25 กันยา “วันจิตร ภูมิศักดิ์” ณ ประจันตคาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/296715

25 กันยา “วันจิตร ภูมิศักดิ์” ณ ประจันตคาม

คนในข่าว  :  24 ก.ย. 2560
สหายปรีช, บทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์, พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท), จิตรโดนโยนบก, โยนบก, จิตร ภูมิศักดิ์ กับประจันตคาม, จัดงานรำลึก 25 กันยา, 87 ปี จิตร ภูมิศักดิ์, จิตร ภูมิศักดิ์ ครบรอบ 87 ปี, จิตร ภูมิศักดิ์, กันยา, วันจิตร, ภูมิศักดิ์, ประจันตคาม, 2507, และปลายปี, 2508, ตัดสินใจเข้าป่า, ในนาม

จิตรถูกคุมขังอยู่นานจนถึงเดือนธันวาคม 2507 และปลายปี 2508 ตัดสินใจเข้าป่า เพื่อเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในนาม สหายปรีชา

               ในวันคล้ายวันเกิด “จิตร ภูมิศักดิ์” ครบรอบ 87 ปี วันที่ 25 กันยายน 2560 เป็นปีแรกที่คณะบุคคลในนาม “คณะกรรมการเชิดชูเกียรติภูมิ จิตร ภูมิศักดิ์ ณ บ้านเกิด” จะได้จัดงา่นทำบุญรำลึกปัญญาชน นักคิด นักเขียน ที่ อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี

               เวลา 07.00 น. ถวายภัตราหารเช้าแด่ภิกษุสงฆ์วัดศรีประจันตคาม อ.ประจันตคาม และถวายสังฆทาน

               เวลา 10.00 – 11.30 น. มอบหนังสือดีที่ควรอ่านแก่ห้องสมุด ร.ร.ประจันตราษฎร์บำรุง

               “อภิเชษฐ์ ทองน้อย” ตัวแทนคณะผู้เตรียมการฟื้นฟูเกียรติภูมิจิตร ภูมิศักดิ์ ได้กล่าวถึงความเป็นมาในการจัดงานวันจิตร ภูมิศักดิ์ ต่อคณะครูและนักเรียน โดยให้ความสำคัญในการคิด การอ่าน การเขียนและการค้นคว้า ฯลฯ โดยมี “จิตร” เป็นต้นแบบ

               “ประยงค์ มูลสาร” หรือ “ยงค์ ยโสธร” หนึ่งในผู้ก่อการจัดงานรำลึก 25 กันยา ได้เปิดเผยว่า “การจะมีคณะกรรมการเชิดชูเกียรติภูมิขึ้นมา เพื่อฟื้นฟูจัดงาน “วันจิตรภูมิศักดิ์ 25 กันยา” ขึ้น ถือว่าเป็นสิ่งที่สมควรทำ “วันตาย” ของจิตร มีงานรำลึกถึงมาหลายปีแล้ว บัดนี้ รำลึกถึงจิตรในวันเกิดกายบ้าง”

               “เรื่องงบประมาณค่าใช้จ่ายใดๆก็ไม่ได้กำหนดหรือจัดหากัน ใช้ทุนใครมันเท่าที่จำเป็น อันที่จริงมีเพื่อนมิตรและผู้ใหญ่บางท่านที่รู้ข่าวการจัดงาน อยากสนับสนุนเงินทองค่าใช้จ่าย พวกผมคณะเตรียมการก็ไม่ต้องการรบกวนท่าน ใครจะไปร่วมทำบุญด้วยก็ยินดี เมื่อต่อไปจัดตั้งคณะกรรมการเชิดชูเกียรติภูมิจิตร ภูมิศักดิ์ฯ ขึ้นเป็นรูปร่างเรียบร้อยแล้ว การดำเนินงานต่างๆ ก็ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการจะกำหนดต่อไปจิตรเป็นบุคคลสาธารณะ มีผลงานและชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับชาติ และมีิองค์กรอย่างมูลนิธิจิตร ภูมิศักดิ์รับผิดชอบ”

               สำหรับความเป็นมาเกี่ยวกับชีวิต “จิตร ภูมิศักดิ์” กับประจันตคามนั้น พอประมวลได้ดังนี้

               “ประจันตคาม” เป็นอำเภอเก่าแก่ อยู่ไม่ไกลจากเมืองปราจีนบุรี คามเดิมเรียกว่า “บ้านกบแจะ” หรือ “ด่านกบแจะ” สมัยอยุธยา

               เล่ากันตามพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ท้าวอุเทนท้าวสร้อยเพลี้ยเมืองแสน เป็นผู้รวบรวมไพร่พลที่ถูกกวาดต้อนมาจากเมืองเวียงจันทน์ เมืองมหาชัย และอีกหลายเมืองทางฝั่งซ้าย ในครั้งที่ไทยยกกองทัพไปปราบเจ้าอนุวงศ์ มาตั้งเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ขึ้นที่ด่านกบแจะ

               ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ยกฐานะด่านกบแจะเป็นเมืองประจันตคาม โดยท้าวอุเทน ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงภักดีเดชะ ว่าราชการเมืองประจันตคามตั้งแต่นั้นมา

               บรรพบุรุษชาวเมืองประจันตคาม จึงเป็น “ลาวเวียง” และไม่แปลกที่คนรุ่นลูกรุ่นหลาน ยังส่งสำเนียงภาษาลาว แปร่งๆเหน่อๆไปตามสภาพการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

               ปี 2472 สมัยที่ ร.อ.หลวงสารารักษ์สรการ (พฤติ เดชะคุปต์) เป็นนายอำเภอประจันตคาม ได้มีข้าราชการกรมสรรพาสามิตชื่อ “ศิริ ภูมิศักดิ์” พร้อมครอบครัว ย้ายมาเป็นนายตรวจสรรพสามิต โดยพวกเขาเช่าบ้านอยู่ในตลาดเก่า ริมคลองประจันตคาม

               วันที่ 25 กันยายน 2473 แม่แสงเงิน ภรรยานายตรวจสรรพสามิต ได้ให้กำเนิดลูกชายคนแรกและคนเดียวของครอบครัว ชื่อ “จิตร ภูมิศักดิ์”

               เนื่องจากบิดาต้องย้ายไปรับราชการยังจังหวัดต่างๆ ทำให้จิตรย้ายที่เรียนบ่อย จากกาญจนบุรี ไปสมุทรปราการ และพระตะบอง

               ช่วงที่ไทยเสียดินแดนพระตะบองให้แก่ฝรั่งเศส จิตรจึงกลับมาศึกษาชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร ต่อด้วยโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และสอบเข้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด

               ช่วงอยู่มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2496 ได้รับตำแหน่งเป็นสาราณียกรของจิตร ภูมิศักดิ์” กับประจันตคามรับผิดชอบจัดทำหนังสือของมหาวิทยาลัย ฉบับ 23 ตุลาคม วันปิยมหาราช

               จิตรถูกกล่าวหาว่า เขียนบทความทำลายชาติ ศาสนาและสถาบัน ก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน อาจารย์และนิสิตบางกลุ่มจึงเคลื่อนไหวให้ซักฟอกสอบสวนกันในหอประชุม จุฬาฯ ในตอนนั้นมีนิสิตกลุ่มหนึ่งเข้ามาทางด้านหลังแล้วจับจิตร โยนลงจากเวที หรือที่เรียกว่า “โยนบก” ทำให้จิตรบาดเจ็บต้องเข้า โรงพยาบาล พร้อมถูกลงโทษพักการเรียน

               ปี 2497 ระหว่างที่ถูกพักการเรียน จิตรไปสอนหนังสือที่โรงเรียนอินทรศึกษาอยู่ระยะหนึ่ง แต่สอนได้ไม่นานก็ถูกไล่ออก จึงไปทำงานหนังสือพิมพ์ไทยใหม่ ยุคนั้น สุภา ศิริมานนท์ เป็นรองผู้อำนวยการ

               ปี 2498 จิตรกลับเข้าเรียนอีกครั้งและสำเร็จปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต

               ปี 2500 จากนั้นเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ จนกระทั่งถูกจอมพลสฤษดิ์ สั่งจับในข้อหา “สมคบกันกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในและภายนอกราชอาณาจักร และกระทำการเป็นคอมมิวนิสต์” เมื่อ 21 ตุลาคม 2501

               จิตรถูกคุมขังอยู่นานจนถึงเดือนธันวาคม 2507 และปลายปี 2508 ตัดสินใจเข้าป่า เพื่อเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในนาม สหายปรีชา

               กระทั่งถูกอาสาสมัครและทหารล้อมยิงเสียชีวิตที่บ้านหนองกุง ตำบลคำบ่อ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2509

               ผลงานในฐานะนักคิด นักเขียนที่มีการจัดพิมพ์เป็นเล่ม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ โฉมหน้าศักดินาไทย, ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ, โองการแช่งน้ำและข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา, สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา, บทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์ ปี 2473-2508 ฯลฯ

               จิตร ภูมิศักดิ์ มีชีวิตอยู่ในโลกเพียง 36 ปี จากวันเกิด 25 กันยายน 2473 ถึงวันตาย 5 พฤษภาคม 2509

               จิตรได้รับการเคารพนับถือและยกย่องจากสังคมในฐานะนักปราชญ์ นักประวัติศาสตร์ นักภาษาศาสตร์ และนักคิดนักอุดมการณ์

ส่องโบนันซ่า “สงกรานต์ เตชะณรงค์” ความรัก และความรวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/296590

ส่องโบนันซ่า “สงกรานต์ เตชะณรงค์” ความรัก และความรวย

คนในข่าว  :  22 ก.ย. 2560
อาณาจักรโบนันซ่า, โบนันซ่า เขาใหญ่, แอฟ สงกรานต์แยกกันอยู่, น้องปีใหม่ ลูกสาว แอ, แอฟ น้องปีใหม่, แอฟ-น้องปีใหม่, แอฟสงกรานต์, แอฟสงกรานต์เตียงหัก, แอฟ ทักษอร ภักดิ์สุข, แอฟ ทักษอร, แอฟ ทักษอร เตชะณรง, สงกรานต์ เตชะณรงค์, กรานต์, งานง้อต้องมา, แม่เลี้ยงแอ๊ฟ, สงกรานต์, เตชะณรงค์

คอนเฟิร์มไม่เลิก! แต่เรื่องงอน นอนแยกบ้าน “กรานต์” บอกเลย “งานง้อต้องมา” เดี๋ยวอาณาจักรโบนันซ่าจะไร้ “แม่เลี้ยงแอ๊ฟ” ถ้ามันล้นซะจนไม่มีคิวมาดูแลหัวใจเมียแบบนี้!

               กระจองงอง เจ้าข้าเอ้ย!! สรุปว่าฝ่ายชาย สงกรานต์ เตชะณรงค์ เขาออกมายืนแล้วว่า “ยังไงก็ไม่เลิก” โดยบอกผ่านมาทางสื่อใหญ่หัวสีที่แรกว่า “อาจจะมีไม่เข้าใจบ้าง แต่ไม่มีเรื่องเลิกกันแน่นอน นั่นมันลูก มันภรรยาของผมทั้งคน’

               พร้อมยืนยันว่าที่ชี้เป้าชี้ตัวกันทั่วทุ่งบางกอกว่าเป็น “สาวคนนั้น” ยันอีกทีว่าไม่ใช่พันล้านเปอร์เซ็นต์!!!!!

               แต่ๆๆ งานนี้เชื่อว่ายังไม่จบ เพราะเรื่องที่ว่าทั้ง “แอฟ ทักษอร เตชะณรงค์” ศรีภรรยาและตนเองได้แยกกันอยู่นั้น เจ้าตัวยอมรับแล้วว่าเป็นความจริง แต่ลูกผู้ชายลั่นเสียงดังฟังชัดว่า ยังไงจะพยายามง้อให้ได้ ไม่มีทางหย่าแน่นอน

               งานนี้จึงชัดเจนว่า อ้าวคู่นี้ มีงอนจริงๆ นี่หว่า!!!!

               ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรนั้น ยิ่งน่าติดตาม เพราะที่แล้วมาคู่นี้ ถือว่าเป็นคู่ที่ภาพดีทั้งคู่ คือไม่มีล่อกแล่กวอกแว่กให้ต้องมานั่งแก้ข่าว โดยเฉพาะฝ่ายชาย แม้จะถือเป็นหนุ่มหล่อ รวย ครบเครื่อง แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีข่าวเจ้าชู้ประตูดินที่ไหน

               และกับความไม่เข้าใจกันจนต้องแยกบ้าน แยกเตียงหนนี้ ว่ากันว่าสาเหตุหนึ่งมาจากการที่ฝ่ายสามี ทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานที่เขาใหญ่ จนฝ่ายเมียมีงอน หอบลูกสาว “น้องปีใหม่” ย้ายไปอยู่ที่อื่นในที่สุด

               ส่องไปดูในบทบาทของสงกรานต์ด้านที่เขาต้องแบกรับ ก็คือภาระหน้าที่ของทายาทโบนันซ่า

               วันนี้ในวัย 34 ปี ผ่านชีวิตจากเด็กเสเพล มาสู่คนหนุ่มที่โชคดีที่สุดคนหนึ่ง เขาผ่านงานมาหลายรูปแบบ โดยบางคนอาจรู้จักเขาจากผลงานถ่ายแบบแฟชั่น และเคยเล่นหนัง “มายเบสท์บอดี้การ์ด” เมื่อปี 2553

               แต่อีกบทบาทหนึ่ง “กรานต์” ยังเคยรับราชการทหาร ก่อนจะโอนมารับราชการเป็นตำรวจ และได้รับพระราชทานยศ ร้อยตำรวจโท เมื่อตุลาคม 2554

               จากนั้นจึงได้เข้ามารับตำแหน่งโฆษกกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนปัจจุบันสงกรานต์ได้รับราชการตำรวจ เป็นร้อยตำรวจเอกในสังกัดกองบังคับการปราบปราม

               อย่างที่บอกว่าเป็นทายาทของตระกูลใหญ่ คือเป็นบุตรชายคนโตของ ไพวงษ์ กับภัสรา เตชะณรงค์ นอกเหนือจากน้องๆ คือ ไพพรรณี (เมย์), พัทธมน (แจน) และภูผา (ผา) ดังนั้น ธุรกิจของครอบครัว ก็ถือเป็นบทบาทที่เขาต้องช่วยดูแล

               สงกรานต์มีตำแหน่งเป็น “ซีอีโอ” ที่อาณาจักรโบนันซ่า เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นโครงการที่มีเนื้อที่กว่า 5,000 ไร่ มีทั้งขายที่ดินเปล่า พร้อมสร้างบ้าน รีสอร์ทให้กับลูกค้า

               โดยเฉพาะโรงแรมโบนันซ่า และบังกะโล และบริการต่างๆ ครบวงจร ทั้งฟิตเนส สนุกเกอร์ คาราโอเกะ สระว่ายน้ำ สนามกอล์ฟ และสิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากมาย

               ราวปี 2557 สงกรานต์ ในฐานะเสี่ยใหญ่ ผู้บุกเบิกพัฒนาอสังหาริมทรัพย์บนเขาใหญ่ พร้อมด้วยศรีภรรยา “แอฟ” ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัว 3 โครงการ บ้านและคอนโด บาย โบนันซ่า เขาใหญ่ว่ากันว่ารวมกันแล้วทุ่มไปกว่าสามพันล้านบาท!!

               คือ โครงการ Momento Villa By Bonanza เป็นโครงการบ้านเดี่ยวบนที่ดินผืนสวยที่สุดในอำเภอเขาใหญ่ ซึ่งแอ๊ฟยังมีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการโครงการนี้อีกด้วย

               ต่อมาคือโครงการ The PARCO by Bonanza เป็นทาว์นโฮมแนวคิดใหม่ ซึ่งงานนี้สงกรานต์ ทำในนาม บริษัท ชูเตอร์เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด โดยเขาเป็นประธานกรรมการบริหาร

               และอีกโครงการคือ The Sereno by Bonanza ซึ่งเป็นทาวน์โฮม 3 ชั้น โดยบริษัท ชูเตอร์เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด เช่นเดียวกัน

               บอกตัวเลขสวยๆ เผื่อใครสนใจ “เดอะเซเรโน่” ราคาเริ่มต้น 5.4 ล้านบาท “เดอะพาโค่” ราคาเริ่มต้น 1.39 ล้านบาท และ “โมเมนโต้” ราคาเริ่มต้น 9.9 ล้านบาท!!

               เปิดโครงการไว้มากมายขนาดนี้ แน่นอนว่า คนที่ได้ชื่อว่าเป็นทายาทรุ่น 2 ของตระกูล “เตชะณรงค์” จะไม่ให้ไปเฝ้าหน้างาน ดูแลเงินที่ลงไปกองไว้บนเขาใหญ่ ก็คงจะแปลกเกินไปแล้ว!!

               นี่ยังไม่นับโครงการอื่นของทางบริษัท ที่อยู่ระหว่างพัฒนาอีกหลายโครงการ อย่างโครงการบ้านจัดสรรย่านแจ้งวัฒนะภายใต้ชื่อ เดอะ เซอเรโน่ บาย เดอะ โบนันซ่า ฯลฯ

               ทั้งนี้ มีข้อมูลช่วงปี 2558 ว่า กลุ่มธุรกิจโบนันซ่านั้น มีจำนวน 11 บริษัท สินทรัพย์กว่า 3,245,884,319 บาท หากแต่หลายคนกล่าวตรงกันว่า จริงๆ แล้ว ถ้ารวมทุกเม็ดในอาณาจักรธุรกิจ บ้านนี้จะรวยระดับหมื่นล้าน!!! โดยนอกจากส่วนของสงกรานต์แล้ว ยังมีบริษัทอื่นๆ ที่ครอบครัวก็ให้ทายาทคนอื่นแบ่งกันไปดูแลตามความเหมาะสม

               ใครอ่านถึงตรงนี้ แทบจะรีบไปบอกสาวแอฟเลยว่า “อย่างอนจนเกินงาม นานไปมันจะไม่ดี” เป็นห่วงถึงบอก

สายหมวกแดง “บิ๊กเจี๊ยบ” แม่ทัพบก ยุค “ปูหาย-เรือเหี่ยว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/296501

สายหมวกแดง “บิ๊กเจี๊ยบ” แม่ทัพบก ยุค “ปูหาย-เรือเหี่ยว”

คนในข่าว  :  22 ก.ย. 2560
บิ๊ก, ผบทบ, บิ๊กเจี๊ยบ พลอ, พลอเฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก, พลอเฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก(ผบทบ) คนปัจจุบัน, พลอเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบทบ คนปัจจุบัน, พลอเฉลิมชัย สิทธิสาท, พลอเฉลิมชัย สิทธิสาท บิ๊กเจี๊ยบ, แจงโล๊ะเรือเหาะทิ้ง, เรือเหาะหมดอายุ, ปลดประจำการเรือเหาะ, มท1, พลออนุพงษ์ เผ่าจิน

บทบาทของ ผบ.ทบ.คนนี้ไม่ธรรมดา เพราะนับแต่มานั่งเก้าอื้ ผบ.ทบ.งานทุกเรื่องต้องเทมาบนโต๊ะของเขา ตั้งแต่ก่อนจะมามีเรื่อง “ปูหาย เรือเหี่ยว” ด้วยซ้ำ

               จากข่าวเรือเหาะ ทำให้คนไทยวงเล็กๆ เริ่มรู้จัก “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) คนปัจจุบันมากขึ้นว่า คนนี้แหละที่เป็นคนส่งเรือเหาะไปจอดหน้าบ้านบิ๊กๆ ทั้งหลาย

               เริ่มจาก “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มท.1 ซึ่งเป็นเจ้าแรกที่นักข่าวไปถาม ค่าที่เป็น ผบ.ทบ.ในยุคที่มีการสั่งซื้อเรือเหาะ

               แต่แล้วรายนั้นก็โบกมือไม่รับรู้ บอกมันคืออดีต อยากรู้ให้ไปถาม ผบ.ทบ. คนปัจจุบันโน่น !!

               พอมาถึง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม ก็ตอบเหมือนกันเด๊ะว่าไม่รู้จ้า !!!

               จนมาถึง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนนี้รูดซิปปากเงียบกริบยังไม่ตอบอะไรให้เสียรังวัด

               ที่สุดเรือเหาะก็วนกลับมาหน้าบ้านบิ๊กเจี๊ยบอีกจนได้ ด้วยเหตุที่ตนเองนั่นแหละ เป็นผู้ปูดออกมาเองแบบไม่กั๊กเผื่อไว้ให้บิ๊กๆๆ ได้หาทางลง

               จนเกิดเป็นกระแสฮึ่มแรง ! เป็นประเด็นการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพบกไร้ประสิทธิภาพ บิ๊กเจี๊ยบก็เลยต้องชี้แจงอีกรอบ

               ว่าเรือเหาะซึ่งเป็นบอลลูน ครบอายุการใช้งานแล้ว เพราะเป็นผืนผ้าหมดอายุการใช้งาน แต่กล้องตรวจการณ์ยังใช้งานได้ จะนำไปใช้กับอุปกรณ์อื่นต่อไป

               ที่เรียกกันว่า “เรือเหี่ยว” นั้น ยืนยันว่าที่ผ่านมาก็ใช้งานได้จริง โดยตอนที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อปี 2554 ก็เห็นเรือเหาะตรวจการณ์ก็สามารถใช้งานได้อยู่ !

               พูดถึงตรงนี้ เหมือนจะจบ แต่ก็ไม่จบ เพราะปรากฏว่าช่วงวันที่ 20 กันยายน ที่ผ่านมา ข่าวการนัดพบพูดคุยกับ “บิ๊กตู่” เร้าใจนักข่าวให้อยากรู้เหลือเกินว่าเรื่องอะไรกันแน่

               ปรากฏว่าหลังการประชุมนาน 40 นาทีที่ตึกไทยคู่ฟ้า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ออกมาระบุแก่นักข่าวว่า เป็นการรายงานผลการเข้าร่วมประชุม ผบ.ทบ.ภาคพื้นแปซิฟิก ครั้งที่ 10 (PACC X) ที่สาธารณรัฐเกาหลี 17-19 กันยายน ที่ผ่านมา

               ซึ่งก็มีเรื่องท่าทีในส่วนของความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี และสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพราะในช่วงนี้เป็นช่วงที่สับเปลี่ยนกำลังในพื้นที่ และมาตรการดูแลในช่วงต่อๆ ไป

               เหมือนบิ๊กเจี๊ยบจะบอกว่า ที่คุยกันไม่ใช่ดราม่า แต่เป็นปัญหาระดับโกลบอลทั้งสิ้น !!

               อย่างไรก็ดี ถึงตรงนี้จะให้เชื่อว่าคุยกันแค่นี้คงยาก เพราะเรื่องลับลวงพราง คนไทยเริ่มจับทางถูกกันหมดแล้ว

               ว่างานนี้ ถ้าไม่ใช่เรือเหาะ ก็ต้องเป็นไปได้ว่าจะมีการพูดคุยกันอีกเรื่องหนึ่งที่ บิ๊กเจี๊ยบรับผิดชอบอยู่

               ก็เรื่อง “นารีขี่ม้าบิน” โดยถ้าลองวิเคราะห์ดู ช่วงสองสามวันมานี้ กับกระแสข่าวที่ “บิ๊กป้อม” พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ ไปอังกฤษ ซึ่งก็ถูกโยงว่า ดอดไปดีลอะไรกันเรื่องการหลบหนีของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ แน่ๆ

               และสำหรับเรื่องดังกล่าวอย่างที่บอกว่า “บิ๊กเจี๊ยบ” เป็นผู้ดูแลอยู่ คือ รับผิดชอบในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะติดตามความคืบหน้าการหลบหนีออกนอกประเทศ ของสาวปู โดยสั่งการผ่านทางกองกำลังบูรพา

               แถมก่อนหน้านี้ เจ้าตัวพูดเองเลยว่า ปูหนีแน่ๆ และมีคนจัดให้หนีด้วย แต่ไม่ใช่ทหาร !! เพราะระดับ “ชินวัตร” ที่มีทั้งผู้สนับสนุน มีเครือข่ายพอสมควร ดังนั้นการหลบหนีย่อมทำได้ไม่ยาก

               แต่เรื่อง “ทหารดูแลด้วย ช่วยกันหนี” นั้น บิ๊กเจี๊ยบระบุชัดว่าไม่จริง !!

               “บางคนบอกว่า คสช.เกี้ยเซี้ยให้หลบหนี ถามว่าจะเกิดประโยชน์อะไร เพราะทุกวันนี้ก็ถูกด่า ซึ่งนายกฯ ได้โทรศัพท์มาเร่งรัดผมทุกวัน เวลาเขาออกนอกประเทศไปแล้ว จะไปเปิดตัวเคลื่อนไหวต่างๆ อาจจะโจมตี พูดให้ร้าย คสช.ก็ได้ซึ่งเป็นเรื่องปกติ”

               ดังนั้น พอมาถึงวันนี้ หากว่ามีความเคลื่อนไหวอะไรออกมา บิ๊กเจี๊ยบก็ต้องเร่งรายงานสื่อและประชาชนอยู่แล้ว ทำไมต้องไปงุบงิบ บอกบิ๊กตู่กันสองคนด้วยเล่า !!!!

               อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้เวลานี้ คือ บทบาทของ ผบ.ทบ.คนนี้ไม่ธรรมดา เพราะนับแต่มานั่งเก้าอื้ ผบ.ทบ.เมื่อปีก่อน งานทุกเรื่องต้องเทมาบนโต๊ะของเขาจนล้น ตั้งแต่ก่อนจะมามีเรื่อง “ปูหาย เรือเหี่ยว” ด้วยซ้ำ

               ทั้งเรื่องธรรมกายช่วงต้นปี ที่บิ๊กเจี๊ยบมีส่วนทำให้การใช้กำลังของตำรวจละมุนละม่อม ค่อยเป็นค่อยไปมากขึ้น จนบิ๊กเจี๊ยบถูกยกยอว่า จากนักรบสายบู๊ เปลี่ยนมาเป็นสายบุ๋นแล้ว

               แต่ความไม่ธรรมดาของบิ๊กเจี๊ยบ ที่จริงมีมากกว่านี้ โดยเฉพาะที่ว่ากันมาตลอดตั้งแต่กระแสการแต่งตั้ง ผบ.ทบ.คนใหม่ก่อนนี้แล้วว่า “บิ๊กเจี๊ยบ” คนนี้จะนั่งเป็น ผบ.ทบ.ค้ำบัลลังก์ “บิ๊กตู่” ไปได้ตลอด เพราะบิ๊กเจี๊ยบเป็นคนที่ได้รับการยอมรับจากทหารทุกหน่วยในกองทัพ

               คือแม้จะไม่ได้มาจาก “บูรพาพยัคฆ์” แต่นั่นแหละคือ จุดที่บิ๊กตู่มองขาด ! ว่าด้วยความเป็นทหารรบพิเศษ หรือเบเร่ต์แดง (หมวกแดง) ของ “บิ๊กเจี๊ยบ” ที่มาจากเส้นทางเดียวกับ พล.อ.วิมล วงศ์วานิช, พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์, พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก็ล้วนแล้วแต่สายตรงคนสี่เสาฯ ทั้งนั้น

               หากจำกันได้ ช่วงต้นปี อยู่ๆ มีนักข่าวไปถามเรื่องการปฏิวัติอีกรอบ จากกระแสข่าวที่สื่อนอกฟันธงมา “บิ๊กเจี๊ยบ” ก็ยืนยันฟังชัดว่า “ในช่วงที่รับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ผมยืนยันว่าไม่มี”

               ดังนั้น ดูทรงแล้ว อย่างน้อยกว่า “บิ๊กเจี๊ยบ” จะเกษียณอายุราชการในปี 2561 ก็คงพอดีกับที่ “โรดแม็พ” ของ บิ๊กตู่ ขยับมาอีกขั้น

               ระหว่างนั้นก็จะคอยช่วยกองทัพทำงานได้ราบรื่น ไม่มีแอ็กซิเดนท์ให้เสียของ ก่อนถึงช่วงการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของการเมืองไทยนั่นเอง

พลังคิดบวก! เรื่องเล่าของ “เอม” ส่งตรงจากลอนดอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/296362

พลังคิดบวก! เรื่องเล่าของ “เอม” ส่งตรงจากลอนดอน

คนในข่าว  :  21 ก.ย. 2560
เอม, เอม โพสอินสตาแกรมโ, เอม พิน, พินทองทา ชินวัตร, เอม ลูกแม้ว, เอม บุตรสาวทักษิณ, เอมโพสต์ไอจี, เอมโพสต์ไอจีถึงพ่อ, ทักษิณ ชินวัตร, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, ยิ่งลักษ์อยู่อังกฤษ, เอมไปอังกฤษ, ไปไปลอนดอน, ภาพถ่ายครอบครัวชินวัตร, ลูกเอม, คนสำคัญหนักมาก, ลูกอ่อน, แต่ไรมา, ถ้าไม่มี, รออยู่

แต่ไรมา บ้านนี้จะนัดเจอหลานๆ ที่สิงคโปร์ใกล้เข้ามาหน่อย แต่การมาอังกฤษหนนี้ของ “ลูกเอม” ถ้าไม่มี “คนสำคัญหนักมาก!” รออยู่ ก็คงไม่หอบพาเอา “ลูกอ่อน” มาไกลถึงนี่

               วันก่อนพ่อเพิ่งโอดขอคนไทยอย่าลืมเลือน รัฐประหาร 19 กันยา 2549 วันนี้ ลูกสาว “เอม” พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ บุตรสาวทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาขานรับ โดยโพสต์ให้กำลังใจป๊ะป๋าแบบ “เต็มรัก” ยาวกว่าที่เคย ในอินสตาแกรมส่วนตัว aimpintongta ระบุว่า

               “วันนี้เมื่อ 11 ปีที่แล้ว…เอมเป็นคนแรกในครอบครัวที่ได้เจอพ่อหลังจากปฏิวัติ 19 กันยายน ปี 2549 ตอนนั้นเรียนปริญญาโทอยู่ที่ลอนดอน”

               “วันนี้ ปีนี้ เอมก็ได้มาอยู่ที่ลอนดอนกับพ่ออีกครั้ง พร้อมครอบครัวลูก 3 ของเรา… 11 ปีผ่านไป พ่อยังมีพลังงานที่จะคิดเรื่องธุรกิจต่างๆ มีหลายโปรเจกท์ที่เริ่มทำไปแล้ว และกำลังจะเริ่มทำ มีพลังงานคิดเรื่องอื่น ไม่ปล่อยให้เรื่องการเมืองมาหยุดทุกอย่าง…ชีวิตก้าวไปข้างหน้า !”

               “เอมยังจำได้ดี เมื่อ 6 ปีที่แล้ว เอมบอกพ่อว่า อยากรอพ่อกลับมา เอมถึงจะแต่งงาน…แต่พ่อและแม่ยืนยันให้เอมดำเนินชีวิตต่อไป อย่าหยุดรอเรื่องการเมือง ชีวิตต้องก้าวไปข้างหน้า…จนวันนี้เอมมีลูก 3 คนมาอยู่ตรงหน้าคุณตาแล้ว…(ถ้าวันนั้นรอ…คงยังไม่มี)”

               “หรือแม้กระทั่งก่อนมาเจอพ่อคราวนี้ เอมเองยังเครียด กังวล เป็นห่วง ท้อใจกับเรื่องที่เกิดกับครอบครัวเรา และกับคนที่เรารัก…แต่พอมาเจอพ่อ กลับกลายเป็นสบายใจ และมีกำลังใจขึ้นมาก แปลกใจเสมอว่า พ่อเอาพลังบวกมาจากไหนตลอด 11 ปีนี้”

               “…พ่อบอกว่า “We live for today and tomorrow, not yesterday” ใช้ชีวิตแบบมองวันนี้และวันข้างหน้า ไม่ใช่อดีต! พ่อทำให้คนรอบข้างมีรอยยิ้มได้ทุกวันอย่างน่าทึ่ง การมาหาพ่อเพื่อมาให้กำลังใจพ่อ กลับได้กำลังใจกันเองกลับไปทุกที…ลูกภูมิใจในความอดทน และพลังบวกของพ่อจริงๆ ค่ะ จะจับมือพ่อเดินแบบนี้ตลอดไปค่ะ”

               คัดมาให้อ่านจุใจ เพราะต้องซาบซึ้งกินใจใครหลายๆ คนแน่ๆ

               ที่แน่ยิ่งกว่าแน่ ก็คือ ช่วงหลังมานี้ เราได้เห็นลีลาการพูดด้วยตัวหนังสือบนโลกออนไลน์ของ “บุตรสาวคนกลางของเสี่ยแม้ว” มากขึ้น ทั้งๆ ที่โดยมากจะเป็นงานของบุตรสาวคนเล็ก “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร ที่จะเป็นคนคอยหยอดโน่นนิด นี่หน่อย ตามประสาวัยแรง !

               หรือแม้แต่กับ “หนุ่มโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายคนโต ที่จะออกแนวเล่นด้วยเนื้อหาสาระหนักๆ ทางการเมือง ในเฟซบุ๊กของเจ้าตัวมากกว่า โดยฟากสาวเอม ก็อยู่ในมุมเงียบๆ ปั๊มนม เลี้ยงลูก สวยๆ ตามประสาคุณแม่ลูกอ่อน

               จะมาก็หนหลังมานี้ ที่เธอหมั่นเล่นโซเชียลมากขึ้น ด้วยลีลาที่ค่อนข้างแตกต่างจากพี่น้องอย่างเห็นได้ชัด เพราะเธอจะออกแนวอ่อนโยน อบอุ่น และให้กำลังใจคนในครอบครัวอันเป็นที่รัก ที่กำลังเจอกระแสพายุชีวิตถาโถมเข้าใส่มากกว่า

               อย่างช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ที่พี่ชายจ่อโดนคดี ‘ฟอกเงิน’ จากการปล่อยกู้แบงก์กรุงไทย น้องก็จัดแจงโพสต์รูปภาพคู่ ‘โอ๊ค’ พานทองแท้ผ่านที่เดิมในไอจี aimpintongta พร้อมข้อความบอก ‘รักและเคียงข้างเสมอ’

               หมดหน้าที่น้อง เอมก็ไปหน้าทำหน้าที่ลูกสาวต่อ โดยหากย้อนไปช่วงหลังจากผลิตทายาทให้แก่คุณตาแม้ว ออกมาชุดแรกเป็นฝาแฝด 2 สาว คือ น้องเอมิ พิณธารา เเละ น้องนานิ พิณนารา ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2557

               ตอนนั้นยังโพสต์ไอจี อวดของขวัญจากคุณตามายังหลานสาว ว่า “ขอบคุณมากนะคะปาปี้ รักที่สุด ️หลานน้อยรีบโตอีกนิดจะได้พาไปหาคุณตานะคะ”

               ต่อมาราวเดือนสิงหาคมปี 2558 เอมฟูมฟักลูกจนโตได้ที่ ก็หอบหิ้วเอาลูกทั้งสองไปเยี่ยม “ปาปี้” หรือ “แกรนด์ปา” ของหลานๆ โดยงวดนี้เธอและณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามี พร้อมลูกแฝด รวมน้องสาว คือ “อุ๊งอิ๊ง” ไปพบ “คุณตาแม้ว” ที่สิงคโปร์

               ภาพความอบอุ่นก็ออกสู่สายตาคนไทย ผ่านทางไอจีของ “น้าอิ๊ง” ที่ระบุว่า “ชี้อะไรคุณตาหยิบเข้ารถเข็นหมดเลยยยยย แต่พอถึงตอนจ่ายเงินเอ๊ะหายไปไหนตั้งหลายกล่อง ?” โดยมีผู้เข้ามากดไลค์และแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก

               หลังจากนั้น ตอนท้องลูกคนที่สาม ก็ได้ไปเยี่ยม “ปาปี้” อีกครั้งที่สิงคโปร์ พร้อมท้องที่โตใกล้คลอด จนกระทั่งช่วงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 เอมได้คลอดบุตรคนที่ 3 เพศชาย คือ “น้องวาคิณ” ชินวาคิณ ชินวัตร คุณากรวงศ์ ให้เป็นของขวัญคุณตาที่ได้หลานชายสมใจในที่สุด !

               และเช่นเคย ที่จะต้องหอบหิ้วกันอีกครั้ง แต่คราวนี้มาถึงกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ !

               โดยปรากฏเป็น “ภาพข่าวดัง” เมื่อช่วงวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา ในอิริยาบถอบอุ่น พร้อมคุณตา ‘ทักษิณ’ ระบุแคปชั่นว่า “With our most beloved man” ท่ามกลางคอมเมนต์ให้กำลังใจจำนวนมาก

               แต่ถามว่าทำไมถึงบอกว่าเป็น “ภาพดัง” ก็เพราะนัยของการมาหนนี้ ยังหมายรวมถึงกระแสข่าวการหนีศาลของ “ปู ยิ่งลักษณ์” ว่าน่าจะมีปลายทางที่แดนผู้ดีแห่งนี้

               คนไทยหลายคน เลยจับแว่นขยายส่องหา “คุณยายปู” ในภาพกันยกใหญ่ ถึงขนาดเดากันว่า ก็คนที่เป็นตากล้องคอยแชะภาพให้ พี่ชายและหลานๆ นั่นแหละ ไม่ผิดชัวร์ !

               แต่งานนี้ก็น่าคิด เพราะแต่ไรมา บ้านนี้จะนัดเจอหลานๆ ที่สิงคโปร์ใกล้ประเทศไทยเข้ามาหน่อย แต่การมาอังกฤษหนนี้ ถ้าไม่มีคน “สำคัญมาก” ถึง “มากที่สุด” รออยู่ ก็คงไม่หอบหิ้วลูกเล็กๆ 3 คน นั่งยาว 12 ชั่วโมง มาถึงนี่แน่ๆ

               หากถาม “เอม” คงตอบมาว่า ถ้าได้ไปเติมรอยยิ้มให้ผู้เป็นพ่อ หรือคุณตาของหลานๆ ต่อให้ไกลกว่านี้…ยังไงก็จะไปให้ถึง !

16 ล้านวิว!! “ฮักเขาสาอ้าย” ฝีมือ “อิ้นดี้” ม.ปลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/296239

16 ล้านวิว!! “ฮักเขาสาอ้าย” ฝีมือ “อิ้นดี้” ม.ปลาย

คนในข่าว  :  20 ก.ย. 2560
ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน, ภัคฐิราภร คงพรม, คนในข่าว, คมชัดลึก, นักเรียนมัธยม, อินดี้ มปลาย, เสกเพลงดัง, อิ้นดี้, ล้านวิว, ฮักเขาสาอ้าย, ฝีมือ

16 ล้านวิว!! “ฮักเขาสาอ้าย” ฝีมือ “อิ้นดี้” ม.ปลาย

 

ตลาดเพลงยุคดิจิตอล “ยูทูป” ได้ทำให้ช่องว่างเรื่องการเข้าถึงสื่อของค่ายเล็กค่ายใหญ่หมดไป เหมือนกับว่า ทุกคนที่เข้าสู่สนามการแข่งขัน ไม่มีใครได้เปรียบ เสียเปรียบ ทุกอย่างวัดกันที่เนื้องาน โดยมี “ยอดวิว” คอยตอบโจทย์ว่า สร้างงานได้เป็นที่ยอมรับของมหาชนหรือไม่?

ยูทูป มิเพียงให้ “โอกาส” ที่เท่าเทียมกัน หากแต่ยังจัดสรร “รายได้” ให้แก่ผู้สร้างงานตามจำนวนยอดวิวของผู้เข้าชม

พ.ศ.นี้ นักเรียนมัธยม Cover เพลงนักร้องดัง แล้วนำไปออกทางช่องยูทูป ยังมีคนฟัง 4-5 ล้านวิว บางคนร้องจนได้เงินจากยูทูปมาเป็นค่าเทอม ค่าหอพัก

 

16 ล้านวิว!! "ฮักเขาสาอ้าย" ฝีมือ "อิ้นดี้" ม.ปลาย

 

ไม่มีสิ่งใดขวางเส้นทางฝันของคนทุกชั้นชน หากมีพรสวรรค์หรือพรแสวง บวกความมุ่งมั่น โอกาสนั้นก็จะมาถึง เหมือน “นักเรียนมัธยม” กลุ่มหนึ่ง รวมตัวกันตั้งค่ายเพลงชื่อ “หลวงพระเนตร เรคคอร์ด” ทำเพลงออกมาเผยแพร่ทางยูทูป ช่วงเวลาไม่ถึง 6 เดือน มียอดวิวพุ่งไปถึง 16 ล้านวิว

เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ แต่มันได้เกิดขึ้นแล้วกับเพลง “ฮักเขาสาอ้าย” ร้องโดย “แป้ง” ภัคฐิราภร คงพรม นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนสมเด็จพิทยาคม อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์

“กะบ่แม่นนางฟ้า
บ่ได้งามปานได๋
ความสวยกะมีบ่หลาย
พอให้อ้ายสน”

16 ล้านวิว!! "ฮักเขาสาอ้าย" ฝีมือ "อิ้นดี้" ม.ปลาย

เสียงใสๆ สะอาดสะอ้านตามประสาสาวนักเรียน ม.ปลาย ดนตรีฟังง่ายแต่งาม คำร้องอาจไม่สละสลวยแต่กินใจ ทุกอย่างมันกลมกลืนลงตัว

ผู้ที่จุดประกายความฝันของเด็กๆ กลุุ่มนี้คือ “ไอซ์ หลวงพระเนตร” หรือ กีรติ พรมน้อย นักเรียน ม.4 โรงเรียนสมเด็จพิทยาคม

“ตั้งเเต่เด็กๆเลยคือ ผมฝันอยากจะเข้าไปทำงานในวงการบันเทิง อยากจะเป็นตลก ดารานักเเสดง เเละนักร้อง คือผมชอบในด้านนี้อยู่เเล้ว เเต่มีครั้งหนึ่งในตอนที่ผมอยู่ ป.6 ผมได้ยินเสียงเพลงของพี่ศิลปินคนหนึ่ง ก็คือพี่เพชร สหรัตน์ เเละในตอนนั้นเพลงที่พี่เขาออกซิงเกิลเพลง “อ้ายตายสิไห่นำบ่” ดังมาก เลยทำให้ผมสนใจที่อยากจะเป็นนักร้องมากขึ้น”

16 ล้านวิว!! "ฮักเขาสาอ้าย" ฝีมือ "อิ้นดี้" ม.ปลาย

 

นั่นเป็นความฝันของ “ไอซ์” เด็กบ้านนอกจาก ต.นามะเขือ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ (บ้านเกิดไอซ์ที่ ต.นามะเขือ อยู่ตรงพรมแดนของ อ.สหัสขันธ์กับ อ.สมเด็จ) เมื่อได้เข้ามาเรียนต่อ ม.1 โรงเรียนสมเด็จพิทยาคม เขาขอให้แม่ซื้อกีตาร์ให้

“หลังจากได้กีตาร์มาเเล้ว ผมก็หัดเล่นกีตาร์จนเป็น พอที่จับคอร์ดได้เเล้ว ผมก็เริ่มหัดเขียนเพลงตั้งเเต่อยู่ ม.1 โดยที่ผมไม่มีความรู้ในการเเต่งเพลงเลย เเต่ผมศึกษาในยูทูปบ้างว่า ต้องทำยังไงบ้างในการเเต่งเพลง เเต่ก็เเต่งไม่จบซักเพลง ผมก็เริ่มท้อบ้าง”

ด้วยความเป็นเด็กบ้านนอก ครอบครัวก็ฐานะปานกลาง ไอซ์แอบคิดว่า “ถ้าอยากเป็นศิลปินคงต้องเป็นเด็กในเมืองเท่านั้นถึงจะเป็นได้ เนื่องจากห้องอัดอะไรก็ไม่มี เเละผมก็ไม่รู้ว่ามันต้องเริ่มยังไงบ้าง บนเส้นทางนี้ จนทำให้ผมอยากเลิกละที่อยากจะเดินบนเส้นทางนี้”

16 ล้านวิว!! "ฮักเขาสาอ้าย" ฝีมือ "อิ้นดี้" ม.ปลาย

 

 

เมื่อเรียนชั้น ม.2 “ไอซ์” จึงตั้งใจเรียนมากกว่าเล่นกีตาร์ แล้ววันหนึ่ง เพลง “ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน” ของ ก้อง ห้วยไร่ ก็จุดไฟฝันของเขาให้ลุกโชนขึ้นมาในใจอีกครั้ง

“เรื่องราวชีวิตของพี่เขา ทำให้ผมรักในเสียงดนตรีเหมือนเดิม เเล้วกลับมาเขียนเพลงอีกครั้ง ผมก็เขียนจบ 2 เพลง เพลงเเรกคือเพลง “ไห่เจ้าโชคดี” ผมเคยลองร้องเพลงนี้ลงเฟซบุ๊ค กระเเสตอบรับไม่ดีเลย ไม่มีซักไลค์แคงเป็นเพราะเสียงของผมไม่ดี ผมเลยเลิกที่อยากจะเป็นนักร้อง”

จากนั้นมา “ไอซ์” ตั้งใจจะแต่งเพลงเหมือนครูสลา คุณวุฒิ เเล้วเขาก็แต่งเพลงที่สองเสร็จคือเพลง “ฮักเขาสาอ้าย” ไอซ์เคยส่งเพลงนี้ไปเสนอให้ค่ายเพลงอินดี้ค่ายหนึ่ง ผู้จัดการค่ายเขาก็ไม่มีท่าทีที่จะรับเพลงของเขา แค่เพียงเเค่ส่งสติ๊กเกอร์ยกนิ้วโป้งมาเท่านั้น

16 ล้านวิว!! "ฮักเขาสาอ้าย" ฝีมือ "อิ้นดี้" ม.ปลาย

 

 

ครั้นเข้าสู่ช่วง ม.3 ไอซ์ได้ไปดูหนังเรื่อง “ไทบ้านเดอะ ซีรี่ย์ฯ” ทำให้เขาอยากตั้งค่ายเพลงเองเสียเลย จึงชักชวนเพื่อนในห้องประมาณ 7-8 คน มาลงขันตั้งค่ายเพลง

“ปิดเทอมนี้ เรามาทำเพลงกัน โดยผมเสนอเพื่อนว่า ผมมีเพลงที่เเต่งไว้สองเพลงเลยอยากจะทำเพื่อความสนุกสนาน ไม่ได้หวังจะดังหรือจะได้คนดูอะไรเยอะเเยะ ผมได้ถามเรื่องค่าห้องอัดเพลงกับพี่คนหนึ่งไว้เเล้ว ราคาเพลงละ 6,000 บาท”

เพื่อนๆถามว่า “จะเอาเงินมาจากไหนไปทำ” ไอซ์เสนอไอเดียเล่นดนตรี “เปิดหมวก” หาทุนจนได้เงินก้อนหนึ่ง

“พวกเราเปิดหมวกจนได้เงินมาครบเลย เอาไปทำเพลงด้วยกัน ทำเอ็มวีทุกอย่าง พวกเราทำเองหมดครับ”

สำหรับชื่อ “หลวงพระเนตร เรคคอร์ด” นั้นมาจากลุงคนหนึ่งที่เป็นตำรวจ เคยทำวงดนตรีชื่อหลวงพระเนตร

16 ล้านวิว!! "ฮักเขาสาอ้าย" ฝีมือ "อิ้นดี้" ม.ปลาย

“เเกบอกให้ผมเอามาตั้งชื่อค่าย คำว่าหลวงพระเนตร หมายถึงหลวงตา ผมว่ามันอินดี้ดี เลยเอามาตั้งชื่อค่ายครับ”

ในช่วงฤดูร้อน เด็กๆ มีใจรักทางดนตรี ได้มีโอกาสสร้างงานเพลงซิงเกิลแรก ก่อนจะเปิดเทอมใหม่ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในวัย ม.ปลาย

ประมาณกลางเดือน พ.ค.2560 “ไอซ์” เริ่มปล่อยเพลงฮักเขาสาอ้าย ทางยูทูป และโพสต์ในแฟนเพจหลวงพระเนตร เร็คคอร์ด ผ่านไป 4 สัปดาห์ ยอดวิวเพลงฮักเขาสาอ้ายแตะ 5 หมื่นวิว ทีมงานหลวงพระเนตรรู้สึกตื่นเต้น และใช้กลยุทธ์เฟซบุ๊คไลฟ์ มีแป้งและเพื่อนๆ มาร้องสด เพื่อปั่นยอดวิว

16 ล้านวิว!! "ฮักเขาสาอ้าย" ฝีมือ "อิ้นดี้" ม.ปลาย

ย่างเข้าสู่ปลายเดือน มิ.ย. เพลงฮักเขาสาอ้าย ทะยานสู่ 5 ล้านวิวอย่างน่าอัศจรรย์ และบริษัทเวิร์คพอยท์ ติดต่อมาเชิญให้ไปประกวดในรายการไมค์ทองคำหมอลำฝังเพชร ซึ่งเทปรายการที่มีแป้งร้องเพลงฮักเขาสายอ้าย ได้มีการออกอากาศไปเมื่อ 2 ก.ย.นี้

“ผลมันเกินคาด ยอดวิวมันพุ่งถึง 16 ล้านวิว ทำให้ผมดีใจมาก เเละอยากจะทำเพลงต่อไป”

11 ปีแห่งความหลัง”บิ๊กบัง”เสียของ แปรเป็นพิมพ์เขียว”บิ๊กตู่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/296225

11 ปีแห่งความหลัง”บิ๊กบัง”เสียของ แปรเป็นพิมพ์เขียว”บิ๊กตู่”

คนในข่าว  :  20 ก.ย. 2560
รัฐประหาร 2557, รัฐประหาร 2549, โค่นรัฐบาลทักษิณ, ทักษิณ ชินวัตร, 11 ปีรัฐประหาร, โค่นระบอบทักษิณ, 19 กันยา, 19 กันยายน 2549, รัฐประหาร 19 กันยายน 2549, พลอสนธิ บุญยรัตกลิ, บิ๊กบัง พลอสนธิ, บิ๊กบัง, ทักษิณ, ข้อความที่่, กันยา, ผู้เปิดฉากภาค

ข้อความที่่ “ทักษิณ” เตือนความจำครบรอบ 11 ปี 19 กันยา ไม่ว่าจะสื่อถึงใคร หนึ่งในนั้นคนไทยต้องนึกถึง “บิ๊กบัง” ผู้เปิดฉากภาค 1 แห่งการโค่นล้มระบอบทักษิณ

               แม้ว่า 11 ปีก่อน ที่เกิดรัฐประหาร 2549 นั้น จะถูกเรียกว่า “เสียของ” แต่ถ้ามองในมุมคนไม่เอาทักษิณ ต้องนับได้ว่าปฏิบัติการเวลานั้น คือ ภาคแรกของรัฐประหาร 2557 อันเป็นภาค 2 ในเวลานี้

               และทำให้นิยามของบ้านเมืองเรา ณ ปัจจุบัน อยู่ในบริบทที่คนไทยเกือบค่อนประเทศ “ถูกอกถูกใจ” เคลิบเคลิ้มจนเกือบลืมไปว่า บางทีถ้าไม่มีวันนั้น อาจจะไม่มีวันนี้ก็ได้!

               เหมือนๆ จะลืมเลือนกันไปแล้ว แต่หลายคนยังจำกันได้ วันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ถูกยึดอำนาจขณะปฏิบัติภารกิจอยู่สหรัฐอเมริกา

               อยู่ๆ ช่วงค่ำ จอทีวีไทยก็มีหน้าทักษิณออกมาอ่านประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพฯ จากนครนิวยอร์ก แต่ไม่ทันไรสัญญาณก็ถูดตัดมาเป็นหน้าของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หรือ “บิ๊กบัง” ผบ.ทบ. ในขณะนั้นแทน

               วันนั้นภาพของบิ๊กบัง ที่ออกมาอ่านประกาศของ “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” หรือ คปค.ที่ภายหลังแปรสภาพเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.ทำให้คนไม่เอาทักษิณหลายคน จดจำว่าเป็น “ฮีโร่”

               ซึ่งเป็นที่มาของการที่รุ่งขึ้นประชาชนกรูกันไปมอบดอกไม้ ถ่ายรูปร่วมกับรถถังและทหารที่ประจำการตามจุดต่างๆ ราวกับเป็นอีเวนท์บันเทิง มอบให้คณะรัฐประหารชุดที่ 13

               ส่วนว่าจะเป็นการจัดฉากหรือไม่ก็ตามแต่ วันนี้เราได้เห็นแล้วว่า ความชื่นชมโสมนัสนั้น…มีอยู่จริง!

               โดยเฉพาะกับตัวของบิ๊กบังเวลานั้น หลายคนถึงกับต้องไปค้นประวัติว่าทำไมเขาถึงได้กล้าล้ม “ทักษิณ ชินวัตร” คนที่อำนาจล้นเหลือจนนึกภาพไม่ออกว่าจะลงจากบัลลังก์ยังไงไหว

               แถมก่อนหน้านั้น บิ๊กบังเอง ก็เคยเจอถามดักคอจากเสี่ยแม้วไปสองสามรอบก่อนหน้านั้น และหากย้อนไปดูโพรไฟล์ผู้บัญชาการทหารบกของไทยคนแรกที่มาจากชาวไทยมุสลิมคนนี้ ขณะเป็นทหารสายรบพิเศษ นั่งบัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษและ ผช.ทบ. นั้นมีผลงานมากมายค้นได้ไม่ยากจนมาได้นั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ. ก็เพราะทักษิณแต่งตั้งเข้ามา

               ดังนั้นการทำรัฐประหารในครั้งนั้นจึงถือว่าเซอร์ไพรส์อย่างมาก สำหรับคนไทยทั่วไปที่รับรู้ข่าวสารผิวเผิน แต่ที่น่าสนใจคือ จนถึงทุกวันนี้เหตุผลที่พ ล.อ.สนธิ ทำรัฐประหารครั้งนั้นก็ยังคงคาใจหลายคนในเวลานี้

               ที่ตอบได้ในฐานะหัวหน้า คปค. คือไม่ต้องการให้คนไทยแตกแยก แต่เหตุผล “เบื้องลึก” ข้างในยังคงลึกลับดำมืดพอๆ กับ วรรคทองที่เขาเคยพูดว่า “ถึงตายก็ตอบไม่ได้” และต่อมาช่วงปี 2555 เขายังออกมาบอกว่าตนนั้นได้เขียนหนังสือแฉปฏิวัติ 2549 ที่จะพิมพ์ภายหลังจากที่เสียชีวิตลง ถึงเวลาก็ไปหาคำตอบในนั้นกันเอง!

               ก็ไม่รู้ว่าในเล่มนั้นจะมีคำอธิบายว่าทำไมรัฐประหารของเขาถึง “เสียของ” หรือไม่ เพราะหากถามคนไทยภาพติดตา คือบิ๊กบังทำตามสัญญาแค่เรื่องเดียวคือ “อยู่ไม่นาน” เพียง 2 สัปดาห์ ผ่องถ่ายไปให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี มาเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 24

               แต่หลังจากนั้น บิ๊กบังฉายแววหลงการเมืองตั้งแต่หลังเกษียณอายุราชการ 2550 ไม่เพียงกลับมาเป็นลูกน้องของพล.อ.สุรยุทธ์ ในฐานะรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ที่จี๊ดสุดๆ คือ เพียงไม่กี่เดือน พรรคของคนที่บิ๊กบังโค่นล้ม ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งในชื่อพรรค “พลังประชาชน” ที่ชนะในการเลือกตั้งปี 2550

               นั่นแหละจึงเป็นที่มาของคำว่า “เสียของ”!!!

               และเพื่อให้เจ็บเข้าไปอีก หลังจากนั้นกระแสที่บิ๊กบังจะทำงานการเมืองก็แรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะข่าวการเข้าร่วมกับพรรคมาตุภูมิของ ดร.มั่น พัธโนทัย พร้อมด้วยสมาชิก ส.ส.กลุ่มวาดะห์ และกลุ่มปากน้ำของ วัฒนา อัศวเหม ที่ย้ายเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคด้วยกันหลังพรรคใหญ่ถูกยุบในปี 2551

               พรรคมาตุภูมิมีบทบาทตอนนั้นคือ ส.ส.ทั้ง 3 คนของพรรค ลงมติสนับสนุน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็นนายกฯ ช่วงปี 2551 แต่ภายหลังตอนปี 2553 ก็ได้เข้าร่วมรัฐบาลประชาธิปัตย์ ดร.มั่น พัธโนทัย ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

               จนมาถึงยุคที่บิ๊กบังออกหน้าเต็ม ประกาศขอล้ำเข้าไปในเส้นทางการเมืองเต็มรูปแบบ! ด้วยการนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค โดยมีอดีต ส.ส.ที่แตกออกจากพรรคเพื่อแผ่นดินบางส่วนให้การสนับสนุน ตั้งเป้าทำพรรค ส.ส.มุสลิมชายแดนภาคใต้

               บิ๊กบังยังคงเดินหน้าลงเลือกตั้งปี 2554 ในฐานะส.ส.บัญชีรายชื่อ จนได้ส.ส.มาเท่าๆ เดิม 3 คนแถมเจ้าตัวยังได้ไปนั่งเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร

               พูดง่ายๆ ว่ามาลงเรือลำเดียวกับพรรคที่เขาทำให้เจ้าของตัวจริงระเห็จไปต่างแดน…เสียอย่างนั้น!

               แต่แล้วเรื่องราวต่างๆ นานา ก็ได้เกิดขึ้นจนนำมาสู่รัฐประหารภาค 2 ในปี 2557 ด้วยการยึดอำนาจของ คสช. ที่จนถึงวันนี้ โรดแม็พก็ยังตัดถนนต่อทางไปเรื่อยๆ จนไม่แน่ใจว่าถ้าต้องรอจนถึงวันเลือกตั้งตามสัญญา คสช. ไม่รู้บิ๊กบังจะรอไหวไหม ปีหน้าก็ย่างเข้ารอบที่ 6 แล้ว

               แต่ที่แน่ๆ ข้อความที่่ “ทักษิณ” ทวิตล่าสุด ย้ำเตือนความทรงจำเกี่ยวกับครบรอบ 11 ปี 19 กันยา ว่า “หวังว่าความทรงจำของสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 11 ปีก่อน จะไม่เลือนหายไปจากหัวใจคนไทย”

               ไมว่าจะสื่อถึงใครก็ตาม แต่หนึ่งในนั้นคนไทยต้องนึกถึง “บิ๊กบัง” ผู้เปิดฉากภาค 1 แห่งการโค่นล้มระบอบทักษิณ แถมยังเป็นเจ้าของบทเรียนที่ทำให้ คสช. ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำมาเขียนพิมพ์เขียวไว้ละเอียดยิบ ไม่ให้เสียของซ้ำรอยเด็ดขาด!!!

ลุงตู่..รู้จักมั้ย? “เจ๊สมทรง” บ้านใหญ่ “ยุดยา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/296170

ลุงตู่..รู้จักมั้ย? “เจ๊สมทรง” บ้านใหญ่ “ยุดยา”

คนในข่าว  :  19 ก.ย. 2560
นายก อบจกรุงเก่า 3 สมัย, สโมสรฟุตบอลอยุธยา ยูไนเต็ด, ครมสัญจรอยุธยา, พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา, กรุงเก่า, เจ๊สมทรง อยุธยา, สมทรง พันธุ์เจริญวรกุล, สมทรง พันธุ์เจริญวรกุล นายก อบจอยุธยา, ยุดยา, เจ๊สมทรง, บ้านใหญ่, สมัย

 “พันธ์เจริญวรกุล” เป็นครอบครัวนักการเมืองโดยแท้ “เจ๊สมทรง” เอง ก็ครองเก้าอี้นายก อบจ.กรุงเก่า มา 3 สมัย แล้วทำไมจะเชิดใส่ ครม.สัญจรของลุงตู่ไม่ได้!!!

               นายกฯ ลุงตู่ ลงทุนเดินหาเสียงในเขตเลือกตั้ง “ลุ่มท่าจีน-เจ้าพระยา-ป่าสัก” เที่ยวนี้โกยแต้มไปเยอะ โดยเฉพาะที่สุพรรณบุรี เมื่อนักการเมืองแห่งค่ายสุพรรณบุรี เอฟซี ยกขบวนมาตั้งแถวรอต้อนรับ แถมหยอดคำหวานๆให้ลุงตู่เคลิ้มไปเหมือนกัน

               ครั้นมากรุงเก่า สถานการณ์เปลี่ยนไป ไม่มีนักการเมืองมา “อวย” เหมือนบรรหารบุรี เพราะกรุงศรีฯ มีแต่นักการเมือง “เสื้อแดง”

               แม้แฟนเพจทีมงาน Gen.Prayut Chan-o-cha ได้โพสต์ภาพพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ,พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์พบปะอดีต ส.ส.อยุธยา และผู้นำส่วนท้องถิ่นได้แก่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายกเทศมนตรีอยุธยา เพื่อรับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประชาชนในพื้นที่

               แต่ทีมงานลุงตู่ ก็ไม่บรรยายให้ละเอียดว่า มีใครบ้าง? ลองส่องดูภาพอย่างละเอียด หาเท่าไหร่ก็ไม่พบหน้า “เจ๊สมทรง” สมทรง พันธุ์เจริญวรกุล นายก อบจ.อยุธยา (คนตามภาพ)

ลุงตู่..รู้จักมั้ย? "เจ๊สมทรง" บ้านใหญ่ "ยุดยา" 

               ตามฐานข้อมูล อดีต ส.ส.ปี 2554 ของกรุงเก่า ทั้ง 5 คนนั้น แยกเป็นพรรคเพื่อไทย 4 คน และพรรคชาติไทยพัฒนา 1 คน แต่ตอนหลังอดีต ส.ส.พรรคบรรหาร ย้ายมาสังกัดเพื่อไทย เลยเท่ากับพรรคของทักษิณยึดเต็มพื้นที่

               แถมท้องถิ่นก็สายเพื่อไทย ทั้ง สมทรง สรรพโกศลกุล นายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา และ “เจ๊สมทรง” นายก อบจ.อยุธยา

ลุงตู่..รู้จักมั้ย? "เจ๊สมทรง" บ้านใหญ่ "ยุดยา" 

               การเมืองในอยุธยา หลังจากพ้อง ชีวานันท์ อดีต ส.ส. 4 สมัยได้เสียชีวิตไปเมื่อต้นปี 2559 เท่ากับว่า จบสิ้นผู้สืบทอดมรดกการเมืองของมนตรี พงษ์พานิช

               “พ้อง” เป็นเพื่อนรักของมนตรีสมัยทำงานร่วมกันอยู่ที่บริษัทบี.กริมแอนด์โก พ้องมาทำงานการเมืองหลังฉากในฐานะที่ปรึกษามนตรีอยู่นาน ก่อนจะลงสมัคร ส.ส.อยุธยา

               หลังสิ้นมนตรี พงษ์พานิช อดีตหัวหน้าพรรคกิจสังคม การเมืองกรุงเก่าก็อยู่ใต้ร่มเงาตระกูล “พันธุ์เจริญวรกุล” บ้านใหญ่แห่งวังน้อย

ลุงตู่..รู้จักมั้ย? "เจ๊สมทรง" บ้านใหญ่ "ยุดยา" 

               ทุกวันนี้ ใครขับรถผ่าน อ.วังน้อย จะมองเห็นปั๊ม ปตท. และร้านกาแฟสตาร์บัค สาขาบ้านใหญ่นั่นแหละคือ อาณาจักรธุรกิจของ “เจ๊สมทรง” หรือ สมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายก อบจ.อยุธยา ซึ่งเจ๊สมทรงเป็นนายก อบจ.มา 3 สมัยแล้ว โดยสมัยหลังสุด ลงสนามแบบไม่มีคู่แข่ง

               “พันธ์เจริญวรกุล” เป็นครอบครัวนักการเมือง เพราะเล่นการเมืองทั้งระดับชาติ และท้องถิ่น ตั้งแต่ทั้งลูกชาย ลูกสาว ยันลูกเขย

               “เจ๊สมทรง” เป็นคนวังน้อยโดยกำเนิดครอบครัวทำธุรกิจค้าไม้ และค้าวัสดุก่อสร้าง สร้างฐานะจนเป็นปึกแผ่น

               สามีผลักดันให้เจ๊สมทรง ลงสมัครผู้ใหญ่บ้าน ก็เป็นผู้ใหญ่บ้านมายาวนาน และเป็น “หัวคะแนน” คนสำคัญของมนตรี พงษ์พานิช ในพื้นที่ อ.วังน้อย

               ปี 2544 เจ๊สมทรง ส่งลูกสาว “สุวิมล” ลงสมัคร ส.ส.เขต 3 (วังน้อย,อุทัย และภาชี) ในนามพรรคไทยรักไทยปี 2550 “สุรศักดิ์” มารับไม้ต่อจากพี่สาว เป็น ส.ส.ผูกขาดเขต 3 อยุธยา

ลุงตู่..รู้จักมั้ย? "เจ๊สมทรง" บ้านใหญ่ "ยุดยา" 

               วันนี้ อดิศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล อดีต ส.จ.เขต 3 วังน้อย เป็นผู้บริหารสโมสรฟุตบอลอยุธยา ยูไนเต็ด ร่วมกับเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร อดีต ส.ส.อยุธยา เขต 1

               สรุปว่า “เกื้อกูล” อดีต ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา ได้มาซบมุ้งวังน้อยของเจ๊สมทรง ถ้ามีการเลือกตั้งสมัยหน้า คงได้ไฟเขียวให้ลง ส.ส.เขต 1 แม้ว่าจะมี สุรเชษฐ์ ชัยโกศล อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ขวางทางอยู่

               เชื่อว่า บารมีเจ๊สมทรง นายก อบจ.กรุงเก่า 3 สมัย คงจะหนุนให้เกื้อกูลได้ลงสนามเป็นตัวจริง

วาจาคนสุพรรณ “วราวุธ” ลูกป๋าเติ้ง เลือกตั้ง..เมื่อไหร่ก็ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/296095

วาจาคนสุพรรณ “วราวุธ” ลูกป๋าเติ้ง เลือกตั้ง..เมื่อไหร่ก็ได้

คนในข่าว  :  19 ก.ย. 2560
ครมสัญจรสุพรรณบุรี, บิ๊กตู่นำครมสัญจร โ, นายกฯ ตู่ ไปสุพรรณ, เติ้งเสี่ยวหาร, มังกรเติ้ง, คนสุพรรณ, บรรหารล้วงลูก, หลงจู๊ บรรหาร, หลงจู๊, บรรหาร ศิลปอาชา, พรรคชาติไทยพัฒนา, ลูกท็อป, วราวุธ ศิลปอาชา, ท็อป วราวุธ, วราวุธ, ก็เมื่อนั้น

ลูกท็อปไม่เคยที่จะผลีผลามออกอาการแรงๆ ว่าอยากนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาเหลือเกินแล้ว จะมีเลือกตั้งเมื่อไหร่ “ก็เมื่อนั้น” ตอนนี้ขอไปเอาดีทางกีฬาดีกว่า

               วันที่ครม.สัญจรของนายกฯ ตู่ และคณะไปถึงแดนมังกร สุพรรณบุรี แล้วไปแวะกราบสักการะหลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์ ซึ่งเจอพระท่านทักทายมาว่า ให้แบมือให้ว่าง ต้องรู้จักปล่อยวาง จึงจะมีชัยชนะทุกข์ทั้งปวง ปรากฏว่า พอนายกฯ รับทราบ สาธุ! เท่านั้น เรื่องดีๆ ก็เข้ามาหาถึงที่!!

               เมื่อนายกฯ ลุงตู่ เดินทางไปถึงโรงเรียนเกษตรกรชาวนาจังหวัดสุพรรณบุรี บริเวณสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ได้เจอบรรดาคนใหญ่แห่งพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) หรือจะเรียกว่าเป็นเจ้าบ้านแดนสุพรรณ ออกมาต้อนรับคณะของนายกฯ กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

               โดยเฉพาะทายาทมังกรเติ้ง “บรรหาร ศิลปอาชา” ซึ่งก็คือ “ท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา แกนนำพรรค ที่หลายคนจับตาว่า วันนี้จะโชว์ฟอร์มสดอะไรบ้าง ว่าแล้ว “วราวุธ” นำทีมพรรคชาติไทยพัฒนา เสนอแนวทางเกษตรให้นายกฯ ประยุทธ์ฟัง เพราะคนสุพรรณทั้งเมืองอยากได้ราคาข้าว 15,300 บาท เพราะคุณภาพชีวิตชาวนาที่ดีขึ้นคือความมุ่งหวังของทุกคน

               หลังจากนั้นนายกฯ ร่ายยาว แต่ขอคัดมาสั้นๆ ว่า “ฝากกับพี่ประภัตร ฝากกับท็อป ฝากกับปริศนานันทกุล ผมขอฝากความหวังไว้ที่ทุกคน เราจะต้องไม่ขัดแย้งกันอีก เราต้องเดินหน้าให้ได้”

               ฉับพลัน เก๋าเกมอย่าง ประภัตร โพธสุธน แกนนำพรรคชาติไทยได้ทีตอบกลับไปบ้างว่า

               “ถ้าประเทศยังไม่ปรองดองก็ไม่ต้องเลือกตั้ง พวกเรารอได้ แต่มีข้อแม้ว่า นายกฯ ต้องลงพื้นที่บ่อยๆ” ถึงตรงนี้ก็เรียกเสียงฮาจากแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนาพร้อมรอยยิ้มชื่นมื่นฉาบอยู่บนหน้ากันพรึ่บ!! แต่ในใจคิดอะไรก็ไม่รู้สินะ

               โดยเฉพาะกับ “ลูกท็อป” ในฐานะคนที่หลายฝ่ายฟันธงว่าจะเป็นหัวหน้าพรรคคนต่อไป แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ตกลงปลงใจสักที

               จนหลายคนแอบคิดว่าเห็นเงียบๆ แบบนี้ ฤาลูกท็อปจะหน่ายการเมืองเสียแล้ว!

               หากจำกันได้ย้อนไปหลังช่วงที่ “เติ้งเสี่ยวหาร” ลาจากไป ข่าวการเฟ้นหาหัวหน้าพรรคคนใหม่มาแทนฟุ้งกระจายไปทั่วว่ายังไงก็หนีไม่พ้นบุตรชายคนสุดท้องของเขาคนนี้ที่ชื่อ “ท็อป” ถึงขนาด ผู้ใหญ่ทางพรรคก็ออกมารับตรงๆ ว่ากำลังดันกันอยู่ ด้วยเห็นว่าเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่และมีประสบการณ์การเมืองอยู่พอสมควร เคยเป็นถึงอดีตรัฐมนตรีช่วยคมนาคม

               แต่ตอนนั้นเจ้าตัวก็ไม่หืออือมากนัก ยังตอบเลี่ยงๆ ไปเรื่อยๆ ยิ่งพอจู่ๆ ช่วงกลางปีที่ผ่านมาก็มีกระแสข่าวถาโถมเข้ามาว่าคนใหญ่จากฝั่งพรรคเพื่อไทย กำลังจะเทกโอเวอร์พรรคชาติไทยพัฒนาไปไว้ในกำมือ

               หลายคนก็ฟันธงว่าคาดไม่ผิด สิ้นหลงจู๊แล้ว ยังต้องมาสิ้นพรรคไปด้วยครานี้ ที่สุด “ลูกท็อป” ทนไม่ไหวต้องออกโรงแจงเองว่า พรรคนี้ไม่ได้มีไว้ขาย!!

               แต่เรื่องนี้แม้ว่าจะจบเรื่อง “ขายไม่ขาย” ไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ประเด็นเรื่อง “หัวหน้าพรรค” จบลง ว่าแล้วเสี่ยท็อปแจงอีกทีว่าแม้พรรคจะยังไม่ได้หัวหน้าพรรค แต่ทุกคนรักใคร่กลมเกลียวกันดี แถมยังมีขุนพลที่แข็งแกร่งอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ประภัตร โพธสุธน, จองชัย เที่ยงธรรม, นิกร จำนง และสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล

               อีกอย่าง พรรคชาติไทยพัฒนาไม่ใช่มรดกของพ่อ แต่เป็นมรดกของผู้บริหารพรรคและพวกเราทุกคน คนจะนำพรรคไม่จำเป็นต้องนามสกุลศิลปอาชา!! อื้อหือ! กล่าวมาถึงตรงนี้หลายคนครางฮือ….เกือบจะลุกขึ้นปรบมือให้อยู่แล้ว!

               มาตอนหลังลูกชายหลงจู๊ก็มาลงท้ายในท่วงทำนองว่า แต่ถ้าจะให้ตนเป็นหัวหน้าพรรค ก็ต้องมั่นใจก่อนว่าจะสามารถนำพาพรรคไปได้อย่างเข้มแข็ง

               แข็งขนาดไหน? ไม่รู้! เทียบพ่อได้หรือไม่? ไม่แน่! แต่ที่แน่ๆ คนละสไตล์กับพ่อชัดเจน!!! ไอ้ที่จะมานั่งชี้นิ้วสั่งๆๆ “ล้วงลูก” ทุกเรื่อง เห็นจะไม่ได้แล้ว

               พูดง่ายๆ ว่า พรรคชาติไทยพัฒนาในยุคของคนชื่อ ท็อป วราวุธ นั้น จะต้องเป็นยุคของ “นิวบลัด” ชัดเจน คือบริหารแบบทีมเวิร์ก!!

               ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำนองนี้หรือไม่ ที่ทำให้ลูกท็อปไม่เคยที่จะผลีผลามออกอาการแรงๆ ว่าอยากนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคเหลือเกินแล้ว แต่เลือกที่จะรอให้ถึงเวลาสุกงอม จนได้ที่มากกว่า

               ดังนั้นระหว่างที่พักงานการเมืองเลยไปสร้างสมความรักความสามัคคีให้แก่ผู้คนด้วยการกีฬา โดยด้านหนึ่งเขายังเป็นประธานสโมสรฟุตบอลสุพรรณบุรี เอฟซี สโมสรที่อยู่คู่ชาวสุพรรณมากว่า 20 ปี โดยลูกท็อปเข้ามาดูตั้งแต่ปี 2557

               ตอนนั้นรู้กันหรือไม่ว่า “ท็อป วราวุธ” เข้ามาแบบไม่รู้อะไรเลย แต่ด้วยหัวใจนักสู้ วันนี้วราวุธเป็น “บิ๊กท็อป” ของ “ช้างศึกยุทธหัตถี” ที่พาทีมลุยฟาดแข้งในสังเวียนฟุตบอลไทย ชนิดเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แม้ยังไม่ถึงขึ้นคว้าแชมป์ แต่ความแข็งแกร่งของทีมก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

               แน่นอนว่าแม้จะแตกต่างจากงานการเมืองที่ได้ติดตามพ่อบรรหารไปทุกที่ นับแต่ยังตัวน้อยๆ แต่สโมสรกีฬาก็ต้องใช้แรงใจ แรงทุนในการทำทีมทำศึก! ไม่ต่างจากการทำพรรคการเมือง!

               อย่างช่วงต้นปีเพิ่งฉลองครบสองทศวรรษ เจ้าตัวลั่นว่า “เรามีความกระหายที่จะทำผลงานให้ดีกว่าเดิม และเราหวังว่าการทำงานหนักของทุกๆ คนในสโมสรจะทำให้แฟนบอลทั้งจังหวัดมีความสุข”

               ดูทรงแล้ว ออร่าบารมีสาดแสงจ้าพอๆ กับตอนที่ “หลงจู๊” เคยนั่งสั่งงานในพรรค ไม่มีผิด!!

               ดังนั้นแฟนการเมืองให้สบายใจได้เลยลูกท็อปไม่ทิ้งไปไหนแน่ๆ รอดูก็แล้วกัน

ระเริงลอนดอน “ตาทักษิณ” พบหลานรัก เอ๊ะ! “ตาป้อม” เกี่ยวไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/295953

ระเริงลอนดอน “ตาทักษิณ” พบหลานรัก เอ๊ะ! “ตาป้อม” เกี่ยวไร?

คนในข่าว  :  18 ก.ย. 2560
ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก, ทักษิณ ชินวัตร, อดีตนายกฯทักษิณ, เสี่ยแม้ว, ทักษิณ, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, บิ๊กป้อม พลอประวิตร, พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ, บิ๊กป้อมไปอังกฤษ, ยิ่งลักษณ์หนี, ยิ่งลักษณ์หนีออกนอกประเทศ, บิ๊กป้อม, พลอประวิตร รัฐมนตรีกลาโหม, ตาทักษิณ, ตาป้อม

หากยิ่งลักษณ์จะใช้ความมั่งคั่งของพี่ชาย ขอรับรองสถานะผู้ลี้ภัยไปยังประเทศอังกฤษ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่จะแปลก็ตรงบิ๊กป้อม ดอดไปอังกฤษตอนนี้พอดิบพอดี สิน่า…

               ไปจนกลับมาแล้ว คำถามยังไม่จบสิ้น เรื่องที่ “บิ๊กป้อม” ไปเยือนอังกฤษครานี้ ยิงตรงเลยดีกว่า ว่างานนี้ไปเพื่อพบ ทักษิณ ชินวัตร เรื่องที่น้องสาวหนีหายไปพักพิงยังแดนผู้ดี…ใช่หรือไม่ ?

               แต่คำตอบก็ยังคงเดิมเหมือนกัน คือ “ไม่ !!” โดยต้องแจงทั้งขาก่อนไป และขากลับ ช่วงวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา ว่าเรื่องที่คณะของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปอังกฤษช่วงวันที่ 12-15 กันยายน ที่ผ่านมานั้น

               ไปเพื่อ “กระชับ” และ “ขยาย” ในส่วนของความสัมพันธ์ และความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกัน ที่บอกว่าไปเรื่องสองพี่น้องชินวัตรนั้น มันงานมโนทั้งสิ้น

               ก็จะไม่ให้มโนได้ยังไง งานนี้ทั้งนักข่าวสายทหาร หรือสายไม่ทหาร จั่วหัวกันไปทั่วว่า ฝ่ายบิ๊กสีเขียวของเรา ดอดบินไปก่อน กับเครื่องบินส่วนตัว ก่อนคณะเสียอีก

               แถมตอนนี้ “ทักษิณ” ก็อยู่อังกฤษ พร้อมลูกสาวและลูกเขยกับหลานๆ ด้วยอีก 3 คน ยืนยันด้วยภาพจากไอจี เอม พินทองทา ชินวัตร ในอิริยาบถอบอุ่นกับบิดาและครอบครัว

               แต่งานนี้ หากมองเป็นสองรูปการณ์ เป็นไปได้ทั้งสองทาง คือ เป็นงานมโนที่มี “มูล” เนื่องจากกลิ่นข่าวลือที่ฝ่ายทหารเออออห่อหมกให้ปูติดปีก ก็แรงมาแล้วก่อนหน้านี้

               ส่วนจะมองว่าเป็นเพียง “ความบังเอิญ” ที่ภารกิจของบิ๊กป้อมกับเสี่ยแม้ว บังเอิญมาตรงกันพอดีในสถานที่เดียวกัน ก็เป็นไปได้ เพราะแดนผู้ดีแห่งนี้ ใครๆ ก็ไปได้

               อย่างบิ๊กป้อม เอาเข้าจริงๆ ก็ได้รับเทียบเชิญจากทางอังกฤษ มาแล้วถึง 3 ครั้ง ในรอบ 14 เดือน !!!

               ก่อนหน้านี้ ช่วงกรกฎาคม 2559 และอีก 2 เดือนต่อมา โดยทั้งหมดรวมหนนี้ นอกเหนือจากวาระความร่วมมือประดามีแล้ว ยังเหมือนไปวินโดว์ช็อปปิ้ง ซึ่งไม่ใช่ที่ย่านออกซ์ฟอร์ดสตรีท แต่เป็นการชมบรรดาอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่ทางอังกฤษภูมิใจเสนอ !!

               เพียงแค่นี้ ภารกิจก็แน่นยิ่งกว่าดาราคิวทอง จะเอาเวลาไหนไปนั่งคุย “ดีลลับ” กับเสี่ยแม้ว เรื่องเหลวไหลสิ้นดี !!

               ยิ่งพอหันไปดูข้างรายนั้น ถ้าคิดว่าใครไปอังกฤษแล้วจะต้องไปพบ ไปคุย ก็คงเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากว่า หรืออดีตนายกฯ ไทยจะกลายเป็นทูตที่คนไทยต้องไปคารวะเสียแล้ว

               ทั้งๆ ที่จริงๆ สำหรับเสี่ยแม้วแล้ว เขาแทบจะใช้อังกฤษเป็นบ้านก็ว่าได้ !!

               อย่างล่าสุด ก็เพิ่งฉลองวันเกิดวัย 68 ที่แดนผู้ดีแห่งนี้ เมื่อ 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา หากจำกันได้วันนั้นเจ้าของวันเกิดยังได้รับเซอร์ไพรส์จากลูกสาว อิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร จัดให้คนสนิท พากันมาอวยพรกันชื่นมื่น ชื่นใจ

               ยิ่งถ้าหากย้อนไปปีก่อนหน้า เสี่ยแม้วก็จัดงานฉลองเบิร์ธเดย์ที่อังกฤษเหมือนกัน ปีนั้นน้องปู ยังลงทุนอัดคลิปร้องเพลงออกเฟซบุ๊ก “เพลงของเธอ” มอบเป็นของขวัญวันเกิดวัย 67 ให้พี่ชาย พร้อมข้อความว่า

               “เรามีข้อจำกัดที่เหมือนกัน คือน้องไปได้ทุกที่ในประเทศไทย ยกเว้นต่างประเทศ พี่ชายก็เดินทางไปได้ทุกประเทศ ยกเว้นประเทศไทย อยากจะบอกว่าความรู้สึกนั้นมันทรมานมากค่ะ..”

               แต่พอมาถึงตรงนี้ ทุกคนเลยอดกลับมามโนแจ่มอีกครั้งไม่ได้ว่า หรือบิ๊กป้อม จะมาจริงๆ หว่า !!

               เพราะประโยคทองของน้องปูนี้ เชยไปเสียแล้ว ดังที่หลายคนคาดการณ์กันว่า นอกจากเสี่ยแม้วจะอาศัยกินนอนอยู่ที่อังกฤษ ชนิดที่อาจจะใช้ทั้งหมดอีกครึ่งชีวิตที่เหลือที่นั่น ตามที่กล่าวมาข้างต้น

               ฝ่ายน้องสาวเองก็คงจะตกอยู่ในที่นั่งเดียวกัน และก็เป็นอังกฤษนี่แหละที่จะฝากชีวิตไว้

               โดยนับแต่หายตัวไปไม่โผล่ที่ศาลวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทุกคนฟันธงพร้อมกันว่า พี่ชายต้องเดินเรื่องขอสถานะผู้ลี้ภัยให้น้องสาวแน่ๆ และก็ต้องเป็นที่ประเทศอังกฤษ เช่นเดียวกับตนเอง ที่ว่ากันว่านับแต่คืนแรกของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อังกฤษก็คือที่แรกที่ทักษิณคิดที่จะขอลี้ภัย !

               ทั้งหมดยืนยันด้วยกระแสข่าวว่า เขาได้ไปซื้อบ้านพักในกรุงลอนดอน มูลค่า 264 ล้านบาท ซึ่งคงไม่ได้ซื้อไว้ไปนอนเล่นเฉยๆ แต่คงต้องอยู่ยาวแล้วล่ะราคาขนาดนี้ !

               เร็วๆ มานี้ หลังยิ่งลักษณ์เบี้ยวศาล ข่าวภาพคฤหาสน์หรูก็ถูกขุดขึ้นมาเสนอ ให้คนไทยได้กลืนน้ำลายในความหรูหราอีกรอบ

               เพราะอยู่ในโครงการแสนแพง ชื่อว่า “เซนต์ จอร์จ ฮิลล์” ในเมืองเวย์บริดจ์ เขต “เซอร์เรย์” ตอนใต้ของกรุงลอนดอน รู้กันว่าเป็นที่พักของมหาเศรษฐีและบุคคลสำคัญ และไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าไป

               นอกจากคฤหาสน์หลังนี้ ข่าวยังระบุว่า ครอบครัวชินวัตร ยังมีที่พักอีกแห่งใจกลางกรุงลอนดอน อยู่ตรงข้ามสวนสาธารณะไฮด์พาร์ค เป็นอาคารหรูบนถนนพาร์ค เลน เจ้าของคือ โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด เจ้าของห้างแฮร์รอดส์ ซึ่งเป็นเพื่อนรักของเสี่ยแม้วนั่นเอง

               นี่ยังไม่นับ คฤหาสน์สุดหรูของอดีตนายกฯ คนนี้ที่อื่นอีก ทั้ง สิงคโปร์ ดูไบ และฮ่องกง ซึ่งแน่นอนว่าอลังการงานสร้างไม่แพ้กัน

               ดังนั้น หากยิ่งลักษณ์จะใช้ความมั่งคั่งของพี่ชาย ขอรับรองสถานะผู้ลี้ภัยไปยังประเทศอังกฤษ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

               และก็ไม่แปลก หากว่าการที่ลูกสาวและลูกเขยจะพา “น้องเอมิ น้องนานิ” ไปเยี่ยมคุณตา เผลอๆ คุณยายปูด้วย ! แปลกตรงไหน !

               อ้าว จะแปลกก็ตรงที่การโพสต์ภาพและสถานะหรูๆ ในต่างแดนหนนี้ แม้มองเผินๆ จะเป็นเรื่องปกติของคนบ้านนี้ แต่มันมาประจวบพร้อมๆ กับที่ “บิ๊กป้อม” ไปอังกฤษพอดิบพอดี

               ภาพจากลอนดอนชุดนี้ มันก็เลยอด “มโน” ไม่ได้จริงๆ ว่าต้องมี “ซัมธิง” ถึงพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์แน่ๆ !!

สายเปย์!! “เสี่ยหนู” สั่งลูกพรรค “ยืดเส้นยืดสาย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/295868

สายเปย์!! “เสี่ยหนู” สั่งลูกพรรค “ยืดเส้นยืดสาย”

คนในข่าว  :  16 ก.ย. 2560
คมชัดลึก, คนในข่าว, สายเปย์เสี่ยหนู, สายเปย์, เสี่ยหนู, สั่งลูกพรรค, ยืดเส้นยืดสาย

สายเปย์!! “เสี่ยหนู” สั่งลูกพรรค “ยืดเส้นยืดสาย”

          ปีที่แล้ว อดีต ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ยกขบวนไปอวยพรวันเกิด “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นข่าวครึกโครม แต่ปีนี้กลับเงียบผิดปกติ มีสื่อบางสำนักเท่านั้นที่นำเสนอข่าว ทั้งที่มีลูกพรรคกว่าร้อยชีวิตไปอวยพร แถมแกนนำพรรคสีน้ำเงินก็ไปกันครบครัน

           เย็นวันที่ 13 ก.ย.2560 “เสี่ยหนู” ได้เปิดห้องทำงานชั้น 25บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ฉลองวันเกิดครบ 51 ปี โดยมีสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรคภูมิใจไทย ได้นำสมาชิกพรรคเข้าอวยพรหัวหน้าพรรคฯ

           “วันนี้ท่านได้ลงสัมผัสประชาชนมากขึ้น ถ้าเปรียบเป็นยาเมื่อก่อนอาจเป็นยาทั่วๆ ไป แต่วันนี้ท่านคือยาสามัญประจำบ้านที่สามารถรักษาได้ทุกโรค มีแต่คนต้องการและอยากได้” ตอนหนึ่งที่ประธานฯ สรอรรถกล่าวถึง “เสี่ยหนู”

           พักหลังหัวหน้าพรรคสีน้ำเงินลงพื้นที่มากขึ้น ไปช่วยชาวบ้านตกทุกข์ได้ยากจากน้ำท่วมที่เขตเลือกตั้งของ “ครูแก้ว” ศุภชัย โพธิ์สุ อดีต ส.ส.นครพนม และ “เจ๊นาง” วันเพ็ญ เศรษฐรักษา อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 กาฬสินธุ์

                     สายเปย์!! "เสี่ยหนู" สั่งลูกพรรค "ยืดเส้นยืดสาย"

            ส่วนหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวตอบท่านประธานสรอรรถ พร้อมปลุกขวัญกำลังใจลูกพรรคว่า “ตอนนี้ขอให้ทุกคนเริ่มยืดเส้น ยืดสายภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนด”

           คำว่า “ยืดเส้นยืดสาย” ย่อมเป็นที่เข้าใจดีของนักเลือกตั้ง และไม่แปลกที่จะเห็นสมาชิกพรรคมากันพรึ่บ!!

           “ผมมั่นใจว่าแบรนด์พรรคภูมิใจไทยเราเป็นแบรนด์ที่ดีเราไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ และชัยชนะก็ไม่ใช่สิ่งที่ยากจนเกินไป”

           ถึงตรงนี้ ก็ต้องวัดกันที่อิทธิฤทธิ์ “ยาสามัญประจำบ้าน” ว่าจะหยิบง่ายใช้คล่องแค่ไหน? เพราะก่อนหน้านั้น มักมีข่าวปล่อยแอบแทงข้างหลังเสี่ยหนูอยู่บ่อยๆว่า อาจไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค สุดท้ายในงานวันเกิดปีที่ 51 ก็บอกชัดว่า เสี่ยหนูเป็นแม่ทัพใหญ่แน่นอน

                               สายเปย์!! "เสี่ยหนู" สั่งลูกพรรค "ยืดเส้นยืดสาย"                          ย้อนไปก่อนการเลือกตั้ง 2554 ที่บ้านป่ารอยต่อฯ นักเลือกตั้งระดับพ่อมด ได้เสนอต่อ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ต้องสร้างพรรคการเมืองแบบ “พรรคอัมโน” ขึ้นมา และไม่รวบอำนาจไว้ที่กลุ่มตัวเอง เหมือนกรณีของทักษิณกับพรรคไทยรักไทย

           พรรคอัมโนหรือพรรคสหมาเลย์แห่งชาติเป็นพรรคแกนหลักของพรรคแนวร่วมแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยพรรคการเมืองต่างๆ 13 พรรคด้วยกัน

           คราวนั้น พรรคภูมิใจไทย อาสาสร้างพรรคแบบอัมโนโดยให้คงลักษณะกลุ่มย่อยๆ ในพรรคไว้ อาทิกลุ่มสุโขทัย, กลุ่มโคราช, กลุ่มราชบุรี, กลุ่มชิโนทัย ฯลฯ กลุ่มไหนได้ ส.ส.มากน้อยแค่ไหน ก็จะได้โควตารัฐมนตรีไปตามสัดส่วนนั้น

           บังเอิญว่า กระแสยิ่งลักษณ์มาแรงเกินคาด จึงทำให้พรรคภูมิใจไทย “พลาดเป้า” ไปเยอะ เลยต้องไปเป็นฝ่ายค้านอยู่สามปีกว่า

           บัดนี้ เนวิน ชิดชอบ ผู้มากบารมีนอกพรรคได้สรุปชัดว่า มอบให้ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นแม่ทัพพรรคภูมิใจไทย และอดีต ส.ส.พรรคนี้ก็ยังเกาะกลุ่มกันแน่น ไม่มีแตกแถวไปทางไหน

                       สายเปย์!! "เสี่ยหนู" สั่งลูกพรรค "ยืดเส้นยืดสาย"

           แม้จะรู้ว่า สมรภูมิอีสานและเหนือ ค่อนข้างเสียเปรียบคู่แข่งอย่างพรรคเพื่อไทย แต่ก็ต้องสู้กันเต็มที่ในทุกรูปแบบ

           ในวันเกิดปีที่ 51 “เสี่ยหนู” ประกาศพร้อมรบ! ต่อหน้าแกนนำพรรคภูมิใจไทย เสียงดังก้องมาจากห้องทำงานบนชั้น 25 ของตึกสำนักงานใหญ่ซิโน-ไทยฯ ย่านอโศก

                      สายเปย์!! "เสี่ยหนู" สั่งลูกพรรค "ยืดเส้นยืดสาย"

           เหนืออื่นใด เพื่อนรักของเนวิน ชื่อวิชัย ศรีวัฒนประภา แห่งบริษัท คิงเพาเวอร์ฯ ที่ได้ชื่อว่าเป็น King of Connection Power

           ฉะนั้น พรรคภูมิใจไทยจะเป็นพรรคขนาดกลาง ที่มีความหมายต่อการดำรงไว้ซึ่งอำนาจของคณะทหารชุดนี้ ในสถานการณ์สู้รบเลือกตั้ง