โดนเท?? “พาที” เจอพายุ ศึกชิงนกสีเหลือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/295735

โดนเท?? “พาที” เจอพายุ ศึกชิงนกสีเหลือง

คนในข่าว  :  15 ก.ย. 2560
พาที สารสิน, พาที นกแอร์, พาทีลาออก, พาทีซีอีโอนกแอร์, นกแอร์ขาดทุน, การบินไทยแเทนกแอร์, นกแอร์อ่วม, พาทีมีหนาว, นกแอร์บักโกรก, พาทีพ้นนกแอร์, บี้พาทีพ้นนกแอร์, โดนเท, ศึกชิงนกสีเหลือง, พาที, เจอพายุ

ท่ามกลางการจับตามองจากทุกคนว่า ซีอีโอหัวติสต์คนนี้จะนำพานกแอร์บินต่อไปยังไง ที่สุดก็ไม่รอด!! บายบายเก้าอี้ซีอีโอนกแอร์ เราจะคิดถึงนาย!!

               ในที่สุด ก็ต้องถอดหน้ากาก ลาเวทีไปสำหรับ หน้ากากนกแอร์ “พาที สารสิน” ตัดสินใจ ลาออกจาก CEO นกแอร์ แล้วเรียบร้อย

               โดยที่ประชุมคณะกรรมการสายการบินนกแอร์ มีมติรับทราบ “พาที สารสิน” ลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แล้วย้ายไปนั่งรองประธานกรรมการบริษัท

               และเเต่งตั้ง “ปิยะ ยอดมณี” นั่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารแทน

               งานนี้ไม่ต้องรอถึงวันหวยออก คนอ่านทางเป็น รู้มาตั้งนานแล้วว่า วันนี้ต้องมาถึง

               คงจำกันได้ช่วงสี่ห้าเดือนก่อน ถ้าเป็นพายุ ก็ต้องบอกว่าเสี่ยดุ๋งเจอมาหนัก ที่ตอนนั้น บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (NOK) โดนการบินไทยเท ไม่เพิ่มทุนให้

               ตอนนั้นเสี่ยดุ๋งอ่านเกมพลาดว่า ถ้าอยู่ต่อ น่าจะมีลุ้นให้รายอื่นเข้ามาเสียบแทน เลยลั่นวาจามาไว้ว่า ภายใน 2 เดือนนับจากนั้น จะระดมทุนสำเร็จแน่นอน เตรียมเปิดพันธมิตรกลุ่มใหม่อีก เชิดใส่บินไทยสวยๆ!

               แต่เอาเข้าจริงๆ สำหรับพาทีแล้ว ทั้งหมดนั้น ก็เพียงรอวันที่จะถูกประทับตราบนหน้าผากตัวโตๆ ว่า “บริหารไม่สำเร็จ!!”

               ลองย้อนไปดูเรื่องราวที่ผ่านมา จะพบว่า ค่ายนกแอร์ก็เรียกได้ว่าบินมาแบบทุลักทุเล เจอพายุ หลุมอากาศมาแบบกระหน่ำซ้ำเติมจนเกือบสิ้นชื่อทั้งคนทั้งองค์กร

               แถมภาพจำของคนไทยเกี่ยวกับนกแอร์ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ กลับไม่ใช่เรื่องดีเลย คือนอกจากดีเลย์ ดีเลย์ และดีเลย์ ที่พอกพูนจนหลังแอ่น คือภาวะขาดทุนสะสมต่อเนื่องมาตลอด

               ถึงขนาดที่คาดการณ์กันว่าแม้วันนี้นกแอร์จะเพิ่มทุนในครั้งนี้สำเร็จ แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมหนี้ และต้องกู้เงินเพื่อทำธุรกิจต่อด้วย

               ถามว่าทำไมนกแอร์ถึงขาดทุนเบอร์นี้ แน่นอนหากดูจากมติของการบินไทยครั้งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ล้วนชี้เป้าไปที่การบริหารของซีอีโอเวลานั้น ก็คือ เสี่ยดุ๋ง พาที นั่นเอง

               ที่สุด การบินไทย จึงตัดสินใจชนิดกลับลำในโค้งสุดท้ายในการประชุมบอร์ดนัดพิเศษ ช่วงวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพียงวันเดียวก่อนหมดเวลาใช้สิทธิ์เพิ่มทุน

               ตอนนั้น เม้าท์กันว่า ที่ประชุมบอร์ดเถียงกันน้ำลายแตกฟอง โดยมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้าน แต่ในที่สุดก็เห็นควรไม่ให้มีการซื้อหุ้นเพิ่มทุน

               ทำเอาพาที ถึงกับถอนใจว่า อ่าว ไม่ได้คุยกันไว้แบบนี้นี่นา!

               เพราะสำหรับยานแม่ การบินไทย ดูทรงแล้วบอกได้คำเดียวกำลังกดดัน ให้พาทีบอกลาเก้าอี้ เพราะเต็มไปด้วยเงื่อนไขว่า หากจะเอาตังค์เรา พาทีต้องไม่อยู่!

               ยิ่งพอหันไปมองมุมของฝ่ายสนับสนุนเพิ่มทุนให้นกแอร์ ก็ใช่ว่าจะให้เครดิตพาทีสักเท่าไหร่

               เหตุผลคือ เกรงว่านกแอร์จะมีผู้ร่วมทุนใหม่จากสิงคโปร์เข้ามาเป็นคู่แข่ง และจะมามีอิทธิพลในกิจการการบินของไทย ที่สิงคโปร์จะได้เส้นทางการบินที่การบินไทยยกให้นกแอร์มาบินแทน

               และอาจจะทำให้นกแอร์และนกสกู๊ตย้ายฐานกลับไปที่สุวรรณภูมิ ซึ่งจะเข้ามาแข่งกับการบินไทยด้วย

               เรืองนี้ ซับซ้อนจนคนอ่านยังงงๆ ว่า ตกลงบินไทยจะเอายังไงกันแน่ แถมยังมีเรื่องเล่าหลังฉากการล้มกระดานนี้ว่า ที่จริงอีกฝ่ายที่ไม่อยากจะเพิ่มทุนให้นั้น มีการต่อรองว่าขอว่า จะต้องกำจัดจุดอ่อนออกไปด้วย

               แต่ไม่ใช่เคลียร์เก้าอี้ แล้วหาคนเก่งที่ไหนมาบริหาร แต่เป็นคนของตัวเองที่จะดันเข้ามาแทน!! ที่เม้าท์ คือ ตัวย่อ “ณ” หรือ “จ”

               นี่จึงเป็นที่มาของล้มกระดานไม่เพิ่มทุนให้นกแอร์ จนทำให้เสี่ยดุ๋งต้องบ่ายหน้าเร่ไปคุยกับรายอื่นให้วุ่นหลังจากนั้น

               ท่ามกลางการจับตามองจากทุกคนว่า ซีอีโอหัวติสต์คนนี้จะนำพานกแอร์บินต่อไปยังไง

               แต่นับแต่นั้น ดูเหมือนว่า รองเท้าของพาทีจะสึก เพราะวิ่งจนฝุ่นตลบ จนมามีข่าวอีกครั้งช่วงสิงหาคมที่ผ่านมาว่า การบินไทย ยังไม่ได้นัดประชุมเพื่อสรุปเรื่องการเพิ่มทุนในสายการบินนกแอร์ ด้านหนึ่งเพราะยังมีเวลาพิจารณาถึงเดือนตุลาคมนี้

               แต่ประเด็นหลักในการตัดสินใจ คือแผนฟื้นฟูกิจการนกแอร์ต้องมีความชัดเจน เพราะตอนที่ไม่เพิ่มทุนรอบแรกหลายเดือนก่อน ตอนนั้นแผนฟื้นฟูไม่มีความชัดเจน

               แปลง่ายๆ ว่า วันนี้ยังไม่มีอะไรคืบหน้า!

               ที่สุดจึงเป็นที่มาของการที่พาทีต้องขอจรลีให้กับคนใหม่ แต่หาใช่คนตามตัวย่อ “ณ” หรือ “จ” ไม่ แต่เป็น “ปิยะ ยอดมณี” สลับเก้าอี้ขึ้นจาก “รอง” มานั่งแทนในตำแหน่งซีอีโอ “นกแอร์” แล้วเรียบร้อยโรงเรียนการบินไทย

ยังไง!! มัดแขน”สาวนุนี-หนุ่มอ๊อฟ”ลุ้นรักข้ามโขง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/295714

ยังไง!! มัดแขน”สาวนุนี-หนุ่มอ๊อฟ”ลุ้นรักข้ามโขง?

คนในข่าว  :  15 ก.ย. 2560
นุนี กุมพนพักดี, คนในข่าว, คมชัดลึก, สาวลาว, มัดแขนเอิ้นขวัญอ้ายอ๊อฟ, พิธีมัดแขนน้อย, อ๊อฟ, หมั้น, ยังไง, สาวนุนี-หนุ่มอ๊อฟ

ยังไง!! มัดแขน”สาวนุนี-หนุ่มอ๊อฟ”ลุ้นรักข้ามโขง?

 

กล่าวได้ว่าเป็นปีทองของสาวลาวคนนี้ “นุนี กุมพนพักดี” ชั่วเวลาไม่ถึง 3 เดือน เธอก้าวขึ้นมาเป็น “เน็ตไอดอล” สองฝั่งโขง

“นุนี กุมพนภักดี” เรียนจบนิติศาสตร์ จากวิทยาลัยกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม เมื่อปีที่แล้ว ระหว่างศึกษาอยู่นั้น เธอได้เข้าสู่วงการดารานางแบบ โดยรับงานถ่ายโฆษณาสินค้า, ถ่ายเอ็มวี และเดินแฟชั่น

 

ยังไง!! มัดแขน"สาวนุนี-หนุ่มอ๊อฟ"ลุ้นรักข้ามโขง?

 

 

แฟนเพจเฟซบุ๊ก Noony Koumphonphakdee ของนุนี มีผู้กดไลค์เกือบ 5 แสนไลค์ เธอจึงรับจ้างรีวิวสินค้าอีกด้วย

กลางปีนี้ “นุนี” มาออกรายการTake Me Out Thailand ทางช่อง 3 ด้วยความเป็นสาวมั่น กล้าพูด กล้าตอบ ไม่มีเหนียมอาย พลิกภาพลักษณ์ของสาวลาว ที่คนไทยเคยรู้จักชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ

 

 

ยังไง!! มัดแขน"สาวนุนี-หนุ่มอ๊อฟ"ลุ้นรักข้ามโขง?

 

เพียงไม่มีครั้ง “นุนี” ก็เป็นที่กล่าวขวัญถึงในสื่อโซเชียล เธอมีมุขน่ารักๆ เรียกเสียงฮา ทำเอาหัวเราะท้องแข็งกันเลยทีเดียว อีกอย่างภาษาลาวเวียงจันทน์นั้น ฟังง่ายกว่าภาษาอีสาน การสื่อสารด้วยภาษาของเธอ จึงไม่เป็นปัญหากับคนไทย

สุดท้ายเธอได้ไปเดตกับหนุ่มใต้ลายพราง “อ๊อฟ” ยิ่งยศ กาญจนนิยม ดูเหมือนทั้งคู่จะเคมีเข้ากันสุดๆ จนมีแฟนคลับเชียร์สนั่น

 

ยังไง!! มัดแขน"สาวนุนี-หนุ่มอ๊อฟ"ลุ้นรักข้ามโขง?

 

เมื่อไม่กี่วันมานี้ หนุ่มอ๊อฟบินไปเที่ยวนครหลวงเวียงจันทน์ บ้านเกิดของสาวนุนี โดยทั้งคู่มีคิวถ่ายรายการทีวี และให้สัมภาษณ์นิตยสารของลาว

 

ยังไง!! มัดแขน"สาวนุนี-หนุ่มอ๊อฟ"ลุ้นรักข้ามโขง?

 

ก่อนกลับเมืองไทย ครอบครัวของนุนี ได้ทำพิธี “มัดแขนเอิ้นขวัญอ้ายอ๊อฟ” (ผูกแขนเรียกขวัญพี่อ๊อฟ) ตามวัฒนธรรมประเพณีของคนลาว แต่เมื่อภาพชุด “มัดแขน” เผยแพร่ออกไป สำนักข่าวออนไลน์ลาวหลายแห่งนำเสนอทำนองว่า สองคนได้เข้าพิธีมัดแขนน้อย (หมั้น) สร้างความยินดีปรีดาของกองเชียร์ลาวอย่างมากมาย

 

ยังไง!! มัดแขน"สาวนุนี-หนุ่มอ๊อฟ"ลุ้นรักข้ามโขง?

 

เช้าวันที่ 15 ก.ย.นี้ นุนี ได้ข้ามโขงมาส่งหนุ่มอ๊อฟ กลับบ้านที่สนามบินนานาชาติอุดรธานี โดยมีการโพสต์ภาพก่อนอำลาด้วย

อย่างไรก็ตาม กองเชียร์ยังตามลุ้นกันต่อว่าหนุ่มสาวคู่นี้จะได้เป็นคู่ชีวินกันจริงๆ หรือไม่?

 

ยังไง!! มัดแขน"สาวนุนี-หนุ่มอ๊อฟ"ลุ้นรักข้ามโขง?

 

รัฐเร้นลึก งานเข้า “บิ๊กป๊อก” ทั้งเรือเหาะและป่าชูกำลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/295678

รัฐเร้นลึก งานเข้า “บิ๊กป๊อก” ทั้งเรือเหาะและป่าชูกำลัง

คนในข่าว  :  15 ก.ย. 2560
บิ๊ก, รัฐเร้นลึก, บิ๊กป๊อก พลออนุพงษ์, พลออนุพงษ์ เผ่าจิน, อนุพงษ์ เผ่าจินดา, อนุพงษ์ มท1, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, บิ๊กป๊อก อนุพงษ์ เผ่าจินดา งานเข้า, บิีกป๊อกงานเข้า, บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด, ที่สาธารณะห้วยเม็ก, กระทิงแดงรุกห้วยเม็ก, เรือเหาะ, ปลดระวางเรือเหาะ, งานเข้า

บทบาทของ “บิ๊กป๊อก” หรือ พี่รองในกลุ่มบูรพาพยัคฆ์ ผู้มีส่วนสำคัญในการล้มแม้ว 2549 มาวันนี้กับปัญหาที่ดิน ปัญหาเรือเหาะ บิ๊กป๊อกมีหรือจะไม่เคลียร์ให้จบ!

              ทำไมทุกคนต้องแปลกใจ เมื่อได้ยินว่า “บิ๊กป๊อก” อนุพงษ์ เผ่าจินดา “งานเข้า!”

              ก็น่าจะเป็นเพราะที่ผ่านมา มท.1 คนนี้ ก็ดูจะทำงานของตัวเองไปเงียบๆ มีโผล่เป็นแบ็กดร็อปให้คนดังๆ อย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีบ้าง

              หรืออาจยืนเคียงข้าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกลาโหม บ้างประปราย แต่ไม่เคยคิดที่จะขโมยซีนใครให้เห็น

              ทีนี้พอมาเจอพาดหัวข่าว หน้าของตัวเองเบ้อเร่อ ถึงได้ตกใจกันว่าเอาแล้วไง !

              กับกรณีที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งอนุมัติให้ บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ใช้ “ที่สาธารณะห้วยเม็ก” ขึ้นทะเบียนเป็นป่าชุมชนเพื่อขยายเขตโรงงาน

              โดยอ้างว่า สภาพแห้งแล้งชาวบ้านไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว แถมยังใช้เกินไปหลายสิบไร่ จากอนุญาตได้ไม่เกิน 10 แต่จัดเต็ม 31 ไร่ !!

              งานนี้ ไม่ใช่แค่เพจดังที่ตีฆ้องร้องป่าวเรื่องนี้ ยังมี ศรีสุวรรณ จรรยา เจ้าเก่านักร้องเรียน ที่ก็ลุยไม่ยั้งเช่นกัน

              ร้อนถึง “บิ๊กตู่” ที่ต้องออกโรงแจงแทนก่อน จากนั้นถึงคิว “บิ๊กป๊อก” หลังจากเล่นลูกเงียบอยู่สองสามวัน ล่าสุดต้องออกมาทุบโต๊ะเลยว่า

              เอ๊ะ! ตอนที่ประกาศการขออนุญาตใช้ที่ดิน “ไม่มีผู้ใด” คัดค้านนี่นา แล้วทำไมคนที่ส่งเรื่องมาให้เซ็นถึงหมกเม็ดไม่บอกกันก่อน และเป็นคำถามตัวโตๆ ว่า ใครวางยาบิ๊กป๊อกหรือเปล่า ?

              ว่าแล้วพี่รองค่ายบูรพาพยัคฆ์ก็ “ลั่นขาด” ว่า ถ้ามีค้านมาเพียงคนเดียว ก็พับเลยงานนี้ ขีดเส้นสอบ 15 วันต้องจบ !! มาเร็ว เคลมเร็ว รวดเดียวจบ ปรบมือสิ รออะไร !

              แต่ดูเหมือนว่าเรื่องจะยังไม่จบ เพราะยังมีเรื่องมาเหนือเมฆตามมาติดๆ ก็เรือเหาะไง ล่าสุด พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท หรือ “บิ๊กเจี๊ยบ” ผู้บัญชาการทหารบก เผยว่าหมดอายุการใช้งานแล้ว

              เท่านั้นยังไม่พอ ผบ.ทบ.ยังบอกด้วยว่า เรือนี้ซื้อเมื่อปี 2552 ในสมัย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รับตำแหน่ง ผบ.ทบ.ขณะนั้น ในมูลค่า 350 ล้านบาท

              แถม 8 ปี มานี้ ก็รั่วซึมบ่อย จึงไปเก็บไว้ในโรงจอดที่ พล.ร.15 อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

              จนมายุคของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น ผบ.ทบ. ได้ว่าจ้างบริษัทมาดูแลปีละ 50 ล้านบาท โดยมีการนำออกมาบินตรวจการณ์แต่ถูกวิจารณ์ว่าบินต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด เลยต้องนำมาเก็บไว้จนหมดอายุ

              โห…ร่ายยาวมาขนาดนี้ คนถูกเอ่ยชื่อไม่รู้จะอุทานมาเป็นภาษาอะไรดี !

              แต่ที่แน่ๆ คนที่โดนพุ่งเป้าที่สุดคือ บิ๊กป๊อกของเรานี่แหละ ที่ออกมาบอกว่า “อดีตไม่สำคัญ ปัจจุบันสำคัญที่สุด” คือสงสัยไรให้ไปตาม ผบ.ทบ. คนปัจจุบันเท่านั้นเอง

              ทำเอาทุกคนอ้าปากค้างพร้อมกันทั้งทุ่งบางกอก ว่าตอบแบบนี้ก็ได้ด้วย !

              อย่างไรก็ดี หากดูกันที่บทบาทของ “บิ๊กป๊อก” ที่ผ่านๆ มา ดูเหมือนว่า “อดีต” นี่แหละที่สำคัญที่สุด !!

              หากถามถึงพลังของบิ๊กป๊อกในกองทัพบก ช่วงตั้งแต่ก่อนนั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ. ก็ได้รับการจับตามองแล้วว่า คนนี้จะสามารถปกครองกำลังพลในกองทัพได้เป็นอย่างดี

              ซึ่งก็ดีพอที่จะทำให้บรรดาคนไม่เอาทักษิณ กดไลค์ให้กับการเลือก “ชาติ” มากกว่าความเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่น 10 กับเสี่ยแม้ว

              เพราะ “บิ๊กป๊อก” หรือ “พี่รอง” ในกลุ่มบูรพาพยัคฆ์ มีส่วนสำคัญในการรัฐประหารตั้งแต่ปี 2549 พอสำเร็จก็ได้เก้าอี้ ผบ.ทบ.มาครองในที่สุด และยังได้นั่งผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. เพิ่มเข้ามา

              ต่อมาปี 2557 คสช.ยึดอำนาจรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บิ๊กป๊อกก็กลับมาอีกครั้ง เป็นรองประธานคณะที่ปรึกษา คสช.

              จนเมื่อมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เขาก็เข้าร่วมในคณะรัฐมนตรี นั่งเจ้ากระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน

              เรียกว่าอยู่ยงคงกระพันเป็นคนสำคัญของ คสช. แต่ในเมื่อวันนี้ บิ๊กป๊อกกำลังเจอปัญหา ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องโดนขุด!

              หากจำกันได้ ช่วงที่เป็น ผบ.ทบ. ก็คือช่วงตุลาคม 2550-กันยายน 2553 หรือตอนที่บ้านเรากำลังมีเหตุการณ์สลายม็อบแดงปี 2553 อีกด้านหนึ่งนั้น ก็เป็นช่วงเดียวกับที่ กองทัพบกทำการจัดซื้อ “จีที 200” จำนวนหลายร้อยเครื่อง วงเงิน 683 ล้านบาท

              ตอนนั้นมีการออกมาแฉ จนร้อนถึงรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องตั้งกรรมการมาสอบ จนได้บทสรุปว่าเป็น “ของเก๊” เรื่องนี้ทางฝรั่งแดนผู้ดีเจ้าของเครื่อง ถูกตัดสินจำคุกไปแล้ว แต่บ้านเราไม่มีคนผิดแม้สักคนเดียวมาจนถึงวันนี้

              ทั้งหมดนี้ ดูเหมือนว่า จะเป็นผลงานในอดีตของบิ๊กป๊อก กับเก้าอี้ ผบ.ทบ. ที่ไม่เคยถูกตรวจสอบอย่างเป็นเรื่องเป็นราวสักครั้ง

              แถมปัจจุบันยังดูแลกระทรวงเกรดเอ อย่าง “กระทรวงมหาดไทย” นั่งทำงานสวยๆ อย่างการตอบคำถาม 4 ข้อของนายกรัฐมนตรี

              ส่วนเรื่องซ้ง ซื้ออะไรของกองทัพตอนนี้ ที่ทำให้กราฟงบฯ กลาโหมพุ่งปรี๊ดขึ้นทุกวัน ป๊อกไม่รับรู้ด้วยตั้งนานแล้ว

              และกับข่าวที่ดินสาธารณะ ก็กำลังเร่งให้จบลงแบบไม่ให้มีใครเจ็บอยู่ !

              นี่พอมาเจอเรื่อง “เรือเหาะ” ที่เจาะเวลาจากอดีต ตอนนี้ ถามว่า “บิ๊กป๊อก” ไหวจะเคลียร์มั้ย ไม่รู้ !

              และยังไม่ได้ตอบอะไรที่เป็นประโยชน์ให้แก่กรรมการไว้ใช้ถอดหน้ากากเลยสักนิด นอกจากให้ไปถาม ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน

              ถ้าจะให้เคลียร์ สงสัยต้องไปถาม “บิ๊กตู่” ดู รับรองคนนี้ ตอบได้ทุกเรื่องสินะ !!

สายเป็นไท! เขาชื่อ “เพนกวิน” ผู้เผชิญหน้า “เดอะมาร์ค”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/295543

สายเป็นไท! เขาชื่อ “เพนกวิน” ผู้เผชิญหน้า “เดอะมาร์ค”

คนในข่าว  :  14 ก.ย. 2560
ผู้เผชิญหน้า, เขาชื่อ, สายเป็นไท, โรงเรียนเตรียมอุดมศึ, กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท, เพนกวิน, เดอะมาร์ค, ดูเหมือนว่าสไตล์ของ, น้องเพนกวิน, เป็นลูกสิงห์แดงรุ่น

ดูเหมือนว่าสไตล์ของ “น้องเพนกวิน” เติบโตขึ้นพร้อมกับการก้าวเข้ามาในรั้วมธ. ด้วยใจหวังในเสรีภาพทางความคิด เป็นลูกสิงห์แดงรุ่น “69” ว่าแล้วเลยลองของเดอะมาร์คซะ!

               เด็กออกซ์ฟอร์ด เจอเด็กธรรมศาสตร์หน่อยเป็นไง ในงาน “รัฐศาสตร์วิชาการ” ที่จัดขึ้น ณ มธ.ศูนย์รังสิต ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเชิญมาร่วมงาน

               แต่ต้องมาเจอ “ลองของ” จากนักศึกษาชั้นปี 1 ที่ปรี่เข้าไปถามเสียดแทงใจเกี่ยวกับการสลายม็อบแดงปี 53

               แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เดอะมาร์คพูดอะไร แต่อยู่ที่ใคร? คือนักศึกษาคนนั้น ที่ช่างท้าทายให้ทำความรู้จักยิ่งนัก ปรากฏว่า ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นหนุ่มน้อยร่างไม่น้อยที่ชื่อน่ารักเหมือนตัวว่า “เพนกวิน” หรือ พริษฐ์ ชิวารักษ์ อดีตนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ที่เคยโด่งดังมาแล้วสองสามปีก่อน

               มาวันนี้เขาเป็นนักศึกษาปี 1 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เต็มตัว แต่ตัวเต็มๆ ของเขานั้น เป็นชาว จ.ลำปาง เกิดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 ต่อมาย้ายมาเรียนระดับประถมที่กรุงเทพฯ โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

               จากนั้นสอบเข้า ม.ปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยเรียนในสายศิลป์-ภาษาจีน แต่หนทางนำพาเพนกวินมาเข้าร่วมเป็น “กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท” (ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2558-13 มิถุนายน 2559) หรือตั้งแต่กำลังเรียนอยู่ชั้นม.5

               ถามว่าเขาเริ่มโด่งดังมาจากเรื่องอะไร ก็เรื่องคล้ายๆ กันนี่แหละ ที่ในปีนั้นเอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่นประจำปี 2558 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2558

               ปรากฏว่าพอ “บิ๊กตู่” เอ่ยปากว่ามีใครจะถามอะไร น้องเพนกวินก็ไม่รอช้า ยกมือถามพร้อมชูป้ายข้อความบางอย่าง จนต้องถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำตัวนายกฯ คุมตัวออกจากห้อง แล้วส่งไปยัง สน.ปทุมวัน

               หลังจากนั้นชื่อของน้องเพนกวิน ก็ถูกขีดเส้นใต้สีแดงเอาไว้เรียบร้อยว่าเป็นหนึ่งใน “ก๊วนกวนตู่” ไม่ต่างกับนศ.ไทยอีกหลายคนที่ทยอยเข้าโรงพักบ้าง เข้าพบทหารบ้าง และที่ยังอยู่ในเรือนจำมาจนทุกวันนี้ก็มี

               แต่มากไปกว่านั้น คือ เรายังได้เห็นลีลาของน้องเพนกวินในนามของกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทที่พอสร้างไวรัลในงานของ “บิ๊กตู่” เสร็จก็จัดต่อด้วยคลิปวิดีโอ แคมเปญ ขอเปลี่ยนวิชา “หน้าที่พลเมือง” เป็น “ปรัชญาและจริยศาสตร์” แทน และยังมีการเชิญชวนให้ผู้สนับสนุนลงชื่อใน change.org เพื่อร้องเรียนต่อกระทรวงศึกษาธิการอีกด้วย

               ปรากฏว่าตอนนั้น เพนกวินแจ้งเกิด!! มีสื่อไปขอสัมภาษณ์มากมายพร้อมๆ กับแจ้งดับในฝ่ายตรงข้าม ที่พยายามโยงและขุดภาพเพนกวิน กับ สมบัติ บุญงามอนงค์ “บก.ลายจุด” แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง แต่ตอนนั้นเพนกวินออกมาแจงว่า เป็นการถ่ายภาพในงานเสวนาเรื่องการศึกษา ไม่มีเรื่องการเมืองแต่อย่างใด

               พร้อมประกาศจุดยืนว่าตนจะเคลื่อนไหวเฉพาะเรื่อง “การศึกษา” เท่านั้น

               จากนั้นช่วงปลายปีเดียวกัน เพนกวินก็ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยุติการยุบอุทยานการเรียนรู้ TKpark พอมาต้นปี 2559 เพนกวินออกมาแสดงจุดยืนควรจะยกเลิกคำขวัญวันเด็ก ตามด้วยการจัดงาน “วันผู้ใหญ่แห่งชาติ 2017: แด่ผู้ใหญ่สมัยโลกพัฒนา” ที่เป็นการเหน็บแนมผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเห็นๆ

               สองสามเรื่องข้างต้นก็ยังดูตะมุตะมิประสาเด็กกระโปรงบานขาสั้ น แต่ผ่านมาไม่กี่เดือนลีลาของเพนกวินเริ่มเข้มข้นขึ้น อย่างวันที่ 5 เมษายน 2559 ในการปาฐกถาพิเศษ เนื่องในวันสัญญา ธรรมศักดิ์ ที่ มธ.ศูนย์รังสิต ขณะที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เริ่มบรรยาย

               เพนกวินและเพื่อนรวม 3 คน ได้ยืนขึ้นกลางห้องประชุมพร้อมชูป้ายที่มีข้อความว่า “อย่าทำร้าย เยาวชน”

               งานนี้เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยต้องเชิญออกไป แต่เพนกวินก็ให้สัมภาษณ์ด้านนอกว่าตนและพวกไม่เห็นด้วยกับร่าง รธน. และต้องการอ่านจดหมายเปิดผนึกเรื่องควรขยายระยะเวลาของสวัสดิการเรียนฟรีจาก 12 ปี เป็น 15 ปี

               ก็ยังคงเป็นเรื่องการศึกษาใช่หรือไม่! จนเพนกวินในเวลานั้นได้รับการยอมว่าเป็น “นักกิจกรรมเคลื่อนไหวประเด็นการศึกษา” ไปแล้วเรียบร้อย

               ช่วงกันยายนปีที่แล้ว เขายังเจอกับรุ่นพี่ ตอ. “เนติวิทย์” หรือ “เนเน่” ผู้โด่งดังในงานเสวนาเพื่อรำลึก 40 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ (ทองหล่อ) โดยแม้หัวข้อที่เสวนาคือเรื่องการศึกษา แต่ก็เต็มไปด้วยเนื้อหาแรงๆ เชิงอำนาจกดทับในสถาบันที่ทำให้รู้ว่าสายสัมพันธ์พี่น้องร่วมอุดมการณ์เหนียวแน่นดีอยู่

               มาวันนี้ดูเหมือนว่าสไตล์ของน้องเพนกวินก็เติบโตขึ้นพร้อมๆ กับการก้าวเข้ามาในรั้วมธ. ด้วยใจหวังในเสรีภาพทางความคิดโดยมาเป็นลูกสิงห์แดงรุ่น “69”

               ระหว่างนั้นก็ยังทำกิจกรรมเรื่อยๆ อย่างการใช้ทักษะทางการเขียนกลอนจากที่ชอบอ่านงานของ อังคาร กัลยาณพงศ์, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เพื่อมาเขียนถึงความตายของ “ชัยภูมิ ป่าแส” ในเฟซบุ๊กตนเอง “Parit Chiwarak”

               ก่อนจะมาเป็นข่าวอีกครั้งล่าสุดที่ไปตั้งคำถามแรงๆ กับ “เดอะมาร์ค” ทำเอาแทบตั้งตัวไม่ติด แถมยังไปถามต่อ 3 ข้อในเฟซบุ๊กที่เดิม ไปหาอ่านกันเอง

               นี่ยังดี…ที่เป็นพี่มาร์ค เพราะถ้าเป็น “ลุงตู่” สงสัยจังว่าหนุ่มน้อยร่างใหญ่ใจไม่เล็กนามว่า “เพนกวิน” จะ่โชว์ฟอร์มสดได้อีกกี่ครั้ง ในเมื่อวันนี้เรารู้แล้วว่า นายเป็นใคร!

สายหล่อ! “อภิสิทธิ์” คิดยังไง? รัฐบาลคนดี-พรรคลุงกำนัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/295415

สายหล่อ! “อภิสิทธิ์” คิดยังไง? รัฐบาลคนดี-พรรคลุงกำนัน

คนในข่าว  :  13 ก.ย. 2560
หัวหน้าพรรคประชาธิปั, แกนนำ กปปส, พรรคประชาธิปัตย์, คสช, อภิสิทธิ์, คนรู้ทันมาร์ค, บอกว่า, แน่ล่ะ, ในเมื่อแนวโน้ม, รัฐบาลแห่งชาติ, มาทางสีเขียวมากกว่า, มาร์ค

“คนรู้ทันมาร์ค” บอกว่า “แน่ล่ะ” ในเมื่อแนวโน้ม คนนั่งนายกฯ รัฐบาลแห่งชาติ มาทางสีเขียวมากกว่า งานนี้ก็เลยต้องเร่มทำแต้ม แต่…เป็นการทำแต้มสไตล์ “มาร์ค” อะเด่ะ!

               คนไทยได้ยินคำว่า “รัฐบาลแห่งชาติ” หลายครั้งหลายหน จนขมคอบอกไม่ถูก

               มาหนล่า ขนาด “หัวหน้ามาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากที่เคยออกตัวแรงว่าอยากเป็นนายกฯ ในรัฐบาลแห่งชาติเหลือเกิน !! เมื่อหลายปีก่อน วันนี้ยังโบกมือหยอยๆ ว่า “ไม่เอา ไม่ดี ผลกระทบมันมาก”

               โดยในการให้สัมภาษณ์ล่าสุด หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนนี้ ได้ระบุอย่างหล่อว่า กรณี “พิชัย รัตตกุล” อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้จัดรัฐบาลแห่งชาติ แล้วให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีเป็นหลัก นั่นเป็นความหวังดี

               แต่ก็ร่ายยาวออกมาตามสไตล์ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นประจำปี 2553 ว่าตามหลักพรรคต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากการเลือกตั้ง แต่ถามว่าความชอบธรรมอยู่ตรงไหนเพราะไม่มี ส.ส.

               ที่สำคัญคือ หากจะจัดตั้งรัฐบาลก่อนเลือกตั้ง จะต้องเปลี่ยนโรดแม็พหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนโรดแม็พ ความเชื่อมั่นเชื่อถือในประเทศจะลดลง

               “วันนี้เข้าสู่ปีที่ 4 ทุกคนมองว่าให้เดินตามโรดแม็พไปสู่การเลือกตั้ง และหลายคนตั้งความหวังไว้สูงมากในการเลือกตั้งจะเป็นจุดเปลี่ยนในเรื่องเศรษฐกิจและปากท้องได้”

               ว่าแล้วเลยดักคอรัฐบาลซะเลยว่า 1.รัฐบาลหลังเลือกตั้งต้องไม่ยอมให้ ส.ว. 250 คน เข้ามายุ่งการรวมตัวของส.ส. ที่เกิน 250 คน และให้หันมามองปัญหาประเทศ ยึดประชาชนเป็นตัวตั้ง

               “ความอันตรายอย่างหนึ่งของรัฐบาลแห่งชาติคือ ขาดการตรวจสอบ ในภาวะที่ไม่มีเลือกตั้งและในภาวะพิเศษก็จะมีปัญหา”

               ถึงตรงนี้ บรรดาแม่ยก แฟนคลับ ต่างเทใจให้มาร์คไปเต็มๆ กับวิสัยทัศน์เพื่อมวลชนอย่างแท้จริง

               แถมเมื่อหันไปข้างคนการเมืองพรรคอื่น ก็มีความคิดเห็นในทำนองเดียวกันว่า “ไม่น่าจะทำได้ !!”

               โดยเฉพาะทางฝั่งเพื่อไทย ที่ชัดเจนว่า เรื่องที่จะร่วมสังฆกรรมกับ “ทหาร” และ “ประชาธิปัตย์” ไม่มีทาง! เพราะมันเลือดคนละสี ความถี่คนละเบอร์ คุยกันไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว!

               ซึ่งจุดนี้ คนไทยเข้าใจได้ว่าทำไม แต่กับหัวหน้ามาร์ค ดราม่าเอย มันซับซ้อนมากกว่านั้น !

               เพราะ “คนรู้ทันมาร์ค” จะบอกเลยว่า “ก็แน่ล่ะสิ” ในเมื่อแนวโน้ม คนที่จะนั่งนายกฯ รัฐบาลแห่งชาติ มาทางสีเขียวมากกว่า

               อย่างข้อเสนอของ “ปู่พิชัย” แม้ไม่ออกตัวว่าให้ “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯ ต่อ แต่การบอกว่าอยากให้เป็นคนกลาง ก็ใกล้เคียงอยู่มาก

               สอดรับกับท่าทีของ พีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. ก็ออกมาขานรับว่าจำเป็นต้องให้คนกลางอย่าง “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯ ต่อไป เพราะยังไม่เห็นใครที่เหมาะสม

               จู่ๆ ปรากฏข่าวลืออดีตแกนนำ กปปส. “สุเทพ เทือกสุบรรณ” จะตั้งพรรคใหม่ ยิ่งทำให้ ท่าทีของหัวหน้ามาร์ค ต้องมีชั้นเชิงมากยิ่งขึ้น

               เรื่องจะออกมาตีโพยตีพายว่า ฐานเสียงตัวเองจะถูก “แย่ง” ไป จะดูเสียราคา หมดหล่อไปง่ายๆ

               สู้ออกมาพูดเนียนๆ ว่า ตอนนี้คนในพรรคก็ดูจงรักภักดีอยู่ดังเดิม แกนนำ กปปส.หลายคน ก็เป๊ะ! ว่าจะสู้ไปด้วยกัน

               แต่พอมาเจอคำถามว่า ทางลุงกำนันนั้นจุดยืนข้างคนสีเขียว ถามว่าน่าจะเสนอใครมานั่งนายกฯ งานนี้หัวหน้ามาร์ครู้ดี จนเผลอแอ๊บแตกออกมาว่า

               “ตอนนี้ได้ยินอย่างเดียวว่า สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ดังนั้น คนที่จะตอบว่าได้หรือเสียคือประชาชน และหาก พล.อ.ประยุทธ์ยินยอมให้เสนอชื่อ ก็เท่ากับรู้เห็นให้นายสุเทพจัดตั้งพรรค”

               นั่นปะไร ! ก็ทำให้รู้ว่าลึกๆ ข้างในก็หวั่นไหวอยู่เหมือนกัน

               เพราะหากรวมฐานเสียงที่ลุงกำนันจะตวงออกมาได้จากถังของประชาธิปัตย์ บวกกับกองเชียร์บิ๊กตู่ที่ก็มีอยู่เพียบ มันก็เยอะเอาเรื่องอยู่ !

               ดังนั้นที่ “มาร์ค” พอจะทำได้ โดยไม่ขัดกับ “ความเป็นตัวของตัวเอง” ก็คือ นอกจากใช้ทักษะทางการพูด และการนำเสนอจุดยืนของพรรคสะตอว่า “เราไม่คอร์รัปชั่นนะ และเราก็ไม่ใช่เผด็จการด้วย!!”

               ชนิดที่ลืมไปเลยว่า ครั้งหนึ่งช่วงกลางปี 2551 หัวหน้ามาร์คเคยออกโรงไม่เอาด้วยกับรัฐบาลแห่งชาติ แต่พอปลายปี หัวหน้ามาร์คเสนอตัวนั่งเก้าอี้นายกฯ ในรัฐบาลแห่งชาติเสียเอง

               อีกหนทางหนึ่ง หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า อาจจะมีความเกี่ยวพันกับที่เพจดังบางเพจ ปรากฏข่าวโจมตี คสช.ช่วงนี้

               อย่างช่วงต้นปี กับข่าวการพาข้าราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี ไปดูงานที่สิงคโปร์ ซึ่งเหมือนไปเที่ยวมากกว่าดูงาน

               ยิ่งตอนนี้ ร้อนๆ เลย กับข่าวที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทย ให้ บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ใช้ที่ดินสาธารณะป่าชุมชน เพื่อขยายเขตโรงงาน

               จนชาวบ้านต้องออกมาประท้วง โดยบริษัทนั้น มีคนนามสกุล “อยู่วิทยา” แห่งกระทิงแดงอันโด่งดัง เป็นเจ้าของ

               งานนี้สะเทือนไปถึง “บิ๊กตู่” ต้องออกโรงเคลียร์แทน “บิ๊กป๊อก” น้ำลายแตกฟองอยู่ตอนนี้

               แต่อันนี้เป็นข้อสันนิษฐาน สำหรับความเคลื่อนไหวของเพจดัง กับ “พลพรรครักพี่มาร์ค” ตรงข้ามกับอีกคน ที่ชัดเจนว่าเป็น “ติ่ง” หัวหน้ามาร์คตัวจริงเสียงจริง !

               ท่ี่่น่าสังเกต มีอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์หลายคน ออกมาวิจารณ์รัฐบาลลุงตู่ ในลีลาไม่ต่างอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย

               เหล่านี้คือสิ่งที่ “มาร์คแอนด์เดอะแก๊ง” ทำได้ในเวลานี้ ระหว่างรอวันเลือกตั้ง ซึ่งที่อัพเดทสุดคือปี 2561 ส่วนจะต้น กลาง หรือปลายปี ไม่รู้ !

               แต่ถ้าดูความเคลื่อนไหวข้างต้น บวกบรรยากาศที่ไม่เห็นว่าคนไทยจะเร่งเร้าให้ คสช.ใส่เกียร์เดินหน้าเลือกตั้งให้เร็วขึ้นสักเท่าไหร่

               หัวหน้ามาร์คก็จะเหนื่อยมากหน่อยกว่าจะถึงวันนั้น แถมพอถึงเวลา ไม่รู้จะมีแอ็กซิเดนท์อะไรมาทำให้การเลือกตั้งไม่เกิดขึ้นหรือเปล่า !

               ครั้นจะรอ “ส้มหล่น” เหมือนเคยๆ นักวิเคราะห์การเมืองหลายคน บอกเลยยาก !

               เพราะวันนี้ “บริบท” และ “ตัวแปร” รอบๆ ตัวเขา มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว “เดอะมาร์ค”

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ “หมอดูอีที” กับการเมืองไทย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/295263

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ “หมอดูอีที” กับการเมืองไทย?

คนในข่าว  :  12 ก.ย. 2560
หมอดูอีที, อดีตนายกฯ

ถ้าจะเอาชื่อเสียงในวงกว้างน่าจะนับพร้อมๆ กับบทบาทของ อดีตนายกฯ ชื่อทักษิณก็คงไม่ผิด! เพราะก็เป็นลูกค้าคนหนึ่งของหมอดูอีที แถมยังต้องมาเจอคำทำนายที่ทำเอาขนลุก!!

              การจากไปของ ส่วย ส่วย วิน หรือ เอธิ ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อ “หมอดูอีที” ช่วงวันที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา นอกเหนือจากความเศร้าสลดของครอบครัวแล้ว คนไทยทั่วไปยังอดใจหายไม่ได้

              เพราะหมอดูชาวเมียนมาร์ วัย 58 ปีผู้นี้ ต้องบอกว่าเธอมีความพิเศษอะไรบางอย่างที่คนไทยเกือบทุกคนจะต้องเงี่ยหูฟังข่าว

              และบรรดาคนเด่นคนดังในบ้านเราก็ต้องยังเดินทางไปให้เธอทำนายอยู่ด้วยบ่อยๆ หลายคน

              สำหรับในเรื่องความสามารถด้านการทำนายทายทักที่แม่นยำ ในเรื่องการเมือง หรือนักการเมืองไทย ดูจะเป็นเรื่องราวที่คนไทยให้ความสำคัญเป็นอันมาก ถ้าจะดูกันที่ชื่อเสียงของหมอดูอีทีในบ้านเรา เอาในวงแคบ ว่ากันว่า หมอดูรายนี้ทำนายให้นักการเมืองไทยมาตั้งแต่ยุค รสช.2534

              แต่ถ้าจะเอาชื่อเสียงในวงกว้างน่าจะนับพร้อมๆ กับบทบาทของ อดีตนายกฯ ชื่อทักษิณก็คงไม่ผิด! เพราะเขาก็ถือเป็นลูกค้าคนหนึ่งของหมอดูอีที แถมยังต้องมาเจอคำทำนายที่ทำเอาคนไทยขนลุกไปตามๆ กัน!!

              ดูกันที่คำทำนายของทักษิณ คนนี้ว่ากันว่า ไปหาหมอดูอีทีทั้งขาขึ้นขาลงเลยทีเดียว คือตั้งแต่ก่อนจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่ก่อนลงจากเก้าอี้ จากการทำรัฐประหาร 2549 ก็ยังวนเวียนเข้าไปอีก

             แถมยังลือกันว่าคุณหญิงพจมาน เคยส่งคนไปรับหมอดูอีทีจากพม่ามายังบ้านจันทร์ส่องล้า เพื่อให้ช่วยทำนายดวงชะตากันมาแล้ว และยังเคยให้หมอดูอีทีช่วยจัดโผ ครม.อีกด้วย

              อย่างก่อนจะมีการเลือกตั้งในปี 2544 หมอดูอีทีก็เคยทำนายว่าทักษิณจะตั้งพรรคใหม่สำเร็จ จะชนะ และเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่ฟ้าไม่ปรานี ต้องจรลีไปต่างถิ่นต่างแดน

               ซึ่งก็ตรงกับที่ปี 2549 หมอดูอีทียังได้ทำหน้าที่แก้เคล็ดเสริมดวงให้ทักษิณอีกด้วย โดยช่วงสิงหาคมปีนั้น สื่อหลายสำนักลงข่าวว่าพอหมอดูอีทีทำนายดวงชะตาเสี่ยแม้วไว้ว่าถึงขั้น “ชะตาขาด” และแนะให้แก้เคล็ดเสริมดวง สะเดาะเคราะห์

              ว่าแล้วเจ้าตัวเลยต้องไปเดินวนรอบเจดีย์ชเวดากองซ้าย 3 รอบ ขวา 3 รอบ และต่อด้วยพิธีสะเดาะเคราะห์ชุดใหญ่ในถิ่นที่ทุรกันดาร ที่น่าขนลุกคือหมอดูเขียนไว้ว่าให้ระวังช่วงเดือนกันยายน 2549!!!

              และยังเคยบอกให้หลายคนฟังว่าดวงคนหน้าเหลี่ยมจะแพ้ภัย “สีเหลือง-สีเขียว” และทำอะไรมักจะไม่ขึ้น หากพลังสีเหลืองเข้มแข็ง!! แม่นไม่แม่น วิเคราะห์กันดูเอาเอง!

              จากนั้นพอผ่านยุคทักษิณ มายุค คมช. สู่ยุคของ “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดูจะไม่มีคำทำนายอะไรจากหมอดูอีทีที่แรงพอจะกล่าวถึง

              จนมาถึงยุคของ “ปู” ยิ่งลักษณ์ นี่แหละ!! ที่หมอดูอีทีออกมาทำนายชนิดสั่นสะเทือนวงการ!! ยิ่งตอนนี้ใครขุดขึ้นมาอ่าน แล้วขนพองขนตั้งก็ไม่แปลก

              นั่นคือคำทำนายช่วงปี 2556 ที่ว่าขณะนั้นเป็นจุดต่ำสุดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม “คนในประเทศจะมีการต่อสู้กันเองทำให้เกิดความสูญเสีย แต่หลังจากผ่านวิกฤติไปได้ประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น”

              นอกจากนี้ยังระบุยาวเหยียดว่าช่วงเดือนสิงหาคมเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เรื่อยไปจนถึงเดือนกันยายนและตุลาคม โดยจะใช้เวลาประมาณ 6-9 เดือน และสถานการณ์จะเริ่มคงที่ในช่วงปี 2557

              โดยตลอดทั้งปีจะเป็นช่วงเปลี่ยนแปลง และในช่วงปี 2558 จะเป็นปีแห่งความหวังใหม่ของประเทศไทยโดยที่มีผู้มีอำนาจรัฐบาลปัจจุบันจะ “สูญหาย” ไม่เหลือซาก

              ทั้งนี้ ตอนนั้นหมอดูอีทีไม่ได้ระบุว่าสูญหายคือ “เสียชีวิต” หรือ “หลบหนี” ไปอยู่ต่างแดน แต่คนไทยในเวลานี้รู้ซึ้งกันแล้ว นอกจากนี้ที่บอกว่าช่วงปี 2557 สถานการณ์จะคงที่ก็น่าจะหมายถึงการเข้ามายึดอำนาจโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เข้ามาห้ามคนสองกลุ่มปะทะกันเอง

              อย่างไรก็ดี จะมีบ้างที่ไม่ค่อยแม่นก็ตอนที่ทำนายเรื่องราวของ อดีตนายกฯ มาร์ค หน้าหล่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ช่วงปี 2558 ที่ตอนแรกได้ทำนายไว้จนแฟนคลับสุดปลื้ม! ตอนที่อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เดินทางไปสังเกตการหาเสียงเลือกตั้งของพม่า แล้วไปให้หมอดูอีทีทำนายดวงชะตา

              จนได้ความมาว่า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งในปี 2016” หลังรัฐบาล คสช.หมดวาระ ตอนนั้นเมืองไทยเป็นข่าวใหญ่ ทำเอาฝั่งตรงข้ามออกมาวิจารณ์หมอดูอีทีอย่างรุนแรง

              แต่แล้วต่อมาไม่รู้ว่าพลพรรครักมาร์คจะตีความกันว่ายังไง เพราะเอาเข้าจริงๆ คสช.ก็ยังอยู่ และการเลือกตั้งก็มิได้มีขึ้นในปีนั้น

              ส่วนว่าสำหรับนายกฯ คนปัจจุบัน หมอดูอีทีเคยทำนายไว้ หรือเคยมีการนัดพบเพื่อทำนายทายทักกันหรือไม่นั้น นอกจากคำปฏิเสธของนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่รับตำแหน่งก็ยังไม่มีข่าวในทำนองนี้ออกมาอีกเลย

              แต่จะว่า “หมอดู” คู่กับ “หมอเดา” ก็ใช่ที่ เพราะบางทีก็มีความคลาดเคลื่อนกันได้ ก็ขนาด “ราชาโหรโลก” อย่าง “นอสตราดามุส” ยังทำนายตัวเลขวัน เดือน ปี คลาดเคลื่อนมาแล้ว

              อย่างดวงของนักการเมืองบ้านเธอเอง “อองซาน ซูจี” ช่วงหลังจากที่ได้รับการปล่อยตัวเมื่อปี 2553 มีเรื่องเล่าว่า นักการทูตรายหนึ่งได้สอบถามหมอดูอีทีเกี่ยวกับอนาคตของหญิงแกร่งแห่งเมียนมาร์รายนี้

              ที่สุดเธอได้กล่าวว่า “อองซาน ซูจี จะมีอิสระมากขึ้น มากยิ่งขึ้น” หลังจากนั้นเราได้เห็นกันแล้วว่าซูจีได้รับเลือกตั้งเข้านั่งในสภา และกำลังมีความเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญทางการเมืองพม่าขึ้นเรื่อยๆ

              งานนี้ถ้าไม่แม่นจริงก็แปลว่าหมอดูอีทีต้องเป็นนักวิเคราะห์การเมืองชนิดหาตัวจับยากคนหนึ่งเลยทีเดียว! เอาเข้าจริงๆ จะบอกว่าสตรีพม่าร่างเล็กรายนี้ มีทั้งสองอย่างก็ไม่ผิด!

              แม้จนนาทีสุดท้ายเธอก็ยังอยู่ในใจของผู้ที่ศรัทธาเสมอ

บุญอุ้มแฝด “ชมพู่-วิศรุต” มั่งคั่งมั่งมีศรีสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/295149

บุญอุ้มแฝด “ชมพู่-วิศรุต” มั่งคั่งมั่งมีศรีสุข

คนในข่าว  :  11 ก.ย. 2560
วิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์, บุญอุ้มแฝด, ชมพู่-วิศรุต, มั่งคั่งมั่งมีศรีสุข

บุญอุ้มแฝด “ชมพู่-วิศรุต” มั่งคั่งมั่งมีศรีสุข

               วางเรื่องร้อนๆ ของคนบังเทิง มาดูเรื่องดีๆ กับการให้กำเนิดลูกชายฝาแฝด ของชมพู่ อารยากับ “พ่อน๊อต” วิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์ เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และเพิ่งจัดแถลงข่าวไปเมื่อวันเสาร์ที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา

               โดยแฝดคนพี่มีชื่อว่า “ธันเดอร์” สายฟ้า รังษีสิงห์พิพัฒน์ น้ำหนัก 2.66 กิโลกรัม ส่วนแฝดคนน้องชื่อว่า “สตอร์ม” พายุ รังษีสิงห์พิพัฒน์ น้ำหนัก 2.56 กิโลกรัม คลอดห่างกัน 1 นาที ส่วนลำตัวมีความยาวเท่ากันคือ 47.5 เซนติเมตร

               ตอนนี้บรรยากาศหน้าบันเทิงไทยจึงเต็มไปด้วยความยินดีปรีดา กับการมาของ “เด็กบุญหนัก” ทั้งคู่

               ว่ากันว่า ค่าผ่าคลอดของแม่ชม เรียกว่าแพงหนักมาก ราคาโปรแกรมการผ่าคลอดอยู่ที่ 136,900 บาท !!

               ส่วนราคาค่าห้องพัก คือห้องพรีเมียร์ รอยัล อยู่ที่คืนละ 35,240 บาท มีการตกแต่งอย่างหรูหรา แยกส่วนของผู้ป่วยและห้องนั่งเล่น ทั้งยังมีห้องนอนของญาติ 2 เตียง ห้องอาบน้ำ 2 ห้อง ห้องสุขา 2 ห้อง ฯลฯ

               ที่จริง จะให้แพงกว่านี้ พ่อแม่ของเด็กแฝดก็ “เอาอยู่” เพราะเรารู้กันดีว่า บ้านนี้รวยชนิดที่จะสบายไปถึงชาติหน้า !

               ส่องดูฝั่งชมพู่เอง แม้จะอยู่ในสายบันเทิง แต่ต้องยอมรับว่า เธอนั้นเข้าวงการตั้งแต่ 2541 ขณะอายุได้ 17 ปี ระหว่างนั้นก็สร้างสมชื่อเสียง ด้วยความสามารถและบุคลิกน่ารักเป็นกันเอง ชมพู่ถือว่าได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในความเป็นมืออาชีพ

               แม้เวลานี้จะอายุเพียง 36 แต่ก็โลดแล่นมานานเป็นตัวแม่ระดับหัวแถวของวงการ ด้วยค่าตัวแพงระยับ !

               โดยเฉพาะกับทางสินค้าความงามแบรนด์หนึ่งที่เธอเป็นพรีเซนเตอร์ ได้ชักนำให้ชมพู่เป็นซุปตาร์ไทยคนเดียวที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปเดินพรมแดงที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส (ก่อนจะมีดาราสาวคนอื่นๆ ตามมาภายหลัง) ลองนึกดูว่างานนี้ ได้ทั้งเงินทั้งกล่องมากี่กระบุง

               โดยช่วงปี 2558 มีข่าวการทำเรตค่าตัวดาราไทย ชมพู่อยู่อันดับ 3 รองจากป๋าเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ และ อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ

               สำหรับแม่ชมนั้น กับการไปเดินสวยๆ บนพรมแดงระดับโลกที่เมืองคานส์ 3 ปีติด ฟันค่าตัวมาไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ขณะที่ถ้าให้เป็นพรีเซนเตอร์สินค้า ราคาเบาๆ คือ ไม่ต่ำว่า 8 ล้านบาทต่อชิ้น !!

               มาช่วงปีก่อนยังมีข่าวหลุดออกมาว่า หลังออกเรือนไปเป็นศรีภรรยาเสี่ยโรงงานหลอดไฟ “สาวชม” ก็รับแค่งานละคร ซึ่งมีค่าตัวในการเล่นละครประมาณ 7.5 หมื่นบาท/ตอน

               แต่ถ้าจะให้ไปออกงานอีเวนท์ ว่ากันว่า เธอคิดไม่แพงมากแค่ชั่วโมงละ 5 แสนบาทขาดตัว ใครกล้าจ่ายนางก็กล้ารับ แต่ตอนนั้นเจ้าตัวออกมาปฏิเสธรัวๆ พร้อมบอกยังคงเรตเดิม แค่แสนกว่าบาทต่อชั่วโมงเอง

               แต่ใช่ว่าแม่ชม จะมีแต่เงินที่ได้จากงานในแสงสี เธอยังมีธุรกิจของตัวเองอีกด้วย

               ช่วงปี 2552 ชมพู่เปิดร้านทำผม ชื่อ Celeb’ Room ย่านสุขุมวิท 24 และร้านตุ๊กตาบลายธ์ที่ชื่อ The Doll House Shop at Qconceptstore ในสยามพารากอน ระหว่างนั้นยังมีธุรกิจน้ำหอม Pretty Doll by Chom คุณภาพแบบฝรั่งเศส

               ปัจจุบันไม่มีข้อมูลว่าธุรกิจเหล่านี้ยังคงดำเนินกิจการอยู่หรือไม่ แต่ช่วงปี 2556 ชมพู่ยังลงทุนอีกประมาณ 100 ล้านบาท เปิดธุรกิจ เต้าหู้ไข่ ตรา “Daughter Brand (ตราลูกสาว)” โดยมีเธอเป็นพรีเซนเตอร์เอง

               งานนี้นอกจากตนเองแล้ว ยังลงขันกับเพื่อน คือ อภิชา นิธิอนันตภร ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง หลานชายผู้ผลิตและจำหน่ายเต้าหู้แบรนด์นางพยาบาล โดยทั้งคู่ร่วมกันก่อตั้ง บริษัท ไทย ทีเอเอ็น อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด พัฒนาและวิจัยเพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์เต้าหู้ไข่พร้อมทานขึ้น

               แถมยังได้แฟนหนุ่ม หรือพ่อของลูกในเวลานี้อย่าง “น๊อต” คอยให้คำปรึกษา ในด้านมาร์เก็ตติ้ง จนปัจจุบันแตกไลน์ออกมาเป็นสินค้าอื่นๆ เช่น ขนมปังสังขยาลาวา Daughter Brand เพิ่มเข้ามาอีกด้วย

               เพียงแค่ธุรกิจและรายได้ของแม่ชม ดูแล้วน้องธันเดอร์กับสตอร์มไม่ต้องกลัวอดตาย ยิ่งหันไปดูข้าง “ปะป๊าน๊อต” ยิ่งรวยหนักมาก !!

               อย่างที่รู้กันว่าหนุ่ม น๊อต วิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์ ปัจจุบันอายุ 40 ปี เป็นกรรมการบริหาร ของกลุ่มบริษัทเรเซอร์การไฟฟ้า (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวที่มีมูลค่ากว่าพันล้านบาท

               ทั้งยังมีบริษัทในเครืออีก 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท เรเซอร์การไฟฟ้า (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตบัลลาสต์ และสามารถผลิตอุปกรณ์แสงสว่างที่มีกำลังในการผลิตใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ถือเป็นบริษัทเก่าแก่ เปิดมาแล้วมากว่า 40 ปี, บริษัท เรเซอร์โกลบอลเทรด จำกัด นำเข้าและส่งออกไปยังประเทศต่างๆ 20 ประเทศทั่วโลก อาทิ กัมพูชา เวียดนาม เขตอาเซียน และตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย สิงคโปร์, บริษัท เรเซอร์ไวร์เวิร์คส จำกัด ดูแลการผลิตวัตถุดิบกลุ่มทองแดง ขดลวด และตัวนำไฟฟ้า, บริษัท มิรา เคเบิ้ล จำกัด ผลิตและจัดจำหน่ายสายไฟ และ บริษัท ลี้ กิจเจริญแสง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายหลอดไฟฟ้า ยี่ห้อ เลคิเซ่ (LeKise)

               ถึงตรงนี้ หลายคนก็ตาร้อนผ่าวไปตามๆ กัน แต่ก็อดยินดีกับทั้งคู่ไม่ได้ สำหรับความรักที่บ่มเพาะกันมายาวถึง 7 ปี ก่อนตัดสินใจเข้าสู่ประตูวิวาห์เมื่อ 6 พฤษภาคม 2558

               จนมามีทายาทด้วยกันครั้งเดียวมาสองคนแบบนี้ แถมแว่วๆ ว่าไปจองเนิร์สเซอรี่เตรียมอนุบาลไว้ให้แล้วแต่ไก่โห่ เป็นอนุบาลอะไรยังไม่แจ้ง แต่ว่ากันว่าคิวยาวหนักมาก !!

แหม!! อะไรจะคาบช้อนเพชรช้อนทองมาเกิด

สายวิบาก “โอ๊ค พานทองแท้” เงียบจนผิดปกติ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/294860

สายวิบาก “โอ๊ค พานทองแท้” เงียบจนผิดปกติ?

คนในข่าว  :  8 ก.ย. 2560
คตส, ดีเอสไอ, ลูกโอ๊ค, พานทองแท้ ชินวัตร, โอ๊ค พานทอ, โอ๊ค, พานทองแท้, โอ๊ค พานทองแท้, โอ๊คและพวก

แฟ้มของ “โอ๊คและพวก” กำลังถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นและพลิกดูอีกครั้ง แต่หันไปดูข้างเจ้าตัว โอ๊ค พานทองแท้ ทำไมเงียบหายไปแบบนี้?

               ตบเข่าฉาดเลย ! ใครเดิมพันกันไว้งานนี้มีลุ้นพอๆ กับเจ้าตัว “โอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ที่ล่าสุดดีเอสไอนัดประชุมตรวจหลักฐานคดีฟอกเงินจากการทุจริตปล่อยกู้แบงก์กรุงไทยให้แก่กลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร

               จะจริงเท็จอย่างไรไม่รู้ แต่เตือนความจำว่าคดีนี้กำลังจะหมดอายุความปีหน้า ดังนั้น ผู้มีหน้าที่ไขความจริง จะต้องเร่งดำเนินการ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเปล่า ?

               ดังนั้น วันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา จึงมีการแท็กทีมประชุม 3 ฝ่าย ทั้ง ดีเอสไอ, อัยการ และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) คุยกันเสร็จสรรพ

               พบว่ามีบางประเด็นต้องสอบสวนให้เกิดความชัดเจน รวมถึงเส้นทางการเงินต่างๆ ก็ต้องไปหามาให้หมด โดยชั้นนี้ ยังไม่มีความจำเป็นต้องเรียกลูกโอ๊คมาสอบปากคำเพิ่มเติม !

               งานนี้ ก็ไม่รู้ว่าเป็นการดักคอดีเอสไอ และอัยการ ของกองเชียร์ลูกโอ๊คหรือไม่ แต่หลายคนก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าจะบอกว่า นี่คงถึงคราของ “โอ๊ค” ก็คงไม่แปลกเหมือนกัน !

               ย้อนไปดูคดีนี้ แบบเข้าใจง่าย เรื่องเริ่มจากเดิมทีนั้น กลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร ที่มีสถานะอยู่ในกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคาร พูดง่ายๆ ว่า “ติดแบล็กลิสต์” ไม่มีสิทธิกู้ ในวงการการเงิน

               แต่กฤษดามหานครไปตั้งบริษัทใหม่มากู้เงินกรุงไทย โดยระบุว่าจะเอาเงินไปทำโปรเจกท์ยักษ์ ปรากฏว่าแบงก์อนุมัติสินเชื่อให้กู้ราวเกือบหมื่นล้านบาท แบบผ่านง่ายๆ ไม่มีข้อท้วงติงสงสัย

               ภายหลังมีการพบความผิดปกติว่า หลังจากปล่อยกู้ผ่าน ก็ได้มีการโอนเงินบางส่วน กระจายไปยังตระกูลนักการเมืองชื่อดัง รายละหลักสิบล้าน โดยไม่พบว่าเงินที่กู้ได้ มีการนำไปใช้ตามโครงการที่ขอกู้หรือไม่

               โดยช่วงปี 2551 คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) ได้ส่งสำนวนไปยัง คณะกรรมการป้องกันและและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้เอาผิด ทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 27 ราย โดยสำหรับทักษิณนั้น คือ ข้อหาร่วมและสนับสนุนการกระทำผิด

               แต่แล้ว เรื่องนี้ยืดเยื้อมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะที่ไม่ค่อยมีความคืบหน้าเลยคือ ในส่วนของ โอ๊คและพวกคือ 1.พานทองแท้ ชินวัตร 2.กาญจนาภา หงษ์เหิน เลขาฯ ส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ชินวัตร(ขณะนั้น) 3.วันชัย หงษ์เหิน สามีกาญจนาภา และ 4.มานพ ทิวารี บิดาของ น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย

               ที่ก่อนหน้านี้ คตส.ระบุว่า 4 คนนี้ ต้องถูกดำเนินคดีอาญามาตรา 357 ฐานรับของโจร แม้จะไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับบุคคล 27 รายข้างต้น

               แต่ได้รับเงินที่ได้จากการกระทำความผิดฐานยักยอก และช่วยปิดบังซ่อนเร้น อันทำให้ยากต่อการติดตาม ดังนั้น ให้แยกสำนวนไปดำเนินคดีในศาลอาญาต่อไป

               ที่สุดเรื่องราวก็ยังคงยืดเยื้ออีกครั้ง จน คตส.ต้องส่งไม้ต่อให้ “ดีเอสไอ” ซึ่งแม้จะรับลูกมาแล้ว แต่เรื่องก็ยังเงียบเรื่อยมา

               จนถึงช่วงปี 2555 ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปรากฏว่าอัยการสูงสุดเวลานั้น ก็มิได้สั่งฟ้องศาลฎีกาฯ บุคคลกลุ่มนี้อยู่ดี

               โดยระบุว่าเนื่องจากไม่ใช่ข้าราชการ ทาง ป.ป.ช.จึงไม่สามารถดำเนินคดีกับบุคคลทั้ง 4 ได้ ก็เป็นหน้าที่ดีเอสไอต้องทำต่อไป

               ท่ามกลางฤดูกาลทางการเมืองที่สลับขั้ว สลับข้างไปมา จนมาถึงวันนี้ ในยุคของ คสช.ที่หลายคนรอดูกันอยู่ โดยเฉพาะในส่วนของ “ก๊วนโอ๊ค” ที่ว่าจะต้องโดน 2 ข้อหา

               แม้ว่าข้อหารับของโจร หมดอายุความไปแล้วช่วงปี 2557 (คดีนี้เกิดแต่ปี 2547 มีอายุความ 10 ปี) แต่ยังมีข้อหาฟอกเงิน ที่หลายคนอยากรู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

               ที่สุด ในคำตัดสินช่วงปี 2558 ปรากฏว่าได้มีการพิพากษาออกมา แต่เป็นในส่วนของคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

               วันนั้นหากจำกันได้ แต่ละคนเจอคุกกันไปคนละสิบกว่าปี แบบไม่คาดคิดว่าโทษจะหนักหนาถึงขั้นนี้ !

               กระนั้นก็ดี ก็ยังมีอีกหลายคน ที่คนไทยยังงงๆ ว่า ทำไมไม่โดนด้วยสักที !

               โดยถ้าไม่นับจำเลยที่ 1 ซึ่งหนีไปแล้ว และศาลได้สั่งให้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว ก็จะยังเหลือก๊วน 4 คน “เจ้าเก่า” ที่ยังคงเดินทอดน่องอยู่ข้างนอก

               ที่สุดเมื่อถึงวันนี้ ที่แฟ้มของ “โอ๊คและพวก” กำลังถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นและพลิกดูอีกครั้ง ดังที่กำลังเป็นข่าว

               หันไปดูข้างเจ้าตัว โอ๊ค พานทองแท้ ถามว่า ปฏิกิริยาของเขาต่อเรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง

               ปรากฏว่าเงียบหนักมาก !! โดยความเคลื่อนไหวทางเฟซบุ๊ก Oak Panthongtae Shinawatra ก็มีแต่เรื่องราวของพ่อแม้ว

               และครั้งสุดท้ายคือเรื่องของ “อาปู” ช่วงวันที่ 17 สิงหาคม 2560 ส่วนเรื่องของตนเองนั้น โอ๊คไม่ได้กล่าวถึงแต่อย่างใด มาจนถึงนาทีนี้ !

               จะมีก็แต่ความเคลื่อนไหวของ ขัตติยา สวัสดิผล หรือ “ลูกเดียร์” อดีต ส.ส. เพื่อไทย หนึ่งในคณะทำงานด้านกฎหมาย ที่โอ๊คเพิ่งตั้งเมื่อ 2 ปีก่อน ช่วงที่เขาต้องเข้าให้ถ้อยคำดีเอสไอ และส่งมอบเอกสารหลักฐาน “ในฐานะพยาน” ในเดือนมีนาคม 2559

               เวลานั้นสาวเดียร์ก็แอ็กชั่นแรงๆ ว่า ถ้าใครกล่าวหาโอ๊คในทางเสื่อมเสีย จะฟ้องให้หมด !!

               แต่ที่แน่ๆ การประชุมล่าสุด คณะพนักงานสอบสวนมีมติว่า อาจจะสามารถดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงินได้ เพราะพบหลักฐานในการกระทำความผิดเกินกว่าครึ่งแล้ว ซึ่งก็ต้องดูอีกทีว่าหลักฐานนั้น จะมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่

               ถึงตรงนี้ จึงน่าติดตามยิ่ง ว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว โอ๊คคิดอะไรอยู่กันแน่ ? เงียบจ้อยแบบนี้ กลัวใจจริงๆ !

เขื่อนขอม 4.0 ฝันใหญ่ของ “บิ๊กโย่ง” เจอเพื่อน “บิ๊กตู่” ขวาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/294800

เขื่อนขอม 4.0 ฝันใหญ่ของ “บิ๊กโย่ง” เจอเพื่อน “บิ๊กตู่” ขว

คนในข่าว  :  7 ก.ย. 2560
พลอฉัตรชัย สา, บิ๊กนมชง, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, รมวกระทรวงเกษตรและส, กระทรวงเกษตรและสหกรณ, ลอประยุทธ์ จันทร์โ, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, นายกฯ ประยุทธ์, นายกฯ ตู่ สั่งเบรกซื้อไฟฟ้าเขมร, ประชุมร่วมคณะรัฐมนตรีไทย-กัมพูชา, โครงการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี), พื้นที่ อีอีซี

หลายฝ่ายออกมาท้วงติง ว่าค่าไฟฟ้าที่กัมพูชาเสนอมานั้นสูงกว่า 10 บาท/หน่วย มันแพงไป “บิ๊กตู่” เลยต้องสั่งเบรก! “บิ๊กโย่ง” มือดัน ซะจนเกือบหน้าคะมำ

               เอาแล้ว งานเบรกหัวคะมำ ถ้าทำเพื่อชาติ “บิ๊กตู่” บอก “ไม่ยั่น” จัดได้ทันที ถ้าจำเป็น !!

               ก็ประเด็น การเดินหน้าเจรจาซื้อไฟฟ้าจากกัมพูชา ทั้งโรงไฟฟ้าสตึงมนัม 30 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าถ่านหินจากเกาะกง กำลัง 1,700-2,000 เมกะวัตต์

               ที่ตลอดมา “บิ๊กโย่ง” พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ เจ้ากระทรวงพลังงาน ออกตัวแรง หมายมั่นปั้นมือจะทำให้สำเร็จ

               พร้อมบอกเลยว่า งานนี้เป็นของจำเป็นมาก ที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในโครงการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่คาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนออกมาภายในปลายปีนี้

               แต่แล้ว ! ตามที่รู้กันว่า ตลอดมาระหว่างทาง หลายฝ่ายออกมาท้วงติง เพราะค่าไฟฟ้าที่กัมพูชาเสนอมานั้นสูงกว่า 10 บาท/หน่วย ซึ่งถือว่าสูงเกินไป

               แม้ว่า พล.อ.อนันตพร ยืนยันว่า การซื้อไฟฟ้าจากเกาะกงเป็นเพียงความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาไม่ได้เสียหายอะไร

               พูดง่ายๆ คืออย่าเพิ่งด่วนสรุป และโวยวายไป มันยังมีขั้นตอนต่างๆ อีกมาก

               แต่ด้วยแรงกดดันจากหลายฝ่าย ปรากฏว่า ผ่านมาไม่กี่วัน 6 กันยายน ที่ผ่านมา ข่าวนายกฯ ตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งเบรกโครงการนี้ ปรากฏทุกหน้าข่าวสาร

               โดยนายกฯ สั่งให้ กระทรวงเกษตรฯ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เจ้ากระทรวงไปศึกษาการบริหารจัดการน้ำของโครงการอีอีซีอย่างละเอียดว่า ตรงนั้นมีน้ำเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ และในระยะกี่ปี จะถึงขนาดต้องซื้อน้ำจากเพื่อนบ้านหรือเปล่า

               ก่อนหน้านี้ “บิ๊กฉัตร” เพื่อนรัก “บิ๊กตู่” ออกมาทักท้วงเสียงดัง พร้อมยืนยันไม่ต้องพึ่งน้ำจากเพื่อนบ้าน

               ล่าสุดนายกฯ ยังออกมาพูดก่อนจะเดินทางไปประชุมร่วมคณะรัฐมนตรีไทย-กัมพูชา วันที่ 7 กันยายน ที่จะถึงว่า เรื่องนี้กัมพูชามีน้ำใจมา ก็ไห้ไทยมาลงทุนได้ แต่การลงทุนก็ต้องมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น ดังนั้นทั้งหมดจึงอยู่ที่เราจะรับได้หรือไม่

               “ถ้ารับไม่ได้ก็ให้ศึกษาก่อน ไม่ใช่จะเออออห่อหมกทุกเรื่อง”

               ถึงตรงนี้ หากใครถามว่า เจ้ากระทรวงพลังงานจะว่าอย่างไรบ้าง แน่นอนต้องว่าตามนายกฯ สิครับถามได้ !

               เพราะหากว่ากันตามจริงแล้ว การมานั่งตรงนี้ได้ เพราะ “บิ๊กตู่” เชื่อถือและไว้วางใจเป็นอันมาก มีไรก็ต้องตาม ต้องดันกันอยู่แล้ว !!

               ย้อนไปดูโพรไฟล์ พล.อ.อนันตพร หรือ “บิ๊กโย่ง” เกิดเมื่อ 15 สิงหาคม 2498 สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช รุ่นที่ 73 (รุ่นเดียวกับ วิทยา แก้วภราดัย)

               จากนั้น ไปจบโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 15 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 26 (รุ่นเดียวกับ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง)

               และยังสำเร็จ รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารรัฐกิจและกิจการสาธารณะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 13 ขณะที่ยังไปลงหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 51 (รุ่นเดียวกับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร และ พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์)

               ชีวิตครอบครัว ภรรยาคือ ธิดารัตน์ กาญจนรัตน์ มีบุตรชาย 2 คน คือ เนตินาถ ทำงานอยู่ที่การบินไทย และ ภทร กาญจนรัตน์ ทำงานที่กรมบังคับคดี

               บิ๊กโย่ง เริ่มชีวิตราชการในเหล่าทหารปืนใหญ่ ที่กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 103 นครราชสีมา ตั้งแต่ระดับ ผบ.ร้อย. ก่อนจะย้ายเข้าสู่สายงานตรวจสอบบัญชี ในสำนักงานปลัดบัญชีทหารบก ตั้งแต่เป็นหัวหน้าฝ่าย จนเป็นปลัดบัญชีทหารบก ในยศ พลโท ช่วงปี 2556

               ภายหลังรัฐประหารปี 2557 เขาได้รับความไว้วางใจจากบิ๊กตู่ ควบเก้าอี้ทีเดียว 5 ตัวคือ เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี, สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.), ประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ(คตร.), ประธานอนุกรรมการพิจารณาและกลั่นกรองแผนงานการแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจ และผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก

               บทบาทของบิ๊กโย่งในครั้งนั้น ต้องบอกว่า มาเพื่อทำเรื่องตัวเลขโดยเฉพาะ เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า ต้องช่วยสางปัญหาสารพัด ให้แก่นายกฯ ทำอย่างไรไม่ให้งานเทคนิคด้านเศรษฐกิจต้องเป็นคำถามที่นายกรัฐมนตรีต้องหาคำตอบ

               ขณะที่อีกบทบาทที่สื่อเรียกขานควบคู่กันมา คือ “มือปราบคนโกง แห่ง คสช.” โดยนอกเหนือจากเคยเป็นกรรมการและประธานกรรมการตรวจสอบบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เรื่องสินบนโรลส์-รอยซ์ ช่วงปี 2557 แล้วเขายังเข้ามาสะสางปัญหาการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา ในฐานะประธานคตร.

               กระทั่งมาได้เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อ 19 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ทำอะไรมาก็เยอะ เช่น การเปิดเสรีธุรกิจพลังงาน, การเล็งเปิดเสรีโซลาร์ รูฟท็อป ให้คนไทยติดแผงโซลาร์เซลล์ไว้ใช้เองได้บนหลังคาบ้าน ฯลฯ

               ยังมีเรื่องแรงๆ ที่เจ้าตัวในฐานะเจ้ากระทรวงพลังงาน ก็ต้องเผชิญหน้ากับคำถาม และแรงกดดันหลายอย่าง ซึ่งต้องแกร่งพอตัวถึงจะรับมือไหว

               อย่างโรงไฟฟ้ากระบี่ ที่มีการประท้วงกันหนัก แต่เจ้าตัวมองว่า เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมน้อยมาก เป็นเทคโนโลยีที่มีการพิสูจน์ในระดับสากล

               มาจนถึงการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลักในครั้งนี้ อย่างโครงการสตึงมนัม เจ้าตัวก็บอกว่าจะทำให้ได้ทั้งไฟฟ้าและผันน้ำส่วนเกินเข้ามาในไทยด้วย

               แม้ว่าแผนครั้งนี้จะถูกเบรกไป แต่คำนี้ไม่ได้แปลว่า “ล้มเลิก” มันคือการชะลอไว้ก่อนเท่านั้น

               เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการหลายสิบปี จะชะลอไว้ก่อน ก็คงไม่สายที่จะว่ากันใหม่

               ที่แน่ๆ เชื่อได้เลยว่า ถ้า “บิ๊กตู่” ไม่เชื่อมือ ก็คงไม่ให้ “บิ๊กโย่ง” นั่งคุมกระทรวงนี้ เพราะที่นี่เป็นกระทรวงกึ่ง “ความมั่นคง” และ “ความมั่งคั่ง”

สาย มจร. “มานัส ทารัตน์ใจ” พระผู้ใหญ่..โอเคนะ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/294607

สาย มจร. “มานัส ทารัตน์ใจ” พระผู้ใหญ่..โอเคนะ!

คนในข่าว  :  6 ก.ย. 2560
เซ่นเงินทอนวัด, เงินทอนวัด, พระ มจร, มจร, ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอพศ), พตทพงศ์ธร พราหมณ์เสน่ห์ อดีต ผอพศ, พตทพงศ์พร พราหมณ์, พตทพงศ์พร พราหมณ์เสน, ย้าย  พงศ์พร เข้าก, เก้าอ้ ผอพศ, ย้าย ผอพศ, อดีตผอพศ, เด้งผอพศ, มานัส ทารัตน์ใจ ผอพศคนใหม่, มานัส อธิบดีกรมการศาสนา, อธิบดีกรมการศาสนา

ผอ.พศ.คนใหม่คนนี้ แม้จะมาจากฝั่งข้าราชการ แต่หากย้อนไปไกลว่านั้น เขามาทางสายพระเลยทีเดียว! แถมยังเป็นพระจาก มจร.ซะด้วย ถูกใจกันล่ะคราวนี้!!

               เก่าไปใหม่มา วันนี้ ครม.จัดให้ คนไทยได้ “มานัส ทารัตน์ใจ” ที่ย้ายเก้าอี้จาก “อธิบดีกรมการศาสนา” มาขึ้นแท่น “ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” (ผอ.พศ.) คนใหม่เรียบร้อยแล้ว

               หลังจากเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา พ.ต.ท.พงศ์ธร พราหมณ์เสน่ห์ ต้องกลายเป็นอดีต ผอ.พศ. แล้วไปนั่งที่ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีแทน

               ก็ถือว่าได้พักผ่อนให้สมกับที่รอคอยมานาน กับงานตำแหน่งที่บอกว่าหนักหนาที่สุดในชีวิตราชการแล้ว !

ส่วนว่า ผอ.พศ.คนใหม่ รายนี้เพิ่งรับตำแหน่ง อธิบดีกรมการศาสนา มาไม่กี่เพลา

               คือ จากมติครม. เมื่อ 11 ตุลาคม 2559 จนได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เมื่อ 30 ธันวาคม 2559 กระทั่งนายกรัฐมนตรีลงนามประกาศในราจกิจจานุเบกษา วันที่ 9 มกราคม 2560

               ก็แปลว่า เพิ่งได้นั่งทำงานเป็นผู้บังคับบัญชาในระดับหัวหน้าส่วนราชการที่มีอำนาจสูงสุด อยู่ที่กรมการศาสนามาแค่ตอนต้นปีเท่านั้น

               แต่วันนี้ต้องย้ายมานั่ง ผอ.พศ. ซึ่งเก้าอี้ยัง ร้อนๆ อุ่นๆ จากคนเก่าที่เพิ่งลุกจากไปได้ไม่นาน

               ว่าแล้วมาส่องดูโพรไฟล์ของคนดีคนนี้ ที่เชื่อว่า ครม.มองไม่ผิด! สำหรับการรับไม้ต่อในครั้งนี้ !

               โดยในรายการอาสาตามหาคนดี ออกอากาศทางยูทูบ เคยสัมภาษณ์เขาไว้เมื่อตอนรับตำแหน่งอธิบดีกรมการศาสนาช่วงต้นปี โดย มานัส ทารัตน์ใจ ได้บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตนเองไว้อย่างน่าสนใจ

               เพราะก่อนที่เขาจะได้ชื่อว่าเป็น ผอ.พศ.คนใหม่ที่มาจากฝั่งข้าราชการ แต่หากย้อนไปไกลว่านั้น บุคคลคนนี้มาทางสายพระเลยทีเดียว !

               แถมยังเป็นพระจาก “มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” หรือ มจร. เสียด้วย งานนี้น่าจะถูกอกถูกใจใครหลายคน !

               สำหรับประวัติส่วนตัวนั้น พื้นเพเดิมของ ผอ.พศ.คนใหม่ เป็นคนบ้านหนองครก ต.จันจว้าใต้ อ.แม่จัน จ.เชียงราย และที่น่าสนใจคือ เจ้าตัวบวชเรียนตั้งแต่ยังเยาว์วัย

               “ชีวิตผมเป็นชีวิตที่น่าจะแปลกว่าท่านอื่นๆ โดยได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่จริงๆ ในอ้อมกอดนั้นน้อย เพียงแค่ 10 ขวบเท่านั้น หลังจากนั้นไปเป็นลูกศิษย์วัดในหมู่บ้าน คือวัดหนองครก” (www.youtube.com/watch?v=llccCP1V-Qc)

               ราวปี 2512 ขณะมีอายุ 11 ขวบ ก็ได้บวชเป็นสามเณร เรียนจบนักธรรมชั้นตรี อยู่ที่วัด 1 ปี ก็เกิดเหตุที่หลวงพ่อที่อาศัยอยู่ด้วย ได้ย้ายไปอยู่วัดอื่นหลายรูป ทำให้วัดมีอันต้องปิดลง

               แต่บังเอิญ ตนเองขณะนั้นคำนึงขึ้นมาได้ถึงตอนที่ได้ไปสอบนักธรรมชั้นตรี ซึ่งเวลานั้น ได้เห็นพระที่เป็นผู้มาเปิดสอบ และเป็นกรรมการสอบ ซึ่งเจ้าตัวเรียกว่า “พระมหาที่มาจากกรุงเทพฯ”

               ก็รู้สึกว่ามีความสง่างาม และอยากเป็นบ้าง จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจ ไปปรึกษากับโยมพ่อ ย้ายไปเรียนภาษาบาลี ที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า ที่ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ซึ่งมีชื่อเสียงในทางด้านนี้เป็นอันมากทางภาคเหนือ

               ที่สุดก็จำอยู่ที่นี่ถึง 5 ปี จนได้เปรียญธรรม 4 ประโยค หลังจากนั้นไปขออยู่กับ “สมเด็จพระพุทธชินวงศ์”  ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพฯ ในปี 2518 อยู่ไปจนอายุก็ถึงครบบวชเป็นพระ จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในวันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม 2522

               หลังจากที่เรียนจนสอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค ก็ตัดสินใจว่าต้องการเรียนในเรื่องของการศึกษาทางโลกควบคู่ไปด้วย จึงไปเรียนที่ โรงเรียนบาลีอบรมศึกษา มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดสระเกศ

               เรียนอยู่ 2 ปี ก็ต่อที่โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษา อีก 2 ปี จากนั้นไปต่อระดับปริญญาตรี ที่คณะมานุษยสงเคราะห์ศาสตร์ มจร.

               กระทั่งเดินทางไปต่อยอดที่ต่างประเทศ คือที่ มหาวิทยาลัย “ปูเณ่” หรือในชื่อเก่ารู้จักกันดีว่า “ปูณ่า” ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองปูเณ่ รัฐมหาราษฏระ โดยมีระยะทางห่างจากเมือง “มุมไบ” หรือ “บอมเบย์” เพียง 170 กิโลเมตร

               ที่นั่นเขาเรียนคณะสังคมศาสตร์ สาขาสังคมวิทยา ซึ่งถือว่าเป็นคณะยอดฮิตของที่นี่ โดยลงเรียนหลักสูตร 2 ปี แต่อยู่ 3 ปี เพื่อเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน

               พอกลับมาประเทศไทย ก็ได้ช่วยงานของทาง มจร. ซึ่งขณะนั้นรัฐบาลได้รับรองคุณวุฒิการศึกษาแล้ว โดยปฏิบัติหน้าที่เลขานุการคณะสังคมศาสตร์อยู่ราวปีครึ่ง

               กระทั่งปี 2534 เกิดความคิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่จะลาสิกขา เพราะคิดว่า แม้จะสึกไปแล้ว ก็ยังอาจจะมีช่องทางที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนา และดูแลในเรื่องของกิจการของคณะสงฆ์ทางอื่นได้ด้วย

               ที่สุด สึกออกมาก็ไปเป็นอาจารย์สอนที่ มจร. คณะสังคมศาสตร์ อยู่จนกระทั่งครบเทอม ก็มีโอกาสได้ไปสอบที่สภาสังคมสงเคราะห์ โดยสอบสัมภาษณ์ผ่านเข้าไปได้

               เวลานั้น เจ้าตัวจะทำงานที่สภาสังคมสงเคราะห์ช่วงเช้า และลาไปสอนหนังสือช่วงบ่าย กระทั่งผ่านไป 6 เดือน ก็ไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการที่ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) ในกระทรวงศึกษาธิการ เวลานั้น ซึ่งปัจจุบันนี้เป็น “กรมส่งเสริมวัฒนธรรม” กระทรวงวัฒนธรรม

               เป็นอันว่า ชีวิตก็เข้าสู่ระบบราชการ โดยเริ่มจากเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน อยู่เป็นข้าราชการยาวนานมาตั้งแต่ปี 2534-2539 จนกระทั่งเปลี่ยนชื่อมาเป็น “กรมส่งเสริมวัฒนธรรม” ก็ได้ขยับตำแหน่งขึ้นไปเรื่อยๆ

               จนขึ้นบริหารในตำแหน่ง “รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม” แต่ทำได้เพียง 1 ปี ก็ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม อันเป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนจะขึ้นนั่ง “อธิบดีกรมการศาสนา” เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

               แต่เส้นทางชีวิตมักท้าทายคนดี คนเก่งอยู่ตลอด จนมาถึงวันนี้ ที่เขาได้มานั่งเก้าอี้ ผอ.พศ.คนใหม่ แน่นอนด้านหนึ่ง เมื่อดูจากโพรไฟล์ข้างต้นแล้ว เชื่อได้ว่า ครม.คัดสรรมาอย่างดี ไม่ได้สุ่มจับสลากมาจากไหน

               อย่างที่รู้กันว่า ที่ตรงนี้เป็นงานหนักสุดในชีวิตของคนคนหนึ่ง จึงน่าติดตามว่า ภารกิจที่ ผอ.พศ.คนใหม่ต้อง “ทำ” หรือ “ไม่ทำ” อะไรเป็นการพิเศษบ้าง ช่างน่าติดตามจริงๆ

**หมายเหตุ ขอบคุณข้อมูลสัมภาษณ์โดย ดร.ประสิทธิ์ บุตรศรี จาก รายการอาสาตามหาคนดี  Righteous Person’s Stage โดยสำนักงานพระสอนศีลธรรม ม.มหาจุฬาฯ