน มีสีขาว หน้าตักกว้าง 22 นิ้ว ฐานกว้าง 28 นิ้ว และส่วนสูง 42 นิ้ว โดยกล่าวว่า พระพุทธรูปองค์นี้ใช้เวลากว่า 2 ปี ในการจัดทำเพื่อให้มีความงดงามที่สุด และไม่ลอกเลียนแบบ ไม่ซ้ำศิลปะของยุคสมัยใด ไม่ว่าจะเป็นสมัยสุโขทัย อยุธยา หรือจิตรกรรมฝาผนังต่างๆ แต่เป็นศิลปะยุครัชกาลที่ 9

               แม้จะไม่มีโอกาสน้อมเกล้าฯ ถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 แต่ก็จะนำประดิษฐานหน้ามหาวิหารที่วัดร่องขุ่น ซึ่งจะสร้างเป็นเกาะกลางน้ำ เพื่อให้ผู้คนได้เข้าไปสักการบูชาต่อไป

               นอกจากนี้ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี 2554 คนนี้ ยังเป็นหนึ่งในกลุ่มจิตรกรจิตอาสาเขียนสีประติมากรรม ประดับพระเมรุมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ช่วงวันที่ 14-20 สิงหาคมที่ผ่านมา

               โดยได้นำทีม 35 ศิลปินล้านนา มาเสริมงานช่างสิบหมู่ ช่วยกันเขียนลวดลายยอดมงกุฎครุฑยืน พร้อมลงสีสัตว์หิมพานต์ประดับพระเมรุมาศ

               วันนั้นเขากล่าวว่า รู้สึกยินดี ได้เห็นเหล่าจิตอาสาทุ่มเททำงานเขียนสีอย่างเหน็ดเหนื่อยและยาวนาน การได้คนเพิ่มจะทำให้ชิ้นงานงดงามมากขึ้น

               “ทุกคนมาที่นี่ด้วยหัวใจ มาเพื่อเสียสละ ทำในสิ่งที่งดงามที่สุดเท่าที่จะทำได้ถวายในหลวงที่เรารักมาก ทรงเป็นองค์อัครศิลปิน ทรงวาดภาพตลอดพระชนมชีพ ทรงงานส่งเสริมศิลปะ”

               เหล่านี้ หากจะนับว่าเป็นด้านที่เยือกเย็นสุขุมของศิลปินแห่งชาติคนนี้ ก็คงไม่ผิด

               ล่าสุด เรื่อง “คลิปเดือด” เมื่อดีกรีความร้อนแรงแห่งพายุอารมณ์ลดลง อ.เฉลิมชัย ก็ออกมาร่อนจดหมาย แจงกับทางเพจดังคู่กรณีแล้ว ก็เป็นอันว่าจับมือลงเอยกันได้โดยดี

               นับว่าเป็นข่าวที่ดี และต้องยกนิ้วเลยว่า อ.เฉลิมชัย “อยู่เป็น” กับทุกความเคลื่อนไหว แม้จะออกตัวแรงในตอนต้น แต่ลงท้ายก็ยังกลับมาเก็บแต้มต่อจนได้

สายแข็ง!! “เดอะอ๋อย จาตุรนต์” ขวัญใจแดงอุดมการณ์?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/296744

สายแข็ง!! “เดอะอ๋อย จาตุรนต์” ขวัญใจแดงอุดมการณ์?

คนในข่าว  :  25 ก.ย. 2560
คนอีสานหนุนหญิงหน่อย, อีสานโพลล, อีสานโพลล์, คุณหญิงหน่อย, สุดารัตน์ เกยุราพันธ, เจ๊หน่อย สุดารัตน์, อ่อย อดีตรัฐมนตรีศึกษา, แกนนำพรรคเพื่อไทย, พรรคเพื่อไทย, บ้านเลขที่ 111, อ๋อย จาตุรนต์ฉายแสง, อ๋อยสับเละ, อ๋อย จาตุรนต์ ขึ้นศา, อ๋อย จาตุรนต์ ฉายแสง, จาตุรนต์ ฉายแสง, อ๋อย จาตุรนต์, จาตุรนต, เดอะอ๋อย

“เดอะอ๋อย” จาตุรนต์ ฉายแสง น่าสนใจว่าไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน จะมีแนวคิดทางการเมืองออกแนวลุยๆ ทำแฟนคลับเสียววาบบ่อยๆ หรือคนนี้แหละที่ คนอีสานต้องการมาแทน “ปู”!

               จากอีสานโพลงวดล่าสุดนี้สะท้อนนัยทางการเมืองเมื่อตัวเลขชัดเจนจะจะ ว่าประชาชนหนุนผู้นำฝั่ง “พรรคเพื่อไทย” นั่งนายกฯ และชื่อที่ถูกเลือกเป็นอันดับต้นๆ คือ “หญิงหน่อย” และ “จาตุรนต์ ฉายแสง”

               แน่นอนอย่าลืมว่าโพลนี้จัดโดยศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน คณะเศรษฐศาสตร์ ซึ่งกลุ่มตัวอย่าง คือ คนในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคอีสาน 1,068 คน ดังนั้นคำตอบที่ชี้ไปฝั่งแดงย่อมเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว

               แต่หากดูตัวเลขระหว่างฝ่ายหญิงและฝ่ายชายก็ยังสะท้อนการขับเคี่ยวกันเองภายในพรรคว่า งานนี้มีมัน! กับคำถามที่ถามเฉพาะกลุ่มตัวอย่างที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยว่าใครเหมาะสมเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้าแล้วหวยก็ไปออกที่อันดับหนึ่งร้อยละ 68.4 เห็นว่าคุณหญิงสุดารัตน์เหมาะสม รองลงมาคือ จาตุรนต์ ร้อยละ 56.1

               สำหรับฝ่ายหญิงนั้น ช่วงที่ชีวิตพลิกต้องห่างหายการเมืองหลายปีก่อน ก็ทำตัวโลว์โปรไฟล์ เดินสายธรรม ทำใจว่างๆ มาพักหลังนี่แหละที่ได้ยินชื่อบ่อยขึ้น ว่าออกเดินสายทำกิจกรรมโน่น นี่ นั่น

               เอาเหอะ แม้ไม่ออกตัวแรงว่านี่คือวาระทางการเมืองแต่คนไทยก็พอจับแอ๊บได้อยู่

               ส่วนเมื่อหันไปดูข้างฝ่ายชาย ถ้าไม่นับว่าภายหลังรัฐประหาร ทักษิณ ชินวัตร 2549 จาตุรนต์ได้เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรครักษาการแทน ซึ่งเหมือนบอกเราอยู่กลายๆ ว่ามีความเหมาะสมได้รับการยอมรับอยู่มากนั้น หรือค่าที่เคยเป็นถึงอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถมยังเคยได้รับการคัดเลือกจากนิตยสารเอเชียวีคให้เป็น 1 ใน 20 ผู้นำชาติเอเชียที่มีบทบาทโดดเด่นในศตวรรษที่ 20

               แต่ “เดอะอ๋อย” จาตุรนต์ ฉายแสง ยังมีแง่มุมที่น่าสนใจว่า รายนี้ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหนเรื่องการนำเสนอแนวคิดทางการเมืองเขามักไม่ปล่อยผ่าน ออกแนวลุยๆ ทำแฟนคลับเสียววาบอยู่บ่อยครั้งด้วยซ้ำ

               โดยหากข้ามช็อตจากช่วงหลุดจากบ้านเลขที่ 111 ในปี 2555 หลังเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี เขาคืนฟอร์มในการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2557 และยังคงสมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อสังกัดพรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 39 แปลว่ายังไงก็ยังไม่ทิ้งงานทางนี้ไปไหนแน่ๆ

               แต่พอมาหลังการยึดอำนาจภาค 2 ของคนเสื้อเขียว หรือ รัฐประหาร 2557 โดยบิ๊กตู่ แห่ง คสช. บุคคลที่ประกาศตัวชัดเจนที่สุดเรื่องที่ทหารเรียกรายงานตัวนั้น “ไปก็กลัวดิ!!” ก็คือ จาตุรนต์ ฉายแสง โดยโพสต์หราลงเฟซบุ๊ก “Chaturon Chaisang” แบบแล้วไงใครแคร์?

               แต่แล้วในวันที่ 27 พฤษภาคม 2557 อ๋อยก็ถูกทหารบุกจับตัว ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ หลังจากพ้นเส้นตายการรายงานตัวที่ คสช.ตั้งไว้ แถมยังเป็นคนแรกๆ ก็ว่าได้ที่ต้องบ่ายหน้าเข้าไปพบทหาร

               ตอนนั้นถูกตั้ง 3 ข้อหา คือ ขัดคำสั่ง คสช., ยุยงให้เกิดความกระด้างกระเดื่องและให้ทำผิดกฎหมาย (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116) และความผิดต่อความมั่นคงหรือก่อการร้ายตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ รวมมีโทษระวาง 14 ปี แต่ไม่ว่าจะยังไง คนชื่อจาตุรนต์ ก็ไม่เคยทิ้งลายทางการเมือง แต่ยังคงใช้ทักษะในพูด การเขียน ที่แหลมคม ตามวาระ โอกาสและเวทีต่างๆ เพื่อนำเสนอมุมมองทางการเมืองออกสู่สังคมอยู่เสมอ

               ช่วงปี 2558 อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวงคนนี้ ยังออกมาแนะรัฐบาลประยุทธ์ เรื่องปัญหาเศรษฐกิจทรุด ทางเฟซบุ๊ก หลังจากนั้น แกนนำพรรคเพื่อไทยคนนี้ก็ยังไม่หยุด หันมาซัด คสช.ต่อ ในเรื่องการปฏิรูปประเทศ ในเวทีเสวนาหนึ่งที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เจ้าตัวบอกว่าผลงาน คสช. ในการปฏิรูปประเทศ ต้องใช้คำว่า “​คว้าน้ำเหลว” เพราะมุ่งใช้เฉพาะอำนาจพิเศษแก้ปัญหา ชี้ไร้ภาพชัดเจนปฏิรูป-ขาดทิศทางสู่อนาคต

               มาจนปีนี้ ลีลาของอ๋อย ก็ดูเหมือนไม่เคยลดดีกรีลงเลย และยังคงแสดงความคิดเห็นเป็นปฏิปักษ์ ท้าทายอำนาจ คสช.เรื่อยมา

               ช่วงกลางๆ ปีก็ออกมาชำแหละครบ “3 ปี” รัฐบาล-คสช. ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ-ม.44 กดทับต้นตอปัญหาไว้ สะสมเงื่อนไขความขัดแย้งใหม่ในอนาคต แถมยังเหน็บไปยังแม่น้ำ 5 สายว่า ออกอาการเสพติดอำนาจ ไหนบอก “ขอเวลาอีกไม่นาน”

               นานไม่นานแล้วแต่มุมมองใคร แต่ที่แน่ๆ ช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา อ๋อยคนนี้ เพิ่งไปตามนัดหมายของศาลทหาร ในความผิดตั้งแต่ครั้งที่ถูกเชิญเข้าค่ายเมื่อปี 2557 ที่เจ้าตัวได้กล่าวปาฐกถาที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ลักษณะปลุกปั่น ยั่วยุ ให้เกิดความไม่สงบสุขในราชอาณาจักร โดยในวันนั้นเป็นขั้นตอนของการเพื่อนัดสืบพยานฝ่ายโจทก์ปากแรก ครั้งที่ 3

               แม้ว่า คสช.ไม่เคยหลุดรอดการจับตามองของ “อ๋อย” กลับกัน! อ๋อยก็ยังอยู่ในสายตาของคสช.มาตลอด คือยังไงก็จะเกาะติดกันและกัน ฟัดกันนัวไปอย่างนี้แหละ!!!

               ก็ไม่รู้เพราะแบบนี้หรือไม่ที่ทำให้ฝ่ายหญิงหน่อย ซึ่งมาดนุ่มนิ่ม เล่นบทนางเอกและดูประนีประนอมกว่า กลายเป็นผู้ที่มีคะแนนนำฝ่ายชายอยู่หลายจุดจากโพลดังกล่าว ที่ถามว่าหัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่คาดหมายคือใคร?

               แต่นั่นก็เป็นเพียงตัวเลขในการสำรวจของคนบางกลุ่มสุ่มเข้ามา ดังนั้นกว่าจะถึงวันจริงระหว่างทางน่าจะยังมีอะไรที่พลิกโผได้อีกเยอะ ขอให้ถึงวันลั่นกลองเปิดสนามเลือกตั้งก่อนก็แล้วกัน

               ว่ากันว่ายังมีคนอีสานอีกมากมายนักที่เทใจไปทางแกนนำพรรคเพื่อไทยฝ่ายชาย มาดนุ่มลุ่มลึกคนนี้!!